ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๕๕ · ๓๗๖ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๘๗ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑ ปิดท้ายอปัณณกชาดก (คาถา) เปิดเล่ม ๕๕ ต่อเนื่องจากเล่ม ๕๔ หน้าแรกของเล่มระบุชื่อเรื่อง 'พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๑' ตามด้วยคาถาปิดท้ายอปัณณกชาดก เรื่องแรกในเอกนิบาตชาดก ว่าด้วยการรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ สอนให้ใช้ปัญญาไตร่ตรองแทนการเดาสุ่มเพื่อเลือกทางที่ถูกต้อง เนื้อหาส่วนนี้เป็นคาถาบาลีที่ต่อเนื่องมาจากพระบาลีชาดกในเล่ม ๕๔ ก่อนที่เล่มนี้จะเริ่มอรรถกถาขยายความตั้งแต่หน้า ๒ เป็นต้นไป
- หน้า ๒–๔ ปณามคาถาเปิดอรรถกถาชาดก และภูมิหลังสุเมธพราหมณ์แห่งอมรวดีนคร พระอรรถกถาจารย์เริ่มอรรถกถาชาดกเอกนิบาตด้วยคาถาถวายความนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย อธิบายเหตุผลที่ท่านแต่งอรรถกถา และหลักการเล่าเรื่องผ่านนิทานสามชั้น (ทูเรนิทาน อวิทูเรนิทาน สันติเกนิทาน) จากนั้นเริ่มเล่าประวัติสุเมธบัณฑิต พราหมณ์หนุ่มผู้มั่งคั่งแห่งนครอมรวดีในอดีตกาลสี่อสงไขยแสนกัปที่ผ่านมา ผู้บิดามารดาเสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่มและได้รับมรดกทรัพย์สินมหาศาลจากตระกูล
- หน้า ๕–๑๐ สุเมธบัณฑิตพิจารณาเห็นทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด ตัดสินใจออกบวช สุเมธบัณฑิตนั่งคิดในที่สงัดว่าการเกิดและการแตกดับของสังขารล้วนเป็นทุกข์ จึงปรารถนาแสวงหาพระนิพพานที่พ้นจากความแก่ตายทั้งปวง อรรถกถาขยายความด้วยอุปมาชุดใหญ่ เช่น สุขคู่กับทุกข์ บุรุษจมกองคูถที่ควรแสวงหาสระบัว ผู้ถูกโจรล้อมที่ควรหนี คนป่วยที่ควรหาหมอ และการทิ้งซากศพ อุจจาระ เรือเก่า เพื่อสื่อว่าร่างกายควรถูกละทิ้งอย่างไม่อาลัยเพื่อมุ่งสู่นิพพาน
- หน้า ๑๑ สละทรัพย์มหาศาล ออกบวชเป็นดาบสในป่าหิมพานต์ บรรลุอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ใน ๗ วัน หลังไตร่ตรองด้วยอุปมาต่างๆ แล้ว สุเมธบัณฑิตสละทรัพย์สมบัตินับไม่ถ้วนให้ทานแก่คนยากไร้และผู้เดินทาง ออกจากอมรนครเพียงลำพัง ไปสร้างอาศรมที่ภูเขาธรรมิกะในป่าหิมพานต์ ละเว้นจากผ้าสาฎกและบรรณศาลา หันไปนุ่งผ้าเปลือกไม้และอาศัยโคนต้นไม้ ฉันแต่ผลไม้หล่นเอง เร่งความเพียรด้วยการนั่ง ยืน เดินจงกรม จนบรรลุอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ภายในเจ็ดวัน
- หน้า ๑๒–๑๙ พระทีปังกรพุทธเจ้าตรัสเล่าอาศรมที่ท้าวสักกะเนรมิตถวาย พร้อมคุณโทษของที่อยู่ ผ้า และโคนไม้ พระพุทธเจ้าทีปังกรตรัสเล่าแก่พระสารีบุตรว่า แท้จริงอาศรม บรรณศาลา และที่จงกรมของสุเมธดาบสเป็นสิ่งที่ท้าวสักกะทรงบัญชาให้พระวิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตถวาย อรรถกถาอธิบายละเอียดถึงโทษ ๕ ประการของที่จงกรมที่ไม่ดี คุณ ๘ ประการของอาศรมที่ดี โทษ ๙ ประการและอานิสงส์ ๑๒ ประการของผ้าเปลือกไม้เทียบกับผ้าสาฎก โทษ ๘ ประการของบรรณศาลา และคุณ ๑๐ ประการของการอาศัยโคนต้นไม้ สะท้อนวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของนักบวช
- หน้า ๒๐–๒๒ พระทีปังกรพุทธเจ้าเสด็จถึงรัมมนคร สุเมธดาบสขอร่วมแผ้วถางทางรับเสด็จ เมื่อพระทีปังกรพุทธเจ้าตรัสรู้และเสด็จจาริกถึงรัมมนคร ชาวเมืองต่างตกแต่งถนนหนทางเพื่อรับเสด็จ สุเมธดาบสเหาะผ่านมาพบเข้าจึงขอส่วนแบ่งถนนมาแผ้วถางด้วยตนเองแทนการใช้ฤทธิ์ เมื่อพระพุทธเจ้าพร้อมพระขีณาสพสี่แสนรูปเสด็จมาถึงขณะที่ทางส่วนของตนยังทำไม่เสร็จ สุเมธดาบสจึงสยายผมและปูหนังเสือ ชฎา ผ้าเปลือกไม้ลงบนเปือกตม นอนคว่ำหน้าให้พระพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์เหยียบข้ามไปแทนสะพาน
- หน้า ๒๓–๒๖ สุเมธดาบสตั้งมหาภินิหารปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า และธรรม ๘ ประการเพื่อความสำเร็จ ขณะนอนบนเปือกตม สุเมธดาบสคิดว่าแม้ตนจะสามารถบรรลุอรหัตต์ในชาตินั้นได้ แต่เห็นว่าควรบำเพ็ญตนเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อช่วยสรรพสัตว์ข้ามวัฏสงสารแทนที่จะข้ามไปคนเดียว จึงตั้งความปรารถนายิ่งใหญ่ (มหาภินิหาร) เพื่อพุทธภูมิ อรรถกถาอธิบายธรรม ๘ ประการที่ต้องพร้อมมูลจึงจะทำให้ความปรารถนาสำเร็จ ได้แก่ ความเป็นมนุษย์ เพศบุรุษ เหตุที่จะบรรลุอรหัตได้ การพบพระศาสดา การบวช คุณสมบัติ การกระทำอันยิ่งใหญ่ และฉันทะอันแรงกล้า
- หน้า ๒๗–๓๓ พระทีปังกรพยากรณ์สุเมธดาบสเป็นพระพุทธเจ้าโคดม พร้อมบุพนิมิต ๓๒ ประการยืนยัน พระทีปังกรพุทธเจ้าเสด็จมาประทับยืนเหนือศีรษะสุเมธดาบส ทรงส่งอนาคตังสญาณแล้วพยากรณ์ว่าอีกสี่อสงไขยแสนกัปข้างหน้าเขาจักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม พร้อมระบุรายละเอียดเมืองกบิลพัสดุ์ พระมารดามายา พระบิดาสุทโธทนะ อัครสาวก และพุทธอุปฐากอานนท์ มหาชนและเทวดาในหมื่นจักรวาลต่างชื่นชมยินดี ปรากฏบุพนิมิต ๓๒ ประการยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน และสุเมธดาบสมั่นใจว่าพระดำรัสของพระพุทธเจ้าไม่มีวันคลาดเคลื่อน
- หน้า ๓๔–๔๒ สุเมธดาบสค้นพบและอธิษฐานบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการเพื่อพุทธภูมิ เมื่อมั่นใจว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน สุเมธดาบสจึงตรวจตราค้นหาธรรมที่บ่มโพธิญาณ พบว่ามีอยู่ในหทัยของตนเอง จึงพิจารณาและอธิษฐานบารมี ๑๐ ประการทีละข้อพร้อมอุปมา ได้แก่ ทาน (หม้อน้ำคว่ำ) ศีล (จามรีรักษาหาง) เนกขัมมะ (หนีจากเรือนจำ) ปัญญา (ภิกษุบิณฑบาตไม่เว้นตระกูล) วิริยะ (ราชสีห์) ขันติ (แผ่นดินอดทน) สัจจะ (ดาวประกายพฤกษ์) อธิษฐาน (ภูเขาไม่หวั่นไหว) เมตตา (น้ำเย็นทั่วถึง) และอุเบกขา (แผ่นดินวางเฉย)
- หน้า ๔๓–๔๗ แผ่นดินไหวขณะพิจารณาบารมี จบกถาสุเมธดาบส และพระทีปังกรพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน ขณะสุเมธดาบสไตร่ตรองบารมี ๑๐ ครบถ้วน ด้วยเดชแห่งธรรมทำให้แผ่นดินหมื่นโลกธาตุไหวสะเทือน มหาชนหวาดกลัวเข้าเฝ้าทูลถามพระทีปังกร พระองค์ทรงอธิบายว่าเป็นเพราะสุเมธดาบสไตร่ตรองพุทธการกธรรม เทวดาในหมื่นจักรวาลจึงพากันอวยพรให้สำเร็จโพธิญาณโดยไม่มีอันตราย จบกถาว่าด้วยสุเมธดาบส จากนั้นอรรถกถาสรุปว่าชาวรัมมนครถวายมหาทาน พระทีปังกรทรงแสดงธรรมและปกครองพระศาสนาจนเสด็จดับขันธปรินิพพาน พร้อมสรุปสถิติผู้บรรลุธรรมและรายละเอียดพุทธประวัติของพระองค์
