ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๕๗ · ๕๒๖ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๐๐ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๙ ราโชวาทชาดก พระเจ้าโกศลเสด็จเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าหลังทรงตัดสินคดีอย่างไม่เป็นธรรมและรู้สึกผิด พระพุทธเจ้าจึงตรัสเล่าเรื่องสารถีของพระเจ้าพรหมทัตแห่งพาราณสีกับสารถีของพระเจ้าพัลลิกะที่ขับรถเผชิญหน้ากันบนทางแคบจนต้องตัดสินว่าใครจะหลีกทางให้ใคร โดยเปรียบเทียบคุณธรรมของกษัตริย์ทั้งสอง สารถีพระเจ้าพัลลิกะยกคุณสมบัติเช่น "ชนะคนกระด้างด้วยความกระด้าง" มาอวดโดยไม่รู้ตัวว่าเป็นข้อบกพร่อง ส่วนสารถีพระเจ้าพาราณสีชี้ว่าพระราชาของตนชนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธ ชนะคนไม่ดีด้วยความดี ชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ ชนะคนพูดเหลาะแหละด้...
  2. หน้า ๑๐–๑๖ สิคาลชาดก บุตรช่างกัลบกหลงรักนางกุมาริกาแห่งเจ้าลิจฉวีที่พบในราชนิเวศน์จนตรอมใจไม่ยอมกินอาหารและตายในที่สุด พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตชาติราชสีห์เจ็ดพี่น้องที่มีน้องสาวคนเดียว สุนัขจิ้งจอกหลงรักน้องสาวราชสีห์แต่ถูกปฏิเสธเพราะเป็นสัตว์ต่ำต้อยไม่คู่ควร นางราชสีห์บอกที่ซ่อนของสุนัขจิ้งจอกผิดพลาดว่านอนอยู่กลางแจ้ง ทำให้พี่ราชสีห์หกตัวรีบวิ่งเข้าไปหมายฆ่าโดยไม่ไตร่ตรองจนชนถ้ำแก้วผลึกหัวใจแตกตายทั้งหมด มีเพียงราชสีห์โพธิสัตว์ตัวสุดท้ายที่คิดพิจารณาก่อนแล้วใช้วิธีแผดสีหนาทให้สุนัขจิ้งจอกหัวใจแตกตายโดยไม่ต้องเข้าใ...
  3. หน้า ๑๗–๒๑ สูกรชาดก พระเถระแก่รูปหนึ่งทะนงตนท้าพระสารีบุตรโต้ปัญหาธรรมต่อหน้าหมู่สงฆ์เพื่อหวังให้คนยกย่อง แต่พระสารีบุตรรู้ทันว่าท่านโง่เขลาริษยาจึงไม่ตอบด้วย ถูกฝูงชนไล่ต้อนจนตกส้วมเปื้อนคูถอับอายขายหน้า พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตชาติราชสีห์กับสุกรอ้วนที่ท้าราชสีห์สู้กันโดยไม่รู้กำลังตน ราชสีห์นัดสู้ในอีกเจ็ดวัน สุกรกลัวจึงไปเกลือกคูถให้ตัวเหม็นแล้วยืนอยู่เหนือลมในวันนัด ราชสีห์ไม่อยากเปื้อนคูถจึงยอมแพ้ให้สุกรชนะไปเอง สอนว่าอย่าทะนงตนท้าทายผู้ที่เหนือกว่าโดยไม่รู้กำลังของตัวเอง มิฉะนั้นอาจต้องเผชิญความอับอาย
  4. หน้า ๒๒–๒๗ อุรคชาดก มหาอำมาตย์สองคนของพระเจ้าโกศลวิวาทกันมานาน แม้พระราชาและญาติมิตรพยายามไกล่เกลี่ยก็ไม่สำเร็จ แต่พระพุทธเจ้าทรงแสดงอานิสงส์เมตตาให้ทั้งสองบรรลุโสดาบันได้ภายในวันเดียวจนคืนดีกัน จึงตรัสเล่าอดีตชาติพญานาคกับพญาครุฑที่เป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน พญานาคหนีภัยพญาครุฑมาแปลงกายเป็นก้อนแก้วมณีซ่อนอยู่ในผ้าเปลือกไม้ของดาบส (พระโพธิสัตว์) ที่วางไว้ริมน้ำ พญาครุฑแม้จะหิวโหยก็ไม่กล้าแตะต้องผ้าเปลือกไม้เพราะเคารพยำเกรงเพศบรรพชิต ดาบสจึงอนุโมทนาและไกล่เกลี่ยให้พญานาคกับพญาครุฑสมัครสมานกันได้สำเร็จ สอนเรื่องความเคาร...
  5. หน้า ๒๘–๓๓ ภัคคชาดก พระพุทธเจ้าทรงจามระหว่างแสดงธรรม ภิกษุพากันอวยพรจนขัดจังหวะเทศน์ ทรงห้ามไม่ให้ภิกษุกล่าวอวยพรกันเวลาจามอีก แต่เมื่อชาวบ้านอวยพรภิกษุแล้วภิกษุไม่ตอบกลับก็ถูกตำหนิ จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุกล่าวตอบคฤหัสถ์ได้ แล้วตรัสเล่าที่มาธรรมเนียมนี้ในอดีตชาติ มาณพหนุ่ม (พระโพธิสัตว์) พาบิดาไปพักในศาลาที่มียักษ์สิงอยู่ ยักษ์เคยได้พรจากท้าวเวสวัณว่าจะกินคนที่จามแล้วไม่มีใครกล่าวอวยพร เมื่อบิดาจามแต่บุตรไม่ทันอวยพร ยักษ์จะกินบิดา บุตรจึงรีบอวยพรทันควัน ยักษ์หันไปหาบิดาแทน บิดาก็อวยพรตอบบุตรทันเวลาเช่นกัน ยักษ์จึงก...
  6. หน้า ๓๔–๔๓ อลีนจิตตชาดก ภิกษุรูปหนึ่งคลายความเพียรคิดจะเลิกปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าทรงเตือนด้วยเรื่องอดีตชาติที่ภิกษุรูปนี้เคยเป็นพญาช้างผู้ช่วยกอบกู้ราชสมบัติได้สำเร็จ พญาช้างเคยติดตอไม้ที่เท้าจนได้รับความช่วยเหลือจากพวกช่างไม้ จึงตอบแทนบุญคุณด้วยการทำงานให้และมอบลูกช้างของตนให้เลี้ยงดูแทน ต่อมาพระราชาทรงพบลูกช้างนำไปเป็นพาหนะคู่บารมี เมื่อพระราชาสวรรคตขณะพระมเหสีทรงครรภ์แก่ ข้าศึกยกทัพมาล้อมเมืองพาราณสีเพราะเข้าใจว่าเมืองไร้ผู้นำ พญาช้างแม้ไม่รู้ว่านายเก่าสิ้นแล้วก็อาสาช่วยพระราชโอรสน้อย (อลีนจิตตกุมาร) บุกฝ่าวงล้อ...
  7. หน้า ๔๔–๕๓ คุณชาดก พระอานนท์ได้รับผ้าสาฎกมีค่าจำนวนมากจากพระเทวี ๕๐๐ นาง แล้วนำไปแจกจ่ายต่อให้ภิกษุผู้มีจีวรเก่าและภิกษุหนุ่มที่คอยอุปัฏฐากรับใช้ตนด้วยความกตัญญู พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตชาติราชสีห์ที่พลาดตกลงไปติดหล่มโคลนขณะไล่ล่าเหยื่อ อดอาหารอยู่เจ็ดวัน สุนัขจิ้งจอกที่ผ่านมาช่วยขุดโคลนจนราชสีห์ขึ้นจากหล่มได้สำเร็จ ราชสีห์จึงรับสุนัขจิ้งจอกกับครอบครัวมาอยู่ด้วยเพื่อตอบแทนบุญคุณ แม้ภายหลังนางราชสีห์จะหมั่นไส้และพยายามขับไล่สุนัขจิ้งจอกออกไปเพราะดูแคลนว่าตัวเล็กกว่า แต่ราชสีห์ก็เตือนภรรยาอย่างหนักแน่นว่าไม่ควรดูหม...
  8. หน้า ๕๔–๕๙ สุหนุชาดก ภิกษุดุร้ายสองรูปจากคนละถิ่น พอเจอกันครั้งแรกกลับสนิทสนมรักใคร่กันทันที ทั้งที่ต่างก็หยาบคายต่อผู้อื่นเสมอ พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตชาติม้าโกงสองตัวคือมหาโสณะกับสุหนุที่ดุร้ายชอบกัดม้าตัวอื่นเป็นนิสัย แต่พอเผชิญหน้ากันกลับเลียตัวกันด้วยความรักใคร่ อำมาตย์บัณฑิต (พระโพธิสัตว์) อธิบายแก่พระราชาว่าม้าทั้งสองมีปกตินิสัยเสมอกัน คนพาลย่อมเข้ากันได้กับคนพาล ความชั่วย่อมสมกับความชั่วเสมอ เรื่องนี้ยังใช้เตือนพระราชาผู้เคยพยายามกดราคาม้าจากพ่อค้าด้วยการปล่อยม้าโกงกัดทำร้ายม้าดีให้พิการ พระโพธิสัตว์ทูลให้เ...
