ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ-เถรคาถา-เถรีคาถา
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๔๘ · ๖๘๗ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๐๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๒ ปฐมปีฐวิมาน: พระโมคคัลลานะถามเทพธิดาผู้มีวิมานตั่งทองอันโอฬาร (จุดเริ่มต้นคัมภีร์วิมานวัตถุ เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๑) หน้าเปิดเล่มของคัมภีร์วิมานวัตถุ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย) เป็นเนื้อหาใหม่ที่แยกจากเล่ม 47 ไม่ต่อเนื่องกัน เริ่มด้วยคำนอบน้อมพระพุทธเจ้าแล้วเข้าเรื่องปฐมปีฐวิมานทันที พระมหาโมคคัลลานะไปเยือนสวรรค์ ถามเทพธิดาผู้มีวิมานตั่งทองส่องแสงดังฟ้าแลบว่าทำบุญอะไรจึงได้สมบัติทิพย์เช่นนี้ เทพธิดาตอบว่าเพราะครั้งเป็นมนุษย์เคยถวายอาสนะ กราบไหว้ ทำอัญชลี และถวายทานตามกำลังทรัพย์แก่ภิกษุที่มาถึงเรือน
- หน้า ๓–๘ คันถารัมภกถาและคำอธิบายความหมายของ 'วิมานวัตถุ' พร้อมโครงสร้างคัมภีร์ พระอรรถกถาจารย์เปิดเรื่องด้วยคำไหว้พระรัตนตรัย จากนั้นอธิบายว่า 'วิมาน' คือที่อยู่อาศัยอันเกิดจากอานุภาพบุญของเทวดา ส่วน 'วิมานวัตถุ' คือเทศนาที่ดำเนินด้วยการถามตอบระหว่างพระเถระ (ส่วนใหญ่คือพระมหาโมคคัลลานะ) ท้าวสักกะ และเทวดาต่างๆ เล่าที่มาว่าพระโมคคัลลานะเที่ยวเทวจาริกไปไต่ถามบุญกรรมของเทวดาแล้วนำมากราบทูลพระพุทธเจ้าเพื่อทรงแสดงธรรมเป็นวัตถุปปัตติ พร้อมจัดหมวดคัมภีร์เป็น 7 วรรค 85 เรื่อง (นับรวมอันตรวิมานเป็น 123 เรื่อง) 1,500 คาถา
- หน้า ๙–๑๓ เหตุเกิดเรื่องปฐมปีฐวิมาน: หญิงยากจนถวายตั่งแก่พระธุดงค์ เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศล อนาถบิณฑิกะ และนางวิสาขาแข่งกันถวายมหาทานครั้งใหญ่ทั่วชมพูทวีป มหาชนถกเถียงกันว่าทานจะมีผลมากเพราะทรัพย์หรือเพราะจิตศรัทธา พระพุทธเจ้าตรัสว่าทานมีผลมากเพราะความเลื่อมใสของจิตและความบริสุทธิ์ของผู้รับ มิใช่เพราะปริมาณไทยธรรม กุลธิดาผู้หนึ่งได้ยินคำนี้ จึงถวายอาสนะและตั่งของตนแก่พระธุดงค์ด้วยศรัทธาอย่างยิ่ง ตายไปเกิดเป็นเทพธิดามีวิมานตั่งทองบินได้พร้อมอัปสร 1,000 องค์ พระโมคคัลลานะเทวจาริกไปพบจึงถามถึงบุญที่ทำไว้
- หน้า ๑๔–๒๔ อรรถกถาไขศัพท์คาถาแรก: ปีฐะ โสวัณณมัย อุฬาร มโนชวะ เยนกามัง ส่วนนี้เป็นการวิเคราะห์ศัพท์บาลีในคาถาแรกอย่างละเอียด อธิบายความหมายหลากหลายของ 'ปีฐะ' (ตั่ง), 'เต' (การกใช้), 'โสวัณณมัย' (สำเร็จด้วยทอง และลำดับชั้นของทองตั้งแต่ทองรูปพรรณจนถึงทองสิงคีที่ประเสริฐสุด), 'อุฬาร' (ประณีต ประเสริฐ ใหญ่), 'มโนชวะ' (เร็วดังใจ) และ 'เยนกามัง' (ไปได้ตามปรารถนา) พร้อมอธิบายเชิงธรรมะว่าคุณสมบัติแต่ละอย่างของวิมานเป็นผลจากอโลภะ อโทสะ อโมหะ หรือศรัทธา ปัญญา วิริยะ สมาธิตามลำดับ
- หน้า ๒๕–๓๘ ไขศัพท์คาถาถาม-ตอบต่อ และธรรมะเรื่องมนุษย์ 4 ประเภท จบเรื่องปฐมปีฐวิมาน อรรถกถาไขศัพท์คาถาที่ถามถึงเหตุแห่งวรรณะ อิทธิฤทธิ์ และโภคะของเทพธิดา (เกน เต ตาทิโส วณฺโณ) อธิบายศัพท์ 'เทวี' 'มนุสฺสภูตา' และแทรกธรรมะสำคัญว่ามนุษย์แบ่งได้ 4 จำพวกตามความประพฤติ คือ มนุษย์นรก มนุษย์เปรต มนุษย์ดิรัจฉาน และมนุษย์โดยปรมัตถ์ผู้มีหิริโอตตัปปะและบำเพ็ญบุญ จากนั้นไขศัพท์คำตอบของเทพธิดาเรื่องการถวายอาสนะแก่ภิกษุผู้มาถึงเรือน ก่อนจบเรื่องปฐมปีฐวิมานด้วยพระเถระแสดงธรรมโปรดเทพธิดาแล้วกราบทูลพระพุทธเจ้า
- หน้า ๓๙–๔๑ ทุติยปีฐวิมาน: วิมานตั่งแก้วไพฑูรย์จากการถวายผ้าสีเขียวปูตั่ง เรื่องที่สองในปีฐวรรค มีเนื้อเรื่องคล้ายเรื่องแรก สตรีชาวกรุงสาวัตถีเลื่อมใสพระเถระที่มาบิณฑบาต จึงเอาผ้าสีเขียวปูตั่งของตนถวายเป็นอาสนะ ตายไปเกิดในเทวโลกได้วิมานตั่งแก้วไพฑูรย์แทนตั่งทอง อรรถกถาอธิบายว่าแก้วไพฑูรย์มีชื่อจากภูเขาวิฬูระอันเป็นแหล่งกำเนิด สีคล้ายขนคอนกยูง ส่วนคาถาถามตอบและเนื้อความอื่นเหมือนเรื่องปฐมปีฐวิมานทุกประการ
- หน้า ๔๒–๔๗ ตติยปีฐวิมาน: หญิงกรุงราชคฤห์ถวายตั่งพร้อมตั้งจิตปรารถนาตั่งทอง เรื่องที่สามเกิดในกรุงราชคฤห์ พระขีณาสพรูปหนึ่งเข้าไปฉันในเรือนที่เปิดประตูไว้ สตรีเจ้าของเรือนจัดตั่งอย่างดีปูผ้าเหลืองถวาย พร้อมตั้งความปรารถนาให้ได้ตั่งทองในอนาคต ตายไปเกิดในดาวดึงส์สมด้วยความปรารถนา อรรถกถาอธิบายศัพท์ 'ปุริมาย ชาติยา' (ในชาติก่อน) และคำว่า 'วิรชะ วิปปสันนะ อนาวิละ' ที่ใช้บรรยายคุณของพระภิกษุผู้เป็นเนื้อนาบุญ พร้อมชี้ว่าเจตนาที่ตั้งไว้มีผลให้สมบัติตรงตามที่ปรารถนา
- หน้า ๔๘–๕๑ จตุตถปีฐวิมาน: วิมานตั่งแก้วไพฑูรย์ ซ้ำรอยเรื่องที่สอง เรื่องที่สี่ในปีฐวรรคเกิดในกรุงราชคฤห์เช่นกัน เนื้อเรื่องเหมือนทุติยปีฐวิมาน คือสตรีปูลาดผ้าสีเขียวถวายตั่งแก่พระเถระด้วยศรัทธา จึงได้วิมานตั่งแก้วไพฑูรย์ อรรถกถาระบุว่ารายละเอียดทั้งหมดให้ถือตามนัยที่อธิบายไว้แล้วในเรื่องที่สองและสาม แสดงให้เห็นรูปแบบซ้ำของเรื่องราวในปีฐวรรคที่เน้นย้ำหลักธรรมเดียวกันผ่านตัวอย่างต่างกรรมต่างวาระ
- หน้า ๕๒–๖๒ กุญชรวิมาน: หญิงเห็นขบวนเสด็จพระเจ้าพิมพิสารแล้วถวายทานแด่พระสารีบุตรจนได้ช้างทิพย์ เรื่องที่ห้าต่างจากปีฐวิมานทั้งสี่ สตรีชาวราชคฤห์เห็นความโอฬารของพระเจ้าพิมพิสารในขบวนเสด็จ เกิดความอัศจรรย์ใจจึงไต่ถามบัณฑิตถึงเหตุแห่งสมบัติ ได้รับคำสอนเรื่องผลของทานประเภทต่างๆ (อาสนทาน อันนทาน วัตถุทาน ยานทาน ทีปทาน อาวาสทาน) จึงตระเตรียมถวายมธุปายาสประดับดอกปทุมแด่พระสารีบุตรด้วยศรัทธาเต็มเปี่ยม ตายไปเกิดมีวิมานทองสูงร้อยโยชน์พร้อมช้างทิพย์ประดับดอกปทุมเป็นพาหนะ อรรถกถาไขศัพท์บรรยายลักษณะช้างและเสียงกระดิ่งทอง พร้อมปิดท้ายด้วยคำสอนว่าผู้หวังความเจริญควรถวายอาสนะแก่พระอรหันต์
- หน้า ๖๓–๖๙ ปฐมนาวาวิมาน: ภิกษุ ๑๖ รูปกระหายน้ำกลางทางกันดาร หญิงถวายน้ำดื่มได้เกิดในวิมานเรือทอง ภิกษุ ๑๖ รูปเดินทางไกลในฤดูร้อนขาดแคลนน้ำ หญิงชาวบ้านคนหนึ่งพบเข้าจึงถวายน้ำดื่มด้วยศรัทธา ตั้งจิตรำลึกบุญนั้นเสมอจนสิ้นชีวิต ไปเกิดเป็นเทพธิดาในวิมานที่แวดล้อมด้วยแม่น้ำ สวน และสระบัว มีเรือทองให้เล่นสำราญ พระมหาโมคคัลลานะซักถามกรรม เทวดาตอบว่าเป็นผลแห่งอุทกทาน คือการถวายน้ำแก่ภิกษุผู้ลำบากกาย
- หน้า ๗๐–๗๓ ทุติยนาวาวิมาน: พระขีณาสพเดินทางกระหายน้ำ หญิงถวายน้ำปานะ ได้ผลบุญเช่นเดียวกับวิมานเรือทอง พระเถระขีณาสพรูปหนึ่งเดินทางไกลก่อนเข้าพรรษาจนอ่อนล้ากระหายน้ำ หญิงในหมู่บ้านต้อนรับ ถวายน้ำล้างเท้า พัดวี และน้ำปานะหวานเย็นด้วยความเอาใจใส่ เมื่อสิ้นชีวิตไปเกิดในวิมานเรือทองเช่นเดียวกับเรื่องก่อน แสดงให้เห็นว่าแม้การถวายเพียงน้ำดื่มด้วยจิตเลื่อมใสก็ให้ผลเป็นทิพยสมบัติอันยิ่งใหญ่ได้
- หน้า ๗๔–๘๒ ตติยนาวาวิมาน: พราหมณ์บ้านถูณะปิดบ่อน้ำกันภิกษุ หญิงทาสีฝ่าฝืนถวายน้ำ พระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์น้ำท่วม พราหมณ์คหบดีบ้านถูณะไม่พอใจพระพุทธศาสนา จึงถมบ่อน้ำทุกแห่งเพื่อกันไม่ให้พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ได้ดื่มน้ำ หญิงทาสีคนหนึ่งฝ่าฝืนกติกาถวายน้ำดื่มด้วยศรัทธาจนถูกสามีทุบตีจนตาย ไปเกิดในวิมานเรือทอง ฝ่ายพระพุทธเจ้าทรงบันดาลให้บ่อน้ำที่ถูกถมพลุ่งท่วมหมู่บ้าน พราหมณ์จึงสำนึกผิดขอขมา แสดงอานุภาพแห่งศรัทธาที่ชนะอุปสรรคได้
- หน้า ๘๓–๘๗ ปทีปวิมาน: หญิงจุดประทีปถวายเป็นพุทธบูชาระหว่างฟังธรรมยามค่ำ เกิดเป็นเทพธิดารัศมีโชติช่วง ในคืนที่อุบาสกอุบาสิกาชุมนุมฟังธรรม ณ วิหาร เมื่อดวงอาทิตย์ตกจนมืด หญิงคนหนึ่งรีบไปนำเครื่องประทีปจากบ้านมาจุดตั้งไว้หน้าธรรมาสน์ด้วยความเอื้อเฟื้อ เกิดปีติโสมนัส สิ้นชีวิตแล้วไปเกิดในวิมานที่มีรัศมีโชติช่วงข่มเทวดาองค์อื่น ๆ แสดงให้เห็นอานิสงส์ของการให้แสงสว่างแก่ที่ประชุมฟังธรรมในยามมืด
- หน้า ๘๘–๙๑ ติลทักขิณวิมาน: หญิงมีครรภ์ใกล้ตายถวายเมล็ดงากะทันหัน พระพุทธเจ้าเสด็จเองเพื่อพลิกชะตาจากนรกสู่สวรรค์ พระพุทธเจ้าทรงเห็นด้วยทิพยจักษุว่าหญิงมีครรภ์ผู้หนึ่งในกรุงราชคฤห์จะตายและตกนรกในวันนั้น จึงเสด็จจากสาวัตถีไปบิณฑบาตถึงหน้าบ้านนางเอง นางไม่มีของถวายอื่นจึงกอบเมล็ดงาที่กำลังตากใส่บาตรด้วยศรัทธา คืนนั้นนางสิ้นชีวิตไปเกิดในวิมานทองบนดาวดึงส์แทนนรก แสดงพุทธกรุณาที่เสด็จช่วยเหลือสัตว์แม้ด้วยทานเพียงเล็กน้อย
