มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
ฉบับ มจร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๓ · ๖๑๔ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๕๑ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๑๙ ๑. กันทรกสูตร เปสสะบุตรนายควาญช้างและปริพาชกกันทรกะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงแสดงสติปัฏฐาน ๔ แล้วจำแนกบุคคล ๔ จำพวก โดยขยายความถึงปฏิปทาของภิกษุตั้งแต่บวช ศีล สำรวมอินทรีย์ ละนิวรณ์ เจริญฌาน ๔ จนบรรลุวิชชา ๓ เป็นพระอรหันต์
- หน้า ๑๙–๒๔ ๒. อัฏฐกนาครสูตร ทสมคหบดีชาวอัฏฐกนครถามพระอานนท์เรื่องธรรมอันเป็นเอกที่ทำให้จิตหลุดพ้น พระอานนท์แสดงประตูอมตธรรม ๑๑ ประการ คือฌาน ๔ พรหมวิหาร ๔ และอรูปฌาน ๓ ทสมคหบดีเลื่อมใสถวายวิหาร ๕๐๐ หลังแด่พระอานนท์
- หน้า ๒๔–๓๔ ๓. เสขปฏิปทาสูตร พระพุทธเจ้าประทับที่กรุงกบิลพัสดุ์ รับสั่งให้พระอานนท์แสดงเสขปฏิปทาแก่เจ้าศากยะ เริ่มจากศีล สำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณการบริโภค ความเพียรเครื่องตื่น สัทธรรม ๗ ฌาน ๔ จนถึงวิชชา ๓ เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
- หน้า ๓๕–๔๘ ๔. โปตลิยสูตร โปตลิยคหบดีไม่พอใจที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า 'คหบดี' ทั้งที่อ้างว่าตัดขาดโวหารทางโลกแล้ว พระพุทธเจ้าทรงแสดงการตัดขาดโวหาร ๘ ประการในอริยวินัย และอุปมาโทษของกาม ๗ ข้อ จนถึงวิชชา ๓ โปตลิยคหบดีเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก
- หน้า ๔๘–๕๓ ๕. ชีวกสูตร หมอชีวกโกมารภัจทูลถามเรื่องข่าวลือว่าพระพุทธเจ้าเสวยเนื้อที่ฆ่าเจาะจงถวาย พระองค์ทรงปฏิเสธและแสดงหลักเนื้อที่ควรฉัน ๓ อย่าง ทรงแสดงการแผ่พรหมวิหาร ๔ ของภิกษุ หมอชีวกเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก
- หน้า ๕๓–๗๕ ๖. อุปาลิวาทสูตร นิครนถ์นาฏบุตรใช้อุบายให้อุบาลีคหบดีไปโต้วาทะกับพระพุทธเจ้าเรื่องกายทัณฑ์-วจีทัณฑ์-มโนทัณฑ์อันไหนมีโทษมากกว่า แต่พระพุทธเจ้าทรงซักถามจนอุบาลีคหบดีเปลี่ยนใจ ประกาศตนเป็นอุบาสก ปิดประตูไม่รับนิครนถ์ นิครนถ์นาฏบุตรทนไม่ได้ถึงกับอาเจียนเป็นเลือดอุ่น
- หน้า ๗๕–๘๓ ๗. กุกกุรวติกสูตร โกลิยบุตรปุณณะผู้ถือวัตรโคและชีเปลือยเสนิยะผู้ถือวัตรสุนัขทูลถามคติของผู้ประพฤติวัตรสัตว์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าถ้าสมบูรณ์ไปเกิดเป็นสัตว์นั้น ถ้าบกพร่องไปเกิดในนรก แล้วทรงแสดงกรรม ๔ ประการ ปุณณะเป็นอุบาสก เสนิยะขอบวชและบรรลุอรหัตต์
