มหาวิภังค์ ภาค ๔

ฉบับ มมร. · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๔ · ๙๗๐ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๑๘ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๔ สิกขาบทที่ ๑ มุสาวาทวรรค (ปาจิตตีย์): เรื่องพระหัตถกะ ศากยบุตร - ทรงบัญญัติห้ามโกหกทั้งที่รู้ตัว พระหัตถกะ ศากยบุตร เป็นคนพูดสับปลับกับพวกเดียรถีย์ ปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ กลบเกลื่อนเรื่องหนึ่งด้วยอีกเรื่องหนึ่ง เพื่อเอาชนะคู่โต้วาทะโดยไม่คำนึงความจริง เดียรถีย์ติเตียน ภิกษุนำความกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าเป็น "โมฆบุรุษ" แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุจงใจพูดเท็จทั้งที่รู้อยู่ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ นับเป็นสิกขาบทแรกของหมวดปาจิตตีย์ ๙๒ ข้อ ต่อจากนิสสัคคิยปาจิตตีย์ที่จบไปในเล่มก่อน
  2. หน้า ๕–๑๙ วิภังค์สัมปชานมุสาวาท: เกณฑ์ตัดสินการโกหกเรื่องเห็น-ได้ยิน-ทราบ-รู้ และข้อยกเว้น พระวินัยไขความ "สัมปชานมุสาวาท" ว่าคือการจงใจพูดให้คลาดจากความจริงใน ๘ ลักษณะ (ไม่เห็นว่าเห็น, ไม่ได้ยินว่าได้ยิน, ไม่ทราบว่าทราบ, ไม่รู้ว่ารู้ และกลับกัน) แล้วไล่แจกแจงทุกการผสมคำโกหกอย่างละเอียดยิบ ต้องอาบัติปาจิตตีย์เมื่อครบองค์ ๓-๗ (รู้ตัวก่อนพูด-ขณะพูด-หลังพูดว่ากำลังโกหก) ท้ายบทยกเว้นผู้พูดพลั้ง พูดพลาด (ตั้งใจพูดคำหนึ่งแต่หลุดไปอีกคำ) ภิกษุวิกลจริต และภิกษุต้นบัญญัติ ไม่ต้องอาบัติ
  3. หน้า ๒๐–๒๕ อรรถกถาขยายความสิกขาบทที่ ๑: ตัวอย่างมุสาวาทแบบพูดเล่น-พูดกวน และปูรณกถา อรรถกถาไขคำศัพท์บาลีของเรื่องพระหัตถกะและอธิบายละเอียดว่าการพูดเท็จแม้ด้วยความคะนองปากก็ยังต้องอาบัติถ้าไม่ใช่พลั้งปากจริง ยกตัวอย่างภิกษุแกล้งล้อสามเณรที่ถามหาอุปัชฌาย์ว่า "อุปัชฌาย์ไปเทียมเกวียนขนฟืนแล้วกระมัง" หรือได้ยินเสียงหมาจิ้งจอกร้องแล้วหลอกว่าเป็นเสียงคนช่วยลากล้อเกวียนแม่สามเณร รวมถึง "ปูรณกถา" คือพูดขยายความเกินจริงเรื่องเล็กน้อยให้ดูใหญ่โต ล้วนเข้าข่ายมุสาวาทเช่นกัน จบด้วยสมุฏฐานของสิกขาบทนี้
  4. หน้า ๒๖–๒๙ สิกขาบทที่ ๒ มุสาวาทวรรค (โอมสวาท): พระฉัพพัคคีย์ด่าภิกษุ กับนิทานโคนันทิวิสาล พระฉัพพัคคีย์ทะเลาะแล้วด่าสบประมาทภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก กระทบทั้งชาติกำเนิด ชื่อ ตระกูล อาชีพ โรค รูปร่าง กิเลส และอาบัติ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิแล้วเล่านิทานโคนันทิวิสาลผู้ฉุดเกวียนพันเล่มไม่ไหวเมื่อถูกเจ้าของด่าว่า "โคโกง" แต่ลากได้สบายเมื่อถูกเรียกด้วยคำไพเราะว่า "พ่อรูปงาม" สอนว่าคำพูดร้ายทำร้ายใจได้ จึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า การกล่าวเสียดแทงให้เจ็บใจ (โอมสวาท) ต้องอาบัติปาจิตตีย์
  5. หน้า ๓๐–๔๕ วิภังค์โอมสวาท: ๑๐ หมวดคำด่า และองค์ประกอบการด่าตรง ๆ ระหว่างภิกษุด้วยกัน ระบุ ๑๐ หมวดที่ใช้ด่ากระทบใจได้ พร้อมแบ่งแต่ละหมวดเป็นระดับ "ทราม" (เช่น ชาติจัณฑาล อาชีพช่างหนัง โรคเรื้อน) กับ "อุกฤษฏ์" (เช่น ชาติกษัตริย์ เป็นบัณฑิต) จากนั้นไล่แจกแจงทุกกรณีที่ภิกษุด่าภิกษุด้วยกันตรง ๆ ไม่ว่าจะกดให้ต่ำ ยกไปเปรียบสูงแล้วแดกดัน หรือประชดด้วยคำที่ตรงข้ามกับความจริง ทุกกรณีล้วนต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกคำพูด
  6. หน้า ๔๖–๕๖ โอมสวาทแบบเปรยเป็นนัย: 'มีบางพวก' 'พวกไรกันแน่' 'ไม่ใช่พวกเรา' ต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อภิกษุด่ากระทบภิกษุด้วยกันโดยไม่เจาะจงตัวบุคคลตรง ๆ แต่พูดเป็นนัยแฝงเจตนาเสียดสี เช่น กล่าวลอย ๆ ว่า "มีภิกษุบางพวกเป็นชาติจัณฑาล" หรือถามเปรยว่า "พวกไหนกันแน่ที่เป็นชาติจัณฑาล" หรือกล่าวปฏิเสธแดกดันว่า "พวกเราไม่ใช่ชาติจัณฑาล" แม้ไม่ชี้ตัวผู้ถูกด่าตรง ๆ ก็ยังผิด แต่โทษเบากว่าการด่าตรง คือต้องอาบัติทุกกฏแทนปาจิตตีย์ ไล่ครบทั้ง ๑๐ หมวดคำด่าเช่นเดิม
  7. หน้า ๕๗–๖๓ โอมสวาทต่ออนุปสัมบัน: ภิกษุด่าสามเณรหรือคฤหัสถ์ ต้องอาบัติทุกกฏ (เนื้อหาต่อ) เริ่มหมวดใหม่ว่าด้วยภิกษุ (อุปสัมบัน) ด่ากระทบผู้ที่ยังไม่ได้อุปสมบท เช่น สามเณรหรือคฤหัสถ์ (อนุปสัมบัน) โดยไล่ซ้ำรูปแบบเดิมทั้งกดให้ต่ำ ยกแล้วแดกดัน และประชด ครบทุกหมวด (ชาติ ชื่อ ตระกูล อาชีพ วิชาช่าง) แต่โทษเบากว่าการด่าภิกษุด้วยกัน คือต้องอาบัติทุกกฏแทนปาจิตตีย์ เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องในหน้าถัดไป
  8. หน้า ๖๔–๖๙ โอมสวาทสิกขาบท: ภิกษุด่าว่าอนุปสัมบันโดยตรง (ปาจิตตีย์ที่ ๒ ต่อ) ต่อจากหน้าก่อน ยังอยู่ในสิกขาบทโอมสวาท (ห้ามด่าว่า) ไล่เรียงทุกกรณีที่ภิกษุด่าว่าผู้ยังไม่อุปสมบท (สามเณร/คฤหัสถ์) โดยตรง ด้วยการพูดถึงชาติกำเนิด ชื่อ โคตร อาชีพ วิชาช่าง โรค รูปร่าง กิเลส ความประพฤติเสียหายในอดีต หรือเปรียบกับสัตว์เดรัจฉาน-สัตว์นรก เทียบกับคำยกยอว่าเป็นบัณฑิตมีปัญญา ทั้งแบบพูดกดตรงๆ กดให้เลว ประชด ยกยอ ทุกกรณีปรับอาบัติทุกกฏ เบากว่าด่าภิกษุด้วยกันซึ่งเป็นปาจิตตีย์
  9. หน้า ๗๐–๗๙ โอมสวาท: ด่าอนุปสัมบันแบบพูดเปรยเป็นนัย รูปแบบการด่าเดียวกัน (ชาติ ชื่อ โคตร อาชีพ วิชาช่าง โรค รูปร่าง กิเลส อาบัติ คำเปรียบเทียบ) แต่เปลี่ยนวิธีพูดเป็นการเปรยลอยๆ ไม่เจาะจงตัวบุคคล เช่น พูดว่า 'มีบางพวกในธรรมวินัยนี้เป็นคนจัณฑาล' หรือ 'พวกไหนกันแน่ที่เป็นชาติต่ำ' หรือ 'พวกเราไม่ใช่คนจัณฑาลหรอกนะ' แม้ไม่ได้ระบุตัวตรงๆ แต่ถ้าเจตนาด่าให้อัปยศ ก็ยังต้องอาบัติทุกกฏเหมือนเดิม
  10. หน้า ๘๐–๙๒ โอมสวาท: ภิกษุล้อเล่นกระทบภิกษุด้วยกัน (อาบัติทุพภาสิต) เปลี่ยนเจตนา จากตั้งใจด่าเป็นแค่ล้อเล่นสนุกๆ กับภิกษุด้วยกัน โดยพูดกระทบเรื่องเดียวกันทั้งหมด (ชาติ ชื่อ โคตร อาชีพ วิชาช่าง โรค รูปร่าง กิเลส อาบัติ คำเปรียบเทียบ) ทั้งแบบกดตรงๆ กดให้เลว ประชด ยกยอ เพราะไม่มีเจตนาร้าย โทษจึงเบาลงจากปาจิตตีย์เหลือเพียงอาบัติทุพภาสิต (โทษเบาสุดจากคำพูด) สะท้อนว่าพระวินัยแยกแยะเจตนาการพูดอย่างละเอียด
  11. หน้า ๙๓–๑๐๒ โอมสวาท: ล้อเล่นแบบพูดเปรยเป็นนัยกับภิกษุด้วยกัน กรณีล้อเล่น (ไม่มีเจตนาด่า) ต่อเนื่องจากหัวข้อก่อน แต่เปลี่ยนเป็นพูดเปรยลอยๆ ไม่เจาะจงตัว เช่น 'มีภิกษุบางพวกเป็นชาติจัณฑาล' 'พวกไหนกันแน่ที่เป็นชาติต่ำ' 'พวกเราไม่ใช่ชาติต่ำ' ครอบคลุมทุกหมวดเดิม (ชาติ ชื่อ โคตร อาชีพ วิชาช่าง โรค รูปร่าง กิเลส อาบัติ คำเปรียบเทียบ) ทุกกรณียังคงปรับอาบัติทุพภาสิตเพราะเป็นการล้อเล่น
  12. หน้า ๑๐๓–๑๑๖ โอมสวาท: ภิกษุล้อเล่นกระทบอนุปสัมบันโดยตรง ย้ายเป้าหมายจากภิกษุด้วยกันมาเป็นผู้ยังไม่อุปสมบท (สามเณร/คฤหัสถ์) แต่ยังคงเป็นการล้อเล่นไม่มีเจตนาด่า พูดกระทบตรงๆ ในหมวดเดิมทั้งหมด (ชาติ ชื่อ โคตร อาชีพ วิชาช่าง โรค รูปร่าง กิเลส อาบัติ คำเปรียบเทียบ) ปรับอาบัติทุพภาสิตเท่ากับล้อภิกษุด้วยกัน แสดงว่าโทษของการ 'ล้อเล่น' ไม่ขึ้นกับสถานะของผู้ถูกล้อ ต่างจากการด่าจริงจังที่โทษต่างกันตามสถานะคู่กรณี
  13. หน้า ๑๑๗–๑๒๐ โอมสวาท: ล้อเล่นแบบพูดเปรยเป็นนัยกับอนุปสัมบัน (เริ่มหัวข้อสุดท้าย ยังไม่จบ) เริ่มต้นกรณีสุดท้ายของโครงสร้างทั้งหมด คือล้อเล่นด้วยการเปรยลอยๆ ไม่เจาะจงตัว มุ่งไปที่กลุ่มผู้ยังไม่อุปสมบท เช่น 'มีอนุปสัมบันบางพวกเป็นชาติจัณฑาล' ครอบคลุมหมวดชาติ ชื่อ โคตร อาชีพ วิชาช่าง เป็นต้น ยังปรับอาบัติทุพภาสิต หน้าตัดจบกลางรายการ เนื้อหาต่อในช่วงถัดไป (ทับซ้อนกับชุดถัดไปตั้งแต่หน้า ๑๑๒)
  14. หน้า ๑๒๑–๑๒๗ โอมสวาทสิกขาบท (ต่อ): ไล่เรียงรูปแบบคำพูดล้อเลียนแบบครบทุกกรณี เนื้อหาต่อจากตอนก่อน เป็นการไล่เรียงรูปแบบคำพูดล้อเลียนแบบ 'ไม่ตั้งใจด่าแต่ล้อเล่น' ครบทุกแบบ (พูดตรง พูดเปรยว่ามีบางพวก พูดถามว่าพวกไหนกันแน่ พูดปฏิเสธว่าไม่ใช่พวกเรา) โดยยกกระทบชาติ ชื่อ โคตร อาชีพ ศิลปะ โรค รูปร่าง กิเลส และอาบัติ ทั้งชนิดต่ำและสูง แต่ละคำพูดต้องอาบัติทุพภาสิต (โทษเบา) จบด้วยข้อยกเว้นไม่ต้องอาบัติ เช่น ภิกษุมุ่งอธิบายความหมาย มุ่งสอนธรรม วิกลจริต หรือเป็นภิกษุรูปแรกที่ก่อเรื่อง
  15. หน้า ๑๒๘–๑๓๑ อรรถกถาโอมสวาทสิกขาบท: นิทานโคนันทิวิสาล อรรถกถาอธิบายโอมสวาทสิกขาบท เล่าเรื่องพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นโคถึกชื่อนันทิวิสาล พราหมณ์ผู้เลี้ยงดูพนันว่าโคของตนลากเกวียน ๑๐๐ เล่มได้ แต่พูดว่า 'จงลากไปเถิดไอ้โคโง่' โคจึงหยุดนิ่งไม่ยอมออกแรงเพราะเสียใจถูกด่า พราหมณ์แพ้พนัน ภายหลังขอโทษพูดจาดีๆ โคจึงยอมลากจนชนะพนัน แสดงโทษของคำพูดเสียดแทงแม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ไม่พอใจ นอกจากนี้อธิบายศัพท์คำด่าที่ใช้อักษร ย และ ภ
  16. หน้า ๑๓๒–๑๕๔ เปสุญญวาทสิกขาบท: ห้ามส่อเสียดยุแยงภิกษุ พระฉัพพัคคีย์ชอบสอดฟังคำพูดของภิกษุที่ทะเลาะกัน แล้วนำไปบอกฝ่ายตรงข้ามเพื่อยุแยงให้แตกแยกหรือเพื่อประจบ ทำให้ความบาดหมางที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วยิ่งรุนแรง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติปาจิตตีย์ห้ามส่อเสียดภิกษุ จากนั้นไล่เรียงรูปแบบคำส่อเสียดครบทุกแบบเหมือนสิกขาบทก่อน (กระทบชาติ ชื่อ โคตร อาชีพ ฯลฯ) ต้องปาจิตตีย์เมื่อบอกภิกษุ ทุกกฏเมื่อเกี่ยวข้องกับผู้ไม่ใช่ภิกษุ ปิดท้ายด้วยอรรถกถาอธิบายศัพท์และองค์ประกอบอาบัติ
