ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๔๗ · ๙๘๓ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๖๑ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๖ รตนสูตร: พระปริตรว่าด้วยพระรัตนตรัยเพื่อขจัดภัยพิบัติ (เปิดจูฬวรรคที่ ๒) เล่ม 47 เปิดต้นด้วยจูฬวรรคที่ ๒ แห่งสุตตนิบาต โดยเริ่มสูตรใหม่คือรตนสูตรทันทีที่หน้า 1 ไม่ใช่เนื้อหาที่ค้างมาจากเล่ม 46 เป็นบทสวดเชิญภูตและเทวดาทั้งปวงให้ตั้งใจฟังธรรมโดยเคารพ แผ่เมตตาแก่มนุษย์ผู้ทำพลีกรรมเซ่นสรวง แล้วประกาศสัจวาจาว่าพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะแต่ละอย่างเป็นรัตนะอันประณีตยิ่ง ด้วยอานุภาพขจัดอุปัทวภัยและอวยความสวัสดีแก่สรรพสัตว์
  2. หน้า ๗–๑๗ อรรถกถารตนสูตร: นิทานภัยพิบัติเมืองเวสาลีและการเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จระงับภัย เล่าที่มาของรตนสูตรว่าเกิดจากภัย 3 ประการซ้อนกันในเมืองเวสาลี (ทุพภิกขภัย อมนุษยภัย โรคภัย) เจ้าลิจฉวีจึงทูลเชิญพระพุทธเจ้าจากกรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารจัดขบวนรับส่งอย่างยิ่งใหญ่ตลอดทาง เกิดฝนโบกขรพรรษชำระเมืองให้บริสุทธิ์เมื่อพระบาทแรกเหยียบฝั่งแม่น้ำคงคา เมื่อถึงเวสาลีทรงให้พระอานนท์เรียนรตนสูตรแล้วเดินสวดพรมน้ำรอบกำแพงเมืองขับไล่อมนุษย์ ก่อนพระองค์จะทรงแสดงรตนสูตรเองที่สัณฐาคาร
  3. หน้า ๑๘–๒๔ อธิบายคาถาต้น: ความหมายคำว่า 'ภูต' การเชิญฟังธรรม และการแผ่เมตตาต่อหมู่มนุษย์ ไขความหมายศัพท์ 'ภูต' ในบริบทต่าง ๆ 7 นัย แล้วสรุปว่าในรตนสูตรหมายถึงอมนุษย์ทั้งปวงทั้งภาคพื้นและอากาศ อธิบายเหตุที่ทรงเชื้อเชิญภูตให้ตั้งใจฟังธรรมโดยเคารพเพราะเป็นสิ่งที่ได้ยากยิ่ง จากนั้นขยายความคาถาสอนให้แผ่เมตตาแก่มนุษย์ เนื่องจากมนุษย์ทำพลีกรรมเซ่นสรวงเทวดาทั้งกลางวันกลางคืน จึงสมควรได้รับการคุ้มครองตอบแทนด้วยความไม่ประมาทของเหล่าเทวดา
  4. หน้า ๒๕–๓๙ อธิบายความหมาย 'รัตนะ' ผ่านแก้ว 7 ประการของพระเจ้าจักรพรรดิ เทียบกับพุทธรัตนะ วิเคราะห์ศัพท์ 'รัตนะ' ว่าหมายถึงสิ่งที่บุคคลบูชา มีค่ามาก ชั่งไม่ได้ เห็นได้ยาก และสัตว์ต่ำทรามบริโภคไม่ได้ พร้อมพรรณนาแก้ว 7 ประการของพระเจ้าจักรพรรดิ (จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว มณีแก้ว นางแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว) อย่างพิสดาร แล้วไล่เทียบทีละคุณสมบัติว่าไม่มีรัตนะใดในโลกเสมอด้วยพระตถาคต สรุปว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นรัตนะสูงสุดในทุกความหมายของคำว่ารัตนะ
  5. หน้า ๔๐–๔๑ สัจวาจาพุทธรัตนะ: สรุปว่าไม่มีสิ่งใดเสมอด้วยพระตถาคตเจ้า บทสรุปการไล่เทียบรัตนะทั้งปวงว่าไม่มีสิ่งใดเสมอด้วยพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะพิจารณาจากชาติตระกูลหรือรูปกาย แต่เพราะทรงมีคุณหาประมาณมิได้ทั้งศีลขันธ์และสมาธิขันธ์ตั้งแต่อเวจีจนถึงภวัคคพรหม จึงตรัสคาถาสัจวาจาว่า 'พุทธรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมี' พร้อมอธิบายว่าความเป็นรัตนะเกิดจากความสัมพันธ์กับผู้เคารพบูชา
  6. หน้า ๔๒–๔๖ ธรรมรัตนะ: พระนิพพาน (ขยะ วิราคะ อมตะ ปณีตะ) และอานันตริกสมาธิแห่งมรรค ขยายความคุณของธรรมรัตนะคือพระนิพพาน อันเป็นที่สิ้นราคะ (ขยัง) ปราศจากราคะ (วิราคัง) ไม่เกิดไม่ตาย (อมตัง) และประณีตสูงสุด จากนั้นอธิบายมรรคสมาธิว่าเป็น 'อานันตริกสมาธิ' ที่ให้ผลแน่นอนไม่มีสิ่งขัดขวาง ต่างจากฌานสมาธิทางโลกีย์ที่ยังพาไปเกิดในอบายภูมิได้อีก ปิดท้ายด้วยสัจวาจายืนยันความประณีตของธรรมรัตนะทั้งสองคาถา
  7. หน้า ๔๗–๕๖ สังฆรัตนะ: พระอริยบุคคล 8/108 จำพวก พระอรหันต์ผู้เสวยผลสมาบัติ และพระโสดาบันดุจเสาเขื่อน อธิบายคุณของสังฆรัตนะหลายชั้น เริ่มจากพระอริยบุคคล 8 จำพวก (ขยายละเอียดเป็น 108 จำพวกตามภูมิและปฏิปทา) ผู้ควรแก่ทักษิณาทาน ต่อด้วยพระขีณาสพผู้เสวยผลสมาบัติโดยไม่เสื่อมคลาย แล้วเปรียบพระโสดาบันผู้เห็นอริยสัจดุจเสาเขื่อนที่ฝังลึกไม่หวั่นไหวต่อลมทั้งสี่ทิศ ปิดท้ายด้วยพระโสดาบันประเภทสัตตักขัตตุปรมะที่จะเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติแล้วสิ้นทุกข์
  8. หน้า ๕๗–๖๓ สังฆรัตนะ (ต่อ): การละสังโยชน์ ๓ อภิฐาน ๖ การไม่ปกปิดบาปกรรม และเริ่มอุปมาพุ่มไม้บาน อธิบายว่าพระโสดาบันละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้ด้วยทัสสนสัมปทา พ้นจากอบายภูมิ 4 และไม่อาจทำอนันตริยกรรม/อภิฐาน 6 แม้จะยังประมาทอยู่บ้าง แต่เมื่อพลาดทำบาปเล็กน้อยก็ไม่ปกปิด รีบเปิดเผยต่อศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์ทันที ท้ายหน้าเริ่มอธิบายอุปมาพุ่มไม้ในป่าที่ผลิดอกบานสะพรั่งเปรียบกับการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า ยังไม่จบ ต่อเนื่องในหน้าถัดไปของ chunk ถัดไป
  9. หน้า ๖๔–๖๘ อุปมาพระธรรมเทศนาดุจพุ่มไม้ผลิดอกในป่าฤดูร้อน และพุทธคุณ 4 บท (วโร วรัญญู วรโท วราหโร) เปรียบพระปริยัติธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่อทางแห่งพระนิพพานว่างดงามดุจพุ่มไม้ในป่าที่ผลิดอกบานสะพรั่งทั่วทุกกิ่งในฤดูร้อนแรก ทรงแสดงด้วยพระมหากรุณาล้วน ๆ ไม่หวังลาภสักการะ จากนั้นไขความหมายพุทธคุณ 4 บท คือ วโร (ประเสริฐสุด) วรัญญู (ทรงรู้แจ้งพระนิพพาน) วรโท (ประทานธรรมประเสริฐ) และวราหโร (ทรงนำมรรคอันประเสริฐมา) อันรวมเป็นโลกุตตรธรรม 9 ประการ
  10. หน้า ๖๙–๗๑ อุปมาพระอรหันต์ดับกิเลสดุจประทีปดับ กรรมเก่าสิ้น กรรมใหม่ไม่มี ไขความหมายคาถา "ขีณัง ปุราณัง นวัง นัตถิ สัมภวัง" ว่าพระขีณาสพเป็นผู้สิ้นกรรมเก่า เพราะตัณหาที่เคยนำไปสู่ปฏิสนธิถูกเผาผลาญด้วยอรหัตตมรรคญาณ และไม่สร้างกรรมใหม่ที่จะให้ผลต่อไปเพราะตัดตัณหาได้เด็ดขาด จิตย่อมดับสนิทเมื่อสิ้นวิญญาณดวงสุดท้าย เปรียบดังประทีปที่เขาจุดบูชาเทวดาประจำเมืองเวสาลีดวงหนึ่งดับไปในคราวนั้นจริง ๆ
  11. หน้า ๗๒–๗๔ จบอรรถกถารตนสูตร ท้าวสักกะตรัส 3 คาถาสุดท้ายนมัสการพระรัตนตรัยในฐานะตถาคต หลังพระพุทธเจ้าตรัสสัจวาจาสังฆาธิษฐานจบ ท้าวสักกะจอมเทพทรงดำริจะร่วมทำความสวัสดีแก่ชาวเมืองเวสาลีบ้าง จึงตรัส 3 คาถาสุดท้ายนมัสการพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยคำว่า "ตถาคต" อธิบายว่าคำนี้ใช้ได้ทั้งสามรัตนะเพราะต่างก็ "ถึง" จุดหมายด้วยมรรคและปัญญาเช่นเดียวกัน จากนั้นท้าวสักกะทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับเทพนคร พระพุทธเจ้าทรงแสดงรัตนสูตรต่ออีก 7 วัน มีผู้บรรลุธรรมวันละ 84,000 คน
  12. หน้า ๗๕–๗๖ พระพุทธเจ้าเสด็จข้ามแม่น้ำคงคาสู่กรุงราชคฤห์ ทรงรับการบูชาพิเศษจากนาคราชและเทวดา ระหว่างเสด็จจากเวสาลีไปราชคฤห์ เหล่ากษัตริย์นำเสด็จข้ามแม่น้ำคงคาด้วยสักการะสองเท่า นาคราชในแม่น้ำเนรมิตเรือทองเงินแก้วมณีและดอกปทุม 5 สี ทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมภิกษุ 500 รูปเสด็จแสดงธรรมในนาคพิภพตลอดคืน ภุมมัฏฐเทวดาก็ยกฉัตรซ้อนฉัตรจนถึงชั้นอกนิษฐพรหม พระเจ้าพิมพิสารทรงทำสักการะทวีคูณ ภิกษุทั้งหลายจึงสนทนากันด้วยความอัศจรรย์ในอานุภาพนี้
  13. หน้า ๗๗–๗๙ ที่มาแห่งบุญบันดาลการบูชาพิเศษ ชาดกสังขพราหมณ์กับบุตรสุสิมะผู้เป็นปัจเจกพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสเฉลยแก่ภิกษุว่าการบูชาพิเศษที่ทรงได้รับมิได้เกิดจากพุทธานุภาพหรืออานุภาพเทวดา แต่เกิดจากผลบุญเพียงเล็กน้อยในอดีตชาติ คือครั้งเป็นสังขพราหมณ์ เมื่อบุตรชื่อสุสิมะออกบวชกับพระปัจเจกพุทธเจ้าจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณแล้วนิพพานเร็ว สังขพราหมณ์เศร้าโศกไปถอนหญ้า เกลี่ยทราย บูชาดอกไม้ป่า พรมน้ำ และยกธงที่พระสถูป ผลบุญเพียงน้อยนิดนั้นจึงส่งผลใหญ่หลวงในชาตินี้ จบด้วยคาถาสละสุขเล็กน้อยเพื่อสุขไพบูลย์ และจบอรรถกถารตนสูตร
  14. หน้า ๘๐–๘๔ อามคันธสูตรที่ 2 ติสสดาบสทูลถามพระกัสสปพุทธเจ้าว่ากลิ่นดิบคืออะไร บทพระสูตรว่าด้วยการโต้ตอบระหว่างติสสดาบสกับพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามกัสสปะ ดาบสตำหนิว่าการเสวยเนื้อสัตว์คือการเสวย "กลิ่นดิบ" ทั้งที่ตรัสว่าไม่เสวยกลิ่นดิบ พระกัสสปพุทธเจ้าจึงตรัสแก้ว่ากลิ่นดิบที่แท้จริงคือบาปกรรมทั้งหลาย เช่น การฆ่า การลัก การพูดเท็จ ความไม่สำรวมในกาม ความริษยา ความเห็นผิดว่าทานไม่มีผล มิใช่เนื้อและอาหารซึ่งไม่มีบาปใด ๆ ในตัวเอง
  15. หน้า ๘๕–๙๒ อรรถกถาอามคันธสูตร เหตุเกิดเรื่อง ดาบสอามคันธะพบพระพุทธเจ้าโคตมะ และย้อนเล่าเรื่องพระกัสสปพุทธเจ้า เล่าที่มาของพระสูตร เดิมดาบส 500 รูปนำโดยอามคันธะไม่ฉันปลาเนื้อจนเป็นโรคผอมเหลือง ต้องออกมาขอทานในหมู่บ้านจึงหายป่วย ต่อมาได้ยินกิตติศัพท์พระพุทธเจ้าโคตมะจึงไปทูลถามเรื่องกลิ่นดิบ พระองค์ตรัสว่ากิเลสบาปธรรมต่างหากคือกลิ่นดิบ แล้วทรงยกเรื่องอดีตชาติที่ติสสพราหมณ์เคยทูลถามคำถามเดียวกันกับพระพุทธเจ้ากัสสปะผู้เป็นสหายเก่าที่บวชก่อนและตรัสรู้ก่อนตนมาประกอบเทศนา
  16. หน้า ๙๓–๙๙ อธิบายกลิ่นดิบที่แท้จริงคือบาปกรรมและกิเลส ไม่ใช่เนื้อสัตว์หรืออาหาร พระอรรถกถาจารย์ไขความแต่ละคำในคาถา อธิบายว่า "กลิ่นดิบ" หมายถึงการฆ่า การทุบตี การจองจำ การลัก การพูดเท็จ การหลอกลวง การเรียนตำราไร้ประโยชน์ และการคบชู้ ตลอดจนความไม่สำรวมในกาม ความติดรส มิจฉาทิฏฐิ และอาชีววิบัติ รวมนับได้ 6 อย่างในคาถาแรก และ 8 อย่างในคาถาถัดมา (เช่น ความทารุณ หน้าไหว้หลังหลอก ประทุษร้ายมิตร ถือตัว) ย้ำว่าเนื้อและโภชนะไม่ใช่กลิ่นดิบเลย
  17. หน้า ๑๐๐–๑๐๖ กลิ่นดิบเพิ่มเติม คนไม่รู้จักให้ ผู้พิพากษาโกง คนใจบาป และรากเหง้าคือราคะโทสะโมหะที่นำไปสู่นรก ขยายความกลิ่นดิบต่ออีกหลายชุด ได้แก่ ความโกรธ ความมัวเมา หัวดื้อ มายา ริษยา ยกตน ถือตัว และคบอสัตบุรุษ (9 อย่าง) การกู้หนี้ไม่ใช้ พูดเสียดสี พิพากษาโกง หลอกลวง กระทำหยาบช้า (6 อย่าง) และความไม่สำรวมในสัตว์ เบียดเบียน ทุศีล ร้ายกาจ (6 อย่าง) สรุปว่าต้นตอทั้งหมดคือราคะ โทสะ โมหะ ที่ทำให้สัตว์ตกนรกหัวทิ่ม ส่วนเนื้อและโภชนะไม่มีส่วนเป็นกลิ่นดิบเลย
  18. หน้า ๑๐๗–๑๑๒ การไม่กินเนื้อและตบะภายนอกไม่ทำให้บริสุทธิ์ได้ ธรรมที่แท้คือสำรวมอินทรีย์สู่ภูมิอริยบุคคล 4 ระดับ จบอามคันธสูตร พระพุทธเจ้าตรัสแก้ความเข้าใจผิดของดาบสว่าการงดกินปลาเนื้อ การเปลือยกาย โกนผม เกล้าชฎา นุ่งหนังเสือ บำเรอไฟ หรือบำเพ็ญตบะต่าง ๆ ไม่อาจชำระสัตว์ผู้ยังมีความสงสัยให้บริสุทธิ์ได้ ธรรมที่แท้จริงคือการสำรวมอินทรีย์ 6 ดำรงในอริยสัจจนถึงความซื่อตรงอ่อนโยน (สกทาคามี) ข้ามพ้นราคะโทสะ (อนาคามี) และละทุกข์สิ้นเชิง (อรหันต์) จบด้วยดาบสอามคันธะและบริวารทูลขอบวชแล้วบรรลุอรหัตต์ในไม่กี่วัน
  19. หน้า ๑๑๓–๑๑๔ หิริสูตรที่ 3 คาถาว่าด้วยลักษณะมิตรเทียมผู้ไม่มีหิริ และมิตรแท้ที่ไว้ใจได้ บทพระสูตรกล่าวถึงบุคคลผู้ไม่มีหิริ อ้างตนเป็นมิตรแต่ไม่ใส่ใจธุระของเพื่อน พูดไพเราะแต่ไม่ทำตามคำพูด หรือแสวงหาช่องทำลายมิตรภาพ ล้วนไม่ควรคบหา ส่วนมิตรที่วางใจได้เปรียบดังบุตรในอกซึ่งไม่มีใครยุแยกให้แตกกันได้ควรคบหาไว้ และกล่าวถึงความเพียรที่นำความปราโมทย์ สรรเสริญ และความสุขมาให้แก่ผู้ดื่มรสแห่งธรรมและความสงบ
  20. หน้า ๑๑๕–๑๒๐ อรรถกถาหิริสูตร พราหมณ์มหาศาลสละทรัพย์ 80 โกฏิบวชเป็นดาบส ดาบส 8 จำพวก และการเดินทางไปทูลถามปัญหา 4 ข้อ เล่าที่มาของพระสูตร พราหมณ์มหาศาลผู้มั่งคั่งบริจาคทรัพย์มหาศาลเป็นมหาทาน 7 วันแล้วออกบวชเป็นดาบสชั้นสูงสุดประเภท "วัณฏมุตตกะ" (ฉันเฉพาะใบไม้ที่ร่วงเอง) อรรถกถาจำแนกดาบส 8 จำพวกตามความเคร่งครัดในการหาเลี้ยงชีพ เมื่อทราบข่าวพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ดาบสจึงเดินทางไปเฝ้าที่เชตวันพร้อมปัญหา 4 ข้อที่ตั้งไว้ทดสอบพระสัพพัญญุตญาณ โดยทูลถามด้วยใจไม่ออกเสียง เริ่มจากคำถามว่ามิตรเช่นไรไม่ควรคบ