- หน้า ๘๔–๘๙ อภยราชกุมารสูตร นิครนถ์นาฏบุตรวางกับดักให้อภัยราชกุมารทูลถามปัญหา ๒ เงื่อนเรื่องพระวาจาของตถาคตเพื่อให้จนมุม แต่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเกณฑ์การตรัสวาจา ๖ แบบตามความจริง-ประโยชน์-ที่รัก อภัยราชกุมารประกาศตนเป็นอุบาสก
- หน้า ๙๐–๙๕ พหุเวทนิยสูตร ช่างไม้ปัญจกังคะกับพระอุทายีถกเถียงกันว่าพระพุทธเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๒ หรือ ๓ ประการ พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงแสดงเวทนาไว้หลายนัย แล้วทรงไล่เรียงสุขที่ประณีตยิ่งขึ้นไปตามลำดับฌานจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ
- หน้า ๙๕–๑๑๑ อปัณณกสูตร ตอนที่ ๑ – ทิฏฐิที่ขัดแย้งกัน ๕ คู่ พระพุทธเจ้าเสด็จโปรดพราหมณ์คหบดีชาวบ้านสาลา ทรงแสดงอปัณณกธรรม โดยเทียบทิฏฐิที่ขัดแย้งกันหลายคู่ คือ นัตถิกทิฏฐิ-อัตถิกทิฏฐิ อกิริยทิฏฐิ-กิริยทิฏฐิ เหตุกทิฏฐิ-อเหตุกทิฏฐิ และทิฏฐิเรื่องอรูปพรหม ทรงชี้ว่าฝ่ายเห็นว่ามีย่อมปลอดภัยกว่า
- หน้า ๑๑๒–๑๑๖ อปัณณกสูตร ตอนที่ ๒ – บุคคล ๔ ประเภท (จบคหปติวรรค) ทรงแสดงบุคคล ๔ ประเภท คือ ผู้ทำตนเดือดร้อน ผู้ทำผู้อื่นเดือดร้อน ผู้ทำทั้งสองฝ่ายเดือดร้อน และผู้ไม่ทำใครเดือดร้อนเลย (คือพระตถาคต) จบคหปติวรรคที่ ๑ พราหมณ์คหบดีชาวบ้านสาลาแสดงตนเป็นอุบาสก
- หน้า ๑๑๗–๑๒๔ ๑. จูฬราหุโลวาทสูตร พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาพระราหุลที่ปราสาทอัมพลัฏฐิกา ทรงสอนด้วยอุปมาภาชนะน้ำและช้างศึกสงวนงวงว่าไม่ควรพูดเท็จแม้เพื่อสัพยอก แล้วทรงสอนให้พิจารณาไตร่ตรองกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทั้งก่อนทำ กำลังทำ และหลังทำเสมอ
- หน้า ๑๒๕–๑๓๓ ๒. มหาราหุโลวาทสูตร ระหว่างเสด็จบิณฑบาต ทรงสอนพระราหุลให้พิจารณาขันธ์ ๕ ว่าไม่ใช่ตัวตน พระสารีบุตรแนะให้เจริญอานาปานสติ ทรงแสดงธาตุ ๕ ภาวนา ๖ อย่าง และอานาปานสติ ๑๖ ขั้นโดยละเอียด
- หน้า ๑๓๓–๑๔๑ ๓. จูฬมาลุงกยสูตร พระมาลุงกยบุตรข้องใจที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาอัพยากตะ ๑๐ ประการ จนขู่จะลาสิกขา พระพุทธเจ้าทรงอุปมาด้วยบุรุษต้องลูกศรอาบยาพิษที่ไม่ยอมถอนลูกศรจนกว่าจะรู้รายละเอียดผู้ยิง ทรงชี้ว่าปัญหาเหล่านั้นไม่เป็นประโยชน์ ทรงตอบเฉพาะอริยสัจ ๔
- หน้า ๑๔๒–๑๔๙ ๔. มหามาลุงกยสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายเรื่องโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ พระมาลุงกยบุตรตอบเพียงชื่อ ทรงตำหนิด้วยอุปมาเด็กอ่อน จึงทรงแสดงมรรคและปฏิปทาละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ผ่านรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๓