  9. หน้า ๖๐–๗๐ โมรชาดก นกยูงทอง (พระโพธิสัตว์) เจริญพระปริตรสวดนอบน้อมพระอาทิตย์ พระพุทธเจ้า และพระรัตนตรัยทุกเช้าเย็นเพื่อป้องกันภัย จึงไม่มีพรานคนใดจับตัวได้นานถึงหกรัชกาล แม้พระราชาจะปรารถนาเนื้อนกยูงเพื่อความไม่แก่ไม่ตายก็ตาม จนพรานคนที่เจ็ดใช้นางนกยูงล่อด้วยเสียงร้อง ทำให้นกยูงทองเกิดกิเลสหลงใหลจนลืมเจริญพระปริตรและติดบ่วง เมื่อถูกจับไปถวาย นกยูงทองเล่าว่าตนเคยเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้รักษาศีลห้า จึงแสดงธรรมเรื่องความไม่เที่ยงให้พระราชาฟังจนเลื่อมใสตั้งอยู่ในศีลและปล่อยตัวไป
  10. หน้า ๗๑–๗๕ วินีลกชาดก พญาหงส์ทองมีลูกกับนางกาชื่อวินีลกะซึ่งมีสีคล้ำไม่เหมือนพ่อแม่ ลูกหงส์แท้ๆ สองตัวพาวินีลกะบินไปดูเมือง วินีลกะเห็นพระเจ้าวิเทหะประทับบนราชรถจึงหลงตัวเองเปรียบว่าตนก็นั่งรถเทียมด้วยหงส์เช่นกัน ลูกหงส์โกรธที่ถูกเปรียบเป็นสัตว์ลากรถ จึงนำไปฟ้องพ่อ พญาหงส์จึงตำหนิและขับไล่วินีลกะให้กลับไปอยู่กับแม่ที่กองขยะซึ่งเป็นที่ของมันเอง
  11. หน้า ๗๖–๘๐ อินทสมานโคตตชาดก ดาบสชื่ออินทสมานโคตรเป็นศิษย์ว่ายากในสำนักพระโพธิสัตว์ เลี้ยงลูกช้างไว้เชือกหนึ่งทั้งที่อาจารย์เตือนแล้วว่าช้างเมื่อโตจะฆ่าคนเลี้ยง แต่ดาบสไม่ยอมทิ้งมัน ต่อมาช้างตกมันและฆ่าดาบสตายสมคำทำนาย พระโพธิสัตว์จึงสอนหมู่ฤๅษีว่าไม่ควรสนิทสนมคลุกคลีกับคนพาลหรือสิ่งอันตราย ควรคบหาแต่ผู้มีคุณธรรมเสมอกัน
  12. หน้า ๘๑–๘๔ สันถวชาดก มาณพหนุ่มบวชบำเรอไฟในป่า วันหนึ่งได้ข้าวปายาสผสมสัปปิมา คิดจะถวายแก่เทพเพลิงจึงราดลงกองไฟ ไฟกลับลุกโพลงไหม้บรรณศาลาที่สร้างไว้อย่างยากลำบากจนวอดวาย มาณพจึงคิดได้ว่าความสนิทสนมกับสิ่งชั่วร้ายนำแต่ความเสียหายมาให้ จึงดับไฟทิ้งเข้าป่าหิมพานต์ พบแม่เนื้อสามาที่สนิทสนมกับราชสีห์ เสือโคร่ง และเสือเหลืองได้ด้วยความรักใคร่ แสดงให้เห็นคุณค่าของการสนิทสนมกับสัตบุรุษ
  13. หน้า ๘๕–๙๓ สุสีมชาดก เมื่อบิดาผู้เป็นพราหมณ์ปุโรหิตประจำพิธีมงคลช้างของพระเจ้าสุสีมะตายลง พวกพราหมณ์อื่นแย่งกันจะทำพิธีแทนเพื่อหวังทรัพย์สินมหาศาล มารดาของพระโพธิสัตว์ (บุตรวัย ๑๖ ปี) เศร้าโศกว่าวงศ์ตระกูลจะเสื่อม พระโพธิสัตว์จึงเดินทางไปเมืองตักกสิลาไกลถึง ๑๒๐ โยชน์ภายในวันเดียว เรียนไตรเพทและสูตรกล่อมช้างจนจบภายในคืนเดียว แล้วรีบกลับมาทันพิธีในวันที่สี่ ท้าพราหมณ์ทั้งหมดให้มาโต้วิชาด้วย ไม่มีผู้ใดกล้าสู้ พระโพธิสัตว์จึงได้ทำพิธีมงคลช้างและกู้เกียรติวงศ์ตระกูลกลับคืนมา
  14. หน้า ๙๔–๙๘ คิชฌชาดก พญาแร้งเลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ที่คิชฌบรรพต คราวเกิดพายุฝนใหญ่ ฝูงแร้งหนีหนาวมาพาราณสี เศรษฐีเมตตาให้ที่พักพิงและอาหาร ฝูงแร้งจึงตอบแทนบุญคุณด้วยการคาบผ้าและเครื่องประดับที่ชาวเมืองตากไว้มาทิ้งใกล้บ้านเศรษฐี จนถูกเข้าใจผิดว่าปล้นเมือง พญาแร้งผู้เลี้ยงมารดาถูกจับได้ พระราชาแปลกใจถามว่าเหตุใดแร้งซึ่งมองเห็นซากศพไกลถึงร้อยโยชน์จึงมองไม่เห็นบ่วง แร้งตอบว่าเมื่อถึงคราวเคราะห์ร้ายใกล้ตายแล้วย่อมไม่มีใครหนีพ้นได้ เศรษฐีจึงช่วยไถ่โทษและคืนของให้เจ้าของ ปล่อยแร้งกลับไป
  15. หน้า ๙๙–๑๐๒ นกุลชาดก ดาบสสอนให้งูกับพังพอนที่เป็นศัตรูกันมาตลอดหันมาสามัคคีเป็นมิตรกัน แต่วันหนึ่งดาบสเห็นพังพอนนอนหลับพร้อมอ้าปากแยกเขี้ยวยามงูออกไปข้างนอก จึงถามว่ากลัวภัยอะไรอยู่ พังพอนตอบว่าแม้จะคืนดีเป็นมิตรกับศัตรูเก่าแล้ว ก็ไม่ควรวางใจโดยสิ้นเชิง เพราะภัยที่เกิดจากมิตรย่อมร้ายแรงถึงรากถึงโคน
  16. หน้า ๑๐๓–๑๐๗ อุปสาฬหกชาดก พราหมณ์ชื่ออุปสาฬหกะถือทิฏฐิเรื่องความบริสุทธิ์ของป่าช้า สั่งบุตรให้เผาศพตนในที่ที่ไม่เคยเผาใครมาก่อน เมื่อพาบุตรขึ้นเขาคิชฌกูฎไปหาที่เผา ได้พบดาบส (พระโพธิสัตว์) ผู้บอกด้วยญาณหยั่งรู้อดีตชาติว่าที่ตรงนั้นเคยเผาพราหมณ์ชื่ออุปสาฬหกะคนเดียวกันนี้มาแล้วถึงหมื่นสี่พันชาติ ไม่มีที่ใดในโลกที่ไม่เคยมีผู้ตาย สิ่งเดียวที่ไม่มีวันตายหรือเสื่อมสูญคือคุณธรรม ได้แก่ สัจจะ ธรรมะ อหิงสา สัญญมะ และทมะ
  17. หน้า ๑๐๘–๑๑๒ สมิทธิชาดก ดาบสรูปงามผึ่งกายหลังอาบน้ำถูกเทพธิดามีจิตปฏิพัทธ์เข้ามาเกี้ยวพาราสี ชักชวนให้สึกไปเสพกามก่อนแล้วค่อยกลับมาบวชในภายหลังเมื่อแก่ตัวลง ดาบสตอบปฏิเสธว่าไม่มีใครล่วงรู้เวลาตายของตนได้ล่วงหน้า จึงไม่ยอมเสียเวลาไปกับกามคุณ แต่จะรีบบำเพ็ญสมณธรรมตั้งแต่ยังหนุ่มแน่นทันที เทพธิดาจนแต้มจึงหายวับไป
  18. หน้า ๑๑๓–๑๑๖ สกุณัคฆิชาดก นกมูลไถออกนอกถิ่นหากินเดิมของตนไปหาอาหารที่ท้ายดง จึงถูกเหยี่ยวนกเขาโฉบจับได้ นกมูลไถคร่ำครวญว่าถ้าอยู่ในถิ่นบิดาของตน (กองดินไถ) เหยี่ยวคงทำอะไรไม่ได้ เหยี่ยวจึงปล่อยไปท้าสู้กันในถิ่นนั้น เมื่อเหยี่ยวโผตัวเข้าใส่ด้วยความเร็วเต็มที่ นกมูลไถหลบเข้าซอกก้อนดินทัน เหยี่ยวจึงพุ่งชนก้อนดินตายเอง
  19. หน้า ๑๑๗–๑๒๑ อรกชาดก พระศาสดาทรงปรารภเมตตสูตร ตรัสอานิสงส์ของการเจริญเมตตาเจโตวิมุตติ ๑๑ ประการ เช่น หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์ เทวดาย่อมรักษา ไฟและศัสตราวุธไม่ล่วงเกิน แล้วเริ่มเล่าเรื่องดาบสชื่ออรกะผู้เป็นครูมีบริวารมาก สอนหมู่ฤๅษีเรื่องอานิสงส์การเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นตอนจบของเรื่องครูอรกะสอนศิษย์ฤๅษีเรื่องอานิสงส์เมตตาภาวนา ว่าจิตเมตตาที่แผ่ไปไม่มีประมาณทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ย่อมกลบกรรมเล็กน้อยที่เคยทำไว้จนไม่มีที่ให้ผล เปรียบเหมือนน้ำน้อยที่ถูก...
  20. หน้า ๑๒๒ กกัณฏกชาดก เรื่องสั้นมากเพียง ๒ คาถา กล่าวถึงกิ้งก่าบนเสาระเนียดที่เคยอ่อนน้อมแต่กลับกระด้างกระเดื่อง เพราะได้ทรัพย์กึ่งมาสกซึ่งไม่เคยได้มาก่อน จึงเกิดความหยิ่งจนถึงกับดูหมิ่นพระเจ้าวิเทหราชแห่งมิถิลา อรรถกถาระบุว่าเรื่องเต็มจะมีแจ้งในมหาอุมมังคชาดก แสดงให้เห็นว่าลาภเล็กน้อยที่ไม่เคยมีอาจทำให้คนหลงตัวจนลืมฐานะของตน
  21. หน้า ๑๒๔–๑๒๙ กัลยาณธรรมชาดก ในปัจจุบัน แม่ยายหูตึงของเศรษฐีคนหนึ่งฟังผิดจนลือกันไปว่าลูกเขยบวชแล้ว เมื่อเศรษฐีได้ยินข่าวลือ ก็คิดว่าเสียงดีเช่นนี้เกิดขึ้นแล้วไม่ควรให้เสียไป จึงตัดสินใจบวชจริงและบรรลุอรหัตผล เรื่องในอดีตก็เป็นเช่นเดียวกัน คือพระโพธิสัตว์เศรษฐีเมืองพาราณสีถูกเข้าใจผิดว่าบวชแล้ว จึงถือเอาคำนั้นเป็นจริงออกบวชเป็นฤๅษีจนได้ไปพรหมโลก สอนเรื่องการรักษาสมัญญาหรือชื่อเสียงที่ดีด้วยหิริโอตตัปปะ
  22. หน้า ๑๓๐–๑๓๔ ทัททรชาดก เรื่องปรารภพระโกกาลิกะผู้อวดว่าจะสวดบทภาณวารได้ไพเราะเหมือนภิกษุพหูสูตร แต่เมื่อถึงคราวจริงกลับขึ้นธรรมาสน์ไม่ได้ จำคำไม่ได้ ต้องหนีลงมาอย่างขายหน้า เรื่องในอดีตเปรียบกับลูกราชสีห์ถามพ่อว่าทำไมพวกราชสีห์บนภูเขาทัททรพากันนิ่งเมื่อได้ยินเสียงหอนของสุนัขจิ้งจอก พญาราชสีห์ตอบว่าราชสีห์รังเกียจชาติของสุนัขจิ้งจอกจึงไม่อยากบรรลือโต้ตอบด้วย สื่อถึงความแตกต่างระหว่างความอวดเก่งเทียมกับความสามารถจริง
  23. หน้า ๑๓๕–๑๓๘ มักกฏชาดก ลิงป่าตัวหนึ่งหนาวจัด จึงปลอมตัวเป็นดาบสนุ่งผ้าเปลือกไม้ยืนสั่นอยู่หน้าบรรณศาลาของฤๅษีเพื่อหวังเข้าไปผิงไฟ ดาบสกุมารผู้เป็นบุตรของพระโพธิสัตว์ไม่รู้ทันจึงอยากให้ที่พักแก่มัน แต่บิดาผู้เป็นพระโพธิสัตว์จำได้ว่าเป็นลิงปลอมตัว จึงห้ามไว้และไล่มันไปด้วยคบไฟ เรื่องนี้ปรารภภิกษุหลอกลวงรูปหนึ่งในสมัยพุทธกาล สอนให้รู้จักสังเกตแยกแยะผู้แอบอ้างความดีจากของจริง