- หน้า ๔๘–๕๑ สรุปพุทธวงศ์พระทีปังกรพุทธเจ้า (เมือง พระชนก พระชนนี สาวก) และพระโกณฑัญญพุทธเจ้า อรรถกถาสรุปรายละเอียดพุทธวงศ์ของพระทีปังกรพุทธเจ้า ได้แก่ นครรัมมวดี พระชนกพระนามสุเมธ พระชนนีพระนามสุเมธา พระอัครสาวก พระอุปฐาก และพระชนมายุแสนปี ก่อนปรินิพพานทำให้จักรวาลมืดมิด จากนั้นเล่าถึงพระโกณฑัญญพุทธเจ้าซึ่งเสด็จอุบัติในกาลถัดมาอีกหนึ่งอสงไขย โดยพระโพธิสัตว์ในชาตินั้นเป็นพระเจ้าจักรพรรดินามวิชิตาวี ถวายมหาทานแล้วออกบวชจนได้ฌานสมาบัติไปเกิดในพรหมโลก พร้อมสรุปรายละเอียดพุทธวงศ์ของพระโกณฑัญญพุทธเจ้า
- หน้า ๕๒–๕๗ พระมังคลพุทธเจ้า: รัศมีพิเศษจากบุพกรรม และสุรุจิพราหมณ์ถวายมหาทาน ๗ วัน ในกัปเดียวกันมีพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์อุบัติ เริ่มด้วยพระมังคลพุทธเจ้า ผู้มีพระรัศมีแผ่ไปทั่วหมื่นโลกธาตุตลอดกาล ต่างจากพระพุทธเจ้าองค์อื่น เนื่องด้วยบุพกรรมที่เคยให้บุตรทั้งสองแก่ยักษ์โดยไม่เสียใจ และเคยเผาตนเป็นประทีปบูชาเจดีย์ตลอดคืน ส่วนพระโพธิสัตว์ในชาตินั้นเป็นพราหมณ์ชื่อสุรุจิ นิมนต์ถวายภัตตาหารแก่สงฆ์แสนโกฏิ ท้าวสักกะแปลงกายเป็นช่างไม้เนรมิตมณฑปแก้ว ๗ ประการ สุรุจิจึงถวายมหาทานตลอด ๗ วันและได้รับพยากรณ์เป็นพระพุทธเจ้าโคดมในอนาคต
- หน้า ๕๘–๖๓ พุทธวงศ์ตอนพระพุทธเจ้าสุมนะ เรวตะ โสภิตะ อโนมทัสสี ปทุมะ และนารทะ - พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญานาค พราหมณ์ เสนาบดียักษ์ ราชสีห์ และฤๅษี รายละเอียดพระพุทธเจ้า 6 พระองค์ในอดีตตามลำดับ แต่ละพระองค์มีรูปแบบซ้ำคือเมืองประสูติ พระราชบิดามารดา พระอัครสาวก ต้นไม้ตรัสรู้ และพระชนมายุ แต่จุดสำคัญคือชาติต่างๆ ที่พระโพธิสัตว์เข้าเฝ้าถวายกุศลและได้รับคำพยากรณ์ เช่น เป็นพญานาคอตุละถวายดนตรีทิพย์ พราหมณ์อติเทพถวายผ้าห่ม เสนาบดียักษ์ถวายมหาทาน ราชสีห์บันลือสีหนาทถวายชีวิต และฤๅษีถวายจันทน์แดง สะท้อนความหลากหลายของภพภูมิที่บำเพ็ญบารมี
- หน้า ๖๔–๖๙ พุทธวงศ์ตอนพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ สุเมธะ-สุราตะ สุชาตะ ปิยทัสสี อัตถทัสสี และธรรมทัสสี - พระโพธิสัตว์เกิดเป็นชฎิล มาณพ พระเจ้าจักรพรรดิ ดาบส และท้าวสักกะ ต่อรายพระนามพระพุทธเจ้าในอดีต พระโพธิสัตว์บำเพ็ญกุศลในหลายอัตภาพ เป็นชฎิลมหารัฏฐิยะถวายจีวร มาณพอุตตระสละทรัพย์แสนโกฏิถวายมหาทาน พระเจ้าจักรพรรดิสละราชสมบัติทั้งสี่ทวีปออกบวช มาณพกัสสปะสร้างสังฆาราม ดาบสสุสิมะนำฉัตรดอกมณฑารพจากเทวโลกมาบูชา และท้าวสักกะบูชาด้วยดนตรีทิพย์ ทุกครั้งได้รับคำพยากรณ์ซ้ำว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าโคดมในอนาคต แสดงถึงความต่อเนื่องของการบำเพ็ญบารมีข้ามภพภูมิ
- หน้า ๗๐–๗๔ พุทธวงศ์ตอนพระพุทธเจ้าสิทธัตถะ ติสสะ ปุสสะ วิปัสสี สิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ และบทสรุปรายพระนามพระพุทธเจ้า 24 พระองค์ จบรายพระนามพระพุทธเจ้าในอดีตด้วยอีก 9 พระองค์ รวมทั้งพระพุทธเจ้าสี่พระองค์ในภัทรกัปปัจจุบัน (กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ และพระโคดม) พระโพธิสัตว์เกิดเป็นดาบส กษัตริย์ พญานาค และมาณพโชติปาละสหายช่างหม้อฆฏิการะ จบด้วยโศลกรวบยอดรายพระนามพระพุทธเจ้าทั้ง 24 พระองค์ตั้งแต่พระทีปังกรถึงพระกัสสปะ ซึ่งเป็นระยะเวลารวมสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปที่พระโพธิสัตว์ได้รับคำพยากรณ์ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
- หน้า ๗๕–๗๙ บารมี 10 ทัศที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญตลอดสี่อสงไขยแสนกัป พร้อมโศลกยกตัวอย่างจากชาดกประกอบแต่ละบารมี อธิบายว่าพระโพธิสัตว์เลือกเฟ้นบำเพ็ญบารมี 10 ประการ (ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา) โดยยกตัวอย่างชาดกเรื่องเด่นประกอบแต่ละบารมี เช่น สละดวงตาและหัวใจในชาดก สังขปาลนาคราชอดทนต่อการทิ่มแทง จูฬสุตโสมสละราชสมบัติ เสนกบัณฑิตแก้ปัญหาด้วยปัญญา มหาชนกว่ายข้ามมหาสมุทร ขันติวาทีไม่โกรธผู้ทำร้าย และมหาสุตโสมรักษาสัจจะแม้ต้องสละชีวิต แสดงให้เห็นว่าความเป็นพระพุทธเจ้ามิใช่บุญเพียงชาติเดียวแต่คือการฝึกฝนคุณธรรมสะสมข้ามภพชาตินับไม่ถ้วน
- หน้า ๘๐–๘๑ จบทูเรนิทาน: ชาติพระเวสสันดรทำแผ่นดินไหวแล้วสิ้นชีพสู่ดุสิตบุรี / เริ่มอวิทูเรนิทาน: โกลาหล 3 อย่างก่อนพุทธุบัติและเทวดาอ้อนวอนให้จุติ ปิดท้ายทูเรนิทานด้วยอัตภาพพระเวสสันดรผู้บำเพ็ญทานจนแผ่นดินไหวถึง 7 ครั้ง แล้วสิ้นอายุไปเกิดในดุสิตบุรี ก่อนเข้าสู่อวิทูเรนิทานซึ่งเล่าถึงโกลาหลใหญ่ 3 อย่างที่เกิดขึ้นในโลกก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติ คือโกลาหลเรื่องกัปจะสิ้น โกลาหลเรื่องพระพุทธเจ้าจะอุบัติ และโกลาหลเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิจะเกิด เทวดาทั่วหมื่นจักรวาลจึงพากันไปกราบทูลอ้อนวอนพระโพธิสัตว์ในดุสิตบุรีให้เสด็จจุติเป็นพระพุทธเจ้า
- หน้า ๘๒–๘๔ มหาวิโลกนะ 5 ประการที่พระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาก่อนจุติ (กาล ทวีป ประเทศ ตระกูล และอายุมารดา) และการจุติสู่พระครรภ์พระนางสิริมหามายา ก่อนรับคำอ้อนวอนของเทวดา พระโพธิสัตว์ทรงตรวจสอบมหาวิโลกนะ 5 ประการอย่างมีเหตุผล คือกาลอันควร (อายุคนราวร้อยปีถึงแสนปี) ทวีปที่ควรอุบัติ (ชมพูทวีป) ประเทศที่เหมาะสม (มัชฌิมประเทศ) ตระกูลที่โลกยกย่อง (กษัตริย์) และมารดาผู้ทรงศีลบริสุทธิ์มีอายุเหลือพอดี แสดงให้เห็นหลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องพิจารณาก่อนอุบัติ จากนั้นจึงจุติจากดุสิตสู่พระครรภ์พระนางสิริมหามายาในคืนวันเพ็ญเดือน 8
- หน้า ๘๕–๘๖ พระสุบินของพระนางสิริมหามายา (ช้างเผือกเข้าสู่พระครรภ์) และปาฏิหาริย์ 32 ประการเมื่อพระโพธิสัตว์ปฏิสนธิ เล่าพระสุบินของพระนางมหามายาในคืนปฏิสนธิ ทรงฝันว่าท้าวมหาราชทั้งสี่ยกพระแท่นบรรทมไปป่าหิมพานต์ ทรงสรงสนานและบรรทมในวิมานทอง แล้วพระยาช้างเผือกเดินเข้าสู่พระอุทรทางด้านขวา อันหมายถึงการปฏิสนธิของพระโพธิสัตว์ ขณะปฏิสนธิเกิดบุรพนิมิต 32 ประการทั่วหมื่นโลกธาตุ เช่น คนตาบอดกลับมองเห็น คนหูหนวกได้ยิน ไฟนรกดับ สัตว์พ้นจากเครื่องจองจำ และดอกไม้บานสะพรั่งทั่วแผ่นดิน แสดงความพิเศษของการอุบัติของพระโพธิสัตว์