- หน้า ๑๕๐–๑๖๔ ๕. ภัททาลิสูตร พระพุทธเจ้าทรงชวนภิกษุฉันอาหารมื้อเดียว พระภัททาลิปฏิเสธเพราะกลัวลำบากกาย จนถูกสงฆ์ตำหนิและสำนึกผิด พระพุทธเจ้าทรงตรัสเหตุที่ภิกษุถูกข่มขี่หรือไม่ถูกข่มขี่ในอธิกรณ์ และทรงแสดงองค์คุณ ๑๐ ของภิกษุผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลกด้วยอุปมาม้าอาชาไนยที่ฝึกจนหมดพยศ
- หน้า ๑๖๔–๑๗๗ ๖. ลฏุกิโกปมสูตร พระอุทายีปลื้มใจที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล พระพุทธเจ้าทรงอุปมาความติดในความผิดเล็กน้อยด้วยนางนกมูลไถติดบ่วง เปรียบต่างกับช้างต้นที่สลัดโซ่หลุดง่าย ทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวกผู้ปฏิบัติเพื่อละอุปธิ กามคุณ ๕ รูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ
- หน้า ๑๗๗–๑๘๕ ๗. จาตุมสูตร ภิกษุอาคันตุกะ ๕๐๐ รูปนำโดยพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะส่งเสียงดังอื้ออึงที่บ้านจาตุมา พระพุทธเจ้าทรงขับไล่ เจ้าศากยะและท้าวสหัมบดีพรหมมาทูลขอให้ทรงอนุเคราะห์ภิกษุสงฆ์ จากนั้นทรงแสดงภัย ๔ ประการของกุลบุตรผู้บวชใหม่
- หน้า ๑๘๖–๑๙๔ นฬกปานสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถามกุลบุตรผู้มีชื่อเสียง มีพระอนุรุทธะเป็นต้น ว่ายังยินดีในพรหมจรรย์หรือไม่ ทรงสอนเรื่องการละนิวรณ์เพื่อบรรลุปีติสุข แล้วตรัสอธิบายเหตุที่ทรงพยากรณ์คุณวิเศษของสาวกผู้ล่วงลับว่าเป็นไปเพื่อความอยู่ผาสุกของพุทธบริษัท
- หน้า ๑๙๕–๒๐๐ โคลิสสานิสูตร พระสารีบุตรปรารภภิกษุชื่อโคลิสสานิผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรแต่มีมารยาททราม จึงแสดงธรรม ๑๘ ข้อที่ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรควรประพฤติเมื่อมาอยู่ในหมู่สงฆ์
- หน้า ๒๐๑–๒๑๔ กีฏาคิริสูตร (จบภิกขุวรรคที่ ๒) พระพุทธเจ้าเสด็จถึงกีฏาคีรีนิคม ทรงสอนเรื่องไม่ฉันโภชนะในราตรี พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะขัดขืนไม่ยอมเลิกฉันอาหารในเวลาวิกาล พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอบถามและแสดงธรรมเรื่องเวทนา ๓ บุคคล ๗ จำพวก ปิดท้ายภิกขุวรรคที่ ๒
- หน้า ๒๑๕–๒๑๘ จูฬวัจฉโคตตสูตร (เริ่มปริพพาชกวรรค) ปริพาชกชื่อวัจฉโคตรทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องคำกล่าวอ้างว่าพระองค์ทรงเป็นสัพพัญญูรู้เห็นทุกอย่างตลอดเวลา พระองค์ทรงแก้ไขว่าควรกล่าวว่าทรงมีวิชชา ๓ แทน แล้วตรัสว่าลัทธิเดียรถีย์อื่นว่างเปล่าจากคุณความดี
