กถาวัตถุ

ฉบับ มจร. · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๓๗ · ๙๔๖ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๗๘ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๐ ปุคคลกถา ๑.สุทธสัจฉิกัฏฐะ (นิคคหะ ๑-๒) เปิดคัมภีร์กถาวัตถุด้วยกถาที่มีชื่อเสียงที่สุด: สกวาที(เถรวาท)ซักปรวาที(ฝ่ายปุคคลวาทะ)ว่าหยั่งรู้'บุคคล'ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์หรือไม่ ใช้กลไกโต้วาทีทางการ(อนุโลมปัญจกะ-ปฏิกัมมจตุกกะ-นิคคหจตุกกะ-อุปนยนจตุกกะ-นิคคมจตุกกะ)พิสูจน์ว่าตอบรับหรือปฏิเสธก็ขัดแย้งในตัวเอง วางกรอบวิธีโต้วาทีที่ใช้ซ้ำตลอดทั้งคัมภีร์
  2. หน้า ๑๐–๑๕ ปุคคลกถา ๒-๔ โอกาส/กาล/อวัยวสัจฉิกัฏฐะ (นิคคหะ ๓-๗) ทดสอบว่าหยั่งรู้บุคคลได้'ในโอกาสทั้งปวง' 'ในกาลทั้งปวง' 'ในอวัยวะทั้งปวง'หรือไม่ ทั้งด้านอนุโลมปัจจนีกะและปัจจนีกานุโลมะ(กลับด้าน) ปรวาทีปฏิเสธทุกข้อ ถูกลงนิคคหะซ้ำๆ
  3. หน้า ๑๖–๒๒ ปุคคลกถา ๕.สุทธิกสังสันทนะ เทียบเคียงบุคคลกับขันธ์๕ อายตนะ๑๒ ธาตุ๑๘ อินทรีย์๒๒ ทีละอย่าง ปรวาทีตอบ'ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น'ทุกครั้ง ปิดท้ายด้วยการอ้างพระพุทธพจน์'บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่'เป็นหลักฐานสนับสนุนฝ่ายตน แต่ถูกปฏิกรรมกลับด้วยตรรกะเดิม
  4. หน้า ๒๒–๓๐ ปุคคลกถา ๖.โอปัมมสังสันทนะ ใช้อุปมาเทียบเคียงคู่ขันธ์ต่างๆ(รูปกับเวทนาเป็นคนละอย่าง)แล้วสรุปว่าบุคคลกับรูปก็ต้องเป็นคนละอย่างด้วย ซ้อนตรรกะบีบให้ปรวาทีเห็นข้อขัดแย้ง
  5. หน้า ๓๑–๓๗ ปุคคลกถา ๗-๘.จตุกกนยสังสันทนะ, ลักขณยุตติ ทดสอบด้วยนัย๔ (เป็น/อาศัย/เป็นอื่นจาก/ถูกอาศัย)กับขันธ์-อายตนะ-ธาตุ-อินทรีย์ทั้งหมด แล้วซักถามลักษณะบุคคลโดยตรง(เที่ยง/ไม่เที่ยง มี/ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง)ปรวาทีปฏิเสธทุกข้อทั้งบวกลบ แสดงว่าไม่อาจกำหนดลักษณะใดให้บุคคลได้เลย
  6. หน้า ๓๘–๔๓ ปุคคลกถา ๙-๑๐.วจนโสธนะ, ปัญญัตตานุโยคะ ซักฟอกถ้อยคำ'บุคคลเป็นสภาวะที่หยั่งรู้ได้'จนปรวาทีติดกับดักว่าบุคคลแบ่งส่วนได้ จากนั้นซักถามเรื่องบัญญัติ(ผู้มีรูป/ไม่มีรูปเป็นบุคคลหรือไม่ คู่ชื่อ'กาย-สรีระ'เทียบ'บุคคล-ชีวะ')
  7. หน้า ๔๔–๕๔ ปุคคลกถา ๑๑.คติอนุโยคะ หัวข้อเข้มข้นที่สุดของกถานี้: ถกเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดของบุคคลว่าเป็น'คนเดียวกัน'หรือ'คนละคน' ยกตัวอย่างมนุษย์เกิดเป็นเทวดา/ยักษ์/เปรต/สัตว์นรก/สัตว์ดิรัจฉาน การเปลี่ยนวรรณะ ผู้พิการ ปรวาทีอ้างพระสูตร'ท่องเที่ยว๗ชาติ' สกวาทีชี้ว่าถ้าถือคนเดียวกันแท้จริงจะไม่มีความตาย ไม่มีปาณาติบาต ขัดกฎแห่งกรรม ปิดท้ายด้วยโศลกคู่ขนานอุจเฉท-สัสสตทิฏฐิ เป็นแก่นปัญหาอัตตา-อนัตตาที่ลึกที่สุดในกถานี้