- หน้า ๘๗–๙๐ การป้องกันภัยระหว่างตั้งครรภ์ เสด็จสู่ลุมพินีวัน การประสูติและพระดำเนิน 7 ก้าว อาสภิวาจา และเหตุการณ์เกิดพร้อมกัน (สหชาต) 7 อย่าง ระหว่างทรงพระครรภ์มีเทวบุตร 4 องค์คอยอารักขา พระนางไม่มีจิตกำหนัดในบุรุษใด และสิ้นพระชนม์หลังประสูติ 7 วันตามธรรมดาของพระพุทธมารดาทุกพระองค์ เมื่อครบ 10 เดือนเสด็จไปประสูติที่ลุมพินีวันระหว่างทางไปเทวทหนคร โดยทรงยืนจับกิ่งสาละแล้วประสูติ พระโพธิสัตว์เสด็จดำเนิน 7 ก้าวเปล่งอาสภิวาจาว่าเป็นผู้เลิศของโลก พร้อมกันนั้นมีเหตุการณ์เกิดร่วม (สหชาต) 7 อย่างคือพระราหุลมารดา นายฉันนะ พระอานนท์ ม้ากัณฐกะ ต้นโพธิ์ และขุมทรัพย์ 4 ขุม
- หน้า ๙๑–๙๓ กาฬเทวลดาบสทำนายพระลักษณะแล้วร้องไห้เพราะจะไม่ทันเห็นพระพุทธเจ้า และพิธีขนานพระนามกับคำทำนายของพราหมณ์ 8 คน โดยเฉพาะโกณฑัญญะ ดาบสกาฬเทวละผู้คุ้นเคยราชสำนักเหาะมาเยี่ยม เห็นพระลักษณะแล้วยิ้มด้วยรู้ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า แต่กลับร้องไห้เพราะทราบว่าตนจะสิ้นชีวิตไปเกิดในอรูปภพก่อนได้เห็นการตรัสรู้ ท่านจึงให้หลานชื่อนาลกะบวชรอไว้ล่วงหน้า ต่อมาในพิธีขนานพระนามวันที่ 5 พราหมณ์ 108 คนถูกคัดเหลือ 8 คนทำนายพระลักษณะ 7 คนทำนายสองทาง (จักรพรรดิหรือพระพุทธเจ้า) มีเพียงโกณฑัญญะผู้อ่อนวัยที่สุดชูนิ้วเดียวทำนายมั่นใจว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน ปูเรื่องสู่การเป็นปฐมสาวกในอนาคต
- หน้า ๙๔–๙๖ โกณฑัญญะกับปัญจวัคคีย์ออกบวชล่วงหน้า พระราชาเพิ่มการอารักขาไม่ให้พบเทวทูต และปาฏิหาริย์ปฐมฌานใต้ต้นหว้าในพระราชพิธีแรกนาขวัญ บุตรพราหมณ์ทั้ง 8 ถูกกำชับให้บวชตามเมื่อเจ้าชายตรัสรู้ ต่อมาโกณฑัญญะชักชวนจนมีผู้บวชล่วงหน้ารวม 5 คนเรียกปัญจวัคคีย์ ฝ่ายพระราชาเมื่อทราบว่าโอรสอาจบวชเพราะเห็นเทวทูตจึงเพิ่มการอารักขาอย่างเข้มงวด ในพระราชพิธีแรกนาขวัญ ขณะพระนมทั้งหลายออกไปดูพระราชพิธี พระโพธิสัตว์ซึ่งประทับใต้ต้นหว้าตามลำพังทรงนั่งขัดสมาธิเจริญอานาปานสติจนได้ปฐมฌาน เกิดปาฏิหาริย์เงาไม้หว้าตั้งตรงไม่คล้อยตามตะวัน พระราชาทอดพระเนตรเห็นจึงทรงไหว้พระโอรสเป็นครั้งที่สอง
- หน้า ๙๗–๙๙ ปราสาท 3 ฤดู การอภิเษกกับพระนางยโสธรา การแสดงศิลปะยิงธนู และการทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง 4 (คนแก่ คนเจ็บ คนตาย บรรพชิต) เมื่อพระชนมายุ 16 พรรษา พระราชาสร้างปราสาท 3 หลังตามฤดูพร้อมนางฟ้อน 4 หมื่นคน พระโพธิสัตว์เสวยสุขกับพระนางยโสธรา แต่เมื่อพระญาติครหาว่าไม่ทรงศึกษาศิลปะ จึงทรงแสดงวิชายิงธนู 12 อย่างให้ประจักษ์ ต่อมาเมื่อเสด็จประพาสอุทยาน 4 ครั้งทรงทอดพระเนตรเห็นนิมิตที่เทวดาเนรมิตคือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต ตามลำดับ แต่ละครั้งทรงสังเวชพระทัยยิ่งขึ้น เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พระทัยน้อมไปสู่การบรรพชา
- หน้า ๑๐๐–๑๐๑ ท้าวสักกะให้วิสสุกรรมเทพบุตรแปลงเป็นช่างกัลบกประดับพระเกศาเป็นเครื่องประดับครั้งสุดท้าย ข่าวประสูติพระราหุล และคาถาพระนางกิสาโคตมี เมื่อใกล้เวลาเสด็จออกผนวช อาสน์ของท้าวสักกะร้อนขึ้น จึงส่งวิสสุกรรมเทพบุตรแปลงเป็นช่างกัลบกมาประดับพระเกศาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยผ้าโพกนับหมื่นผืน ระหว่างเสด็จกลับเข้าเมืองทรงทราบข่าวประสูติพระราหุลจึงตรัสว่า เครื่องจองจำเกิดแล้ว อันเป็นที่มาของพระนามราหุล และเมื่อพระนางกิสาโคตมีทรงเปล่งคาถาชมพระรูปโฉมว่าผู้เป็นมารดาบิดาภรรยาของพระกุมารนี้ย่อมดับทุกข์ได้ พระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาความหมายคำว่าดับทุกข์จนเกิดความคิดจะเสด็จออกแสวงหานิพพาน
- หน้า ๑๐๒–๑๐๔ คืนเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์: ฉากนางสนมนอนระเกะระกะน่ารังเกียจ เสด็จไปทอดพระเนตรพระราหุลกับพระนางยโสธรา ตรัสเรียกนายฉันนะ และมารขวางทางที่ประตูเมือง คืนนั้นพระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นเหล่านางสนมที่เคยฟ้อนรำนอนหลับในท่าทางน่ารังเกียจต่างๆ ทำให้ปราสาทที่เคยงดงามดูประหนึ่งป่าช้า จึงตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชคืนนั้นทันที ก่อนเสด็จออกทรงแวะดูพระโอรสและพระชายาที่กำลังบรรทมแต่ไม่ทรงแตะต้องเกรงจะทรงตื่น แล้วตรัสเรียกนายฉันนะให้เตรียมม้ากัณฐกะ ขณะออกจากประตูเมือง มารมาทูลขอให้ทรงกลับด้วยข้อเสนอราชสมบัติจักรพรรดิ แต่พระโพธิสัตว์ทรงปฏิเสธเด็ดขาด
- หน้า ๑๐๕–๑๐๗ เสด็จข้ามแม่น้ำอโนมา ทรงตัดพระเกศาอธิษฐานเสี่ยงทาย ท้าวสักกะบรรจุพระเกศาในจุฬามณีเจดีย์ และฆฏิการพรหมถวายอัฐบริขาร หลังผ่านสามอาณาจักรในคืนเดียว พระโพธิสัตว์เสด็จถึงฝั่งแม่น้ำอโนมา ทรงตัดพระเกศาด้วยพระขรรค์ด้วยพระองค์เองแล้วอธิษฐานโยนขึ้นฟ้าเสี่ยงทายว่าหากจะได้เป็นพระพุทธเจ้าขอให้พระเกศาลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งก็เป็นจริง ท้าวสักกะจึงนำไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จากนั้นฆฏิการพรหมสหายเก่าครั้งพระกัสสปพุทธเจ้าได้นำสมณบริขาร 8 อย่างมาถวาย ทรงเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นผ้ากาสาวพัสตร์ถือเพศบรรพชิตอย่างสมบูรณ์
- หน้า ๑๐๘–๑๐๙ นายฉันนะและม้ากัณฐกะอำลา ม้ากัณฐกะตรอมใจตาย เสด็จบิณฑบาตกรุงราชคฤห์ และพระเจ้าพิมพิสารถวายราชสมบัติแต่ทรงปฏิเสธ ทรงส่งนายฉันนะกลับพร้อมข่าวสารถึงพระราชบิดามารดา ม้ากัณฐกะเสียใจที่จะไม่ได้เห็นเจ้านายอีกจนหัวใจแตกตายไปเกิดเป็นเทวบุตร นายฉันนะเศร้าโศกซ้ำสอง พระโพธิสัตว์ประทับพักที่อนุปิยอัมพวัน 7 วัน แล้วเสด็จด้วยพระบาทเข้ากรุงราชคฤห์บิณฑบาตตามลำดับตรอกจนชาวเมืองตื่นเต้น พระเจ้าพิมพิสารทรงเลื่อมใสในพระอิริยาบถถึงกับเสนอราชสมบัติให้ครอง แต่พระโพธิสัตว์ทรงปฏิเสธเพราะมุ่งแสวงหาพระสัพพัญญุตญาณ พระราชาจึงขอให้เสด็จมาโปรดแคว้นก่อนเมื่อตรัสรู้แล้ว
- หน้า ๑๑๐–๑๑๑ ทรงศึกษาในสำนักอาฬารดาบสและอุทกดาบสแต่ไม่พอพระทัย เสด็จอุรุเวลาเริ่มบำเพ็ญทุกรกิริยา 6 ปีจนเกือบสิ้นพระชนม์ พระโพธิสัตว์เข้าศึกษาสมาบัติกับอาฬารดาบสกาลามโคตรและอุทกดาบสรามบุตรจนสำเร็จ แต่ทรงเห็นว่าไม่ใช่หนทางตรัสรู้ จึงเสด็จไปตำบลอุรุเวลาเริ่มบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างอุกฤษฏ์ด้วยการอดอาหารเกือบสิ้นเชิงนานถึง 6 ปี มีปัญจวัคคีย์คอยอุปัฏฐาก จนพระวรกายซูบผอมเสียพระฉวีวรรณและถึงกับสลบล้มลง เทวดาบางพวกเข้าใจผิดว่าสิ้นพระชนม์แล้วไปกราบทูลพระเจ้าสุทโธทนะ แต่พระราชาไม่ทรงเชื่อเพราะเคยเห็นปาฏิหาริย์มาก่อน แสดงถึงความมุ่งมั่นสุดโต่งก่อนจะพบทางสายกลาง