- หน้า ๙๒–๙๗ ปฐมปติพพตาวิมาน: คุณธรรมภรรยาผู้ซื่อสัตย์และให้ทาน เกิดเป็นเทพธิดาแวดล้อมด้วยนกทิพย์และอัปสร เทวธิดาผู้หนึ่งเล่าว่าเมื่อครั้งเป็นมนุษย์เธอซื่อตรงต่อสามีไม่นอกใจ ถนอมใจสามีดุจมารดาถนอมบุตร แม้โกรธก็ไม่กล่าวคำหยาบ ดำรงมั่นในสัจจะ ยินดีในทาน และช่วยเหลือผู้อื่นด้วยใจเลื่อมใส ผลบุญเหล่านี้ทำให้เกิดในวิมานที่มีนกทิพย์นานาชนิดขับขานไพเราะ มีเทพบุตรเทพธิดามาสมาคม และอัปสรฟ้อนรำขับกล่อมโดยรอบ
- หน้า ๙๘–๑๐๐ ทุติยปติพพตาวิมาน: อุบาสิกาผู้ถือศีล ๕ และซื่อสัตย์ต่อสามี เกิดในวิมานเสาแก้วไพฑูรย์ อุบาสิกาผู้หนึ่งงดเว้นการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่พูดเท็จ และยินดีเฉพาะสามีของตน ทั้งมีจิตเลื่อมใสถวายข้าวน้ำเป็นทานโดยเคารพ เมื่อสิ้นชีวิตไปเกิดในวิมานที่มีเสาแก้วไพฑูรย์งดงามส่องประกาย สามารถสำแดงฤทธิ์ได้หลากหลาย มีอัปสรฟ้อนรำขับกล่อม เนื้อหาย้ำว่าศีลห้าที่รักษาครบถ้วนคือเหตุแห่งสมบัติทิพย์นี้
- หน้า ๑๐๑–๑๐๔ ปฐมสุณิสาวิมาน: ลูกสะใภ้ถวายขนมแก่พระขีณาสพด้วยมือตนเอง เกิดเป็นเทพธิดารัศมีดุจดาวประกายพรึก หญิงสะใภ้ในบ้านพ่อผัวที่กรุงสาวัตถีเห็นพระขีณาสพมาบิณฑบาตยังเรือน เกิดปีติเลื่อมใส จึงแบ่งขนมครึ่งหนึ่งจากส่วนที่ตนได้มาถวายด้วยมือทั้งสองทันที แม้เป็นทานเพียงเล็กน้อยแต่ทำด้วยศรัทธาแรงกล้าโดยไม่ลังเล เมื่อสิ้นชีวิตไปเกิดเป็นเทพธิดารัศมีงามส่องสว่างทุกทิศในสวนนันทนวันดาวดึงส์ พระมหาโมคคัลลานะซักถามและได้รับคำตอบถึงเหตุแห่งสมบัตินี้
- หน้า ๑๐๕–๑๐๗ ทุติยสุณิสาวิมาน: เรื่องซ้ำรอยลูกสะใภ้ถวายขนมสดแก่พระขีณาสพ ต่างเพียงชนิดของขนมที่ถวาย เนื้อเรื่องซ้ำแบบเดียวกับปฐมสุณิสาวิมาน คือหญิงสะใภ้ในบ้านพ่อผัวเห็นพระขีณาสพผู้ปราศจากกิเลสมาบิณฑบาต เกิดความเลื่อมใสจึงถวายขนม ต่างกันเพียงว่าคราวนี้เป็นขนมสดที่ทำจากข้าวเหนียว (กุมมาส) แทนขนมทั่วไป ผลบุญเดียวกันคือไปเกิดเป็นเทพธิดารัศมีงามในดาวดึงส์ อรรถกถาอธิบายเพิ่มเติมเฉพาะความหมายของคำว่าขนมสดที่ถวาย
- หน้า ๑๐๘–๑๒๐ อุตตราวิมาน: ปุณณะยากจนถวายไม้สีฟันแด่พระสารีบุตรจนที่นาไถกลายเป็นทอง ธิดาอุตตราบำเพ็ญทานและให้อภัยด้วยเมตตา เล่าเรื่องปุณณะกรรมกรยากจนถวายไม้ชำระฟันและน้ำแด่พระสารีบุตรผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ ส่วนภรรยาถวายอาหารมื้อของสามีให้ท่านจนหมด ผลบุญทำให้ที่นาที่ไถกลายเป็นทองจนได้เป็นเศรษฐี ต่อมาธิดาชื่ออุตตราต้องแต่งกับตระกูลมิจฉาทิฏฐิ จึงว่าจ้างนางสิริมาปรนนิบัติสามีแทนตนเพื่อบำเพ็ญทานถวายพระพุทธเจ้าตลอดกึ่งเดือน เมื่อถูกนางสิริมาริษยาราดเนยใสเดือดใส่ศีรษะ นางอุตตราแผ่เมตตาจนไม่ได้รับอันตราย เนื้อหาต่อเนื่องไปหน้าถัดไปยังไม่จบในช่วงนี้
- หน้า ๑๒๑–๑๒๕ อุตตราวิมาน: ปุณณเศรษฐีได้ทองจากทาน ธิดาอุตตราจ้างสิริมาปรนนิบัติสามีแทน ชนะความโกรธด้วยเมตตา ปุณณเศรษฐีผู้ยากไร้ถวายไม้สีฟันแด่พระสารีบุตรจนที่นาไถกลายเป็นกองทอง ได้รับตำแหน่งเศรษฐี ยกธิดาอุตตราให้แต่งเข้าตระกูลมิจฉาทิฏฐิ นางไม่ได้ทำบุญนานจึงจ้างนางสิริมาหญิงงามเมืองมาปรนนิบัติสามีแทนครึ่งเดือนเพื่อตนจะได้ถวายทานฟังธรรม สิริมาหึงหวงราดเนยใสเดือดใส่ศีรษะอุตตรา แต่ด้วยเมตตาของอุตตราเนยใสไม่ไหม้ อุตตรากล่าวอโหสิ พระพุทธเจ้าตรัสคาถา 'พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ' ทั้งสองบรรลุโสดาบัน อุตตราสิ้นชีพไปเกิดเป็นเทพธิดาเล่าบุญแก่พระโมคคัลลานะ
- หน้า ๑๒๖–๑๔๕ สิริมาวิมาน: ความตายของนางสิริมาและพระธรรมเทศนาเรื่องความไม่เที่ยงของร่างกายผ่านการประมูลศพ หลังบรรลุโสดาบัน นางสิริมาถวายสลากภัตแก่สงฆ์ทุกวัน ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งหลงรักเพียงได้ยินคำเล่าลือความงาม พอเห็นนางป่วยก็อดอาหารด้วยกิเลส เย็นวันนั้นสิริมาสิ้นชีวิต พระพุทธเจ้าให้เก็บศพไว้ดูซากเน่าเปื่อย 3 วันแล้วประกาศประมูลศพลดราคาจนแจกฟรีก็ไม่มีคนรับ ทรงแสดงธรรมเรื่องความไม่เที่ยงของร่างกาย ภิกษุนั้นบรรลุอรหัตต์ คนฟัง 84,000 คนบรรลุธรรม สิริมาไปเกิดเป็นเทพธิดาชั้นนิมมานรดี เล่าบุญแก่พระวังคีสะ
- หน้า ๑๔๖–๑๕๓ เปสการิยวิมาน: ธิดาช่างหูกเมืองพาราณสีเลื่อมใสฟังธรรมจนบรรลุโสดาบัน ไปเกิดเป็นบริจาริกาท้าวสักกะ ธิดาช่างหูกเมืองพาราณสีเห็นภิกษุหนุ่มรูปงามเดินบิณฑบาตจึงถามมารดาว่าทำไมจึงออกบวช อุบาสกผู้บรรลุธรรมอธิบายโทษของกามและอานิสงส์การบวช นางเลื่อมใสถือศีล 5 เรียนกรรมฐานอสุภะ 32 จนบรรลุโสดาบัน ตายไปเกิดเป็นบริจาริกาของท้าวสักกะมีบริวารแสนหนึ่ง ท้าวสักกะตรัสถามบุญ นางเล่าว่าเพราะศรัทธาในพระรัตนตรัยและรักษาศีลไม่ขาด จบวรรคที่ 1 (ปีฐวรรค) รวม 17 เรื่องในวิมานวัตถุ
- หน้า ๑๕๔–๑๖๔ ทาสีวิมาน (จิตตลดาวรรคที่ 2): นางทาสีรักษาศีลปรนนิบัติสงฆ์ด้วยศรัทธา 16 ปี ไปเกิดเป็นนางบำเรอท้าวสักกะ ขึ้นต้นจิตตลดาวรรคที่ 2 เล่าเรื่องนางทาสีในเรือนอุบาสกผู้ตั้งภัตตาหารถวายสงฆ์ 4 สำรับทุกวัน แม้เจ้านายสั่งไว้เพียงครั้งเดียวแต่นางเป็นผู้จัดเตรียมและปรนนิบัติภิกษุด้วยศรัทธาเองทุกวันตลอด 16 ปี รักษาศีลเจริญวิปัสสนาจนบรรลุโสดาบัน ตายไปเกิดเป็นนางบำเรอสนิทของท้าวสักกะ มีดุริยเทพหกหมื่นและเทพอัปสรแสนหนึ่งแวดล้อม พระโมคคัลลานะพบนางในสวนจิตตลดาวันจึงถามบุญที่ทำไว้
- หน้า ๑๖๕–๑๖๙ ลขุมาวิมาน: หญิงใกล้ประตูบ้านชาวประมงถวายภัตตาหารแก่สงฆ์จนบรรลุโสดาบันและสกทาคามี นางลขุมาผู้มีศรัทธาอาศัยอยู่ใกล้ประตูบ้านชาวประมงในกรุงพาราณสี ถวายภิกษาแก่ภิกษุที่ผ่านมา ต่อมาสร้างโรงฉันถวายอาสนะและภัตตาหารเป็นประจำ ฟังธรรมจนบรรลุโสดาบัน ตายไปเกิดในภพดาวดึงส์มีนางอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร เมื่อพระโมคคัลลานะถามบุญ นางฝากถวายบังคมพระพุทธเจ้าพร้อมแจ้งว่าภายหลังได้รับพยากรณ์เป็นสกทาคามีแล้ว
- หน้า ๑๗๐–๑๗๗ อาจามทายิกาวิมาน: หญิงยากไร้ถวายข้าวตังแด่พระมหากัสสปะ ได้อานิสงส์เกินสมบัติพระเจ้าจักรพรรดิ 16 เท่า หญิงยากไร้รอดตายจากโรคระบาดในครอบครัว อาศัยข้าวตังเหลือทิ้งของเพื่อนบ้านประทังชีวิต พระมหากัสสปะออกจากนิโรธสมาบัติ 7 วันเลือกไปโปรดนางโดยเจาะจง ปฏิเสธอาหารทิพย์ที่ท้าวสักกะแปลงกายนำมาถวายแทน ยืนรอจนนางถวายข้าวตังด้วยศรัทธา นางตายคืนนั้นไปเกิดเป็นเทพชั้นนิมมานรดี ท้าวสักกะตามหาจนพบพระกัสสปะ ทรงสรรเสริญว่าทานเพียงข้าวตังแด่ผู้ทรงคุณสูงมีอานิสงส์เกินกว่าสมบัติพระเจ้าจักรพรรดิ 16 เท่า
- หน้า ๑๗๘–๑๘๔ จัณฑาลิวิมาน: หญิงจัณฑาลถวายบังคมพระพุทธเจ้าก่อนสิ้นชีวิต ไปเกิดในดาวดึงส์ พระพุทธเจ้าทรงเห็นด้วยพระญาณว่าหญิงจัณฑาลแก่คนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ใกล้สิ้นอายุและจะตกนรก จึงเสด็จไปยืนขวางทางนาง พระมหาโมคคัลลานะรู้พระประสงค์จึงกล่าวเตือนให้นางรีบถวายบังคมพระพุทธเจ้าเพราะชีวิตเหลือน้อย นางเลื่อมใสไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ต่อมาแม่โคขวิดนางตายทันทีขณะยังยืนประคองอัญชลี นางไปเกิดเป็นเทพธิดาในดาวดึงส์มีอัปสรจำนวนมากเป็นบริวาร แล้วมาเข้าเฝ้าไหว้ขอบคุณพระมหาโมคคัลลานะที่ให้โอกาสสร้างบุญครั้งสุดท้าย
- หน้า ๑๘๕–๑๙๕ ภัททิตถิกาวิมาน: อุบาสิกาผู้บริสุทธิ์ด้วยศีลและอาจาระ อุปถัมภ์พระอัครสาวก นางภัททาอุบาสิกาเมืองกิมิลนคร ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาศีลและรักษาอุโบสถ เคยถูกแม่สามีระแวงว่านอกใจสามีเพราะตั้งครรภ์ขณะสามีไปค้าขายไกล ทั้งที่แท้จริงเทวดาประจำเรือนพานางไปหาสามีด้วยฤทธิ์ แต่นางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้จนได้รับการยกย่องทั่วเมือง อีกทั้งเคยถวายปัจจัยเลี้ยงดูพระอัครสาวกทั้งสอง เมื่อสิ้นชีวิตไปเกิดในดาวดึงส์เที่ยวชมสวนนันทนวัน พระพุทธเจ้าตรัสถามบุรพกรรมและนางทูลเล่าความดีของตนโดยละเอียด
