ธัมมสังคณี
ฉบับ มมร. · เล่ม ๗๕ · หน้า ๒๙๓ · ข้อ 16
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

วาจานี้ ชื่อว่า ผรุสวาจา. บุคคลย่อมพูดเพ้อเจ้อ คือไร้ประโยชน์ ภาวะนั้น ชื่อว่า สัมผัปปลาปะ แม้เจตนา ก็ได้ชื่อว่า ปิสุณาวาจา

เป็นต้นนั่นแหละเพราะเป็นเหตุของวาจาเหล่านั้น. ก็เจตนานั้นเองท่านประสงค์

เอาในที่นี้.

บรรดาวาจาเหล่านี้ เจตนาของบุคคลผู้มีจิตเศร้าหมองแล้ว ตั้งขึ้นด้วย ความพยายามทางกายและวาจาเพื่อความแตกแยกของชนเหล่าอื่น หรือทำความ รักให้แก่ตน ชื่อว่า ปิสุณาวาจา เจตนาที่เป็นปิสุณาวาจานั้น ชื่อว่า มีโทษน้อย เพราะทำความแตกแยกให้บุคคลผู้มีคุณน้อย ชื่อว่า มีโทษมาก เพราะบุคคล

นั้นมีคุณมาก. ส่วนประกอบ (องค์) ของปิสุณาวาจามี ๔ คือ

มีคนอื่นที่ตนพึงทำให้แตกกัน (ภินฺทิตพฺโพ ปุโร) ๑. ความเป็น ผู้มีเจตนากล่าวให้แตกกัน (เภทปุเรกฺขารตา) ด้วยประสงค์ว่า ชนเหล่านี้ จักเป็นไปต่าง ๆ กันด้วยอุบายอย่างนี้ หรือว่า เป็นผู้ใคร่จะทำตนให้เป็นที่รักว่า เราจักเป็นที่รักใคร่ จักเป็นที่คุ้นเคยด้วยอุบายอย่างนี้ ๑. มีความพยายามเกิดขึ้น ด้วยจิตนั้น (ตชฺโช วายาโม) ๑. บุคคลนั้นรู้ความหมายนั้น (ตสฺส ตทตฺถวิ ชานนํ) ๑. ก็เมื่อบุคคลอื่นไม่แตกกัน กรรมบถก็ไม่แตก เมื่อบุคคลแตกกัน นั่นแหละกรรมบถจึงแตกทีเดียว.

เจตนาหยาบคายโดยส่วนเดียว ที่ตั้งขึ้นด้วยความพยายามทางกายและ วาจาอันตัดความรักของผู้อื่น ชื่อว่า ผรุสวาจา. เพื่อความแจ่มแจ้งแห่ง ผรุสวาจานั้น มีเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์.

ได้ยินว่า เด็กชายคนหนึ่งไม่เชื่อฟังถ้อยคำของมารดาไปป่า มารดา ไม่อาจให้เขากลับได้ จึงได้ด่าว่า ขอให้แม่ควายดุร้ายจงไล่ตามมัน ดังนี้ ทีนั้น แม่ควายในป่าก็ได้ปรากฏแก่เขา เหมือนอย่างมารดานั้นกล่าวนั่นแหละ เด็กได้ทำ