  8. หน้า ๕๔–๖๙ ปุคคลกถา ๑๒.อุปาทาปัญญัตตานุโยคะ ซักถามเรื่องอุปาทาบัญญัติ: ถ้าบุคคลถูกบัญญัติเพราะอาศัยขันธ์๕ ก็ต้องไม่เที่ยงเหมือนขันธ์นั้น ทดสอบกรณีเฉพาะ(รูปสีเขียว-บุคคลสีเขียว, จักษุดับ-บุคคลดับ)นับจำนวนบุคคลตามจำนวนขันธ์/อายตนะ/ธาตุ อุปมาต้นไม้-เงา บ้าน-ชาวบ้าน รัฐ-พระราชา ถกอัตลักษณ์บุคคลข้ามขณะจิต ปิดท้ายด้วยทิพยจักษุพระพุทธเจ้า(ทรงเห็นรูป ไม่ใช่บุคคลปรมัตถ์) จบ'อุปาทาปัญญัตตานุโยคะ จบ'หน้า๖๙
  9. หน้า ๖๙–๘๕ ปุคคลกถา ๑๓.ปุริสการานุโยคะ (กัลยาณวรรค) ปรวาทีอ้างว่าเพราะหยั่งรู้กรรมดี-ชั่วได้ จึงต้องหยั่งรู้'บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำ'ได้ด้วย สกวาทีปฏิเสธด้วย regress ไม่รู้จบ เทียบกับนิพพาน มหาปฐพี มหาสมุทร ภูเขาสิเนรุ ขยายไปสู่'ผู้เสวยวิบาก' จบ'กัลยาณวรรคที่๑ จบ'หน้า๘๕
  10. หน้า ๘๖–๙๒ ปุคคลกถา ๑๔-๒๐.อภิญญา/ญาตกาทิ/ปฏิเวธ/สังฆานุโยคะ ปรวาทีอ้างสามัญสำนึกหลายด้าน(อภิญญา๖ มารดาบิดาวรรณะ๔ อริยบุคคล๔คู่๘บุคคล พระสงฆ์)เพื่อพิสูจน์บุคคลปรมัตถ์ สกวาทีใช้ตรรกะ'เปลี่ยนสถานะ'(ไม่เคยเป็นแล้วมาเป็น)และเหตุผลที่พระพุทธเจ้าปรากฏ-ปรินิพพานหักล้างทุกข้อ
  11. หน้า ๙๒–๑๐๙ ปุคคลกถา ๒๑.สัจฉิกัตถสภาคานุโยคะ (ปิดกถาที่๑) บุคคลเป็นสังขตะ/อสังขตะ? ปรินิพพานแล้วมีอยู่/ไม่มีในนิพพาน? ปรวาทีปฏิเสธทุกทางแม้ยอมรับพุทธพจน์เรื่องธาตุ๒ จากนั้นยกสุตตาหารณะจำนวนมาก(สติปัฏฐาน คาถาโมฆราชสูตร คาถาวชิราภิกษุณี'เหมือนเสียงพูดว่ารถ' สูตรอานนท์เรื่อง'โลกว่าง' อุปมาหม้อเนยใส)ล้วนสนับสนุนอนัตตา จบด้วยอุทาน๘ประเด็น ปิดปุคคลกถา(กถาที่๑)ทั้งหมดหน้า๑๐๘-๑๐๙
  12. หน้า ๑๐๙–๑๑๑ ปริหานิกถา (๒) ๑.วาทยุตติปริหานิ เปิดกถาที่๒: พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้หรือไม่ ปรวาทียืนยันเสื่อมได้แต่ปฏิเสธว่าเสื่อมได้ทุกโอกาส/กาล/ทุกองค์ อันขัดแย้งในตัว จบ'วาทยุตติปริหานิ จบ'หน้า๑๑๑
  13. หน้า ๑๑๑–๑๓๗ ปริหานิกถา ๒.อริยปุคคลสังสันทนปริหานิ เทียบตรรกะความเสื่อมข้ามระดับอริยบุคคล(ถ้าอรหันต์เสื่อมได้ เหตุใดโสดาบัน/สกทาคามี/อนาคามีเสื่อมไม่ได้) ไล่เรียงเหตุผลหลายชุด: เปรียบเทียบผู้ละกิเลสมากกว่ากัน แม้เห็นอริยสัจ๔ครบก็ยังเสื่อมได้ แม้ละสังโยชน์แล้วก็ยังเสื่อมได้ สกวาทีโต้ด้วยอุปมาต้นตาลถูกตัดรากถอนโคน และยกชื่อพระอรหันตสาวกจริง(สารีบุตร โมคคัลลานะ)เป็นตัวอย่างว่าไม่เสื่อม
  14. หน้า ๑๓๘–๑๔๔ ปริหานิกถา ๓.สุตตสาธนปริหานิ (ปิดกถาที่๒) สกวาทีอ้างพระสูตร๓บทหักล้างปรวาที(คาถาปฏิปทาสูงต่ำ, กิเลสวัฏถูกตัดแล้ว, ภูเขาหินแท่งทึบไม่สะเทือน) ปรวาทีอ้างสูตร'ธรรม๕ประการเหตุเสื่อมแก่ภิกษุสมยวิมุต' สกวาทีชี้ข้อขัดแย้งภายใน ปิดท้ายด้วยพระอรหันต์เป็นผู้'ละแล้วจึงดำรงอยู่' ไม่ใช่'กำลังละอยู่'
  15. หน้า ๑๔๕–๑๕๔ พรหมจริยกถา (๓) ๑.สุทธพรหมจริยกถา พรหมจรรย์มีในหมู่เทวดาหรือไม่ สกวาทีโต้ว่าเทวดาไม่ใช่ผู้โง่เขลา รูปแบบภายนอกของการบวชหรือการที่พระพุทธเจ้าอุบัติเฉพาะโลกมนุษย์ไม่ใช่เงื่อนไขจำเป็น ปิดท้ายด้วยกรณีพระอนาคามีจุติไปเกิดสุทธาวาสแล้วบรรลุอรหัตตผลที่นั่น ยืนยันพรหมจรรย์มีในหมู่เทวดา
