๒ อย่าง ด้วยสามารถเวไนยสัตว์ แม้ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสโดยนัย ดังกล่าวแล้ว.
บทว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ คือ ความเป็นอื่นและความไม่เป็นอื่นของอินทรีย์ มีสัทธินทรีย์เป็นต้น อธิบายว่า ความเจริญและความเสื่อม.
บทว่า ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ ฌานวิโมกข์ สมาธิและ สมาบัติ คือ แห่งฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น แห่งวิโมกข์ ๘ มีอาทิว่า ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย แห่งสมาธิ ๓ มีวิตกวิจารเป็นต้น แห่งอนุปุพพสมาบัติ ๙ มีปฐมฌานสมาบัติเป็นต้น. บทว่า สงฺกิเลสํ ความเศร้าหมอง คือธรรม
อันเป็นไปในฝ่ายเสื่อม. บทว่า โวทานํ ความผ่องแผ้ว คือธรรมอันเป็นไป
ในฝ่ายวิเศษ. บทว่า วุฏฺานํ ความออก คือเหตุที่ออกจากฌาน. อนึ่ง
ความออกนั้นท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า แม้ความผ่องแผ้วก็เป็นความออก แม้ ความออกจากสมาธินั้น ๆ ก็เป็นความออก ได้แก่ฌานอันคล่องแคล่ว และ สมาบัติอันเป็นผลแห่งภวังค์.
เพราะฌานอันคล่องแคล่ว ชั้นต่ำ ๆ เป็นปทัฏฐานแห่งฌานชั้นสูง ๆ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้ความผ่องแผ้วก็เป็นความออก ความออกจากฌาน ทั้งปวงย่อมมีได้ด้วยภวังค์ ความออกจากนิโรธสมาบัติ ย่อมมีได้ด้วยผล- สมาบัติ ท่านหมายถึงความออกนั้นจึงกล่าวว่า แม้ความออกจากสมาธินั้น ๆ ก็เป็นความออก.
ปุพเพนิวาสญาณ ทิพยจักขุญาณ และอาสวักขยญาณท่านประกาศไว้
แล้วในหนหลังนั่นแล. ในบทเหล่านั้น บทว่า อาสวานํ ขยา เพราะอาสวะ
สิ้นไป คือ เพราะกิเลสทั้งหมดสิ้นไปด้วยอรหัตมรรค. บทว่า อนาสวํ ไม่มี