  17. หน้า ๑๕๕–๑๖๓ ปทโสธัมมสิกขาบท: ห้ามสอนธรรมทีละคำแก่ผู้ไม่ได้บวช พระฉัพพัคคีย์ให้อุบาสกท่องธรรมพร้อมกับตนเป็นคำๆ ทำให้อุบาสกเหิมเกริมไม่เคารพยำเกรงภิกษุ พระพุทธเจ้าจึงห้ามภิกษุสอนธรรมแก่ผู้มิได้บวชโดยว่าตามเป็นบท อนุบท อักษรต่ออักษร หรือพยัญชนะต่อพยัญชนะ ต้องปาจิตตีย์ทุกคำ อรรถกถาต่อท้ายอภิปรายว่าคัมภีร์ใดนับเป็น 'พุทธภาษิต' แท้ เช่น ปฏิเสธว่าคัมภีร์บางเล่มอย่างวัณณปิฎก อังคุลิมาลปิฎก ไม่ใช่พุทธพจน์จริง
  18. หน้า ๑๖๔–๑๖๘ สหเสยยสิกขาบท: ห้ามนอนร่วมชายคากับผู้ไม่ได้บวช และเรื่องสามเณรราหุล อุบาสกมาฟังธรรมที่อาฬวี ภิกษุหนุ่ม (นวกะ) นอนค้างร่วมกับอุบาสกในศาลา แต่หลับไม่ได้สติ เปลือยกาย ละเมอ กรน อุบาสกจึงติเตียน พระพุทธเจ้าทรงห้ามภิกษุนอนร่วมชายคาเดียวกับผู้มิใช่ภิกษุ ต่อมาสามเณรราหุลหาที่นอนไม่ได้เพราะกฎนี้ จึงไปนอนในส้วมของพระพุทธเจ้าเอง พระองค์ทรงพบเข้าเมื่อเสด็จไป จึงทรงสงสารและอนุญาตให้นอนร่วมได้ไม่เกิน ๒-๓ คืน เป็นที่มาของกฎเกณฑ์ปัจจุบัน
  19. หน้า ๑๖๙–๑๗๗ อรรถกถาสหเสยยสิกขาบท: ความอ่อนน้อมของราหุล และนิยาม 'ที่นอนร่วมกัน' อรรถกถาสหเสยยสิกขาบท เล่าเสริมความอ่อนน้อมของสามเณรราหุลผู้ไม่เคยปฏิเสธแม้ถูกเข้าใจผิด (เช่นถูกโทษว่าทิ้งไม้กวาดไว้ทั้งที่ไม่ได้ทำ) จากนั้นอภิปรายเชิงวิชาการอย่างละเอียดว่า 'ที่นอนร่วมกัน' หมายถึงสถานที่แบบใด กำหนดขอบเขตหลังคา ฝากั้น เขตอุปจารเดียวกันหรือต่างกัน กรณีปราสาทหลายชั้น ศาลามุข สัตว์เดรัจฉานเข้ามานอน เนื้อหายังไม่จบในช่วงหน้านี้
  20. หน้า ๑๗๘ อรรถกถาสิกขาบทที่ ๕ สหเสยยสิกขาบท: เรื่องพระราหุลกับข้อกำหนดที่นอนร่วม เนื้อหาต่อเนื่องจากอรรถกถาสิกขาบทที่ ๕ (ห้ามภิกษุนอนร่วมกับสามเณรเกิน ๓ คืน) เล่าเรื่องพระราหุลผู้ใคร่การศึกษา ยอมนอนในเวจกุฎีแทนที่จะไปรบกวนพระเถระ และไม่เคยปฏิเสธเมื่อถูกเข้าใจผิดว่าทำของหาย จากนั้นอธิบายละเอียดว่าที่นอนแบบใดนับว่า 'มุงและกั้นทั้งหมด' อันเป็นเงื่อนไขต้องอาบัติ เช่น ปราสาทหลายชั้น ห้องแถวมีประตูร่วม สัตว์เดียรัจฉานลอดเข้ามา และกำหนดโทษหนักเบาตามสัดส่วนที่มุง/กั้น
  21. หน้า ๑๗๙–๑๘๕ สิกขาบทที่ ๖ (สหเสยยะที่ ๒): เรื่องพระอนุรุทธะกับหญิงเจ้าของเรือนพัก พระอนุรุทธะค้างแรมในเรือนพักของหญิงสาว นางหลงรักท่านทันทีที่เห็น จัดที่นอนพิเศษให้ แล้วขอแต่งงานถึง ๓ ครั้ง สุดท้ายเปลื้องผ้าเดินยืนนั่งนอนต่อหน้าท่าน แต่ท่านสำรวมอินทรีย์ไม่แลดูไม่ปราศรัยเลย นางอัศจรรย์ใจ กราบขอขมาและถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เหตุนี้ทรงบัญญัติห้ามภิกษุนอนร่วมกับมาตุคามแม้คืนเดียวต้องปาจิตตีย์ทันที ต่างจากสิกขาบทก่อนที่ต้องถึงคืนที่ ๔
  22. หน้า ๑๘๖–๑๙๔ สิกขาบทที่ ๗: พระอุทายีแสดงธรรมใกล้หูสตรี ต้นเหตุข้อห้ามแสดงธรรมแก่หญิงเกิน ๕-๖ คำ พระอุทายีแสดงธรรมกระซิบใกล้หูแม่ผัวและลูกสะใภ้ในบ้านเดียวกันคนละครั้ง ทำให้ทั้งสองแคลงใจว่าท่านเป็นชู้กับอีกฝ่าย ถูกติเตียนจนทรงห้ามแสดงธรรมแก่มาตุคามเด็ดขาด ภายหลังอุบาสิกาอ้อนวอนจึงผ่อนให้แสดงได้ ๕-๖ คำ แต่พระฉัพพัคคีย์อาศัยช่องโหว่ให้ชายไม่รู้เดียงสานั่งเป็นพยานแล้วแสดงเกินกำหนด จึงทรงเพิ่มเงื่อนไขว่าต้องมีบุรุษผู้รู้เดียงสาจริงอยู่ด้วยจึงแสดงเกิน ๕-๖ คำได้
  23. หน้า ๑๙๕–๑๙๙ สิกขาบทที่ ๘: ภิกษุฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทาโอ้อวดคุณวิเศษที่มีจริงเพื่อแลกบิณฑบาต ยามทุพภิกขภัยที่วัชชีชนบท ภิกษุกลุ่มหนึ่งตกลงกันชมคุณวิเศษ (ฌาน มรรคผล) ของกันและกันให้ชาวบ้านฟัง หวังให้เกิดศรัทธาถวายอาหารมากขึ้น จนพวกท่านอ้วนพีผ่องใสต่างจากภิกษุถิ่นอื่นที่ซูบผอม พระพุทธเจ้าตรัสถามจนทรงทราบและทรงติเตียน แม้คุณวิเศษนั้นจะมีจริงก็ตาม เพราะทำไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุบอกอุตริมนุสธรรมแก่ผู้มิใช่ภิกษุ แม้เป็นความจริงก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์
  24. หน้า ๒๐๐–๒๑๐ บทภาชนีย์สิกขาบทที่ ๘: นิยามอุตริมนุสธรรมและการอวดอ้างทีละอย่าง ไล่นิยาม 'อุตริมนุสธรรม' ว่าครอบคลุมฌาน ๔ วิโมกข์ ๓ สมาธิ ๓ สมาบัติ ๓ วิชชา ๓ โพธิปักขิยธรรม (สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรค) มรรคผล ๔ การละราคะโทสะโมหะ และความเปิดจิตจากกิเลส จากนั้นไล่ระบุว่าเพียงบอกแก่ผู้มิใช่ภิกษุด้วยถ้อยคำใดๆ เช่น 'ข้าพเจ้าได้...แล้ว' หรือ 'กำลังเข้า...อยู่' ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกกรณี เป็นการไล่รายการอย่างละเอียดยืดยาวนับสิบหน้า
  25. หน้า ๒๑๑–๒๒๔ บทภาชนีย์สิกขาบทที่ ๘ (ต่อ): การอวดอ้างคู่คุณวิเศษโดยเริ่มจากปฐมฌาน ไล่รายการละเอียดต่อเนื่องหลายสิบหน้า โดยยกตัวอย่างภิกษุอวดอ้างว่าตนได้ปฐมฌานพร้อมกับคุณวิเศษอีกอย่างหนึ่ง (เช่น ปฐมฌานคู่กับทุติยฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ วิชชา ๓ โพธิปักขิยธรรม มรรคผล การละกิเลส หรือความเปิดจิต) ทุกคู่ล้วนต้องอาบัติปาจิตตีย์เช่นเดียวกัน เนื้อหาเป็นการไล่สูตรซ้ำแบบแผนเดียวกันเพื่อให้ครอบคลุมทุกคู่ที่เป็นไปได้ตามหลักไวยากรณ์บาลี ไม่มีเนื้อเรื่องใหม่
  26. หน้า ๒๒๕–๒๓๔ บทภาชนีย์สิกขาบทที่ ๘ (ต่อ): คู่คุณวิเศษเริ่มจากทุติยฌาน และเริ่มกรณีพูดผิดพลาด (ยังไม่จบ) ไล่รายการคู่คุณวิเศษต่อจากทุติยฌานจับคู่กับตติยฌาน จตุตถฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ วิชชา ๓ โพธิปักขิยธรรม มรรคผล และปฐมฌาน จนถึงหัวข้อ 'บอกรวมทุกอย่าง' ที่สรุปให้ครบทุกรายการในประโยคเดียว จากนั้นเริ่มหัวข้อใหม่ 'วัตถุกามวารกถา' ว่าด้วยกรณีภิกษุตั้งใจจะบอกอย่างหนึ่งแต่พูดผิดเป็นอีกอย่างหนึ่ง (เช่น ตั้งใจพูดปฐมฌานแต่พูดทุติยฌาน) ถ้าผู้ฟังเข้าใจต้องปาจิตตีย์ ถ้าไม่เข้าใจต้องทุกกฏ เนื้อหายังไม่จบ ต่อในส่วนถัดไปของเล่ม
  27. หน้า ๒๓๕–๒๓๗ เกณฑ์ปาจิตตีย์การบอกคุณวิเศษ (ฌาน วิโมกข์ สมาธิ) แบบผสมและกรณีบอกผิดจากที่ตั้งใจ อธิบายกรณีย่อยของการที่ภิกษุบอกอนุปสัมบันว่าตนได้ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ หรือละราคะโทสะโมหะ โดยไล่เรียงทุกคู่ผสมที่เป็นไปได้ (เช่น ทุติยฌานคู่กับวิโมกข์ต่างๆ, จิตพ้นจากโมหะคู่กับฌานต่างๆ) ล้วนต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกคู่ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณีตั้งใจจะบอกคุณอย่างหนึ่งแต่พลั้งปากบอกอีกอย่างหนึ่ง หากผู้ฟังเข้าใจต้องปาจิตตีย์ ถ้าไม่เข้าใจต้องทุกกฏ เนื้อหาเป็นการไล่สูตรซ้ำๆ ตามแบบวิภังค์พระวินัย ไม่มีเนื้อเรื่อง
  28. หน้า ๒๓๘–๒๔๖ จบสิกขาบทที่ ๘ (ภูตาโรจนสิกขาบท): บอกคุณของภิกษุอื่น อนาปัตติ และอรรถกถาเรื่องภิกษุฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา ต่อจากเรื่องบอกคุณตนเอง เป็นกรณีบอกว่า "ภิกษุที่อยู่ในกุฏิ/ใช้จีวร/ฉันบิณฑบาตของท่าน" ได้บรรลุฌานหรือมรรคผล ซึ่งเป็นการอวดอ้างแทนภิกษุรูปอื่น ต้องอาบัติเพียงทุกกฏ จบด้วยอนาปัตติ (บอกความจริงแก่ภิกษุด้วยกันไม่ผิด) แล้วเป็นอรรถกถาอธิบายว่าสิกขาบทนี้ต่างจากปาราชิกข้อ ๔ ตรงที่นี่เป็นการอวดคุณที่มีจริง (ของภิกษุริมฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทาที่ประสบทุพภิกขภัย) แต่ยังผิดเพราะเจตนาเพื่อปากท้อง พระอริยะแท้จริงไม่โอ้อวดคุณตน
  29. หน้า ๒๔๗–๒๕๓ สิกขาบทที่ ๙ ทุฏฐุลลาโรจนสิกขาบท: พระฉัพพัคคีย์แฉอาบัติหนักของพระอุปนันทะแก่ชาวบ้าน พระอุปนันทศากยบุตรต้องอาบัติสังฆาทิเสส (ปล่อยอสุจิโดยเจตนา) และกำลังอยู่ปริวาส นั่งท้ายอาสนะด้วยความละอาย พระฉัพพัคคีย์กลับไปบอกชาวบ้านผู้ศรัทธาว่าพระที่พวกท่านนับถือทำผิดร้ายแรง เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของท่าน พระพุทธเจ้าทรงติเตียนและบัญญัติห้ามบอกอาบัติชั่วหยาบ (ปาราชิก สังฆาทิเสส) ของภิกษุรูปอื่นแก่คนนอก เว้นแต่สงฆ์อนุมัติให้บอกเฉพาะอาบัติหรือสกุลที่กำหนด ฝ่าฝืนต้องปาจิตตีย์
  30. หน้า ๒๕๔–๒๖๕ สิกขาบทที่ ๑๐ ปฐวีขนนสิกขาบท: ห้ามขุดดิน และอรรถกถาว่าด้วย "ดินแท้" กับกรณีปฏิบัติจริงมากมาย ภิกษุชาวอาฬวีขุดดินเองและใช้ให้คนอื่นขุดเพื่อก่อสร้าง ชาวบ้านตำหนิว่าทำร้ายสิ่งมีชีวิตเพราะเชื่อว่าดินมีชีวะ พระพุทธเจ้าบัญญัติห้ามขุดดิน เป็นปาจิตตีย์ วิภังค์แยก "ดินแท้" (ดินร่วน/เหนียวล้วนหรือถูกฝนตกรดเกิน ๔ เดือน) จาก "ดินไม่แท้" อรรถกถาให้ตัวอย่างจริงจำนวนมาก เช่น ขุดสระ ทำลายจอมปลวก รื้ออาคารเก่า ลากท่อนไม้ ถ่ายปัสสาวะให้ดินพัง กวาดพื้น เดินจงกรม และพิธีทำให้เป็นกัปปิยะ จบวรรคมุสาวาทที่ ๑ ทั้ง ๑๐ สิกขาบท
  31. หน้า ๒๖๖–๒๘๕ ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๑: เรื่องเทวดาที่ต้นไม้กับภิกษุอาฬวีตัดต้นไม้ และกฎห้ามทำลายพืชคาม ภิกษุอาฬวีตัดต้นไม้ทำนวกรรม เทวดาผู้สิงอยู่กับลูกอ่อนขอร้องไม่ให้ตัดต้นไม้อันเป็นบ้านของนาง ภิกษุไม่ฟังจนขวานฟันแขนทารก เทวดาคิดจะฆ่าภิกษุแต่ยั้งใจไว้ นำเรื่องไปกราบทูลแทน พระพุทธเจ้าทรงชมเชยและประทานต้นไม้ใหม่ให้อยู่ พร้อมสอนธรรมเรื่องระงับความโกรธ จึงบัญญัติห้ามทำลาย "ภูตคาม" (พืช ๕ ชนิดที่เกิดจากเหง้า ต้น ข้อ ยอด เมล็ด) ต้องปาจิตตีย์ อรรถกถาขยายความละเอียดถึงพืชน้ำ เมล็ดงอก ตอไม้ กล้วย ไผ่ ยาง ครั่ง และพิธีทำให้เป็นกัปปิยะด้วยไฟ มีด หรือเล็บ