- หน้า ๑๑๒–๑๑๔ ทรงเลิกทุกรกิริยาหันมาเสวยอาหาร ปัญจวัคคีย์ผิดหวังจึงจากไป และเรื่องนางสุชาดาปรุงข้าวมธุปายาสด้วยความอัศจรรย์แล้วถวายในถาดทอง เมื่อทรงเห็นว่าทุกรกิริยาไม่ใช่หนทางตรัสรู้ จึงกลับมาเสวยอาหารหยาบตามปกติ ทำให้ปัญจวัคคีย์ผิดหวังคิดว่าทรงคลายความเพียรจึงพากันจากไปยังป่าอิสิปตนะ ในเวลาเดียวกันนางสุชาดาบุตรีเสนากุฎุมพีผู้เคยบนบานไว้ที่ต้นไทรได้ปรุงข้าวมธุปายาสจากน้ำนมโคที่คัดกรองถึง 8 ทอด เกิดปาฏิหาริย์ต่างๆ ขณะหุงเช่นฟองไหลวนทักษิณาวัฏ เทวดามาช่วยดูแลไฟ แล้วจึงใส่ข้าวปายาสลงถาดทองมูลค่าแสนหนึ่งนำไปถวายพระโพธิสัตว์ที่โคนต้นไทรด้วยเข้าใจว่าเป็นเทวดา
- หน้า ๑๑๕–๑๑๗ เสวยข้าวมธุปายาส 49 ปั้น ลอยถาดทองทวนน้ำเสี่ยงทาย เสด็จสู่ต้นโพธิ์ รับหญ้าคาจากโสตถิยพราหมณ์ และทรงพบบัลลังก์อปราชิตะทางทิศตะวันออก พระโพธิสัตว์เสวยข้าวมธุปายาส 49 ปั้นอันเป็นอาหารค้ำจุนพระวรกายตลอด 7 สัปดาห์หลังตรัสรู้ แล้วทรงอธิษฐานลอยถาดทองในแม่น้ำเนรัญชรา ถาดลอยทวนกระแสน้ำไปกระทบถาดของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนในภพนาค เป็นนิมิตยืนยันการตรัสรู้ จากนั้นเสด็จสู่ต้นโพธิ์ ทรงรับหญ้าคา 8 กำจากโสตถิยพราหมณ์ ทรงเวียนหาทิศที่เหมาะสมทั้ง 4 ทิศ แผ่นดินไหวยุบฟูทุกครั้งจนพบว่าทิศตะวันออกเป็นจุดไม่หวั่นไหว จึงทรงเขย่าหญ้าคาให้เกิดเป็นบัลลังก์อปราชิตะและอธิษฐานไม่ลุกจนกว่าจะตรัสรู้
- หน้า ๑๑๘–๑๒๐ มารยกทัพผจญพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ เทวดาทั้งปวงหลบหนี มารบันดาลห่าฝน 9 ชนิดแต่พ่ายแพ้ต่อบารมี และการอ้างแผ่นดินเป็นพยานทานบารมี เทวปุตตมารยกเสนามารมหาศาลมาห้ามมิให้พระโพธิสัตว์ตรัสรู้ เทวดาทุกองค์รวมถึงท้าวสักกะและท้าวมหาพรหมต่างพากันหลบหนีจนเหลือพระโพธิสัตว์ประทับอยู่พระองค์เดียว มารบันดาลห่าฝนโจมตี 9 ชนิดตามลำดับ ทั้งลม ฝน หินก้อนใหญ่ อาวุธ ถ่านเพลิง เถ้ารึง ทราย เปือกตม และความมืด แต่ทุกอย่างกลายเป็นดอกไม้ทิพย์เมื่อถึงพระองค์ด้วยอานุภาพบารมี 10 ทัศ เมื่อมารท้าวความเรื่องพยานการให้ทาน พระโพธิสัตว์ทรงเหยียดพระหัตถ์ขวาอ้างแผ่นดินเป็นพยานแทน เป็นจุดเริ่มต้นฉากชนะมารก่อนรุ่งอรุณแห่งการตรัสรู้
- หน้า ๑๒๑–๑๒๔ พญามารยกทัพผจญพระโพธิสัตว์ พระแม่ธรณีเป็นพยาน และการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เทวปุตตมารยกพลมารมหาศาลมาผจญ บันดาลลม ฝน หิน อาวุธ ถ่านเพลิง เถ้ารึง ทราย เปือกตม และความมืด แต่ทุกอย่างกลายเป็นดอกไม้ทิพย์ เมื่อมารอ้างสิทธิ์บัลลังก์ พระโพธิสัตว์ทรงเหยียดพระหัตถ์ให้แม่พระธรณีเป็นพยานแห่งทานบารมีที่ทรงบำเพ็ญ แผ่นดินไหวสะท้าน มารพ่ายหนี ราตรีนั้นทรงบรรลุบุพเพนิวาสญาณ ทิพยจักษุ และปฏิจจสมุปบาท จนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อรุ่งอรุณ
- หน้า ๑๒๕–๑๒๖ เจ็ดสัปดาห์แรกหลังตรัสรู้ (๒): อนิมิสเจดีย์ รัตนจงกรมเจดีย์ และรัตนฆรเจดีย์ เมื่อเทวดาสงสัยว่าพระพุทธองค์ยังทรงห่วงบัลลังก์อยู่หรือไม่ พระองค์จึงทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์เหาะขึ้นเวหาสคลายความสงสัย แล้วประทับยืนจ้องดูบัลลังก์โพธิ์โดยไม่กระพริบพระเนตรตลอดสัปดาห์ที่ ๒ เรียกอนิมิสเจดีย์ ทรงนิรมิตทางจงกรมแก้วเดินตลอดสัปดาห์ที่ ๓ เรียกรัตนจงกรมเจดีย์ และประทับในเรือนแก้วพิจารณาพระอภิธรรมปิฎกตลอดสัปดาห์ที่ ๔ เรียกรัตนฆรเจดีย์
- หน้า ๑๒๗–๑๒๙ สัปดาห์ที่ ๕-๗: ธิดามารยั่วยวน พญานาคมุจลินท์ปกป้องจากฝน และต้นราชายตนะ เทวปุตตมารโทมนัสที่ผจญพระพุทธเจ้าไม่สำเร็จ ธิดามารสามนางคือตัณหา อรดี และราคา อาสาไปทำให้พระพุทธเจ้าลุ่มหลง นิรมิตร่างเป็นหญิงหลายวัยแต่ไม่อาจทำให้ทรงหวั่นไหว จนต้องยอมแพ้กลับไป จากนั้นทรงเสวยวิมุตติสุขที่โคนต้นมุจลินท์ซึ่งพญานาคขนดกายปกป้องจากฝนตลอด ๗ วัน และที่ต้นราชายตนะ ครบเจ็ดสัปดาห์แห่งการเสวยวิมุตติสุขหลังตรัสรู้
- หน้า ๑๓๐–๑๓๑ สักกะถวายผลไม้-บาตร ตปุสสะภัลลิกะถวายอาหารครั้งแรก และพรหมอาราธนาแสดงธรรม ท้าวสักกะถวายผลสมอ ไม้ชำระพระทนต์ และน้ำ พาณิชตปุสสะและภัลลิกะถวายข้าวสัตตุก้อนเป็นอาหารครั้งแรกหลังตรัสรู้ ท้าวจตุโลกบาลถวายบาตรศิลา ๔ ใบซึ่งทรงอธิษฐานรวมเป็นใบเดียว เมื่อทรงท้อพระทัยไม่ประสงค์แสดงธรรมเพราะเห็นว่าลึกซึ้ง ท้าวสหัมบดีพรหมทูลอาราธนา จึงตัดสินพระทัยเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ที่อิสิปตนมฤคทายวัน ระหว่างทางทรงพบอุปกาชีวก
- หน้า ๑๓๒–๑๓๓ ทรงเอาชนะใจปัญจวัคคีย์ แสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร และทรมานอุรุเวลกัสสป ปัญจวัคคีย์ตั้งกติกาจะไม่ต้อนรับ แต่พระพุทธเจ้าทรงแผ่เมตตาจนพวกเขาละกติกาเอง ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โกณฑัญญะบรรลุโสดาบันพร้อมพรหม ๑๘ โกฏิ อีก ๔ องค์ตามมาทีละวัน จนทรงแสดงอนัตตลักขณสูตรให้ทั้งห้าบรรลุอรหัตต์ ต่อมาโปรดยสกุลบุตรและสหาย ๕๔ คนจนมีพระอรหันต์ ๖๑ องค์ ส่งไปประกาศธรรม และทรงทรมานชฎิลอุรุเวลกัสสปพี่น้องพันคนด้วยปาฏิหาริย์และอาทิตตปริยายสูตร
- หน้า ๑๓๔–๑๓๕ พระเจ้าพิมพิสารพบพระศาสดา อุรุเวลกัสสปประกาศตนเป็นสาวก ชาวมคธนับถือพระรัตนตรัย พระเจ้าพิมพิสารพร้อมบริวารนับหมื่นเข้าเฝ้าที่ลัฏฐิวัน สงสัยว่าใครเป็นครูใครเป็นศิษย์ระหว่างพระศาสดากับอุรุเวลกัสสป พระเถระจึงเหาะขึ้นฟ้า ๗ ครั้งประกาศตนเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า พระศาสดาตรัสเล่าชาดกว่าเคยทรมานกัสสปมาแล้วในอดีต พระราชาและบริวารนับหมื่นบรรลุโสดาปัตติผล เชิญเสวยภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น
- หน้า ๑๓๖–๑๓๘ ท้าวสักกะแปลงกายนำเสด็จ ถวายพระเวฬุวัน และสารีบุตร-โมคคัลลานะบรรลุธรรม มหาชนแน่นขนัดจนภิกษุไม่มีทางออกบิณฑบาต ท้าวสักกะแปลงเป็นมาณพนำเสด็จเข้ากรุงราชคฤห์พลางขับคาถาสรรเสริญ พระเจ้าพิมพิสารถวายมหาทานแล้วถวายพระเวฬุวันเป็นวัดแรก แผ่นดินไหวรับรู้ถึงรากฐานพระศาสนา ปริพาชกสารีบุตรได้ฟังคาถา 'เย ธมฺมา' จากพระอัสสชิจนบรรลุโสดาบัน บอกต่อโมคคัลลานะสหาย ทั้งสองบวชและบรรลุอรหัตต์ ได้รับแต่งตั้งเป็นอัครสาวก