  24. หน้า ๑๓๙–๑๔๒ ทุพภิยมักกฏชาดก พราหมณ์ผู้ใจดีตักน้ำให้ลิงตัวหนึ่งที่กระหายน้ำจนหมดแรงได้ดื่มจนอิ่ม แต่แทนที่ลิงจะสำนึกบุญคุณ กลับทำหน้าล่อกแล่กเยาะเย้ย และเมื่อถูกต่อว่าก็ประกาศว่าธรรมดาของลิงคือถ่ายอุจจาระรดหัวผู้มีอุปการะ แล้วก็ทำจริงก่อนหนีเข้าป่าไป เรื่องนี้ปรารภพระเทวทัตผู้อกตัญญูต่อพระพุทธเจ้า สื่อสารอย่างชัดเจนถึงอันตรายของการคบคนชั่วแม้จะทำดีต่อเขาเพียงใด
  25. หน้า ๑๔๓–๑๔๕ อาทิจจุปัฏฐานชาดก ลิงโลนตัวหนึ่งเคยแอบทำลายข้าวของในอาศรมฤๅษี ต่อมาแสร้งทำเป็นดาบสยืนไหว้พระอาทิตย์อย่างสงบเสงี่ยมเพื่อหลอกให้ชาวบ้านศรัทธาแล้วนำอาหารมาถวาย ครูฤๅษีผู้เป็นพระโพธิสัตว์เปิดโปงว่าลิงตัวนี้แหละที่เคยเผาโรงไฟและทุบคนโทน้ำ ชาวบ้านจึงรู้ทันและไล่มันไปด้วยก้อนดิน เรื่องนี้เสียดสีความหน้าไหว้หลังหลอกของผู้แสร้งทำตนศักดิ์สิทธิ์เพื่อลาภสักการะ ปรารภภิกษุหลอกลวงรูปหนึ่ง
  26. หน้า ๑๔๖–๑๕๐ กฬายมุฏฐิชาดก ระหว่างที่พระเจ้าโกศลกำลังยกทัพไปปราบกบฏชายแดนในฤดูฝนอันไม่เหมาะสม พระองค์แวะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์จึงเล่านิทานว่าลิงตัวหนึ่งคว้าถั่วดำเต็มกำมือ แต่เมื่อถั่วเม็ดเดียวหล่นพื้น กลับทิ้งถั่วทั้งกำไปตามหาเม็ดเดียวนั้นจนเสียของไปหมด อำมาตย์บัณฑิตในเรื่องอดีตใช้อุปมานี้ทูลเตือนพระราชาว่าการยกทัพผิดฤดูกาลเพื่อประโยชน์เล็กน้อยอาจสูญเสียไพร่พลและทรัพย์สินมากมาย พระราชาฟังแล้วเสด็จกลับ และพวกกบฏก็แตกหนีไปเอง
  27. หน้า ๑๕๑–๑๕๕ ตินทุกชาดก ฝูงลิงแปดหมื่นตัวนำโดยพญาวานรโพธิสัตว์แอบเข้าไปกินผลมะพลับในหมู่บ้านยามค่ำคืน แต่ถูกชาวบ้านจับได้และล้อมไว้ด้วยอาวุธเมื่อรุ่งสาง พญาวานรปลอบฝูงลิงที่ตื่นตระหนกให้ใจเย็นโดยให้กินผลไม้ต่อไปพลางรอจังหวะ ส่วนเสนกะหลานผู้ฉลาดซึ่งไม่ได้มาด้วยรู้เหตุการณ์ จึงลอบไปจุดไฟเผาบ้านอีกหลังเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจชาวบ้าน ทำให้ฝูงลิงหนีรอดได้ทั้งหมด เป็นเรื่องราวที่ตื่นเต้นแสดงปัญญาไหวพริบในยามคับขัน
  28. หน้า ๑๕๖–๑๖๐ กัจฉปชาดก เมื่อสระใหญ่ใกล้แม่น้ำกำลังจะแห้งในหน้าแล้ง ปลาและเต่าทั้งหลายรู้ล่วงหน้าและอพยพไปแม่น้ำ แต่เต่าตัวหนึ่งยึดติดว่าที่นี่คือบ้านเกิดจึงไม่ยอมไป สุดท้ายต้องขุดโพรงหลบในดินเหนียวที่ช่างหม้อใช้ทำหม้อ และถูกช่างหม้อขุดจอบสับจนบาดเจ็บสาหัส เต่าตายพร้อมคร่ำครวญว่าความยึดติดในถิ่นที่อยู่ทำให้ตนพินาศ พระโพธิสัตว์ช่างหม้อนำเหตุการณ์นี้ไปสอนชาวบ้านว่าควรอยู่ในที่ที่มีความสุขได้จริง ไม่ควรให้ความยึดติดกับที่อยู่ฆ่าตนเอง เชื่อมโยงกับเรื่องคนรอดจากอหิวาตกโรคที่หนีออกจากบ้านทันเวลา
  29. หน้า ๑๖๑–๑๖๖ สตธรรมชาดก ปรารภภิกษุจำนวนมากที่เลี้ยงชีพด้วยการแสวงหาไม่สมควร ๒๑ อย่าง จึงเล่าเรื่องคนจัณฑาลกับมาณพพราหมณ์ชื่อสตธรรมที่เดินทางร่วมกัน มาณพรังเกียจไม่ยอมกินข้าวร่วมกับคนจัณฑาลเพราะถือชาติตระกูล แต่เมื่อหิวโหยมากเข้าจึงแอบกินข้าวเดนที่คนจัณฑาลกินเหลือทิ้งไว้โดยคิดว่าไม่มีใครเห็น ทันทีที่กินเสร็จก็สำนึกได้ถึงความเสื่อมเสียของตน อาเจียนเป็นเลือด และเดินเข้าป่าไปตายอย่างโดดเดี่ยวด้วยความอับอาย พระพุทธเจ้าทรงเปรียบภิกษุที่เลี้ยงชีพผิดธรรมว่าไม่มีวันอิ่มใจในลาภที่ได้มา เหมือนมาณพสตธรรมที่ตายเพราะความอับอายของ...
  30. หน้า ๑๖๗–๑๗๐ ทุทททชาดก สหายพ่อค้าสองคนในกรุงสาวัตถีร่วมกันจัดมหาทานถวายภิกษุสงฆ์ตลอด ๗ วัน หัวหน้าคณะทูลขอให้อานิสงส์แผ่ถึงทุกคนแม้บางคนถวายเพียงเล็กน้อย พระพุทธเจ้าตรัสว่าโบราณบัณฑิตก็เคยทำเช่นนี้ ทรงเล่าเรื่องพระโพธิสัตว์ฤๅษีที่รับทานจากชาวบ้านกรุงพาราณสีในทำนองเดียวกัน แล้วสอนว่าการให้ทานที่ให้ได้ยากเป็นสิ่งที่คนพาลทำตามไม่ได้ ผู้มีศีลธรรมย่อมไปสู่สวรรค์ ส่วนคนชั่วย่อมไปสู่นรกตามกรรมของตน
  31. หน้า ๑๗๑–๑๗๙ อสทิสชาดก เจ้าชายอสทิสกุมาร โอรสองค์โตของพระเจ้าพาราณสีผู้เป็นนักธนูฝีมือยอดเยี่ยม สละราชสมบัติให้พระอนุชาพรหมทัตกุมารครองแทน แต่ถูกข้าราชสำนักใส่ร้ายว่าคิดชิงราชสมบัติจนพระอนุชาหลงเชื่อสั่งจับ พระองค์จึงเสด็จหนีไปรับราชการเป็นนักธนูปลอมตัวในแคว้นอื่น และแสดงฝีมือยิงธนูอัศจรรย์ให้ลูกศรพุ่งขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชแล้วยิงลูกที่สองสวนกลับลงมาตัดพวงมะม่วงลงมาได้พอดีโดยไม่พลาด เมื่อพระเจ้าเจ็ดนครยกทัพมาล้อมกรุงพาราณสีเพราะคิดว่าอสทิสกุมารหายไปแล้ว พระอนุชาจึงส่งคนตามพระองค์กลับมาช่วย และพระองค์ใช้เพียง...
  32. หน้า ๑๘๐–๑๘๖ สังคามาวจรชาดก พระศาสดาตรัสเล่าเรื่องนี้แก่พระนันทะผู้กระสันจะสึกเพราะคิดถึงนางชนปทกัลยาณี หลังพาไปชมนางฟ้าบนสวรรค์จนพระนันทะขอบำเพ็ญสมณธรรมเพื่อหวังได้นางฟ้า แต่ถูกเพื่อนภิกษุประจานจนละอาย กลับเพียรจนบรรลุอรหัตผล เรื่องในอดีตเปรียบกับช้างศึกที่เคยกล้าหาญแต่กลับถอยหนีเมื่อประชิดประตูเมืองข้าศึก ควาญช้าง (พระโพธิสัตว์) เพียงกล่าวปลุกใจคำเดียว ช้างก็ฮึกเหิมถอนเสาระเนียดพังประตูจนยึดเมืองได้สำเร็จ สื่อถึงพลังของคำตักเตือนที่ทำให้ผู้ท้อถอยกลับมามุ่งมั่น
  33. หน้า ๑๘๗–๑๙๑ วาโลทกชาดก พระศาสดาทรงเปรียบเทียบคนรับใช้ ๕๐๐ คนที่ส่งเสียงเอะอะหลังกินอาหารเดน กับอุบาสก ๕๐๐ คนที่สงบเสงี่ยมแม้ได้รับเกียรติสูง ด้วยเรื่องอดีตที่ลาดื่มน้ำกากไม้จันทน์แล้วเมามายโลดเต้นเสียงดัง ขณะที่ม้าสินธพดื่มน้ำจันทน์แท้ๆ กลับสงบนิ่ง อำมาตย์บัณฑิตทูลอธิบายว่าผู้มีชาติต่ำแม้ได้สิ่งเล็กน้อยก็มัวเมาได้ง่าย ส่วนผู้มีคุณสมบัติสูงแม้ได้ของประณีตก็ไม่หลงระเริง
  34. หน้า ๑๙๒–๑๙๕ คิริทัตตชาดก ม้ามงคลปัณฑวะของพระเจ้าสามะเดินขาเป๋เลียนแบบคนเลี้ยงม้าขาพิการชื่อคิริทัต จนไม่มีแพทย์คนใดตรวจพบโรค อำมาตย์บัณฑิต (พระโพธิสัตว์) ทูลว่าม้าเสียนิสัยเพราะคบกับคนเลี้ยงม้าพิการ และแนะให้หาคนรูปงามมาจูงม้าแทน ม้าก็หายขาเป๋กลับเป็นปกติ สื่อถึงอิทธิพลของการคบหาที่หล่อหลอมพฤติกรรมแม้แต่ในสัตว์เดรัจฉาน เปรียบกับภิกษุที่คบคนพาลย่อมพลอยเสียไปด้วย
  35. หน้า ๑๙๖–๑๙๙ อนภิรติชาดก มาณพผู้เคยท่องมนต์คล่องแคล่วกลับลืมเลือนมนต์เมื่อครองเรือนและมีจิตใจวุ่นวายกับกิจการบ้าน อาจารย์ (พระโพธิสัตว์) อธิบายด้วยอุปมาว่าน้ำขุ่นย่อมมองไม่เห็นหอย กรวด ทราย และปลาในน้ำ เช่นเดียวกับจิตที่ขุ่นมัวด้วยกิเลสย่อมมองไม่เห็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น สอนว่าความสงบของจิตเป็นพื้นฐานของปัญญาและการเห็นสิ่งที่เป็นประโยชน์
  36. หน้า ๒๐๐–๒๐๘ ทธิวาหนชาดก เรื่องนี้มีสองตอน ตอนแรกเล่าที่มาของพระเจ้าทธิวาหนะผู้ได้ราชสมบัติมาด้วยเล่ห์เหลี่ยม จากพร้าวิเศษ กลองวิเศษ และหม้อนมส้มวิเศษที่ท้าวสักกะประทานแก่ฤๅษีสามพี่น้อง แต่ถูกชายชั่วหลอกลวงแลกของวิเศษแล้วใช้พร้าฆ่าฤๅษีทั้งสามชิงอำนาจ ตอนที่สองเป็นแก่นของชาดก คือต้นมะม่วงในสวนหลวงที่เคยหอมหวานกลับกลายเป็นรสขม เพราะคนเฝ้าสวนคนใหม่ปลูกต้นสะเดาล้อมจนรากและกิ่งเกี่ยวพันกัน อำมาตย์บัณฑิตทูลอธิบายว่าเป็นเพราะคบหาสิ่งไม่ดี เมื่อตัดต้นสะเดาออกและบำรุงดินใหม่ มะม่วงจึงกลับหวานดังเดิม สอนเรื่องพิษภัยของการคบคนพาล