  16. หน้า ๑๕๕–๑๕๙ พรหมจริยกถา ๒.สังสันทนพรหมจริยกถา (ปิดกถา) ขยายกรณีพระอนาคามีในสุทธาวาส ทดสอบด้วยการเทียบเคียงมรรค-ผลต่างภพ อุปมาเนื้อถูกยิงด้วยลูกศรวิ่งไปไกลแล้วตาย(=มรรคที่เจริญในโลกนี้ให้ผลในสุทธาวาส)ขยายจนไร้เหตุผล จบพรหมจริยกถาหน้า๑๕๙
  17. หน้า ๑๕๙–๑๖๖ โอธิโสกถา (๓ข) ผู้ปฏิบัติเพื่อโสดาปัตติผลละกิเลสได้'เป็นส่วนๆ'(ทีละสัจจะ)หรือไม่ สกวาทีชี้ข้อขัดแย้งเชิงอัตลักษณ์บุคคล(บุคคลเดียวกัน'ส่วนหนึ่งเป็นพระโสดาบัน อีกส่วนไม่เป็น') ปรวาทีอ้างคาถาช่างทองขัดสนิมทองทีละน้อย สกวาทีโต้ด้วยพระสูตรมาตรฐาน๒บทว่าพระโสดาบันละสังโยชน์๓พร้อมกันในขณะจิตเดียว
  18. หน้า ๑๖๗–๑๗๔ ชหติกถา (๔) นสุตตาหรณกถา+สุตตาหรณกถา ปุถุชนละกามราคะ-พยาบาทได้จริงหรือ(ด้วยฌานรูปาวจร) สกวาทีชี้ว่าเป็นเพียง'ข่ม'(วิกขัมภนะ)ไม่ใช่'ละ'อย่างแท้จริง อ้างพระสูตรครูทั้ง๖เข้าถึงพรหมโลกได้(ปรวาที)ปะทะสูตรครูสุเนตตะไม่พ้นทุกข์เพราะไม่แทงตลอดศีล-สมาธิ-ปัญญา-วิมุตติ(สกวาที) จบชหติกถาหน้า๑๗๔
  19. หน้า ๑๗๕–๑๘๙ สัพพมัตถีติกถา (๕) ๑-๒.วาทยุตติ, กาลสังสันทนะ ข้อถกเถียงชื่อดัง'สิ่งทั้งปวงมีอยู่'(คล้ายสัพพัตถิกวาท) แก่นการหักล้าง: 'อดีต'คือดับไปแล้ว การกล่าวว่า'อดีตมีอยู่'จึงขัดแย้งในตัว เช่นเดียวกับ'อนาคต'ที่ยังไม่เกิด มีเพียงปัจจุบันเท่านั้นที่'มีอยู่'ได้สมเหตุสมผล ใช้กับขันธ์๕ทั้งหมด
  20. หน้า ๑๘๙–๒๑๓ สัพพมัตถีติกถา ๓-๗.วจนโสธนา, อตีตจักขุ/ญาณ/อรหันตาทิกถา, อตีตหัตถาทิกถา ชุด reductio ต่อเนื่อง: อ้างว่า'สภาวะที่มีอยู่เป็นอดีตก็มี'จึงเกิดข้อขัดแย้ง(รวมทดสอบย้อนกับ'นิพพานมีอยู่')ไล่ผ่านอายตนะ(เห็นรูปอดีตด้วยจักขุอดีตไม่ได้)ญาณ(ทำกิจอริยสัจไม่ได้) และกิเลสของพระอรหันต์/อริยบุคคล(ถ้ากิเลสอดีตมีอยู่ พระอรหันต์ก็ยังมีกิเลส)ไปจนถึงภาพรูปธรรม(มือ เท้า กายที่ถูกยาพิษ/ไฟ/จองจำ)
  21. หน้า ๒๑๔–๒๑๘ สัพพมัตถีติกถา ๘-๙.อตีตักขันธาทิสโมธานกถา, ปทโสธนกถา, สุตตสาธนะ (ปิดกถา) reductio เชิงจำนวน: ถ้าขันธ์อดีต-อนาคต-ปัจจุบันแยกกันมีอยู่จริง จะกลายเป็นขันธ์๑๕ อายตนะ๓๖ ธาตุ๕๔ อินทรีย์๖๖ ปิดท้ายด้วยสงครามอ้างพระสูตรสองฝ่าย(พระสูตรขันธ์ vs พระสูตรผัคคุณะ/นันทกะ)จบวรรค สัพพมัตถีติกถา หน้า๒๑๘
  22. หน้า ๒๑๘–๒๒๙ อตีตักขันธาทิกถา (๖) ๑-๒.นสุตตสาธนะ, สุตตสาธนะ วรรคใหม่สลับบทบาท: ปรวาทีไล่ต้อนสกวาทีย้อนกลับว่า ถ้าอดีต/อนาคตเป็นขันธ์/อายตนะ/ธาตุ ก็ต้อง'มีอยู่'ไม่ใช่หรือ สกวาทีปฏิเสธทุกครั้ง ยืนยันจุดยืนเถรวาทจากอีกทิศทางหนึ่ง จบวรรคหน้า๒๒๙
  23. หน้า ๒๒๙–๒๓๖ เอกัจจมัตถีติกถา (๗) จุดยืนสายกลาง'บางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มี'(น่าจะหมายถึงกรรมอดีตที่ยังไม่ให้ผล) สกวาทีชี้ว่าความเป็นอดีตควรดับ-หาย-สูญเหมือนกันหมด แม้กรรมที่ยังไม่ให้ผลก็ดับไปแล้วเช่นกัน ปรวาทีแก้ตัวว่าเพราะ'จักให้ผล'จึงมีอยู่ ซึ่งเป็นการปฏิบัติต่ออดีตราวกับยังเป็นปัจจุบัน