- หน้า ๑๓๙–๑๔๑ พระเจ้าสุทโธทนะส่งทูตเก้าคณะตามพระโอรสไม่สำเร็จ จนกาฬุทายีอาสาทูลเชิญเสด็จ พระเจ้าสุทโธทนะทรงส่งอำมาตย์พร้อมบริวารพันคนไปทูลเชิญพระโอรสถึงเก้าครั้ง แต่ทุกคณะเมื่อฟังธรรมกลับบรรลุพระอรหัตต์แล้ววางเฉยไม่กราบทูลข่าวเพราะพระอริยะย่อมไม่ยึดติด จนทรงส่งกาฬุทายีอำมาตย์สหายเก่าซึ่งขออนุญาตบวชก่อน กาฬุทายีก็บรรลุอรหัตต์เช่นกันแต่ยังรักษาสัญญา ทูลอาราธนาด้วยคาถา ๖๐ บทว่าเป็นฤดูใบไม้ผลิเหมาะแก่การเสด็จเยี่ยมพระญาติ พระศาสดาทรงรับปฏิญญาและเสด็จออกจากราชคฤห์
- หน้า ๑๔๒–๑๔๔ เสด็จถึงกบิลพัสดุ์ ศากยะไม่ถวายบังคมจนทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ และฝนโบกขรพรรษ ระหว่างทางกาฬุทายีเหาะไปรับบิณฑบาตจากพระราชาถวายทุกวันจนราชสกุลเลื่อมใส เมื่อถึงกบิลพัสดุ์ เจ้าศากยะผู้ถือมานะไม่ยอมถวายบังคมเพราะทรงเป็นผู้เยาว์กว่า พระศาสดาจึงทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์เหาะขึ้นฟ้าจนทุกพระองค์ต้องกราบ พระราชาตรัสว่านี่เป็นการกราบครั้งที่สาม จากนั้นฝนโบกขรพรรษตกลงเฉพาะผู้ปรารถนาให้เปียก ทรงแสดงเวสสันดรชาดก แต่ไม่มีเจ้าศากยะองค์ใดทูลนิมนต์ฉันภัตตาหาร
- หน้า ๑๔๕–๑๔๖ เสด็จบิณฑบาตในกบิลพัสดุ์สร้างความตื่นตระหนก พระนางยโสธรายกย่อง และพระบิดาบรรลุธรรม วันรุ่งขึ้นพระศาสดาเสด็จบิณฑบาตตามลำดับตรอกในกบิลพัสดุ์ตามธรรมเนียมพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ สร้างความตกใจแก่ชาวเมือง พระนางยโสธราทอดพระเนตรจากสีหบัญชรแล้วตรัสสรรเสริญพระรูปโฉมด้วยคาถานรสีหะ พระเจ้าสุทโธทนะเสด็จมาต่อว่าเรื่องการขอทาน พระศาสดาตรัสว่านี่คือประเพณีของพุทธวงศ์ พระราชาบรรลุโสดาบัน สกทาคามี อนาคามีตามลำดับ และบรรลุอรหัตต์ในวาระใกล้สวรรคต
- หน้า ๑๔๗–๑๔๙ พระนางยโสธราถวายบังคมตามวิถีของตน นันทะถูกบวชในวันวิวาห์ และราหุลขอมรดกธรรม พระนางยโสธราไม่ยอมออกไปถวายบังคม รอให้พระศาสดาเสด็จมาเอง พระองค์จึงเสด็จไปห้องของนาง เล่าจันทกินรีชาดกปลอบและประทานโสดาปัตติผล วันรุ่งขึ้นทรงให้นันทกุมารถือบาตรจนติดตามไปบวชโดยไม่เต็มใจในวันวิวาห์ของตน ต่อมาราหุลกุมารตามขอมรดกจากพระบิดา พระศาสดาจึงประทานอริยทรัพย์แทนด้วยการให้บวช พระเจ้าสุทโธทนะเสียพระทัยจนขอให้บัญญัติว่าต้องได้รับอนุญาตบิดามารดาก่อนบวชบุตร
- หน้า ๑๕๐–๑๕๓ อนาถบิณฑิกะซื้อพระเชตวันด้วยกหาปณะปูลาด สร้างวัดถวาย จบนิทานกถา อนาถบิณฑิกเศรษฐีฟังธรรมที่ราชคฤห์จนบรรลุโสดาบัน ทูลเชิญเสด็จสาวัตถี ระหว่างทางสร้างวิหารพักทุกโยชน์ ซื้อสวนเจ้าเชตด้วยการปูลาดกหาปณะเต็มพื้นที่ ๑๘ โกฏิ สร้างพระเชตวันถวาย ๘ กรีสด้วยทรัพย์รวม ๕๔ โกฏิ มีขบวนแห่ฉลองอันยิ่งใหญ่ พระศาสดาตรัสอานิสงส์การถวายวิหารเทียบกับผู้สร้างวัดถวายพระพุทธเจ้าในอดีตหกพระองค์ ปิดท้ายด้วยการจบนิทานกถาทั้งหมด
- หน้า ๑๕๔–๑๖๕ เริ่มอรรถกถาชาดก: อปัณณกชาดก ว่าด้วยหัวหน้ากองเกวียนผู้ฉลาดหนีกลลวงยักษ์ในทางกันดาร อนาถบิณฑิกเศรษฐีพาสาวกลัทธิอื่น ๕๐๐ คนถึงพระรัตนตรัยแล้วกลับไปนับถือลัทธิเดิมเมื่อพระศาสดาจากไป พระองค์จึงตรัสอปัณณกชาดก เรื่องหัวหน้ากองเกวียนบัณฑิตที่ยอมเดินตามหลังจนรู้ทันยักษ์แปลงกายมาลวงให้ทิ้งน้ำในทางกันดาร ขณะที่กองเกวียนผู้โง่เขลาซึ่งไปก่อนหลงเชื่อยักษ์ทิ้งน้ำจนถูกกินหมดทั้งคณะ ส่วนกองเกวียนบัณฑิตปลอดภัยและร่ำรวย
- หน้า ๑๖๖–๑๗๐ อรรถาธิบายอปัณณกปฏิปทา ทางปฏิบัติที่ไม่ผิดพลาดสู่มรรคผลนิพพาน พระศาสดาทรงอธิบายคาถาอปัณณกชาดกว่า ผู้ยึดถือความแน่นอนย่อมถึงความสวัสดีดังหัวหน้ากองเกวียนบัณฑิต ทรงแสดงฐานะอันไม่ผิดได้แก่สรณคมน์ ศีล อินทรียสังวร ความรู้ประมาณในโภชนะ ความเพียรเครื่องตื่นอยู่ อันเป็นทางแห่งโสดาปัตติมรรคจนถึงอรหัตผล ในที่สุดอุบาสก ๕๐๐ คนบรรลุโสดาปัตติผล และทรงประชุมชาดกว่าหัวหน้ากองเกวียนผู้โง่เขลาคือพระเทวทัตในชาตินี้เอง
- หน้า ๑๗๑–๑๗๗ วัณณุปถชาดก: ภิกษุท้อถอยความเพียร กับเรื่องคนขุดหินหาน้ำในทะเลทรายไม่ยอมแพ้ ภิกษุรูปหนึ่งปฏิบัติกรรมฐานไม่ก้าวหน้าจึงเลิกความเพียร พระศาสดาตรัสเล่าอดีตชาติที่ทรงเป็นหัวหน้ากองเกวียนเดินทางกันดารเพราะทรายกลางคืน เมื่อคนทั้งคณะท้อถอยหลังขุดพบหินขวางทางน้ำ มีเพียงเด็กรับใช้ที่ไม่ละความเพียรทุบหินจนพบน้ำช่วยทั้งคณะรอดชีวิต ทรงเปรียบเทียบให้ภิกษุเห็นว่าความเพียรไม่ควรท้อถอย ภิกษุนั้นจึงกลับมีกำลังใจและบรรลุพระอรหัตต์ในที่สุด
- หน้า ๑๗๘–๑๘๒ เสรีววาณิชชาดก: พ่อค้าโลภตีราคาถาดทองต่ำจนพลาดโอกาส เปรียบผู้พลาดโสดาปัตติมรรคต้องเดือดร้อนใจภายหลัง ปรารภภิกษุอีกรูปที่เลิกความเพียร พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตชาติเป็นพ่อค้าเร่สองคนชื่อเสรีวะ คนหนึ่งโลภตีราคาถาดทองของยายหลานยากจนว่าไม่มีค่าแม้กึ่งมาสก จึงพลาดถาดทองนั้นไป ส่วนพระโพธิสัตว์ผู้ซื่อตรงให้ราคาที่เหมาะสมจึงได้ถาดทองไป พ่อค้าโลภเสียใจจนเลือดพุ่งออกจากปากถึงแก่ความตาย ผูกอาฆาตพระโพธิสัตว์เป็นครั้งแรก สอนว่าผู้พลาดหนทางบรรลุธรรมในชาตินี้จะเดือดร้อนใจในภายหลังนาน
- หน้า ๑๘๓–๑๙๒ ปฐมเหตุจุลลกเศรษฐีชาดก: กำเนิดพระมหาปันถก-จุลลปันถก และจุลลปันถกผู้เขลาบรรลุอรหัตด้วยผ้าขาวบริสุทธิ์ เล่าที่มาพระมหาปันถกและพระจุลลปันถก บุตรธิดาเศรษฐีที่หนีตามทาสจนคลอดบุตรกลางทาง จุลลปันถกบวชแต่โง่เขลาเรียนคาถาเดียวไม่ได้ใน 4 เดือน ถูกพี่ชายไล่ออกจากวิหารก่อนงานนิมนต์ของหมอชีวก พระพุทธเจ้าทรงประทานผ้าขาวให้ลูบคลำจนเห็นความไม่เที่ยงของผ้าที่ค่อยเศร้าหมอง เจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตพร้อมปฏิสัมภิทาและแสดงฤทธิ์นิรมิตภิกษุนับพันรูปเต็มอัมพวัน
- หน้า ๑๙๓–๑๙๖ จุลลกเศรษฐีชาดก: จูฬันเตวาสิกสร้างฐานะจากซากหนูตายด้วยไหวพริบจนเป็นมหาเศรษฐี อดีตชาติจุลลปันถกเป็นชายยากจนชื่อจูฬันเตวาสิก ได้ยินจุลลกเศรษฐีทำนายว่าคนมีปัญญาตั้งตัวได้แม้จากหนูตาย จึงนำหนูไปขายเป็นทุนเริ่มต้น ต่อยอดค้าน้ำอ้อยแลกดอกไม้ แลกฟืนใบไม้ บริการน้ำแก่คนหาบหญ้าจนได้ทรัพย์จากพ่อค้าม้าและร่วมหุ้นเรือสินค้า ภายใน 4 เดือนได้ทรัพย์สองแสน กลับมาตอบแทนเศรษฐีผู้ให้อุบาย ได้แต่งงานกับธิดาและสืบทอดตำแหน่งเศรษฐี สอนเรื่องความฉลาดใช้ทุนน้อยให้เกิดประโยชน์มาก