  32. หน้า ๒๘๖–๒๙๑ ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๒-๓: พระฉันนะพูดกลบเกลื่อนและนิ่งเฉยเมื่อถูกไต่สวนอาบัติ พระฉันนะถูกสงฆ์ไต่สวนเรื่องประพฤติอนาจาร กลับพูดกลบเกลื่อนถามย้อนว่าใครต้องอาบัติอะไร ทำให้เรื่องเงียบไป สงฆ์จึงลงอัญญวาทกกรรมและพระพุทธเจ้าบัญญัติห้ามพูดกลบเกลื่อนเมื่อถูกไต่สวน เป็นปาจิตตีย์ ต่อมาท่านเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นนิ่งเงียบไม่ตอบจนสงฆ์ลำบากในการดำเนินกระบวนการ สงฆ์จึงลงวิเหสกกรรมเพิ่ม และบัญญัติห้ามการทำให้สงฆ์ลำบากด้วยการนิ่งเฉยเช่นกัน เนื้อหาตัดจบกลางวิภังค์ ยังไม่ครบสิกขาบท
  33. หน้า ๒๙๒–๒๙๕ อัญญวาทกสิกขาบท - พระฉันนะพูดกลบเกลื่อนและนิ่งเฉยเมื่อถูกไต่สวน พระฉันนะเมื่อถูกสงฆ์ไต่สวนว่าต้องอาบัติอะไร กลับพูดกลบเกลื่อนถามย้อนว่า "ใครต้อง ต้องอะไร ต้องเพราะเรื่องอะไร" ไม่ยอมตอบตรงๆ สงฆ์จึงยกกรรมลงโทษเรียกว่า "อัญญวาทกกรรม" ต่อมาเมื่อถูกไต่สวนอีกครั้งกลับนิ่งเฉยไม่ให้การจนทำให้สงฆ์ลำบาก จึงถูกยก "วิเหสกกรรม" อีกครั้ง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติปาจิตตีย์ห้ามภิกษุพูดกลบเกลื่อนหรือนิ่งเฉยไม่ให้การเมื่อถูกไต่สวนความผิดกลางสงฆ์ อรรถกถายกตัวอย่างการกลบเกลื่อน เช่น อ้างว่าเหรียญเงินที่เห็นเป็นดีบุก หรือเหล้าที่ดื่มเป็นยาดอง
  34. หน้า ๒๙๖–๓๐๒ อุชฌาปนสิกขาบท - ยุยงตำหนิพระทัพพมัลลบุตรด้วยความอิจฉา พระเมตติยะและพระภุมมชกะ บวชใหม่มีบุญน้อย ได้ที่พักและอาหารเลวเพราะพระทัพพมัลลบุตรผู้ทำหน้าที่จัดเสนาสนะและแจกภัตของสงฆ์ ทั้งสองจึงยุยงให้ภิกษุอื่นตำหนิท่านทัพพะว่าจัดตามอำเภอใจ และยังบ่นว่าท่านลับหลังอีกด้วย พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติปาจิตตีย์ห้ามภิกษุยุยงให้ผู้อื่นตำหนิ (โพนทะนา) หรือบ่นว่าภิกษุที่สงฆ์แต่งตั้งให้ทำหน้าที่โดยชอบ ด้วยเจตนากลั่นแกล้งให้อับอายหรือเสียชื่อเสียง
  35. หน้า ๓๐๓–๓๑๖ ปฐมเสนาสนสิกขาบท - ทิ้งเตียงตั่งกลางแจ้งถูกน้ำค้างฝนชะ ฤดูหนาว ภิกษุหลายรูปตั้งเตียง ตั่ง ฟูก เก้าอี้ของสงฆ์ในที่กลางแจ้งเพื่อผิงแดด แล้วเมื่อถึงเวลาฉันภัตกลับละทิ้งไปโดยไม่เก็บเองไม่ฝากใครดูแล ของสงฆ์จึงถูกน้ำค้างและฝนทำเสียหาย พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติปาจิตตีย์ให้ภิกษุต้องเก็บเองหรือฝากผู้อื่นเก็บของสงฆ์ที่วางไว้กลางแจ้งก่อนจากไป อรรถกถาขยายความละเอียดเรื่องสถานที่ควรเก็บเตียงตั่ง (เลี่ยงใต้ต้นไม้ที่นกทำรังประจำ) ธรรมเนียมเก็บไม้กวาด และผู้รับผิดชอบเมื่อมีการจัดที่นั่งฟังธรรมหรือประชุมสงฆ์
  36. หน้า ๓๑๗–๓๒๕ ทุติยเสนาสนสิกขาบท - ที่นอนในวิหารถูกปลวกกัดเพราะพระ ๑๗ รูป พระสัตตรสวัคคีย์ กลุ่ม ๑๗ รูปที่สนิทกัน ปูที่นอนไว้ในวิหารของสงฆ์แล้วพากันจากไปโดยไม่เก็บและไม่ฝากใครดูแล ที่นอนจึงถูกปลวกกัดเสียหาย พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติปาจิตตีย์คล้ายสิกขาบทก่อนหน้า แต่ว่าด้วยที่นอนภายในวิหารแทนที่จะเป็นกลางแจ้ง อรรถกถาอธิบายลำดับผู้ที่ต้องบอกลาก่อนจากไป (ภิกษุ สามเณร คนทำการวัด เจ้าของวิหาร) และวิธีเก็บพับเตียงตั่งซ้อนกันเมื่อไม่มีใครรับฝากได้
  37. หน้า ๓๒๖–๓๓๖ พระฉัพพัคคีย์แย่งที่พัก - นอนแทรกแซงและฉุดคร่าภิกษุออกจากวิหาร พระฉัพพัคคีย์แย่งที่พักภิกษุอื่นถึงสองครั้ง ครั้งแรกจงใจนอนแทรกแซงเบียดพระเถระ โดยรู้อยู่ว่าเป็นผู้เฒ่าหรืออาพาธ หวังให้อึดอัดจนหนีไปเอง จึงทรงห้ามนอนแทรกแซงภิกษุที่มาก่อนโดยรู้อยู่เช่นนั้น ครั้งที่สองรอให้พระสัตตรสวัคคีย์ปฏิสังขรณ์วิหารใหญ่จนเสร็จ แล้วอ้างว่าวิหารเป็นของสงฆ์ ทำโกรธจับคอฉุดคร่าไล่ออกจนภิกษุเหล่านั้นร้องไห้ พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามฉุดคร่าภิกษุออกจากที่พักด้วยความโกรธ เว้นแต่กรณีภิกษุอลัชชีหรือผู้ก่อความแตกแยกในสงฆ์
  38. หน้า ๓๓๗–๓๔๒ เวหาสกุฎีสิกขาบท - ขาเตียงหลุดตกใส่ศีรษะภิกษุชั้นล่าง ภิกษุสองรูปพักอยู่บนกุฏิสองชั้น รูปที่อยู่ชั้นบนนั่งทับเตียงขาเสียบอย่างแรงเกินไป ขาเตียงจึงหลุดตกลงมาโดนศีรษะภิกษุที่อยู่ชั้นล่างจนร้องเสียงลั่นด้วยความเจ็บปวด พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติปาจิตตีย์ห้ามภิกษุนั่งหรือนอนทับเตียง/ตั่งชนิดขาเสียบบนร้าน (ชั้นลอย) ของสงฆ์อย่างแรง ยกเว้นกรณีพื้นชั้นบนปูทึบไม่มีคนอยู่ข้างล่าง หรือขาเตียงถูกตรึงสลักแน่นหนาแล้วไม่มีทางหลุด
  39. หน้า ๓๔๓–๓๔๘ มหัลลกวิหารสิกขาบท - วิหารพระฉันนะพังทลาย เหยียบนาข้าวพราหมณ์ (ตอนต้น) มหาอำมาตย์ผู้อุปัฏฐากสร้างวิหารถวายพระฉันนะ แต่ท่านสั่งให้มุงและโบกฉาบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนวิหารหนักเกินไปพังทลายลงมา ขณะรีบเก็บหญ้าและไม้มาซ่อมแซม ท่านไปทำนาข้าวเหนียวของพราหมณ์คนหนึ่งเสียหาย พราหมณ์จึงตำหนิ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติปาจิตตีย์จำกัดภิกษุผู้สร้างวิหารใหญ่มีเจ้าของ ต้องยืนสั่งการในที่ไม่มีพืชผลเขียวสด และมุงหรือโบกฉาบได้ไม่เกิน ๒-๓ ชั้น เกินกว่านั้นต้องอาบัติทุกแผ่น ทุกก้อน ทุกกำ (เนื้อหาต่อในช่วงถัดไป)
  40. หน้า ๓๔๙–๓๕๐ มหัลลกวิหารสิกขาบทที่ 9 - เรื่องพระฉันนะสร้างวิหารพังทับนาข้าว มหาอำมาตย์สร้างวิหารถวายพระฉันนะ แต่ท่านสั่งให้มุงและโบกฉาบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนวิหารหนักเกินไปพังทลายลงมา ขณะเก็บหญ้าไม้ไปซ่อมท่านยังเหยียบย่ำนาข้าวเหนียวของพราหมณ์เสียหาย ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติว่าภิกษุผู้สร้างวิหารใหญ่ต้องยืนสั่งการในที่ไม่มีของสดเขียว มุงหรือโบกฉาบเองอย่างน้อย 2 ชั้น/แถวก่อนสั่งให้ผู้อื่นทำต่อ ทำเกินกำหนดต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกแผ่น/กำ/ก้อน ตามด้วยอรรถกถาอธิบายขอบเขตกรอบประตูและระยะที่อนุญาตให้ฉาบ
  41. หน้า ๓๕๑–๓๕๕ สัปปาณกสิกขาบทที่ 10 - ภิกษุอาฬวีรดน้ำมีตัวสัตว์ และจบวรรคภูตคาม พวกภิกษุชาวรัฐอาฬวีกำลังก่อสร้าง (นวกรรม) รู้อยู่ว่าน้ำมีตัวสัตว์เล็กๆ แต่ยังเทรดหญ้าและดินเอง หรือสั่งให้ผู้อื่นรด ชาวบ้านตำหนิว่าไม่เมตตาสัตว์ พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติห้ามภิกษุรู้อยู่ว่าน้ำมีสัตว์แล้วรดหรือให้รดหญ้าดิน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ อรรถกถาอธิบายว่านับอาบัติตามประโยคหรือสายน้ำที่ขาดตอน ปิดท้ายวรรคภูตคาม (10 สิกขาบท) ด้วยหัวข้อสรุปรายชื่อสิกขาบททั้งหมดในวรรคนี้
  42. หน้า ๓๕๖–๓๖๔ โอวาทวรรค สิกขาบทที่ 1 - พระฉัพพัคคีย์สอนภิกษุณีหวังลาภ และครุธรรม 8 พระเถระผู้สอนภิกษุณีมักได้ลาภสักการะมาก พระฉัพพัคคีย์จึงอาสาสอนภิกษุณีบ้างแต่พูดธรรมเพียงเล็กน้อยแล้วปล่อยเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ ภิกษุณีผิดหวังทูลพระพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงให้สงฆ์สมมติภิกษุผู้มีคุณสมบัติ 8 ประการ (มีศีล พหูสูต ชำนาญปาฏิโมกข์ วาจาไพเราะ เป็นที่รักของภิกษุณี พรรษา 20 ขึ้นไป ฯลฯ) เป็นผู้สอนภิกษุณีโดยเฉพาะ พร้อมประกาศครุธรรม 8 ประการที่ภิกษุณีทุกรูปต้องเคารพตลอดชีวิต เช่น ภิกษุณีแม้บวช 100 พรรษาต้องไหว้ภิกษุบวชวันเดียว และห้ามภิกษุณีด่าว่าภิกษุ
  43. หน้า ๓๖๕–๓๖๘ บทภาชนีย์สิกขาบทโอวาท - ไล่กรณีอาบัติ 18 ปาจิตตีย์ 17 ทุกกฏ บทภาชนีย์ไล่เรียงกรณีละเอียดว่าภิกษุผู้ได้รับสมมติสอนภิกษุณีเมื่อสงฆ์ภิกษุณียังไม่พร้อมเพรียงกัน (กรรมไม่เป็นธรรม) ไม่ว่าจะรู้ตัวถูกหรือผิดหรือสงสัยอย่างไร ล้วนต้องอาบัติปาจิตตีย์รวม 18 กรณี ส่วนกรณีกรรมเป็นธรรมแต่เข้าใจผิดหรือสงสัยต้องอาบัติทุกกฏ 17 กรณี มีเพียงกรณีเดียวคือกรรมเป็นธรรมและรู้ถูกต้องจริงที่ไม่ต้องอาบัติ เป็นการไล่สูตรความรับผิดตามเจตนาและข้อเท็จจริงอย่างละเอียด
  44. หน้า ๓๖๙–๓๗๘ อรรถกถาองค์คุณ 8 ของภิกษุผู้สอนภิกษุณี และพหูสูต 3 ระดับ อรรถกถาขยายความคุณสมบัติ 8 ประการของภิกษุผู้สอนภิกษุณี อธิบายว่าเหตุที่ทรงอนุญาตระบบสมมตินี้เพื่อกันพระฉัพพัคคีย์ไว้ไม่ให้เข้าใกล้ภิกษุณี แบ่งภิกษุพหูสูตเป็น 3 ระดับตามความรู้ที่ต้องเรียน คือผู้พ้นนิสัย (เรียนมาติกาและพระสูตรพื้นฐาน) ผู้ให้บริษัทอุปัฏฐาก (ชำนาญวิภังค์และอภิธรรมบางส่วน) และผู้สอนภิกษุณีซึ่งต้องเรียนพระไตรปิฎกพร้อมอรรถกถาแทบทั้งหมด โดยเฉพาะพระวินัยต้องเชี่ยวชาญที่สุดเพราะมีเหตุผลปลีกย่อยมาก
  45. หน้า ๓๗๙–๓๙๓ อรรถกถาปฏิบัติครุธรรม และพิธีขอโอวาท/ปวารณาระหว่างสงฆ์สองฝ่าย อรรถกถาอธิบายรายละเอียดปฏิบัติของครุธรรม เช่น มารยาทกราบไหว้ภิกษุของภิกษุณีในทุกสถานการณ์ กำหนดว่าอาวาสใดนับว่า 'ไม่มีภิกษุ' ห้ามภิกษุณีจำพรรษา (ต้องมีภิกษุให้โอวาทได้ในระยะกึ่งโยชน์) พร้อมวิธีแก้ปัญหาเช่นภิกษุหนีหรือมรณภาพกลางพรรษา จากนั้นวางขั้นตอนพิธีกรรมละเอียดที่ภิกษุณีสงฆ์ต้องส่งตัวแทนไปขอเข้ารับโอวาทและปวารณากับภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน พร้อมคำกล่าวญัตติแบบต่างๆ ตามจำนวนผู้ร่วมพิธี