  21. หน้า ๑๒๑–๑๒๓ หิริสูตรที่ ๓ ว่าด้วยมิตรแท้-มิตรเทียม พร้อมอรรถกถาเล่าเรื่องพราหมณ์มหาศาลผู้สละทรัพย์ ๘๐ โกฏิให้ทาน แล้วออกบวชเป็นดาบส ก่อนได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าจนบรรลุอรหัตต์ พระคาถาหิริสูตรอธิบายลักษณะมิตรเทียมที่พูดดีแต่ไม่ช่วยเหลือ ไม่เอื้อเฟื้อการงาน หวังแต่ความแตกร้าว ไม่ควรคบ ต่างจากมิตรแท้ที่ไว้ใจได้ดุจบุตรในอกบิดา จากนั้นอรรถกถาเล่าปฐมเหตุ: พราหมณ์มหาศาลแห่งสาวัตถีสละทรัพย์ให้ทานจนหมดแล้วออกบวชเป็นดาบสประเภทวัณฏมุตตกะ (เคี้ยวใบไม้ร่วง) อยู่ป่าหิมพานต์ ได้ยินคำว่า พุทธะ จากคนเดินทางจึงไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมปัญหา ๔ ข้อเรื่องมิตรและรสอันเลิศ จนบรรลุอรหัตต์
  22. หน้า ๑๒๔–๑๒๖ มงคลสูตรที่ ๔ พระคาถาว่าด้วยอุดมมงคล ๓๘ ประการ ที่เทวดาทูลถามและพระพุทธเจ้าตรัสตอบด้วยคาถา ๑๐ คาถา เทวดาผู้มีรัศมีงามเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวันทูลถามอุดมมงคล พระองค์ตรัสตอบด้วยคาถาต่อเนื่องกัน ๑๐ คาถา รวมมงคล ๓๘ ประการ เริ่มจากไม่คบคนพาล คบบัณฑิต บูชาผู้ควรบูชา ไปจนถึงจิตที่ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม ปราศจากธุลี เป็นจิตเกษม นี่คือบทมงคลสูตรฉบับเต็มที่ชาวพุทธนิยมสวดเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต
  23. หน้า ๑๒๗–๑๓๓ อรรถกถามงคลสูตร ตอนนิทานกำเนิดพระสูตร: ความโกลาหลเรื่องมงคลที่ถกเถียงกันนาน ๑๒ ปีทั่วหมื่นจักรวาล จนท้าวสักกะส่งเทพบุตรไปทูลถามพระพุทธเจ้า อรรถกถาเล่าที่มาของพระสูตร ชาวชมพูทวีปถกเถียงกันนาน ๑๒ ปีว่าอะไรคือมงคล แบ่งเป็น ๓ ฝ่าย คือ ทิฏฐมงคล (สิ่งที่เห็น) สุตมงคล (สิ่งที่ได้ยิน) และมุตมงคล (สิ่งที่รับรู้ทางจมูก ลิ้น กาย) ความขัดแย้งลุกลามถึงเทวดาทุกชั้นจนถึงพรหมโลก เกิดเป็นมังคลโกลาหลหนึ่งใน ๕ โกลาหลใหญ่ของโลก ในที่สุดท้าวสักกะทรงส่งเทพบุตรไปทูลถามพระพุทธเจ้าที่เชตวัน
  24. หน้า ๑๓๔–๑๔๓ อรรถกถามงคลสูตร ตอนไขความศัพท์บาลีในบทเริ่มต้นพระสูตรอย่างละเอียดก่อนเข้าสู่เนื้อหาคาถามงคล พระอรรถกถาจารย์ไขความศัพท์บาลีในบทเริ่มต้นพระสูตรทีละคำอย่างละเอียด เช่น สาวัตถี เชตวัน อนาถบิณฑิกะ อภิกกันตะ วัณณะ เกวล กัปปะ รวมถึงอธิบายเหตุที่เทวดายืนถวายบังคมโดยไม่นั่งลง เพราะมนุษยโลกเปรียบดังส้วมที่ปฏิกูลแก่เทวดา เป็นการปูพื้นความเข้าใจก่อนเข้าสู่การอธิบายมงคลแต่ละข้อ
  25. หน้า ๑๔๔–๑๕๕ อรรถกถามงคลสูตร คาถาที่ ๑ (มี ๓ มงคล): ไม่คบคนพาล คบบัณฑิต และบูชาบุคคลที่ควรบูชา พร้อมอุทาหรณ์เปรียบเทียบและเรื่องนายสุมนมาลาการ อธิบายมงคลข้อแรก ๓ ประการ คือ การไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต และการบูชาบุคคลที่ควรบูชา พร้อมอุปมาว่าคนพาลดุจใบไม้ห่อปลาเน่า ส่วนบัณฑิตดุจใบไม้ห่อของหอม และเล่าเรื่องนายสุมนมาลาการที่ซัดดอกไม้บูชาพระพุทธเจ้า ๘ กำมือจนเกิดเป็นเรือนยอดดอกไม้ พระองค์ทรงพยากรณ์ว่าเขาจะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคตด้วยอานุภาพแห่งการบูชานี้
  26. หน้า ๑๕๖–๑๖๐ อรรถกถามงคลสูตร คาถาที่ ๒ (มี ๓ มงคล): อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม มีบุญเก่าที่สั่งสมไว้ และตั้งตนไว้ชอบ พร้อมนิยามขอบเขตมัชฌิมประเทศ อธิบายมงคล ๓ ประการ คือ การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม (ปฏิรูปเทส) ซึ่งขยายความถึงขอบเขตมัชฌิมประเทศอย่างละเอียดโดยระบุนิคมและแม่น้ำที่เป็นแนวเขตทั้งสี่ทิศ การมีบุญที่สั่งสมไว้แต่ปางก่อนอันเป็นเหตุให้บรรลุธรรมได้ง่าย และการตั้งตนไว้ชอบคือปรับตนจากทุศีลให้มีศีล จากไม่มีศรัทธาให้มีศรัทธา
  27. หน้า ๑๖๑–๑๖๔ อรรถกถามงคลสูตร คาถาที่ ๓ (มี ๔ มงคล): ความเป็นพหูสูต ศิลปะ วินัยที่ศึกษาดีแล้ว และวาจาสุภาษิต อธิบายมงคล ๔ ประการ คือ ความเป็นพหูสูต (พาหุสัจจะ) ศิลปะทั้งของฆราวาสและบรรพชิต วินัยที่ศึกษาดีแล้วทั้งอาคาริยวินัยและอนาคาริยวินัย และวาจาสุภาษิตที่ประกอบด้วยองค์ ๔ คือกล่าวเป็นธรรม เป็นที่รัก เป็นความจริง ล้วนนำมาซึ่งประโยชน์เกื้อกูลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
  28. หน้า ๑๖๕–๑๗๐ อรรถกถามงคลสูตร คาถาที่ ๔ (มี ๔ มงคล): บำรุงมารดาบิดา สงเคราะห์บุตรภรรยา และการงานที่ไม่คั่งค้าง พร้อมหลักทิศ ๖ อธิบายมงคล ๔ ประการ ได้แก่ การบำรุงมารดาบิดาผู้เปรียบดังพรหมและบุพพาจารย์ของบุตร การสงเคราะห์บุตรภรรยาตามหลักทิศเบื้องหน้าและทิศเบื้องหลังในสิงคาลกสูตร และการประกอบการงานโดยไม่ให้คั่งค้างเสียหาย พร้อมยกหน้าที่ ๕ ประการที่บุตรพึงปฏิบัติต่อบิดามารดาและที่สามีภรรยาพึงปฏิบัติต่อกัน
  29. หน้า ๑๗๑–๑๗๔ อรรถกถามงคลสูตร คาถาที่ ๕ (มี ๔ มงคล): ทาน การประพฤติธรรม สงเคราะห์ญาติ และการงานที่ปราศจากโทษ อธิบายมงคล ๔ ประการ คือ ทานซึ่งแบ่งเป็นอามิสทานและธรรมทานที่ประเสริฐกว่าเพราะให้ธรรมชนะการให้ทั้งปวง การประพฤติธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐ การสงเคราะห์ญาติที่ตกยากด้วยปัจจัยตามกำลัง และการงานที่ปราศจากโทษ เช่น การรักษาอุโบสถศีล ปลูกต้นไม้ผล และสร้างสะพาน
  30. หน้า ๑๗๕–๑๗๗ อรรถกถามงคลสูตร คาถาที่ ๖ (มี ๓ มงคล): งดเว้นจากบาป สำรวมจากการดื่มน้ำเมา และความไม่ประมาทในกุศลธรรม ก่อนเข้าสู่คาถาที่ ๗ อธิบายมงคล ๓ ประการ คือ การงดเว้นจากบาปทั้งปวงซึ่งแบ่งเป็นสัมปัตตวิรัติ สมาทานวิรัติ และสมุจเฉทวิรัติ การสำรวมจากการดื่มน้ำเมาอันเป็นเหตุแห่งความเสื่อมและความเป็นบ้าในภพต่อไป และความไม่ประมาทในกุศลธรรมอันเป็นหนทางแห่งอมตธรรม ท้ายหน้าเริ่มเข้าสู่คาถาที่ ๗ ว่าด้วยความเคารพและความถ่อมตน
  31. หน้า ๑๗๘–๑๘๔ ความเคารพ ความถ่อมตน สันโดษ ความกตัญญู และการฟังธรรมตามกาล (คาถาที่ ๘) อธิบายมงคล ๕ ประการ: คารวะคือความเคารพต่อผู้ควรเคารพ, นิวาตะคือความถ่อมตนไม่ถือตัว, สันตุฏฐี (สันโดษ) แบ่งเป็น ๑๒ แบบในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช ตามที่ได้ ตามกำลัง และตามสมควรแก่ตน, กตัญญุตาคือการระลึกถึงอุปการคุณที่ผู้อื่นทำไว้ และการฟังธรรมตามกาลเพื่อบรรเทากิเลสและเสริมปัญญา
  32. หน้า ๑๘๕–๑๘๙ ขันติ ความเป็นผู้ว่าง่าย การเห็นสมณะ และการสนทนาธรรมตามกาล (คาถาที่ ๙) อธิบายมงคล ๔ ประการ: ขันติคือความอดทนไม่หวั่นไหว ดังตัวอย่างขันติวาทีดาบสที่ถูกตัดมือเท้ายังไม่โกรธ และพระปุณณเถระผู้ยอมไปเผยแผ่ธรรมในดินแดนโหดร้าย, โสวจัสสตาคือความเป็นผู้ว่าง่ายรับฟังคำตักเตือน, การเห็นสมณะผู้สงบกิเลสซึ่งมีอานิสงส์มาก แม้สัตว์ดิรัจฉานยังได้บุญจากการเห็นด้วยศรัทธา และการสนทนาธรรมตามกาลเพื่อชำระจิตที่ฟุ้งซ่านสงสัย
  33. หน้า ๑๙๐–๑๙๑ ตบะ พรหมจรรย์ การเห็นอริยสัจ และการทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน (คาถาที่ ๑๐) อธิบายมงคล ๔ ประการของการปฏิบัติขั้นสูง: ตบะคือความเพียรแผดเผากิเลส, พรหมจรรย์ซึ่งครอบคลุมทั้งเมถุนวิรัติ สมณธรรม ศาสนา และมรรค, การเห็นอริยสัจ ๔ อันนำไปสู่ความพ้นทุกข์ในสังสารวัฏ และการทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานคืออรหัตผล ซึ่งเป็นเหตุให้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
  34. หน้า ๑๙๒–๑๙๘ จิตที่ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม ๘ และบทสรุปมงคลสูตรทั้ง ๓๘ ประการ อธิบายมงคลข้อสุดท้ายคือจิตของพระขีณาสพที่ไม่หวั่นไหวเมื่อกระทบโลกธรรม ๘ เปรียบดังภูเขาหินไม่ไหวเพราะลม จากนั้นเป็นบทสรุปเชื่อมโยงมงคลทั้ง ๓๘ ประการที่ตรัสไว้ตลอดพระสูตร เทวดาแสนโกฏิบรรลุอรหัตในคราวเทศนาจบ และพระพุทธเจ้าทรงสอนพระอานนท์ให้เรียนมงคลสูตรไว้สืบทอดแก่ภิกษุทั้งหลาย จบการพรรณนามงคลสูตร
  35. หน้า ๑๙๙–๒๐๑ สูจิโลมสูตร: ยักษ์ขู่พระพุทธเจ้าและทูลถามต้นเหตุแห่งกิเลส ขรยักษ์และสูจิโลมยักษ์พบพระพุทธเจ้าใกล้บ้านคยา สูจิโลมยักษ์ขู่จะควักดวงจิตหากพระองค์ตอบปัญหาไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงหวั่นไหว ยักษ์จึงทูลถามว่าราคะ โทสะ ความยินดี-ไม่ยินดี ขนพองสยองเกล้า และวิตกทั้งหลายเกิดจากอะไร พระองค์ตรัสตอบว่าล้วนเกิดจากอัตภาพตนเอง เปรียบดังย่านไทรที่เกิดและพันรัดอยู่กับต้นไทรนั่นเอง
  36. หน้า ๒๐๒–๒๐๙ อรรถกถาสูจิโลมสูตร: ที่มาของยักษ์ทั้งสองและการบรรลุโสดาบัน อธิบายที่มาของชื่อบ้าน/ท่าคยาและเตียงหิน พร้อมประวัติกรรมเก่าของขรยักษ์ (ลักน้ำมันของสงฆ์ไปทาตัว) และสูจิโลมยักษ์ (นอนหลับบนเครื่องลาดมีค่าในโรงอุโบสถด้วยความไม่เอื้อเฟื้อ) อันเป็นเหตุให้ไปเกิดเป็นยักษ์ พร้อมพรรณนาศัพท์บาลีในบทสนทนาโดยละเอียด และจบด้วยยักษ์ทั้งสองบรรลุโสดาปัตติผลหลังฟังธรรม
  37. หน้า ๒๑๐–๒๑๒ ธรรมจริยสูตร (กปิลสูตร): พระคาถาตำหนิภิกษุทุศีลปากกล้า พระคาถาว่าด้วยธรรมจริยาและพรหมจรรย์เป็นสมบัติสูงสุด แต่หากบรรพชิตเป็นผู้ปากกล้ายินดีในการเบียดเบียนและทะเลาะวิวาท ไม่ฟังคำเตือนของภิกษุผู้มีศีล ชีวิตของเขาย่อมเลวทรามเสมือนหลุมคูถที่หมักหมมนานปี ตายแล้วย่อมเข้าถึงทุกข์ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้สงฆ์พร้อมใจกันขับไล่บุคคลเช่นนี้ออกไปจากหมู่
  38. หน้า ๒๑๓–๒๑๘ อรรถกถากปิลสูตร: พระกปิละผู้หลงในความรู้จนทำศาสนาเสื่อม เล่าเรื่องสองพี่น้องโสธนะและกปิละบวชในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า พระโสธนะบำเพ็ญวาสธุระจนบรรลุอรหัต ส่วนพระกปิละเรียนปริยัติจนเมาความรู้ ดูหมิ่นคำเตือนของภิกษุอื่น ประกาศต่อหน้าสงฆ์ว่าไม่ฟังปาติโมกข์ก็ได้ ทำศาสนาพระกัสสปะเสื่อมถอย ตายแล้วไปเกิดในอเวจีมหานรก ก่อนจะมาเกิดเป็นปลาสีทองปากเหม็นในแม่น้ำอจิรวดี
  39. หน้า ๒๑๙–๒๒๔ ปลากปิละพบพระพุทธเจ้า และ ๕๐๐ บุตรชาวประมงออกบวชบรรลุธรรม เด็กชาวประมง ๕๐๐ คน (อดีตโจรที่รักษาศีลก่อนถูกฆ่า) จับปลาสีทองปากเหม็นถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือกปิละที่มาเกิด ปลาสารภาพชะตากรรมของตนและครอบครัวแล้วฟาดหัวตายไปสู่นรกอีกครั้ง มหาชนเกิดความสังเวช เด็กชาวประมงทั้ง ๕๐๐ จึงออกบวชและบรรลุธรรม จากนั้นอธิบายศัพท์ในพระคาถาตำหนิภิกษุทุศีลอย่างละเอียด
  40. หน้า ๒๒๕–๒๓๒ พราหมณธัมมิกสูตร: ธรรมของพราหมณ์โบราณเทียบกับความเสื่อมจากการบูชายัญ พราหมณ์มหาศาลชาวโกศลทูลถามว่าพราหมณ์ปัจจุบันยังปฏิบัติตามธรรมพราหมณ์เก่าหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่แล้ว จึงตรัสคาถาพรรณนาคุณของฤาษี-พราหมณ์โบราณที่ประพฤติพรหมจรรย์ มักน้อย ไม่ฆ่าโค ก่อนจะเสื่อมลงเมื่อพราหมณ์ยุยงพระเจ้าโอกกากราชให้บูชายัญฆ่าโคจำนวนมากเพื่อแลกทรัพย์ จนธรรมพราหมณ์เสื่อมสูญ เกิดโรคภัยและสังคมแตกแยกตามวรรณะ
  41. หน้า ๒๓๓–๒๓๔ จบพราหมณธัมมิกสูตร: พราหมณ์ขอถึงไตรสรณคมน์ และเริ่มอรรถกถาอธิบายศัพท์ พราหมณ์มหาศาลเลื่อมใสในพระธรรมเทศนา ทูลเปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ และขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต จบพระสูตร จากนั้นเริ่มอรรถกถาอธิบายที่มาของพระสูตรและความหมายศัพท์บาลี เช่น พราหมณมหาศาล (ผู้มีทรัพย์ฝังไว้ถึง ๘๐ โกฏิ) ชิณณา วุฑฒา มหัลลกา และอัทธคตา อันหมายถึงความเป็นผู้เฒ่าชราและมีคุณวุฒิสูง
