ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๖๙ · หน้า ๑๗๖ · ข้อ 422
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ดังนี้ท่านกล่าวไว้ว่า ภิกษุนั้นเสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำเขา ป่าช้า ราวป่า ที่แจ้ง กองฟาง. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้น ทรงแนะนำ เสนาสนะอันสมควรแก่การเจริญอานาปานสติกรรมฐาน อันเกื้อกูล ด้วย ๓ ฤดูและเกื้อกูลด้วยธาตุจริยาแก่ภิกษุนั้น แล้วเมื่อจะทรงแนะนำถึง อิริยาบถอันสงบอันเป็นฝ่ายแห่งความไม่ท้อแท้และไม่ฟุ้งซ่านจึงตรัสว่า นิสีทติ นั่ง ครั้นแล้วเมื่อจะทรงแสดงความที่ภิกษุนั้นนั่งได้มั่นคง ความที่ลมอัสสาสะ ปัสสาสะเป็นไปปกติและอุบายกำหนดถือเอาอารมณ์ จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา คู้บัลลังก์ (ขัดสมาธิ).

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปลฺลงฺกํ คือนั่งพับขาโดยรอบ. บทว่า อาภุชิตฺวา คู้ คือ พับ. บทว่า อุชํ กายํ ปณิธาย ตั้งกายตรง คือ ตั้ง สรีระเบื้องบนให้ตรง ให้กระดูกสันหลัง ๑๘ ท่อนจดกัน เพราะเมื่อนั่งอย่างนี้ หนัง เนื้อ เอ็น จะไม่น้อมลง เวทนาที่เกิดขึ้นทุก ๆ ขณะเพราะหนัง เนื้อ และเอ็นน้อมลงเป็นเหตุจะไม่เกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น เมื่อเวทนาไม่เกิดจิตก็มี อารมณ์เดียว กรรมฐานไม่ตก ย่อมเข้าถึงความเจริญงอกงาม. บทว่า ปริมุขํ สตึ อุปฏฺเปตฺวา ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า คือ ดำรงสติเฉพาะกรรมฐาน. บทว่า โส สโตว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ ภิกษุนั้น เป็นผู้มีสติหายใจเข้า เป็นผู้มีสติหายใจออก คือ ภิกษุนั้นครั้นนั่งอย่างนี้และดำรงสติไว้อย่างนี้ เมื่อ ไม่ละสตินั้น ชื่อว่าเป็นต้นมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก. ท่านอธิบายว่า เป็นผู้ทำสติ.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงถึงประการที่ภิกษุทำสติ จึง ตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต เมื่อหายใจเข้ายาว.