- หน้า ๑๙๗–๒๐๑ ตัณฑุลนาฬิชาดก: พนักงานตีราคาโง่เขลารับสินบนตีราคาม้า 500 ตัวและพระนครพาราณสีทั้งเมืองเท่าข้าวสารทะนานเดียว ปรารภพระโลฬุทายีผู้แจกสลากภัตไม่เป็นธรรมทำให้สงฆ์วุ่นวาย เปรียบกับอดีตชาติพระราชาโลภปลดพนักงานตีราคาผู้ฉลาด(พระโพธิสัตว์) แล้วตั้งชายโง่เขลาแทน ชายผู้นี้รับสินบนตีราคาม้า 500 ตัวเพียงข้าวสารทะนานเดียว เมื่อถูกซักถามต่อก็ตีราคาทั้งพระนครพาราณสีเท่าข้าวสารทะนานเดียวเช่นกัน จนถูกอำมาตย์เยาะเย้ยและถูกไล่ออก พระโพธิสัตว์ได้ตำแหน่งคืน
- หน้า ๒๐๒–๒๑๒ เทวธรรมชาดก: ภิกษุผู้มีบริขารมาก กับนิทานเจ้าชาย 3 พระองค์และยักษ์เฝ้าสระ พร้อมอธิบายหิริโอตตัปปะโดยพิสดาร ปรารภภิกษุสะสมบริขารมากผิดวิสัยสมณะ เปรียบกับอดีตชาติเจ้าชาย 3 พระองค์เข้าป่า สุริยกุมารและจันทกุมารถูกยักษ์เฝ้าสระจับเพราะตอบคำถาม เทวธรรม ผิด พระโพธิสัตว์แสดงธรรมเรื่องหิริ(ความละอายบาปจากภายใน)และโอตตัปปะ(ความกลัวบาปจากภายนอก) อันเป็นธรรมของเทวดาแท้จริง จนทรมานยักษ์ได้และช่วยน้องทั้งสองรอด ตอนท้ายอรรถกถาขยายความหิริโอตตัปปะโดยละเอียดถึงที่มา เหตุ 4 ประการ และอุปมาก้อนเหล็กร้อน-เย็น
- หน้า ๒๑๓–๒๑๗ กัฏฐหาริชาดก: โอรสที่เกิดจากหญิงหาฟืนแสดงธรรมกลางอากาศพิสูจน์ตนเป็นพระราชโอรสด้วยสัตยาธิษฐาน ปรารภพระนางวาสภขัตติยาที่ถูกลดตำแหน่งเพราะเป็นธิดาทาสี เปรียบกับอดีตชาติพระราชาสมสู่กับหญิงหาฟืนในป่าจนมีโอรส เมื่อโอรสถูกล้อว่าไม่มีพ่อ มารดาพาไปพิสูจน์ด้วยสัตยาธิษฐานเหวี่ยงตัวขึ้นฟ้า โอรสลอยนิ่งในอากาศแสดงธรรมขอให้พระบิดารับเลี้ยง พระราชาทรงยอมรับและแต่งตั้งเป็นอุปราช สอนว่าไม่ควรทอดทิ้งบุตรของตนแม้เกิดจากหญิงสามัญ
- หน้า ๒๑๘–๒๑๙ คามนิชาดก: พระเจ้าคามนิเปล่งอุทานว่าความหวังในผลย่อมสำเร็จแก่ผู้ไม่เร่งรีบ ปรารภภิกษุผู้ท้อถอยความเพียรอีกรูปหนึ่ง เนื้อเรื่องคล้ายสังวรชาดกแต่คาถาต่างกัน กล่าวถึงคามนิกุมารผู้ตั้งอยู่ในโอวาทอาจารย์ด้วยความอดทนไม่เร่งรีบ แม้เป็นน้องสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 100 พระองค์ กลับได้ครองราชสมบัติใหญ่เหนือพี่ชายทั้งหมด จึงเปล่งอุทานว่าผลสำเร็จย่อมมาแก่ผู้ไม่ใจเร็วด่วนได้ สอนเรื่องความอดทนรอคอยผลแห่งการปฏิบัติ
- หน้า ๒๒๐–๒๒๔ มฆเทวชาดก: พระเจ้ามฆเทวะทรงเห็นผมหงอกเส้นแรกเป็น "เทวทูต" แล้วเสด็จออกผนวชทันที ปรารภการเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ของพระพุทธเจ้า เล่าอดีตชาติพระเจ้ามฆเทวะแห่งมิถิลาผู้สั่งช่างกัลบกให้บอกเมื่อพบผมหงอกเส้นแรก เมื่อเห็นผมหงอกทรงสังเวชว่าเป็นสัญญาณแห่งความชรา (เทวทูต) แม้ยังมีพระชนมายุเหลืออีก 84,000 ปี ก็สละราชสมบัติแก่โอรสและออกผนวชเจริญพรหมวิหารจนสิ้นพระชนม์ไปเกิดในพรหมโลก แสดงว่าพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์เห็นสัญญาณแห่งชรา-เจ็บ-ตายแล้วสังเวชออกบวชเป็นธรรมดา
- หน้า ๒๒๕–๒๒๗ สุขวิหาริชาดก: ฤๅษีอดีตกษัตริย์ไม่ลุกรับพระราชาสอนว่าผู้ไม่ต้องรักษาใครและไม่ถูกใครรักษาย่อมอยู่เป็นสุข (จบอปัณณกวรรค) ปรารภพระภัททิยเถระผู้เคยเป็นกษัตริย์แต่เปล่งอุทาน สุขหนอ หลังบวช เล่าอดีตชาติศิษย์ผู้เคยเป็นราชาสละบัลลังก์มาบวชเป็นฤๅษี เมื่อพระราชาเสด็จเยี่ยมกลับไม่ลุกรับเพราะอยู่ในความสุขจากฌาน พระโพธิสัตว์อธิบายว่าผู้ไม่มีภาระต้องรักษาใครและไม่มีใครต้องรักษาตน ปลอดจากกามคุณ ย่อมอยู่เป็นสุขทุกอิริยาบถยิ่งกว่าชีวิตกษัตริย์ จบอปัณณกวรรคที่ 1 รวม 10 ชาดก
- หน้า ๒๒๘–๒๓๒ ลักขณชาดก (เปิดสีลวรรค): เนื้อลักขณะฉลาดเลือกเวลาอพยพรอดพ้นภัย ต่างจากเนื้อกาฬะโง่เขลาสูญเสียบริวารเกือบหมด ปรารภพระเทวทัตผู้บริวารเสื่อมหลังทำสงฆ์แตกแยก เทียบกับพระสารีบุตรผู้มีบริวารรุ่งเรือง เล่าอดีตชาติพญาเนื้อมีบุตร 2 ตัวคือลักขณะและกาฬะ ปกครองฝูงเนื้อคนละ 500 ตัว เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวที่มนุษย์ดักล่าเนื้อ เนื้อลักขณะฉลาดเลือกเวลาเที่ยงคืนหลบเลี่ยงจึงไม่เสียเนื้อแม้ตัวเดียว ส่วนเนื้อกาฬะโง่เขลาอพยพผิดเวลาซ้ำสองครั้งจนเหลือบริวารน้อยมาก เปิดวรรคใหม่คือสีลวรรค
- หน้า ๒๓๓–๒๓๔ นิโครธมิคชาดก (เริ่มต้น): ปฐมเหตุเรื่องภิกษุณีมารดาพระกุมารกัสสปะผู้ปรารถนาบวชแต่บิดามารดาไม่อนุญาต (ต่อ chunk ถัดไป) เปิดเรื่องนิโครธมิคชาดกที่ 2 ในสีลวรรค ปรารภภิกษุณีผู้เป็นมารดาของพระกุมารกัสสปเถระ ซึ่งเดิมเป็นธิดาเศรษฐีมีอุปนิสัยพระอรหัตแต่บิดามารดาไม่ยอมให้บวช จึงแต่งงานและตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัว เมื่อถึงงานนักขัตฤกษ์นางไม่ยอมแต่งกายเพราะพิจารณาเห็นร่างกายเป็นของไม่สะอาดเต็มด้วยของปฏิกูล เนื้อหาตัดจบกลางเรื่องยังไม่ถึงส่วนชาดกหลัก ต้องอ่านต่อในหน้าถัดไป
- หน้า ๒๓๕–๒๓๙ เรื่องปรารภนิโครธมิคชาดก: ภิกษุณีมารดาพระกุมารกัสสปถูกกล่าวหาตั้งครรภ์ พระเทวทัตให้สึกโดยไม่ไต่สวน ธิดาเศรษฐีขอบวชไม่สำเร็จจึงแต่งงานก่อน แล้วตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัวก่อนไปบวชในสำนักภิกษุณีฝ่ายพระเทวทัต เมื่อครรภ์ปรากฏ พระเทวทัตตัดสินให้สึกทันทีโดยไม่ไต่สวนเพราะขาดขันติและเมตตา นางจึงหนีไปเข้าเฝ้าพระศาสดาที่เชตวัน พระองค์ให้พระอุบาลีและนางวิสาขาพิสูจน์อย่างเป็นธรรมจนแน่ชัดว่าตั้งครรภ์ก่อนบวช ภิกษุณีจึงพ้นข้อกล่าวหา บุตรที่เกิดมาคือพระกุมารกัสสปะผู้เลิศด้านแสดงธรรมวิจิตร
- หน้า ๒๔๐–๒๔๕ นิโครธมิคชาดก: พญาเนื้อนิโครธสละชีวิตแทนแม่เนื้อท้องแก่ ชนะใจพระราชาให้ประทานอภัยแก่สรรพสัตว์ พญาเนื้อนิโครธและพญาเนื้อสาขะปกครองบริวารฝ่ายละ 500 ตัวในอุทยานที่พระราชาโปรดล่าเนื้อทุกวัน ทั้งสองตกลงให้เนื้อผลัดกันไปนอนรอตายที่ตอไม้ทีละตัว วันหนึ่งแม่เนื้อท้องแก่ในบริษัทของสาขะขอเลื่อนคิวแต่ถูกปฏิเสธ นางจึงร้องขอนิโครธ พระโพธิสัตว์จึงยอมสละชีวิตตนเองแทน พระราชาซาบซึ้งในเมตตาจึงประทานอภัยแก่เนื้อทุกตัว สัตว์บกและปลาทั่วแคว้น พร้อมทรงรับศีล 5
- หน้า ๒๔๖–๒๔๙ กัณฑินชาดก: เนื้อภูเขาหลงรักเนื้อสาวชาวบ้านจนถูกพรานยิงตาย สอนโทษการตกอยู่ใต้อำนาจหญิง เทวดาเล่าเรื่องเนื้อภูเขาที่หลงรักเนื้อตัวเมียชาวบ้าน แม้นางเตือนว่าชายแดนบ้านมีภัยก็ไม่ยอมกลับป่า เมื่อเดินทางร่วมกัน นางได้กลิ่นมนุษย์จึงให้เนื้อภูเขาเดินนำหน้าและถูกพรานยิงตายแทน ส่วนนางหนีรอดไปได้ เทวดาในป่าจึงแสดงธรรมติเตียนบุรุษผู้มักใช้อาวุธ ชนบทที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ และผู้ที่ตกอยู่ใต้อำนาจสตรี ล้วนควรถูกตำหนิ เชื่อมโยงกับภิกษุที่ถูกภรรยาเก่าเกลี้ยกล่อม