- หน้า ๑๙๖–๑๙๙ โสณทินนาวิมาน: อุบาสิกาเมืองนาลันทาผู้บรรลุโสดาบันด้วยศรัทธาและศีล นางโสณทินนา อุบาสิกาเมืองนาลันทา ผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธาศีล ถวายปัจจัย ๔ แก่พระสงฆ์และรักษาอุโบสถศีลสม่ำเสมอ อบรมกัมมัฏฐานจนบรรลุโสดาบันก่อนสิ้นชีวิตด้วยโรคภัย ไปเกิดในดาวดึงส์ พระมหาโมคคัลลานะถามถึงบุญกรรม นางตอบเล่าความดีของตนซึ่งเป็นเหตุแห่งรัศมีกายอันสว่างไสวไปทุกทิศ เนื้อหาดำเนินตามแบบแผนคำถามคำตอบที่ปรากฏซ้ำในวิมานเรื่องต่อๆ มา
- หน้า ๒๐๐–๒๐๕ อุโบสถาวิมาน: เทพธิดาสารภาพความร้อนใจที่ตั้งจิตปรารถนาเพียงสวรรค์ พระโมคคัลลานะปลอบว่าเป็นโสดาบันแล้ว อุบาสิกาชื่ออุโบสถาจากเมืองสาเกต ผู้ถึงพร้อมศรัทธาศีลและรักษาอุโบสถ แต่นางเผยว่าตนเคยตั้งจิตปรารถนาเพียงอยากไปเกิดในสวนนันทนวันเพราะได้ยินเล่าลือถึงความสวยงาม มิได้ทำตามพระดำรัสที่สอนไม่ให้ยินดีในภพใดๆ จึงเกิดความร้อนใจในภายหลัง พระมหาโมคคัลลานะปลอบใจว่านางเป็นพระโสดาบันแล้วตามที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ ทุคติทั้งปวงนางละได้แล้ว ไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป
- หน้า ๒๐๖–๒๐๘ สุนิททาวิมาน: อุบาสิกาแห่งราชคฤห์ผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธาศีลและอุโบสถ อุบาสิกาชื่อสุนิททาแห่งกรุงราชคฤห์ ผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธาศีล ถวายปัจจัย ๔ และรักษาอุโบสถศีล ๘ ประการเป็นประจำ เนื้อความซ้ำรูปแบบเดียวกับวิมานก่อนหน้าโดยใช้เปยยาลย่อความในต้นฉบับบางฉบับ แสดงว่าอุบาสิกาผู้ครองศีลธรรมเช่นนี้ล้วนไปเกิดในดาวดึงส์ด้วยรัศมีกายอันสว่างไสวเสมอกัน เป็นหนึ่งในชุดวิมานที่เล่าซ้ำแบบแผนเดียวกันเพื่อย้ำหลักธรรมเรื่องผลของศีลและทาน
- หน้า ๒๐๙–๒๑๐ สุทินนาวิมาน: อุบาสิกาแห่งราชคฤห์อีกรายผู้ทำบุญด้วยศรัทธาบริสุทธิ์ อุบาสิกาชื่อสุทินนาแห่งกรุงราชคฤห์ อีกตัวอย่างหนึ่งของหญิงผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธา ศีล และการถวายทาน รักษาอุโบสถศีลสม่ำเสมอ เนื้อเรื่องดำเนินตามแบบวิมานก่อนหน้าโดยย่อด้วยเปยยาล แสดงแบบแผนซ้ำว่าอุบาสิกาผู้ปฏิบัติธรรมเช่นนี้ย่อมไปเกิดในดาวดึงส์ด้วยผลบุญเดียวกัน
- หน้า ๒๑๑–๒๑๓ ปฐมภิกษาทายิกาวิมาน: หญิงเมืองมธุราถวายภิกษาแด่พระพุทธเจ้าครั้งเดียวก่อนสิ้นชีวิต หญิงชาวเมืองมธุราใกล้สิ้นอายุขัย พระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตนอกเมืองเพียงลำพัง พบนางระหว่างทางขณะไปตักน้ำ นางเลื่อมใสรีบกลับเรือนจัดอาสนะถวายภัตตาหารด้วยศรัทธา ฟังพระธรรมเทศนาอนุโมทนาแล้วเกิดปีติจนสิ้นชีวิตในอีกไม่กี่วันต่อมา ไปเกิดในดาวดึงส์มีอัปสรจำนวนมากเป็นบริวาร แสดงให้เห็นว่าเพียงการถวายภิกษาครั้งเดียวด้วยศรัทธาแท้จริงก็นำไปสู่สวรรค์ได้
- หน้า ๒๑๔–๒๑๕ ทุติยภิกษาทายิกาวิมาน: หญิงราชคฤห์ถวายภัตตาหารแด่พระขีณาสพ ปิดท้ายจิตตลดาวรรค หญิงชาวกรุงราชคฤห์ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส พบพระขีณาสพกำลังบิณฑบาตจึงนิมนต์เข้าเรือนถวายภัตตาหาร ต่อมาสิ้นชีวิตไปเกิดในดาวดึงส์เช่นเดียวกับเรื่องก่อนหน้า จบเรื่องนี้เป็นการปิดท้ายจิตตลดาวรรคที่ ๒ ซึ่งรวมวิมาน ๑๑ เรื่องว่าด้วยสตรีผู้ทำบุญแม้เพียงเล็กน้อยด้วยศรัทธาบริสุทธิ์ ก่อนขึ้นวรรคใหม่คือปาริฉัตตกวรรคที่ ๓
- หน้า ๒๑๖–๒๒๒ อุฬารวิมาน: หญิงสะใภ้ตระกูลทุศีลถูกแม่ผัวทุบตายเพราะถวายขนมเบื้องแก่พระ เปิดวรรคใหม่ (ปาริฉัตตกวรรค) ด้วยเรื่องหญิงสะใภ้ในตระกูลทุศีลไม่มีศรัทธา ผู้เจียดขนมเบื้องส่วนของแม่ผัวถวายพระที่มาบิณฑบาตโดยยังไม่ทันขออนุญาต เมื่อบอกแม่ผัวภายหลังกลับถูกโกรธจัดทุบด้วยสากที่บ่าจนถึงแก่ความตายภายใน ๒-๓ วัน นางไปเกิดในดาวดึงส์ด้วยอานิสงส์ทานเพียงเล็กน้อยแต่ทำด้วยจิตเลื่อมใสยิ่ง สะท้อนหลักธรรมว่าเจตนาสำคัญกว่ามูลค่าของสิ่งที่ถวาย
- หน้า ๒๒๓–๒๒๙ อุจฉุทายิกาวิมาน: หญิงถวายท่อนอ้อยแก่พระ ถูกแม่ผัวทุบด้วยตั่งจนถึงแก่ความตาย เรื่องคล้ายกับอุฬารวิมาน คือหญิงสาวถวายท่อนอ้อยแก่พระที่มาบิณฑบาตโดยไม่ได้ขออนุญาตแม่ผัวก่อน เมื่อแม่ผัวถามหาอ้อยที่หายไปนางตอบตามตรงว่าถวายพระแล้ว แม่ผัวโกรธจัดฟาดนางด้วยตั่งจนถึงแก่ความตายทันที นางไปเกิดในดาวดึงส์มีท้าวสักกะและเทพไตรทศคุ้มครอง เป็นอีกตัวอย่างที่ย้ำว่าทานเล็กน้อยด้วยจิตศรัทธาให้ผลบุญใหญ่หลวง แม้ผู้ถวายต้องแลกด้วยชีวิตของตนเอง
- หน้า ๒๓๐–๒๓๔ ปัลลังกวิมาน: หญิงสะใภ้ผู้ภักดีต่อสามีและถือศีลอุโบสถ ได้เป็นเทพธิดาบนบัลลังก์แก้ว หญิงสะใภ้ในตระกูลมั่งคั่งผู้ไม่โกรธ ประพฤติอยู่ในโอวาทสามีด้วยความภักดี ไม่ประมาทในวันอุโบสถ สมบูรณ์ด้วยศีล ๕ และรักษาอุโบสถศีล ๘ ประการ เป็นสาวิกาของพระพุทธเจ้า เมื่อสิ้นชีวิตไปเกิดเป็นเทพธิดาผู้มีฤทธิ์มาก นอนบนบัลลังก์ประดับแก้วมณีและทองคำ แวดล้อมด้วยหมู่นางอัปสรฟ้อนรำขับร้องบำเรออยู่เป็นนิจ เนื้อหาอรรถกถาอธิบายศัพท์ยังดำเนินต่อเนื่องเกินหน้า 234 ยังไม่จบสมบูรณ์ในช่วงนี้
- หน้า ๒๓๕–๒๓๖ ปัลลังกวิมาน: หญิงสะใภ้ไม่โกรธ ซื่อสัตย์ต่อสามี รักษาศีลอุโบสถ ไปเกิดบนบัลลังก์แก้ว เรื่องนางเทพธิดาผู้นั่งบนบัลลังก์แก้วอันโอฬารในวิมาน แวดล้อมด้วยนางอัปสรฟ้อนรำขับร้องบันเทิงใจ พระมหาโมคคัลลานเถระถามถึงบุพกรรม นางตอบว่าเมื่อเป็นมนุษย์เป็นสะใภ้ผู้ไม่โกรธ ซื่อสัตย์ต่อสามี มีศีล ๕ บริบูรณ์ และรักษาอุโบสถศีล ๘ ประการเป็นประจำทุกวันพระ จึงได้เสวยทิพยสมบัติหลังสิ้นชีวิต ส่วนอรรถกถาขยายความศัพท์บาลีในคาถาโดยละเอียด
- หน้า ๒๓๗–๒๔๗ ลตาวิมาน: เทพธิดาห้าพี่น้องธิดาท้าวเวสสวัณ บทเรียนเรื่องการปรนนิบัติสามี เทพธิดา ๕ พี่น้อง ธิดาท้าวเวสสวัณ ไปสรงน้ำที่สระอโนดาต นางสุดาผู้น้องสุดท้องถามนางลดาผู้พี่ใหญ่ว่าทำบุญอะไรจึงเป็นที่รักของท้าวสักกะและเก่งฟ้อนรำเหนือกว่าใคร นางลดาตอบว่าเพราะเมื่อเป็นมนุษย์ไม่โกรธ ซื่อสัตย์ต่อสามี ดูแลญาติสามีดี จึงเป็นแบบอย่างให้น้องทั้งสี่ตั้งใจปรนนิบัติสามี เปรียบด้วยราชสีห์ที่ล่าเหยื่อได้ตามใจปรารถนาเมื่ออาศัยถิ่นที่เหมาะสม
- หน้า ๒๔๘–๒๖๐ คุตติลวิมาน (พระคาถา): คุตติลบัณฑิตประชันพิณ และบุพกรรมเทพธิดา ๓๖ องค์ พระคาถาเล่าเรื่องคุตติลบัณฑิตถูกศิษย์ชื่อมุสิละท้าประชันดีดพิณ ท้าวสักกะรับปากช่วยเหลือจนชนะ แล้วเชิญคุตติละไปดีดพิณในเทวโลก โดยขอให้เทพธิดา ๓๖ องค์เล่าบุพกรรมเป็นค่าตอบแทนแทนค่าจ้าง แต่ละองค์ตอบว่าได้ถวายของเล็กน้อยแก่ภิกษุ เช่น ผ้า ดอกไม้ ของหอม ผลไม้ อาหาร อ้อย จนได้ทิพยวิมานใหญ่โตและเป็นเลิศกว่านางอัปสรพันนาง สื่อว่าแม้ทานเล็กน้อยด้วยศรัทธาก็ให้ผลไพบูลย์
- หน้า ๒๖๑–๒๗๘ อรรถกถาคุตติลวิมาน: ปฐมเหตุคุตติลบัณฑิตกับมุสิละศิษย์อกตัญญู อรรถกถาเล่าปฐมเหตุโดยละเอียดว่าคุตติละเป็นพระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลคนธรรพ์ เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้ตาบอด แม้เห็นนิสัยไม่ดีของมุสิละก็ยอมสอนศิลปะเพราะถูกมารดาบิดาขอร้อง มุสิละอวดดีท้าประชันจนพ่ายแพ้และถึงแก่ความตายกลางเวที ท้าวสักกะพาคุตติละไปเทวโลก ให้เทพธิดาเล่าบุญเดิมซ้ำอีกครั้งเป็นค่าดีดพิณ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเรื่องนี้คือชาติก่อนของพระองค์เอง
- หน้า ๒๗๙–๒๘๓ ทัททัลลวิมาน (พระคาถา): นางภัททากับนางสุภัททา สังฆทานมีผลมากกว่าทานเจาะจงบุคคล นางภัททาเทพธิดาบริจาริกาท้าวสักกะพบนางสุภัททาน้องสาวซึ่งรุ่งเรืองกว่าตนมาก ทั้งที่เคยเป็นภรรยาร่วมสามีเดียวกันมาก่อน นางสุภัททาเล่าว่าถวายบิณฑบาตแก่ภิกษุ ๘ รูปตามคำแนะนำของพระเรวตเถระให้ถวายเป็นสังฆทานแทนถวายเจาะจงบุคคล จึงได้ผลบุญมากกว่าที่นางภัททาถวายทานแก่ภิกษุจำนวนมากกว่าเสียอีก นางภัททายอมรับและตั้งใจจะถวายสังฆทานต่อไป
- หน้า ๒๘๔–๒๙๑ อรรถกถาทัททัลลวิมาน: ที่มาเรื่องสองพี่น้อง และคำสอนเรื่องอานิสงส์สังฆทาน อรรถกถาเล่าที่มาว่าภัททาและสุภัททาเป็นพี่น้องอุปัฏฐากพระเรวตเถระจากนาลกคาม นางภัททาเป็นหมันจึงให้น้องมาอยู่ด้วยเผื่อมีบุตรสืบสกุล พระเรวตเถระแนะให้สุภัททาถวายอาหารแก่ภิกษุ ๘ รูปเป็นสังฆทาน ท้าวสักกะทูลถามพระพุทธเจ้าที่เขาคิชฌกูฏถึงเหตุที่ทานแก่พระอริยสงฆ์ ๘ จำพวกมีผลไพบูลย์ยิ่งกว่าทานเจาะจงบุคคล เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไป
- หน้า ๒๙๒–๒๙๔ อรรถกถาทัททัลลวิมาน: นางภัททาสอนน้องสาวสุภัททาถวายสังฆทานแด่พระเรวตะ ท้าวสักกะยืนยันสังฆทานมีผลมากกว่าทานเจาะจงบุคคล ต่อจากคาถาสรุปทัททัลลวิมาน อรรถกถาเล่าว่านางภัททาเป็นหมันจึงให้นางสุภัททาน้องสาวมาเป็นภรรยาร่วมสามี และสอนให้ถวายทาน สุภัททาถวายสังฆทานแด่พระเรวตเถระกับภิกษุ ๘ รูปตามคำแนะนำของท่าน ตายแล้วเกิดเป็นเทพธิดารุ่งเรืองกว่าพี่สาวซึ่งถวายทานเจาะจงบุคคลแม้จะถวายมากกว่า ท้าวสักกะทรงอธิบายแก่นางภัททาเทพธิดาโดยอ้างพุทธพจน์ว่าสังฆทานมีผลมากกว่าปาฏิบุคลิกทานเสมอ พร้อมไขศัพท์บาลีประกอบโดยละเอียด
- หน้า ๒๙๕–๓๐๘ เสสวดีวิมาน: นางเสสวดีบริจาคเครื่องประดับทองสร้างเจดีย์ครั้งพระกัสสปพุทธเจ้า และถูกช้างเหยียบตายขณะบูชาพระธาตุพระสารีบุตร ได้เกิดในดาวดึงส์ พระวังคีสเถระถามเทพธิดาถึงวิมานอันโอฬารรายล้อมด้วยสระบัวและป่าไม้หอมทิพย์ นางเล่าว่าชาติก่อนเป็นเด็กหญิงบริจาคเครื่องประดับทองที่คอเพื่อสร้างอิฐเจดีย์ทองสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า ต่อมาเกิดใหม่เป็นนางเสสวดีในนาลกคาม แต่งงานกับพ่อค้าผู้พบขุมทรัพย์คืนสภาพด้วยอำนาจบุญของนาง เมื่อพระสารีบุตรปรินิพพาน นางฝ่าฝืนคำห้ามของพ่อผัวไปบูชาพระธาตุจนถูกฝูงชนที่ตื่นช้างตกมันเหยียบตาย ด้วยจิตเลื่อมใสขณะตายจึงได้เกิดในดาวดึงส์มีนางอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร
- หน้า ๓๐๙–๓๑๗ มัลลิกาวิมาน: นางมัลลิการาชบุตรีมัลละถวายเครื่องประดับมหาลดาและของหอมบูชาพระพุทธสรีระหลังปรินิพพานที่กุสินารา ได้เกิดในดาวดึงส์ด้วยทิพยสมบัติโอฬาร พระนารทเถระถามเทพธิดาผู้มีผ้านุ่งห่มและเครื่องประดับสีเหลืองอร่ามล้วนแล้วด้วยแก้วต่างๆ ถึงกรรมที่ทำให้ได้วิมานนี้ นางตอบว่าเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานที่สาลวันกรุงกุสินารา นางมัลลิกาชายาพันธุลมัลละ ล้างเครื่องประดับมหาลดาด้วยน้ำหอมทำนองเดียวกับนางวิสาขามหาอุบาสิกา นำไปบูชาพระสรีระพร้อมของหอมดอกไม้เป็นอันมาก ตายแล้วจึงได้เกิดในดาวดึงส์ด้วยทิพยสมบัติไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน
- หน้า ๓๑๘–๓๒๔ วิสาลักขิวิมาน: อุบาสิกาสุนันทาแห่งราชคฤห์บูชาพระสถูปด้วยดอกไม้ทุกวันอุโบสถแทนการประดับตน จนบรรลุโสดาบัน รัศมีข่มเทพทั้งสวนจิตรลดา ท้าวสักกะทรงถามเทพธิดาผู้มีรัศมีข่มเทวดาทั้งสวนจิตรลดาว่าทำกรรมใดไว้ นางตอบว่าเมื่อเป็นมนุษย์ชื่อสุนันทา อุบาสิกาลูกสาวช่างทำดอกไม้ในราชคฤห์ ถึงพร้อมด้วยศรัทธาศีล ถวายทานรักษาอุโบสถศีลแปดประการเป็นประจำ นำดอกไม้ที่ทาสีนำมาให้ทุกวันไปบูชาพระสถูปแทนการประดับตนเอง จนบรรลุโสดาปัตติผล และตั้งความปรารถนาจะบรรลุสกทาคามีในภพต่อไป
- หน้า ๓๒๕–๓๓๐ ปาริฉัตตกวิมาน: หญิงหาฟืนเก็บดอกอโศกปูลาดถวายพระพุทธเจ้า ได้เกิดเป็นเทพธิดาฟ้อนรำในสวนสวรรค์ ปิดท้ายปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ด้วยรายชื่อวิมาน ๑๐ เรื่อง พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาผู้เก็บดอกปาริฉัตตกะร้อยมาลัยทิพย์และฟ้อนรำในสวนสวรรค์ นางตอบว่าเคยเป็นหญิงหาฟืนยากจนเห็นพระพุทธเจ้าประทับ ณ ปะรำที่อุบาสกจัดถวาย จึงมีจิตเลื่อมใสนำดอกอโศกที่เก็บมาปูลาดรอบพระอาสนะและทำประทักษิณสามรอบ ท้ายเรื่องมีบทสรุปรายชื่อวิมานทั้ง ๑๐ เรื่องของปาริฉัตตกวรรค ปิดวรรคที่ ๓ แห่งวิมานวัตถุ
- หน้า ๓๓๑–๓๓๕ มัญชิฏฐกวิมาน: นางทาสีในตระกูลเจ้านายโปรยดอกสาละถวายพระพุทธเจ้า ได้เกิดในวิมานแก้วผลึกท่ามกลางป่าสาละทิพย์ เปิดมัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ เปิดวรรคใหม่มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาในวิมานแก้วผลึกแดงลาดทรายทองซึ่งมีป่าสาละทิพย์คอยโน้มกิ่งโปรยดอกให้เมื่อเดินผ่าน นางตอบว่าชาติก่อนเป็นทาสีรับใช้ในตระกูลเจ้านาย เห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งจึงมีจิตเลื่อมใส เก็บดอกสาละจากสวนอันธวันโปรยรอบอาสนะและถวายพวงมาลัยที่ร้อยกรองไว้ด้วยมือตนเอง
- หน้า ๓๓๖–๓๔๐ ปภัสสรวิมาน: หญิงชาวราชคฤห์ถวายพวงมะลิและน้ำอ้อยแด่พระโมคคัลลานะแต่ตายก่อนได้ฟังธรรม เกิดเป็นเทพธิดาที่ยังเดือดร้อนใจว่าเทพองค์อื่นรุ่งเรืองกว่าเพราะเลื่อมใสในพระรัตนตรัยยิ่งกว่า พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาผู้งามนั่งบนบัลลังก์รัตนะในสวนทิพย์ นางตอบว่าเคยเป็นธิดาอุบาสกในราชคฤห์ ถวายพวงมาลัยดอกมะลิและน้ำอ้อยแด่ท่านขณะบิณฑบาต แต่ผัดฟังธรรมไว้วันหลังแล้วตายเสียก่อนในวันนั้นเอง จึงยังเดือดร้อนใจที่พลาดโอกาสฟังธรรม ขอให้พระเถระช่วยแนะนำผู้ที่ควรอนุเคราะห์ให้ฟังธรรมโดยไม่ผัดวัน เพราะเทพที่เลื่อมใสในพระรัตนตรัยล้วนรุ่งเรืองกว่านางทั้งอายุยศและฤทธิ์
- หน้า ๓๔๑–๓๔๖ นาควิมาน: อุบาสิกาพาราณสีถวายผ้าคู่แด่พระพุทธเจ้าและฟังอริยสัจ ๔ บรรลุโสดาบัน ตายเร็วเพราะบุญมาก เกิดเป็นปชาบดีของท้าวสักกะทรงคชสารเหาะได้ พระวังคีสเถระถามเทพธิดาผู้ทรงคชสารประดับข่ายทองพร้อมสระโบกขรณีทิพย์สองสระที่งาช้างและหมู่เทพอัปสรบรรเลงดนตรี นางตอบว่าเคยถวายผ้าคู่แด่พระพุทธเจ้าที่พาราณสีแล้วฟังพระธรรมเทศนาเรื่องอริยสัจ ๔ จนรู้แจ้ง แต่เพราะบุญอันโอฬารทำให้มีอายุน้อยจึงตายเร็ว ไปเกิดในดาวดึงส์เป็นปชาบดีองค์หนึ่งในหมื่นหกพันองค์ของท้าวสักกะนามยสุตตรา มีชื่อเสียงปรากฏทั่วทุกทิศ
- หน้า ๓๔๗–๓๔๘ อโลมวิมาน (เริ่มเรื่อง): หญิงเข็ญใจชื่ออโลมาถวายขนมแห้งไม่เค็มแด่พระพุทธเจ้าด้วยศรัทธาบริสุทธิ์ แม้ของถวายด้อยค่าก็ยังได้เกิดเป็นเทพธิดารัศมีดุจดาวประกายพรึก พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาผู้มีรัศมีดุจดาวประกายพรึกว่าทำบุญอะไรไว้ นางตอบว่าเคยเป็นหญิงยากจนชื่ออโลมาในกรุงพาราณสี เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตแต่ไม่มีสิ่งใดควรถวายนอกจากขนมแห้งไม่มีรสเค็มผิวกร่อน จึงน้อมถวายด้วยจิตเลื่อมใสและเสวยโสมนัสในทานนั้น ตายแล้วเกิดในดาวดึงส์ เนื้อหาช่วงท้ายเป็นอรรถกถาที่เริ่มขยายความยังไม่จบ ต่อเนื่องไปหน้าถัดไป
- หน้า ๓๔๙ อโลมวิมาน - หญิงเข็ญใจชื่ออโลมาถวายขนมแห้งไม่มีรสเค็มแด่พระพุทธเจ้าขณะบิณฑบาต พระมหาโมคคัลลานะถามเทพธิดาผู้มีวรรณะงามดุจดาวประกายพรึกว่าทำบุญอะไรไว้ เทพธิดาตอบว่าในชาติก่อนเป็นหญิงยากไร้ชื่ออโลมาในกรุงพาราณสี ไม่มีของถวายอื่นจึงถวายขนมแห้งไม่มีรสเค็มแด่พระพุทธเจ้าด้วยจิตเลื่อมใส แสดงให้เห็นว่าของถวายเพียงเล็กน้อยแต่ศรัทธาบริสุทธิ์ก็ให้ผลเป็นทิพยสมบัติหลังตาย
- หน้า ๓๕๐–๓๕๔ กัญชิกทายิกาวิมาน - ภรรยาหมอถวายน้ำข้าวปรุงยาแก้โรคลมในพระนาภีแด่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าประชวรโรคลม รับสั่งพระอานนท์ไปขอน้ำข้าวมาปรุงยา ภริยาของหมออุปัฏฐากปรุงยาคูใส่พุทรา ดีปลี กระเทียม ถวายเต็มบาตรด้วยจิตเลื่อมใส อาพาธสงบทันที นางตายไปเกิดในดาวดึงส์ พระมหาโมคคัลลานะถามกรรม เทพธิดาแสดงคาถาว่าบุญจากการถวายน้ำข้าวครั้งเดียวมีค่ามากกว่าทองคำ ม้า ช้าง แม้ราชสมบัติจักรพรรดิเสี้ยวที่ ๑๖ ก็ยังไม่เท่า
- หน้า ๓๕๕–๓๕๘ วิหารวิมาน - เทพธิดาเล่าถึงวิมานที่ได้จากการอนุโมทนาบุญสร้างวัดของนางวิสาขา และพระอนุรุทธะถามคติของนางวิสาขา ท่านพระอนุรุทธะถามเทพธิดาผู้มีวิมานเปล่งรัศมีหลายโยชน์ เทพธิดาตอบว่าเพียงเห็นนางวิสาขาสหายสร้างมหาวิหารถวายสงฆ์แล้วอนุโมทนาด้วยใจบริสุทธิ์ ก็ได้วิมานใหญ่โตอัศจรรย์ เมื่อถูกถามว่านางวิสาขาไปเกิดที่ใด ตอบว่าไปเกิดเป็นปชาบดีท้าวสุนิมมิตในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี แล้วกล่าวธรรมชักชวนให้ถวายทานแด่พระสงฆ์ผู้เป็นเขตบุญอันประเสริฐ