  42. หน้า ๒๓๕–๒๓๘ อรรถกถาพราหมณธัมมิกสูตรที่ ๗ ตอนต้น: ที่มาของพระสูตรและความหมายศัพท์เบื้องต้น อรรถกถาอธิบายที่มาของพราหมณธัมมิกสูตร ไขความศัพท์ เช่น พราหมณมหาศาล (ผู้มีทรัพย์ฝังไว้ ๘๐ โกฏิ) ชิณณา วุฑฒา มหัลลกา อัทธคตา และพรรณนาการทักทายปราศรัยระหว่างพราหมณ์กับพระพุทธเจ้า ก่อนอธิบายคาถาแรกว่าด้วยฤาษีโบราณผู้สำรวมตนด้วยศีลและตบะ กระทำประโยชน์แก่ตนด้วยการสาธยายมนต์และเจริญพรหมวิหาร
  43. หน้า ๒๓๙–๒๔๕ อรรถกถา: พราหมณ์โบราณไม่มีปศุสัตว์ ไม่สะสมทรัพย์ อาศัยศรัทธาทายกและไม่ฆ่าโค อธิบายว่าพราหมณ์รุ่นเก่าไม่เลี้ยงสัตว์ ไม่มีเงินทองหรือข้าวเปลือก ถือการสาธยายมนต์และเมตตาภาวนาเป็นขุมทรัพย์ อาศัยภัตที่ทายกตั้งไว้ที่ประตูด้วยศรัทธา ได้รับความเคารพจากชาวเมืองจนไม่มีผู้ใดกล้าฆ่าหรือขัดขวาง อธิบายการประพฤติพรหมจรรย์ ๔๘ ปีก่อนแสวงหาภรรยาโดยธรรม และเหตุผลที่ไม่ครองพรหมจรรย์ตลอดชีวิตเพราะกลัวสกุลวงศ์ขาดสูญ
  44. หน้า ๒๔๖–๒๔๙ อรรถกถา: ลักษณะกายอันประเสริฐของพราหมณ์ผู้มีคุณธรรมและจุดเริ่มความวิปลาสทางจิต อธิบายว่าพราหมณ์ผู้ไม่ฆ่าโคย่อมมีร่างกายละเอียดอ่อน สูงใหญ่ มีวรรณะและยศเพราะบุญอนุเคราะห์ ขวนขวายกิจโดยธรรม แต่เมื่อกาลผ่านไปพราหมณ์เริ่มเห็นกามสุขเล็กน้อยของกษัตริย์ว่าน่าปรารถนา จึงเกิดความสำคัญผิด (วิปลาส) เพ่งเล็งสมบัติ นารี รถม้า และเรือนของพระราชา อันเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมจากธรรมเดิม
  45. หน้า ๒๕๐–๒๕๑ อรรถกถา: พราหมณ์ผูกมนต์หลอกลวงเข้าเฝ้าพระเจ้าโอกกากราชทูลขอให้บูชายัญ เมื่อพราหมณ์เปรียบเทียบชีวิตตนกับความสุขของมนุษย์ทั่วไปแล้วเกิดความปรารถนาทรัพย์ จึงละทิ้งพระเวทเดิม แต่งมนต์ปลอมขึ้นแทน แล้วเข้าเฝ้าพระเจ้าโอกกากราชกราบทูลว่าพระองค์มีทรัพย์มาก ควรทรงบูชายัญ พร้อมพรรณนายัญวิธี ๕ อย่างคืออัสสเมธะ ปุริสเมธะ สัมมาปาสะ วาชเปยยะ และนิรัคคฬะ เพื่อจูงใจให้พระราชาทรงอุตสาหะบูชายัญ
  46. หน้า ๒๕๒–๒๕๔ อรรถกถา: ความหมายชื่อยัญทั้งห้าและการพระราชทานทรัพย์ครั้งแรกแก่พราหมณ์ อธิบายที่มาของชื่อยัญแต่ละชนิด เช่น อัสสเมธะเพราะฆ่าม้า ปุริสเมธะเพราะฆ่าบุรุษ สัมมาปาสะเพราะคล้องเครื่องบูชา วาชเปยยะเพราะดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ และนิรัคคฬะที่ไม่มีลิ่มสลัก จากนั้นพระเจ้าโอกกากราชทรงบูชายัญเหล่านี้แล้วพระราชทานแม่โค ที่นอน ผ้า นารี รถม้า และธัญชาติเต็มเรือนแก่พราหมณ์ทั้งหลาย
  47. หน้า ๒๕๕–๒๕๖ อรรถกถา: ตัณหาพราหมณ์เจริญขึ้นอีก เข้าเฝ้าครั้งที่สองขอฆ่าโคนับแสนบูชายัญ เมื่อได้ทรัพย์แล้วพราหมณ์กลับยิ่งสั่งสมและตัณหาเจริญขึ้น จึงผูกมนต์ปลอมอีกครั้งแล้วเข้าเฝ้าพระเจ้าโอกกากราชทูลว่าโคเป็นเพียงเครื่องใช้เหมือนน้ำและแผ่นดิน ฆ่าโคจึงไม่บาป พระราชาทรงยินยอมให้ฆ่าแม่โคนับแสนตัวด้วยศัสตราในหลุมยัญ พราหมณ์ห่มผ้ากัมพลสีต่างๆ เชือดเนื้อโคบริโภคกันในพิธี
  48. หน้า ๒๕๗–๒๕๙ อรรถกถา: เทวดาตำหนิการฆ่าโค กำเนิดโรค ๙๘ ชนิด และสังคมสี่วรรณะแตกแยก จบอรรถกถา เมื่อศัสตราตกลงที่แม่โค เทวดา พระอินทร์ พระพรหม อสูรและยักษ์ต่างเปล่งวาจาตำหนิว่ามนุษย์ไร้ธรรม โรคสามชนิดคือความอยาก ความอดอยาก ความชราแพร่ออกเป็น ๙๘ ชนิด ธรรมของพราหมณ์เก่าฉิบหาย ศูทร แพศย์ กษัตริย์แตกแยกกัน ภรรยาดูหมิ่นสามี จบการพรรณนาอรรถกถาพราหมณธัมมิกสูตรแห่งปรมัตถโชติกา
  49. หน้า ๒๖๐–๒๖๑ นาวาสูตรที่ ๘ (ธรรมสูตร): อุปมาเรือข้ามฝั่งกับการคบหาอาจารย์ผู้เป็นพหูสูต พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้บูชาผู้ที่ตนรู้แจ้งธรรมด้วยดุจเทวดาบูชาพระอินทร์ ผู้คบอาจารย์พาลย่อมเข้าถึงความตายดุจคนถูกน้ำเชี่ยวพัดลอยไปไม่อาจช่วยผู้อื่นข้ามได้ ส่วนผู้ขึ้นเรือมั่นคงมีพายถ่อพร้อมย่อมช่วยผู้อื่นข้ามฟากได้ฉันใด ผู้เป็นพหูสูตไม่หวั่นไหวย่อมช่วยผู้อื่นให้เพ่งพินิจธรรมได้ฉันนั้น จึงควรคบสัตบุรุษผู้มีปัญญา
  50. หน้า ๒๖๒–๒๖๖ อรรถกถาธรรมสูตร (นาวาสูตร) ตอนต้น: ปฐมชาติของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ เล่าที่มาพระสูตรว่าปรารภพระสารีบุตร โดยย้อนเล่าว่าพระอัครสาวกทั้งสองบำเพ็ญบารมีมาแล้วจุติจากเทวโลกถือปฏิสนธิเป็นอุปติสสมาณพและโกลิตมาณพในตระกูลพราหมณ์มหาศาลใกล้กรุงราชคฤห์ เห็นมหรสพแล้วเกิดความสังเวชในความตาย จึงชวนกันออกบวชกับสัญชัยปริพาชกแต่ไม่พบที่สุดแห่งศาสตร์ จึงแยกย้ายกันแสวงหาอมตธรรมทั่วชมพูทวีป
  51. หน้า ๒๖๗–๒๖๙ อรรถกถา: พระสารีบุตรไหว้ทิศด้วยความเคารพพระอัสสชิ พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระสูตร เมื่อพระสารีบุตรบวชและบรรลุสาวกบารมีญาณแล้ว ยังคงหันหน้าไปทางที่พระอัสสชิเถระอยู่ไหว้นมัสการทุกวันด้วยความกตัญญูฐานะเป็นบุรพาจารย์ ภิกษุทั้งหลายเข้าใจผิดว่าท่านยังถือทิฏฐิพราหมณ์ พระพุทธเจ้าทรงสดับด้วยทิพยโสตจึงตรัสแก้ไขและแสดงพระสูตรนี้ พร้อมอธิบายคาถาว่าด้วยการบูชาอาจารย์ผู้เป็นพหูสูตดุจเทวดาบูชาพระอินทร์
  52. หน้า ๒๗๐–๒๗๒ อรรถกถา: อธิบายอุปมาแม่น้ำเชี่ยวและเรือมั่นคง สรุปเหตุผลที่ควรคบบัณฑิต จบอรรถกถา ขยายความอุปมาว่าผู้ไม่รู้แจ้งธรรมด้วยตนเองเปรียบเหมือนคนถูกกระแสน้ำเชี่ยวพัดพาไป ไม่อาจช่วยผู้อื่นข้ามฝั่งได้ ตรงข้ามกับผู้ถึงพร้อมมรรคญาณสี่ อบรมตนแล้วเป็นพหูสูตไม่หวั่นไหว เปรียบดังผู้ชำนาญเรือย่อมพาผู้อื่นข้ามได้ พระธรรมเทศนาจบลงด้วยยอดคือพระอรหัต ปิดท้ายอรรถกถาธรรมสูตรแห่งปรมัตถโชติกา
  53. หน้า ๒๗๓–๒๗๔ กิงสีลสูตรที่ ๙: พระสารีบุตรทูลถามหลักปฏิบัติเพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด พระสารีบุตรทูลถามว่านรชนพึงมีความประพฤติปกติเช่นไรจึงจะดำรงอยู่โดยชอบและบรรลุประโยชน์สูงสุด พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพึงอ่อนน้อมต่อผู้เจริญ ไม่ริษยา รู้จักไปหาครูตามกาล ฟังสุภาษิตโดยเคารพ ละความรื่นเริงและมารยาต่างๆ ยินดีในธรรมที่พระอริยะประกาศ ย่อมประเสริฐกว่าสัตว์อื่นและบรรลุสาระแห่งสติปัญญา
  54. หน้า ๒๗๕–๒๗๘ อรรถกถากิงสีลสูตร: เรื่องภิกษุสหายพระสารีบุตรและวุฑฒบุคคล ๔ จำพวก เล่าที่มาว่าสหายฆราวาสของพระสารีบุตรผู้บริจาคทรัพย์ ๕๖๐ โกฏิบวชแล้วเจริญกรรมฐานไม่สำเร็จ พระสารีบุตรจึงพาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสคาถาว่าด้วยการอ่อนน้อมต่อผู้เจริญ (วุฑฒาปจายี) พร้อมจำแนกวุฑฒบุคคล ๔ จำพวกคือ ปัญญาวุฑฒะ คุณวุฒะ ชาติวุฑฒะ และวัยวุฑฒะ โดยยกพระสารีบุตรเป็นตัวอย่างผู้เจริญด้วยปัญญาและคุณ
  55. หน้า ๒๗๙–๒๘๔ อรรถกถากิงสีลสูตร (ต่อ): วิธีเข้าหาครู การละอุปกิเลส และการบรรลุอรหัตผลของภิกษุ อธิบายว่าภิกษุควรรู้กาลไปหาครูเพื่อบรรเทาราคะโทสะโมหะ เข้าหาด้วยความอ่อนน้อมทำลายมานะ ระลึกและปฏิบัติตามคำสอน ละความรื่นเริงเกินควร การพูดกระซิบ มายา ความริษยาและความหมกมุ่น ดุจผู้รักชีวิตหลีกสัตว์ร้าย เมื่อปฏิบัติบริสุทธิ์ย่อมบรรลุพระอรหัต ท้ายเรื่องภิกษุผู้เป็นต้นเหตุพระสูตรนี้ได้บรรลุโสดาปัตติผลและอรหัตผลในเวลาต่อมา
  56. หน้า ๒๘๕–๒๘๖ อุฏฐานสูตรที่ ๑๐: คาถาเตือนภิกษุให้ตื่นจากความหลับใหลถอนลูกศรคือกิเลส พระพุทธเจ้าตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายให้ลุกขึ้นนั่งบำเพ็ญเพียร อย่ามัวหลับใหลทั้งที่ถูกลูกศรคือราคะแทงและเร่าร้อนด้วยกิเลส ทรงเตือนอย่าให้มัจจุราชลวงให้ประมาท ให้ข้ามตัณหาที่ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ อย่าปล่อยให้ขณะแห่งการปฏิบัติล่วงเลยไป เพราะความประมาทในปฐมวัยและวัยกลางคนเป็นดุจธุลีปกคลุมบัณฑิต
  57. หน้า ๒๘๗–๒๙๑ อรรถกถาอุฏฐานสูตร: พระโมคคัลลานะเขย่าปราสาทมิคารมารดาปลุกภิกษุผู้ประมาท เล่าว่าภิกษุใหม่ ๕๐๐ รูปในปราสาทมิคารมารดานอนหลับกลางวันแล้วสนทนาเรื่องอามิสเสียงดัง พระพุทธเจ้าทรงมีรับสั่งให้พระมหาโมคคัลลานะใช้ฤทธิ์เขย่าปราสาทด้วยหัวแม่เท้าจนภิกษุตกใจวิ่งหนี จึงตรัสพระสูตรนี้เตือนสติ จากนั้นอรรถกถาอธิบายความหมายคำว่าลูกศรกิเลสห้าชนิดและสันติสามอย่าง โดยเนื้อหาอธิบายคาถายังดำเนินต่อเกินหน้า ๒๙๑
  58. หน้า ๒๙๒–๒๙๓ อุฏฐานสูตรที่ ๑๐ และอรรถกถา - พระพุทธเจ้าทรงปลุกภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้มัวเมาประมาท พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเตือนให้ภิกษุลุกขึ้นจากความหลับ อย่าประมาทเพราะถูกลูกศรกิเลสเสียบแทงอยู่ อรรถกถาเล่าที่มา: ภิกษุใหม่ ๕๐๐ รูปที่ปราสาทมิคารมารดานอนหลับกลางวัน แล้วคุยเรื่องอามิสเสียงดัง พระพุทธเจ้าจึงให้พระโมคคัลลานะใช้หัวแม่เท้าเหยียบปราสาทให้สั่นสะเทือนจนภิกษุตกใจกลัว แล้วทรงแสดงธรรมว่าความประมาทเป็นดุจธุลี จบด้วยภิกษุทั้งหมดเจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต
  59. หน้า ๒๙๔–๓๐๔ ราหุลสูตรที่ ๑๑ และอรรถกถา - โอวาทพระราหุลเรื่องความไม่ถือตัวและการปฏิบัติสมณธรรม พระพุทธเจ้าตรัสถามพระราหุลว่าไม่ดูหมิ่นบัณฑิตเพราะความคุ้นเคยหรือไม่ แล้วประทานโอวาทให้ละกามคุณ คบกัลยาณมิตร รู้ประมาณในโภชนะ ไม่โลภในปัจจัยสี่ สำรวมอินทรีย์ เจริญอสุภกรรมฐานและวิปัสสนาเพื่อละมานะ อรรถกถาเล่าประวัติพระราหุลตั้งแต่บรรพชาจนบรรลุอรหัต และแสดงว่าท่านสมาทานธุดงค์หลายข้อตามโอวาทนี้เพื่อขจัดความอยากในปัจจัยสี่
  60. หน้า ๓๐๕–๓๑๐ วังคีสสูตรที่ ๑๒ - พระวังคีสะทูลถามการปรินิพพานของพระอุปัชฌาย์นิโครธกัปปะ พระวังคีสะเกิดความสงสัยขึ้นในใจว่าพระอุปัชฌาย์นิโครธกัปปะปรินิพพานแล้วหรือไม่ จึงเข้าเฝ้าทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาสรรเสริญหลายบท เปรียบพระองค์ดุจท้าวสักกะตรัสในหมู่เทวดา ขอให้ทรงคลายความสงสัย พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระนิโครธกัปปะตัดตัณหาในนามรูปได้แล้ว ข้ามพ้นชาติและมรณะ ปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ พระวังคีสะจึงเลื่อมใสยิ่งขึ้น
  61. หน้า ๓๑๑–๓๒๗ อรรถกถานิโครธกัปปสูตร - ประวัติพระวังคีสะผู้เชี่ยวชาญการทำนายด้วยกะโหลกศีรษะ เล่าประวัติพระวังคีสะซึ่งแต่เดิมเป็นพราหมณ์มีวิชาเคาะกะโหลกศีรษะคนตายทำนายภพภูมิได้แม่นยำจนมีชื่อเสียงทั่วชมพูทวีป กระทั่งพบพระพุทธเจ้าผู้ทรงแสดงกะโหลกพระขีณาสพที่ท่านทำนายไม่ได้ จึงขอบวชและบรรลุอรหัตเป็นเอตทัคคะด้านปฏิภาณ ตามด้วยคำอธิบายศัพท์และเนื้อความละเอียดทุกคาถาในสูตร ทั้งเรื่องความสงสัยของพระวังคีสะและคำตอบของพระพุทธเจ้า
  62. หน้า ๓๒๘–๓๓๑ สัมมาปริพพาชนิยสูตรที่ ๑๓ - ลักษณะภิกษุผู้เว้นรอบโดยชอบในโลก พระพุทธนิมิตทูลถามพระพุทธเจ้าว่าภิกษุผู้ถึงฝั่งปรินิพพานแล้วพึงประพฤติเว้นรอบโดยชอบในโลกอย่างไร พระองค์ตรัสตอบด้วยคาถา ๑๕ บท พรรณนาคุณสมบัติของพระขีณาสพ เช่น ถอนมงคลเรื่องนิมิตและความฝัน ไม่มีราคะโทสะ ไม่ยึดถือสัตว์และสังขารว่าเป็นที่รักหรือไม่รัก ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และหลุดพ้นจากสังโยชน์ทั้งปวง
  63. หน้า ๓๓๒–๓๓๙ อรรถกถา - กำเนิดวงศ์ศากยะและโกลิยะ ตั้งแต่พระเจ้ามหาสมมติจนถึงพระพุทธเจ้าประสูติ ย้อนตำนานกษัตริย์ตั้งแต่ยุคปฐมกัปจนถึงพระเจ้าโอกกากราชผู้เนรเทศโอรสธิดา ๙ พระองค์เพราะประทานพรผิดพลาดแก่พระมเหสีใหม่ เหล่าโอรสธิดาสร้างกรุงกบิลพัสดุ์ด้วยความช่วยเหลือของฤๅษีกปิละ อภิเษกกันเองในหมู่พี่น้องเพื่อรักษาสายเลือดบริสุทธิ์ ส่วนพระเชษฐภคินีที่เป็นโรคเรื้อนถูกซ่อนในหลุม พระเจ้ารามะผู้ประชวรโรคเดียวกันพบและรักษาจนหาย มีโอรส ๓๒ องค์ตั้งเมืองโกลิยะ แต่งงานข้ามวงศ์กับศากยะสืบมาจนถึงการประสูติและตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