  37. หน้า ๒๐๙–๒๑๒ จตุมัฏฐชาดก สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งอวดอ้างตนเป็นพญาเนื้อ ขอให้ลูกหงส์สองตัวที่กำลังสนทนากันบนยอดไม้สูงลงมาคุยในที่ต่ำเพื่อให้ตนได้ฟังด้วย รุกขเทวดา (พระโพธิสัตว์) จึงตำหนิว่าสุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์เลวทรามถึง ๔ ประการทั้งสรีระ ชาติกำเนิด เสียง และคุณธรรม ไม่คู่ควรฟังบทสนทนาของหงส์ผู้สูงส่ง แล้วไล่กลับเข้าโพรง สอนเรื่องการรู้จักที่ต่ำที่สูงของตน ไม่อวดอ้างเทียบชั้นกับผู้เหนือกว่า
  38. หน้า ๒๑๓–๒๑๕ สีหโกฏฐุกชาดก ราชสีห์ผสมพันธุ์กับนางสุนัขจิ้งจอกได้ลูกที่มีรูปร่างเหมือนราชสีห์ทุกอย่างแต่มีเสียงเหมือนแม่ เมื่อพยายามบันลือสีหนาทร่วมกับฝูงราชสีห์กลับส่งเสียงเหมือนสุนัขจิ้งจอกจนถูกจับได้ พญาราชสีห์ (พระโพธิสัตว์) จึงสอนให้สงบเสียงเงียบๆ ไม่เช่นนั้นจะถูกจับได้ว่าไม่ใช่ราชสีห์แท้ สอนเรื่องการรู้จักประมาณตน ไม่แสดงตัวเกินความสามารถที่แท้จริง
  39. หน้า ๒๑๖–๒๑๘ สีหจัมมชาดก พ่อค้าเอาหนังราชสีห์คลุมลาปล่อยให้แอบกินข้าวในนาชาวบ้าน ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เพราะเข้าใจว่าเป็นราชสีห์จริง แต่เมื่อชาวบ้านรวมตัวถืออาวุธเป่าสังข์ตีกลองเข้าใกล้ ลาตกใจร้องเป็นเสียงลาแท้จนถูกจับได้และถูกทุบตีจนตาย เป็นอุปมาสอนว่าตัวตนที่แท้จริงย่อมเผยออกมาเองไม่ช้าก็เร็ว แม้จะปลอมตัวได้แนบเนียนเพียงใด
  40. หน้า ๒๑๙–๒๒๓ สีลานิสังสชาดก อุบาสกผู้มีศรัทธาแรงกล้าเดินข้ามแม่น้ำอจิรวดีไปฟังธรรมโดยไม่จมน้ำ เพราะยึดปีติในพระพุทธคุณเป็นที่ตั้ง พระศาสดาทรงเล่าเรื่องอดีตสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าว่าอุบาสกโสดาบันกับช่างกัลบกเรืออับปางกลางทะเล พญานาคแปลงกายเป็นเรือทิพย์มารับแต่อุบาสกผู้มีศีลเท่านั้น แต่อุบาสกขอแบ่งบุญจากทาน ศีล และภาวนาของตนให้ช่างกัลบกผู้ไร้คุณธรรมได้รอดไปด้วย สอนเรื่องอานิสงส์ของศรัทธา ศีล และคุณค่าของการคบหาสัตบุรุษที่ช่วยให้รอดพ้นภัยได้
  41. หน้า ๒๒๔–๒๒๗ รุหกชาดก ปุโรหิตรุหกะถูกภรรยาผู้ชอบกลั่นแกล้งหลอกให้แต่งกายเยี่ยงม้าเดินเข้าเฝ้าพระราชาจนถูกหัวเราะเยาะและถูกตำหนิ เขาโกรธจะไล่ภรรยาออกจากบ้าน พระราชาทรงเปรียบเปรยว่าสายธนูขาดก็ยังต่อกันได้ ขอให้คืนดีกับภรรยาเก่า แต่รุหกะทูลตอบว่าในเมื่อยังมีป่านอ่อนและช่างทำอยู่ เขาจะทำสายใหม่แทนสายเก่าที่ขาดไปแล้วดีกว่า พระศาสดาทรงเล่าเรื่องนี้เตือนภิกษุที่กระสันเพราะภรรยาเก่ามาเล้าโลม ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ที่เสียหายแล้วไม่จำเป็นต้องซ่อมแซม ควรเริ่มต้นใหม่
  42. หน้า ๒๒๘ สิริกาฬกัณณิชาดก ชาดกนี้มีเนื้อหาสั้นมาก เป็นเพียงคาถาสองบทที่พระราชาตรัสถามมโหสถบัณฑิตว่าหญิงที่ทั้งงามและมีศีลจะมีบุรุษใดไม่ปรารถนาบ้างหรือไม่ มโหสถทูลตอบว่าเชื่อได้ เพราะสิริ (ความโชคดี) กับกาฬกรรณี (ความโชคร้าย) ไม่มีวันเข้ากันได้ อรรถกถาระบุว่าเรื่องราวโดยละเอียดจะมีแจ้งในมหาอุมมังคชาดก (เรื่องมโหสถ) จึงไม่ได้เล่ารายละเอียดซ้ำในที่นี้
  43. หน้า ๒๒๙–๒๓๘ จุลลปทุมชาดก เจ้าชายปทุมกับพระอนุชาทั้งหกถูกพระบิดาระแวงจนขับออกจากเมือง เมื่อขาดแคลนอาหารกลางป่า พระอนุชาทั้งหกฆ่าชายาของตนกินเป็นอาหารทีละคน แต่พระปทุมโพธิสัตว์แอบเก็บส่วนแบ่งไว้ทุกวันจนช่วยชีวิตน้องๆ ไว้ได้ในวันที่จะถึงคราวชายาของตนเอง แล้วพาชายาหนีไป ระหว่างทางถึงกับกรีดเลือดที่เข่าให้ดื่มแทนน้ำ ต่อมาช่วยชีวิตนักโทษที่ถูกตัดมือเท้าหูจมูกลอยน้ำมา แต่ชายากลับผูกสมัครรักใคร่กับนักโทษนั้นและวางแผนผลักพระปทุมตกเหวระหว่างพิธีบวงสรวงปลอม พระองค์รอดชีวิตเพราะติดพุ่มไม้และได้เหี้ยใหญ่ช่วยพาลงจากเขา จึงไปครองรา...
  44. หน้า ๒๓๙–๒๔๕ มณิโจรชาดก พระเจ้าพาราณสีทอดพระเนตรเห็นนางสุชาดาภรรยาชาวบ้านที่งดงามแล้วเกิดความปฏิพัทธ์ จึงวางแผนแอบซ่อนปิ่นมณีไว้ในยานของสามีแล้วกล่าวหาว่าเป็นโจร สั่งประหารเพื่อจะได้ยึดนางมาเป็นของตน ขณะที่สามี (พระโพธิสัตว์) กำลังจะถูกตัดศีรษะ ท้าวสักกะเสด็จลงมาช่วยโดยสลับให้เพชฌฆาตตัดพระเศียรพระราชาชั่วแทน แล้วทรงอภิเษกพระโพธิสัตว์เป็นกษัตริย์แทน คู่กับนางสุชาดา เรื่องนี้ตรัสเล่าเพื่อแสดงว่าพระเทวทัตพยายามปลงพระชนม์พระพุทธเจ้ามาแล้วแต่ปางก่อน และผู้ปกครองที่ไม่ตั้งอยู่ในธรรมย่อมพินาศเอง
  45. หน้า ๒๔๖–๒๕๐ ปัพพตูปัตถรชาดก อำมาตย์คนหนึ่งก่อเหตุชู้สาวในวัง พระราชาทรงลำบากพระทัยเพราะอำมาตย์มีคุณและหญิงก็เป็นที่รัก จึงตรัสถามอำมาตย์บัณฑิต (พระโพธิสัตว์) ว่าควรทำอย่างไร พระโพธิสัตว์เปรียบเทียบว่าสุนัขจิ้งจอกยังกล้าลงดื่มน้ำในสระที่ราชสีห์รักษาโดยไม่ทำให้สระเสียหาย เช่นเดียวกับแม่น้ำใหญ่ที่สัตว์ทุกชนิดใช้ดื่มกินก็ยังเป็นแม่น้ำอยู่เสมอ จึงทูลแนะให้ทรงให้อภัยแก่ผู้ที่เป็นที่รักทั้งสอง สอนเรื่องความเมตตาและการให้อภัยแทนการลงโทษอย่างเข้มงวดเสมอไป
  46. หน้า ๒๕๑–๒๕๗ วลาหกัสสชาดก พ่อค้าเรือแตกที่เกาะตามพปัณณิถูกนางยักษิณีปลอมตัวเป็นหญิงสาวเข้าเล้าโลมและรับเป็นสามี โดยแอบฆ่ากินพ่อค้าคนก่อนหน้าทุกคืน เมื่อหัวหน้าพ่อค้าจับพิรุธได้และเตือนให้หนี มีเพียง 250 คนที่เชื่อฟังและได้อาศัยม้าวลาหก (พระโพธิสัตว์) เหาะพาหนีรอดกลับบ้าน ส่วนอีก 250 คนที่ไม่เชื่อและอยู่ต่อถูกยักษิณีกินจนหมด เรื่องนี้ใช้เปรียบเทียบว่าผู้ที่ทำตามโอวาทของพระพุทธเจ้าจะถึงความสวัสดี ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อฟังจะถึงความพินาศ
  47. หน้า ๒๕๘–๒๖๑ มิตตามิตตชาดก ภิกษุหนุ่มถือเศษผ้าของพระอุปัชฌายะไปโดยคิดว่าสนิทสนมกันคงไม่โกรธ แต่กลับถูกพระอุปัชฌายะตบด้วยความโกรธ พระพุทธเจ้าจึงเล่าเรื่องอดีตที่หมู่ฤๅษีถามอาจารย์ว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรู อาจารย์ตอบด้วยอาการที่สังเกตได้ เช่น ไม่ยิ้มแย้ม ไม่แสดงความยินดี หลบสายตา และแสดงอาการตรงข้ามอยู่เสมอ ให้ข้อคิดเรื่องการสังเกตพฤติกรรมเพื่อรู้ใจคนที่คบหา
  48. หน้า ๒๖๒–๒๖๕ ราธชาดก นกแขกเต้าสองพี่น้อง (ราธะกับโปฏฐปาทะ) ถูกพราหมณ์เลี้ยงไว้และฝากให้เฝ้าดูพฤติกรรมภรรยาขณะตนไปค้าขาย เมื่อนางพราหมณีนอกใจ นกน้องชายโปฏฐปาทะต่อว่านางตรงๆ จึงถูกนางบิดคอตายโยนใส่เตาไฟ เมื่อพราหมณ์กลับมาถามนกราธะพี่ชาย (พระโพธิสัตว์) ว่าแม่นอกใจหรือไม่ นกราธะฉลาดเลือกไม่ตอบความจริงที่จะนำอันตรายมาให้ โดยอ้างว่าบัณฑิตย่อมไม่พูดความจริงที่ไม่เป็นประโยชน์ สอนเรื่องปัญญาในการพูด รู้จักเลือกพูดความจริงที่เป็นประโยชน์เท่านั้น
  49. หน้า ๒๖๖–๒๗๐ คหปติชาดก ภรรยาของคหบดี (พระโพธิสัตว์) นอกใจกับผู้ใหญ่บ้าน เมื่อสามีกลับมาโดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งสองจึงร่วมกันสร้างฉากหลอกลวงเรื่องหนี้ค่าเนื้อโคที่ชาวบ้านยืมมา โดยนางแกล้งพูดว่ายังไม่มีข้าวเปลือกใช้หนี้ ทั้งที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ สามีจับพิรุธได้ว่าเป็นข้ออ้างปกปิดความสัมพันธ์ จึงลงโทษทุบตีทั้งสองคน เรื่องนี้แสดงให้เห็นเล่ห์เหลี่ยมของผู้นอกใจและปัญญาที่จับผิดได้