- หน้า ๓๕๙–๓๗๐ อรรถกถาวิหารวิมาน - ประวัติละเอียดนางวิสาขามหาอุบาสิกาสละเครื่องประดับมหาลดาประสาธน์สร้างวัดบุพพาราม อธิบายที่มาว่านางวิสาขาตั้งใจจะไปเที่ยวอุทยานแต่เปลี่ยนใจไปเข้าเฝ้าฟังธรรมแทน ระหว่างทางกลับหญิงรับใช้ลืมเครื่องประดับไว้ที่วัด นางจึงถือโอกาสบริจาคเครื่องประดับราคาเก้าโกฏิเจ็ดพันเหรียญสร้างปราสาทใหญ่พันห้องใช้เวลาเก้าเดือน เพื่อนหญิงคนหนึ่งอนุโมทนาบุญนั้นแล้วตายไปเกิดเป็นเทพธิดาในดาวดึงส์มีวิมานใหญ่โต ส่วนนางวิสาขาเองไปเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี พร้อมอธิบายศัพท์คาถาโดยละเอียด
- หน้า ๓๗๑–๓๗๗ จตุริตถีวิมาน - เรื่องและอรรถกถาว่าด้วยหญิงสี่คนถวายดอกไม้กำมือหนึ่งแก่ภิกษุบิณฑบาตสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า พระมหาโมคคัลลานะพบเทพธิดาสี่องค์มีวิมานเรียงกันในดาวดึงส์ ถามกรรมที่ทำไว้ ทั้งสี่นางเคยเป็นหญิงชาวนครปัณณกตะครั้งพุทธกาลพระกัสสปะ ต่างถวายดอกไม้กำมือหนึ่งคนละชนิด คือดอกราชพฤกษ์ ดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง และดอกมะลิตูม แก่ภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตรแต่ละรูปด้วยจิตเลื่อมใส แม้บุญเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ได้เกิดเป็นเทพธิดามีอัปสรบริวารองค์ละพัน
- หน้า ๓๗๘–๓๘๒ อัมพวิมาน - อุบาสิกาสร้างวัดล้อมด้วยสวนมะม่วงและฉลองวัดด้วยการห่อผ้าคลุมต้นมะม่วงแทนผลไม้ พระมหาโมคคัลลานะถามเทพธิดาผู้มีปราสาทในสวนมะม่วงทิพย์ล้อมด้วยต้นไม้ที่ออกผลเป็นผ้า เทพธิดาตอบว่าในชาติก่อนสร้างวิหารถวายสงฆ์ล้อมรอบด้วยต้นมะม่วง เมื่อฉลองวัดได้เอาผ้าห่อหุ้มต้นมะม่วงทำเป็นผลจำลองแขวนประทีปสว่างไสว นิมนต์พระสงฆ์ฉันแล้วถวายวิหารด้วยมือตนเอง ผลบุญนั้นทำให้เกิดเป็นเทพธิดามีสวนมะม่วงและปราสาทที่มีต้นไม้ออกผลเป็นผ้าทิพย์
- หน้า ๓๘๓–๓๘๙ ปีตวิมาน - หญิงถวายดอกบวบขมสี่ดอกบูชาพระสถูปแล้วถูกแม่โคขวิดตาย ท้าวสักกะทรงสอนว่าบุญเล็กน้อยแต่ผลใหญ่ ท้าวสักกเทวราชทรงเห็นเทพธิดาสีเหลืองทั้งกายรุ่งเรืองเกินเทพนาฏกะทั้งปวง จึงถามกรรม เทพธิดาตอบว่าในชาติก่อนเป็นอุบาสิกาชาวราชคฤห์ถือดอกบวบขมสี่ดอกไปบูชาพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ระหว่างทางถูกแม่โคลูกอ่อนขวิดตายก่อนถึงพระสถูป แต่ด้วยใจมุ่งมั่นเลื่อมใสก็ยังได้อานิสงส์มาก ท้าวสักกะทรงยกเป็นตัวอย่างสอนเทวดาว่าทานแม้น้อยแต่ทำด้วยจิตเลื่อมใสในพระตถาคตย่อมมีผลมากเสมอ
- หน้า ๓๙๐–๓๙๔ อุจฉุวิมาน - หญิงถวายท่อนอ้อยแก่พระภิกษุแล้วถูกแม่ผัวขว้างก้อนดินจนตายเพราะเข้าใจผิดว่าขโมยอ้อย พระมหาโมคคัลลานะถามเทพธิดาผู้ส่องสว่างดุจพระจันทร์พระอาทิตย์ เทพธิดาตอบว่าในชาติก่อนได้ถวายท่อนอ้อยแด่พระภิกษุบิณฑบาตด้วยจิตเลื่อมใส แต่แม่ผัวกลับหาว่านางแอบเอาอ้อยไปกินหรือทิ้ง เมื่อนางแก้ตัวว่าถวายพระแล้ว แม่ผัวโกรธขว้างก้อนดินใส่จนนางถึงแก่ความตาย ด้วยกุศลกรรมนั้นนางไปเกิดเป็นเทพธิดามีท้าวสักกะและทวยเทพคุ้มครอง อรรถกถาระบุว่าเรื่องนี้คล้ายวิมานอ้อยเรื่องก่อนต่างกันเพียงอาวุธที่ใช้ประหาร
- หน้า ๓๙๕–๓๙๗ วันทนวิมาน - หญิงเห็นภิกษุแล้วไหว้ด้วยความเลื่อมใสอย่างสุดซึ้งจนได้เกิดเป็นเทวดา พระมหาโมคคัลลานะถามเทพธิดาผู้มีวรรณะงามว่าทำบุญอะไรไว้ เทพธิดาตอบสั้นๆ ว่าครั้งเป็นมนุษย์เห็นพระสงฆ์ผู้มีศีลเดินผ่านหมู่บ้าน จึงไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์และประคองอัญชลีเหนือศีรษะจนภิกษุเดินลับตาไปด้วยใจเลื่อมใสอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นว่าแม้เพียงการไหว้ด้วยความเคารพจริงใจโดยไม่มีการถวายสิ่งของใดๆ ก็เป็นบุญที่ส่งผลให้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้
- หน้า ๓๙๘–๔๐๒ รัชชุมาลาวิมาน - ทาสีผู้คิดผูกคอตายเพราะถูกทารุณ พบพระพุทธเจ้าในป่าจนบรรลุโสดาปัตติผลก่อนตาย พระมหาโมคคัลลานะถามเทพธิดาผู้ฟ้อนรำงดงาม เทพธิดาเล่าว่าในชาติก่อนเป็นทาสีชื่อรัชชุมาลาถูกนายทุบตีด่าทอจนสิ้นหวัง จึงเข้าป่าผูกเชือกจะฆ่าตัวตาย แต่ได้เห็นพระพุทธเจ้าประทับใต้ต้นไม้ เกิดความสังเวชและเลื่อมใส พระองค์ตรัสเรียกและสอนอริยสัจสี่จนนางบรรลุโสดาปัตติผล หลังตายไปเกิดเป็นเทพธิดามีอัปสรและเทพบุตรนักดนตรีจำนวนมากขับกล่อม แล้วเชิญชวนให้ผู้ฟังหมั่นทำบุญ
- หน้า ๔๐๓–๔๐๕ อรรถกถารัชชุมาลาวิมาน - ประวัติละเอียดทาสีรัชชุมาลาที่ถูกนางพราหมณีทารุณกรรมเนื่องจากเวรกรรมเก่าข้ามภพชาติ (เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องในหน้าถัดไป) อรรถกถาเล่าว่านางพราหมณีกับทาสีเคยผูกเวรกันมาตั้งแต่สมัยพระกัสสปพุทธเจ้า ชาตินี้นางพราหมณีทุบตีทาสีรุนแรงจนโกนผมและเอาเชือกพันศีรษะ ทาสีได้ชื่อรัชชุมาลาจากเหตุนั้น เมื่อคิดผูกคอตายในป่ากลับพบพระพุทธเจ้าผู้ทรงทราบอุปนิสัยล่วงหน้าจึงเสด็จไปโปรด นางบรรลุโสดาบันแล้วกลับบ้าน พราหมณ์นายของนางทราบเรื่องก็เลื่อมใสนิมนต์พระพุทธเจ้ามารับอาหารและตั้งนางเป็นบุตรบุญธรรม เนื้อหาต่อเนื่องไปถึงนางตายไปเกิดเป็นเทพธิดาในหน้าถัดไปซึ่งอยู่นอกช่วงที่ได้รับมอบหมาย
- หน้า ๔๐๖–๔๑๗ อรรถกถารัชชุมาลาวิมาน: ปูมหลังชาติก่อน ที่มาของชื่อ และการบรรลุธรรมของนางรัชชุมาลา อธิบายว่านางทาสีเคยเป็นนายของนางพราหมณีในชาติก่อนสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า แต่ถูกทารุณจนผูกอาฆาต ชาตินี้จึงถูกนางพราหมณีทุบตีและเอาเชือกรัดศีรษะจนได้ชื่อรัชชุมาลา พระพุทธเจ้าทรงเห็นอุปนิสัยจึงเสด็จไปโปรดในป่า หลังบรรลุธรรมนางกลับไปเล่าเรื่อง ตระกูลพราหมณ์เลื่อมใสรับนางเป็นบุตรบุญธรรม ต่อมานางตายไปเกิดเป็นเทพธิดาบนดาวดึงส์ พร้อมอธิบายศัพท์บาลีสำคัญในคาถาประกอบ
- หน้า ๔๑๘ มัณฑูกเทวปุตตวิมาน (คาถา): พระพุทธเจ้าตรัสถามเทพบุตรผู้เคยเป็นกบ เปิดหมวดใหม่ปุริสวิมานวัตถุด้วยมหารถวรรคที่ ๕ เรื่องแรกคือมัณฑูกเทวปุตตวิมาน พระพุทธเจ้าตรัสถามเทพบุตรผู้รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์ว่าเป็นใคร เทพบุตรตอบว่าในชาติก่อนเป็นกบอาศัยอยู่ในน้ำ ขณะกำลังฟังพระธรรมเทศนาก็ถูกคนเลี้ยงโคทำร้ายจนตายโดยไม่รู้ตัว ด้วยจิตเลื่อมใสในเสียงธรรมเพียงชั่วครู่ทำให้ได้อานุภาพและวรรณะอันรุ่งเรือง
- หน้า ๔๑๙–๔๒๓ อรรถกถามัณฑูกเทวปุตตวิมาน: กบฟังเสียงธรรมแล้วตายไปเกิดเป็นเทพบุตร เล่าเหตุการณ์ริมสระโบกขรณีคัคครา นครจัมปา พระพุทธเจ้าทรงเห็นด้วยญาณว่าจะมีกบตัวหนึ่งถือนิมิตในพระสุรเสียงขณะทรงแสดงธรรม แล้วถูกเด็กเลี้ยงโคเอาไม้ปักทับตายโดยไม่ตั้งใจ ด้วยจิตเลื่อมใสกบไปเกิดในวิมานทองบนดาวดึงส์ ลงมากราบพระพุทธเจ้าท่ามกลางมหาชน ฟังธรรมต่อจนสัตว์แปดหมื่นสี่พันบรรลุธรรม แสดงอานุภาพแห่งความเลื่อมใสแม้เพียงชั่วขณะจิต
- หน้า ๔๒๔–๔๒๘ เรวตีวิมาน (คาถา): นางเรวดีผู้ตระหนี่ถูกยักษ์นำตัวไปนรกทั้งที่ยังมีชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาว่าบุญย่อมต้อนรับผู้ทำบุญเหมือนญาติต้อนรับญาติที่จากไปนาน จากนั้นเล่าเรื่องยักษ์สองตนฉุดนางเรวดีผู้ตระหนี่ไม่ให้ทานไปยังนรก ระหว่างทางนางเห็นวิมานงามของสามีชื่อนันทิยะ ขอร่วมเสวยสุขด้วยแต่ถูกปฏิเสธ ถูกซักถามและตัดสินโทษฐานหลอกลวงสมณพราหมณ์ด้วยมุสาวาท ก่อนถูกโยนลงนรกสังสวกะ นางสำนึกผิดแต่สายเกินแก้แล้ว
- หน้า ๔๒๙–๔๔๑ อรรถกถาเรวตีวิมาน: อุบาสกนันทิยะผู้ใจบุญกับภรรยาตระหนี่ที่ลงเอยในนรก เล่าความเป็นมาที่กรุงพาราณสี อุบาสกนันทิยะเป็นทานบดีใจบุญ แต่งงานกับเรวดีผู้ไม่มีศรัทธา ภายหลังนางฝึกทำบุญตามคำสอนแม่สามีจนดูเหมือนมีศรัทธา แต่เมื่อนันทิยะออกเดินทางค้าขาย นางเลิกให้ทานและด่าว่าพระสงฆ์ นันทิยะไล่นางออกจากเรือนชั่วคราว ต่อมานันทิยะตายไปเกิดในวิมานทิพย์บนดาวดึงส์ ส่วนเรวดีถูกท้าวเวสวัณสั่งยักษ์มาลากตัวไปทรมานในนรกต่อหน้ามหาชนทั้งเมืองเป็นอุทาหรณ์สอนใจ
- หน้า ๔๔๒–๔๔๕ ฉัตตมาณวกวิมาน (คาถา): พระพุทธเจ้าโปรดมาณพหนุ่มให้ถึงไตรสรณคมน์และศีลห้าก่อนถูกโจรฆ่า พระพุทธเจ้าทรงสอนมาณพหนุ่มชื่อฉัตตะระหว่างทางให้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะและสมาทานศีลห้า ต่อมาฉัตตมาณพถูกโจรฆ่าตายระหว่างเดินทางไปมอบทรัพย์ค่าบูชาครู แต่ด้วยกุศลเพียงการถึงสรณะและศีลที่รักษาได้ชั่วครู่ก่อนตาย ทำให้ไปเกิดเป็นเทพบุตรผู้รุ่งเรือง เทพบุตรกลับมาสำแดงตนต่อพระพุทธเจ้าและมหาชนเพื่อยืนยันอานุภาพแห่งกรรมดีแม้เพียงเล็กน้อย