  64. หน้า ๓๔๐–๓๔๒ ข้อพิพาทแย่งน้ำแม่น้ำโรหิณีระหว่างศากยะ-โกลิยะ และการบวชกุมาร ๕๐๐ องค์ เจ้าศากยะและโกลิยะทะเลาะแย่งน้ำแม่น้ำโรหิณีเพื่อทำนา จนบริวารด่ากันเรื่องชาติตระกูลและเตรียมทำสงคราม พระพุทธเจ้าเสด็จมาห้ามด้วยอัตตทัณฑสูตรและชาดกหลายเรื่องแสดงความเป็นพระญาติกัน ทั้งสองฝ่ายเลื่อมใสมอบกุมารฝ่ายละ ๒๕๐ รวม ๕๐๐ องค์ให้บวช เมื่อภรรยาเก่าเล้าโลมจนกระสัน พระพุทธเจ้าทรงพาไปชมป่าหิมพานต์และตรัสกุณาลชาดกคลายความกระสัน จนภิกษุเหล่านั้นบรรลุโสดาบันและอนาคามี
  65. หน้า ๓๔๓–๓๔๖ มหาสมัย - เทวดาหมื่นจักรวาลประชุมฟังธรรม และทรงเนรมิตพระพุทธนิมิต คืนวันอุโบสถเดือนเจ็ด เทวดาจากหมื่นจักรวาลพากันมาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ป่ามหาวัน พรหมสุทธาวาสสี่องค์กล่าวคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ ๕๐๐ รูปจากสี่ทิศขอบจักรวาล พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาบริษัทแบ่งเป็นภัพพะและอภัพพะ จำแนกจริต ๖ ประเภท แล้วทรงเนรมิตพระพุทธนิมิตขึ้นถามปัญหาแทนพระองค์ เพื่อแสดงธรรม ๖ สูตรให้เหมาะกับจริตต่างๆ ของเทวดาที่มาประชุม
  66. หน้า ๓๔๗–๓๔๘ อรรถกถาบทพยัญชนะสัมมาปริพพาชนิยสูตร - ไขความคาถาถามตอบของพระพุทธนิมิต อธิบายศัพท์ในคาถาที่พระพุทธนิมิตทูลถาม เช่น ปหุตปัญญา ผู้ข้ามโอฆะสี่ ผู้ถึงฝั่งปรินิพพาน จากนั้นไขความคาถาที่ ๑-๓ ที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบ ว่าด้วยการถอนมงคลอันเป็นโทษ (ความเชื่อเรื่องนิมิต ฝัน ลักษณะ) การนำราคะในกามคุณออกด้วยอนาคามิมรรค และการละราคะโทสะด้วยวัตถุกามทุกอย่างด้วยอรหัตมรรค เนื้อหาเป็นการไขความต่อเนื่องยังไม่จบ จะขยายต่อใน chunk ถัดไป
  67. หน้า ๓๔๙–๓๕๔ พระพุทธเจ้าทรงแยกบริษัทตามจริตและเนรมิตพระพุทธนิมิตถามปัญหาแทน ก่อนอรรถาธิบายคาถา 15 บทว่าด้วยข้อปฏิบัติภิกษุขีณาสพในสัมมาปริพพาชนิยสูตร พระพุทธเจ้าทรงแจ้งว่าการชุมนุมเทวดาเช่นนี้เคยมีมาแล้วในอดีตและจะมีอีกในอนาคต ทรงแยกบริษัทเป็นภัพพะและอภัพพะ แบ่งภัพพบุคคลตามจริต 6 ประเภทเพื่อความสบายในการแสดงธรรม เนื่องจากไม่มีผู้สามารถถามปัญหา จึงทรงเนรมิตพระพุทธนิมิตขึ้นถามแทน แล้วตรัส 6 พระสูตรตามจริต อรรถกถาอธิบายคาถา 15 บทของสัมมาปริพพาชนิยสูตรว่าด้วยการละมงคลตื่นข่าว ราคะ สังโยชน์ อุปธิ จนถึงอรหัตผล จบด้วยเทวดาแสนโกฏิบรรลุธรรม
  68. หน้า ๓๕๕–๓๖๒ ธรรมิกสูตร: ธรรมิกอุบาสกทูลถามข้อปฏิบัติของบรรพชิตและคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฏิปทาภิกษุและวัตรอุบาสกรวมทั้งศีล 5 และอุโบสถศีล 8 ธรรมิกอุบาสกพร้อมอุบาสก 500 คนเข้าเฝ้าทูลถามว่าสาวกทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะสำเร็จประโยชน์ พร้อมสรรเสริญพระปัญญาของพระพุทธเจ้าที่แม้พญาช้างเอราวัณและท้าวเวสวัณกุเวรยังมาทูลถามธรรม พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฏิปทาของภิกษุ เช่น ไม่เที่ยวในเวลาวิกาล ไม่ติดในปัจจัยสี่ แล้วทรงแสดงวัตรคฤหัสถ์ คือศีล 5 การถืออุโบสถศีล 8 ในวันสำคัญ และการเลี้ยงดูมารดาบิดาด้วยทรัพย์ที่ได้มาโดยธรรม
  69. หน้า ๓๖๓–๓๗๐ อรรถกถาธรรมิกสูตรตอนต้น: ประวัติธรรมิกอุบาสก เรื่องพญาช้างเอราวัณ ท้าวเวสวัณกุเวร และนันทมาตาอุบาสิกาผู้มีฉางข้าวไม่มีวันพร่อง อรรถกถาเล่าว่าธรรมิกอุบาสกเป็นอนาคามีผู้ทรงพระไตรปิฎกมีอุบาสก 500 เป็นบริวาร อธิบายว่าเหตุใดพญาช้างเอราวัณเทพบุตรผู้เนรมิตกายใหญ่โตพร้อมนางฟ้อนบนกลีบบัวจึงมาเฝ้าก่อน ส่วนท้าวเวสวัณกุเวรมาทีหลังเพราะแวะช่วยนันทมาตาอุบาสิกาสั่งบริวารยักษ์ขนข้าวสาลีใส่ฉางจนกลายเป็นสำนวนโบราณว่า 'ฉางของนันทมารดา' แล้วเปรียบเทียบพระปัญญาของพระพุทธเจ้ากับเจ้าลัทธินอกศาสนาต่างๆ ว่าไม่มีผู้ใดเทียบได้
  70. หน้า ๓๗๑–๓๘๐ อรรถาธิบายปฏิปทาบรรพชิต (ไม่เที่ยวในเวลาวิกาล ไม่ติดปัจจัยสี่) และวัตรคฤหัสถ์ (ศีล 5 อุโบสถศีล 8 การค้าขายชอบธรรม) จบจูฬวรรค อรรถกถาอธิบายคาถาที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุให้ไม่เที่ยวบิณฑบาตในเวลาวิกาล ไม่หลงในรูปเสียงกลิ่นรส กลับไปเจริญวิปัสสนาในที่สงัด ไม่กล่าวคำส่อเสียดหรือติเตียน และพิจารณาปัจจัยสี่ก่อนบริโภคดุจหยาดน้ำไม่ติดใบบัว จากนั้นอธิบายวัตรคฤหัสถ์ คือเว้นศีล 5 ถืออุโบสถศีล 8 ในวันพระและปาฏิหาริยปักษ์ เลี้ยงมารดาบิดาและค้าขายโดยธรรม ปิดท้ายด้วยรายชื่อ 14 สูตรของจูฬวรรค
  71. หน้า ๓๘๑–๓๘๔ ปัพพชาสูตร: พระอานนท์ทรงสรรเสริญการออกบวชของพระพุทธเจ้า เห็นโทษของฆราวาส เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์จนพระเจ้าพิมพิสารทอดพระเนตรเห็น พระอานนท์ปรารภว่าการบรรพชาของพระมหาสาวกได้รับการสรรเสริญ แต่ไม่มีผู้สรรเสริญการออกบวชของพระพุทธเจ้าเอง จึงกล่าวปัพพชาสูตรว่าพระพุทธเจ้าทรงเห็นฆราวาสคับแคบเป็นบ่อเกิดกิเลส และบรรพชาปลอดโปร่งดุจอากาศ จึงเสด็จออกบวช เว้นบาปกรรมทางกายวาจา เสด็จไปกรุงราชคฤห์บิณฑบาต พระเจ้าพิมพิสารทอดพระเนตรเห็นความสง่างามจึงส่งราชทูตติดตามไปสืบว่าประทับที่ใด
  72. หน้า ๓๘๕–๓๙๒ อรรถกถาปัพพชาสูตร: รายละเอียดการเสด็จออกผนวช เสด็จราชคฤห์บิณฑบาต และพระเจ้าพิมพิสารเสด็จไปทูลถวายราชสมบัติแต่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ อรรถกถาขยายความว่าพระพุทธเจ้าทรงตัดพระเกศาด้วยพระขรรค์ที่ฝั่งแม่น้ำอโนมาแล้วทรงครองผ้ากาสาวะที่ฆฏิการพรหมถวาย เสด็จเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับเรือนในกรุงราชคฤห์โดยไม่เปิดเผยพระองค์ พระเจ้าพิมพิสารทอดพระเนตรเห็นทรงส่งราชทูตติดตามจนพบประทับที่เขาปัณฑวบรรพต จึงเสด็จไปทูลถวายราชสมบัติและสอบถามชาติกำเนิด พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าทรงเป็นศากยะจากแคว้นโกศล ไม่ทรงปรารถนากามและราชสมบัติ มุ่งบำเพ็ญเพียรเพื่อความหลุดพ้นเท่านั้น
  73. หน้า ๓๙๓–๓๙๗ ปธานสูตร: มารเข้าผจญพระพุทธเจ้าริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราขณะทรงบำเพ็ญเพียร ทรงประกาศเสนามาร 10 ประการและเอาชนะได้ ขณะพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียรอย่างแรงกล้าริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา มารมากล่าวหลอกล่อว่าร่างกายซูบผอมใกล้ตาย ควรเลิกเพียรแล้วสั่งสมบุญด้วยการครองเรือนดีกว่า พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าไม่ทรงต้องการบุญเช่นนั้น แม้เลือดเนื้อจะเหือดแห้งแต่จิตกลับผ่องใสยิ่งขึ้น แล้วทรงประกาศเสนามาร 10 กอง ได้แก่กาม ความไม่ยินดี ความหิวกระหาย ตัณหา ถีนมิทธะ ความกลัว ความสงสัย มานะ ลาภสักการะ และการยกตนข่มผู้อื่น ทรงยืนยันจะสู้และชนะ สุดท้ายมารพ่ายแพ้หลีกไปพร้อมพิณตกจากรักแร้
  74. หน้า ๓๙๘–๔๐๕ อรรถกถาปธานสูตร: อธิบายศัพท์และเหตุการณ์การผจญมารของพระพุทธเจ้าที่แม่น้ำเนรัญชรา ความหมายของเสนามารแต่ละกองและเหตุที่มารกลัวพระองค์บรรลุธรรม อรรถกถาเล่าว่าพระพุทธเจ้าตรัสปธานสูตรนี้เมื่อทรงระลึกถึงความเพียร 6 ปีก่อนตรัสรู้ อธิบายว่ามารกลัวพระองค์จะพ้นวิสัยตนจึงมาแนะให้เลิกเพียรไปทำบุญแทน อธิบายความหมายเสนามารแต่ละกองโดยละเอียด เช่น กามคุณทำให้บรรพชิตไม่ยินดีในที่สงัด ความหิวทำให้จิตเหนื่อยหน่ายจนเกิดถีนมิทธะ การบรรลุคุณวิเศษเพียงเล็กน้อยทำให้เกิดมานะและการแสวงหาลาภสักการะ อธิบายว่าผู้ไม่กล้าเท่านั้นที่แพ้เสนาเหล่านี้ เนื้อหาต่อจากนี้ยังไม่จบภายในหน้าที่ให้มา
  75. หน้า ๔๐๖–๔๑๐ อรรถกถาปธานสูตรที่ ๒: เหตุการณ์มารผจญพระโพธิสัตว์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราจนถึงคืนตรัสรู้และเสนามาร ๑๐ อรรถกถาไขความปธานสูตร เล่าที่มาว่าพระอานนท์จบบรรพชาสูตรแล้วพระพุทธเจ้าทรงย้อนเล่าเหตุการณ์ริมแม่น้ำเนรัญชราที่มารทัดทานความเพียรโดยอ้างว่าใกล้ตาย ชวนให้เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยาไปทำบุญแทน พระองค์ทรงโต้แย้งด้วยการแสดงเสนามาร ๑๐ อย่าง (กาม อรติ หิวกระหาย ตัณหา ถีนมิทธะ ความกลัว ความสงสัย มานะ ลาภสักการะ) แล้วทรงเล่าคืนตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ การเอาชนะกองทัพมารโดยอ้างแผ่นดินเป็นพยานบารมีพระเวสสันดร จนตรัสรู้และมารพ่ายแพ้เศร้าโศกจนพิณตกจากรักแร้
  76. หน้า ๔๑๑–๔๑๓ สุภาษิตสูตรที่ ๓: วาจาอันประกอบด้วยองค์ ๔ เป็นวาจาสุภาษิต และคาถาสรรเสริญของพระวังคีสเถระ พระพุทธเจ้าทรงแสดงวาจาสุภาษิต ๔ ประการแก่ภิกษุที่พระเชตวัน คือกล่าวแต่คำสุภาษิตไม่กล่าวทุพภาษิต กล่าวคำเป็นธรรม กล่าวคำเป็นที่รัก และกล่าวคำสัตย์ไม่เหลาะแหละ จากนั้นพระวังคีสเถระกราบทูลว่าธรรมเทศนาแจ่มแจ้งแก่ตน แล้วกล่าวคาถาสรรเสริญเสริมความว่าวาจาที่ไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น เป็นที่รัก เป็นสัจจะ และนำไปสู่นิพพาน คือวาจาสูงสุดกว่าวาจาทั้งปวง
  77. หน้า ๔๑๔–๔๒๒ อรรถกถาสุภาษิตสูตรที่ ๓: ไขความองค์ ๔ ของวาจาสุภาษิต พร้อมเรื่องบรรลุธรรมจากเพลงชาวบ้าน อรรถกถาไขความสุภาษิตสูตรทีละบท อธิบายเหตุที่ตรัสเรียกภิกษุโดยเฉพาะ และองค์ ๔ ของวาจาสุภาษิตอย่างละเอียด พร้อมยกตัวอย่างว่าแม้ถ้อยคำของหญิงรับใช้หรือภาษาพื้นบ้านก็เป็นสุภาษิตได้หากนำประโยชน์มาให้ ดังเรื่องภิกษุ ๖๐ รูปบรรลุอรหัตเพราะฟังเพลงขับของหญิงเกี่ยวข้าวกล่าวถึงความแก่ และชายพร้อมบุตร ๗ คนบรรลุปัจเจกโพธิญาณเพราะฟังเพลงตำข้าวกล่าวถึงสรีระไม่เที่ยงแท้
  78. หน้า ๔๒๓–๔๓๒ สุนทริกภารทวาชสูตรที่ ๔: พราหมณ์บูชาไฟถามเรื่องชาติกำเนิด พระพุทธเจ้าทรงแสดงคุณพระตถาคตผู้ควรแก่เครื่องบูชา พราหมณ์สุนทริกภารทวาชะบูชาไฟแล้วมองหาผู้สมควรรับข้าวปายาสที่เหลือ พบพระพุทธเจ้าทรงคลุมพระเศียร เข้าใจผิดว่าเป็นคนโล้นจะกลับ แต่กลับมาถามถึงชาติกำเนิด พระองค์ทรงปฏิเสธการถือชาติ สอนว่าผู้ควรบูชาคือผู้สิ้นกิเลสไม่ว่าเกิดในตระกูลใด ทรงแสดงคุณสมบัติพระตถาคตผู้ควรแก่เครื่องบูชาด้วยคาถายาว แต่ทรงปฏิเสธไม่รับอาหารที่ได้จากการขับกล่อม พราหมณ์เลื่อมใสขอบวชและบรรลุพระอรหัตในที่สุด
  79. หน้า ๔๓๓–๔๔๔ อรรถกถาปูรฬาสสูตรที่ ๔ (ตอนต้น): เหตุที่ทรงคลุมพระเศียร และอุปมาไฟเกิดแต่ไม้กับทักขิไณยบุคคลไม่ขึ้นกับชาติกำเนิด อรรถกถาไขความปูรฬาสสูตรอธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงคลุมพระเศียรเพื่อให้พราหมณ์เข้ามาสนทนา อธิบายความหมายที่ทรงปฏิเสธการอ้างชาติกำเนิดทั้งสี่วรรณะ เปรียบผู้ควรบูชาด้วยไฟที่เกิดจากไม้ไม่ว่าไม้ชนิดใด ชี้ว่าแม้เกิดในตระกูลต่ำก็เป็นทักขิไณยบุคคลชั้นสูงได้หากมีปัญญาและหิริ ไม่ขึ้นอยู่กับชาติกำเนิดแต่อย่างใด
  80. หน้า ๔๔๕–๔๕๓ อรรถกถาปูรฬาสสูตรที่ ๔ (ตอนปลาย): คุณสมบัติพระตถาคตผู้ควรแก่เครื่องบูชา และความต่างแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๘ ประการ อรรถกถาอธิบายคุณสมบัติของพระตถาคตผู้ควรแก่เครื่องบูชาโดยละเอียด ทั้งความหลุดพ้นจากกิเลสตัณหาทิฏฐิ ปัญญาไม่มีที่สุด และชี้แจงว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เสมอกันด้วยการตรัสรู้ แต่ต่างกัน ๘ ประการ คือ กาล อายุ ตระกูล ส่วนสูง วิธีออกบรรพชา ระยะเวลาบำเพ็ญเพียร สถานที่ตรัสรู้ และพระรัศมี ปิดท้ายด้วยพราหมณ์เลื่อมใสจบพระสูตร
  81. หน้า ๔๕๔–๔๖๐ มาฆสูตรที่ ๕: มาฆมาณพทูลถามเรื่องทานแก่ปฏิคาหกจำนวนมากและทักขิไณยบุคคลผู้ควรรับทาน มาฆมาณพทูลถามพระพุทธเจ้าที่เขาคิชฌกูฏว่าการถวายทานแก่ปฏิคาหกจำนวนมากจะได้บุญมากหรือไม่ พระองค์ตรัสรับรองแล้วทรงแสดงคุณลักษณะทักขิไณยบุคคลผู้ควรรับทานด้วยคาถาซ้ำหลายบท คือผู้สิ้นสังโยชน์ ไม่มีตัณหาทิฏฐิ หมดกิเลส จากนั้นตรัสสอนวิธีบูชายัญให้บริสุทธิ์ด้วยการเจริญเมตตาไม่มีประมาณทั้งกลางวันกลางคืน มาฆมาณพเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