- หน้า ๒๑๙–๒๒๗ อัคคิวัจฉโคตตสูตร วัจฉโคตรปริพาชกทูลถามทิฏฐิ ๑๐ ประการ พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธทุกทิฏฐิเพราะเป็นรกชัฏคือทิฏฐิ แล้วตรัสอุปมาไฟดับเพราะสิ้นเชื้อ อธิบายว่าตถาคตพ้นแล้วจากการเรียกด้วยขันธ์ ๕ วัจฉโคตรปริพาชกเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๒๒๘–๒๓๙ มหาวัจฉโคตตสูตร วัจฉโคตรปริพาชกทูลขอให้แสดงกุศลธรรมและอกุศลธรรมโดยย่อ พระพุทธเจ้าตรัสตอบเรื่องอกุศลมูล-กุศลมูลและกรรมบถ ๑๐ ตรัสว่ามีสาวกทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์บรรลุธรรมจำนวนมาก วัจฉโคตรจึงขอบวช เรียนสมถะวิปัสสนาและอภิญญา ๖ จนบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๒๓๙–๒๔๔ ทีฆนขสูตร ปริพาชกอัคคิเวสสนะ (ทีฆนขะ หลานสัจจกะ) ทูลทิฏฐิว่าสิ่งทั้งปวงไม่เป็นที่พอใจแก่ตน พระพุทธเจ้าทรงชี้โทษของทิฏฐิ ๓ แบบที่ก่อวิวาท แล้วแสดงกายและเวทนาโดยความไม่เที่ยง พระสารีบุตรผู้ถวายงานพัดอยู่ได้บรรลุอรหัตต์ ทีฆนขะได้ดวงตาเห็นธรรม
- หน้า ๒๔๕–๒๕๙ มาคัณฑิยสูตร พราหมณ์มาคัณฑิยปริพาชกกล่าวหาว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ทำลายความเจริญเพราะสอนให้สำรวมอินทรีย์ พระองค์ทรงเปรียบผู้บริโภคกามเหมือนคนโรคเรื้อนที่หลงว่าไฟร้อนเป็นสุข ทรงเปล่งอุทาน 'ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง' มาคัณฑิยะขอบวชและบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๒๖๐–๒๗๘ สันทกสูตร พระอานนท์แสดงธรรมแก่สันทกปริพาชกและบริษัท ๕๐๐ คน ว่าด้วยลัทธิที่ไม่ใช่การประพฤติพรหมจรรย์ ๔ ลัทธิ และพรหมจรรย์ที่ไม่น่าวางใจ ๔ ประการ แล้วแสดงพรหมจรรย์ที่ควรประพฤติคือฌาน ๔ และวิชชา ๓ สันทกปริพาชกส่งบริษัทของตนไปบวชในพระพุทธศาสนา
- หน้า ๒๗๘–๓๐๖ มหาสกุลุทายิสูตร พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาสกุลุทายีปริพาชกซึ่งกำลังสนทนาดิรัจฉานกถา สกุลุทายีเล่าว่าสาวกของครูทั้ง ๖ ไม่เคารพเชื่อฟังครูของตน ต่างจากสาวกพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงปฏิเสธเหตุผลของสกุลุทายีทีละข้อ แล้วตรัสธรรม ๕ ประการที่แท้จริง คือ อธิศีล ญาณทัสสนะ อธิปัญญา การตอบปัญหาอริยสัจ และการนำสาวกเจริญโพธิปักขิยธรรมจนบรรลุอภิญญา
- หน้า ๓๐๗–๓๑๗ สมณมุณฑิกสูตร ช่างไม้ปัญจกังคะสนทนากับปริพาชกอุคคาหมานะ สมณมุณฑิกาบุตร ผู้บัญญัติว่าบุคคลมีธรรม ๔ ประการเป็นสมณะบริบูรณ์ พระพุทธเจ้าทรงคัดค้านว่าเช่นนั้นแม้เด็กอ่อนก็นับเป็นสมณะบริบูรณ์ได้ แล้วทรงแสดงธรรม ๑๐ ประการว่าเป็นเครื่องกำหนดสมณะที่แท้จริง
- หน้า ๓๑๗–๓๓๐ จูฬสกุลุทายิสูตร พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาสกุลุทายีปริพาชกอีกครั้ง ทรงปฏิเสธตอบปัญหาเรื่องขันธ์ส่วนอดีต-อนาคต แล้วซักถามเรื่อง 'วรรณะสูงสุด' จนสกุลุทายีจนแต้ม จากนั้นตรัสเรื่องโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวกับข้อปฏิบัติคือฌาน ๔ สกุลุทายีเลื่อมใสขอบวชแต่ถูกบริษัทของตนห้ามไว้