  46. หน้า ๓๙๔–๔๐๐ โอวาทวรรค สิกขาบทที่ 2 - พระจูฬปันถกแสดงฤทธิ์และห้ามสอนหลังตะวันตก ถึงเวรพระจูฬปันถกสอนภิกษุณี นางภิกษุณีดูแคลนล่วงหน้าว่าท่านคงพูดคาถาเดิมซ้ำซาก ท่านได้ยินจึงเหาะขึ้นกลางอากาศ เดินจงกรม ยืน นั่ง นอน พ่นควันพ่นไฟ หายตัวสลับกัน แสดงฤทธิ์พร้อมแสดงธรรมจนภิกษุณีทึ่ง แต่สอนจนค่ำมืดจนประตูเมืองปิด ภิกษุณีต้องค้างแรมนอกเมือง ถูกชาวบ้านครหาว่าเหมือนไม่ใช่นักบวช พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามสอนภิกษุณีหลังพระอาทิตย์ตกแม้ได้รับสมมติแล้ว อรรถกถาแทรกเรื่องเดิมที่ท่านเคยถูกขับไล่เพราะจำคาถาไม่ได้ จนบรรลุอรหัตด้วยผ้าขาวที่กลายเป็นสีดำเมื่อลูบคลำ
  47. หน้า ๔๐๑–๔๐๕ โอวาทวรรค สิกขาบทที่ 3 - ห้ามเข้าไปสอนภิกษุณีถึงที่อยู่ ยกเว้นกรณีอาพาธ พระฉัพพัคคีย์เข้าไปถึงที่พักของภิกษุณีเพื่อสอนธรรม ทำให้ถูกครหาว่าไม่เหมาะสม พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติห้ามภิกษุเข้าไปสอนภิกษุณีถึงที่อยู่ ต่อมาพระมหาปชาบดีโคตมีเถรีอาพาธหนัก พระเถระไม่กล้าเข้าไปแสดงธรรมเพราะเกรงผิดสิกขาบทใหม่ พระพุทธเจ้าเสด็จเยี่ยมเองแล้วทรงผ่อนผันอนุญาตให้เข้าไปสอนภิกษุณีอาพาธได้เป็นกรณียกเว้น จากนั้นวางบทวิภังค์และบทภาชนีย์ไล่กรณีตามปกติ เนื้อหายังไม่จบในหน้า 405 (ต่อในช่วงถัดไป)
  48. หน้า ๔๐๖–๔๐๗ สิกขาบทห้ามเข้าไปสอนภิกษุณีถึงที่อยู่ เว้นแต่ยามอาพาธ พระฉัพพัคคีย์เข้าไปสอนภิกษุณีถึงสำนักแทนที่จะให้มารับโอวาท ถูกติเตียน ทรงบัญญัติห้ามภิกษุเข้าไปสอนภิกษุณีถึงที่อยู่ ต่อมาพระมหาปชาบดีโคตมีอาพาธ พระเถระไม่กล้าเข้าไปแสดงธรรมเพราะเกรงผิดสิกขาบท ทำให้ท่านไม่สบายใจ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตข้อยกเว้นกรณีภิกษุณีอาพาธ พร้อมวิภังค์และคำนวณอาบัติซ้อนกันหลายกรณี
  49. หน้า ๔๐๘–๔๑๑ สิกขาบทห้ามกล่าวหาว่าสอนภิกษุณีเพราะเห็นแก่ลาภ พระฉัพพัคคีย์อิจฉาที่พระเถระผู้สอนภิกษุณีได้จีวรบิณฑบาตมาก จึงกล่าวหาว่าท่านสอนเพราะเห็นแก่อามิสไม่ใช่ตั้งใจจริง ถูกติเตียนว่าใส่ร้าย ทรงบัญญัติห้ามกล่าวหาภิกษุผู้ได้รับสมมติให้สอนภิกษุณีว่าทำเพราะหวังลาภ พร้อมวิภังค์แยกกรณีกรรมเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม
  50. หน้า ๔๑๒–๔๑๖ สิกขาบทห้ามให้จีวรแก่ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุกับภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติสนิทกันจากการพบปะบิณฑบาตบ่อยๆ ภิกษุให้จีวรใหม่แก่นาง ตนเองกลับเหลือจีวรเก่าใช้ ถูกติเตียนว่าไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควรแก่หญิงที่ไม่ใช่ญาติ ทรงบัญญัติห้ามให้จีวรแก่ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภายหลังทรงอนุญาตให้แลกเปลี่ยนจีวรกับสหธรรมิกทั้ง ๕ ได้
  51. หน้า ๔๑๗–๔๒๒ สิกขาบทห้ามเย็บจีวรให้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ (เรื่องพระอุทายีปักภาพลามก) ภิกษุณีผู้เคยเป็นภรรยาเก่าของพระอุทายีขอให้ท่านเย็บจีวรให้ ท่านเย็บแล้วเขียนภาพชายหญิงเสพเมถุนไว้กลางผืนจีวรตามใจชอบ เมื่อนางห่มจีวรนั้นเดินตามหมู่ภิกษุณี ประชาชนพากันติเตียนว่าไร้ยางอาย ทรงบัญญัติห้ามภิกษุเย็บหรือใช้ให้ผู้อื่นเย็บจีวรแก่ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ปรับอาบัติทุกรอยเข็ม
  52. หน้า ๔๒๓–๔๓๐ สิกขาบทห้ามชักชวนเดินทางไกลร่วมกับภิกษุณี พระฉัพพัคคีย์ชวนภิกษุณีเดินทางไกลด้วยกัน ถูกครหาว่าเหมือนชายพาภรรยาเที่ยว ทรงบัญญัติห้าม ต่อมาคณะภิกษุกับภิกษุณีจะเดินทางร่วมกัน ภิกษุให้ภิกษุณีไปก่อนเพราะเกรงอาบัติ ผลคือโจรดักปล้นและประทุษร้ายภิกษุณีเหล่านั้นระหว่างทาง จึงทรงอนุญาตให้เดินทางร่วมกันได้ในเส้นทางที่รู้กันว่าน่ารังเกียจมีภัย พร้อมอรรถกถาอธิบายระยะหมู่บ้านและการนับอาบัติละเอียด
  53. หน้า ๔๓๑–๔๓๖ สิกขาบทห้ามโดยสารเรือลำเดียวกับภิกษุณี พระฉัพพัคคีย์ชวนภิกษุณีโดยสารเรือลำเดียวกัน ถูกครหาเหมือนชายเล่นเรือกับภรรยา ทรงบัญญัติห้าม ต่อมาคณะเดินทางต้องข้ามแม่น้ำ ภิกษุให้ภิกษุณีข้ามก่อนเพราะเกรงอาบัติ ผลคือโจรปล้นและประทุษร้ายภิกษุณีที่ข้ามทีหลัง จึงทรงอนุญาตให้โดยสารเรือลำเดียวกันได้เฉพาะเพื่อข้ามฟาก พร้อมอรรถกถาอธิบายการนับอาบัติตามระยะทาง
  54. หน้า ๔๓๗–๔๔๓ สิกขาบทห้ามฉันบิณฑบาตที่ภิกษุณีแนะนำให้ถวาย (เรื่องภิกษุณีถุลลนันทาสรรเสริญพระเทวทัต) คหบดีนิมนต์พระสารีบุตร โมคคัลลานะ และพระเถระผู้ใหญ่ไว้ฉัน ภิกษุณีถุลลนันทาซึ่งเป็นกุลุปิกากลับพูดดูแคลนว่าเป็น พระเล็กๆ แล้วยกย่องพระเทวทัตกับพวกว่าเป็นพระเถระผู้ใหญ่แทน พอพระเถระจริงมาถึงจึงกลับคำ คหบดีโกรธไล่นางออกจากเรือนและงดถวายอาหารประจำ พระเทวทัตรู้เรื่องแต่ยังขืนฉัน ถูกติเตียน ทรงบัญญัติห้ามฉันบิณฑบาตที่ภิกษุณีแนะนำให้ถวาย ภายหลังทรงอนุญาตข้อยกเว้นกรณีคฤหัสถ์ตั้งใจถวายไว้ก่อนแล้ว เพราะมีภิกษุรูปหนึ่งเกือบอดอาหารด้วยความเคร่งเกินไป
  55. หน้า ๔๔๔–๔๔๘ สิกขาบทห้ามนั่งในที่ลับสองต่อสองกับภิกษุณี จบภิกขุนีวรรคที่ ๓ พระอุทายีมีอดีตภรรยาบวชเป็นภิกษุณี ทั้งสองไปมาหาสู่กันบ่อยจนสำเร็จการนั่งในที่ลับตาลับหูตามลำพังสองต่อสอง ถูกติเตียน ทรงบัญญัติห้ามภิกษุนั่งในที่ลับกับภิกษุณีตามลำพัง พร้อมวิภังค์กำหนดความหมายที่ลับตาที่ลับหู จบด้วยอรรถกถาเทียบกับสิกขาบทอนิยตและสรุปรายชื่อสิกขาบททั้ง ๑๐ ในภิกขุนีวรรค
  56. หน้า ๔๔๙–๔๕๖ สิกขาบทว่าด้วยฉันในโรงทาน (เรื่องพระฉัพพัคคีย์ยึดโรงทาน และพระสารีบุตรอาพาธ) พระฉัพพัคคีย์พากันไปฉันในโรงทานที่จัดไว้ให้คนทั่วไปซ้ำหลายวันจนพวกเดียรถีย์ต้องหลีกไป ประชาชนติเตียนว่าอาหารนี้ไม่ได้จัดไว้เฉพาะพระ ทรงบัญญัติให้ฉันในโรงทานได้เพียงครั้งเดียว ต่อมาพระสารีบุตรฉันแล้วอาพาธหนักจนไปไหนไม่ได้ แต่ไม่กล้ารับนิมนต์ฉันซ้ำเพราะเกรงผิดสิกขาบท จนต้องอดอาหาร จึงทรงอนุญาตข้อยกเว้นให้ภิกษุอาพาธฉันซ้ำในโรงทานได้
  57. หน้า ๔๕๗–๔๖๒ สิกขาบทห้ามฉันเป็นหมู่ (เรื่องพระเทวทัตพาบริษัทขอฉัน) และทยอยอนุญาตข้อยกเว้น พระเทวทัตเสื่อมลาภสักการะ พาบริษัทเที่ยวขอบิณฑบาตตามตระกูลต่างๆมาฉันรวมกัน ถูกประชาชนติเตียนว่าโลภอาหารดี ทรงบัญญัติห้ามฉันเป็นหมู่ (คณโภชนะ) จากนั้นทยอยเกิดกรณีที่ทำให้ภิกษุลำบากใจไม่กล้ารับนิมนต์ฉันรวมกัน จึงทรงอนุญาตข้อยกเว้นเพิ่มทีละกรณี ได้แก่ คราวอาพาธ คราวฤดูถวายจีวร คราวทำจีวร คราวเดินทางไกล คราวโดยสารเรือ และกำลังจะเพิ่มคราวประชุมใหญ่ (เนื้อความต่อในหน้าถัดไป)
  58. หน้า ๔๖๓–๔๗๖ คณโภชนสิกขาบท: พระเทวทัตชวนพวกขอภัตตาหารเป็นหมู่ เรื่องพระเทวทัตซึ่งเสื่อมจากลาภสักการะ (หลังคบคิดปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า) เที่ยวขอภัตตาหารเป็นหมู่กับพวกจนถูกครหา พระพุทธเจ้าจึงห้ามภิกษุฉันรวมกันตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป (คณโภชนะ) แล้วค่อยๆ ทรงผ่อนผัน ๗ กรณี คือ อาพาธ ฤดูถวายจีวร ฤดูทำจีวร เดินทางไกล โดยสารเรือ ประชุมใหญ่ และภัตของนักบวชอื่น (มีเรื่องอาชีวกทูลขอเลี้ยงสงฆ์โดยพระเจ้าพิมพิสาร) พร้อมอรรถกถาอธิบายกรณีละเอียดและวิธีที่พระภัตตุทเทสก์ปฏิเสธนิมนต์เกินจำเป็นอย่างแยบยล
  59. หน้า ๔๗๗–๔๘๘ ปรัมปรโภชนสิกขาบท: บุรุษเข็ญใจเลี้ยงสงฆ์แล้วผิดหวัง กรรมกรยากจนอุตส่าห์เก็บเงินจ้างพิเศษจัดภัตตาหารประณีตถวายพระพุทธเจ้าและสงฆ์ แต่ภิกษุฉันบิณฑบาตอิ่มมาก่อนแล้วจึงรับแต่น้อย ทำให้เขาน้อยใจคิดว่าตนถวายไม่พอ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุรับนิมนต์ที่หนึ่งแล้วไปฉันที่อื่นก่อน (ปรัมปรโภชนะ) ผ่อนผันกรณีอาพาธ ฤดูถวายจีวร ทำจีวร และทรงสอนพระอานนท์ให้ "วิกัป" คือสละสิทธิ์ภัตตาหารที่หวังจะได้ให้ผู้อื่นแทนการฝ่าฝืน
  60. หน้า ๔๘๙–๔๙๗ กาณมาตาสิกขาบท: มารดาถวายขนมจนลูกสาวถูกทิ้ง เรื่องซาบซึ้ง: นางกาณมาตาทอดขนมให้ลูกสาวกาณาถือกลับไปหาสามีถึง ๓ ครั้ง แต่ทุกครั้งภิกษุบิณฑบาตผ่านมาขอ นางถวายจนขนมหมดเกลี้ยงเพราะไม่กล้าปฏิเสธ ลูกสาวจึงกลับมือเปล่าทุกครั้ง จนสามีไปมีภรรยาใหม่ พระพุทธเจ้าทรงปลอบและแสดงธรรมจนนางกาณาบรรลุโสดาบัน อีกเรื่องหนึ่งพ่อค้าเกวียนถวายเสบียงแก่ภิกษุจนหมด แล้วถูกโจรปล้นเพราะออกเดินทางล่าช้า จึงทรงบัญญัติให้ภิกษุรับขนมหรือสัตตุผงเป็นของกำนัล/เสบียงได้ไม่เกิน ๒-๓ บาตร ต้องแบ่งปันภิกษุอื่นด้วย
  61. หน้า ๔๙๘–๕๐๓ ปฐมปวารณาสิกขาบท: ฉันเสร็จห้ามภัตแล้วห้ามฉันอีก พราหมณ์เลี้ยงภิกษุจนอิ่มและภิกษุห้ามภัตแล้ว แต่บางรูปยังไปฉันซ้ำที่บ้านญาติ พราหมณ์ได้ยินเพื่อนบ้านค่อนแคะจึงน้อยใจ พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามฉันของที่มิใช่เดนหลังห้ามภัตแล้ว อีกเรื่องหนึ่งภิกษุทิ้งบิณฑบาตอย่างดีของภิกษุอาพาธที่ฉันไม่หมด จนฝูงกาส่งเสียงร้องดังจนพระพุทธเจ้าทรงได้ยิน จึงทรงอนุญาตให้ฉันอาหารที่เป็น "เดน" ของภิกษุอาพาธหรือภิกษุอื่นได้เมื่อทำเดนถูกวิธี