  50. หน้า ๒๗๑–๒๗๔ สาธุศีลชาดก พราหมณ์มีลูกสาวสี่คนซึ่งมีชายสี่คนต้องการ คนหนึ่งรูปงาม คนหนึ่งอายุมาก คนหนึ่งชาติตระกูลสูง และคนหนึ่งมีศีล พราหมณ์ไม่แน่ใจว่าจะยกให้ใครจึงไปถามอาจารย์ (พระโพธิสัตว์) อาจารย์ตอบว่าแม้รูปสมบัติ ความอาวุโส และชาติกำเนิดต่างก็มีคุณค่าของมัน แต่ท่านให้ความสำคัญกับศีลมากที่สุด พราหมณ์จึงยกลูกสาวให้แก่ชายผู้มีศีล สอนเรื่องคุณค่าของคุณธรรมที่สำคัญกว่ารูปลักษณ์ วัย และชาติกำเนิดในการเลือกคู่ครอง
  51. หน้า ๒๗๕–๒๘๐ พันธนาคารชาดก พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นโจรถูกจองจำด้วยขื่อคาโซ่ตรวน จึงตรัสว่าเครื่องจองจำเหล่านั้นไม่มั่นคงเท่าเครื่องจองจำคือกิเลส ได้แก่ความยึดติดในทรัพย์ บุตร และภรรยา แล้วทรงเล่าเรื่องอดีตชายยากจนที่อยากบวชแต่ภรรยาผัดผ่อนด้วยการตั้งครรภ์ซ้ำๆ จนต้องแอบหนีไปบวชในเวลากลางคืนโดยไม่บอกลา เมื่อบวชสำเร็จได้เปล่งอุทานว่าตนได้ตัดเครื่องจองจำคือความผูกพันในบุตรภรรยาซึ่งยากยิ่งกว่าโซ่ตรวนใดๆ ได้แล้ว เรื่องนี้เชื่อมโยงกับพระพุทธประวัติว่ามารดาคือพระนางมหามายา บิดาคือพระเจ้าสุทโธทนะ และภรรยาคือมารดาพระราหุล
  52. หน้า ๒๘๑–๒๘๕ เกฬิสีลชาดก พระลกุณฏกภัททิยะแม้เป็นพระอรหันต์ผู้แสดงธรรมไพเราะ แต่มีรูปร่างเล็กเตี้ยจนถูกภิกษุใหม่ล้อเลียนคิดว่าเป็นสามเณร พระพุทธเจ้าจึงเล่าอดีตชาติว่าท่านเคยเป็นพระราชาที่ชอบเล่นสนุกโดยกลั่นแกล้งทารุณคนแก่และสัตว์แก่เพื่อความบันเทิง จนท้าวสักกะ (พระโพธิสัตว์) ต้องแปลงกายเป็นคนแก่มาราดของสกปรกใส่พระเศียรและตักเตือนให้เลิกพฤติกรรมนี้ พร้อมสอนว่าสัตว์ทุกชนิดกลัวราชสีห์ไม่ว่าตัวจะใหญ่เพียงใด เช่นเดียวกับคนที่มีปัญญาแม้ตัวเล็กก็ยิ่งใหญ่ได้ ส่วนคนโง่แม้ร่างกายใหญ่โตก็ไม่นับว่าเป็นผู้ใหญ่
  53. หน้า ๒๘๖–๒๙๑ ขันธปริตตชาดก ภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดตายขณะผ่าฟืน พระพุทธเจ้าตรัสว่าหากแผ่เมตตาไปยังตระกูลพญางูทั้งสี่ก็จะไม่ถูกกัด แล้วทรงเล่าอดีตชาติที่หมู่ฤๅษีถูกงูรบกวนจนล้มตายไปหลายรูป พระโพธิสัตว์จึงสอนให้ทุกคนแผ่เมตตาแก่ตระกูลพญางูและสรรพสัตว์ทั้งปวง พร้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย เป็นที่มาของบทสวด "ขันธปริตร" อันเป็นพระปริตรที่ใช้ป้องกันภยันตรายจากสัตว์มีพิษมาจนถึงปัจจุบัน
  54. หน้า ๒๙๒–๒๙๕ วีรกชาดก กาน้ำชื่อวีรกะ (พระโพธิสัตว์) จับปลาเก่งและแบ่งปลาให้กาสวิษฐกะที่มาปรนนิบัติรับใช้ แต่กาสวิษฐกะเกิดทะนงตนคิดว่าตนก็เป็นกาดำเหมือนกัน จึงลงไปดำน้ำจับปลาเองโดยไม่ฟังคำห้าม สุดท้ายติดสาหร่ายจมน้ำตาย เมื่อภรรยาของมันมาถาม กาวีรกะจึงบอกความจริงว่าตายเพราะเลียนแบบคนที่เก่งกว่าตน เรื่องนี้ใช้เปรียบเทียบกับพระเทวทัตที่พยายามเลียนแบบพระพุทธเจ้าจนถึงความพินาศ สอนเรื่องโทษของการเลียนแบบผู้อื่นโดยไม่รู้กำลังตน
  55. หน้า ๒๙๖–๒๙๙ คังเคยยชาดก ปลาสองตัวจากแม่น้ำคงคาและยมุนาทะเลาะกันว่าใครงามกว่า จึงไปถามเต่าที่อยู่ริมฝั่งให้ตัดสิน แต่เต่ากลับไม่ตอบคำถามตามที่ถูกถามและยกย่องตัวเองว่างามกว่าทั้งสองเสียอีก ปลาโกรธที่เต่าไม่ตอบตรงคำถามแต่มัวสรรเสริญตนเอง จึงพ่นน้ำใส่แล้วจากไป เป็นชาดกเตือนเรื่องคนชอบยกตนข่มท่านและตอบไม่ตรงคำถาม (ใช้เตือนภิกษุหนุ่มสองรูปที่ชอบเถียงกันเรื่องรูปงาม)
  56. หน้า ๓๐๐–๓๐๓ กุรุงคมิคชาดก กวาง เต่า และนกสตปัตตะเป็นเพื่อนรักกัน วันหนึ่งกวางติดบ่วงพราน นกจึงคอยหน่วงเหนี่ยวไม่ให้พรานมาถึงทัน ส่วนเต่ากัดเชือกจนขาดช่วยกวางให้รอด แต่ตัวเต่าเองกลับถูกพรานจับได้ กวางจึงใช้อุบายล่อพรานออกไปไกลแล้วย้อนกลับมาช่วยเต่าให้พ้นกระสอบได้สำเร็จ ทั้งสามจึงแยกย้ายไปอยู่ที่ปลอดภัยกว่าเดิม สอนเรื่องมิตรแท้ที่ช่วยเหลือกันยามยากด้วยความร่วมมือ
  57. หน้า ๓๐๔–๓๐๙ อัสสกชาดก พระเจ้าอัสสกะโศกเศร้าอย่างหนักเมื่อพระมเหสีอุพพรีสิ้นพระชนม์ จนเก็บพระศพไว้ข้างที่บรรทมนานถึง 7 วัน ดาบสโพธิสัตว์จึงแสดงฤทธิ์ให้เห็นว่าพระนางไปเกิดเป็นหนอนในมูลโค และให้หนอนพูดยืนยันต่อพระพักตร์ว่าบัดนี้รักหนอนคู่ผัวยิ่งกว่าพระราชาเดิมเสียอีก เพราะความรักเก่าถูกความสุขใหม่บดบังไปแล้ว พระราชาทรงแค้นพระทัยจึงเลิกโศกเศร้าและอภิเษกมเหสีใหม่ ใช้สอนภิกษุที่กระสันเพราะคิดถึงภรรยาเก่า
  58. หน้า ๓๑๐–๓๑๓ สุงสุมารชาดก จระเข้ถูกเมียซึ่งแพ้ท้องขอกินหัวใจลิงยุให้ไปหลอกพญาวานรขึ้นหลังข้ามแม่น้ำ แล้วบอกความจริงกลางน้ำว่าจะฆ่าเอาหัวใจไปให้เมีย พญาวานรใช้ปฏิภาณโต้ตอบทันควันว่าหัวใจของตนแขวนไว้บนต้นมะเดื่อ ให้จระเข้พาไปส่งที่ต้นไม้ พอถึงฝั่งก็กระโดดหนีขึ้นต้นไม้ได้อย่างปลอดภัยแล้วเยาะจระเข้ว่าตัวใหญ่แต่ปัญญาน้อย สอนเรื่องไหวพริบเอาชนะเล่ห์เหลี่ยม (จระเข้คือเทวทัตผู้พยายามปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า)
  59. หน้า ๓๑๔–๓๑๖ กักกรชาดก พรานนกใช้ไก่ต่อไล่ต้อนไก่ป่าเข้าบ่วง แต่ไก่ที่เคยรู้กลลวงมาก่อนก็คอยหลบหนีเรื่อยไป และยังพูดเยาะเย้ยพรานว่าเดินตามติดเหมือนต้นไม้ที่เดินได้ ก่อนหนีรอดไปได้สำเร็จ สอนเรื่องความรอบคอบรู้เท่าทันภัยและการรักษาตัว (เปรียบกับภิกษุหนุ่มผู้ฉลาดในการรักษาร่างกาย)
  60. หน้า ๓๑๗–๓๒๐ กันทคลกชาดก นกขทิรวนิยะเจาะไม้ตะเคียนหาแมลงเลี้ยงเพื่อนนกกันทคลกะเสมอ แต่เพื่อนนกกลับเกิดมานะคิดว่าตนก็เป็นนกหัวขวานเหมือนกัน จึงลองไปเจาะไม้ตะเคียนเองโดยไม่ฟังคำเตือนว่าเป็นไม้แก่นแข็งเกินไป ผลคือจงอยปากหักหัวแตกตายคาที่ สอนเรื่องการไม่ประมาณตนและไม่ฟังคำเตือนของผู้รู้ย่อมนำความพินาศมาสู่ตน (เทวทัตเลียนแบบพระพุทธเจ้าจนพินาศ)
  61. หน้า ๓๒๑–๓๒๕ โสมทัตตชาดก พราหมณ์ยากจนต้องการขอโคทดแทนตัวที่ตายจากพระราชาแต่เป็นคนขี้ประหม่าพูดไม่คล่อง ลูกชาย (โพธิสัตว์) จึงฝึกซ้อมบทพูดขอโคให้พ่อจนคล่องแคล่วนานถึงหนึ่งปีเต็มในป่าช้า แต่พอเข้าเฝ้าจริงพราหมณ์กลับตื่นเต้นจนพูดผิดกลายเป็นถวายโคแด่พระราชาแทนที่จะขอ พระราชาทรงพระสรวลและกลับพระราชทานโคและรางวัลใหญ่ให้แทน สอนว่าความเพียรฝึกซ้อมอย่างเดียวไม่พอ หากปราศจากปัญญาไหวพริบเฉพาะหน้า
  62. หน้า ๓๒๖–๓๓๐ อุจฉิฏฐภัตตชาดก หญิงพราหมณีนอกใจสามีลอบให้ชายชู้เข้ามากินอาหารในบ้าน พอสามีใกล้กลับก็รีบซ่อนชายชู้ไว้ในยุ้งข้าวแล้วนำข้าวที่เหลือจากชายชู้ไปคดให้สามีกิน สามีสังเกตได้ว่าข้าวข้างบนร้อนข้างล่างเย็นผิดปกติจึงถาม แต่นางนิ่งเงียบ ชายขอทาน (โพธิสัตว์) ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงเปิดโปงว่าชายชู้ซ่อนอยู่ในยุ้ง พราหมณ์จึงจับได้และสั่งสอนทั้งคู่ สอนเรื่องความไม่ซื่อสัตย์ในชีวิตคู่ที่มักถูกเปิดโปงในที่สุดจากรายละเอียดเล็กน้อย
  63. หน้า ๓๓๑–๓๓๗ ภรุราชชาดก คณะฤๅษีสองกลุ่มพักอาศัยใต้ต้นไทรคนละต้นในเมืองภรุ ต่อมาต้นไม้ที่เคยพักต้นหนึ่งแห้งตายทำให้ทั้งสองฝ่ายมาแย่งที่พักกัน จึงต่างติดสินบนพระราชาด้วยของวิเศษเพื่อให้ตัดสินให้ฝ่ายตนเป็นเจ้าของ พระราชารับสินบนทั้งสองฝ่ายและตัดสินลังเลอย่างไม่เป็นธรรม ฤๅษีทั้งสองคณะสำนึกได้ว่าตนทะเลาะกันเพราะเรื่องเล็กน้อยจึงหนีกลับป่าหิมพานต์ เทวดาผู้พิทักษ์แคว้นพิโรธที่พระราชาทำให้ผู้มีศีลทะเลาะกัน จึงบันดาลให้ทั้งแคว้นภรุรัฐจมกลายเป็นทะเลจนหมดสิ้น เป็นชาดกเตือนภัยของการลำเอียงด้วยสินบนและการก่อความแตกแยกในหมู่นักบว...