- หน้า ๔๔๖–๔๖๒ อรรถกถาฉัตตมาณวกวิมาน: มาณพเรียนจบศิลปะ ถูกโจรดักฆ่าหลังพระพุทธเจ้าโปรดให้ถึงสรณะ (ต่อในหน้าถัดไป) เล่าที่มาว่าฉัตตะเป็นบุตรพราหมณ์แห่งเสตัพยนคร ไปเรียนศิลปะกับอาจารย์โปกขรสาติจนสำเร็จ ถือกหาปณะพันหนึ่งไปมอบเป็นทักษิณาค่าบูชาครู ระหว่างทางพวกโจรดักซุ่มหมายชิงทรัพย์ พระพุทธเจ้าทรงทราบล่วงหน้าจึงเสด็จไปพบและสอนสรณะสามและศีลห้าให้ก่อน แม้ถูกโจรฆ่าตายจริงตามคาด แต่ด้วยกุศลนั้นทำให้ไปเกิดเป็นเทพบุตรมีวิมานทอง รัศมีไกลกว่า ๒๐ โยชน์ กลับมาปรากฏกายต่อหน้ามหาชนที่มาไว้อาลัยเพื่อแสดงผลแห่งกรรม เนื้อหายังไม่จบในช่วงหน้านี้
- หน้า ๔๖๓–๔๖๔ อรรถกถาฉัตตมาณวกวิมาน (ตอนจบ) - เทพบุตรฉัตตมาณพเปล่งรัศมี พระศาสดาทรงแสดงอริยสัจ บิดามารดาและมหาชนบรรลุโสดาปัตติผล ส่วนท้ายของอรรถกถาฉัตตมาณวกวิมาน ไขความศัพท์บาลีบรรยายความสวยงามและแสงรัศมีของวิมาน จากนั้นเป็นคาถาที่เทพบุตรฉัตตมาณพผู้ถือศีลห้าก่อนถูกโจรฆ่าตาย ประกาศความปีติในผลบุญที่ได้เกิดเป็นเทพ ชี้ให้เห็นว่าแม้รักษาศีลเพียงชั่วครู่ก็ให้ผลไพบูลย์ เมื่อพระศาสดาทรงแสดงอริยสัจจบลง บิดามารดาของฉัตตมาณพและมหาชนจำนวนมากก็บรรลุโสดาปัตติผลตามไปด้วย
- หน้า ๔๖๕–๔๖๘ ๔. กักกฏกรสทายกวิมาน - ภิกษุอาพาธหูหายเพราะฉันภัตตาหารรสปูที่สัปปายะ คนเฝ้านาผู้ถวายไปเกิดในดาวดึงส์มีปูทองเตือนใจถึงบุญที่ประตูวิมาน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบด้วยญาณว่าอาหารรสปูเป็นสัปปายะแก่ภิกษุรูปหนึ่งที่ปวดหูจนเจริญวิปัสสนาไม่ได้ จึงส่งไปบิณฑบาตที่นาของชาวมคธ คนเฝ้านาถวายภัตตาหารรสปู อาการปวดหูของภิกษุหายทันทีและท่านบรรลุอรหัตต์ ต่อมาคนเฝ้านาตายไปเกิดในวิมานทองบนดาวดึงส์ มีรูปปูทองสิบขาอยู่ที่ประตูเป็นเครื่องเตือนสติถึงบุญที่ตนทำไว้
- หน้า ๔๖๙–๔๗๒ ๕. ทวารปาลกวิมาน - อุบาสกตั้งคนเฝ้าประตูดูแลรับสงฆ์แทนตนเพราะประตูมักปิดกันขโมย คนเฝ้าประตูเกิดศรัทธาบำรุงภิกษุเองจนได้ไปเกิดในดาวดึงส์ อุบาสกชาวราชคฤห์ถวายนิจภัตแด่สงฆ์เป็นประจำ แต่เรือนอยู่ท้ายบ้านต้องปิดประตูกันโจรบ่อยครั้งทำให้ภิกษุพลาดภัตตาหาร จึงตั้งบุรุษคนหนึ่งเป็นผู้เฝ้าประตูคอยรับนิมนต์และจัดอาสนะแทน บุรุษผู้นั้นได้ฟังธรรมจากภิกษุที่มาบำรุงจนเกิดศรัทธาตั้งอยู่ในสรณะและศีลด้วยตนเอง เมื่อตายไปจึงเกิดในวิมานทองบนดาวดึงส์เช่นเดียวกับอุบาสกผู้เป็นนาย
- หน้า ๔๗๓–๔๗๖ ๖. ปฐมกรณียวิมาน - อุบาสกชาวสาวัตถีพบพระพุทธเจ้าระหว่างทางไปอาบน้ำ กราบทูลนิมนต์ฉันภัตตาหารที่บ้านจนได้เกิดในดาวดึงส์ อุบาสกชาวสาวัตถีถือเครื่องอาบน้ำเดินสวนทางพบพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จบิณฑบาต จึงเข้าไปถวายบังคมและกราบทูลถามว่ามีผู้นิมนต์แล้วหรือยัง เมื่อทราบว่ายังไม่มีผู้ใดนิมนต์ จึงกราบทูลเชิญเสด็จไปเสวยภัตตาหารที่เรือนของตนด้วยความปีติ พระองค์ทรงรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ เมื่อสิ้นชีวิตอุบาสกจึงได้เกิดเป็นเทพในดาวดึงส์ด้วยอานิสงส์แห่งทานนั้น
- หน้า ๔๗๗ ๗. ทุติยกรณียวิมาน - เรื่องเดียวกับปฐมกรณียวิมานแต่ถวายภัตตาหารแด่พระเถระรูปหนึ่งแทนที่จะเป็นพระพุทธเจ้าเอง วิมานนี้มีเนื้อความเดียวกับปฐมกรณียวิมานทุกประการ ต่างกันเพียงว่าในเรื่องนี้อุบาสกถวายอาหารแด่พระเถระรูปหนึ่งแทนที่จะถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าโดยตรง แสดงให้เห็นว่าการถวายทานด้วยจิตเลื่อมใสแด่พระสาวกก็ให้อานิสงส์เกิดในเทวโลกได้เช่นเดียวกับการถวายแด่พระพุทธเจ้า
- หน้า ๔๗๘–๔๘๑ ๘. ปฐมสูจิวิมาน - ช่างทองถวายเข็มสองเล่มแด่พระสารีบุตรผู้ต้องการเย็บจีวร ด้วยใจเลื่อมใสจนได้เกิดในดาวดึงส์ พระสารีบุตรมีกิจต้องเย็บจีวรแต่ขาดเข็ม จึงเที่ยวบิณฑบาตจนไปถึงเรือนช่างทองผู้หนึ่ง เมื่อทราบความต้องการ ช่างทองมีจิตเลื่อมใสถวายเข็มที่ทำไว้อย่างดีสองเล่มพร้อมขอให้กลับมาขอใหม่หากต้องการอีก พระเถระอนุโมทนาแล้วจากไป ต่อมาช่างทองตายไปเกิดในดาวดึงส์ อรรถกถาชี้ว่าแม้ของถวายเพียงเล็กน้อยอย่างเข็ม หากถวายด้วยจิตเลื่อมใสแก่เนื้อนาบุญที่ดีก็ให้ผลไพบูลย์
- หน้า ๔๘๒–๔๘๓ ๙. ทุติยสูจิวิมาน - ช่างเย็บผ้าชาวราชคฤห์ถวายเข็มหลายเล่มพร้อมกล่องแด่ภิกษุที่กำลังเย็บจีวรในพระเวฬุวัน ช่างเย็บผ้าชาวราชคฤห์มุ่งหน้าไปพระเวฬุวันวิหาร พบภิกษุรูปหนึ่งกำลังเย็บจีวรด้วยเข็มที่ทำขึ้นเอง เกิดจิตเลื่อมใสจึงถวายเข็มหลายเล่มพร้อมกล่องเข็ม เมื่อตายไปได้เกิดเป็นเทพในดาวดึงส์เช่นเดียวกับเรื่องปฐมสูจิวิมาน แสดงให้เห็นว่าการถวายเครื่องอุปกรณ์เล็กน้อยที่จำเป็นแก่สงฆ์ด้วยใจบริสุทธิ์ก็เป็นทานที่มีอานิสงส์มาก
- หน้า ๔๘๔–๔๘๘ ๑๐. ปฐมนาควิมาน - เทพบุตรขี่ช้างเผือกทิพย์เนรมิตสระบัวที่งาช้าง เพราะชาติก่อนเก็บดอกไม้ร่วงแปดดอกบูชาพระสถูปพระกัสสปพุทธเจ้าด้วยมือตนเอง พระมหาโมคคัลลานะพบเทพบุตรขี่ช้างทิพย์เผือกปลอดเหาะเหินในอากาศ ที่งาช้างเนรมิตสระบัวมีเทพดนตรีและนางอัปสรฟ้อนรำ เมื่อถูกถามถึงบุญกรรม เทพบุตรเล่าว่าในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า ครั้งดอกไม้บูชาหายากเพราะประชาชนแย่งกันซื้อ ตนหาซื้อไม่ได้จึงเข้าไปเก็บดอกไม้ร่วงแปดดอกในสวนด้วยความเพียร แล้วนำไปบูชาพระสถูปทองด้วยจิตเลื่อมใส เพียงเท่านี้ก็ให้ผลเป็นทิพยสมบัติอันยิ่งใหญ่
- หน้า ๔๘๙–๔๙๑ ๑๑. ทุติยนาควิมาน - อุบาสกผู้สมบูรณ์ด้วยศีลห้าและถวายทานโดยเคารพเป็นประจำ ได้ช้างทิพย์เผือกปลอดเที่ยวอุทยานหลังตาย อุบาสกชาวราชคฤห์ถือศีลห้า สมาทานอุโบสถ ถวายทานแด่ภิกษุก่อนตนเองบริโภคเป็นประจำ ทั้งไปฟังธรรมและถวายน้ำปานะที่วิหารเสมอ เมื่อตายไปเกิดในดาวดึงส์มีช้างทิพย์เผือกปลอดปรากฏขึ้นให้ขี่เที่ยวอุทยาน คืนหนึ่งด้วยความกตัญญูจึงขี่ช้างมาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระวังคีสะซักถามบุญกรรม แสดงให้เห็นว่าการรักษาศีลควบคู่การให้ทานอย่างสม่ำเสมอด้วยความเคารพให้ผลเป็นสมบัติทิพย์
- หน้า ๔๙๒–๔๙๗ ๑๒. ตติยนาควิมาน - คนเฝ้าไร่อ้อยสร้างที่พักด้วยอ้อย หญ้า และผ้าถวายพระขีณาสพสามองค์ ถูกเจ้าของไร่ตีตายด้วยความหึงหวง แต่ได้เกิดในสุธัมมาเทวสภา พระขีณาสพสามองค์เดินทางผ่านไร่อ้อยยามเย็น คนเฝ้าไร่จัดที่พักถวายด้วยวัสดุที่มีคือลำอ้อย หญ้า และผ้าคลุมกิ่งไม้ พร้อมถวายภัตตาหารและอ้อยติดมือกลับ เจ้าของไร่ผู้มีมิจฉาทิฏฐิโกรธที่คนเฝ้าไร่ถวายอ้อยแก่ภิกษุ ไล่ตามตีจนตาย คนเฝ้าไร่ระลึกถึงบุญที่ทำจึงไปเกิดในสุธัมมาเทวสภาขี่ช้างทิพย์ปรากฏกายกลางงานศพของตนเอง แสดงว่าแม้ถวายของเพียงเล็กน้อยด้วยศรัทธาก็อาจได้ทิพยสมบัติยิ่งใหญ่ ถึงจะถูกทำร้ายเพราะเหตุนั้นก็ตาม
- หน้า ๔๙๘–๕๐๓ ๑๓. จูฬรถวิมาน (คาถา) - พระมหากัจจายนะสนทนาธรรมกับเจ้าชายสุชาตพรานป่า สอนเรื่องความไม่เที่ยงจนเจ้าชายถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ พระมหากัจจายนะพบเจ้าชายสุชาตแห่งแคว้นอัสสกะกำลังล่าเนื้อในป่า สนทนาปฏิสันถารกันด้วยวาจาไพเราะ พระเถระแสดงธรรมว่าไม่มีผู้ใดในโลกไม่ว่ากษัตริย์ พราหมณ์ หรือฤษี ที่จะพ้นจากความแก่และความตายได้ พร้อมพยากรณ์ว่าอีกห้าเดือนเจ้าชายจะสิ้นพระชนม์ เจ้าชายสลดใจขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะและสมาทานศีลห้าทันที
- หน้า ๕๐๔–๕๑๘ อรรถกถาจูฬรถวิมาน (เบื้องหลัง) - เจ้าชายสุชาตถูกเนรเทศเพราะพระมารดาเลี้ยงขอราชสมบัติให้โอรสตน สิ้นพระชนม์ตามคำพยากรณ์แล้วเกิดเป็นเทพขี่รถทองเจ็ดโยชน์ เจ้าชายสุชาตโอรสพระเจ้าอัสสกราชถูกเนรเทศเข้าป่าเพราะพระมเหสีองค์ใหม่ทวงพรให้ราชสมบัติแก่โอรสของตน ขณะล่าเนื้อ เทพบุตรผู้เคยเป็นสหายสมัยบวชแปลงกายเป็นเนื้อล่อให้พบพระมหากัจจายนะ หลังฟังธรรมและรู้ว่าจะสิ้นพระชนม์ใน ๕ เดือน เจ้าชายถึงสรณะ กลับไปหาพระบิดา บำเพ็ญบุญจนสิ้นพระชนม์ตามกำหนด แล้วเกิดเป็นเทพมีรถทองประดับรัตนะเจ็ดโยชน์ กลับมาไหว้พระเถระด้วยความกตัญญู