  62. หน้า ๕๐๔–๕๑๙ อรรถกถาปฐมปวารณา: องค์ ๕ แห่งการห้ามภัต และเกณฑ์ของเดน อรรถกถาอธิบายละเอียด: องค์ ๕ ของการ "ห้ามภัต" (ฉันค้าง โภชนะปรากฏ ทายกอยู่ในหัตถบาส น้อมถวาย ปฏิเสธ) พร้อมจำแนกธัญชาติ ข้าวยาคู เนื้อปลาชนิดใดนับหรือไม่นับเป็นเหตุห้ามภัต มีการโต้แย้งของพระมหาสุมนเถระและพระมหาปทุมเถระในกรณีก้ำกึ่ง เช่น คำพูดชักชวนให้เทอาหารเพิ่ม และวิธีฉันต่อเมื่อห้ามภัตแล้วขณะเดินทาง โดยสาร หรือขี่ช้างม้า เนื้อหาต่อเนื่องไปถึงนิยามคำว่า "เดน" ในตอนต่อไป
  63. หน้า ๕๒๐ อรรถกถาปวารณาสิกขาบทที่ ๕ (ต่อ): ลักษณะการห้ามภัตและของเป็นเดน ต่อจากเล่มก่อน อธิบายระยะหัตถบาส (๒ ศอกคืบ) และเงื่อนไขที่ถือว่าเป็นการห้ามภัตจริง เช่น ทายกน้อมถวายในหัตถบาส ภิกษุปฏิเสธด้วยกายหรือวาจา ยกกรณีถกเถียงระหว่างพระมหาสุมนเถระกับพระมหาปทุมเถระว่าคำพูดใดนับเป็นการห้ามภัต เช่น เทลงไปเถิด หรือ ท่านจะรับไหม แล้วสรุปวิธีฉันเมื่อห้ามภัตแล้วขณะเดิน ยืน นั่ง และนิยาม ของเป็นเดน ๗ แบบที่ทำให้ของยังไม่ใช่เดน
  64. หน้า ๕๒๑–๕๒๖ สิกขาบทที่ ๖: ภิกษุผูกใจเจ็บหลอกเพื่อนให้ฉันของไม่ใช่เดน ภิกษุสองรูปเดินทางไปสาวัตถี รูปหนึ่งประพฤติไม่ดีถูกเพื่อนตักเตือนจึงผูกใจเจ็บ ต่อมาเพื่อนฉันเสร็จห้ามภัตแล้ว รูปที่ผูกใจเจ็บยื่นบิณฑบาตให้ พูดคะยั้นคะยอจนเพื่อนใจอ่อนฉันต่อ แล้วกลับประจานว่าเพื่อนทำผิดวินัย เป็นการแก้แค้นด้วยเล่ห์เหลี่ยม พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามนำของไม่ใช่เดนไปให้ภิกษุที่ห้ามภัตแล้วฉันโดยรู้อยู่และมีเจตนากลั่นแกล้ง
  65. หน้า ๕๒๗–๕๓๙ สิกขาบทที่ ๗: พระสัตตรสวัคคีย์ฉันอาหารเวลาวิกาล และการจำแนกกาลิก ๔ ประเภท พระหนุ่มกลุ่มสัตตรสวัคคีย์ไปดูมหรสพบนภูเขา ญาติให้อาบน้ำฉันอาหารและฝากของเคี้ยวติดมือมาถวายพระฉัพพัคคีย์ที่วัด ซึ่งซักถามจนรู้ว่าพวกท่านฉันเลยเที่ยงมาแล้ว จึงประจาน พระพุทธเจ้าทรงห้ามฉันของเคี้ยวของฉันหลังเที่ยงจนถึงรุ่งอรุณ ตามด้วยอรรถกถาอธิบายอย่างละเอียดว่าราก หัว ลำต้น ใบ ดอก ผล เมล็ด แป้ง และยางไม้ชนิดใดนับเป็นยาวกาลิก (ฉันได้ถึงเที่ยง) หรือยาวชีวิก (เก็บไว้ฉันได้ตลอดชีวิตเมื่อจำเป็น)
  66. หน้า ๕๔๐–๕๔๖ สิกขาบทที่ ๘: พระเวฬัฏฐสีสเถระตากข้าวสุกเก็บสั่งสมไว้ฉัน พระเวฬัฏฐสีสะ พระอุปัชฌาย์พระอานนท์ อยู่ป่า บิณฑบาตได้ข้าวสุกล้วนแล้วนำไปตากแห้งเก็บไว้ เมื่อหิวก็แช่น้ำฉัน จึงเข้าบ้านบิณฑบาตนาน ๆ ครั้ง (เพราะเข้านิโรธสมาบัตินานถึง ๗ วันหลายรอบ) ภิกษุทั้งหลายติเตียนว่าฉันของสั่งสม พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามรับของวันนี้แล้วเก็บไว้ฉันวันอื่น อรรถกถาอธิบายเพิ่มเติมเรื่องคราบเมือกในบาตรที่ล้างไม่สะอาดและวิธีนับอาบัติซ้อนกันหลายกอง
  67. หน้า ๕๔๗–๕๕๔ สิกขาบทที่ ๙: พระฉัพพัคคีย์ขอโภชนะประณีตเพื่อตนเอง พระฉัพพัคคีย์ออกปากขอเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม มาฉันเอง ชาวบ้านตำหนิว่าโลภอาหารดี พระพุทธเจ้าทรงห้ามภิกษุไม่อาพาธขอโภชนะประณีตเพื่อตน แต่ภายหลังทรงอนุญาตให้ภิกษุอาพาธขอได้เพราะเมื่อห้ามแล้วภิกษุป่วยไม่สบายใจจนไม่สบายกาย อรรถกถาอธิบายว่าการขอของหลายอย่างผสมรวมในภาชนะเดียวแล้วฉัน อาจต้องอาบัติปาจิตตีย์พร้อมกันถึง ๙ ตัว
  68. หน้า ๕๕๕–๕๕๙ สิกขาบทที่ ๑๐: ภิกษุถือบังสุกุลฉันของเซ่นในป่าช้า ถูกครหาว่ากินเนื้อมนุษย์ ภิกษุรูปหนึ่งถือปฏิบัติบังสกุลทุกอย่าง อยู่ป่าช้า ไม่รับของถวายจากชาวบ้าน แต่เก็บอาหารที่เขาเซ่นไหว้บรรพบุรุษตามป่าช้า โคนไม้ ธรณีประตูมาฉันเอง ชาวบ้านเห็นท่านอ้วนล่ำจึงเข้าใจผิดว่าท่านแอบกินเนื้อมนุษย์ ความทราบถึงพระพุทธเจ้า จึงทรงบัญญัติห้ามกลืนอาหารที่ยังไม่มีผู้ประเคนให้ล่วงเข้าช่องปาก ยกเว้นน้ำและไม้ชำระฟัน
  69. หน้า ๕๖๐–๕๖๗ อรรถกถาสิกขาบทที่ ๑๐: องค์ ๕ ของการรับประเคน และกรณีตัวอย่างแปลก อธิบายองค์ประกอบ ๕ อย่างของการรับประเคนที่ถูกต้อง คือของที่คนแรงปานกลางยกไหว อยู่ในหัตถบาส มีการน้อมถวายชัดเจน ผู้ถวายเป็นเทวดามนุษย์หรือสัตว์ดิรัจฉาน และภิกษุรับด้วยกายหรือของเนื่องด้วยกาย พร้อมยกตัวอย่างแปลก ๆ เช่น ช้างใช้งวงถวายผลไม้ นกคาบดอกไม้มาถวาย ภิกษุนั่งบนคอช้างรับของ และการรับของที่ตกหรือกระเด็นข้ามรั้ว
  70. หน้า ๕๖๘–๕๗๖ อัพโพหาริกนัย: กรณีเล็กน้อยที่ไม่ต้องรับประเคนใหม่ ไล่เรียงกรณีปลีกย่อยที่ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย (อัพโพหาริก) ไม่ต้องรับประเคนซ้ำ เช่น ฟันเล็บสึกขณะฉัน สีบาตรลอก สนิมมีดจากการปอกอ้อย ราขึ้นน้ำมันหรือขิงที่เก็บไว้ ฝนสาดใส่บาตร สามเณรหุงข้าวต้มให้ภิกษุเดินทางเปลี่ยนบาตรกันฉัน การแบ่งอ้อยกัดกันกิน การสูบกล้องยาสูบ อาหารเรอย้อนขึ้นมาแล้วกลืนกลับ และน้ำเค็มกลายเป็นเกลือ เนื้อหาต่อเนื่องไปยังช่วงหน้าถัดไป (ยังไม่จบหัวข้อ)
  71. หน้า ๕๗๗–๕๗๘ ส่วนท้ายอรรถกถาสันนิธิการก-ทันตโปณสิกขาบท จบโภชนวรรค ส่วนท้ายของอรรถกถาสันนิธิการก-ทันตโปณสิกขาบท อธิบายกฎอัพโพหาริก (สิ่งเล็กน้อยที่ไม่ต้องรับประเคนใหม่ เช่น คราบสนิมมีด ราขึ้นน้ำมัน เหงื่อที่ติดอาหาร) และอุคคหิตก์ (ของที่ยังไม่รับประเคนปนกับของรับประเคนแล้ว ทำให้เสียของทั้งหมด) พร้อมตัวอย่างสารพัดกรณีในชีวิตประจำวัน เช่น สามเณรหุงข้าวให้ภิกษุ ภิกษุรับของข้ามลำธาร ดื่มน้ำสกปรกยามฝนตก จบด้วยสรุปหัวข้อ ๑๐ สิกขาบทของโภชนวรรค
  72. หน้า ๕๗๙–๕๙๒ อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๑-๓ พระอานนท์แจกขนม, อุปนันทะไล่ภิกษุกลับ, นั่งแทรกแซง เริ่มปาจิตตีย์วรรคที่ ๕ อเจลกวรรค เรื่องพระอานนท์แจกขนมให้คนกินเดนแล้วเผลอให้ปริพาชิกาคนเดิม ๒ ชิ้นซ้ำถึง ๓ ครั้ง จนถูกล้อว่าเป็นชู้กัน ทรงห้ามภิกษุให้ของเคี้ยวของฉันแก่นักบวชนอกศาสนาด้วยมือตนเอง ตามด้วยเรื่องพระอุปนันทะชวนภิกษุไปบิณฑบาตแล้วไล่กลับให้อดอาหาร และนั่งแทรกแซงในเรือนที่มีหญิงชายสองต่อสองตามลำพัง
  73. หน้า ๕๙๓–๖๐๘ อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๔-๖ นั่งในที่ลับกับหญิง, รับนิมนต์แล้วเที่ยวที่อื่น สิกขาบทที่ ๔-๖ เรื่องพระอุปนันทะนั่งในที่ลับกับภรรยาเพื่อนสนิทถึงสองครั้ง (ครั้งแรกมีสามีอยู่ด้วย ครั้งหลังอยู่ตามลำพัง) จนสามีเคืองแค้น ทรงห้ามนั่งในที่ลับตาลับหูกับสตรีสองต่อสอง จากนั้นเป็นเรื่องพระอุปนันทะรับนิมนต์ฉันแล้วยังไปเที่ยวบ้านอื่นก่อนหรือหลังฉัน ทำให้ภิกษุอื่นอดอาหารตามไปด้วย จึงทรงบัญญัติห้ามเที่ยวไปตระกูลอื่นโดยไม่บอกลา เว้นแต่คราวถวาย/ทำจีวรและยามเจ็บป่วย
  74. หน้า ๖๐๙–๖๒๑ อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๗-๘ ปวารณาเภสัชมหานาม, ห้ามไปดูกองทัพ สิกขาบทที่ ๗-๘ เรื่องเจ้ามหานามศากยะทรงปวารณาถวายเภสัชแก่สงฆ์ไม่จำกัด แต่พระฉัพพัคคีย์ขอเนยใสกะทันหันแล้วต่อว่าอย่างไม่มีเยื่อใยเมื่อถูกขอให้รอ ทรงจำกัดให้ยินดีปวารณาได้เพียง ๔ เดือนเว้นแต่เจ็บป่วยหรือปวารณาซ้ำ ตามด้วยเรื่องพระฉัพพัคคีย์พากันไปดูกองทัพพระเจ้าปเสนทิโกศลยกออกศึก ถูกพระราชาตรัสเตือนว่าควรไปเฝ้าพระพุทธเจ้าดีกว่า จึงทรงห้ามภิกษุไปดูกองทัพเว้นแต่มีกิจจำเป็น
  75. หน้า ๖๒๒–๖๒๙ อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๙-๑๐ พักแรมในกองทัพเกิน ๓ คืน, ไปสนามรบ (จบวรรค) สิกขาบทที่ ๙-๑๐ จบอเจลกวรรค เรื่องพระฉัพพัคคีย์มีกิจจำเป็นต้องไปในกองทัพแต่กลับพักแรมเกิน ๓ คืน ทรงจำกัดให้อยู่ในกองทัพได้เพียง ๒-๓ คืน จากนั้นพระฉัพพัคคีย์ยังเที่ยวไปดูสนามรบ ที่พักพล การจัดขบวนทัพ รูปหนึ่งถูกยิงจนชาวบ้านล้อว่า 'รบเก่งมาแล้วกระมัง ได้คะแนนเท่าไร' ทรงห้ามภิกษุที่พักในกองทัพไปดูสมรภูมิหรือขบวนทัพ
  76. หน้า ๖๓๐–๖๓๓ สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๑ พระสาคตะปราบนาคแล้วเมาสุรา (ยังไม่จบ) เริ่มปาจิตตีย์วรรคที่ ๖ สุราปานวรรค เรื่องพระสาคตะปราบพญานาคที่ท่ามะม่วงด้วยเตโชกสิณจนโด่งดัง ชาวเมืองโกสัมพีจึงจัดสุราสีแดงดังเท้านกพิราบถวายทุกบ้านตามคำแนะนำของพระฉัพพัคคีย์ ท่านดื่มจนเมามายล้มกลิ้งที่ประตูเมือง หันเท้าเข้าหาพระพุทธเจ้าโดยไม่รู้ตัว พระองค์ตรัสว่าบัดนี้สาคตะสู้แม้งูน้ำยังไม่ได้ (เนื้อเรื่องดำเนินต่อในหน้าถัดไป)
  77. หน้า ๖๓๔–๖๓๖ สิกขาบทที่ ๑๐๐ (สุราปานสิกขาบท): พระสาคตะเมาสุราจนล้มที่ประตูเมือง พระสาคตะปราบพญานาคที่ท่ามะม่วงด้วยเตโชกสิณจนมีชื่อเสียง ชาวโกสัมพีจะถวายของหายากแก่ท่าน พระฉัพพัคคีย์แนะให้ถวายสุราสีแดงดังเท้านกพิราบ ชาวบ้านถวายทุกครัวเรือน พระสาคตะดื่มจนเมาล้มกลิ้งที่ประตูเมือง พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้เพิ่งเอาชนะพญานาคได้กลับเอาชนะแม้งูน้ำไม่ได้เพราะสุรา จึงทรงบัญญัติห้ามดื่มสุราเมรัยทุกชนิดแม้เพียงปลายหญ้าคาก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ อรรถกถาอธิบายชนิดสุรา-เมรัย และยาดองอริฏฐะที่ไม่ถือเป็นของเมา
  78. หน้า ๖๓๗–๖๔๕ สิกขาบทที่ ๑๐๑-๑๐๒: จี้ให้หัวเราะจนตาย และเล่นน้ำเล่นสนุก พระฉัพพัคคีย์จี้ภิกษุสัตตรสวัคคีย์รูปหนึ่งด้วยนิ้วมือจนหัวเราะไม่หยุด หายใจไม่ทันถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าจึงห้ามภิกษุจี้ต้องกายกันด้วยประสงค์ให้หัวเราะ (๑๐๑) ต่อมาพระเจ้าปเสนทิโกศลทอดพระเนตรพระสัตตรสวัคคีย์เล่นน้ำในแม่น้ำอจิรวดี ตรัสแซวว่าเป็นพระอรหันต์เล่นน้ำ พระนางมัลลิกาทูลแย้งว่าคงยังไม่มีสิกขาบทห้าม จึงถวายเรื่องแด่พระพุทธเจ้า ทรงบัญญัติห้ามดำผุดว่ายเล่นสนุกในน้ำลึกเกินข้อเท้า (๑๐๒) ทั้งสองข้อเป็นปาจิตตีย์ เว้นมีกิจจำเป็น