  82. หน้า ๔๖๑–๔๖๒ อรรถกถามาฆสูตรที่ ๕ (ตอนต้น): ปูมหลังความสงสัยของมาฆมาณพเรื่องผลทานและความหมายศัพท์ทายก ทานบดี อรรถกถามาฆสูตรเริ่มต้นเล่าปูมหลังว่ามาฆมาณพเป็นทานบดีสงสัยว่าทานที่ให้แก่คนกำพร้าและคนเดินทางจะมีผลมากหรือไม่จึงทูลถามพระพุทธเจ้า อธิบายที่มาชื่อกรุงราชคฤห์และภูเขาคิชฌกูฏ ไขความคำว่ามาณพว่าแม้มาฆะมีอายุมากแล้วก็ยังเรียกมาณพเพราะความประพฤติดี และเริ่มอธิบายศัพท์ทายก ทานบดี ผู้รู้ใจผู้ขอ (เนื้อหาต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไป)
  83. หน้า ๔๖๓–๔๗๐ อรรถกถามาฆสูตรที่ ๕ - ไขความศัพท์บาลีและความหมายทักขิไณยบุคคลกับความสมบูรณ์แห่งยัญ อรรถกถาขยายความมาฆสูตร เล่าที่มาของชื่อกรุงราชคฤห์และภูเขาคิชฌกูฏ ไขความศัพท์สำคัญ เช่น ทายก ทานบดี วทัญญู ยาจโยคะ อธิบายคุณสมบัติทักขิไณยบุคคลในแต่ละคาถาว่าหมายถึงพระอริยบุคคลระดับต่างๆ และไขความหมายการทำจิตผ่องใสก่อน-ขณะ-หลังให้ทานว่าเป็นการละโลภะโทสะโมหะ อันเป็นความสมบูรณ์แห่งยัญที่นำไปสู่พรหมโลกด้วยเมตตาฌาน
  84. หน้า ๔๗๑–๔๗๒ สภิยสูตรที่ ๖ ตอนต้น - เทวดาประทานปัญหา ๒๐ ข้อ เจ้าลัทธิทั้ง ๖ ตอบไม่ได้ สภิยปริพาชกจึงไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เทวดาผู้เป็นสาโลหิตเก่ามอบปัญหา ๒๐ ข้อแก่สภิยปริพาชก บอกให้ไปถามสมณะหรือพราหมณ์ผู้ตอบได้แล้วบวชในสำนักนั้น สภิยปริพาชกนำไปถามครูทั้ง ๖ คือปูรณกัสสป มักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล ปกุทธกัจจายนะ สัญชัยเวลัฏฐบุตร นิครนถ์นาฏบุตร ล้วนตอบไม่ได้กลับแสดงความโกรธ เขาคิดจะสึกไปเสพกามแต่ตัดสินใจไม่ดูหมิ่นพระสมณโคดมว่ายังหนุ่ม จึงเดินทางไปกรุงราชคฤห์เข้าเฝ้า
  85. หน้า ๔๗๓–๔๘๑ สภิยสูตร - พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ปัญหา ๒๐ ข้อ ว่าด้วยลักษณะภิกษุ พราหมณ์ สมณะ มุนี ผู้ถึงเวท และปริพาชกที่แท้จริง พระพุทธเจ้าทรงเปิดโอกาสให้สภิยปริพาชกถามปัญหาได้ตามใจ แล้วทรงพยากรณ์ทีละคาถาว่าผู้บรรลุธรรมอะไรจึงควรเรียกว่าภิกษุ ผู้สงบเสงี่ยม ผู้ฝึกตน ผู้รู้ พราหมณ์ สมณะ ผู้ล้างบาป นาค ผู้ชนะเขต ผู้ฉลาด บัณฑิต มุนี ผู้ถึงเวท ผู้รู้ตาม ผู้มีความเพียร อาชาไนย ผู้สมบูรณ์ด้วยสุตะ อริยะ ผู้มีจรณะ และปริพาชก ล้วนชี้ไปที่การสิ้นกิเลสและบรรลุอรหัตด้วยมรรคญาณเป็นแก่น
  86. หน้า ๔๘๒–๔๘๕ สภิยสูตร - สภิยปริพาชกกล่าวคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้า ทูลขอบวช และได้บรรลุอรหัตตผล เมื่อได้ฟังคำพยากรณ์ครบถ้วน สภิยปริพาชกปีติกล่าวคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าทรงกำจัดทิฏฐิ ๓ และ ๖๐ ทรงเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์เปรียบดังดอกบัวขาวไม่ติดน้ำ ถวายบังคมแทบพระบาททูลขอบรรพชาอุปสมบท พระพุทธเจ้าตรัสว่าอัญเดียรถีย์ต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน แต่สภิยะยินดีอยู่ถึง ๔ ปี พระองค์จึงทรงอนุญาตให้บวชได้ทันที ไม่นานท่านก็บรรลุพระอรหัตต์
  87. หน้า ๔๘๖–๔๙๒ อรรถกถาสภิยสูตร - ตำนานเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ปางก่อนของสภิยะครั้งพระกัสสปพุทธเจ้า และประวัติเจ้าลัทธิทั้ง ๖ อรรถกถาเล่าที่มาชื่อเวฬุวันและกลันทกนิวาปสถาน(สวนให้เหยื่อกระแต)จากตำนานกระแตช่วยชีวิตพระราชาจากงูเห่า จากนั้นเล่าปางก่อนของสภิยะว่าเคยเป็น ๑ ใน ๓ ภิกษุบำเพ็ญเพียรบนภูเขาสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าแต่ไม่บรรลุธรรม จุติเป็นเทพแล้วมาปฏิสนธิในครรภ์ปริพาชิการาชธิดา คลอดที่หอประชุมจึงชื่อสภิยะ และอธิบายชื่อจริง-โคตรของเจ้าลัทธิทั้ง ๖
  88. หน้า ๔๙๓–๕๐๓ อรรถกถาสภิยสูตร - ไขความปัญหาว่าด้วยภิกษุ ผู้สงบเสงี่ยม ผู้ฝึกตน พราหมณ์ สมณะ ผู้ล้างบาป นาค ผู้ชนะเขต และผู้ฉลาด อรรถกถาไขความศัพท์บาลีในคาถาพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าโดยละเอียด อธิบายว่าผู้ถึงปรินิพพานด้วยมรรคที่อบรมแล้วจึงชื่อภิกษุ ผู้วางเฉยด้วยอุเบกขาชื่อผู้สงบเสงี่ยม ผู้อบรมอินทรีย์แล้วรอเวลาสิ้นชีวิตชื่อผู้ฝึกตน ผู้ลอยบาปด้วยมรรคที่สี่ชื่อพราหมณ์ ผู้สงบกิเลสด้วยอริยมรรคชื่อสมณะ และผู้พิจารณาเขตแห่งกรรมทั้งสามภพจนหลุดพ้นชื่อผู้ชนะเขต แต่ละคำล้วนโยงเข้าสู่การสิ้นอาสวะด้วยมรรคญาณ
  89. หน้า ๕๐๔–๕๑๒ อรรถกถาสภิยสูตร - ไขความปัญหาว่าด้วยบัณฑิต มุนี ผู้ถึงเวท ผู้มีความเพียร อาชาไนย อริยะ และเหตุที่สภิยะบวชได้ทันที อรรถกถาอธิบายต่อว่าผู้มีปัญญาบริสุทธิ์ก้าวล่วงกรรมดำกรรมขาวชื่อบัณฑิต ผู้รู้ธรรมอสัตบุรุษสัตบุรุษชื่อมุนี ผู้ก้าวล่วงเวทและเวทนาด้วยมรรคภาวนาชื่อผู้ถึงเวท ผู้งดเว้นบาปด้วยอริยมรรคชื่อผู้มีความเพียร ผู้ตัดสังโยชน์ทั้งปวงชื่ออาชาไนย ผู้สดับแล้วรู้ยิ่งธรรมทั้งปวงชื่อผู้สมบูรณ์ด้วยสุตะและอริยะ แล้วไขความคาถาสรรเสริญของสภิยะ พร้อมอธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงยกเว้นการอยู่ปริวาส ๔ เดือนให้สภิยะเพราะสมบูรณ์ด้วยเหตุแห่งมรรคผลอยู่แล้ว
  90. หน้า ๕๑๓–๕๑๙ เสลสูตรที่ ๗ (ตอนต้น) - เกณิยชฎิลนิมนต์พระพุทธเจ้าเสวยภัต เสลพราหมณ์ตรวจมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ พระพุทธเจ้าเสด็จถึงอาปณนิคม เกณิยชฎิลผู้เลื่อมใสนิมนต์เสวยภัตวันรุ่งขึ้นแม้ปฏิเสธถึงสองครั้งก็ยังกราบทูลจนทรงรับ ขณะเตรียมงานเสลพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญไตรเพทและตำรามหาปุริสลักษณะเข้าใจผิดคิดว่าจะมีอาวาหวิวาหะ เมื่อทราบว่านิมนต์พระพุทธเจ้าจึงพาศิษย์ ๓๐๐ คนไปเข้าเฝ้า ตรวจพบลักษณะมหาบุรุษครบ ๓๒ ประการหลังพระพุทธเจ้าทรงบันดาลให้เห็นสองประการที่ซ่อนอยู่ จึงกล่าวคาถาสรรเสริญทูลเชิญให้ครองราชสมบัติ แต่พระองค์ตรัสตอบว่าทรงเป็นพระธรรมราชาแล้วและตั้งพระสารีบุตรเป็นเสนาบดีธรรม
  91. หน้า ๕๒๐–๕๒๓ เสลสูตรที่ ๗: เกณิยชฎิลนิมนต์พระพุทธเจ้า และเสลพราหมณ์ตรวจมหาปุริสลักษณะก่อนบวชพร้อมศิษย์ ๓๐๐ คน เกณิยชฎิลผู้เลื่อมใสพราหมณ์กราบทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูปรับภัตตาหาร เสลพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญไตรเพทได้ยินคำว่า "พุทโธ" จึงพาศิษย์ ๓๐๐ คนไปตรวจสอบมหาปุริสลักษณะ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงฤทธิ์ให้เห็นลักษณะที่ยังเคลือบแคลง เสลพราหมณ์จึงเลื่อมใสสรรเสริญด้วยคาถาและขอบวชพร้อมศิษย์ทั้งหมด ได้บรรลุอรหัตตผลในเวลาไม่นาน
  92. หน้า ๕๒๔–๕๒๗ อรรถกถาเสลสูตร: ที่มาชื่อ "อังคุตตราปะ" และภูมิศาสตร์ป่าหิมพานต์ สระอโนดาต แม่น้ำสายสำคัญ พระอรรถกถาจารย์อธิบายที่มาของชื่อชนบท "อังคุตตราปะ" โดยพรรณนาภูมิศาสตร์ชมพูทวีปอย่างละเอียด ตั้งแต่ขนาดป่าหิมพานต์ ภูเขาทั้ง ๕ ล้อมสระอโนดาต ลักษณะน้ำใสไร้มลทินที่พระพุทธเจ้าและเหล่าฤาษีใช้สรงน้ำ ตลอดจนเส้นทางแม่น้ำ ๕ สายที่ไหลออกจากสระ ก่อนเชื่อมโยงกลับสู่ที่ตั้งของอังคุตตราปะเหนือแม่น้ำมหามหี
  93. หน้า ๕๒๘–๕๓๔ อรรถกถาเสลสูตร: ความหมายพระนาม ๙ ประการของพระพุทธเจ้า (อรหํ สัมมาสัมพุทโธ โลกวิทู ฯลฯ) และจักรวาลวิทยา อธิบายเหตุผลเบื้องหลังพระนามแต่ละประการของพระพุทธเจ้าอย่างละเอียด เช่น อรหันต์เพราะไกลจากกิเลสและไม่ทำบาปในที่ลับ โลกวิทูเพราะทรงรู้แจ้งทั้งสังขารโลก สัตวโลก และโอกาสโลกไม่มีที่สุด พร้อมสอดแทรกจักรวาลวิทยาเรื่องขนาดเขาสิเนรุและทวีปทั้งสี่ เป็นการขยายความพุทธคุณที่ใช้เจริญพุทธานุสติ
  94. หน้า ๕๓๕–๕๓๙ อรรถกถาเสลสูตร: ความหมายธรรมงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด และอานิสงส์การถวายน้ำปานะแก่เกณิยชฎิล ไขความคำว่าธรรมงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดด้วยหลายนัย เช่น ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา หรือด้วยการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ตามลำดับ รวมถึงอธิบายว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมีกถาเรื่องอานิสงส์การถวายน้ำปานะแก่เกณิยชฎิลผู้เกรงใจที่มามือเปล่า ก่อนรับนิมนต์ฉันภัตตาหารวันรุ่งขึ้น
  95. หน้า ๕๔๐–๕๔๔ อรรถกถาเสลสูตร: ความรู้ของเสลพราหมณ์ในไตรเพทและตำรามหาปุริสลักษณะ กับความหมายรัตนะ ๗ ของพระเจ้าจักรพรรดิ อธิบายศัพท์เกี่ยวกับความรู้ของเสลพราหมณ์ในคัมภีร์นิฆัณฑุ เกฏุภะ และอิติหาส ที่ทำให้ทำนายได้ว่าผู้มีมหาปุริสลักษณะครบจะเป็นได้เพียงสองทางคือพระเจ้าจักรพรรดิหรือพระพุทธเจ้า พร้อมไขความรัตนะ ๗ ประการของพระเจ้าจักรพรรดิ (จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว ฯลฯ) ว่าแต่ละอย่างเกิดจากอานุภาพกุศลมูลใด
  96. หน้า ๕๔๕–๕๔๘ อรรถกถาเสลสูตร: พระพุทธเจ้าทรงแสดงฤทธิ์คลายข้อสงสัยเสลพราหมณ์ (อ้างอิงมิลินทปัญหา) และคำแปลคาถาสรรเสริญเริ่มต้น เมื่อเสลพราหมณ์ยังเคลือบแคลงในลักษณะ ๒ ประการที่มองไม่เห็น พระพุทธเจ้าทรงบันดาลฤทธิ์ให้เห็นและทรงแลบพระชิวหาแสดงความยาวเป็นพยาน อรรถกถาจารย์อ้างบทสนทนาพระนาคเสนกับพระเจ้ามิลินท์ยืนยันว่าทรงแสดงเพียงเงาไม่ใช่ของจริง จากนั้นเริ่มไขความคาถาสรรเสริญพระวรกายของเสลพราหมณ์ทีละบท
  97. หน้า ๕๔๙–๕๕๖ อรรถกถาเสลสูตร: พระพุทธเจ้าทรงเป็นธรรมราชา พระสารีบุตรเป็นเสนาบดีธรรม เสลพราหมณ์พร้อมศิษย์บวชและบรรลุอรหัตต์ จบอรรถกถา ไขความคาถาที่เสลพราหมณ์ทูลถามว่าใครเป็นเสนาบดีของธรรมราชา พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระสารีบุตรผู้เกิดตามพระองค์เป็นผู้หมุนธรรมจักรต่อ พร้อมอธิบายเหตุที่ทรงปฏิญาณความเป็นพุทธะจากการตรัสรู้อริยสัจ ๔ ปิดท้ายด้วยเสลพราหมณ์และศิษย์ ๓๐๐ คนบวชเอหิภิกขุทันทีและอนุโมทนากถาแก่เกณิยชฎิลเรื่องพระสงฆ์เป็นประมุขแห่งผู้บูชา
  98. หน้า ๕๕๗–๕๕๙ สัลลสูตรที่ ๘: ธรรมดาของสัตว์โลกที่ต้องตาย และวิธีคลายความโศกเศร้าด้วยปัญญา พระคาถาสอนว่าชีวิตสัตว์ทั้งหลายไม่แน่นอน ไม่มีผู้ใดหนีความตายได้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ฉลาดหรือโง่เขลา เปรียบชีวิตดุจผลไม้สุกที่ต้องร่วงหล่นและภาชนะดินที่ต้องแตกสลาย การร่ำไห้คร่ำครวญไม่ช่วยให้ผู้ตายฟื้นคืนแต่กลับทำร้ายตนเอง บัณฑิตจึงควรถอนลูกศรคือความโศกเสียด้วยปัญญาดุจดับไฟด้วยน้ำเพื่อถึงความสงบใจ
  99. หน้า ๕๖๐–๕๖๙ อรรถกถาสัลลสูตรที่ ๘: เรื่องอุบาสกผู้สูญเสียบุตรและคำอธิบายเหตุที่ชีวิตลำบาก น้อย และเต็มไปด้วยทุกข์ เล่าที่มาพระสูตรว่าพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดอุบาสกผู้อดอาหาร ๗ วันเพราะโศกเศร้าที่บุตรตาย อรรถกถาอธิบายว่าชีวิตลำบากเพราะต้องพึ่งพาปัจจัยหลายอย่างทั้งลมหายใจ ธาตุ ๔ อาหาร และไออุ่น ชีวิตน้อยเพราะดำรงอยู่เพียงชั่วขณะจิตเดียว และเต็มไปด้วยทุกข์จากสัมผัสภายนอกและความแปรปรวนของสังขาร จึงไม่ควรเศร้าโศกเพราะไม่มีประโยชน์
  100. หน้า ๕๗๐–๕๗๖ วาเสฏฐสูตรที่ ๙: บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิดหรือเพราะกรรม พระพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยอุปมาสัตว์และพืชต่างชนิด วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพโต้เถียงกันว่าความเป็นพราหมณ์เกิดจากชาติกำเนิดหรือศีลวัตร จึงไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเปรียบว่าหญ้า ต้นไม้ แมลง และสัตว์ต่างมีรูปลักษณ์แยกชนิดตามชาติกำเนิดชัดเจน แต่มนุษย์ไม่มีลักษณะทางกายภาพที่บ่งบอกวรรณะ อาชีพต่างหากที่กำหนดชื่อเรียก เช่น ชาวนา พ่อค้า โจร นักรบ เป็นการปูทางสู่บทสรุปว่าความเป็นพราหมณ์แท้จริงวัดที่การกระทำ