- หน้า ๕๑๙ ๑๔. มหารถวิมาน (เริ่มเรื่อง) - พระมหาโมคคัลลานะถามเทพบุตรผู้ทรงรถม้าประดับทองพันตัวรุ่งเรืองดังท้าวสักกะ (เนื้อหาต่อในหน้าถัดไป) เริ่มต้นเรื่องมหารถวิมานที่ ๑๔ พระมหาโมคคัลลานะตั้งคำถามเทพบุตรผู้ขึ้นรถม้าเทียมม้าพันตัวงดงามวิจิตรด้วยทองและรัตนะต่างๆ เข้าใกล้อุทยาน รุ่งเรืองดังท้าวสักกะจอมเทพ พรรณนารายละเอียดของรถ ล้อ งอนรถ และม้าอย่างวิจิตรพิสดาร เนื้อหาคำถามและคำตอบเกี่ยวกับบุญกรรมยังไม่จบภายในหน้า ๕๑๙ ต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไป
- หน้า ๕๒๐–๕๒๓ มหารถวิมาน: พระโมคคัลลานะถามเทวบุตรโคปาละเรื่องรถทิพย์เทียมม้าพันหนึ่งและหมู่เทพอัปสร พร้อมคำตอบว่าถวายทานแด่พระกัสสปพุทธเจ้า เริ่มเรื่องที่ ๑๔ มหารถวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทวบุตรด้วยคาถายาวพรรณนารถทิพย์เทียมม้าพันหนึ่ง ประดับทอง เงิน แก้วไพฑูรย์ พร้อมหมู่นางฟ้า ๖๔,๐๐๐ ฟ้อนรำขับร้องบรรเลงดนตรี เทวบุตรตอบว่าในชาติก่อนได้เห็นพระกัสสปพุทธเจ้าแล้วเลื่อมใส ถวายข้าวน้ำจีวรและบูชายัญนิรัคคฬะจนได้เกิดในดาวดึงส์เสมอพระอินทร์
- หน้า ๕๒๔–๕๒๕ อรรถกถามหารถวิมาน: บุพกรรมเทวบุตรโคปาละ เคยเป็นพราหมณ์บูชาพระวิปัสสีพุทธเจ้าด้วยพวงดอกไม้ทอง แล้วเกิดเป็นราชธิดาถวายมหาทานแด่พระกัสสปพุทธเจ้า อรรถกถาเล่าปฐมเหตุว่าพระโมคคัลลานะพบเทวบุตรโคปาละขึ้นรถทิพย์ไปเที่ยวอุทยาน ย้อนเล่าว่าเทวบุตรเคยเป็นพราหมณ์ชื่อโคปาละ อาจารย์ของราชธิดา บูชาพระวิปัสสีพุทธเจ้าด้วยพวงดอกไม้ทองพร้อมตั้งความปรารถนา ต่อมาเกิดเป็นราชธิดาพระเจ้ากิกิสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า ถวายมหาทานเช่นอสทิสทาน แต่ตายทั้งที่เป็นปุถุชนเพราะอินทรีย์ยังไม่แก่กล้า ไปเกิดในวิมานทองมีอัปสรหลายโกฏิเป็นบริวาร
- หน้า ๕๒๖–๕๓๘ คำอธิบายศัพท์บาลีโดยละเอียดของคาถารถทิพย์ ม้าเทียมรถ และหมู่เทพอัปสรในมหารถวิมาน อรรถกถาจารย์ทวนคาถาถามตอบเรื่องรถทิพย์อีกครั้งแล้วไขความศัพท์บาลีทีละคำอย่างละเอียด เช่น สหสฺสยุตฺตํ ทูบรถ งอนรถ ดุมล้อ กงรถ ลวดลายทองเงินแก้วไพฑูรย์ ลักษณะม้าอาชาไนยที่ว่องไวรู้ใจผู้ขับ เสียงกีบม้าและเครื่องประดับ ตลอดจนรูปลักษณ์และเครื่องแต่งกายของเหล่านางฟ้าที่ฟ้อนรำขับร้องบรรเลงพิณอยู่บนรถทิพย์
- หน้า ๕๓๙–๕๔๔ คำอธิบายศัพท์คาถาตอบเรื่องบุญถวายทานแด่พระกัสสปพุทธเจ้า เทวบุตรโคปาละบรรลุโสดาปัตติผล จบมหารถวรรคที่ ๕ อรรถกถาไขความศัพท์คาถาที่เทวบุตรตอบพระโมคคัลลานะเรื่องอุโบสถและทานที่ถวายพระกัสสปพุทธเจ้า อธิบายพระคุณพระกัสสปพุทธเจ้าผู้เปิดประตูอมตนคร และการบูชายัญนิรัคคฬะอันบริสุทธิ์สามทาง เมื่อจบคาถา พระเถระแสดงสัจจะให้เทวบุตรฟังจนบรรลุโสดาปัตติผล แล้วนำความไปกราบทูลพระศาสดา จบมหารถวรรคที่ ๕ ซึ่งมี ๑๔ เรื่อง
- หน้า ๕๔๕–๕๕๐ ปฐมและทุติยอคาริยวิมาน: คู่สามีภรรยาผู้ครองเรือนดุจอู่ข้าวอู่น้ำบริจาคทานข้าวน้ำอย่างไพบูลย์เกิดในดาวดึงส์ (เริ่มปายาสิกวรรคที่ ๖) เริ่มวรรคที่ ๖ ปายาสิกวรรค ด้วยเรื่องคู่สามีภรรยาสองคู่ในกรุงราชคฤห์ผู้เลื่อมใสพระรัตนตรัยทั้งสองฝ่าย เป็นดุจบ่อน้ำของภิกษุภิกษุณี ครองเรือนบริจาคข้าวน้ำอย่างไพบูลย์โดยเคารพจนตลอดชีวิต ตายไปเกิดในภพดาวดึงส์ พระโมคคัลลานะถามเทวบุตรทั้งสององค์ด้วยคาถาเดียวกันเปรียบวิมานกับสวนจิตรลดาที่ส่องแสงสว่างไสว เนื้อความซ้ำกันทั้งสองเรื่อง
- หน้า ๕๕๑–๕๕๕ ผลทายกวิมาน: คนเฝ้าสวนถวายมะม่วง ๔ ผลแด่พระมหาโมคคัลลานะแทนพระเจ้าพิมพิสาร ได้เกิดเป็นเทวบุตรมีวิมานทอง ๑๖ โยชน์ พระเจ้าพิมพิสารทรงอยากเสวยมะม่วงนอกฤดู พนักงานเฝ้าสวนใช้อุบายเร่งให้ต้นมะม่วงออกผลได้ ๔ ผล แต่ระหว่างทางพบพระมหาโมคคัลลานะบิณฑบาต จึงถวายมะม่วงทั้งหมดแก่พระเถระแทนที่จะถวายพระราชาด้วยเห็นว่าจะได้บุญมากกว่าแม้เสี่ยงถูกลงโทษ พระราชาทรงทราบกลับปลื้มพระทัยประทานรางวัล เมื่อพนักงานตายไปเกิดเป็นเทวบุตรมีวิมานทอง ห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้องในดาวดึงส์
- หน้า ๕๕๖–๕๖๐ ปฐมและทุติยอุปัสสยทายกวิมาน: อุบาสกและภริยาถวายที่พักแรมแก่พระอรหันต์ผู้เดินทางไกล ได้เกิดในวิมานทอง ๑๒ โยชน์ ภิกษุรูปหนึ่งออกพรรษาเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่กรุงราชคฤห์ แวะหมู่บ้านยามเย็น อุบาสกกับภริยาเลื่อมใสจัดที่พัก น้ำล้างเท้า ประทีป และถวายภัตตาหารกับก้อนน้ำอ้อยงบ ตายไปเกิดในวิมานทอง ๑๒ โยชน์ในดาวดึงส์ พระโมคคัลลานะถามด้วยอุปมาพระจันทร์และพระอาทิตย์ส่องแสงในฟ้าไร้เมฆ เรื่องที่สองซ้ำเนื้อความเดียวกันแต่เป็นภิกษุหลายรูปเดินทาง
- หน้า ๕๖๑–๕๖๓ ภิกขาทายกวิมาน: ชายถวายข้าวสวยทั้งภาชนะแก่ภิกษุผู้หิวโหยระหว่างทางบิณฑบาต ได้เกิดในวิมานทอง ๑๒ โยชน์ ภิกษุรูปหนึ่งเดินทางไกลเข้าไปบิณฑบาต ยืนใกล้ประตูเรือน บุรุษเจ้าของเรือนกำลังจะรับประทานอาหารเห็นภิกษุจึงเทข้าวสวยทั้งหมดในภาชนะของตนใส่บาตร แม้ภิกษุขอเพียงบางส่วนก็ไม่ฟัง เกิดปีติโสมนัสที่ได้ถวายแก่ผู้หิวจัดทั้งที่ตนต้องอด ตายไปเกิดในวิมานทอง ๑๒ โยชน์ ภพดาวดึงส์ พระโมคคัลลานะพบและถามถึงบุญที่ทำ
- หน้า ๕๖๔–๕๖๖ ยวปาลกวิมาน: เด็กเฝ้านาข้าวเหนียวถวายขนมสดมื้อเช้าของตนแด่พระขีณาสพที่ยังไม่ได้ฉัน ได้เกิดเป็นเทวบุตร เด็กเข็ญใจเฝ้านาข้าวเหนียวถือขนมสดสำหรับมื้อเช้าไปนั่งใกล้โคนไม้ พบพระขีณาสพเดินทางมาถึงในเวลาที่ฉันภัตตาหารไม่ทันแล้ว จึงถวายขนมสดของตนทั้งหมดด้วยความเลื่อมใส พระเถระฉันให้เขาเห็นเพื่ออนุเคราะห์ เด็กนั้นปีติใจว่าได้ถวายดีแล้ว ตายไปเกิดในวิมานภพดาวดึงส์ พระโมคคัลลานะถามถึงบุญที่ทำไว้
- หน้า ๕๖๗–๕๗๑ ปฐมและทุติยกุณฑลีวิมาน: อุบาสกถวายมหาทานแด่พระอัครสาวกทั้งสองระหว่างจาริกในแคว้นกาสี ได้เกิดในวิมานทองประดับตุ้มหู พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะพร้อมบริวารจาริกไปในแคว้นกาสี ถึงวิหารยามเย็น อุบาสกในหมู่บ้านใกล้เคียงทราบข่าวจึงไปนิมนต์จัดที่พักและถวายมหาทานในวันรุ่งขึ้น ตายไปเกิดในวิมานทอง ๑๒ โยชน์ ภพดาวดึงส์ แต่งกายงดงามด้วยตุ้มหูและเครื่องประดับ พระโมคคัลลานะถามถึงบุญ เทวบุตรตอบว่าเลื่อมใสในสมณะผู้มีศีลวิชชาจรณะจึงถวายทาน เรื่องที่สองซ้ำเนื้อความเดียวกัน
- หน้า ๕๗๒–๕๗๖ อุตตรวิมาน: มาณพอุตตระผู้รับใช้พระยาปายาสิถวายทานโดยเคารพต่างจากนายผู้ให้ทานอย่างใจแคบ จบปายาสิกวรรคที่ ๖ หลังพุทธปรินิพพาน พระกุมารกัสสปะแสดงปายาสิสูตรแก้ทิฏฐิของพระยาปายาสิเจ้าเมืองเสตัพยะจนเห็นชอบ แต่พระยาปายาสิให้ทานอย่างใจแคบไม่เคารพจึงไปเกิดในเทพชั้นจาตุมหาราชซึ่งต่ำสุด ส่วนมาณพอุตตระผู้จัดการทานให้แทนได้ถวายโดยเคารพจึงเกิดในดาวดึงส์มีวิมานใหญ่ มาแสดงความกตัญญูต่อพระกุมารกัสสปะ จบปายาสิกวรรคที่ ๖ ซึ่งมี ๑๐ เรื่อง
- หน้า ๕๗๗–๕๘๐ จบปายาสิวรรคที่ ๖ เริ่มสุนิกขิตตวรรคที่ ๗: จิตตลดาวิมาน อุบาสกยากจนเลี้ยงดูบิดามารดา สรุปจบวรรคที่ ๖ (ปายาสิวรรค) รวม ๑๐ เรื่อง แล้วเริ่มวรรคที่ ๗ (สุนิกขิตตวรรค) ด้วยจิตตลดาวิมาน เล่าเรื่องอุบาสกยากจนในกรุงสาวัตถีผู้ไม่แต่งงานเพื่อเลี้ยงดูบิดามารดาแก่เฒ่าด้วยตนเอง รักษาศีลถืออุโบสถ และถวายทานแก่สมณะผู้มีศีลด้วยจิตเลื่อมใส จึงได้เกิดในวิมานงดงามเทียบเท่าสวนจิตรลดาอันประเสริฐของทวยเทพชั้นไตรทศ
- หน้า ๕๘๑–๕๘๓ นันทนวิมาน (๒): เรื่องคล้ายจิตตลดาวิมาน อุบาสกยากจนเลี้ยงดูบิดามารดาแม้แต่งงานแล้ว เรื่องเทพบุตรอีกองค์ที่มีบุญกรรมคล้ายจิตตลดาวิมานมาก คือเป็นคนยากจนกำพร้าเลี้ยงดูบิดามารดาแก่เฒ่าและถวายทานแก่สมณะผู้มีศีลด้วยจิตเลื่อมใส ต่างกันเพียงว่าอุบาสกคนนี้แต่งงานแล้วจึงเลี้ยงดูบิดามารดาไปพร้อมกัน ได้เกิดในวิมานเทียบเท่าสวนนันทนวัน แสดงว่าความกตัญญูต่อบิดามารดาประกอบกับทานเป็นเหตุแห่งสวรรค์เช่นเดียวกัน
- หน้า ๕๘๔–๕๘๗ มณิถูณวิมาน (๓): อุบาสกปรับทางเดิน ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา บำรุงเส้นทางบิณฑบาตของสงฆ์ อุบาสกในเขตป่าที่พระเถระจำนวนมากอาศัยบิณฑบาต ได้ปรับพื้นทางเดินให้เรียบ ถางหนามและกอไม้ออก ผูกสะพานข้ามเหมืองในฤดูน้ำ ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงาในที่โล่ง ขุดลอกลำห้วยให้กว้างลึก จัดทำท่าน้ำ พร้อมทั้งให้ทานและรักษาศีล ตายแล้วเกิดในวิมานเสาแก้วไพฑูรย์สูง ๑๒ โยชน์ แสดงว่าการบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะเพื่ออำนวยความสะดวกแก่สงฆ์ก็เป็นบุญใหญ่