  79. หน้า ๖๔๖–๖๕๒ สิกขาบทที่ ๑๐๓-๑๐๔: พระฉันนะไม่เอื้อเฟื้อ และพระฉัพพัคคีย์หลอนภิกษุ พระฉันนะประพฤติไม่เหมาะสม เมื่อถูกเตือนกลับไม่ฟังทำต่อไป พระพุทธเจ้าทรงห้ามภิกษุแสดงความไม่เอื้อเฟื้อทั้งต่อผู้ตักเตือนและต่อพระบัญญัติ (๑๐๓) จากนั้นพระฉัพพัคคีย์แกล้งหลอนพระสัตตรสวัคคีย์ด้วยรูป เสียง หรือเรื่องเล่าอันตรายจนพวกท่านตกใจร้องไห้ พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามภิกษุแกล้งหลอนภิกษุอื่นให้ตกใจ ไม่ว่าจะตกใจจริงหรือไม่ (๑๐๔) ทั้งสองข้อเป็นปาจิตตีย์ เว้นไม่มีเจตนาหรือมีกิจจำเป็น
  80. หน้า ๖๕๓–๖๕๘ สิกขาบทที่ ๑๐๕ (โชติสมาทหนสิกขาบท): ก่อไฟผิงจนงูเห่าหนีไล่พระ ฤดูหนาว ภิกษุก่อไฟผิงที่ขอนไม้มีโพรง งูเห่าในโพรงถูกไฟร้อนเลื้อยออกไล่ภิกษุวิ่งหนีกระเจิงไปทั่ว พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามภิกษุก่อไฟหรือให้ผู้อื่นก่อไฟเพื่อผิงกายตน เป็นปาจิตตีย์ ต่อมาทรงผ่อนผันให้ภิกษุอาพาธผิงไฟได้ และอนุญาตให้จุดตะเกียง ก่อไฟหุงต้ม หรือติดไฟในเรือนไฟได้ตามปัจจัยจำเป็น เหลือเพียงการผิงกายเพื่อความสำราญเท่านั้นที่ต้องห้าม
  81. หน้า ๖๕๙–๖๖๖ สิกขาบทที่ ๑๐๖ (นหานสิกขาบท): พระเจ้าพิมพิสารต้องค้างนอกเมืองเพราะรอภิกษุอาบน้ำ พระเจ้าพิมพิสารเสด็จไปสรงน้ำที่แม่น้ำตโปทา ทรงรอให้ภิกษุอาบน้ำก่อนตามธรรมเนียม แต่ภิกษุอาบกันนานจนค่ำ ประตูเมืองปิด ท้าวเธอต้องประทับค้างนอกเมือง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุอาบน้ำถี่กว่ากึ่งเดือน ต่อมาทรงผ่อนผันเป็นลำดับให้อาบน้ำได้ในหน้าร้อน เมื่ออาพาธ เมื่อทำงาน เมื่อเดินทางไกล และเมื่อฝนตกปนพายุ รวมเป็นข้อยกเว้น ๕ กรณี
  82. หน้า ๖๖๗–๖๗๕ สิกขาบทที่ ๑๐๗-๑๐๘: ทำจุดเสียสีจีวรใหม่ และการวิกัปจีวร ภิกษุและปริพาชกถูกโจรปล้นจีวรระหว่างทาง เมื่อได้คืนกลับจำจีวรตนไม่ได้เพราะไม่มีเครื่องหมาย พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติให้ทำจุดเสียสี (พินทุกัปปะ) ด้วยสีเขียวคราม สีตม หรือสีดำคล้ำที่มุมจีวรก่อนใช้จีวรใหม่ (๑๐๗) จากนั้นพระอุปนันทศากยบุตรวิกัปจีวร (ทำให้เป็นของสองเจ้าของ) แก่ภิกษุรูปหนึ่งแล้วกลับใช้จีวรผืนนั้นเองโดยยังไม่ได้รับคืนก่อน พระพุทธเจ้าจึงห้ามใช้จีวรที่วิกัปแล้วโดยยังไม่ถอนคืนหรือวิสาสะก่อน (๑๐๘) ทั้งสองเป็นปาจิตตีย์
  83. หน้า ๖๗๖–๖๘๐ สิกขาบทที่ ๑๐๙ (จีวราปนิธานสิกขาบท): พระฉัพพัคคีย์ซ่อนบาตรจีวรผู้อื่นเล่นสนุก พระสัตตรสวัคคีย์ไม่ค่อยเก็บงำบริขาร พระฉัพพัคคีย์จึงซ่อนบาตรและจีวรของพวกท่านเล่นสนุก เมื่อขอคืนก็ถูกหัวเราะเยาะจนร้องไห้ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามภิกษุซ่อนหรือให้ผู้อื่นซ่อนบาตร จีวร ผ้าปูนั่ง กล่องเข็ม หรือประคดเอวของภิกษุอื่น แม้เพียงเพื่อความสนุกก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เว้นแต่เก็บของที่วางไม่เรียบร้อยหรือเก็บไว้เพื่อสั่งสอนแล้วจะคืนให้ จบสุราปานวรรคที่ ๖
  84. หน้า ๖๘๑–๖๘๔ สิกขาบทที่ ๑๑๐ (สัญจิจจปาณสิกขาบท): พระอุทายียิงนกเสียบหลาวเพราะไม่ชอบ พระอุทายีชำนาญยิงธนู ไม่ชอบนกกา จึงยิงนกกาตายแล้วตัดหัวเสียบหลาวเรียงเป็นแถว เมื่อภิกษุถามว่าใครฆ่า ท่านตอบตรงๆ ว่าตนเองเพราะไม่ชอบนกกา พระพุทธเจ้าทรงติเตียนอย่างรุนแรงและบัญญัติห้ามภิกษุแกล้งฆ่าสัตว์ดิรัจฉานโดยเจตนา ต้องอาบัติปาจิตตีย์ อรรถกถาระบุว่าฆ่าสัตว์เล็กหรือใหญ่บาปเท่ากัน แต่สัตว์ใหญ่มีอกุศลมากกว่าเพราะใช้ความพยายามมาก เริ่มวรรคที่ ๗ สัปปาณกวรรค
  85. หน้า ๖๘๕–๖๘๘ สิกขาบทที่ ๑๑๑ (สัปปาณกสิกขาบท): ห้ามภิกษุรู้อยู่บริโภคน้ำมีตัวสัตว์ พระฉัพพัคคีย์รู้อยู่ว่าน้ำมีตัวสัตว์เล็กๆ ปนอยู่แต่ยังขืนบริโภค พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามภิกษุรู้อยู่บริโภคน้ำที่มีตัวสัตว์ซึ่งจะตายเพราะการบริโภคนั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ หากสงสัยเป็นทุกกฏ หากไม่รู้ไม่ต้องอาบัติ อรรถกถาขยายความถึงวิธีถ่ายเทน้ำเมื่อชำระสระบัวไม่ให้สัตว์ตาย เช่นเทน้ำสะอาดผสมก่อนแล้วค่อยเทลงในน้ำที่มีสัตว์
  86. หน้า ๖๘๙–๖๙๐ สิกขาบทที่ ๑๑๒: ห้ามฟื้นคดีสงฆ์ที่ตัดสินถูกต้องแล้วเพื่อทำใหม่ (ยังไม่จบ) พระฉัพพัคคีย์รู้อยู่ว่าคดี (อธิกรณ์) ตัดสินเสร็จถูกต้องตามธรรมแล้ว แต่ยังรื้อฟื้นขึ้นใหม่โดยอ้างว่าตัดสินไม่ดีหรือทำไม่เสร็จ ต้องทำใหม่ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามภิกษุรู้อยู่ฟื้นอธิกรณ์ที่ตัดสินถูกต้องตามธรรมแล้วเพื่อทำอีก ต้องอาบัติปาจิตตีย์ อธิกรณ์มี ๔ ประเภท คือ วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์ เนื้อหายังไม่จบในหน้านี้ ต่อเนื่องไปยังช่วงถัดไป
  87. หน้า ๖๙๑–๖๙๗ ฟื้นอธิกรณ์ที่ทำเสร็จแล้ว และปิดอาบัติชั่วหยาบ (สัปปาณกวรรค สิกขาบท 3-4) พระฉัพพัคคีย์รื้อฟื้นคดีสงฆ์ที่ตัดสินเสร็จแล้วโดยชอบธรรม กล่าวหาว่าตัดสินไม่ดีต้องทำใหม่ ทรงห้าม เป็นปาจิตตีย์ ถัดมา พระอุปนันทะต้องอาบัติหนัก (สังฆาทิเสส) แล้วขอให้สัทธิวิหาริกปิดเป็นความลับ ต่อมาโป้ปดถูกจับได้เพราะภิกษุอีกรูปเทียบเรื่องกัน ทรงบัญญัติห้ามรู้แล้วปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่น ต้องปาจิตตีย์เมื่อตั้งใจปิดจริง
  88. หน้า ๖๙๘–๗๐๕ อุปสมบทกุลบุตรอายุหย่อน 20 ปี: เรื่องเด็กชายอุบาลี (สัปปาณกวรรค สิกขาบท 5) มารดาบิดาเด็กชายอุบาลีปรึกษากันหาอาชีพให้ลูกสบายไม่ลำบาก สุดท้ายเห็นว่าบวชเป็นสมณะสบายที่สุด อุบาลีชวนเพื่อน 17 คนบวชด้วยกัน แต่เด็กใหม่หิวกลางดึกร้องไห้ขอข้าวจนถ่ายอุจจาระปัสสาวะรดที่นอน พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงห้ามอุปสมบทผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เป็นปาจิตตีย์แก่พระอุปัชฌาย์ผู้รู้อยู่แล้วยังบวชให้ มีเกร็ดพระกุมารกัสสปนับอายุรวมเวลาอยู่ในครรภ์ด้วย
  89. หน้า ๗๐๖–๗๑๓ เดินทางร่วมกับพ่อค้าเกวียนโจร และร่วมทางกับมาตุคาม (สัปปาณกวรรค สิกขาบท 6-7) ภิกษุรูปหนึ่งขอร่วมทางกับกองเกวียนที่ตั้งใจหนีภาษี ถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรจับสอบสวน ทรงห้ามรู้อยู่แล้วชวนเดินทางร่วมกับโจรแม้ระยะสั้นเพียงบ้านเดียว ถัดมา ภิกษุชวนหญิงที่ทะเลาะกับสามีเดินทางไปด้วย สามีตามจับภิกษุมาทุบตีเข้าใจผิดว่าลักพาไป ภรรยาต้องช่วยแก้ต่างว่าตนเดินตามเอง ทรงบัญญัติห้ามชักชวนมาตุคามเดินทางไกลร่วมกัน แม้ระยะสั้น
  90. หน้า ๗๑๔–๗๒๓ พระอริฏฐะมีทิฏฐิผิดว่าธรรมที่ทรงห้ามไม่กระทบผู้เสพ (สัปปาณกวรรค สิกขาบท 8) พระอริฏฐะเกิดในตระกูลพรานแร้งเข้าใจผิดว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอันตรายจริงๆ ไม่เป็นอันตรายต่อผู้เสพ (คือเห็นว่าเสพกามได้โดยไม่ผิด) ภิกษุอื่นเตือนหลายครั้งไม่ฟัง จึงกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและอุปมากามด้วยภาพต่างๆ 10 อย่าง เช่น โครงกระดูก คบหญ้า หลุมถ่านเพลิง หัวงู ทรงบัญญัติให้สงฆ์สวดประกาศห้าม 3 ครั้ง ถ้าไม่ยอมสละทิฏฐิ ต้องปาจิตตีย์
  91. หน้า ๗๒๔–๗๓๗ คบหาภิกษุถูกยกวัตร และสามเณรกัณฑกะมิจฉาทิฏฐิถูกไล่ออก (สัปปาณกวรรค สิกขาบท 9-10) พระฉัพพัคคีย์รู้อยู่ว่าพระอริฏฐะถูกสงฆ์ลงโทษ (ยกวัตร) ยังไม่ยอมสละทิฏฐิ แต่ยังคบหากินร่วม อยู่ร่วม นอนร่วมกับท่าน ทรงห้ามเป็นปาจิตตีย์ ถัดมาสามเณรกัณฑกะมีทิฏฐิผิดแบบเดียวกับพระอริฏฐะ ไม่ยอมกลับใจ สงฆ์จึงขับไล่ (นาสนะ) ออกจากหมู่โดยประกาศไม่ให้อ้างพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาอีก แต่พระฉัพพัคคีย์กลับเกลี้ยกล่อมสามเณรที่ถูกไล่ให้อุปัฏฐาก ทรงบัญญัติห้ามอีกสิกขาบทหนึ่ง จบวรรคที่ 7
  92. หน้า ๗๓๘–๗๔๗ พระฉันนะปฏิเสธการศึกษาสิกขาบท และพระฉัพพัคคีย์ก่นพระวินัย (สหธรรมิกวรรค สิกขาบท 1-2) เริ่มวรรคใหม่ (วรรคที่ 8): พระฉันนะประพฤตินอกลู่นอกทาง เมื่อถูกภิกษุอื่นเตือนโดยชอบธรรม กลับตอบว่าจะยังไม่ศึกษาสิกขาบทนี้จนกว่าจะได้ถามผู้ฉลาดในวินัยก่อน ทรงห้ามเป็นปาจิตตีย์ ถัดมา เมื่อพระอุบาลีได้รับยกย่องเรื่องวินัย ภิกษุจำนวนมากพากันไปเรียนกับท่าน พระฉัพพัคคีย์เกรงจะถูกจับผิดจึงพากันดูหมิ่นว่าสิกขาบทเล็กน้อยไม่มีประโยชน์ ก่อความรำคาญ (เนื้อหาต่อในตอนถัดไป)
  93. หน้า ๗๔๘ เรื่องพระฉันนะดื้อรั้น และพระฉัพพัคคีย์ก่นพระวินัยเพราะกลัวเสียอำนาจ พระฉันนะประพฤติไม่เหมาะสม เมื่อถูกภิกษุอื่นเตือน กลับตอบดื้อรั้นว่าจะยังไม่ยอมศึกษาสิกขาบทนี้จนกว่าจะได้ถามภิกษุผู้ฉลาดเรื่องวินัยเอง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามดื้อดึงเช่นนี้ ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระอุบาลีเรื่องวินัยบ่อยๆ จนภิกษุจำนวนมากพากันไปเรียนวินัยกับท่าน พระฉัพพัคคีย์กลัวว่าเมื่อภิกษุเหล่านั้นรู้วินัยแล้วจะมาจับผิดพวกตน จึงคบคิดกันพูดจาดูหมิ่นว่าสิกขาบทเล็กน้อยเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ ก่อความรำคาญ พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามการก่นติเตียนพระวินัยเช่นนี้.