- หน้า ๓๓๑–๓๓๖ เวขณสสูตร (จบปริพพาชกวรรค) ปริพาชกเวขณสะ (กัจจานะ) กล่าวอ้างว่า 'วรรณะแห่งอัตตา' เป็นสิ่งสูงสุด พระพุทธเจ้าทรงซักถามจนแสดงว่าคำกล่าวนั้นเลื่อนลอย แล้วตรัสเรื่องกามคุณ ๕ และสุขที่ยิ่งกว่ากามสุข เวขณสะเลื่อมใสแสดงตนเป็นอุบาสก จบปริพาชกวรรคที่ ๓
- หน้า ๓๓๗–๓๔๘ ฆฏิการสูตร (เริ่มราชวรรค) พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องช่างหม้อชื่อฆฏิการะแห่งเวคฬิงคนิคม ผู้เป็นอุปัฏฐากเลิศของพระกัสสปพุทธเจ้า ชักชวนสหายโชติปาลมาณพให้ไปเข้าเฝ้าจนได้บวชสำเร็จ ท้ายสูตรพระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์เองคือโชติปาลมาณพในอดีตชาตินั้น
- หน้า ๓๔๙–๓๗๑ รัฏฐปาลสูตร กุลบุตรรัฏฐปาละแห่งถุลลโกฏฐิตนิคมฟังธรรมแล้วปรารถนาบวช แต่บิดามารดาไม่อนุญาต จึงนอนอดอาหารประท้วงจนเกือบตาย สุดท้ายได้รับอนุญาตและบรรลุอรหัตตผล เมื่อกลับไปบิณฑบาตที่บ้านถูกบิดาด่าว่า จึงแสดงคาถาว่าด้วยความไม่เที่ยงของร่างกาย และแสดงธัมมุทเทส ๔ ประการแด่พระเจ้าโกรัพยะ
- หน้า ๓๗๒–๓๘๒ มฆเทวสูตร พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องพระเจ้ามฆเทวะแห่งกรุงมิถิลา ผู้ทรงตั้งประเพณีออกผนวชเมื่อทรงเห็นผมหงอกบนพระเศียร ประเพณีสืบทอดมา ๘๔,๐๐๐ ชั่วกษัตริย์จนถึงพระเจ้านิมิ แต่ขาดสูญในรัชกาลพระเจ้ากฬารกชนก พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์คือพระเจ้ามฆเทวะในอดีตชาติ และวัตรอันงามที่แท้จริงคืออริยมรรคมีองค์ ๘
- หน้า ๓๘๒–๓๙๑ มธุรสูตร พระเจ้ามธุระ อวันตีบุตร เสด็จไปหาพระมหากัจจานะ ตรัสถามเรื่องทิฏฐิพราหมณ์ที่ว่าวรรณะพราหมณ์ประเสริฐที่สุด พระมหากัจจานะทรงหักล้างด้วยเหตุผลว่าทุกวรรณะสามารถมั่งมี ทำชั่ว หรือทำดีได้เท่ากัน พระเจ้ามธุระทรงเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๓๙๒–๔๒๐ โพธิราชกุมารสูตร โพธิราชกุมารทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าเสวยภัตตาหารที่ปราสาทโกกนุท ไม่ทรงเหยียบผ้าขาวที่ปูลาดไว้เพราะทรงเห็นแก่ชนรุ่นหลัง แล้วทรงเล่าพุทธประวัติโดยละเอียดตั้งแต่ทรงศึกษากับอาฬารดาบสและอุทกดาบส ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาจนซูบผอม แล้วบรรลุฌาน ๔ และวิชชา ๓ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พรหมอาราธนาแสดงธรรม และทรงแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์