  24. หน้า ๒๓๖–๒๔๘ สติปัฏฐานกถา (๘), เหวัตถีติกถา (๙, ปิดมหาวรรค) สภาวธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐานหรือไม่ - reductio ว่าจักขายตนะ ราคะ โทสะ ก็ต้องเป็นสติไปด้วย ปฏิเสธด้วยพระสูตรเอกายนมรรค; เหวัตถีติกถา: ธรรมแต่ละกาลและขันธ์'มีอยู่โดยสภาวะนี้ แต่ไม่มีอยู่โดยสภาวะนี้' ปิดมหาวรรคที่๑ทั้งหมดหน้า๒๔๘
  25. หน้า ๒๔๙–๒๖๒ ปรูปหารกถา (๑๐, เปิดทุติยวรรค) กถาชื่อดัง: ปรวาทีถือว่า'น้ำอสุจิของพระอรหันต์มีอยู่'โดยเทวดามารนำเข้าไปให้ สกวาทีคัดค้านว่าถ้าจริง ราคะกามราคะของพระอรหันต์ก็ต้องมีด้วย ขัดกับความบริสุทธิ์สมบูรณ์ของพระอรหันต์(เทียบต้นตาลถูกตัดรากถอนโคน) ใกล้เคียงข้อโต้แย้งเรื่อง'อรหันตปัญจวัตถุ'ของมหาเทวะที่นำไปสู่การแตกนิกายมหาสังฆิกะ
  26. หน้า ๒๖๒–๒๘๒ อัญญาณกถา (๑๑), กังขากถา (๑๒) พระอรหันต์ยังมี'ความไม่รู้'(อวิชชา)/'ความสงสัย'(วิจิกิจฉา)อยู่หรือไม่ สองกถาคู่ขนานปฏิเสธด้วยเหตุผลเดียวกัน ท้ายกถาปรวาทีอธิบายว่าหมายถึงความไม่รู้/สงสัยทางโลก(ชื่อคน เส้นทาง ชื่อพืช)ซึ่งสกวาทียอมรับข้อเท็จจริงแต่ไม่ให้เรียกว่า'อวิชชา/วิจิกิจฉา'ปนกับกิเลสที่ละแล้ว
  27. หน้า ๒๘๓–๒๙๑ ปรวิตารณกถา (๑๓) พระอรหันต์ยังต้องรับคำแนะนำจากผู้อื่นได้หรือไม่ สกวาทีหักล้างว่าพระอรหันต์ละกิเลสเด็ดขาด รู้เห็นเองไม่ต้องพึ่งผู้อื่น ท้ายกถายอมรับเพียงว่าผู้อื่นบอกเรื่องโลกียวิสัย(ชื่อคน ทาง ชื่อต้นไม้)แก่พระอรหันต์ได้ แต่ไม่มีใครแนะนำมรรคผลให้ท่านได้
  28. หน้า ๒๙๑–๓๐๒ วจีเภทกถา (๑๔) ผู้เข้าฌานยังเปล่งวาจาได้หรือไม่ สกวาทีไล่ต้อนว่าถ้าเช่นนั้นต้องเปล่งวาจาได้ทุกสมาบัติ ทุกอารมณ์กัมมัฏฐาน ถกเรื่องวิตกวิจารเป็น'วจีสังขาร' ปรวาทีอ้างพระสูตรเสียงเป็นปฏิปักษ์ต่อปฐมฌาน และเรื่องพระอภิภูประกาศธรรมด้วยเสียงดังไปทั่วหมื่นจักรวาลขณะอยู่ในพรหมโลก
  29. หน้า ๓๐๓–๓๑๕ ทุกขาหารกถา (๑๕), จิตตัฏฐิติกถา (๑๖), กุกกุฬกถา (๑๗) การเปล่งคำว่า'ทุกข์'นับเป็นการเจริญมรรคหรือไม่(ปฏิเสธ เพราะแม้ผู้ทำอนันตริยกรรมก็พูดคำนี้ได้); จิตดวงเดียวตั้งอยู่ได้นานถึงอายุเทวดา(๘๔,๐๐๐กัป)หรือไม่ - อ้างพุทธพจน์'ไม่มีสภาวธรรมใดเปลี่ยนแปลงเร็วเท่าจิต'และอุปมาลิงจับกิ่งไม้; สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้ารึงโดยไม่มีข้อยกเว้นหรือไม่ - สกวาทีชี้ว่าทาน ศีล ภาวนามีผลเยือกเย็นเป็นสุข
  30. หน้า ๓๑๖–๓๒๙ อนุปุพพาภิสมยกถา (๑๘) อริยสัจ๔ถูกแทงตลอด(อภิสมัย)ทีละสัจจะตามลำดับหรือพร้อมกันครั้งเดียว ถกรายละเอียดอภิธรรมว่าเมื่อเห็นสัจจะแต่ละข้อละกิเลสได้๑ใน๔ส่วน ปิดท้ายด้วยอุปมาน้ำทะเลลาดลงทีละน้อยและช่างทองขัดสนิมทอง(ปรวาที)ปะทะสูตรพระควัมปติ'เห็นทุกข์ก็ชื่อว่าเห็นสัจจะทั้ง๔'(สกวาที)
  31. หน้า ๓๒๙–๓๓๘ โวหารกถา (๑๙), นิโรธกถา (๒๐, ปิดทุติยวรรค) พระโวหารของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระหรือไม่ - อุปมาไม้เท้าทอง/ไม้เท้าละหุ่งชี้กองข้าวได้โดยไม่ต้องมีสภาวะเดียวกับสิ่งที่ชี้; นิโรธมี๒อย่างหรือไม่ - หากยอมรับนิพพานก็ต้องมี๒อย่างไปด้วย ขัดกับสภาวะนิพพานที่ไม่มีระดับ จบทุติยวรรคพร้อมสรุป๑๐กถา