- หน้า ๒๕๐–๒๕๕ วาตมิคชาดก: พระจูฬบิณฑปาติกติสสเถระติดรสอาหารจนสึก เทียบเนื้อสมันติดรสน้ำผึ้งจนถูกจับ ภิกษุผู้ถือธุดงค์เคร่งครัดถูกนางวัณณทาสีที่มารดาส่งมาล่อด้วยข้าวยาคูรสเลิศจนลุ่มหลงในรสอาหารและสึกไปในที่สุด พระศาสดาทรงเล่าอดีตชาติว่านายอุยยานบาลใช้น้ำผึ้งทาหญ้าล่อเนื้อสมันป่าให้คุ้นเคยทีละน้อยจนตามเข้าไปในวังได้สำเร็จ แสดงให้เห็นว่าความติดใจในรสอาหารเป็นสิ่งเลวร้ายยิ่งกว่าความผูกพันกับที่อยู่หรือมิตรสหาย
- หน้า ๒๕๖–๒๕๘ ขราทิยชาดก: หลานเนื้อไม่ยอมเรียนมายาหนีภัยตามนัด จนติดบ่วงถูกพรานฆ่า สอนโทษความว่ายาก พระศาสดาทรงเปรียบภิกษุว่ายากรูปหนึ่งกับเนื้อหลานชายในอดีตชาติ ที่ป้าฝากให้ลุงผู้เป็นพระโพธิสัตว์สอนมารยาหนีภัยแก่ตน แต่หลานเนื้อไม่มาเรียนตามเวลานัดถึง 7 วัน สุดท้ายจึงติดบ่วงพรานและถูกฆ่าตาย พระโพธิสัตว์ปลอบมารดาว่ามิใช่ตนไม่สอน แต่หลานเองไม่ใฝ่เรียน สะท้อนว่าความดื้อรั้นไม่รับโอวาทนำไปสู่ความพินาศ
- หน้า ๒๕๙–๒๖๔ ติปัลลัตถมิคชาดก: พระราหุลผู้ใฝ่เรียนยอมนอนเวจกุฎีเมื่อไร้ที่พัก เทียบเนื้อหลานที่เรียนกลลวงพรานสำเร็จ หลังพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุนอนร่วมกับผู้ไม่อุปสมบท ภิกษุทั้งหลายไม่กล้าให้พระราหุลพักด้วย ท่านจึงไปนอนในเวจกุฎีของพระพุทธเจ้าโดยไม่บ่นว่า พระศาสดาทรงสังเวชและผ่อนสิกขาบท แล้วตรัสชาดกว่าในอดีตชาติเนื้อหลานชายก็ใฝ่เรียนมารยาของเนื้อจากลุงอย่างตั้งใจ จนรอดพ้นบ่วงพรานได้ด้วยกลลวง 6 ประการ เช่น แกล้งตายด้วยการพองท้องและปล่อยอุจจาระปัสสาวะ
- หน้า ๒๖๕–๒๖๗ มาลุตชาดก: พระเถระสองรูปโต้เถียงว่าความหนาวเกิดข้างขึ้นหรือข้างแรม พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าเกิดจากลม ภิกษุแก่สองรูปชื่อกาฬะและชุณหะขัดแย้งกันว่าความหนาวเกิดในคืนข้างแรมหรือข้างขึ้น จึงทูลถามพระศาสดา พระองค์ทรงเล่าชาดกว่าในอดีตชาติราชสีห์กับเสือโคร่งผู้เป็นสหายกันก็เคยถกเถียงปัญหาเดียวกัน จนต้องถามฤๅษีผู้เป็นพระโพธิสัตว์ ซึ่งชี้แจงว่าความหนาวเกิดจากลมพัด ไม่เกี่ยวกับข้างขึ้นข้างแรม ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครแพ้ชนะ เรื่องจบด้วยทั้งคู่บรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๒๖๘–๒๗๑ มตกภัตตชาดก: แพะระลึกชาติหัวเราะและร้องไห้ก่อนถูกฆ่าทำมตกภัต สอนโทษของการฆ่าสัตว์เซ่นผู้ตาย อาจารย์พราหมณ์เตรียมฆ่าแพะทำมตกภัตอุทิศญาติ แพะกลับหัวเราะเพราะรู้ว่าจะพ้นทุกข์จากการถูกตัดหัวครบ 500 ชาติในวันนี้ แต่ร้องไห้ด้วยสงสารพราหมณ์ผู้จะต้องรับกรรมถูกตัดหัว 500 ชาติเช่นเดียวกับตน แม้พราหมณ์จะเปลี่ยนใจไม่ฆ่าและคุ้มครองไว้ แต่แพะก็ยังถูกสะเก็ดหินจากฟ้าผ่าตัดคอตายอยู่ดี รุกขเทวดาจึงแสดงธรรมว่าหากรู้ผลกรรมเช่นนี้ ไม่ควรมีใครฆ่าสัตว์เลย
- หน้า ๒๗๒–๒๗๓ อายาจิตภัตตชาดก: รุกขเทวดาสอนว่าการฆ่าสัตว์แก้บนเทวดากลับผูกมัดตนหนักยิ่งขึ้น ไม่ใช่ทางหลุดพ้น ชายผู้หนึ่งบนบานเทวดาที่ต้นไทรว่าหากค้าขายสำเร็จปลอดภัยจะฆ่าสัตว์แก้บน เมื่อสำเร็จจริงจึงฆ่าสัตว์จำนวนมากไปแก้บน แต่รุกขเทวดากลับสอนว่าการเปลื้องตนด้วยวิธีนี้ไม่ใช่ทางของบัณฑิต หากปรารถนาพ้นทุกข์อย่างแท้จริงต้องละโลกไปอย่างสะอาด การฆ่าสัตว์แก้บนกลับเป็นเครื่องผูกมัดคนพาลให้ติดบาปหนักยิ่งขึ้น มนุษย์ทั้งหลายได้ฟังจึงเลิกทำปาณาติบาตเพื่อแก้บน
- หน้า ๒๗๔–๒๗๘ นฬปานชาดก: พญาวานรใช้ไม้อ้อกลวงดูดน้ำหนีผีเสื้อน้ำในสระ ด้วยการสังเกตรอยเท้าและอธิษฐานบารมี พญาวานรแปดหมื่นตัวเดินทางถึงสระน้ำที่ไม่เคยไปมาก่อน หัวหน้าฝูงสังเกตเห็นรอยเท้าลงสระแต่ไม่มีรอยเท้าขึ้น จึงรู้ว่ามีผีเสื้อน้ำซ่อนอยู่ เมื่อผีเสื้อน้ำแปลงกายมาท้าทาย พญาวานรจึงให้บริวารใช้ไม้อ้อเป็นหลอดดูดน้ำจากฝั่งโดยไม่ต้องลงสระ และอธิษฐานให้ไม้อ้อทุกต้นรอบสระกลวงตลอด ทำให้ผีเสื้อน้ำจับใครไม่ได้เลยสักตัว แสดงถึงปัญญาในการพิจารณาก่อนตัดสินใจ
- หน้า ๒๗๙–๒๘๒ กุรุงคมิคชาดก: เนื้อกุรุงคะสังเกตผลไม้ตกผิดปกติจนรู้ทันพรานซุ่มบนต้นมะรื่น นายพรานซุ่มบนต้นมะรื่นเพื่อแทงเนื้อที่มากินผล เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นกวางมาถึง พรานโยนลูกมะรื่นลงล่อให้เข้าใกล้ต้น แต่กวางสังเกตว่าผลไม้ตกลงมาผิดธรรมชาติจึงสงสัยและมองเห็นพราน จึงแกล้งพูดกับต้นไม้ว่าจะไปกินที่อื่นแล้วหลบหนีไป แม้พรานจะพุ่งหอกตามหลังก็ไม่ถูก เชื่อมโยงกับความพยายามของพระเทวทัตที่จะปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าแต่ไม่สำเร็จ
- หน้า ๒๘๓–๒๘๗ กุกกุรชาดก: สุนัขบัณฑิตพิสูจน์ความจริงด้วยน้ำเปรียงผสมหญ้าแพรก ช่วยสุนัขนอกวังพ้นข้อกล่าวหา เมื่อสุนัขในวังแอบกัดกินเครื่องหนังรถหลวง พระราชากริ้วสั่งฆ่าสุนัขทุกตัวที่พบเห็น ทำให้สุนัขนอกวังตายจำนวนมากอย่างไม่เป็นธรรม พระโพธิสัตว์ซึ่งเป็นสุนัขบัณฑิตอาศัยป่าช้าจึงอาสาเข้าเฝ้าพิสูจน์ความจริง โดยชี้ให้เห็นว่าสุนัขในวังไม่เคยถูกฆ่าเลย แล้วให้นำสุนัขวังมาดื่มน้ำเปรียงผสมหญ้าแพรกจนอาเจียนเศษหนังออกมาเป็นหลักฐาน พระราชาจึงเลิกล่าฆ่าสุนัขและประทานอภัยแก่สัตว์ทั้งปวง
- หน้า ๒๘๘–๒๙๐ โภชาชานียชาดก: ม้าสินธพอาชาไนยแม้บาดเจ็บสาหัสยังขอออกรบต่อจนจับพระราชาศัตรูองค์ที่ 7 สำเร็จก่อนสิ้นใจ เมื่อพระราชา 7 พระองค์ยกทัพล้อมเมืองพาราณสี ม้าสินธพโภชาชานียะพาทหารม้าทำลายกองทัพได้ 6 กองและจับกษัตริย์ได้ 6 องค์ แม้บาดเจ็บสาหัสในการรบครั้งที่ 6 เมื่อเห็นสารถีเตรียมเปลี่ยนไปใช้ม้าตัวอื่น พระโพธิสัตว์ก็ยืนกรานขอออกรบต่อด้วยตนเองเพราะไม่ต้องการให้ความเพียรที่ทำมาต้องเสียเปล่า จนจับกษัตริย์องค์ที่ 7 ได้สำเร็จก่อนจะสิ้นใจทันทีที่ถอดเกราะออก สอนเรื่องความเพียรไม่ย่อท้อแม้บาดเจ็บ
- หน้า ๒๙๑–๒๙๒ อาชัญญชาดก: ม้าคู่พี่น้องกับความเพียรไม่ลดละ เรื่องคล้ายกันของม้าสินธพพี่น้องสองตัวเทียมรถรบเดียวกัน เมื่อม้าพี่บาดเจ็บและถูกปลดเพื่อเปลี่ยนตัวใหม่ พระโพธิสัตว์ยืนกรานให้ตนออกรบต่อจนจับพระราชาองค์ที่ ๗ ได้สำเร็จ จึงถวายโอวาทแด่พระราชาแล้วสิ้นใจ ย้ำหลักธรรมว่าบัณฑิตย่อมไม่ละความเพียรไม่ว่าจะบาดเจ็บเพียงใด
- หน้า ๒๙๓–๒๙๘ ติตถชาดก: ดอกบัวเหี่ยวสอนอนิจจัง กับม้าที่เบื่อท่าอาบซ้ำ เรื่องกรอบพระสารีบุตรให้กรรมฐานอสุภะแก่ศิษย์อดีตช่างทองแต่ไม่สำเร็จ พระศาสดาจึงนิรมิตดอกบัวให้เหี่ยวต่อหน้าภิกษุนั้นจนเห็นอนิจจังและบรรลุอรหัต ส่วนตัวชาดกเล่าเรื่องม้าหลวงไม่ยอมลงอาบน้ำท่าเดียวกับม้ากระจอก พระโพธิสัตว์แนะให้เปลี่ยนท่าอาบ สอนว่าแม้ของดีก็เบื่อได้หากทำซ้ำซาก
