คาถาสองคาถามีอาทิว่า อญฺาตเมตํ ข้าพระองค์ได้รู้ตามคำของอสิตฤษี
ดังนี้. ในวันที่ ๗ จากวันที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์โมเนยยปฎิปทานั้นแก่นาลกดาบสโดย นัยมีอาทิว่า โมเนยฺยนฺเต อุปญฺิสฺสํ เราจักบัญญัติปฏิปทาของมุนีแก่ท่าน
ดังนี้. ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ท่านพระอานนท์
อันท่านพระมหากัสสปผู้ทำสังคายนาถามโมเนยยปฏิปทานั้น ประสงค์จะแสดง กระทำเรื่องราวทั้งหมดในขณะที่นาลกดาบสถูกชักชวนทูลถามพระผู้มีพระภาค- เจ้าให้ปรากฏ จึงกล่าววัตถุคาถา ๒๐ คาถา มีอาทิว่า อานนฺทชาเต ดังนี้. ท่านเรียกเรื่องแม้ทั้งหมดนั้นว่า นาลกสูตร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อานนฺทชาเต ได้แก่ เป็นผู้สำเร็จ คือถึง
ความเจริญ. บทว่า ปตีเต คือยินดี. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อานนฺทชาเต
คือชื่นชม. บทว่า ปตีเต คือ มีความโสมนัส. บทว่า สุจิวสเน คือในที่อยู่อัน
ไม่เศร้าหมอง. จริงอยู่ที่อยู่ของเทวดาทั้งหลายเกิดจากต้นกัลปพฤกษ์ จึงไม่จับ
ละอองหรือมลทิน. บทว่า ทุสฺสํ คเหตฺวา ได้แก่ ยกผ้าทิพย์ที่ได้ชื่อว่า ทุสฺสํ
เพราะเป็นเช่นผ้าในโลกนี้. บทว่า อสิโต อิสิ คืออสิตฤษี ที่ได้ชื่ออย่างนี้
เพราะมีผิวกายดำ. บทว่า ทิวาวิหาเร คือในที่พักกลางวัน. คำที่เหลือโดย
บทง่ายทั้งนั้น แต่โดยความสัมพันธ์กัน นัยว่า อสิตฤษีนี้เป็นปุโรหิตของ พระเจ้าสีหหนุพระชนกของพระเจ้าสุทโธทนะ ได้เป็นอาจารย์บอกศิลปะแต่ครั้ง พระเจ้าสุทโธทนะยังมิได้อภิเษก ครั้นอภิเษกแล้วได้เป็นปุโรหิต. เมื่ออสิตฤษี มารับราชการในเวลาเย็นและเวลาเช้า พระราชามิได้ทรงทำความเคารพเหมือน เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ทรงกระทำเพียงยกพระหัตถ์ประนมเท่านั้น. นัยว่า