  32. หน้า ๓๓๙–๓๔๕ พลกถา (๒๑, เปิดตติยวรรค) กำลัง๑๐ของพระตถาคต(ทศพลญาณ)มีทั่วไปแก่พระสาวกด้วยหรือไม่ สกวาทีไล่เรียงทีละข้อ ปฏิเสธว่าสาวกมีเสมอพระตถาคต ยกเว้นข้อสุดท้ายคืออาสวักขยญาณที่ยอมรับว่าสาวกมีได้เหมือนกัน แต่ยังต่างกันคนละอย่าง
  33. หน้า ๓๔๕–๓๕๔ อริยันติกถา (๒๒) กำลังของพระตถาคตเป็น'อริยะ'หรือไม่ สกวาทีซักว่าถ้าเป็นอริยะก็ต้องเป็นมรรคผลนิพพาน สติปัฏฐานฯลฯด้วยหรือไม่(ปฏิเสธ) ทำซ้ำแบบแผนนี้กับกำลังแต่ละข้อเทียบกับธรรมฝ่ายอริยมรรคทั่วไป แสดงว่ากำลังพระพุทธเจ้าเป็นญาณพิเศษต่างหาก
  34. หน้า ๓๕๔–๓๖๑ วิมุตติกถา (๒๓), วิมุจจมานกถา (๒๔) จิตที่ยังมีราคะหลุดพ้นได้หรือไม่(ปฏิเสธ ต้องปราศจากราคะโทสะโมหะเท่านั้นจึงหลุดพ้น); จิตที่หลุดพ้นแล้วชื่อว่า'กำลังหลุดพ้น'หรือไม่ - ปฏิเสธภาวะบรรลุธรรมแบบครึ่งๆกลางๆ อ้างพระสูตรจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ก่อนน้อมไปสู่ญาณสิ้นอาสวะ
  35. หน้า ๓๖๑–๓๗๒ อัฏฐมกกถา (๒๕), อัฏฐมกัสสอินทริยกถา (๒๖) 'บุคคลที่๘'(ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค)ละทิฏฐิ-วิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้วหรือไม่ - ต้องเข้าใจแบบ'จักไม่เกิดขึ้นอีก'ไม่ใช่ละสมบูรณ์; บุคคลที่๘มีอินทรีย์๕หรือไม่ - อ้างพระสูตรลำดับอินทรีย์๕จากปุถุชนถึงอรหันต์ยืนยันว่ามีแต่อ่อนกว่า
  36. หน้า ๓๗๓–๓๘๒ ทิพพจักขุกถา (๒๗), ทิพพโสตกถา (๒๘), ยถากัมมูปคตญาณกถา (๒๙) มังสจักษุ/มังสโสตะที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วกลายเป็นทิพยจักษุ/ทิพยโสตะได้หรือไม่ - ปฏิเสธเพราะสภาพ วิสัย โคจรต่างกัน อ้างจักษุ๓อย่าง(มังส ทิพย ปัญญา); ญาณรู้กรรมของสัตว์(ยถากัมมูปคตญาณ)เป็นทิพยจักษุหรือไม่ - ปฏิเสธ ยกพระสารีบุตรมีญาณนี้แต่ไม่มีทิพยจักษุเป็นตัวอย่าง
  37. หน้า ๓๘๒–๓๙๘ สังวรกถา (๓๐), อสัญญกถา (๓๑), เนวสัญญานาสัญญายตนกถา (๓๒, ปิดตติยวรรค) ความสำรวม(ศีล)มีในหมู่เทวดาหรือไม่; สัญญามีในหมู่อสัญญสัตว์(พรหมไม่มีสัญญา)หรือไม่ - ขัดกับชื่อภพเอง; สัญญามีในภพเนวสัญญานาสัญญายตนะหรือไม่ - เทียบกับภพอรูปอื่นที่มีขันธ์๔เท่ากันแต่ยอมรับว่ามีสัญญา จบวรรคที่๓พร้อมสรุป๑๑กถา
  38. หน้า ๓๙๙–๔๐๔ คิหิสสอรหาติกถา (๓๓, เปิดจตุตถวรรค), อุปปัตติกถา (๓๔) คฤหัสถ์เป็นพระอรหันต์ได้หรือไม่ - อ้างพระสูตรวัจฉโคตร(ปฏิเสธ)ปะทะตัวอย่างยสกุลบุตร อุตติยคหบดี เสตุมาณพ(ปรวาที); บุคคลเป็นพระอรหันต์พร้อมปฏิสนธิได้หรือไม่ - ยกพระเถระสำคัญ(สารีบุตร โมคคัลลานะ กัสสปะ)ไม่มีใครเป็นอรหันต์ตั้งแต่ปฏิสนธิ
  39. หน้า ๔๐๕–๔๑๘ อนาสวกถา (๓๕), สมันนาคตกถา (๓๖) สภาวธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะจริงหรือ - จะทำให้จักษุ-กายของอรหันต์เท่ากับมรรคผลนิพพาน ทั้งที่กายท่านยังถูกยาพิษ ศัสตรา ไฟกล้ำกรายได้; พระอรหันต์บริบูรณ์ด้วยผล๔พร้อมกันหรือไม่ - จะต้องเป็นโสดาบันหลายประเภทพร้อมกันซึ่งขัดแย้ง