  94. หน้า ๗๔๙–๗๕๖ อรรถกถาอธิบายอานิสงส์ ๑๑ ประการของพระวินัยธร และพระสัทธรรม ๓ อย่าง อรรถกถาขยายความสิกขาบทที่ ๒ ด้วยการอธิบายว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงทรงสรรเสริญพระอุบาลีและการเรียนพระวินัย โดยไล่เรียงอานิสงส์ของผู้ทรงวินัยตั้งแต่ ๕ ถึง ๑๑ ข้อ เช่น คุ้มครองศีลของตน เป็นที่พึ่งภิกษุผู้สงสัย กล้าพูดในสงฆ์ ข่มขี่ฝ่ายตรงข้ามได้ ยังกล่าวถึง "ข้าศึกพระศาสนา" ที่มีทิฏฐิวิปริต เช่น พระอริฏฐะ สามเณรกัณฑกะ และฝ่ายมหายานนิกายมหาสังฆิกะ พร้อมอธิบายพระสัทธรรม ๓ อย่างคือ ปริยัติ ปฏิบัติ อธิคม.
  95. หน้า ๗๕๗–๗๗๐ พระฉัพพัคคีย์แสร้งทำหลง ทำร้ายร่างกาย และเงื้อมือขู่พระสัตตรสวัคคีย์ สามสิกขาบทต่อเนื่องว่าด้วยความประพฤติร้ายกาจของพระฉัพพัคคีย์ต่อพระสัตตรสวัคคีย์ (กลุ่มภิกษุหนุ่ม) เริ่มจากแสร้งทำเป็นเพิ่งรู้กฎเมื่อฟังสวดปาติโมกข์ทั้งที่เคยฟังมาแล้วหลายครั้ง (ต้องมีพิธียกความหลงขึ้น) จากนั้นโกรธน้อยใจแล้วทำร้ายร่างกายพระสัตตรสวัคคีย์จนร้องไห้ และเงื้อฝ่ามือขู่จะตบจนพวกท่านหวาดกลัว (จำได้จากการถูกทำร้ายมาก่อน) พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามทั้งสามพฤติกรรมนี้.
  96. หน้า ๗๗๑–๗๘๒ การใส่ร้ายไม่มีมูล การแกล้งก่อความรำคาญ และการแอบฟังความของพระฉัพพัคคีย์ พระฉัพพัคคีย์มีมลทินมาก จึงชิงกล่าวหาภิกษุอื่นด้วยอาบัติสังฆาทิเสสทั้งที่ไม่มีมูลความจริง เพื่อป้องกันตัวเองล่วงหน้า จากนั้นแกล้งก่อความรำคาญใจแก่ภิกษุหนุ่มด้วยการพูดแหย่ว่าอาจบวชตอนอายุไม่ครบ ๒๐ ปีจนไม่สมบูรณ์ ทำให้ร้องไห้ และยังแอบยืนดักฟังเมื่อภิกษุอื่นทะเลาะกันเพื่อเก็บคำพูดไปฟ้องร้อง พระพุทธเจ้าทรงห้ามพฤติกรรมกลั่นแกล้งทั้งสามแบบนี้ เพราะสร้างความแตกแยกในหมู่สงฆ์.
  97. หน้า ๗๘๓–๗๙๙ กฎเรื่องการบ่นหลังให้ฉันทะ การละที่ประชุมสงฆ์ และเรื่องพระทัพพมัลลบุตรถูกอิจฉา สี่สิกขาบทสุดท้ายของสหธรรมิกวรรค เริ่มจากห้ามบ่นว่าหลังจากตนเองให้ฉันทะยินยอมกับมติสงฆ์ที่ชอบธรรมไปแล้ว และห้ามลุกออกจากที่ประชุมโดยไม่ให้ฉันทะเพื่อขัดขวางมิให้กิจสงฆ์สำเร็จ ตามด้วยเรื่องพระทัพพมัลลบุตรผู้จัดที่พักและอาหารให้สงฆ์แต่มีจีวรเก่า สงฆ์จึงถวายจีวรใหม่ให้ท่าน แต่พระฉัพพัคคีย์กลับอิจฉาติเตียนว่าลำเอียง และปิดท้ายด้วยกรณีพระฉัพพัคคีย์บีบบังคับชาวบ้านให้ยกจีวรที่เตรียมถวายสงฆ์มาให้ตนแทน จบวรรคที่ ๘ พร้อมสรุปหัวข้อ ๑๒ สิกขาบท.
  98. หน้า ๘๐๐–๘๐๔ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงหึงหวง กับอุบาสกผู้ไม่ยอมลุกรับเสด็จ และภัย ๑๐ ประการในการเข้าวังชั้นใน พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเยี่ยมพระพุทธเจ้า พบอุบาสกนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ โดยไม่ลุกรับเสด็จ ทรงกริ้วแต่พระพุทธเจ้าตรัสชมว่าอุบาสกนั้นเป็นพหูสูตปราศจากกามราคะ ทำให้ท้าวเธอนับถือและขอให้พระอานนท์ไปสอนธรรมแก่ฝ่ายใน ต่อมาพระอานนท์เข้าวังโดยไม่แจ้งล่วงหน้า พระนางมัลลิกาทรงตกใจลุกจนพระภูษาหลุดเลื่อน พระอานนท์รีบเดินกลับทันที ภิกษุติเตียน พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงโทษ ๑๐ ประการของการเข้าวังชั้นในโดยไม่ได้รับอนุญาต (เรื่องยังไม่จบ ต่อเนื่องในช่วงถัดไป).
  99. หน้า ๘๐๕–๘๐๙ อันเตปุรสิกขาบท: เรื่องพระเจ้าปเสนทิโกศลกับอุบาสก และพระอานนท์เข้าห้องบรรทม พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงแปลกพระทัยที่อุบาสกผู้หนึ่งไม่ลุกรับ จนทรงทราบว่าเป็นผู้คงแก่เรียนที่พระพุทธเจ้าทรงชม จึงขอให้พระอานนท์สอนธรรมแก่ฝ่ายใน วันหนึ่งพระอานนท์เข้าห้องบรรทมกะทันหัน พระนางมัลลิกาทรงลุกพรวดจนภูษาหลุด พระอานนท์รีบออกมา เป็นเหตุให้ทรงบัญญัติห้ามภิกษุเข้าห้องบรรทมกษัตริย์มุรธาภิเษกโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมแจงโทษ ๑๐ ประการของการเข้าเขตพระราชฐานชั้นใน
  100. หน้า ๘๑๐–๘๑๘ รัตนสิกขาบท: เก็บของมีค่าตกหาย เรื่องพราหมณ์ใจโลภ นางวิสาขา และแหวนอนาถบิณฑิกคหบดี ภิกษุเก็บถุงเงิน ๕๐๐ กษาปณ์ที่พราหมณ์ลืมไว้คืนให้ แต่พราหมณ์โลภอ้างว่าเป็น ๑,๐๐๐ เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าสินน้ำใจ ทรงบัญญัติห้ามภิกษุเก็บของมีค่า ต่อมานางวิสาขาลืมเครื่องประดับราคาแพงไว้วัด และคนใช้อนาถบิณฑิกคหบดีลืมแหวนไว้ในที่ให้ภิกษุฉัน จึงทรงอนุญาตพิเศษให้เก็บรักษาของมีค่าที่ตกในวัดหรือที่พักไว้คืนแก่เจ้าของได้ พร้อมวิธีปฏิบัติเมื่อมีผู้มาทวงคืน
  101. หน้า ๘๑๙–๘๒๖ วิกาลคามปเวสนสิกขาบท: ห้ามเข้าบ้านเวลาวิกาลคุยเรื่องไร้สาระ พระฉัพพัคคีย์เข้าบ้านเวลาวิกาล นั่งคุยดิรัจฉานกถาสารพัดเรื่อง เช่น เรื่องพระราชา โจร สงคราม สตรี สุรา เหมือนชาวบ้าน ชาวบ้านตำหนิ ทรงบัญญัติห้ามเข้าบ้านเวลาวิกาลโดยไม่บอกลาภิกษุที่มีอยู่ก่อน ต่อมามีภิกษุถูกโจรปล้นเพราะไม่กล้าเข้าบ้านหาที่พัก และภิกษุถูกงูกัดต้องการไฟ จึงทรงผ่อนผันให้เข้าได้เมื่อมีกิจรีบด่วน
  102. หน้า ๘๒๗–๘๓๖ สิกขาบทว่าด้วยกล่องเข็ม เตียงตั่งเกินประมาณ และเตียงตั่งยัดนุ่น ช่างงาต้องทำกล่องเข็มถวายภิกษุจำนวนมากจนเสียอาชีพหลัก ทรงห้ามภิกษุขอกล่องเข็มเกินจำเป็น ต่อมาพระอุปนันทะอวดเตียงนอนสูงใหญ่แก่พระพุทธเจ้า ทรงกำหนดขาเตียงตั่งสูงไม่เกิน ๘ นิ้วสุคต และพระฉัพพัคคีย์ทำเตียงตั่งยัดนุ่นอย่างคฤหัสถ์ ทรงห้ามเช่นกัน ทุกสิกขาบทกำหนดให้ต้องทำลาย/รื้อของที่เกินก่อนจึงแสดงอาบัติตก
  103. หน้า ๘๓๗–๘๔๕ สิกขาบทว่าด้วยผ้าปูนั่งและผ้าปิดฝีต้องมีขนาดตามกำหนด พระฉัพพัคคีย์ใช้ผ้าปูนั่งขนาดใหญ่เกินไปห้อยยาน ทรงกำหนดขนาด ๒ คืบ x ๑ คืบครึ่ง ต่อมาพระอุทายีตัวใหญ่ดึงผ้าจนดูเหมือนช่างฟอกหนัง จึงทรงเพิ่มชายผ้าอีกคืบหนึ่ง และทรงบัญญัติขนาดผ้าปิดแผล(ฝี)สำหรับภิกษุอาพาธเป็นฝี สุกใส หรือน้ำเหลืองไหล ให้ไม่เกิน ๔ คืบ x ๒ คืบ เช่นกัน
  104. หน้า ๘๔๖–๘๕๒ สิกขาบทว่าด้วยผ้าอาบน้ำฝนและจีวรเท่าพระสุคต จบปาจิตตีย์กัณฑ์ ๙๒ สิกขาบท ทรงกำหนดขนาดผ้าอาบน้ำฝนไม่เกิน ๖ คืบ x ๒ คืบครึ่ง จากนั้นเล่าเรื่องพระนันทะ ผู้มีรูปงามคล้ายพระพุทธเจ้าแต่เตี้ยกว่า ๔ นิ้ว ทรงจีวรขนาดเท่าจีวรพระสุคตจนพระเถระเข้าใจผิดคิดว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมา ทรงบัญญัติห้ามทำจีวรใหญ่เท่าหรือเกินจีวรพระสุคต (๙ คืบ x ๖ คืบ) จบปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบททั้งหมด
  105. หน้า ๘๕๓–๘๕๙ ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๑: ภิกษุณีอดอาหารเพราะถวายบิณฑบาตหมดแก่ภิกษุ ภิกษุณีรูปหนึ่งถวายบิณฑบาตทั้งหมดแก่ภิกษุที่พบระหว่างทางกลับ ทำเช่นนี้ติดต่อกันจนอดอาหารหลายวัน วันหนึ่งเดินซวนเซล้มลงกลางถนน เศรษฐีมาขอโทษที่ชนเธอ จึงทราบเหตุ นำไปเลี้ยงอาหารและตำหนิภิกษุที่รับของจากภิกษุณี ทรงบัญญัติห้ามภิกษุรับของเคี้ยวของฉันจากมือภิกษุณีผู้ไม่ใช่ญาติในละแวกบ้าน ต้องแสดงอาบัติปาฏิเทสนียะ
  106. หน้า ๘๖๐–๘๖๑ ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๒: ภิกษุณีฉัพพัคคีย์บงการแจกอาหารเอื้อพระฉัพพัคคีย์ (เริ่มเรื่อง) ขณะภิกษุรับนิมนต์ฉันในสกุล ภิกษุณีฉัพพัคคีย์มายืนบงการให้เจ้าภาพถวายแกงและข้าวแก่พระฉัพพัคคีย์เป็นพิเศษ ทำให้ภิกษุรูปอื่นไม่ได้ฉันตามต้องการ ชาวบ้านและภิกษุตำหนิที่พระฉัพพัคคีย์ไม่ห้ามปราม จึงเริ่มทรงบัญญัติสิกขาบทให้ภิกษุต้องไล่ภิกษุณีที่บงการเช่นนี้ออกไป (เนื้อหาต่อในช่วงถัดไป)