- หน้า ๔๒๑–๔๓๓ อังคุลิมาลสูตร โจรองคุลิมาลผู้ฆ่าคนตัดนิ้วร้อยเป็นพวงมาลัยไล่ตามพระพุทธเจ้าแต่ตามไม่ทัน ได้ฟังพระดำรัส 'เราหยุดแล้ว' จนสำนึกและทูลขอบวช ท่านอธิษฐานสัจจวาจาว่าตั้งแต่เกิดโดยอริยชาติไม่เคยจงใจปลงชีวิตสัตว์ ช่วยให้หญิงมีครรภ์คลอดง่าย ท่านถูกชาวบ้านขว้างปาแม้บรรลุอรหัตต์แล้ว
- หน้า ๔๓๓–๔๔๒ ปิยชาติกสูตร คหบดีเศร้าโศกเพราะบุตรชายคนเดียวตาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าโสกะปริเทวะทุกข์เกิดจากสิ่งเป็นที่รัก พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงกริ้วพระนางมัลลิกาที่เห็นคล้อยตาม แต่พระนางทรงใช้เหตุผลถามพระเจ้าปเสนทิถึงคนและแคว้นอันเป็นที่รักของพระองค์ จนทรงยอมรับและทรงอภิวาทพระพุทธเจ้า
- หน้า ๔๔๒–๔๔๙ พาหิติกสูตร พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปสนทนากับพระอานนท์ที่ฝั่งแม่น้ำอจิรวดี ตรัสถามว่ากายกรรม วจีกรรม มโนกรรมแบบใดที่วิญญูชนติเตียนหรือไม่ติเตียน พระอานนท์ไขให้ฟังว่าคือกรรมที่มีโทษหรือไม่มีโทษ พระเจ้าปเสนทิโกศลพอพระทัยมากจึงถวายผ้าพาหิติกาแด่พระอานนท์
- หน้า ๔๔๙–๔๕๙ ธัมมเจติยสูตร พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่นิคมเมทฬุปะ แคว้นสักกะ ทรงจุมพิตพระยุคลบาทด้วยความเคารพยิ่ง ตรัสเหตุผลความเลื่อมใสในพระธรรมวินัยดุจธรรมเจดีย์ เช่น ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ตลอดชีวิต และความสมัครสมานสามัคคีของหมู่สงฆ์
- หน้า ๔๕๙–๔๗๐ กัณณกัตถลสูตร (จบราชวรรคที่ ๔) พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ตำบลกัณณกัตถละ ทูลถามเรื่องความเป็นสัพพัญญู ความบริสุทธิ์ของวรรณะ ๔ จำพวก และเทวดา-พรหมมีจริงหรือไม่ พระอานนท์โต้ตอบวิฑูฑภเสนาบดีด้วยอุปมาเรื่องอำนาจพระราชา จบราชวรรคที่ ๔
- หน้า ๔๗๑–๔๙๐ พรหมายุสูตร (เริ่มพราหมณวรรค) พราหมณ์ชื่อพรหมายุวัย ๑๒๐ ปี ส่งศิษย์อุตตรมาณพไปตรวจมหาปุริสลักษณะของพระพุทธเจ้าก่อน เมื่อมั่นใจแล้วจึงเข้าเฝ้าเอง ได้ฟังอนุปุพพีกถาและอริยสัจ บรรลุธรรมเป็นโสดาบัน ถวายภัตตาหาร ๗ วันแล้วสิ้นชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอนาคามีไปเกิดในพรหมโลก
- หน้า ๔๙๐–๕๐๑ เสลสูตร พราหมณ์เสละ อาจารย์ของมาณพ ๓๐๐ คน ได้ยินคำว่า 'พุทธะ' จากเกณิยชฎิลผู้เตรียมภัตตาหารถวาย จึงพาศิษย์ไปเฝ้า ตรวจมหาปุริสลักษณะแล้วเลื่อมใส ทูลขอบวชพร้อมศิษย์ทั้ง ๓๐๐ คน ทุกรูปบรรลุอรหัตตผลภายใน ๗-๘ วัน