  64. หน้า ๓๓๘–๓๔๒ ปุณณนทีชาดก พระราชาทรงขับไล่ปุโรหิต (โพธิสัตว์) ออกจากราชสำนักเพราะเชื่อคำยุยง ภายหลังทรงคิดถึงและอยากเรียกกลับแต่ไม่สะดวกจะส่งคนไปเชิญตรงๆ จึงทรงผูกคาถาปริศนาส่งเนื้อกาไปให้กิน ปุโรหิตผู้ฉลาดอ่านคาถาก็เข้าใจทันทีว่าพระราชาทรงระลึกถึงและอยากให้กลับ จึงรีบเดินทางกลับไปเข้าเฝ้าและได้รับตำแหน่งคืน สอนเรื่องปัญญาไหวพริบในการตีความสารและคุณค่าของการระลึกถึงบุญคุณผู้อื่น
  65. หน้า ๓๔๓–๓๔๗ กัจฉปชาดก เต่าขอให้หงส์สองตัวเพื่อนรักพาไปอยู่ป่าหิมพานต์โดยให้คาบท่อนไม้ไว้ในปาก มีข้อแม้ว่าต้องไม่พูดระหว่างทาง แต่เมื่อบินผ่านเมืองมีเด็ก ๆ ร้องล้อว่าหงส์คาบเต่าไป เต่าอดใจไม่ไหวจะพูดโต้ตอบจึงปล่อยท่อนไม้ตกลงมาตายกลางเมือง พระโพธิสัตว์อำมาตย์ใช้เหตุการณ์นี้เตือนพระราชาผู้ตรัสมากเกินไปว่าคนปากมากไม่รู้จักประมาณย่อมพบภัยถึงชีวิตเหมือนเต่าตัวนี้ พระราชาจึงทรงสังวรระวังคำพูดมากขึ้น
  66. หน้า ๓๔๘–๓๕๐ มัจฉชาดก ปลาตัวหนึ่งติดแหชาวประมงถูกนำมาวางบนหาดทรายร้อนเตรียมเสียบหลาวย่างไฟ แต่ปลากลับรำพันว่าไฟและหลาวไม่ได้ทำให้เจ็บปวดเท่ากับความกลัวว่านางปลาคู่รักจะเข้าใจผิดว่าตนไปคบหานางปลาอื่น เพราะไฟแห่งราคะและความหวงแหนนั้นร้อนแรงยิ่งกว่าไฟจริงเสียอีก พระโพธิสัตว์ปุโรหิตได้ยินจึงขอร้องให้ชาวประมงปล่อยปลาไป เป็นชาดกสอนเรื่องพลังของราคะและความรักที่ทรมานยิ่งกว่าความตาย
  67. หน้า ๓๕๑–๓๕๓ เสคคุชาดก อุบาสกขายผักต้องการทดสอบว่าลูกสาวมีศีลธรรมหรือไม่ จึงพาเข้าป่าแล้วแกล้งจับมือทำท่าจะประทุษร้าย ลูกสาวร้องไห้คร่ำครวญว่าผู้ที่ควรเป็นที่พึ่งได้กลับมาทำร้ายตนเสียเอง แสดงว่านางไม่ยินยอมและรักษาตัวไว้ได้อย่างมีสติ พ่อจึงมั่นใจในความประพฤติของลูกสาวและยกให้แต่งงานกับชายหนุ่มตระกูลดี สอนเรื่องคุณค่าของความบริสุทธิ์และการทดสอบจิตใจก่อนตัดสินใจสำคัญในชีวิต
  68. หน้า ๓๕๔–๓๕๙ กูฏวาณิชชาดก พ่อค้าโกงและพ่อค้าบัณฑิตชาวเมืองสาวัตถีเดินทางค้าขายด้วยกันจนได้กำไรมากแล้วกลับเมือง เนื้อหาที่ปรากฏในหน้านี้ยังเป็นเพียงบทนำเรื่องและคาถาสองบทซึ่งบอกใบ้โครงเรื่องว่าเป็นการ "โกงตอบผู้โกง" (พ่อค้าโกงยืมของแล้วอ้างว่าหนูกัดกิน ฝ่ายบัณฑิตจึงแก้เผ็ดด้วยการอ้างว่าเหยี่ยวเฉี่ยวเด็กไป) พ่อค้าชาวบ้านฝากผาล 500 อันไว้กับพ่อค้าชาวกรุงผู้เป็นคนโกง พ่อค้าโกงแอบขายผาลแล้วอ้างว่าหนูกัดกินหมดโดยโรยขี้หนูเป็นหลักฐาน พ่อค้าชาวบ้านจึงแก้เผ็ดโดยซ่อนบุตรของพ่อค้าโกงแล้วอ้างว่าเหยี่ยวโฉบไป เมื่อขึ้นศาล อำมาตย์ผู...
  69. หน้า ๓๖๐–๓๖๔ ครหิตชาดก พญาวานร (พระโพธิสัตว์) เคยถูกจับไปเลี้ยงในวังจนรู้ธรรมเนียมมนุษย์ เมื่อพระราชาปล่อยกลับป่า ฝูงวานรถามถึงพฤติกรรมมนุษย์ พญาวานรเล่าว่ามนุษย์ล้วนหมกมุ่นยึดติดว่า "ของเรา ของเรา" ไม่เห็นความไม่เที่ยง และยกตัวอย่างชายที่ซื้อภรรยามาด้วยทรัพย์มากแล้วยังบริภาษดูแคลนคนในบ้าน ฝูงวานรฟังแล้วเอามือปิดหูรังเกียจ ไม่อยากฟังเรื่องเช่นนี้อีก เรื่องนี้ใช้มุมมองสัตว์เสียดสีความโลภและทิฐิมานะของมนุษย์
  70. หน้า ๓๖๕–๓๘๒ ธัมมัทธชชาดก ปุโรหิตธรรมธัชบัณฑิตช่วยตัดสินคดีให้ยุติธรรม แทนที่เสนาบดีกาฬกะผู้กินสินบน ทำให้กาฬกะอิจฉาริษยายุยงพระราชาให้สั่งงานที่เป็นไปไม่ได้ 4 อย่าง (สร้างสวน สระแก้ว ปราสาทงาช้าง และคนเฝ้าสวนที่มีคุณธรรม 4 ประการ) โดยขู่จะประหารหากทำไม่สำเร็จ ท้าวสักกะช่วยเนรมิตสิ่งของสามอย่างแรกให้ แต่ไม่อาจเนรมิตคนได้ จึงแนะให้ไปหาช่างกัลบกฉัตตปาณีผู้มีคุณธรรม 4 (ไม่ริษยา ไม่ดื่มสุรา ไม่ยึดติดรัก ไม่โกรธ) ซึ่งฉัตตปาณีเล่าเหตุผลของแต่ละคุณธรรมผ่านนิทานชาติก่อน 4 เรื่องซ้อนกัน ในที่สุดกาฬกะถูกเปิดโปงและถูกประชาทัณฑ์จ...
  71. หน้า ๓๘๓–๓๘๘ กาสาวชาดก ชายเข็ญใจปลอมตัวสวมผ้ากาสาวะ (ผ้าเหลืองของสมณะ) แฝงตัวดักฆ่าช้างในโขลงของพญาช้างเพื่อเอางาไปขาย เมื่อพญาช้าง (พระโพธิสัตว์) ไล่ทันจะฆ่าชายนั้น แต่เห็นผ้ากาสาวะที่เขาสวมอยู่ก็เกิดความเคารพในสัญลักษณ์ของพระอรหันต์ จึงไว้ชีวิตแต่ขู่ไม่ให้กลับมาอีก คติสอนใจคือผู้มีกิเลสไม่ควรครองผ้ากาสาวะอันเป็นธงชัยของผู้บริสุทธิ์ เรื่องนี้เป็นการเปรียบเปรยถึงพระเทวทัตผู้ไม่สมควรครองจีวรสูงศักดิ์
  72. หน้า ๓๘๙–๓๙๔ จุลลนันทิยชาดก วานรพี่น้องนันทิยะและจุลลนันทิยะสละตำแหน่งหัวหน้าโขลงเพื่อมาเลี้ยงดูมารดาผู้ตาบอด นายพรานผู้โหดเหี้ยม (ซึ่งอาจารย์เคยเตือนไว้ไม่ให้ทำกรรมชั่ว) ยิงวานรทั้งสองพี่น้องและมารดาตายทั้งหมดเพื่อเอาไปขาย แต่เมื่อกลับถึงบ้านกลับพบว่าสายฟ้าผ่าบ้านไหม้ภรรยาและบุตรตายหมด นายพรานโศกเศร้าคร่ำครวญนึกถึงคำเตือนของอาจารย์ ก่อนถูกแผ่นดินสูบตกนรกอเวจี คติสอนใจชัดเจนเรื่องกฎแห่งกรรม "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ดังหว่านพืชเช่นใดได้ผลเช่นนั้น
  73. หน้า ๓๙๕–๔๐๐ ปุฏภัตตชาดก พระโอรสเมื่อได้ครองราชสมบัติแล้วไม่เหลียวแลพระเทวีผู้จงรักภักดี แม้กระทั่งข้าวห่อระหว่างทางก็ยังไม่แบ่งให้เสวยเอง อำมาตย์บัณฑิต (พระโพธิสัตว์) ใช้อุบายให้พระเทวีกล้าทูลความน้อยใจต่อพระพักตร์พระราชา แล้วสอนหลักธรรมว่าควรคบคนที่คบตน ไม่ควรยึดติดกับผู้ที่ไม่แยแสตน พระราชาสำนึกและทรงยกย่องพระเทวีในที่สุด เรื่องนี้สะท้อนหลักความสัมพันธ์ที่ต้องมีไปมาทั้งสองฝ่าย
  74. หน้า ๔๐๑–๔๐๒ กุมภีลชาดก เป็นชาดกสั้นมาก มีเพียงคาถาสอนว่าผู้มีคุณธรรม 4 ประการ คือ สัจจะ ธรรม ธิติ (ความเพียรมั่นคง) และจาคะ (การเสียสละ) ย่อมล่วงพ้นศัตรูได้ ส่วนผู้ไม่มีคุณธรรมเหล่านี้ย่อมพ่ายแพ้ อรรถกถาอ้างอิงไปยังกุมภีลชาดกเรื่องเดิมที่เคยเล่าไว้ก่อนหน้า ไม่มีเนื้อเรื่องประกอบใหม่ในที่นี้
  75. หน้า ๔๐๓–๔๐๕ ขันติวรรณนชาดก อำมาตย์ผู้มีคุณประโยชน์มากคนหนึ่งลอบเป็นชู้กับนางสนม แต่เมื่อคนใช้ของอำมาตย์เองก็ทำแบบเดียวกัน อำมาตย์ไม่พอใจนำเรื่องไปฟ้องพระราชา พระราชา (พระโพธิสัตว์) ตรัสเป็นนัยว่าพระองค์เองก็ทรงทราบเรื่องอำมาตย์แต่ทรงอดกลั้นไว้เพราะบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนหาได้ยาก ทั้งอำมาตย์และคนใช้ต่างสำนึกและเลิกทำผิดอีก คติสอนใจคือความอดกลั้นต่อคนดีที่มีข้อบกพร่องเล็กน้อยบางครั้งเป็นสิ่งจำเป็น
  76. หน้า ๔๐๖–๔๐๙ โกสิยชาดก พระราชายกทัพออกในเวลาไม่สมควร นกเค้าตัวหนึ่งที่ซ่อนตัวในพุ่มไผ่ทนรอจนถึงเวลาค่ำไม่ไหว จึงบินออกก่อนเวลาอันควรและถูกฝูงการุมจิกจนตาย อำมาตย์บัณฑิต (พระโพธิสัตว์) ยกเหตุการณ์นี้สอนพระราชาว่าการกระทำสิ่งใดต้องรู้จักกาลเทศะที่เหมาะสม มิฉะนั้นจะถูกศัตรูรุมทำร้ายได้ง่ายเหมือนนกเค้าที่ออกผิดเวลา
  77. หน้า ๔๑๐–๔๑๔ คูถปาณกชาดก เรื่องกรอบปัจจุบันเล่าถึงชายพิการคนหนึ่งชอบตั้งปัญหากวนใจภิกษุหนุ่มและสามเณรที่มารับสลากภัตรจนไม่มีใครกล้าไปบ้านนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาสาไปจัดการ ใช้อุบายหลอกล่อจนได้จังหวะทุบตีและยัดคูถใส่ปากชายนั้นจนหวาดกลัวไม่กล้ากวนภิกษุอีก พระศาสดาจึงเล่าเรื่องอดีตประกอบว่าครั้งหนึ่งหนอนกินคูถเมาสุราที่คนทิ้งไว้ ไต่ขึ้นกองคูถแล้วเข้าใจผิดว่าช้างตกมันที่เดินเลี่ยงเพราะกลิ่นเหม็นนั้นกลัวตน จึงท้าทายช้างให้ต่อสู้ด้วยความคะนอง ช้างตัดสินใจไม่ฆ่าหนอนที่มาลบหลู่ด้วยเท้า งา หรืองวง เพราะเห็นว่าเป็นการฆ่าที่ใหญ่เกิ...
  78. หน้า ๔๑๕–๔๒๑ กามนีตชาดก พระราชาแห่งพาราณสีทรงมีสมบัติมากมายแต่ไม่เคยอิ่มในกาม อยากได้ราชสมบัติอีก 3 เมือง เมื่อพราหมณ์แปลงกาย (ท้าวสักกะ) มาเสนอตัวช่วยตีเมืองทั้งสามแล้วหายตัวไป พระราชาผิดหวังจนป่วยหนักถึงขั้นสำรอกเลือด หมอทั้งหลายรักษาไม่หาย ท้าวสักกะจึงแปลงเป็นหมอมารักษาด้วยธรรมะ ชี้ว่าโรคจากความอยากไม่มีขอบเขต (กามนีต) ต่างจากพิษงูหรือผีสิงที่หมอรักษาได้ เพราะผู้ที่ล่วงเลยกุศลธรรมไปแล้วไม่มีใครรักษาให้หายได้ พระราชาฟังธรรมแล้วคลายความโลภและหายป่วยทันที คติสอนใจคือตัณหาเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่ได้ด้วยยาหรือมนต์ ต้องร...