  40. หน้า ๔๑๙–๔๒๔ อุเปกขาสมันนาคตกถา (๓๗), โพธิยาพุทโธติกถา (๓๘) พระอรหันต์บริบูรณ์ด้วยอุเบกขา๖ทางทวารพร้อมกันหรือไม่ - ไม่อาจเห็น-ได้ยิน-รู้อารมณ์ใจพร้อมกันทั้งหมด; ชื่อว่าพุทธะเพราะปัญญาที่เป็นอดีต/อนาคต/ปัจจุบันหรือไม่ - มีแต่ปัญญาปัจจุบันขณะเท่านั้นที่ทำกิจได้
  41. หน้า ๔๒๕–๔๓๕ ลักขณกถา (๓๙), นิยาโมกกันติกถา (๔๐) ผู้บริบูรณ์มหาปุริสลักษณะ๓๒เป็นพระโพธิสัตว์เสมอไปหรือไม่ - ยกพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีลักษณะครบแต่มิใช่โพธิสัตว์เป็นตัวอย่าง; ประเด็นสำคัญที่สุด: พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่นิยามในศาสนาพระกัสสปพุทธเจ้าหรือไม่ - อ้างพระคาถาตรัสแก่อุปกาชีวก('เราไม่มีอาจารย์...')และพระสูตร'จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว'คืนตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์
  42. หน้า ๔๓๕–๔๔๘ อปราปิสมันนาคตกถา (๔๑), สัพพสัญโญชนัปปหานกถา (๔๒, ปิดจตุตถวรรค) ถกซ้ำแนวสมันนาคตกถาแต่เปลี่ยนประธานเป็น'ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง'ผล; การละสังโยชน์ทั้งปวงเป็นอรหัตตผลใช่หรือไม่ - ไล่เรียงสังโยชน์๑๐ที่ถูกละคนละขั้นมรรค(โสดา-สกทาคามี-อนาคามี-อรหัตตมรรค) สรุปว่าละกระจายไปทั้ง๔มรรค ไม่ใช่อรหัตตมรรคผู้เดียว
  43. หน้า ๔๔๙–๔๕๘ วิมุตติกถา (๔๓, เปิดปัญจมวรรค), อเสกขญาณกถา (๔๔), วิปรีตกถา (๔๕) วิมุตติญาณชื่อว่าหลุดพ้นแล้วในตัวเองหรือไม่ - แยก'ผู้ปฏิบัติเพื่อ'กับ'ผู้พรั่งพร้อมด้วยผล'; พระเสขะมีญาณของพระอเสขะได้หรือไม่; ญาณของผู้เข้าฌานปฐวีกสิณวิปริตหรือไม่ - แยกนิมิตกสิณจากวิปลาส๔ที่แท้จริง
  44. หน้า ๔๕๙–๔๗๒ นิยามกถา (๔๖), ปฏิสัมภิทากถา (๔๗)-ผลญาณกถา (๕๒, ปิดปัญจมวรรค+มหาปัณณาสก์) ชุดกถาเรื่องญาณ: อนิยตบุคคลมีญาณล่วงรู้การบรรลุนิยามหรือไม่; ญาณทั้งปวงเป็นปฏิสัมภิทาหรือไม่; สมมติญาณ/เจโตปริยญาณมีอารมณ์แคบกว่าที่คิด; อนาคตญาณมีจริงหรือไม่(อ้างคำทำนายภัย๓ประการแก่กรุงปาฏลีบุตร); ปัจจุปปันนญาณรู้ตัวเองไม่ได้(อุปมาดาบตัดตัวเองไม่ได้); พระสาวกมีผลญาณเท่าพระพุทธเจ้าหรือไม่ - จบมหาปัณณาสก์
  45. หน้า ๔๗๓–๔๘๕ นิยามกถา (๕๓, เปิดฉัฏฐวรรค), ปฏิจจสมุปปาทกถา (๕๔), สัจจกถา (๕๕) ชุดถกเถียงแกนกลางเรื่องสถานะอสังขตธรรม: นิยาม ปฏิจจสมุปบาท และอริยสัจ๔เป็นอสังขตะเหมือนนิพพานหรือไม่ - ปฏิเสธการขยายจำนวนอสังขตธรรมเกินหนึ่งเดียว โดยแยก'ความแน่นอนของกฎ'จาก'ตัวสภาวธรรมที่ถูกปรุงแต่ง'
  46. หน้า ๔๘๖–๕๐๐ อารุปปกถา (๕๖)-กายกัมมังสนิทัสสนันติกถา (๖๒, ปิดฉัฏฐวรรค) ขยายข้อถกเถียงอสังขตะไปยังอรูปฌานและนิโรธสมาบัติ(กระบวนการดับสังขาร๓ตามลำดับ); ชุดกถาเรื่องการมองเห็น(สนิทัสสนะ): อากาศ ธาตุ๔ อินทรีย์๕ กายกรรม เป็นสภาวธรรมที่เห็นได้หรือไม่ - แยก'รูปที่ปรากฏ'จาก'ฐานรองรับการปรากฏ'อย่างเป็นระบบ