  107. หน้า ๘๖๒–๘๖๓ ปาฏิเทสนียะ สิกขาบทที่ ๑-๒ ว่าด้วยการรับอาหารจากภิกษุณีและการสั่งเสียของภิกษุณีขณะฉัน ภิกษุณีรูปหนึ่งถวายบิณฑบาตทั้งหมดแก่พระที่พบระหว่างทางกลับจากบิณฑบาตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนอดอาหารและล้มลงขณะหลบรถของเศรษฐี เศรษฐีสอบถามจนรู้เรื่อง ติเตียนพระที่รับของจากมือภิกษุณีผู้ไม่ใช่ญาติ พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติห้ามภิกษุรับของเคี้ยวของฉันจากมือภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติในละแวกบ้านแล้วฉัน ต่อมาสิกขาบทที่ ๒ ห้ามภิกษุรับอามิสเมื่อภิกษุณีฉัพพัคคีย์มายืนสั่งให้ทายกถวายของดีแก่พระบางรูปเป็นพิเศษขณะนิมนต์ฉันในสกุล ทำให้พระรูปอื่นฉันไม่ได้ดังใจ ต้องรุกรานให้ภิกษุณีออกไปมิฉะนั้นต้องแสดงอาบัติ
  108. หน้า ๘๖๔–๘๗๑ ปาฏิเทสนียะ สิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยตระกูลเสกขะ ครอบครัวหนึ่งในสาวัตถีศรัทธาแรงกล้าแต่ยากจน ถวายอาหารเช้าทั้งหมดแก่ภิกษุจนตนเองต้องอดอาหารบ่อยครั้ง ชาวบ้านตำหนิว่าพระไม่รู้จักประมาณการรับ พระพุทธเจ้าจึงอนุญาตให้สงฆ์สมมติครอบครัวเช่นนี้เป็น "ตระกูลเสกขะ" และห้ามภิกษุรับของเคี้ยวของฉันจากตระกูลนั้นด้วยมือตนเองแล้วฉัน ภายหลังผ่อนผันให้รับได้หากได้รับนิมนต์ไว้ก่อน หรือเป็นภิกษุอาพาธที่ไม่สามารถบิณฑบาตเองได้
  109. หน้า ๘๗๒–๘๘๐ ปาฏิเทสนียะ สิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยเสนาสนะป่าที่มีภัย และปิดหมวดปาฏิเทสนียะ ในกบิลพัสดุ์ ขณะบ่าวของเจ้าศากยะก่อการกำเริบ นางสากิยานีต้องการนำอาหารประณีตไปถวายพระที่อยู่ป่า พวกบ่าวลอบดักซุ่มตามทางแย่งชิงและทำร้ายนางเหล่านั้น เจ้าศากยะจับผู้ร้ายได้แล้วตำหนิพระว่าทำไมไม่แจ้งเตือนอันตรายที่มีอยู่ พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติห้ามภิกษุที่อยู่เสนาสนะป่าอันเป็นที่น่ารังเกียจมีภัยรับของเคี้ยวของฉันที่ไม่มีใครบอกล่วงหน้าแล้วฉันเอง ภายหลังผ่อนผันให้ภิกษุอาพาธรับได้ ปิดท้ายด้วยการสรุปจบหมวดปาฏิเทสนียะทั้ง ๔ สิกขาบท
  110. หน้า ๘๘๑–๙๐๐ เสขิยวัตร หมวดสารูป ๒๖ ข้อ ว่าด้วยการนุ่งห่มและอิริยาบถในละแวกบ้าน เริ่มหมวดเสขิยวัตร ว่าด้วยมารยาทที่ต้องฝึกฝน ๒๖ ข้อแรก (สารูป) พระฉัพพัคคีย์นุ่งห่มผ้าหลุดรุ่งริ่ง เดินเปิดกาย หัวเราะเสียงดัง ตะโกน โคลงกายเดินวางท่า แกว่งแขน โคลงศีรษะ ค้ำเอว คลุมศีรษะ และกระโหย่งเท้าเดินในละแวกบ้าน ชาวบ้านตำหนิว่าทำตัวเหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติให้ภิกษุนุ่งห่มเรียบร้อย เดินสำรวมสายตาทอดต่ำ ไม่ส่งเสียงและไม่ทำท่าทางไม่งามเมื่อไปหรือนั่งในละแวกบ้าน
  111. หน้า ๙๐๑–๙๑๒ เสขิยวัตร หมวดโภชนปฏิสังยุตต์ ว่าด้วยมารยาทรับและฉันบิณฑบาต ต่อด้วยหมวดโภชนปฏิสังยุตต์ ๓๐ ข้อ ว่าด้วยมารยาทรับและฉันบิณฑบาต ห้ามรับหรือฉันอย่างไม่เอาใจใส่ ต้องจ้องดูบาตร รับแกงกับข้าวให้ได้สัดส่วนไม่ล้นบาตร ไม่ขุดหลุมกลางข้าวหรือกลบแกงด้วยข้าวเพื่อหวังได้มาก มีเรื่องเด่นคือพระฉัพพัคคีย์ขอแกงและข้าวสุกส่วนพิเศษมาฉันเอง ชาวบ้านตำหนิว่าของอร่อยใครๆก็อยากได้ พระพุทธเจ้าจึงห้ามขอเพื่อตนเอง แต่ภายหลังผ่อนผันให้ภิกษุอาพาธขอได้ และห้ามจ้องบาตรผู้อื่นด้วยใจริษยา ทำคำข้าวใหญ่เกินไป
  112. หน้า ๙๑๓–๙๑๘ เสขิยวัตร หมวดกพฬวรรค ว่าด้วยมารยาทขณะฉันคำข้าว (ยังไม่จบ) หมวดกพฬวรรค ว่าด้วยมารยาทขณะฉันคำข้าว ห้ามอ้าปากรอก่อนคำข้าวมาถึง ห้ามยัดนิ้วมือทั้งหมดเข้าปาก ห้ามพูดขณะปากยังมีคำข้าว ห้ามโยนคำข้าวเข้าปาก ห้ามกัดคำข้าวให้ขาดครึ่ง ห้ามพองแก้มขณะฉัน ห้ามสลัดมือทิ้งเศษอาหาร ห้ามทำเมล็ดข้าวหล่นร่วง เนื้อหาต่อเนื่องไปถึงสิกขาบทห้ามฉันดังจับๆ ซึ่งเกินขอบเขตหน้าที่รวบรวมไว้นี้
  113. หน้า ๙๑๙ เสขิยวัตร: มารยาทการฉันอาหาร (คำข้าว การอ้าปาก การกัด) สิกขาบท ๓๗-๕๐ ต่อจากสิกขาบทเรื่องขออาหารเมื่อไม่อาพาธ กล่าวถึงมารยาทขณะฉัน: ห้ามจ้องมองบาตรผู้อื่นด้วยหวังจับผิด ห้ามทำคำข้าวใหญ่เกินไปหรือยาว ห้ามอ้าปากรอก่อนคำข้าวถึง ห้ามยัดนิ้วมือทั้งหมดเข้าปาก ห้ามพูดทั้งที่ปากยังมีคำข้าว ห้ามฉันเดาะคำข้าวหรือกัดคำข้าวให้ขาดครึ่ง ห้ามทำแก้มตุ่ยดุจลิง ห้ามสลัดมือหรือทำเมล็ดข้าวหล่น ห้ามแลบลิ้นและห้ามฉันดังจับๆ ล้วนเป็นสิกขาบทฝึกกิริยามารยาทให้เรียบร้อยขณะรับประทาน เพื่อไม่ให้ภิกษุถูกครหาว่ากินไม่สุภาพ
  114. หน้า ๙๒๐–๙๓๑ เสขิยวัตร: เสียงขณะฉัน การเลียมือ-บาตร และเริ่มมารยาทแสดงธรรม (สิกขาบท ๕๑-๖๐) พระฉัพพัคคีย์ซดนมดังซู้ดจนถูกภิกษุรูปหนึ่งล้อว่าหนาวสั่น เป็นเหตุห้ามฉันเสียงดังซู้ด ตามด้วยห้ามเลียมือ ห้ามขอดบาตร ห้ามเลียริมฝีปาก และห้ามรับประเคนน้ำล้างมือด้วยมือเปื้อนอาหาร ห้ามเทน้ำล้างบาตรมีเศษข้าวลงในหมู่บ้าน ปิดท้ายหมวดโภชนะ ๓๐ สิกขาบท จากนั้นเริ่มหมวดแสดงธรรม ๑๖ สิกขาบท ห้ามแสดงธรรมแก่ผู้ไม่เจ็บไข้ที่ถือร่ม ไม้พลอง หรือศัสตราอยู่ในมือ เพื่อความเคารพต่อพระธรรม
  115. หน้า ๙๓๒–๙๔๖ เสขิยวัตร: มารยาทแสดงธรรม (รองเท้า-ยาน-ที่นอน) นิทานคนจัณฑาล และกฎการขับถ่าย (สิกขาบท ๖๑-๗๕) ห้ามภิกษุแสดงธรรมแก่ผู้ไม่เจ็บไข้ที่สวมเขียงเท้าหรือรองเท้า นั่งในยาน นอนอยู่ นั่งรัดเข่า โพกศีรษะ หรือคลุมศีรษะ และห้ามแสดงธรรมขณะนั่งอาสนะต่ำแก่ผู้นั่งอาสนะสูง มีนิทานแทรกเรื่องบุรุษจัณฑาลลักมะม่วงหลวงเพราะภรรยาแพ้ท้อง เห็นพระราชานั่งบัลลังก์สูงเรียนมนต์จากพราหมณ์ที่นั่งต่ำ จึงตำหนิทั้งสองว่าไม่เคารพธรรมเช่นเดียวกับตนที่ลักขโมย ปิดท้ายด้วยสิกขาบทห้ามยืนถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ห้ามถ่ายลงของสดเขียวหรือในน้ำ เว้นแต่อาพาธ
  116. หน้า ๙๔๗–๙๔๙ บทสรุปเสขิยกัณฑ์ ธรรมอธิกรณสมถะ ๗ ประการ และคำนิคมปิดท้ายมหาวิภังค์ (จบพระวินัยปิฎกเล่ม ๒) จบสิกขาบทเสขิยะด้วยการถามความบริสุทธิ์สามครั้งตามธรรมเนียมปาติโมกข์ ตามด้วยอธิกรณสมถะ ๗ ประการ (ธรรมระงับอธิกรณ์): ตัดสินต่อหน้า ยกสติเป็นหลัก ตัดสินตามที่หายบ้า ทำตามคำสารภาพ ตัดสินตามเสียงข้างมาก ลงโทษผู้ผิด และประนีประนอมดุจกลบด้วยหญ้า ปิดท้ายด้วยคำนิคมสรุปสิกขาบททั้งหมดตั้งแต่ปาราชิกถึงอธิกรณสมถะ และประกาศ "มหาวิภังค์จบ พระวินัยปิฎกเล่ม ๒ จบ" จุดสิ้นสุดพระวินัยปิฎกฝ่ายภิกษุปาติโมกข์
  117. หน้า ๙๕๐–๙๕๘ อรรถกถาเสขิยวรรณนา วรรคที่ ๑-๔: อธิบายศัพท์การนุ่งห่ม กิริยามารยาท และคำข้าว พร้อมเกร็ดพระจูฬนาคเถระ อรรถกถาอธิบายรายละเอียดสิกขาบทเสขิยะที่เพิ่งแสดงจบ เช่น ขนาดผ้านุ่งที่ถูกต้อง วิธีห่มจีวรปิดกาย เกณฑ์ความดังของเสียงพูดในบ้าน ขนาดคำข้าวที่พอดี และเกณฑ์ "บิณฑบาตล้นบาตร" มีเกร็ดสนุกว่าพระจูฬนาคเถระตอบผิดเรื่องเกณฑ์ล้นบาตร ถูกพระจูฬสุนนเถระตำหนิว่า "ได้ให้ช่องทางแก่ภิกษุเป็นอันมาก" แล้วอธิบายที่ถูกต้องว่ากำหนดด้วยของยาวกาลิกเท่านั้น เป็นตัวอย่างความละเอียดในการตีความวินัย
  118. หน้า ๙๕๙–๙๗๐ อรรถกถาเสขิยวรรณนา วรรคที่ ๕-๗ และอธิกรณสมถวรรณนา: ศัพท์มารยาทฉัน-แสดงธรรม นิทานจัณฑาล และปิดท้ายสมันตปาสาทิกา (จบเล่ม) อรรถกถาอธิบายศัพท์เสขิยะที่เหลือ เช่น การฉันเดาะคำข้าว การเลียมือ ความหมายของร่ม-ไม้พลอง-อาวุธที่ห้ามแสดงธรรมให้ผู้ถือ และเล่าย้อนนิทานบุรุษจัณฑาลอีกครั้งโดยไขศัพท์บาลีทีละคำ ปิดท้ายด้วยปกิณกะสรุปสมุฏฐานสิกขาบททั้งหมด แล้วขึ้นอธิกรณสมถวรรณนาสั้นๆ ก่อนประกาศจบ "ภิกขุวิภังควรรณนาในอรรถกถาพระวินัย ชื่อสมันตปาสาทิกา" พร้อมคาถาแผ่เมตตาของผู้แต่งปิดท้ายเล่มอย่างสมบูรณ์