  101. หน้า ๕๗๗–๕๘๒ วาเสฏฐสูตรที่ ๙ - บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติหรือเพราะกรรม วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพโต้เถียงกันว่าบุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิดหรือเพราะความประพฤติ จึงทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเปรียบกับพืชและสัตว์ที่มีสัณฐานต่างกันตามชาติกำเนิด แต่มนุษย์ไม่มีลักษณะเช่นนั้น แล้วตรัสคาถา ๓๓ บทขึ้นต้นด้วย 'เรากล่าวผู้...' นิยามพราหมณ์แท้ด้วยคุณธรรม เช่น ตัดสังโยชน์ ไม่โกรธ ไม่ยึดมั่น สิ้นอาสวะ สรุปว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม ไม่ใช่เพราะชาติกำเนิด มาณพทั้งสองเลื่อมใสขอถึงสรณะตลอดชีวิต
  102. หน้า ๕๘๓–๕๙๘ อรรถกถาวาเสฏฐสูตรที่ ๙ - ไขความคาถา 'เรากล่าวว่าเป็นพราหมณ์' อธิบายศัพท์บาลีในวาเสฏฐสูตรอย่างละเอียด ตั้งแต่ชื่อบ้านอิจฉานังคละ ประวัติพราหมณ์โปกขรสาติและชาณุสโสณี ไปจนถึงไขความคาถา ๓๓ บทที่นิยามพราหมณ์ด้วยคุณธรรม เช่น สังโยชน์ ๑๐ ขันติ ปัญญา อรหัตตผล โดยอธิบายทีละบทว่าเหตุใดผู้มีคุณธรรมเช่นนั้นจึงเรียกว่าพราหมณ์ ปิดท้ายด้วยสรุปว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรมอันประเสริฐคือ ตบะ สัญญมะ พรหมจรรย์ และทมะ
  103. หน้า ๕๙๙–๖๐๖ โกกาลิกสูตรที่ ๑๐ - โทษหนักของการกล่าวร้ายพระอริยะและทุกข์ในปทุมนรก โกกาลิกภิกษุกราบทูลกล่าวหาพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะว่ามีความปรารถนาลามก แม้พระพุทธเจ้าทรงห้ามถึง ๓ ครั้งก็ไม่ฟัง เมื่อลาไปได้เกิดตุ่มพองทั่วกายจนมรณภาพและไปเกิดในปทุมนรก พระพุทธเจ้าทรงอธิบายอายุอันยาวนานในนรกด้วยอุปมาเกวียนบรรทุกงา แล้วตรัสคาถาพรรณนาโทษของวาจาส่อเสียดและภาพความทุกข์ทรมานในนรกอย่างละเอียด สอนให้สำรวมวาจาใจ ไม่ติเตียนผู้มีศีล
  104. หน้า ๖๐๗–๖๒๐ อรรถกถาโกกาลิกสูตรที่ ๑๐ - ประวัติโกกาลิกภิกษุและรายละเอียดสภาพนรก เล่าประวัติจูฬโกกาลิกะผู้อิจฉาพระอัครสาวกจนใส่ร้าย อธิบายเหตุที่กรรมให้ผลหลังพ้นพระพักตร์พระพุทธเจ้า และเรื่องท้าวสหัมบดีพรหมมาทูลแจ้งข่าวมรณภาพ จากนั้นไขความหน่วยนับอายุนรก (อัพพุทะ นิรัพพุทะ) และอธิบายรายละเอียดกรรมกรณ์ในนรก เช่น หลาวเหล็ก หม้อเหล็กลึก ป่าใบมีดดาบ แม่น้ำเวตรณี ซึ่งระบุว่าเป็นรายละเอียดที่ไม่มีกล่าวไว้ในเทวทูตสูตร
  105. หน้า ๖๒๑–๖๒๖ นาลกสูตรที่ ๑๑ (วัตถุกถา) - อสิตฤษีทำนายพระโพธิสัตว์และฝากหลานรอฟังธรรม อสิตฤษีเห็นเทวดาบนสวรรค์ชื่นชมยินดีเป็นพิเศษ จึงถามทราบว่าพระโพธิสัตว์ประสูติแล้ว รีบไปเข้าเฝ้าที่วังพระเจ้าสุทโธทนะ พิจารณาลักษณะพระกุมารแล้วทำนายว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน แต่ร้องไห้เสียใจที่ตนจะสิ้นอายุก่อนได้ฟังธรรม จึงมอบหมายให้นาลกะหลานชายบวชรอคอยฟังธรรมจากพระกุมารในอนาคต
  106. หน้า ๖๒๗–๖๓๑ นาลกสูตรที่ ๑๑ (คาถา) - โมเนยยปฏิปทาที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่นาลกดาบส เมื่อนาลกดาบสทูลถามปฏิปทาสูงสุดของมุนี พระพุทธเจ้าตรัสสอนแนวทางปฏิบัติของภิกษุผู้เป็นมุนี เช่น วางใจเป็นกลางต่อคำติชม ไม่หวั่นไหวต่อกามและอารมณ์ ไม่ฆ่าสัตว์ มักน้อยสันโดษ เที่ยวบิณฑบาตโดยไม่ยินดียินร้ายในลาภ เพ่งฌานอยู่โคนไม้ สำรวมวาจาพูดแต่น้อยและมีประโยชน์ เปรียบบัณฑิตดั่งห้วงน้ำที่เต็มย่อมสงบนิ่ง ต่างจากคนพาลที่เหมือนน้ำครึ่งหม้อซึ่งมีเสียงดัง
  107. หน้า ๖๓๒–๖๓๓ อรรถกถานาลกสูตรที่ ๑๑ (เริ่มต้น) - ความเป็นมาของดาบสนาลกะและอสิตฤษี เล่าว่านาลกดาบสเป็นหลานอสิตฤษี เคยตั้งความปรารถนาบำเพ็ญโมเนยยปฏิปทามาตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตระ นานถึงแสนกัป จากนั้นไขความศัพท์วัตถุคาถาที่พระอานนท์ร้อยกรองไว้ในการสังคายนา และเริ่มเล่าประวัติอสิตฤษีว่าเคยเป็นปุโรหิตของพระเจ้าสีหหนุและพระเจ้าสุทโธทนะก่อนออกบวชเป็นดาบสได้สมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องในหน้าถัดไป
  108. หน้า ๖๓๔–๖๓๙ อรรถกถานาลกสูตร ตอนต้น: ประวัติอสิตฤษี ตำนานสงครามเทวดากับอสูร และการประสูติของพระโพธิสัตว์ อรรถกถาเล่าปูมหลังอสิตฤษี อดีตปุโรหิตของพระเจ้าสีหหนุและพระเจ้าสุทโธทนะที่ออกบวชได้สมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ วันหนึ่งขึ้นไปดาวดึงส์เห็นเทวดาเฉลิมฉลองผิดปกติ จึงถามเหตุ ได้รับคำเล่าย้อนถึงตำนานท้าวสักกะ (มาฆมาณพ) รบชนะอสูรในอดีตกาล แต่ครั้งนี้เทวดาดีใจเพราะพระโพธิสัตว์ประสูติแล้วซึ่งจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า อสิตฤษีจึงรีบไปเข้าเฝ้าที่พระราชวัง
  109. หน้า ๖๔๐–๖๔๕ อสิตฤษีตรวจพระลักษณะ พยากรณ์ความเป็นพระพุทธเจ้า ทรงกันแสง และสอนนาลกดาบสให้รอฟังข่าวตรัสรู้ อสิตฤษีตรวจพระลักษณะของพระกุมารจนมั่นใจว่าจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน แต่กลับร้องไห้เสียใจเพราะรู้ว่าตนจะสิ้นอายุและไปเกิดในอรูปภพก่อนได้ฟังธรรม อรรถกถาอธิบายว่าแม้ผู้ได้สมาบัติก็ยังเสื่อมจากฌานได้ อสิตฤษีจึงไปสอนนาลกดาบสหลานชายให้บวชเป็นดาบสรักษาอินทรีย์อย่างเคร่งครัดรอคอย จนได้ยินข่าวตรัสรู้แล้วไปเข้าเฝ้าทูลถามปฏิปทาของมุนี
  110. หน้า ๖๔๖–๖๖๑ อรรถกถาไขความคาถาโมเนยยปฏิปทาเป็นรายบท: ธุดงค์ การบิณฑบาต การรู้ประมาณ จนนาลกเถระบรรลุอรหัตและปรินิพพาน อรรถกถาอธิบายคาถาปฏิปทาของมุนีทีละบทอย่างละเอียด ทั้งความมักน้อยในอาหาร การสมาทานธุดงค์ ๑๓ ข้อ การเที่ยวบิณฑบาตโดยไม่ยึดติดลาภหรือคำนิมนต์ การวางใจเป็นกลางทั้งได้และไม่ได้ การเจริญฌานที่โคนไม้ในป่า จนถึงตอนจบที่พระนาลกเถระปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ มีชีวิตอยู่เพียง ๗ เดือนแล้วบรรลุอรหัตผลและปรินิพพานยืนพิงภูเขา พระพุทธเจ้าเสด็จไปทำฌาปนกิจและบรรจุพระธาตุ
  111. หน้า ๖๖๒–๖๗๖ ทวยตานุปัสสนาสูตรที่ ๑๒: พระพุทธเจ้าตรัสธรรมคู่ ๑๖ หมวดเพื่อพิจารณาเห็นเนือง ๆ นำสู่อรหัตผลหรืออนาคามี ณ ปุพพาราม คืนวันเพ็ญ พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุสงฆ์ให้พิจารณาเห็นธรรมเป็นคู่ ๆ เนือง ๆ รวม ๑๖ หมวด เช่น ทุกข์กับเหตุแห่งทุกข์ อุปธิ อวิชชา สังขาร วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน อาหาร ความหวั่นไหว รูปภพ-อรูปภพ นามรูป-นิพพาน สุข-ทุกข์ แต่ละหมวดมีร้อยแก้วตามด้วยคาถา ผลคือภิกษุ ๖๐ รูปบรรลุอรหัตผลทันทีขณะฟังธรรม จบพระสูตรและจบมหาวรรคที่ ๓
  112. หน้า ๖๗๗–๖๙๐ อรรถกถาทวยตานุปัสสนาสูตร: ภูมิหลังพระสูตรที่บุพพาราม และไขความคาถาธรรมคู่แต่ละวาระตั้งแต่ทุกข์-สมุทัยถึงนามรูป-นิพพาน อรรถกถาอธิบายที่มาพระสูตร (เกิดจากพระอัธยาศัยของพระองค์เอง) ความหมายปุพพารามและปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดา แล้วไขความแต่ละวาระในธรรมคู่ ๑๖ หมวดตามลำดับ อธิบายศัพท์บาลี เช่น ทฺวยตา อุปธิ อวิชชา สังขาร วิญญาณ ผัสสะ ตัณหา อุปาทาน โยงกับหลักวิสุทธิ ๗ และอริยสัจ ๔ จนถึงวาระว่าด้วยนามรูปเป็นของเท็จเปรียบกับนิพพานเป็นของจริง เนื้อหาต่อเนื่องเกินหน้า ๖๙๐ ไปยัง chunk ถัดไป
  113. หน้า ๖๙๑–๖๙๒ อรรถกถาทวยตานุปัสสนาสูตรที่ ๑๒ (ต่อ) วาระที่ ๒-๑๖ และจบมหาวรรคที่ ๓ อรรถกถาไขความวาระที่เหลือของทวยตานุปัสสนาสูตร แต่ละวาระเชื่อมเหตุแห่งทุกข์คู่หนึ่งๆ เช่น อุปธิ กรรม อวิชชา สังขาร วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน อาหาร และความหวั่นไหว เข้ากับความดับทุกข์ด้วยมรรค จบด้วยพระอรหัต รวมภิกษุ ๙๐๐ รูปบรรลุธรรมเป็นกลุ่มๆ ปิดท้ายมหาวรรคที่ ๓ ด้วยรายชื่อสูตรทั้ง ๑๒ สูตร หน้า 692 ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรทั้ง 10 สูตรในมหาวรรคที่ 3
  114. หน้า ๖๙๓–๖๙๘ กามสูตรที่ ๑ (อัฏฐกวรรค): โทษของกามคุณเมื่อเสื่อมสลาย พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าแม้ได้กามตามปรารถนาก็ยังไม่พ้นทุกข์ เพราะเมื่อกามเสื่อมไปสัตว์ย่อมย่อยยับดุจถูกลูกศรแทง สอนให้เว้นกามเหมือนเว้นหัวงูด้วยเท้า มีเรื่องพราหมณ์ผู้ปลูกข้าวเหนียวริมแม่น้ำอจิรวดีจนน้ำท่วมนาเสียหาย พระพุทธเจ้าเสด็จไปปลอบและแสดงธรรมจนพราหมณ์กับภรรยาบรรลุโสดาปัตติผล
  115. หน้า ๖๙๙–๗๐๙ คุหัฏฐกสูตรที่ ๒: นรชนผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย ยากจะเปลื้องกามได้ สอนว่านรชนที่ถูกกิเลสปกปิดกายไว้ยากจะเปลื้องกามคุณได้ เปรียบสัตว์ผู้ดิ้นรนในกามเหมือนปลาในแอ่งน้ำแห้ง สอนให้กำหนดรู้ผัสสะและสัญญาเพื่อข้ามโอฆะ มีเรื่องพระปิณโฑลภารทวาชะแสดงธรรมแก่นางสนมพระเจ้าอุเทนจนถูกกริ้วเอารังมดแดงมาขู่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนว่าการแสดงวิเวกแก่ผู้ยังติดกามย่อมไร้ประโยชน์
  116. หน้า ๗๑๐–๗๒๐ ทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๓: มุนีไม่หวั่นไหวต่อคำติเตียนของผู้ยึดทิฏฐิ สอนว่าผู้สิ้นกิเลสแล้วไม่มีทิฏฐิให้ยึดถือ จึงไม่มีใครกล่าวหาว่ากำหนัดหรือประทุษร้ายได้ ต่างจากเดียรถีย์ผู้ยึดมั่นทิฏฐิตนว่าถูกต้องแล้วติเตียนผู้อื่น มีเรื่องเดียรถีย์วางแผนฆ่านางสุนทรีปริพาชิกาใส่ร้ายพระพุทธเจ้าและสงฆ์ เมื่อความจริงปรากฏใน ๗ วัน พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระอานนท์ให้นิ่งเฉยไม่หวั่นไหวต่อคำนินทา
  117. หน้า ๗๒๑–๗๓๑ สุทธัฏฐกสูตรที่ ๔: ความบริสุทธิ์แท้เกิดด้วยอริยมรรค ไม่ใช่การได้เห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปฏิเสธความเชื่อว่าการได้เห็นบุคคลหรือสิ่งที่เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์จะทำให้บริสุทธิ์ได้ สอนว่าความหมดจดแท้จริงมีได้ด้วยอริยมรรคญาณเท่านั้น มีเรื่องพระจันทาภเถระผู้มีรัศมีวงกลมที่อกซึ่งชาวบ้านแห่ไปดูหวังบุญ จนรัศมีหายไปเมื่อเข้าใกล้พระพุทธเจ้า ทำให้ท่านสำนึกและออกบวชจนบรรลุอรหัตในที่สุด
  118. หน้า ๗๓๒–๗๓๗ ปรมัฏฐกสูตรที่ ๕: การยึดทิฏฐิว่าประเสริฐสุดเป็นเหตุแห่งการวิวาท สอนไม่ให้ยึดทิฏฐิของตนว่าเลิศที่สุดแล้วดูหมิ่นทิฏฐิผู้อื่น อันนำไปสู่การวิวาทไม่รู้จบ มีอุปมาคนตาบอดแต่กำเนิดคลำช้างคนละส่วนแล้วเถียงกันว่าช้างเป็นเช่นไร ซึ่งพระราชาทรงใช้เปรียบเทียบกับเดียรถีย์ต่างๆที่เห็นสัจธรรมเพียงบางส่วน สอนให้พระขีณาสพไม่ยึดติดทิฏฐิใดจึงถึงฝั่งนิพพานไม่ต้องกลับมาอีก
  119. หน้า ๗๓๘–๗๔๕ ชราสูตรที่ ๖: ชีวิตสั้นนัก ความยึดถือว่าเป็นของเราคือเหตุแห่งความเศร้าโศก สอนว่าชีวิตสั้นนัก ความยึดถือสิ่งต่างๆว่าเป็นของเรานำมาซึ่งความเศร้าโศกเมื่อพลัดพราก เปรียบเหมือนคนตื่นจากฝันแล้วไม่เห็นสิ่งที่ฝันอีก มีเรื่องพราหมณ์และภรรยาชาวเมืองสาเกตที่เคยเป็นบิดามารดาพระพุทธเจ้าในอดีตชาติ ๕๐๐ ชาติ เกิดความรักเมื่อพบพระพุทธเจ้าจนบรรลุโสดาบัน แล้วภายหลังนิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ สัตว์ ๘๔,๐๐๐ บรรลุธรรมเมื่อจบเทศนา
  120. หน้า ๗๔๖–๗๔๗ ติสสเมตเตยยสูตรที่ ๗ (เริ่มต้น): โทษของผู้ประกอบเมถุนธรรม พระติสสเมตเตยยะทูลถามความคับแค้นของผู้ประกอบเมถุนธรรม พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้เสพเมถุนธรรมย่อมลืมคำสั่งสอนและปฏิบัติผิด ผู้เคยประพฤติโสดแล้วกลับเสพเมถุนธรรมภายหลังย่อมเสื่อมยศเกียรติที่เคยมี เนื้อหายังไม่จบในช่วงหน้าที่ได้รับมอบหมาย ต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไปของเล่ม
  121. หน้า ๗๔๘ ติสสเมตเตยยสูตรที่ ๗ - ว่าด้วยโทษของการเสพเมถุนธรรมสำหรับผู้ครองเพศบรรพชิต พระติสสเมตเตยยเถระทูลถามถึงความคับแค้นของผู้เสพเมถุนธรรม พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้ประกอบเมถุนธรรมย่อมลืมคำสั่งสอน เสื่อมยศเกียรติ ถูกครหาเหมือนคนกำพร้า และมีเครื่องผูกรัดใหญ่คือมุสาวาท ทรงสอนให้เห็นโทษแล้วครองเพศพรหมจรรย์ผู้เดียวอย่างมั่นคง ไม่หวนกลับไปเสพกาม เพราะการประพฤติวิเวกเป็นกิจสูงสุดของพระอริยะ