- หน้า ๕๐๑–๕๑๕ อัสสลายนสูตร มาณพอัสสลายนะถูกพราหมณ์ ๕๐๐ คนขอร้องให้โต้วาทะกับพระพุทธเจ้าเรื่องความบริสุทธิ์เฉพาะวรรณะพราหมณ์ ทรงหักล้างด้วยอุปมาว่านางพราหมณีก็มีระดูมีครรภ์เหมือนวรรณะอื่น วรรณะในแคว้นโยนก-กัมโพชะมีเพียง ๒ ประเภท ตรัสเล่าเรื่องฤๅษีอสิตเทวละที่พราหมณ์ฤๅษี ๗ ตนสาปแช่งแต่กลับงามยิ่งขึ้น สอนว่าพราหมณ์เองก็ไม่รู้บรรพบุรุษตนบริสุทธิ์จริงหรือไม่ เปรียบลูกม้ากับลาผสมกันเรียกว่าล่อ ไม่ใช่ม้าหรือลาไปเสียทีเดียว ชี้ว่าการแบ่งวรรณะโดยกำเนิดไม่มีเหตุผลรองรับ อัสสลายนมาณพเลื่อมใสยิ่ง ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
- หน้า ๕๑๕–๕๓๐ โฆฏมุขสูตร พราหมณ์ชื่อโฆฏมุขะกล่าวหาท่านพระอุเทนว่าการบวชที่ถูกต้องไม่มี ท่านพระอุเทนจึงแสดงบุคคล ๔ จำพวก (ทำตนเดือดร้อน ทำผู้อื่นเดือดร้อน ทำทั้งสองอย่าง และไม่ทำทั้งสองอย่าง) จำแนกถึงการบวชเปลือยกายบำเพ็ญทุกกรกิริยา การฆ่าสัตว์บูชายัญของกษัตริย์ และมรรคาของภิกษุตั้งแต่ศีล อินทรียสังวร สติสัมปชัญญะ ฌาน ๔ จนถึงวิชชา ๓ ชี้ว่ามีเพียงพระอรหันต์เท่านั้นที่ไม่เบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่น โฆฏมุขพราหมณ์เลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะแม้พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว และสร้างโรงฉัน "โฆฏมุขี" ถวายสงฆ์ในเมืองปาตลีบุตร
- หน้า ๕๓๐–๕๔๗ จังกีสูตร พระผู้มีพระภาคประทับที่ป่าเทพวัน ใกล้บ้านโอปาสาทะ แคว้นโกศล พราหมณ์จังกีพาคณะไปเข้าเฝ้า มาณพหนุ่มชื่อกาปทิกะทูลถามเรื่องมนตร์พราหมณ์ที่เชื่อว่า "นี้เท่านั้นจริง อื่นไม่จริง" พระพุทธองค์ทรงชี้ว่าแม้ฤๅษีบุรพาจารย์ผู้แต่งมนตร์เองก็ไม่เคยกล่าวเช่นนั้น เปรียบดุจแถวคนตาบอด แล้วทรงแสดงลำดับธรรมการรักษาสัจจะ การรู้สัจจะ และการบรรลุสัจจะ ว่าอาศัยศรัทธา เข้าไปหา ฟังธรรม พิจารณา จนเกิดปัญญาแจ้งปรมัตถสัจจะ มิใช่เพียงเชื่อหรือฟังตามกันมา กาปทิกมาณพเลื่อมใสยิ่ง ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
- หน้า ๕๔๗–๕๕๗ เอสุการีสูตร พราหมณ์เอสุการีเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ พระเชตวัน ทูลถามเรื่องพราหมณ์บัญญัติการบำเรอ ๔ ประเภทและทรัพย์ประจำแต่ละวรรณะ พระพุทธองค์ทรงเปรียบบัญญัตินี้เหมือนแขวนเนื้ออาบยาพิษให้คนกินฝ่ายเดียวโดยไม่มีใครยินยอม ตรัสว่าการบำเรอที่ควรทำคือสิ่งที่นำมาซึ่งความดี ไม่ใช่ตามชนชั้น โลกุตตรธรรมต่างหากคือทรัพย์แท้ของบุคคล มิใช่ตระกูลหรือวรรณะ ทรงยกอุปมาไฟที่สีจากไม้ต่างชนิดก็ให้แสงสว่างเท่ากัน กุลบุตรวรรณะทั้ง ๔ ที่ออกบวชประพฤติดีย่อมเสมอกัน เอสุการีพราหมณ์เลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