  47. หน้า ๕๐๑–๕๐๗ สังคหิตกถา (๖๓, เปิดสัตตมวรรค)-เจตสิกกถา (๖๕) สภาวธรรมบางเหล่าสงเคราะห์/สัมปยุตกับบางเหล่าได้หรือไม่ - ปฏิเสธอุปมาโคผูกเชือก น้ำมันซึมในเมล็ดงา; เจตสิกมีอยู่จริงหรือไม่ - แสดงรายชื่อธรรมเกิดร่วมกับจิตและอ้างพระสูตรกล่าวถึง'จิตและเจตสิก'คู่กัน
  48. หน้า ๕๐๘–๕๑๗ ทานกถา (๖๖), ปริโภคมยปุญญกถา (๖๗) ทานคือเจตสิก(เจตนา)หรือไทยธรรม(วัตถุ)? มีนัยสำคัญต่อทฤษฎีบุญ; บุญที่เกิดจากผู้รับใช้สอยของถวายเจริญต่อเนื่องได้หรือไม่แม้ทายกลืมทานไปแล้ว - อ้างพระสูตรห้วงบุญกุศล๔ สกวาทีคัดค้านว่าบุญ(เจตนา)เกิดดับทันที ไม่อาจ'เจริญ'ต่อไปเหมือนต้นไม้
  49. หน้า ๕๑๘–๕๓๔ อิโตทินนกถา (๖๘)-วิปาโกวิปากธัมมธัมโมติกถา (๗๒, ปิดสัตตมวรรค) เปรตดำรงชีพด้วยทานที่ญาติอุทิศให้จริงหรือไม่(ยอมรับเพียง'อนุโมทนา'); แผ่นดิน/ชรามรณะเป็นกรรมวิบากหรือไม่(ปฏิเสธ เพราะวิบากต้องมีเวทนา รับรู้อารมณ์ได้); วิบากแห่งอริยธรรมมีอยู่จริง(แยกวิบากโลกิยกุศลนำไปสู่จุติปฏิสนธิ จากวิบากโลกุตตรกุศลนำไปสู่นิพพานเท่านั้น); วิบากเป็นเหตุให้เกิดวิบากอีกทอดหนึ่งได้หรือไม่(ปฏิเสธ จะเกิดวิบากซ้อนวิบากไม่รู้จบ)
  50. หน้า ๕๓๕–๕๔๕ ฉคติกถา (๗๓, เปิดอัฏฐมวรรค), อันตราภวกถา (๗๔) คติมี๖(เพิ่มอสูรกาย)หรือไม่ - ปฏิเสธ ชี้ว่าอสูรกาลกัญชิกาเหมือนเปรตทุกด้าน; ข้อถกเถียงสำคัญที่สุด: 'อันตรภพ'(ภพคั่นระหว่างตาย-เกิดใหม่)มีอยู่จริงหรือไม่ - อันตรภพไม่มีกรรมนำเข้าถึง ไม่มีขันธ์๕ ผิดกับภพทั้ง๓จริง เถรวาทปฏิเสธทัศนะของนิกายอื่น(เช่นสัมมิติยะ)อย่างเป็นระบบ
  51. หน้า ๕๔๕–๕๕๗ กามคุณกถา (๗๕)-อรูปธาตุกถา (๗๘) กามคุณ๕เท่านั้นเป็นกามธาตุหรือไม่ - อ้างคาถา'กามคุณ๕อันมีใจเป็นที่๖'; กามคือสังกัปปราคะ ไม่ใช่วัตถุภายนอก(คาถาสำคัญ); รูป/อรูปธาตุ(ภพ)เทียบเท่ากับรูป/อรูป(ขันธ์)ได้หรือไม่ - ปฏิเสธด้วยเกณฑ์ภพ-คติ-สัตตาวาส
  52. หน้า ๕๕๘–๕๖๖ รูปธาตุยาอายตนกถา (๗๙), อรูเปรูปกถา (๘๐) อัตภาพในรูปธาตุ(พรหมโลก)มีอายตนะครบ๖หรือไม่ - ชี้ความไม่สมมาตร(มีฆานะแต่ไม่มีคันธะ); รูปยังมีอยู่ในอรูปภพหรือไม่ - อรูปภพต้องมีขันธ์๔ไม่ใช่๕
  53. หน้า ๕๖๖–๕๘๕ รูปังกัมมันติกถา (๘๑, ปิดอัฏฐมวรรค) รูปที่เป็นกายกรรม/วจีกรรม(วิญญัติรูป)ซึ่งเกิดจากจิตกุศลเป็น'กุศล'ได้หรือไม่ สกวาทีชี้ว่ารูปรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ไม่มีเจตนา/ความตั้งใจ ต่างจากผัสสะ-เวทนา-เจตนาที่เป็นกุศลได้จริง ปิดท้ายด้วยการอ้างพุทธพจน์นิยามกรรมว่าคือเจตนา('เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ')เป็นหลักฐานชี้ขาดว่ากรรมเป็นนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรม
  54. หน้า ๕๘๕–๕๙๒ ชีวิตินทริยกถา (๘๒), กัมมเหตุกถา (๘๓, ปิดอัฏฐมวรรค) ชีวิตินทรีย์ที่เป็นรูปมีอยู่หรือไม่ - ทดสอบกรณีนิโรธสมาบัติและอสัญญสัตว์; พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้'เพราะเหตุแห่งกรรม'หรือไม่ - ไล่เหตุกรรมทุกชนิดจนถึง'การกล่าวตู่พระอรหันต์'ก็ยังหักล้างได้ จบวรรคที่๘พร้อมสรุป