  122. หน้า ๗๔๙–๗๕๓ อรรถกถาติสสเมตเตยยสูตรที่ ๗ - เรื่องสหายสองรูปที่บวชด้วยกัน รูปหนึ่งหวนคืนเรือน อีกรูปบรรลุอรหัตในป่า เล่าที่มาพระสูตร สหายสองคนชื่อติสสะและเมตเตยยะบวชพร้อมกัน พระเมตเตยยะไปบำเพ็ญสมณธรรมในป่ากับพระอุปัชฌาย์จนบรรลุอรหัต ส่วนพระติสสะอยู่ฟังธรรมในเมือง ภายหลังพี่ชายตายจึงถูกญาติชักชวนให้สึก พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดจนพระติสสะบรรลุโสดาบันแล้วบวชสำเร็จอรหัตในภายหลัง พร้อมไขความหมายศัพท์บาลีในคาถา
  123. หน้า ๗๕๔–๗๕๖ ปสูรสูตรที่ ๘ - ว่าด้วยโทษของการวิวาทถือมั่นทิฏฐิระหว่างสมณพราหมณ์ พระพุทธเจ้าตรัสชี้โทษของสมณพราหมณ์เจ้าทิฏฐิที่ยึดมั่นว่าลัทธิของตนเท่านั้นบริสุทธิ์ เกิดการโต้เถียงแก่งแย่งความสรรเสริญจนเก้อเขินเมื่อแพ้หรือหลงระเริงเมื่อชนะ ทรงสอนให้เว้นการทะเลาะวิวาท เพราะพระอรหันต์ผู้กำจัดกิเลสแล้วไม่มีทิฏฐิให้ยึดถือ จึงไม่มีสิ่งใดให้เป็นคู่แข่งทางวาทะกับพระพุทธองค์ได้
  124. หน้า ๗๕๗–๗๖๔ อรรถกถาปสูรสูตรที่ ๘ - เรื่องปริพาชกปสูระผู้ยโสท้าโต้วาทะแต่พ่ายแพ้พระสารีบุตรถึงสองครั้ง เล่าที่มาพระสูตร ปริพาชกปสูระผู้อวดวาทะปักกิ่งชมพูท้าโต้วาทะที่ประตูเมือง พระสารีบุตรให้เด็กหักกิ่งไม้แล้วเอาชนะปสูระด้วยการซักถามความหมายของคำว่า กาม จนปสูระจนปัญญาสองครั้ง ภายหลังปสูระไปบวชกับพระโลฬุทายีแล้วท้าพระพุทธเจ้าอีก แต่เทวดาบันดาลให้พูดไม่ออก พระพุทธเจ้าจึงตรัสสูตรนี้แสดงว่าผู้หมดกิเลสแล้วไม่มีสิ่งใดให้แข่งขันทางวาทะ
  125. หน้า ๗๖๕–๗๖๙ มาคันทิยสูตรที่ ๙ - ว่าด้วยทิฏฐิ ๖๒ และความบริสุทธิ์ที่ไม่ขึ้นกับการเห็น การฟัง หรือศีลพรต พระพุทธเจ้าตรัสตอบมาคันทิยพราหมณ์ผู้ยกธิดาให้เป็นภรรยาว่าไม่ทรงปรารถนากามแม้เป็นทิพย์ เพราะทรงเห็นโทษในทิฏฐิ ๖๒ จึงไม่ยึดถือทิฏฐิใด ความบริสุทธิ์แท้มิได้เกิดจากการเห็น การฟัง การรู้ ศีลหรือพรต แต่คือความสงบภายในของผู้ละมานะทิฏฐิได้แล้ว ไม่วิวาทกับผู้ใด เปรียบดังดอกปทุมที่ไม่ติดน้ำและโคลนตม
  126. หน้า ๗๗๐–๗๗๘ อรรถกถามาคันทิยสูตรที่ ๙ - เรื่องมาคันทิยพราหมณ์ยกธิดาถวายพระพุทธเจ้าแต่ถูกปฏิเสธ เล่าที่มาพระสูตร มาคันทิยพราหมณ์เห็นพระพุทธเจ้ามีผิวดุจทองจึงประสงค์ยกธิดาผู้งามให้เป็นภรรยา แต่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ ตรัสว่าแม้เห็นธิดามารเนรมิตยังไม่มีความกำหนัด นับประสาอะไรกับสรีระอันเต็มไปด้วยมูตรคูถ จึงทรงแสดงธรรมเรื่องความไม่ยึดทิฏฐิและความสงบภายในจนพราหมณ์กับภรรยาออกบวชและบรรลุอรหัต พร้อมไขความหมายศัพท์บาลีในคาถา
  127. หน้า ๗๗๙–๗๘๑ ปุราเภทสูตรที่ ๑๐ - พระพุทธนิมิตทูลถามลักษณะบุคคลผู้สงบก่อนสิ้นชีวิต พระพุทธนิมิตทูลถามว่าบุคคลมีความเห็นและศีลอย่างไรจึงเรียกว่าผู้สงบ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าคือผู้ปราศจากตัณหาก่อนตาย ไม่ยึดอดีตอนาคต ไม่โกรธ ไม่ทะเยอทะยาน ไม่ถือตัวว่าเสมอเขาหรือเหนือกว่าเขา ไม่มีบุตรทรัพย์สมบัติให้ยึดถือ ไม่หวั่นไหวต่อคำติชม และไม่ลำเอียงในธรรมทั้งปวง จึงชื่อว่าเป็นผู้สงบอย่างแท้จริง
  128. หน้า ๗๘๒–๗๘๖ อรรถกถาปุราเภทสูตรที่ ๑๐ - พระพุทธเจ้าให้พระพุทธนิมิตทูลถามปัญหาเพื่อโปรดเทวดาราคจริตในมหาสมัย เล่าที่มาพระสูตรว่าในมหาสมัยพระพุทธเจ้าทรงทราบจิตเทวดาที่คิดว่าก่อนตายควรทำอย่างไร จึงทรงนิรมิตพระพุทธนิมิตให้ทูลถามลักษณะผู้สงบ แล้วตรัสไขความศัพท์บาลีทีละคาถาอธิบายคุณสมบัติของผู้หมดกิเลส เช่น ไม่โอ้อวด ไม่ตระหนี่ ไม่ทะเยอทะยานในลาภ เมื่อจบเทศนามีเทวดาบรรลุอรหัตถึงแสนโกฏิ
  129. หน้า ๗๘๗–๗๙๒ กลหวิวาทสูตรที่ ๑๑ - ไล่เรียงเหตุปัจจัยของความทะเลาะวิวาทย้อนไปถึงผัสสะและสัญญา พระพุทธนิมิตทูลถามที่มาของความทะเลาะ ความริษยา และความถือตัว พระพุทธเจ้าตรัสไล่เหตุปัจจัยเป็นลำดับจากของที่รัก ความพอใจ เวทนา ผัสสะ นามรูป จนถึงสัญญา และตรัสว่าเมื่อบุคคลไม่มีสัญญาปกติ ไม่มีสัญญาผิดปกติ ไม่ไร้สัญญา และไม่มีสัญญาว่าไม่มี ย่อมไม่มีรูปเป็นเหตุแห่งกิเลสเนิ่นช้าอีกต่อไป
  130. หน้า ๗๙๓–๗๙๙ อรรถกถากลหวิวาทสูตรที่ ๑๑ - ไขความบาลีอธิบายห่วงโซ่เหตุปัจจัยของความวิวาทและอาสวะทิฏฐิ อธิบายศัพท์บาลีในกลหวิวาทสูตรทีละคาถา ไล่เหตุปัจจัยจากของที่รัก ความพอใจ เวทนา การวินิจฉัยด้วยตัณหาและทิฏฐิ ไปจนถึงผัสสะซึ่งอาศัยนามรูป และสัญญาอันเป็นรากของธรรมเนิ่นช้า พร้อมชี้ว่าสมณพราหมณ์บางกลุ่มยังยึดอรูปสมาบัติหรือความขาดสูญว่าเป็นความบริสุทธิ์สูงสุด ต่างจากมุนีผู้รู้แจ้งแล้วหลุดพ้นจากทิฏฐิเที่ยงและขาดสูญทั้งสองฝ่าย
  131. หน้า ๘๐๐–๘๐๔ จูฬวิยูหสูตรที่ ๑๒ - ว่าด้วยสมณพราหมณ์ผู้ยึดมั่นทิฏฐิของตนว่าเป็นสัจจะแท้จริงเพียงหนึ่งเดียว (เนื้อหายังไม่จบ ต่อในหน้าถัดไป) พระพุทธนิมิตทูลถามว่าสมณพราหมณ์ต่างยึดมั่นทิฏฐิของตนว่าถูกและกล่าวหาฝ่ายอื่นว่าเขลา วาทะฝ่ายใดจริง พระพุทธเจ้าตรัสว่าสัจจะมีหนึ่งเดียวไม่มีสอง ผู้ที่ยังโต้เถียงกันว่าใครถูกใครผิดล้วนยังไม่รู้แจ้งจริง เพราะต่างกำหนดความคาดคะเนทิฏฐิของตนเองจากสิ่งที่เห็น ได้ยิน หรือศีลพรตแล้วยกตนข่มผู้อื่นว่าฉลาดกว่า เนื้อหายังดำเนินต่อเนื่องเกินหน้า ๘๐๔
  132. หน้า ๘๐๕–๘๑๑ จูฬวิยูหสูตรที่ ๑๒: ว่าด้วยผู้ยึดมั่นทิฏฐิของตนว่าเป็นสัจจะเดียว พระพุทธนิมิตทูลถามเหตุที่สมณพราหมณ์ต่างยึดมั่นทิฏฐิของตนแล้ววิวาทกัน ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าตนฉลาดและผู้อื่นเขลา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่าสัจจะที่แท้มีอย่างเดียวคือนิพพาน ไม่มีสัจจะที่สอง ผู้ที่กล่าวสัจจะแตกต่างกันเพราะต่างกำหนดเอาจากความคาดคะเนของตนเอง ผู้ยึดถือทิฏฐิย่อมมัวเมาด้วยมานะว่าตนบริสุทธิ์ฉลาด แท้จริงบุคคลจะพ้นจากการทะเลาะวิวาทได้ก็ต่อเมื่อละการวินิจฉัยด้วยทิฏฐิทั้งปวงเสีย
  133. หน้า ๘๑๒–๘๒๖ มหาวิยูหสูตรที่ ๑๓: การยึดถือทิฏฐิของตนและหนทางพ้นจากทิฏฐิทั้งปวง บทสนทนาขยายความจากจูฬวิยูหสูตร ว่าด้วยผู้ถือมั่นทิฏฐิวิวาทกันเพื่อชิงความถูกต้อง ทรงชี้ว่าผลจากการวิวาทคือความนินทาและสรรเสริญนั้นเล็กน้อยไม่ควรแก่ความสงบ ผู้มีปัญญาแท้ไม่เข้าใกล้ทิฏฐิใดๆ ไม่ถือศีลพรตหรือความเห็นเพียงอย่างเดียวเป็นความบริสุทธิ์สูงสุด พราหมณ์ที่แท้คือผู้รู้แจ้งนามรูปแล้ววางเฉย ไม่ยึดถือทั้งทิฏฐิและสมมติทั้งปวง เป็นมุนีผู้ไม่มีมารและเสนามารในธรรมทั้งปวง หลุดพ้นแล้วจากความปรารถนา
  134. หน้า ๘๒๗–๘๓๘ ตุวฏกสูตรที่ ๑๔: ข้อปฏิบัติของภิกษุผู้มุ่งดับกิเลสโดยเร็ว พระพุทธนิมิตทูลถามข้อปฏิบัติ ศีล และสมาธิที่ทำให้ภิกษุไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้วดับกิเลสได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนอย่างละเอียดตั้งแต่การสำรวมตา หู ลิ้น การไม่สั่งสมปัจจัย ไม่ประกอบไสยศาสตร์ทำนายฝันดูฤกษ์ยาม ไม่หวั่นไหวต่อคำนินทาสรรเสริญ ไม่ค้าขายและไม่กล่าวติเตียนผู้อื่น จนถึงการเจริญไตรสิกขาคือศีล สมาธิ ปัญญาให้ครบ เพื่อเป็นผู้ครอบงำอารมณ์ทั้งปวงด้วยธรรมที่เห็นแจ้งประจักษ์ด้วยตนเอง
  135. หน้า ๘๓๙–๘๔๙ อัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕: ความสลดใจของพระพุทธเจ้าต่อการทะเลาะวิวาทของหมู่พระญาติ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปห้ามศึกและตรัสสูตรนี้ท่ามกลางเสนาเจ้าศากยะกับเจ้าโกลิยะผู้วิวาทแย่งน้ำกัน ทรงเปรียบหมู่สัตว์ที่ดิ้นรนด้วยตัณหาทิฏฐิเหมือนปลาในแอ่งน้ำน้อย แล้วสอนให้ถอนกิเลสดุจลูกศรออกจากใจ ไม่ยึดถือนามรูปว่าเป็นของตน ไม่เศร้าโศกยินดีผูกพันกับอารมณ์ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต จบเทศนาด้วยอรหัตผล และมีศากยกุมารกับโกลิยกุมารรวม ๕๐๐ องค์ผนวชตามในเวลาต่อมา
  136. หน้า ๘๕๐–๘๕๔ สารีปุตตสูตรที่ ๑๖: พระสารีบุตรทูลถามข้อปฏิบัติของภิกษุผู้อยู่ป่า (จบอัฏฐกวรรค) พระสารีบุตรกล่าวคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้เสด็จมาแต่ชั้นดุสิตสู่ความเป็นคณาจารย์ แล้วทูลถามถึงความกลัวภัยและข้อปฏิบัติของภิกษุผู้เสพเสนาสนะป่าอันสงัด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบละเอียดถึงการอดทนต่อภัยธรรมชาติ ความหิว หนาว ร้อน การไม่ขโมยไม่พูดเท็จ การแผ่เมตตา การขจัดความโกรธและมานะ การสำรวมอินทรีย์และครอบงำธุลี ๕ คือรูปเสียงกลิ่นรสผัสสะ พระสูตรนี้ปิดท้ายอัฏฐกวรรคที่ ๔
  137. หน้า ๘๕๕–๘๖๑ อรรถกถาสารีปุตตสูตร: ปาฏิหาริย์คู่ เทศนาที่ดาวดึงส์ และชาดกฤาษีผู้เข้าใจภาษาสั้น (ยังไม่จบ) เล่าความเป็นมาของพระสูตร ตั้งแต่เศรษฐีกรุงราชคฤห์ทำบาตรไม้จันทน์แดงแขวนไว้ท้าฤทธิ์ พวกเดียรถีย์ท้าทายปาฏิหาริย์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์แล้วเสด็จแสดงธรรมโปรดพุทธมารดาที่ดาวดึงส์ตลอดไตรมาส จากนั้นเสด็จลงที่สังกัสสนคร ทรงยกชาดกเรื่องหัวหน้าศิษย์ฤาษีผู้เข้าใจคำตอบของอาจารย์เพียงคำเดียวคือ 'ไม่มีอะไร' อันหมายถึงอากิญจัญญายตนสมาบัติ เพื่อแสดงว่าพระสารีบุตรเป็นเลิศทางปัญญามาแต่อดีตชาติ เนื้อหาต่อเนื่องไปยังการไขความคาถาสรรเสริญและคำถามเรื่องเสนาสนะป่า ยังไม่จบภายในช่วงหน้านี้
  138. หน้า ๘๖๒–๘๖๓ บทสรุปคาถาสารีปุตตสูตรและอรรถกถา จบอัฏฐกวรรคที่ ๔ อธิบายคาถาส่งท้ายสารีปุตตสูตรว่าด้วยการครอบงำความโกรธ ความรัก-ไม่รัก และธุลี ๕ ในโลก ตามด้วยอรรถกถาเล่านิทานปาฏิหาริย์ที่สังกัสสนคร การที่พระพุทธเจ้าตรัสถามปัญหาเพื่อประกาศปัญญาพระสารีบุตร และชาดกเรื่องฤาษีผู้เข้าใจความหมายคำว่า "ไม่มีอะไร" ก่อนอาจารย์มรณภาพ จบด้วยรายชื่อ ๑๖ สูตรในอัฏฐกวรรคที่จบบริบูรณ์
  139. หน้า ๘๖๔–๘๗๔ วัตถุกถาปารายนวรรค: พราหมณ์พาวรีถูกหลอกขอทรัพย์และพบทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า คาถาเล่าเรื่องพราหมณ์พาวรีผู้ออกจากสาวัตถีไปตั้งอาศรมริมแม่น้ำโคธาวรี ถูกพราหมณ์เจ้าเล่ห์ขู่ขอทรัพย์ ๕๐๐ ว่าไม่ให้จะทำให้ศีรษะแตกจนพาวรีทุกข์ใจซูบซีด เทวดาจึงมาบอกว่าพระพุทธเจ้าผู้รู้ธรรมเป็นศีรษะและธรรมเหตุให้ศีรษะตกไปได้อุบัติแล้วที่สาวัตถี พาวรีจึงส่งศิษย์ ๑๖ คนมีอชิตะเป็นหัวหน้าไปทูลถามปัญหา
  140. หน้า ๘๗๕–๘๘๑ อรรถกถาวัตถุกถา: ตำนานช่างไม้ผู้สร้างพญานกไม้ กำเนิดนครกัฏฐวาหนะ และการค้นพบพระรัตนตรัย เล่าที่มาศิษย์ ๑๖,๐๐๐ คนในอดีตชาติ ช่างไม้ชาวพาราณสีประดิษฐ์นกไม้กลไกบินได้ พาศิษย์ไปยึดครองแผ่นดินในหิมวันตประเทศตั้งนครกัฏฐวาหนะ ผูกไมตรีกับพระเจ้าพาราณสีแลกบรรณาการกัน จนพระเจ้าพาราณสีทรงส่งข่าวการอุบัติของพระรัตนตรัยเป็นของขวัญล้ำค่าที่สุด อำมาตย์ที่เดินทางไปเฝ้ากลับพบว่าพระพุทธเจ้ากัสสปะปรินิพพานแล้ว จึงพากันอุปสมบทถือพระรัตนตรัยแทน
  141. หน้า ๘๘๒–๘๙๑ อรรถกถาวัตถุกถา (ต่อ): อำมาตย์จุติเกิดเป็นพาวรีพราหมณ์ ออกบวชแสวงหาพระพุทธเจ้า อำมาตย์ ๑๖,๐๐๐ คนที่เคยบวชและจุติจากเทวโลกมาเกิดเป็นพาวรีปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิและศิษย์ พาวรีขอบวชไปตั้งอาศรมที่โคธาวรี ถูกพราหมณ์เจ้าเล่ห์หลอกขอทรัพย์ เทวดาชี้ทางให้รู้จักพระพุทธเจ้าผู้อุบัติที่สาวัตถี จบด้วยอรรถกถาไขความศัพท์บาลีในคาถาวัตถุกถาทั้งหมดอย่างละเอียด ปิดท้ายอรรถกถาวัตถุกถา
  142. หน้า ๘๙๒–๘๙๖ อชิตปัญหาที่ ๑: โลกถูกอวิชชาหุ้มห่อ สติกั้นกระแสตัณหา นามรูปดับเพราะวิญญาณดับ อชิตมาณพทูลถามพระพุทธเจ้าว่าอะไรหุ้มห่อโลก พระองค์ตรัสว่าอวิชชาหุ้มห่อโลก ตัณหาฉาบทาไว้ ทุกข์เป็นภัยใหญ่ สติเป็นเครื่องกั้นกระแสตัณหา ปัญญาเป็นเครื่องปิดกั้นเด็ดขาด นามรูปดับไม่เหลือเพราะความดับแห่งวิญญาณ จบด้วยข้อปฏิบัติของพระเสขะและอเสขะ อชิตะบรรลุอรหัตพร้อมศิษย์อีก ๑,๐๐๐ คน