  79. หน้า ๔๒๒–๔๒๕ ปลายิชาดก นักปราชญ์ปริพาชกชื่อปลายิเที่ยวท้าโต้วาทะไปทั่วชมพูทวีปแต่ไม่มีใครกล้าสู้ เมื่อได้ยินกิตติศัพท์พระพุทธเจ้าจึงมาที่เชตวัน แต่พอเห็นเพียงซุ้มประตูวิหารที่งดงามอลังการก็เกิดความหวาดหวั่น คิดว่าถ้าแค่ประตูยังใหญ่โตขนาดนี้ เจ้าของสถานที่ต้องเก่งกาจเกินต้าน จึงหนีกลับไปโดยไม่ทันได้โต้วาทะ พระศาสดาทรงเล่าเรื่องอดีตว่าพระเจ้าพรหมทัตยกทัพไปตีเมืองตักกสิลาด้วยความฮึกเหิม แต่พอเห็นซุ้มประตูเมืองอันโอฬารก็เสียขวัญเลิกล้มการศึกทันที คติสอนใจคือความยิ่งใหญ่ที่ปรากฏแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ศัตรูที่โอ้อวดเก...
  80. หน้า ๔๒๖–๔๓๐ ทุติยปลายิชาดก เรื่องคล้ายกับชาดกก่อนหน้า ปริพาชกปลายิมาเห็นพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมด้วยพระพักตร์งามดังพระจันทร์เพ็ญ ก็เกิดความครั่นคร้ามหนีไปโดยไม่กล้าเข้าใกล้ พระศาสดาทรงเล่าอดีตว่าพระเจ้าคันธาระยกทัพไปล้อมกรุงพาราณสี ทรงโอ้อวดกองทัพของตนว่าไม่มีใครต้านทานได้ แต่พระโพธิสัตว์ (พระราชาพาราณสี) ทรงเตือนว่าคนที่ยังถูกราคะ โทสะ โมหะ มานะแผดเผาอยู่ไม่มีทางเอาชนะได้ เมื่อพระเจ้าคันธาระเห็นพระพักตร์อันทรงสิริของพระโพธิสัตว์ก็กลัวจนต้องหนีทัพกลับ คติสอนใจคือความมั่นใจที่มาจากกิเลสไม่ใช่พลังที่แท้จริง เมื่อเจอผู้มีจิ...
  81. หน้า ๔๓๑–๔๓๕ อุปาหนชาดก อาจารย์ฝึกช้าง (พระโพธิสัตว์) สอนวิชาให้ศิษย์ชาวบ้านต่ำต้อยจนหมดสิ้นความรู้ ศิษย์กลับเรียกร้องเบี้ยหวัดเท่าอาจารย์และท้าแข่งแสดงฝีมือต่อหน้าพระราชา อาจารย์จึงฝึกช้างของตนให้ทำตรงข้ามกับคำสั่งในคืนเดียว เมื่อถึงวันแสดง ช้างของอาจารย์ทำท่าผิดเพี้ยนจนดูเหมือนศิษย์แข่งดีลบหลู่ครู มหาชนโกรธจึงรุมทำร้ายศิษย์จนตาย อาจารย์กราบทูลพระราชาว่าวิชาที่คนต่ำทรามเรียนไปมักย้อนกลับมาทำลายตัวเอง เปรียบเหมือนรองเท้าไม่ดีที่ซื้อมาเพื่อปกป้องเท้ากลับกัดเท้าจนเจ็บ เรื่องนี้พระศาสดาทรงเทียบศิษย์กับพระเทวทัตผู้เรียน...
  82. หน้า ๔๓๖–๔๓๙ วีณาถูณชาดก ธิดาเศรษฐีเห็นโคอุสภราชได้รับการบูชาสักการะเป็นพิเศษเพราะมีโหนกที่หลัง จึงคิดเอาเองว่าชายค่อมที่เดินผ่านถนนต้องเป็น "บุรุษอุสภราช" ผู้ยิ่งใหญ่เช่นกัน จึงลอบหนีตามชายค่อมไปทั้งที่หมั้นหมายกับชายอื่นอยู่แล้ว ระหว่างทางชายค่อมล้มป่วยด้วยความหนาว นอนตัวงอเหมือนคันพิณที่สายขาด พระโพธิสัตว์ (ว่าที่พ่อสามี) ผ่านมาพบจึงตักเตือนนางว่าไม่ควรหนีตามคนโง่เขลาเช่นนี้ เมื่อนางเล่าเหตุผลอันไร้สาระของตน พระโพธิสัตว์จึงพานางกลับไปแต่งตัวใหม่แล้วนำกลับบ้าน คติสอนใจคือการตัดสินคุณค่าคนจากรูปลักษณ์ภายนอกโดยไม่ไตร...
  83. หน้า ๔๔๐–๔๔๓ วิกัณณกชาดก พระราชาทรงเลี้ยงปลาในสระด้วยเสียงกลองเป็นสัญญาณให้อาหาร มีจระเข้ตัวหนึ่งอาศัยจังหวะนี้แอบเข้ามากินปลาเป็นประจำ พระราชาจึงสั่งให้พนักงานใช้ชะนักแทงจระเข้ที่แอบเข้ามา จระเข้ถูกแทงบาดเจ็บสาหัสหนีกลับไปตายที่รังของตน เจ้าหน้าที่กล่าวเตือนจระเข้ว่าความโลภในอาหารทำให้ตนถูกทำลาย พระศาสดาทรงเปรียบเรื่องนี้กับภิกษุที่กระสันอยากสึกเพราะติดใจกามคุณ ชี้ว่าผู้ที่หลงใหลในโลกามิสจนไม่ยั้งคิดจะเดือดร้อนถึงตายท่ามกลางญาติมิตร ภิกษุฟังธรรมแล้วบรรลุโสดาปัตติผล คติสอนใจคือความโลภเกินขอบเขตนำมาซึ่งความพินาศแก่ตนเอง
  84. หน้า ๔๔๔–๔๔๘ อสิตาภุชาดก พระราชกุมารพรหมทัตถูกเนรเทศเข้าป่าพร้อมมเหสีอสิตาภุ ระหว่างอยู่ป่ากุมารไปหลงรักนางกินรีที่เห็นเพียงหางแวบเดียว จึงติดตามไปทิ้งพระนางอสิตาภุไว้ พระนางน้อยใจจึงไปขอเรียนกสิณจากดาบส (พระโพธิสัตว์) จนได้ฌานอภิญญา เมื่อกุมารตามหานางกินรีไม่พบและกลับมา พระนางก็ลอยขึ้นกลางอากาศประกาศว่าความรักที่มีต่อกุมารขาดสะบั้นแล้วเหมือนงาช้างที่เลื่อยตัดไม่มีทางต่อติดกันได้อีก กุมารได้แต่ร่ำไห้สำนึกว่าความโลภเกินส่วนทำให้เสียของดีที่มีอยู่ คติสอนใจคือความโลภและการไม่รู้จักพอทำให้สูญเสียสิ่งมีค่าที่อยู่ตรงหน้าไป...
  85. หน้า ๔๔๙–๔๕๓ วัจฉนขชาดก เศรษฐีชาวพาราณสีสนิทสนมกับดาบสวัจฉนขะ (พระโพธิสัตว์) จึงชักชวนให้สึกมาครองเรือนร่วมกันโดยแบ่งทรัพย์สมบัติให้ครึ่งหนึ่ง โดยกล่าวสรรเสริญว่าชีวิตฆราวาสที่มีเงินทองพร้อมสรรพเป็นสุขกว่าการบวช ดาบสจึงชี้แจงว่าการครองเรือนแท้จริงยากยิ่งกว่าที่คิด เพราะคนที่ไม่ขยันทำมาหากิน ไม่พูดเท็จเพื่อประโยชน์ และไม่ใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่นเลย แทบจะรักษาเรือนให้มั่นคงไม่ได้เลย ความสุขในชีวิตฆราวาสที่แท้จริงจึงหาได้ยากยิ่ง เรื่องนี้พระศาสดาทรงเทียบกับนักมวยปล้ำโรชะที่ชวนพระอานนท์สึกในทำนองเดียวกัน คติสอนใจคือชีวิตคร...
  86. หน้า ๔๕๔–๔๕๖ พกชาดก นกยางแสร้งทำเป็นสงบนิ่งยืนหุบปีกดังดอกบัวอยู่ริมสระเพื่อรอจับปลากิน ฝูงปลาที่ไม่รู้ทันหลงชื่นชมว่านกยางนี้ช่างสงบเสงี่ยมน่าเลื่อมใส แต่พญาปลา (พระโพธิสัตว์) เตือนว่าฝูงปลาเข้าใจผิด นกยางไม่ได้คุ้มครองพวกตนเลย แต่กำลังจ้องหาจังหวะจิกกินปลาต่างหาก เพราะเหตุนั้นมันจึงนิ่งไม่ไหวติง ฝูงปลาจึงพากันพ่นน้ำไล่นกยางหนีไป พระศาสดาทรงเปรียบเรื่องนี้กับภิกษุโกหกหลอกลวงรูปหนึ่ง คติสอนใจคือความสงบนิ่งภายนอกอาจซ่อนเจตนาร้ายไว้ภายใน อย่าตัดสินใครเพียงเพราะดูสงบเสงี่ยม
  87. หน้า ๔๕๗–๔๕๙ สาเกตชาดก ภิกษุทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเหตุใดบางคนพบกันครั้งแรกแล้วรู้สึกเฉยเมย แต่บางคนพบกันแล้วกลับเกิดความเลื่อมใสผูกพันทันที พระพุทธองค์ทรงตอบว่าความรักความผูกพันเกิดจากเหตุสองประการ คือเคยเป็นญาติหรือคนใกล้ชิดกันมาในภพก่อน และการเกื้อกูลกันในปัจจุบันชาติ เปรียบเหมือนดอกบัวที่จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยทั้งน้ำและเปือกตมสองอย่างประกอบกัน เรื่องนี้เป็นบทกวีสั้นเชิงหลักธรรม ไม่มีเหตุการณ์ซับซ้อน เนื้อเรื่องอดีตของชาดกนี้เคยเล่าไว้แล้วในเอกนิบาต คติสอนใจคือความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งในชาตินี้มักมีรากมาจากอดีตหรือจาก...
  88. หน้า ๔๖๐–๔๖๓ เอกปทชาดก เด็กชายถามบิดาว่ามีสิ่งใดเพียงอย่างเดียวที่จะนำมาซึ่งประโยชน์ได้หลายอย่างหรือไม่ บิดา (พระโพธิสัตว์) ตอบว่าความขยันหมั่นเพียรเพียงอย่างเดียว หากประกอบด้วยศีลและขันติ สามารถทำให้มิตรมีความสุขและทำให้ศัตรูพ่ายแพ้ได้ในเวลาเดียวกัน เรื่องราวในกาลปัจจุบันคือเด็กชายในเมืองสาวัตถีถามคำถามเดียวกันนี้กับบิดาของตนแล้วพากันไปทูลถามพระพุทธเจ้า คติสอนใจคือความเพียรที่มีศีลธรรมกำกับเป็นคุณธรรมข้อเดียวที่ให้ผลครอบคลุมหลายด้านในชีวิต
  89. หน้า ๔๖๔–๔๖๗ หริตมาตชาดก งูปลาตัวหนึ่งแอบเข้าไปกินปลาในลอบดักปลาของชาวบ้าน ถูกฝูงปลารุมกัดจนบาดเจ็บสาหัสต้องหนีออกมา มันจึงถามกบเขียวที่เกาะอยู่ใกล้ๆ ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการที่ปลารุมทำร้ายตน กบเขียว (พระโพธิสัตว์) ตอบว่าเห็นด้วย เพราะผู้มีอำนาจเหนือกว่าย่อมข่มเหงผู้อื่นได้ในถิ่นของตน แต่เมื่อใดที่ตนอ่อนแอกว่า ก็จะถูกผู้อื่นข่มเหงกลับเป็นธรรมดา พระศาสดาทรงเปรียบเรื่องนี้กับพระเจ้าอชาตศัตรูที่ดีใจเมื่อรบชนะพระเจ้าโกศล (พระเจ้าน้า) แต่เศร้าโศกเมื่อพ่ายแพ้ คติสอนใจคือผู้ที่ข่มเหงผู้อื่นด้วยอำนาจ วันหนึ่งเมื่ออำนาจเสื่อม...