- หน้า ๒๙๙–๓๐๓ มหิลามุขชาดก: ช้างมงคลกลายเป็นช้างดุร้ายเพราะฟังโจร ช้างมงคลมหิลามุขกลายเป็นช้างดุร้ายฆ่าคนเพราะแอบได้ยินโจรวางแผนปล้นตอนกลางคืนใกล้โรงช้าง พระโพธิสัตว์สืบทราบเหตุ จึงให้สมณพราหมณ์ผู้มีศีลมานั่งสนทนาเรื่องศีลใกล้ที่นั้น ช้างได้ฟังก็กลับเป็นช้างมีคุณธรรมดังเดิม เปรียบกับพระเทวทัตที่ชักจูงภิกษุให้หลงเชื่อลาภสักการะผิดทาง
- หน้า ๓๐๔–๓๐๗ อภิณหชาดก: มิตรภาพช้างกับสุนัขที่แยกกันไม่ได้ สุนัขจรจัดผูกมิตรสนิทกับช้างมงคลจนแยกกันไม่ได้ เมื่อมีคนลักพาสุนัขไป ช้างเศร้าโศกไม่ยอมกินไม่ยอมอาบน้ำ พระโพธิสัตว์สืบทราบจึงให้ตีกลองประกาศตามหาสุนัขคืนมาให้ ช้างจึงกลับเป็นปกติ สอนว่าความคุ้นเคยที่เห็นกันบ่อย ๆ ก่อความผูกพันลึกซึ้งได้แม้ในหมู่สัตว์ต่างชนิดกัน
- หน้า ๓๐๘–๓๑๒ นันทิวิสาลชาดก: พลังของวาจาอ่อนหวาน โคนันทิวิสาลไม่ยอมลากเกวียนเมื่อพราหมณ์เจ้าของเรียกมันว่า 'โคโกง' ทำให้แพ้พนันเสียทรัพย์พันกหาปณะ แต่เมื่อพราหมณ์เปลี่ยนมาพูดจาไพเราะอ่อนหวาน โคก็ลากเกวียนร้อยเล่มไปได้สำเร็จ ชนะพนันได้ทรัพย์เพิ่มอีกเท่าตัว สอนว่าคำพูดไพเราะมีอานุภาพเปลี่ยนใจได้มากกว่าคำหยาบหรือการบังคับ
- หน้า ๓๑๓–๓๑๖ กัณหชาดก: โคดำผู้แบกภาระหนักได้เสมอ โคดำอัยยิกากาฬกะที่หญิงชราเลี้ยงดูอย่างบุตร อาสาช่วยลากเกวียน ๕๐๐ เล่มของพ่อค้าข้ามท่าน้ำลึกจนสำเร็จ แต่พ่อค้าตระบัดสัตย์เรื่องค่าจ้างจนต้องจ่ายเพิ่มเป็นสองเท่า เชื่อมโยงกับพระพุทธเจ้าผู้ทรงแบกภาระธรรมได้โดยไม่มีผู้เสมอ ดังทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ที่ไม่มีลัทธิอื่นเลียนแบบได้
- หน้า ๓๑๗–๓๑๙ มุณิกชาดก: หมูอ้วนที่ถูกขุนไว้ฆ่า จบกุรุงควรรคที่ ๓ โคจูฬโลหิตอิจฉาหมูมุณิกะที่ได้กินข้าวยาคูดีกว่าตน แต่โคพี่ชายอธิบายว่าหมูถูกขุนไว้เพื่อฆ่าทำแกงงานแต่งงาน ไม่ใช่โชคดีอย่างที่คิด ในที่สุดหมูก็ถูกฆ่าจริงตามคาด สอนว่าความเรียบง่ายพอเพียงดีกว่าความฟุ้งเฟ้อที่นำไปสู่หายนะ ปิดท้ายกุรุงควรรคที่ ๓ ครบสิบเรื่อง
- หน้า ๓๒๐–๓๓๑ กุลาวกชาดก: ท้าวสักกะสละชีวิตเพื่อลูกนกครุฑ เรื่องยาวเล่าที่มาของท้าวสักกะ ตั้งแต่มฆมาณพผู้นำ ๓๓ สหายทำความดีร่วมกันจนได้เกิดเป็นเทวดาดาวดึงส์ รบชนะอสูร สร้างเทพนคร และได้นางสุชาดาเป็นมเหสี จุดสำคัญคือเมื่อรถศึกท้าวสักกะเสี่ยงทำลายรังลูกนกครุฑ พระองค์ยอมสละชีวิตให้อสูรโดยสั่งให้กลับรถ แสดงเมตตากรุณาเหนือกว่าความมั่นคงแห่งบัลลังก์
- หน้า ๓๓๒–๓๓๔ นัจจชาดก: นกยูงเสียหน้าเพราะขาดหิริโอตตัปปะ นกยูงถูกเลือกเป็นคู่ของราชธิดาหงส์เพราะรูปงาม แต่พอดีใจมากก็เผลอรำแพนหางโชว์กลางที่ประชุมจนขาดความละอาย พระยาหงส์จึงไม่ยกลูกสาวให้ เปรียบกับภิกษุผู้มีบริขารมากที่โกรธจนถอดผ้าเปลือยกายต่อหน้าพระศาสดา สอนว่าความไม่มีหิริโอตตัปปะทำให้เสียโอกาสดีที่มีอยู่ในมือ
- หน้า ๓๓๕–๓๓๘ สัมโมทมานชาดก: นกกระจาบพินาศเพราะแตกความสามัคคี ฝูงนกกระจาบเคยรอดจากตาข่ายพรานด้วยการร่วมแรงบินยกข่ายหนีไปพร้อมกัน แต่เมื่อเผลอเหยียบหัวกันจนทะเลาะแตกคอก พระโพธิสัตว์เห็นภัยจึงอพยพหนีไปก่อน ส่วนฝูงที่เหลือถูกพรานจับได้เพราะต่างโทษกันไม่ยอมช่วยยกข่าย สอนเรื่องภัยแห่งการแตกสามัคคีในหมู่ญาติ
- หน้า ๓๓๙–๓๔๑ มัจฉาชาดก: ปลาที่ทุกข์เพราะหึงหวงยิ่งกว่าติดแห ปลาใหญ่ติดแหเพราะเผลอไผลตามนางปลาเข้าไปในท้องแห เมื่อถูกจับได้กลับคร่ำครวญไม่ใช่เพราะร้อนหรือแหรัดตัว แต่กลัวนางปลาเข้าใจผิดว่าตนไปหลงรักปลาตัวอื่น ปุโรหิตผู้รู้ภาษาสัตว์สงสารจึงขอปลาไปปล่อยคืนน้ำ เปรียบกับภิกษุที่คิดจะสึกเพราะคิดถึงฝีมือทำกับข้าวของภรรยาเก่า
- หน้า ๓๔๒–๓๔๖ วัฏฏกชาดก: ลูกนกคุ่มทำสัจกิริยาดับไฟป่า ลูกนกคุ่มที่บินและเดินยังไม่ได้ถูกทิ้งไว้ในรังขณะไฟป่าลุกลามมา จึงระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าในอดีตและตั้งสัจกิริยาอาศัยความจริงแห่งตนให้ไฟถอยกลับ ไฟก็ดับลงจริงในระยะ ๑๖ กรีสตลอดกัป เชื่อมโยงกับเหตุการณ์จริงที่ไฟป่าดับเองเมื่อลุกลามถึงที่พระพุทธเจ้าประทับยืน แสดงอานุภาพแห่งสัจจะและศีล
- หน้า ๓๔๗–๓๔๙ สกุณชาดก: นกฉลาดหนีต้นไม้ที่จะเกิดไฟเอง พระโพธิสัตว์เป็นนกเห็นกิ่งไม้เสียดสีกันจนเกิดควัน จึงเตือนฝูงนกให้ทิ้งต้นไม้นั้นหนีไปที่อื่นก่อนเกิดไฟไหม้ นกที่เชื่อฟังรอดชีวิต ส่วนนกที่ดื้อดึงถูกไฟคลอกตายภายหลัง เปรียบกับภิกษุที่กุฏิถูกไฟไหม้แล้วยังรีรอชาวบ้านช่วยสร้างใหม่นานถึง ๓ เดือนจนไม่มีที่สัปปายะเจริญกรรมฐาน
- หน้า ๓๕๐–๓๕๔ ติตติรชาดก: นกกระทา ลิง ช้าง หาผู้อาวุโสด้วยความทรงจำต้นไทร สัตว์สามสหายผู้ไม่เคารพกันตกลงหาว่าใครแก่กว่ากันโดยถามความทรงจำเก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับต้นไทรร่วมกัน นกกระทาชนะเพราะจำได้ถึงก่อนต้นไทรจะงอกจากเมล็ดที่ตนถ่ายไว้ ทั้งสามจึงตั้งอยู่ในความเคารพผู้อาวุโสและรักษาศีลร่วมกัน เชื่อมโยงกับกรณีพระสารีบุตรถูกกันไม่ให้ที่พักเพราะภิกษุใหม่แย่งจองก่อน
- หน้า ๓๕๕–๓๖๑ พกชาดก: นกยางหลอกกินปลาถูกปูหนีบคอตาย นกยางลวงปลาในสระที่น้ำแห้งว่าจะพาไปปล่อยสระใหญ่กว่า แต่กลับคาบไปกินทีละตัวจนหมด เหลือเพียงปูที่ฉลาดรู้ทัน จึงขอให้นกยางใช้ก้ามคาบคอแทนปาก เมื่อรู้ว่าถูกลวงพาไปกินเช่นกัน ปูจึงหนีบคอนกยางขาดตาย สอนว่าผู้ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงผู้อื่นย่อมได้รับผลกรรมสนองคืนในที่สุด
- หน้า ๓๖๒–๓๖๔ นันทชาดก: ทาสหยิ่งเผยขุมทรัพย์ด้วยคำหยาบ ทาสนันทะรู้ที่ฝังทรัพย์ของนายเก่าแต่เมื่อพาบุตรชายไปดูกลับอวดใหญ่ด่าทอเหยียดหยามเจ้านายหนุ่ม พระโพธิสัตว์แนะให้สังเกตว่าทาสยืนด่าตรงจุดใดคือจุดฝังทรัพย์ บุตรชายจึงขุดพบทรัพย์ได้สำเร็จ เชื่อมโยงกับศิษย์พระสารีบุตรผู้ทำดีได้ในที่หนึ่งแต่กลับหยิ่งยโสดื้อดึงในอีกที่หนึ่ง
- หน้า ๓๖๕–๓๗๖ ขทิรังคารชาดก: ยอมตกนรกไม่ยอมงดให้ทาน จบภาค ๑ เศรษฐีอนาถบิณฑิกะแม้จนลงเพราะทุ่มบริจาคเกินตัวก็ไม่ท้อถอย เทวดามิจฉาทิฏฐิที่คอยขวางถูกท้าวสักกะช่วยชดใช้ทรัพย์คืนจนเศรษฐีกลับมั่งคั่ง ส่วนชาดกเล่าเศรษฐีในอดีตที่มารเนรมิตหลุมไฟลึก ๘๐ ศอกขวางไม่ให้ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านยอมเดินหน้าแม้จะตกนรกจนดอกบัวผุดรองรับ มารพ่ายแพ้ ปิดท้ายกุลาวกวรรคที่ ๔ และจบอรรถกถาชาดกภาค ๑ บาลีเล่มที่ ๒๗ ซึ่งเป็นหน้าสุดท้ายของเล่มนี้
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