  143. หน้า ๘๙๗–๙๐๐ ติสสเมตเตยยปัญหาที่ ๒: ผู้ยินดีในโลกคือผู้เห็นโทษในกามแล้วประพฤติพรหมจรรย์ ติสสเมตเตยยมาณพถามว่าใครยินดีในโลกนี้ ไม่หวั่นไหว รู้ส่วนสุดทั้งสอง พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าคือภิกษุผู้เห็นโทษในกามแล้วประพฤติพรหมจรรย์ ปราศจากตัณหา มีสติ พิจารณาเห็นธรรมและดับกิเลสได้ ทรงยกย่องว่าเป็นมหาบุรุษผู้ล่วงพ้นตัณหาเครื่องร้อยรัด จบด้วยศิษย์บรรลุอรหัตพร้อมกัน ๑,๐๐๐ คน
  144. หน้า ๙๐๑–๙๐๔ ปุณณกปัญหาที่ ๓: การบูชายัญไม่อาจข้ามพ้นชาติชรา มีแต่ผู้ไม่หวั่นไหวในโลกเท่านั้นข้ามได้ ปุณณกมาณพถามเหตุที่ฤาษี กษัตริย์ พราหมณ์บูชายัญแก่เทวดา พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะปรารถนาพ้นชราและมุ่งลาภกาม แต่ยังกำหนัดยินดีในภพจึงข้ามชาติชราไม่ได้ ผู้ที่ข้ามพ้นได้จริงคือผู้ไม่หวั่นไหวในโลกใดๆ เพราะพิจารณาเห็นธรรมที่ยิ่งและหย่อน สงบ ปราศจากกิเลสอันกระทบจิต หมดความหวัง
  145. หน้า ๙๐๕–๙๑๑ เมตตคูปัญหาที่ ๔: อุปธิเป็นเหตุเกิดทุกข์ทั้งปวง สติข้ามพ้นตัณหาในโลกทั้งสาม เมตตคูมาณพถามที่มาแห่งทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าทุกข์เกิดเพราะอุปธิ ผู้ไม่รู้แจ้งจึงสร้างอุปธิซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทรงสอนให้มีสติข้ามตัณหาที่ซ่านไปในส่วนเบื้องบน เบื้องต่ำ ท่ามกลาง บรรเทาความเพลิดเพลิน ความยึดมั่น และวิญญาณ ไม่ตั้งอยู่ในภพ จึงพ้นทุกข์คือชาติชราโสกะปริเทวะได้ในอัตภาพนี้เอง
  146. หน้า ๙๑๒–๙๑๖ โธตกปัญหาที่ ๕: ธรรมเป็นเครื่องระงับกิเลสที่บุคคลต้องรู้แจ้งด้วยตนเอง โธตกมาณพทูลขอให้พระพุทธเจ้าสอนธรรมปลดเปลื้องความสงสัย พระองค์ตรัสว่าพระองค์ไม่อาจปลดเปลื้องผู้อื่นได้ แต่เมื่อรู้ทั่วถึงธรรมอันประเสริฐจะข้ามโอฆะได้เอง ทรงแสดงธรรมเครื่องระงับกิเลสที่ทรงเห็นแล้วประจักษ์แก่พระองค์เอง ให้มีสติข้ามตัณหาในส่วนเบื้องบนเบื้องต่ำท่ามกลาง ไม่ทำตัณหาเพื่อภพน้อยภพใหญ่
  147. หน้า ๙๑๗–๙๑๘ อุปสีวปัญหาที่ ๖ (เริ่ม): ข้ามห้วงกิเลสด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ อุปสีวมาณพทูลว่าไม่มีที่พึ่งจะข้ามห้วงน้ำใหญ่คือกิเลสได้ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เพ่งอากิญจัญญายตนสมาบัติด้วยอารมณ์ว่า "ไม่มี" ละกามและเห็นธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาให้แจ่มแจ้ง อุปสีวะถามต่อว่าผู้ตั้งอยู่ในพรหมโลกนั้นนานจะพ้นทุกข์หรือปฏิสนธิอีก เนื้อหายังไม่จบและต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไป
  148. หน้า ๙๑๙–๙๒๓ อุปสีวปัญหาที่ ๖ - อุปสีวมาณพถามที่พึ่งข้ามห้วงน้ำคือกิเลสด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ พระพุทธเจ้าทรงอุปมามุนีผู้ดับขันธ์เหมือนเปลวไฟที่ลมพัดไปไม่ถึงการนับ อุปสีวมาณพทูลถามที่พึ่งสำหรับข้ามห้วงน้ำคือกิเลส พระพุทธเจ้าทรงแนะให้เพ่งอากิญจัญญายตนสมาบัติ เมื่อถูกถามว่าผู้บรรลุแล้วดำรงอยู่นานจะดับสูญหรือเกิดใหม่ ทรงอุปมามุนีผู้พ้นนามกายเหมือนเปลวไฟที่ลมพัดไปย่อมไม่ถึงการตั้งอยู่หรือการนับ อธิบายว่าไม่ใช่ทั้งขาดสูญและเที่ยงแท้ เพราะเมื่อธรรมทั้งปวงถูกเพิกถอนแล้ว แม้ทางแห่งถ้อยคำก็ไม่มี
  149. หน้า ๙๒๔–๙๒๙ นันทปัญหาที่ ๗ - นันทมาณพถามความหมายของ 'มุนี' พระพุทธเจ้าปฏิเสธว่าความบริสุทธิ์ด้วยทิฏฐิ การฟัง หรือศีลพรตไม่ใช่ทางข้ามชาติชรา ต้องละความยึดมั่นทั้งปวง นันทมาณพถามว่าผู้ใดควรเรียกว่ามุนี พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ใช่ด้วยความเห็น การฟัง หรือญาณ แต่คือผู้กำจัดเสนามารได้ ไม่มีทุกข์ไม่มีความหวัง ทรงปฏิเสธว่าสมณพราหมณ์ที่อ้างความบริสุทธิ์ด้วยทิฏฐิ ศีลพรต หรือมงคลตื่นข่าวยังข้ามชาติชราไม่ได้ ผู้ข้ามโอฆะได้คือผู้ละรูปเสียงกลิ่นรสที่รับรู้แล้ว กำหนดรู้ตัณหา หมดอาสวะโดยสิ้นเชิง
  150. หน้า ๙๓๐–๙๓๓ เหมกปัญหาที่ ๘ - เหมกมาณพเบื่อคำพยากรณ์ของอาจารย์เก่าที่ไม่จริงแท้ ทูลขอธรรมกำจัดตัณหา พระพุทธเจ้าชี้นิพพานเป็นที่บรรเทาฉันทราคะในสิ่งที่เห็นได้ยินได้ทราบ เหมกมาณพทูลว่าคำพยากรณ์ของอาจารย์ก่อนพุทธกาลล้วนไม่ประจักษ์จริง เป็นเพียงเครื่องเพิ่มความตรึกฟุ้งซ่าน จึงทูลขอธรรมกำจัดตัณหา พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้รู้แจ้งบทคือนิพพานอันไม่แปรผัน บรรเทาฉันทราคะในรูปเสียงและอารมณ์ที่น่ารักได้ เป็นผู้มีสติเห็นธรรมแล้วดับกิเลสได้ ย่อมสงบระงับข้ามพ้นตัณหาที่ซ่านไปในโลกได้แล้ว
  151. หน้า ๙๓๔–๙๓๖ โตเทยยปัญหาที่ ๙ - โตเทยยมาณพถามลักษณะผู้พ้นวิเศษที่ไม่มีกามตัณหาและความสงสัย พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้นั้นไม่มีความปรารถนา มีปัญญา ไม่ข้องในกามและภพ โตเทยยมาณพทูลถามว่าผู้ไม่มีกาม ไม่มีตัณหา ข้ามความสงสัยได้แล้วมีความพ้นวิเศษเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีความพ้นวิเศษอย่างอื่นอีก เมื่อถูกถามต่อว่าผู้นั้นยังปรารถนาหรือยังต้องกำหนดด้วยปัญญาอยู่หรือไม่ ทรงตอบว่าผู้นั้นไม่มีความปรารถนา เป็นผู้มีปัญญาโดยสภาวะไม่ใช่ยังต้องกำหนดอยู่ ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ข้องอยู่ในกามและภพ
  152. หน้า ๙๓๗–๙๓๘ กัปปปัญหาที่ ๑๐ - กัปปมาณพขอที่พึ่งดุจเกาะกลางทะเลสำหรับผู้ถูกชราและมรณะครอบงำ พระพุทธเจ้าชี้นิพพานคือธรรมชาติไม่มีเครื่องกังวลไม่มีความถือมั่นเป็นที่พึ่งสูงสุด กัปปมาณพทูลขอที่พึ่งของผู้ถูกชราและมรณะครอบงำ เปรียบดังที่พึ่งกลางทะเลยามคลื่นใหญ่มีภัย พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมชาติไม่มีเครื่องกังวลไม่มีความยึดมั่นคือนิพพาน เป็นที่พึ่งสูงสุดไม่มีอื่นเทียบเท่า เป็นที่สิ้นชราและมรณะ ผู้รู้แจ้งนิพพานนั้นมีสติ เห็นธรรมแล้วดับกิเลสได้ ย่อมไม่อยู่ใต้อำนาจมารและไม่เดินไปในทางของมารอีกต่อไป
  153. หน้า ๙๓๙–๙๔๑ ชตุกัณณีปัญหาที่ ๑๑ - ชตุกัณณีมาณพขอทางสันติจากพระพุทธเจ้าผู้มีเดชครอบงำกามดุจอาทิตย์ ทรงสอนให้ถอนกิเลสเครื่องกังวลทั้งอดีตปัจจุบันอนาคตให้หมดสิ้น ชตุกัณณีมาณพทูลขอธรรมเครื่องละชาติชราจากพระพุทธเจ้าผู้ทรงมีเดชครอบงำกามดุจอาทิตย์ครอบงำปฐพี พระพุทธเจ้าตรัสให้เห็นเนกขัมมะเป็นธรรมอันเกษม นำความกำหนัดในกามออกให้สิ้น ทำกิเลสเครื่องกังวลทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคตให้เหือดแห้ง เมื่อปราศจากความกำหนัดในนามรูปโดยสิ้นเชิง อาสวะอันนำไปสู่อำนาจมัจจุราชก็ไม่มีอีกแก่ท่าน
  154. หน้า ๙๔๒–๙๔๕ ภัทราวุธปัญหาที่ ๑๒ - ภัทราวุธมาณพขอให้แสดงธรรมแก่มหาชนที่มาประชุมฟัง พระพุทธเจ้าสอนให้ละตัณหาเครื่องยึดมั่นทุกส่วนเพราะมารติดตามสัตว์ที่ยึดมั่น ภัทราวุธมาณพทูลขอให้พระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์ธรรมแก่ชนจากชนบทต่างๆ ที่มาประชุมฟัง ณ ปาสาณกเจดีย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าควรนำตัณหาเครื่องยึดมั่นในเบื้องบน เบื้องต่ำ ท่ามกลางออกให้สิ้นเชิง เพราะมารย่อมติดตามสัตว์ที่ยึดมั่นสิ่งใดๆ ในโลกได้เสมอ ภิกษุผู้รู้ชัดเห็นหมู่สัตว์ติดข้องในบ่วงมารเช่นนี้ พึงเป็นผู้มีสติไม่ถือมั่นเครื่องกังวลใดๆ ในโลกทั้งปวง
  155. หน้า ๙๔๖–๙๔๙ อุทยปัญหาที่ ๑๓ - อุทยมาณพถามอัญญาวิโมกข์และเหตุแห่งวิญญาณดับ พระพุทธเจ้าตรัสว่าโลกมีความเพลิดเพลินประกอบไว้ เมื่อไม่เพลิดเพลินเวทนาภายในภายนอกวิญญาณจึงดับ อุทยมาณพทูลถามอัญญาวิโมกข์เพื่อทำลายอวิชชา พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือธรรมละความพอใจในกามและโทมนัส บริสุทธิ์ด้วยอุเบกขาสติในฌานที่สี่ เมื่อถามต่อว่าโลกมีอะไรประกอบไว้และละอะไรจึงเรียกนิพพาน ตรัสว่าโลกมีความเพลิดเพลินประกอบไว้ ละตัณหาได้เด็ดขาดจึงเรียกนิพพาน และเมื่อไม่เพลิดเพลินเวทนาทั้งภายในภายนอกอย่างมีสติ วิญญาณจึงจะดับ
  156. หน้า ๙๕๐–๙๕๓ โปสาลปัญหาที่ ๑๔ - โปสาลมาณพถามญาณของผู้ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติที่เห็นว่าไม่มีอะไรทั้งภายในภายนอก พระตถาคตทรงรู้ยิ่งภูมิที่ตั้งแห่งวิญญาณและวิปัสสนาที่นำสู่อรหัตตญาณ โปสาลมาณพทูลถามถึงญาณของบุคคลที่ก้าวล่วงความสำคัญในรูป ละรูปกายได้ทั้งหมด เห็นว่าไม่มีอะไรทั้งภายในภายนอก (ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ) ควรแนะนำอย่างไรต่อ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระตถาคตทรงรู้ยิ่งภูมิที่ตั้งแห่งวิญญาณทั้งปวง ทรงทราบว่าผู้นั้นยังมีความเพลิดเพลินเป็นเครื่องประกอบอยู่ในภพนั้น เมื่อเห็นแจ้งสมาบัตินั้นโดยไม่เที่ยงต่อไป ญาณอันถ่องแท้คือพระอรหัตย่อมเกิดขึ้น
  157. หน้า ๙๕๔–๙๕๖ โมฆราชปัญหาที่ ๑๕ - โมฆราชมาณพทูลถามครั้งที่สามว่าพิจารณาเห็นโลกอย่างไรมัจจุราชจึงไม่เห็น พระพุทธเจ้าตรัสให้เห็นโลกโดยความว่างเปล่าและถอนความเห็นว่าเป็นตัวตน โมฆราชมาณพทูลถามเป็นครั้งที่สาม หลังพระพุทธเจ้าทรงรอให้อินทรีย์แก่กล้าก่อนสองครั้งจึงยังไม่ทรงพยากรณ์ คราวนี้ทูลถามว่าบุคคลพิจารณาเห็นโลกอย่างไรมัจจุราชจึงจะไม่เห็น พระพุทธเจ้าตรัสให้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาเห็นโลกทั้งปวงโดยความเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าเป็นตัวตนเสีย ด้วยอาการอย่างนี้จึงจะข้ามพ้นมัจจุราชได้
  158. หน้า ๙๕๗–๙๕๙ ปิงคิยปัญหาที่ ๑๖ - ปิงคิยะพราหมณ์ชราวัย ๑๒๐ ปีทูลขอธรรมละชาติชราก่อนสิ้นอายุ พระพุทธเจ้าสอนให้ไม่ประมาทละตัณหาที่ครอบงำมนุษย์เพื่อความไม่เกิดอีก ปิงคิยะมาณพผู้ชราอายุ ๑๒๐ ปี กำลังน้อย สายตามัว ทูลขอธรรมละชาติชราก่อนจะหลงฉิบหายไปเสียก่อน พระพุทธเจ้าตรัสให้เห็นสัตว์ที่เดือดร้อนเพราะรูปแล้วไม่ประมาทละรูปเพื่อความไม่เกิดอีก เมื่อปิงคิยะทูลถามซ้ำ ตรัสให้เห็นมนุษย์ถูกตัณหาครอบงำเดือดร้อนเพราะชรา จึงควรไม่ประมาทละตัณหาเพื่อความไม่เกิดอีก
  159. หน้า ๙๖๐–๙๗๔ ปารายนานุสังคีติคาถา - สรุปมาณพ ๑๖ คนผู้ทูลถามปัญหา และเรื่องปิงคิยะเดินทางกลับไปแสดงธรรมแก่พาวรีพราหมณ์ พระพุทธเจ้าทรงเปล่งรัศมีปรากฏกาย ปิงคิยะบรรลุอรหัตพาวรีบรรลุอนาคามี พระสังคีติกาจารย์สรุปรายชื่อมาณพ ๑๖ คนที่ทูลถามปัญหาปารายนวรรค ณ ปาสาณกเจดีย์ พร้อมกล่าวว่าผู้ปฏิบัติตามธรรมนี้ย่อมถึงฝั่งโน้น ตามด้วยเรื่องปิงคิยะเดินทางด้วยฌานไปหาพาวรีพราหมณ์ผู้เป็นลุง สนทนาสรรเสริญพระพุทธคุณ จนพระพุทธเจ้าทรงทราบอินทรีย์แก่กล้าจึงทรงเปล่งพระรัศมีปรากฏกายให้เห็น สอนให้ปล่อยศรัทธาลงดังพระวักกลิ ปิงคิยะบรรลุอรหัต พาวรีบรรลุอนาคามี ศิษย์ ๕๐๐ บรรลุโสดาบัน
  160. หน้า ๙๗๕–๙๘๐ รวมรายชื่อพระสูตรในสุตตนิบาต ๗๐ สูตร ๕ วรรค - อุรควรรค จูฬกวรรค มหาวรรค อัฏฐกวรรค ปารายนวรรค พร้อมคาถาสรรเสริญพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า บทสรุปท้ายเล่มไล่รายชื่อพระสูตรทั้ง ๗๐ สูตรในสุตตนิบาต แบ่งเป็น ๕ วรรค คือ อุรควรรค (๑๒ สูตร) จูฬกวรรค (๑๔ สูตร) มหาวรรค (๑๒ สูตร) อัฏฐกวรรค (๑๖ สูตร) และปารายนวรรค ตามด้วยคาถาพรรณนาคุณของพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ณ ปาสาณกเจดีย์ว่าไพบูลย์ด้วยอรรถและพยัญชนะ ปราศจากมลทิน นำไปสู่นิพพาน
  161. หน้า ๙๘๑–๙๘๓ นิคมกถา - บทส่งท้ายอรรถกถาสุตตนิบาตโดยพระพุทธโฆสาจารย์ ระบุ ๔๔ ภาณวาร และคาถาอธิษฐานปิดท้าย จบอรรถกถาสุตตนิบาตทั้งเล่มที่หน้า ๙๘๓ นิคมกถาปิดท้ายอรรถกถาสุตตนิบาต ระบุว่าพรรณนาความสำเร็จครบ ๗๐ สูตร ๕ วรรค มีภาณวารประมาณ ๔๔ ภาณวาร ผู้แต่งคือพระพุทธโฆสาจารย์ผู้มีคุณธรรมและปัญญาเลิศ อยู่มหาวิหาร ปิดท้ายด้วยคาถาอธิษฐานให้อรรถกถานี้ดำรงอยู่ตราบเท่าพระศาสนา และคาถาอวยพรสรรพสัตว์ให้มีความสุขปราศจากโรคภัย ปิดท้ายด้วยข้อความ "จบอรรถกถาสุตตนิบาต" ซึ่งเป็นการจบเล่ม ๔๗ ทั้งเล่มอย่างสมบูรณ์