  90. หน้า ๔๖๘–๔๗๓ มหาปิงคลชาดก พระเจ้ามหาปิงคละแห่งพาราณสีทรงเป็นทรราชย์โหดร้าย เก็บภาษีขูดรีดราษฎรและไม่มีความเมตตาต่อผู้ใดเลย เมื่อพระองค์สวรรคต ชาวเมืองต่างพากันดีใจเฉลิมฉลองและยกพระโอรส (พระโพธิสัตว์) ขึ้นครองราชย์แทน มีเพียงนายประตูคนหนึ่งที่ยืนร้องไห้อยู่ท่ามกลางความรื่นเริง เมื่อพระราชาองค์ใหม่ถามเหตุผล นายประตูเผยว่าไม่ได้เศร้าเพราะรักพระเจ้าปิงคละ แต่กลัวว่าพระองค์จะไปทรมานนายนิริยบาลและพญายมในนรกจนทนไม่ไหว แล้วถูกส่งตัวกลับมาเกิดใหม่ในโลกนี้เพื่อทรมานตนซ้ำอีกเหมือนที่เคยถูกเขกศีรษะทุกครั้งที่ขึ้นลงปราสาท พระราชาอ...
  91. หน้า ๔๗๔–๔๗๙ สัพพทาฐชาดก ปุโรหิตสาธยายมนต์ปฐวีวิชัย (มนต์กลับใจคนให้หลง) บนแผ่นหินกลางแจ้ง มีสุนัขจิ้งจอกในโพรงใกล้ๆ แอบฟังจนจำได้ขึ้นใจ (ในอดีตชาติมันเคยเป็นพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญมนต์นี้) สุนัขจิ้งจอกใช้มนต์บังคับสัตว์ต่างๆ ให้อยู่ใต้อำนาจจนได้เป็นพญาสัตว์ชื่อสัพพทาฐะ มีบริวารมากมาย เมามัวในยศจนคิดจะยึดราชสมบัติกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ (ปุโรหิตเดิม) แก้เกมด้วยการให้ชาวเมืองเอาแป้งอุดหูกันเสียงคำราม แล้วยุให้สุนัขจิ้งจอกสั่งราชสีห์คำราม จนช้างที่มันขี่ตกใจสลัดมันตกลงเหยียบตาย เป็นการสอนว่าผู้ได้ยศศักดิ์เกินฐานะตัวเองด้ว...
  92. หน้า ๔๘๐–๔๘๓ สุนขชาดก สุนัขอ้วนพีที่ศาลาพักถูกชายคนหนึ่งล่อซื้อไปด้วยเงินและผ้า แล้วผูกเชือกหนังจูงไปพัก ระหว่างทางพระโพธิสัตว์ผ่านมาเห็นสุนัขถูกผูก จึงแนะให้มันกัดเชือกหนังกินเสียแล้วหนีกลับบ้านเดิม แทนที่จะโง่เขลาทนอยู่ในเครื่องพันธนาการ สุนัขรับคำแนะนำไว้ในใจ รอจนคนหลับสนิทจึงกัดเชือกกินแล้วหนีกลับไปหาเจ้าของเดิมได้สำเร็จ เป็นนิทานสอนให้พึ่งตนเองและใช้ปัญญาหาทางออกจากพันธนาการ ไม่จำยอมอยู่ในสภาพที่ไม่พึงประสงค์
  93. หน้า ๔๘๔–๔๙๗ คุตติลชาดก คุตติลคนธรรพ์ (พระโพธิสัตว์) นักดีดพิณเอกของชมพูทวีป เลี้ยงดูมารดาบิดาตาบอด รับสอนศิลปะดีดพิณให้มุสิละศิษย์ต่างเมืองทั้งที่รู้ว่าเป็นคนไม่ซื่อ เพราะถูกมารดาบิดาขอร้อง เมื่อเรียนจบมุสิละกลับเย่อหยิ่งเรียกร้องค่าตอบแทนเท่าอาจารย์และท้าประลองดีดพิณต่อหน้าพระราชา คุตติลกลัวแพ้ถึงกับคิดหนีเข้าป่าตาย แต่ท้าวสักกะเสด็จมาช่วยสอนกลอุบายให้ดีดพิณแม้เด็ดสายทิ้งก็ยังมีเสียงไพเราะ พร้อมมอบห่วงเรียกนางอัปสรมาฟ้อนรำ สุดท้ายคุตติลชนะเลิศ มหาชนรุมประชาทัณฑ์มุสิละจนตาย จากนั้นท้าวสักกะพาคุตติลไปเทวโลก ให้นางเท...
  94. หน้า ๔๙๘–๕๐๑ วิคติจฉชาดก ปริพาชกไม่เคยแพ้การโต้วาทะในชมพูทวีป มาท้าพระพุทธเจ้าแต่แพ้เพราะตอบคำถามง่ายๆ ไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตว่าเคยเป็นดาบสในป่า ถูกปริพาชกลักษณะเดียวกันมาท้าโต้วาที ดาบสถามว่าจะดื่มน้ำแม่คงคาไหม ปริพาชกเล่นสำนวนแยกแยะว่าคงคาคือน้ำ ทราย หรือฝั่ง ดาบสจึงย้อนว่าถ้าแยกส่วนประกอบออกหมดแล้วจะหาแม่คงคาที่ไหน ปริพาชกจนปัญญาหนีไป ดาบสจึงแสดงธรรมว่าความอยากไม่มีที่สิ้นสุด ได้สิ่งใดก็ไม่พอใจ อยากได้สิ่งที่ยังไม่มีอยู่ร่ำไป
  95. หน้า ๕๐๒–๕๐๖ มูลปริยายชาดก พราหมณ์ 500 รูปบวชแล้วเรียนพระไตรปิฎกจนเกิดทิฐิมานะว่าเทียบเท่าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสดงมูลปริยายสูตรที่ลึกซึ้งจนพวกเขางงจนหมดพยศ พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตว่าเคยเป็นอาจารย์สอนมาณพ 500 คนที่ทะนงตนว่ารู้เท่าอาจารย์ ถึงกับเคาะต้นพุทราดูหมิ่นว่า "ต้นไม้นี้ไม่มีแก่น" อาจารย์จึงถามปัญหาลึกซึ้งสองข้อ (กาลเวลากินสัตว์ทุกตัวรวมทั้งตัวมันเอง และคนมีหัวมากมายแต่หาคนมีปัญญาไม่ได้) ให้ไปคิด 7 วันก็ยังตอบไม่ได้ ศิษย์ทั้งหมดจึงสำนึกและกลับมาขอขมาอาจารย์
  96. หน้า ๕๐๗–๕๐๙ พาโลวาทชาดก สืบเนื่องจากเหตุการณ์จริงที่นิครนถ์ใส่ร้ายว่าพระพุทธเจ้าเสวยเนื้อที่ฆ่าถวายเฉพาะพระองค์ทั้งที่ทรงทราบ พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตว่าเคยเป็นดาบสที่ถูกกุฎุมพีคนหนึ่งแกล้งเลี้ยงเนื้อสัตว์แล้วบอกว่า "ฆ่าสัตว์ปรุงเจาะจงถวายท่านโดยตรง บาปนี้ขอให้ตกเป็นของท่าน" เพื่อทดสอบว่าดาบสจะรู้สึกผิดหรือไม่ ดาบสตอบว่าผู้มีปัญญาแม้ฉันเนื้อที่คนไม่สำรวมฆ่าบุตรภรรยาถวายก็ไม่ติดบาป เพราะบาปอยู่ที่เจตนาของผู้ฆ่า ไม่ใช่ผู้รับที่ไม่รู้เห็นเป็นใจ
  97. หน้า ๕๑๐–๕๑๓ ปาทัญชลิชาดก พระโลฬุทายีขัดคอพระอัครสาวกทั้งสองว่าไม่มีความรู้เหนือตน พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตว่าเคยเป็นอำมาตย์ผู้สอนธรรมแก่พระราชา เมื่อพระราชาสวรรคต เหล่าอำมาตย์เตรียมจะอภิเษกเจ้าชายปาทัญชลีผู้มีพระทัยโลเลเชื่องช้าขึ้นครองราชย์ แต่พระโพธิสัตว์ให้ทดสอบก่อน โดยจงใจตัดสินคดีความทั้งถูกและผิดแล้วถามความเห็นเจ้าชาย ซึ่งได้แต่เม้มพระโอฐทั้งสองครั้งไม่แสดงความเห็นใดๆ เผยว่าไม่มีความรู้ความสามารถเลย อำมาตย์จึงอภิเษกพระโพธิสัตว์ขึ้นครองราชย์แทน
  98. หน้า ๕๑๔–๕๑๗ กิงสุโกปมชาดก ภิกษุ 4 รูปบำเพ็ญกรรมฐานคนละแบบ (ผัสสายตนะ ขันธ์ มหาภูต ธาตุ) แล้วต่างบรรลุอรหัตด้วยกันหมด ทำให้ภิกษุรูปหนึ่งสงสัยว่าทำไมทางต่างกันแต่ถึงนิพพานเดียวกันได้ พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตเรื่องราชโอรส 4 พระองค์อยากเห็นต้นทองกวาว สารถีจึงพาไปดูทีละองค์คนละช่วงเวลา (ใบร่วง ใบอ่อน ดอกบาน ผลแก่) ต่อมาเมื่อมาพูดคุยกันว่าต้นทองกวาวเป็นอย่างไร แต่ละองค์บรรยายต่างกันจนทะเลาะกัน (เหมือนตอไม้ไหม้ เหมือนต้นไทร เหมือนชิ้นเนื้อ เหมือนต้นซึก) พระราชาบิดาชี้ว่าทุกคนเห็นต้นทองกวาวจริง เพียงแต่ไม่ได้ถามสารถีให้ครบทุกช่...
  99. หน้า ๕๑๘–๕๒๑ สาลกชาดก พระเถระองค์หนึ่งบวชสามเณรน้อยแล้วทำให้ลำบากจนสึกถึงสองครั้ง ครั้งหลังเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไม่ยอมบวชอีก พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตว่าเคยเป็นพ่อค้าขายข้าวเปลือกที่หมองูฝากลิงไว้เลี้ยงระหว่างไปดูมหรสพ เมื่อกลับมาลิงวิ่งออกมาหาด้วยความดีใจ แต่หมองูกลับตีลิงด้วยไม้เรียวแล้วผูกไว้จนหลับไป ลิงจึงแก้เชือกหนีขึ้นต้นมะม่วงกินผลแล้วทิ้งเมล็ดใส่หัวหมองู เมื่อหมองูตื่นพยายามพูดหวานเรียกลิงกลับบ้านโดยอ้างว่าเป็นลูกรักและจะให้เป็นใหญ่ในตระกูล ลิงตอบปฏิเสธว่ารู้ทันแล้วว่าถูกตีด้วยไม้เรียวทั้งที่คิดว่าตนใจดี ขอพอใ...
  100. หน้า ๕๒๒–๕๒๖ กปิชาดก ภิกษุโกหกรูปหนึ่งถูกกล่าวถึงในหมู่สงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตว่าเคยเป็นดาบสอยู่กับบุตรชายในป่าหิมพานต์ วันหนึ่งขณะฝนตกหนาวเย็น มีลิงตัวหนึ่งแอบสวมผ้าเปลือกไม้และหนังเสือของดาบสที่ตายแล้ว ปลอมเป็นฤๅษีมายืนที่ประตูบรรณศาลาเพื่อหวังผิงไฟ บุตรชายหลงเชื่อ อ้อนวอนบิดาให้เชิญ "ฤๅษี" เข้ามา แต่พระโพธิสัตว์ผู้เป็นบิดามองออกทันทีว่าเป็นลิงปลอมตัว ไม่ใช่ฤๅษีที่แท้จริง เตือนว่าลิงเป็นสัตว์ทำลาย ฉุนเฉียว สันดานเลว หากให้เข้ามาจะทำให้บรรณศาลาเสียหาย จึงคว้าฟืนไฟไล่ลิงหนีไป จากนั้นสอนบุตรบำเพ็ญฌานสมาบัติจนท...