- หน้า ๕๕๗–๕๗๒ ธนัญชานิสูตร พระสารีบุตรทราบว่าธนัญชานิพราหมณ์แห่งกรุงราชคฤห์ประมาท อ้างว่าจำต้องประพฤติไม่เป็นธรรมเพื่อเลี้ยงดูมารดาบิดา บุตรภรรยา ทาส ญาติ แขก เทวดา และพระราชา จึงไปซักถาม พระสารีบุตรแย้งว่าไม่มีข้ออ้างใดช่วยพ้นนรกได้ ต่อมาธนัญชานิป่วยหนักใกล้ตาย พระสารีบุตรไปเยี่ยม เห็นว่าน้อมใจไปทางพรหมโลกจึงแสดงพรหมวิหาร ๔ ธนัญชานิสิ้นใจไปเกิดในพรหมโลกจริง แต่พระพุทธเจ้ากลับตำหนิพระสารีบุตรว่าให้ธนัญชานิดำรงอยู่เพียงพรหมโลกชั้นต่ำ ทั้งที่ยังมีกิจควรทำยิ่งขึ้นไปได้
- หน้า ๕๗๒–๕๘๓ วาเสฏฐสูตร วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพโต้เถียงกันว่าอะไรทำให้บุคคลเป็นพราหมณ์ ภารทวาชะเห็นว่าเป็นเพราะชาติกำเนิดบริสุทธิ์ วาเสฏฐะเห็นว่าเป็นเพราะศีลและวัตร ทั้งสองไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทูลถาม พระองค์ตรัสตอบเป็นคาถาว่าสัตว์เดรัจฉานแต่ละชนิดต่างกันไปตามกำเนิด แต่มนุษย์ไม่ได้ต่างกันเช่นนั้น การเรียกชาวนา ช่างศิลป์ พ่อค้า คนรับใช้ โจร หรือพระราชา ล้วนเป็นไปตามกรรมที่ทำ มิใช่ชาติกำเนิด พราหมณ์ที่แท้จริงคือผู้หมดกิเลสสิ้นอาสวะบรรลุอรหัตตผลแล้วเท่านั้น ทั้งสองเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
- หน้า ๕๘๓–๕๙๘ สุภสูตร สุภมาณพ บุตรของโตเทยยพราหมณ์ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคที่พระเชตวัน ทูลถามว่าคฤหัสถ์หรือบรรพชิตยังกุศลธรรมเครื่องนำออกจากทุกข์ให้สำเร็จกว่ากัน และเรื่องธรรม ๕ ประการที่พราหมณ์บัญญัติเพื่อทำบุญ คือ สัจจะ ตบะ พรหมจรรย์ การเรียนมนตร์ และการบริจาค พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรม ๕ นี้มีมากในบรรพชิตยิ่งกว่าคฤหัสถ์ แล้วทรงแสดงทางเข้าถึงความเป็นสหายพรหมด้วยพรหมวิหาร ๔ สุภมาณพเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก ระหว่างทางกลับพบพราหมณ์ชาณุสโสณิ เล่าคำสอนให้ฟัง ชาณุสโสณิจึงน้อมไหว้ไปทางที่ประทับด้วยความปีติ
- หน้า ๕๙๘–๖๑๔ สังคารวสูตร (จบพราหมณวรรค + จบเล่ม) นางธนัญชานีพราหมณีเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า เปล่งอุทานนอบน้อมเสมอ จนสังคารวมาณพติเตียนนาง นางท้าให้ไปเข้าเฝ้าเอง สังคารวะทูลถามเรื่องสมณพราหมณ์ ๓ จำพวกที่อ้างตนตรัสรู้ (ฟังตามกันมา เชื่ออย่างเดียว รู้ยิ่งเอง) พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงเป็นจำพวกรู้ยิ่งเอง แล้วทรงแสดงพุทธประวัติโดยย่อ ตั้งแต่ออกผนวช ศึกษาในสำนักอาฬารดาบสและอุทกดาบสแต่ไม่พอพระทัย บำเพ็ญทุกกรกิริยาจนซูบผอม ก่อนเปลี่ยนวิธี บำเพ็ญฌาน ๔ บรรลุวิชชา ๓ ตรัสรู้ สังคารวะเลื่อมใสยิ่ง ขอถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต จบพราหมณวรรคและมัชฌิมปัณณาสก์บริบูรณ์
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