- หน้า ๕๘๘–๕๙๔ สุวรรณวิมาน (๔): อุบาสกเมืองอันธกวินทะสร้างพระคันธกุฎีถวายพระพุทธเจ้า ได้วิมานเหนือภูเขาทอง อุบาสกผู้มั่งคั่งมีศรัทธาสร้างพระคันธกุฎีถวายเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าที่เมืองอันธกวินทะ อาราธนาให้ประทับอยู่และบำรุงโดยเคารพ ทั้งตนเองก็รักษาศีลบริสุทธิ์ ตายแล้วไปเกิดเป็นเทพบุตรมีวิมานประดับรัตนะเจ็ดประการเหนือยอดภูเขาทอง มีการพรรณนารายละเอียดสถาปัตยกรรมวิมานอย่างวิจิตรงดงามยืดยาว เป็นตัวอย่างผลบุญจากการสร้างวิหารถวายพระศาสดาโดยตรง
- หน้า ๕๙๕–๕๙๙ อัมพวิมาน (๕): บุรุษยากจนเฝ้าสวนมะม่วงถวายน้ำสรงแด่พระสารีบุตรกลางแดดร้อน บุรุษยากจนรับจ้างเฝ้าสวนมะม่วงในกรุงราชคฤห์ เห็นพระสารีบุตรเดินฝ่าแดดร้อนจัดในเดือนท้ายฤดูร้อน จึงนิมนต์ให้พักและตักน้ำจากบ่อมาถวายให้สรงและดื่ม เกิดปีติโสมนัสว่าได้ขวนขวายบุญมิใช่น้อย ตายแล้วเกิดในนันทนวันสวรรค์ เป็นตัวอย่างสำคัญว่าทานเพียงเล็กน้อยแต่ถวายด้วยจิตเลื่อมใสแด่พระอรหันต์ผู้ทรงคุณธรรมสูงย่อมให้ผลบุญมหาศาล
- หน้า ๖๐๐–๖๐๗ โคปาลวิมาน (๖): คนเลี้ยงโคถวายขนมแด่พระโมคคัลลานะแล้วถูกงูกัดตายขณะไล่ฝูงโค คนเลี้ยงโคในกรุงราชคฤห์ถือขนมสดไปเป็นอาหารเช้า พบพระโมคคัลลานะจึงตัดสินใจถวายขนมก่อนรีบไปไล่ฝูงโคที่เข้ากินถั่วในไร่ผู้อื่น ระหว่างวิ่งไปถูกงูเห่ากัดจนตาย แต่ก่อนตายได้เห็นพระเถระฉันขนมที่ตนถวายจึงเปี่ยมปีติ ไปเกิดในวิมานทอง ๑๒ โยชน์ และแสดงความกตัญญูอย่างซาบซึ้งต่อพระเถระผู้ให้โอกาสทำบุญครั้งสุดท้ายในชีวิต
- หน้า ๖๐๘–๖๑๙ กัณฐกวิมาน (๗): ม้ากัณฐกะพระอาชาไนยของเจ้าชายสิทธัตถะ ตายด้วยความอาลัยหลังเสด็จออกบวช เล่าเรื่องกัณฐกอัศวราช ม้าทรงของเจ้าชายสิทธัตถะในคืนเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงผนวชและปล่อยให้กัณฐกะกลับกบิลพัสดุ์พร้อมนายฉันนะ ม้าเลียพระบาทด้วยความอาลัยรักจนทนวิโยคทุกข์ไม่ไหว ป่วยหนักตายทันที ด้วยอานุภาพความเลื่อมใสในพระโพธิสัตว์จึงไปเกิดเป็นเทพบุตรมีวิมานวิจิตรงดงามมาก และภายหลังได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจนบรรลุโสดาปัตติมรรค
- หน้า ๖๒๐–๖๒๗ อเนกวัณณวิมาน (๘): อดีตภิกษุสมัยพระสุเมธพุทธเจ้าสึกแล้วดูแลเจดีย์ ชักชวนผู้อื่นบูชาพระธาตุ ย้อนไปสามหมื่นกัปในสมัยพระสุเมธพุทธเจ้า บุรุษผู้บวชแล้วสึกเพราะจิตไม่ตั้งมั่น แต่ยังมีความสังเวชจึงคอยปัดกวาดดูแลลานพระเจดีย์ รักษาศีลอุโบสถ และชักชวนผู้อื่นให้บูชาพระธาตุแม้ตนไม่มีทรัพย์จะถวายเอง ด้วยบุญนี้จึงเวียนว่ายเกิดเป็นเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่ในดาวดึงส์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันชาติ แสดงว่าการชักชวนผู้อื่นทำบุญก็มีอานิสงส์ยั่งยืนแม้ตนเองไม่มีวัตถุให้ทาน
- หน้า ๖๒๘–๖๓๓ มัฏฐกุณฑลีวิมาน (๙) เริ่มเรื่อง: พราหมณ์ตระหนี่ปล่อยบุตรตายเพราะไม่รักษา บุตรกลับมาเป็นเทพโปรดบิดาที่ป่าช้า พราหมณ์มั่งคั่งแต่ตระหนี่และมิจฉาทิฏฐิ ไม่ยอมรักษาบุตรชายชื่อมัฏฐกุณฑลีที่ป่วยเพราะกลัวเสียทรัพย์จนบุตรตาย ก่อนตายมาณพเพียงเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมาก็เกิดจิตเลื่อมใสทำอัญชลีด้วยใจ จึงไปเกิดเป็นเทพบุตร เมื่อบิดาร้องไห้คร่ำครวญที่ป่าช้า เทพบุตรแปลงกายมาปรากฏตัวเพื่อสอนบิดาด้วยบทสนทนาอันลึกซึ้งเรื่องความไม่เที่ยงและการปล่อยวางความโศก เนื้อเรื่องยังไม่จบ ต่อในหน้าถัดไป
- หน้า ๖๓๔–๖๔๒ อรรถกถามัฏฐกุณฑลีวิมาน - บุตรพราหมณ์ป่วยตายเกิดเทพเพราะอัญชลี เล่าที่มาของเรื่อง พราหมณ์ชาวสาวัตถีมั่งคั่งแต่ตระหนี่ มิจฉาทิฏฐิ ไม่ยอมพาบุตรชื่อมัฏฐกุณฑลีไปรักษาเพราะกลัวเปลืองทรัพย์ เมื่อบุตรใกล้ตายจึงให้นอนรอความตายนอกซุ้มประตู พระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงพระรัศมีให้เห็น มาณพเกิดจิตเลื่อมใสประคองอัญชลีก่อนสิ้นใจ จึงไปเกิดในวิมานทองบนดาวดึงส์ทันที เทพบุตรกลับมาแปลงกายหลอกบิดาให้สังเวชแล้วจึงสอนธรรม จบเรื่องด้วยเทพบุตร พราหมณ์ และบริษัทรวมแปดหมื่นสี่พันคนได้บรรลุธรรม ปิดท้าย จบอรรถกถามัฏฐกุณฑลีวิมาน
- หน้า ๖๔๓–๖๕๒ เสริสสกวิมาน (คาถา) - เทพบุตรอดีตพระยาปายาสิช่วยพ่อค้าเกวียนหลงทะเลทราย พระควัมปติเถระเล่าเรื่องเสริสสกเทพบุตร ผู้เคยเป็นพระยาปายาสิผู้มิจฉาทิฏฐิ สนทนากับกองเกวียนพ่อค้าชาวมคธและอังคะที่หลงทางกลางทะเลทรายอันร้อนแล้งดุจนรก ไม่มีน้ำ อาหาร หรือร่มเงา เทพบุตรถามความเป็นมา พ่อค้าเล่าว่าหลงทางเพราะรีบเดินกลางคืน แล้วซักถามว่าวิมานอันโอฬารนี้ได้มาอย่างไร เทพบุตรตอบว่ามิใช่ได้มาเอง แต่ได้จากการฟังธรรมของพระกุมารกัสสปะแล้วละมิจฉาทิฏฐิสมาทานศีลห้า
- หน้า ๖๕๓–๖๖๓ อรรถกถาเสริสสกวิมาน - กำเนิดวิมานว่างจากพระยาปายาสิและคนเลี้ยงโค อรรถกถาเล่าที่มาเรื่องเสริสสกวิมาน พระยาปายาสิถูกพระกุมารกัสสปะปลดเปลื้องจากมิจฉาทิฏฐิ แต่ถวายทานโดยไม่เคารพ ตายไปเกิดในวิมานว่างชื่อเสรีสกะใกล้ต้นซึก ซึ่งเดิมเป็นของคนเลี้ยงโคที่เคยสร้างมณฑปกิ่งไม้ถวายพระขีณาสพสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า ท้าวเวสวัณแต่งตั้งเสรีสกเทพบุตรเป็นผู้พิทักษ์ทางทะเลทราย พระควัมปติเถระพบปายาสิเทพบุตรแล้วขอให้ไปเตือนญาติให้ทำบุญโดยเคารพ จึงเป็นเหตุให้เทพบุตรช่วยเหลือกองเกวียนพ่อค้าที่หลงทาง
- หน้า ๖๖๔–๖๘๐ อรรถกถาเสริสสกวิมาน - เผยตัวอุบาสกกัลบกสัมภวะผู้เป็นเหตุแห่งอานุภาพ อรรถกถาไขความคำศัพท์และเนื้อหาคาถาเสริสสกวิมานอย่างละเอียด กระทั่งเทพบุตรเผยความจริงว่าที่แสดงตนช่วยเหลือพ่อค้าเพราะมีอุบาสกกัลบกชื่อสัมภวะ ผู้เป็นพหูสูต บริสุทธิ์ด้วยศีลวัตร ร่วมเดินทางมาด้วย พ่อค้าประหลาดใจที่ไม่เคยรู้คุณธรรมของช่างตัดผมคนรับใช้นี้มาก่อน จึงพากันบูชาและยกขึ้นชมวิมาน สมาทานศีลห้า เมื่อกลับถึงปาฏลิบุตรโดยสวัสดิภาพ จึงสร้างเทวาลัยชื่อเสรีสกะเพื่อบูชาเทพบุตร แสดงธรรมว่าการคบสัตบุรุษนำสุขมาให้ จบด้วย จบอรรถกถาเสรีสกวิมาน
- หน้า ๖๘๑–๖๘๒ สุนิกขิตตวิมาน (คาถา) - บุญจากการจัดดอกไม้บูชาพระสถูปให้เรียบร้อย พระมหาโมคคัลลานเถระจาริกไปดาวดึงส์ ถามเทพบุตรผู้มีวิมานเสาแก้วมณีสูงสิบสองโยชน์ มีห้องรโหฐานงดงามเจ็ดร้อยห้อง พรั่งพร้อมกามคุณห้าและเทพนารีฟ้อนรำ ว่าทำบุญอะไรไว้จึงได้สมบัติเช่นนี้ เทพบุตรตอบด้วยความยินดีว่า เพียงจัดดอกไม้ที่ผู้อื่นวางไว้ไม่เรียบร้อยให้เรียบร้อยแล้ววางไว้ที่พระสถูปของพระสุคตเท่านั้น ก็ทำให้ได้ฤทธิ์และอานุภาพมากมาย จบด้วย จบสุนิกขิตตวิมาน และ จบภาณวารที่ ๔
- หน้า ๖๘๓–๖๘๕ อรรถกถาสุนิกขิตตวิมาน - จบวรรคที่ ๗ และรวมรายชื่อวิมาน ๑๑ เรื่อง อรรถกถาเล่าว่าในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า อุบาสกคนหนึ่งเห็นดอกไม้บูชาที่พระสถูปทองวางไม่เรียบร้อย จึงจัดใหม่ให้งดงามด้วยจิตเลื่อมใสระลึกถึงพระคุณพระศาสดา ตายไปเกิดในวิมานทองสิบสองโยชน์บนดาวดึงส์ พระมหาโมคคัลลานะไปเยือนแล้วซักถามจนได้คำตอบ ปิดท้ายด้วย จบอรรถกถาสุนิกขิตตวิมาน ตามด้วย จบอรรถกถาสุนิกขิตตวรรคที่ ๗ ประดับด้วยเรื่อง ๑๑ เรื่อง และ จบอรรถกถาปุริสวิมาน พร้อมสรุปรายชื่อวิมานทั้งสิบเอ็ดเรื่องในวรรคนี้ตั้งแต่จิตตลดาวิมานถึงสุนิกขิตตวิมาน
- หน้า ๖๘๖–๖๘๗ นิคมกถา - คำท้ายเรื่องของพระอาจารย์ธรรมปาละ ปิดท้ายอรรถกถาวิมานวัตถุทั้งฉบับ นิคมกถา คำท้ายเรื่องของพระอาจารย์ธรรมปาละ ผู้แต่งอรรถกถาปรมัตถทีปนีอธิบายวิมานวัตถุ กล่าวเจตนาในการรจนาคัมภีร์เพื่อประกาศว่าบุญเล็กน้อยให้ผลไพบูลย์ได้หากประกอบเจตนาดีและทักขิไณยบุคคลบริสุทธิ์ อุทิศบุญจากการแต่งให้สรรพสัตว์บรรลุวิมุตติ อธิษฐานให้พระศาสนาดำรงยั่งยืน หน้า687(หน้าสุดท้ายจริง)ปิดท้ายด้วย จบอรรถกถาขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ชื่อปรมัตถทีปนี ที่อาจารย์ธรรมปาละแต่งไว้ เป็นการปิดอรรถกถาคัมภีร์วิมานวัตถุทั้งฉบับสมบูรณ์
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐
หน้า ๖๐๑–๖๕๐