  55. หน้า ๕๙๓–๖๑๐ อานิสังสทัสสาวีกถา (๘๔)-ญาณังอนารัมมณันติกถา (๘๘) การเห็นอานิสงส์ในนิพพานเป็นเหตุละสังโยชน์หรือไม่(ที่จริงคือการมนสิการสังขารโดยไม่เที่ยง); สังโยชน์มีอมตะ(นิพพาน)เป็นอารมณ์ได้หรือไม่ - ปุถุชน'ยินดีนิพพาน'ได้อย่างไรทั้งที่นิพพานไม่ใช่ที่ตั้งกิเลส; รูปเป็นสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้หรือไม่(ปฏิเสธ); อนุสัย/ญาณเป็นสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้หรือไม่ - แก่นทฤษฎีอนุสัย(กิเลสแฝง)ในอภิธรรม
  56. หน้า ๖๑๐–๖๒๐ อตีตารัมมณกถา (๘๙)-นยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถา (๙๓) จิตที่มีอดีต/อนาคตธรรมเป็นอารมณ์เป็นอนารัมมณะหรือไม่(ขัดแย้งในตัวเอง); จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตกหรือไม่(อ้างสมาธิ๓อย่าง); ความแผ่ไปแห่งวิตกเป็นเสียงจริงหรือไม่(ตีความพุทธพจน์'วิตกวิจารเป็นวจีสังขาร'ตรงตัวเกินไป); วาจา/กายกรรมไม่เป็นไปตามที่คิดได้หรือไม่ - วาจา/กายกรรมต้องมีจิตเป็นสมุฏฐาน
  57. หน้า ๖๒๑–๖๓๐ อตีตานาคตปัจจุปปันนกถา (๙๔), นิโรธกถา (๙๕), รูปังมัคโคติกถา (๙๖) บุคคลประกอบด้วยอดีต/อนาคตพร้อมกันได้จริงหรือ - reductio ขยายผลจนขันธ์กลายเป็น๑๕ อายตนะ๓๖ (เชื่อมโยงกับประเด็น sabbam atthi); ปมตรรกะเรื่องขณะจิตที่จุติ-ปฏิสนธิและขณะบรรลุมรรค; รูปของผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรคเป็นมรรคหรือไม่ - เกี่ยวโยงทฤษฎีวิชญัปติ/อวิชญัปติรูปเรื่องศีล
  58. หน้า ๖๓๐–๖๔๐ ปัญจวิญญาณสมังคิสสมัคคภาวนากถา (๙๗)-สาโภคาติกถา (๙๙) ผู้พรั่งพร้อมด้วยวิญญาณ๕(จักขุ-กายวิญญาณ)เจริญมรรคได้หรือไม่ - วิญญาณ๕มีอารมณ์ที่เกิดก่อนแล้วเป็นวัตถุ ไม่มีความใส่ใจ เป็นเพียงวิบากจิตปฏิกิริยาตรง; วิญญาณ๕เป็นกุศล/อกุศลได้เองหรือไม่, มีความผูกใจ(สาโภคะ)หรือไม่ - ใช้เหตุผลเดิมซ้ำ
  59. หน้า ๖๔๐–๖๖๐ ทวีหิสีเลหิกถา (๑๐๐)-อวิญญัตติทุสสีลยันติกถา (๑๐๕, ปิดทสมวรรค) กลุ่มกถาศีล: ผู้พรั่งพร้อมมรรคบริบูรณ์ด้วยศีล๒(โลกิยะ+โลกุตตระ)หรือไม่; ศีลเป็นเจตสิกหรือไม่-ไม่คล้อยตามจิตหรือไม่(อุปมาศีลเจริญเหมือนเถาวัลย์, สูตร'สิ่งห่างไกลกัน๔'); วิญญัติ/อวิญญัติเป็นศีล/ทุศีลหรือไม่ ประเด็นว่าศีลเป็นสภาวะคงที่ข้ามขณะจิตหรือเป็นเจตสิกที่เกิดดับ จบวรรคที่๑๐พร้อมดัชนีปิดทุติยปัณณาสก์หน้า๖๖๐
  60. หน้า ๖๖๑–๖๗๗ เอกาทสมวรรค: ติสโสปิอนุสยกถา (๑๐๖-๑๐๘), ญาณกถา (๑๐๙-๑๑๐), อิทังทุกขันติกถา (๑๑๑) กถาแกนสำคัญว่าด้วยอนุสัย(กิเลสแฝง๗: กามราคะ ปฏิฆะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ภวราคะ อวิชชา)เป็นอัพยากฤต/อเหตุกะ/วิปปยุตจากจิตหรือไม่ - ปมว่าปุถุชนที่มีจิตกุศลอยู่ยังมีอนุสัยได้อย่างไร; ปมคู่ขนานกับญาณ; เปล่งวาจา'นี้ทุกข์'ญาณย่อมดำเนินไปพร้อมกันจริงหรือไม่
  61. หน้า ๖๗๘–๖๘๘ อิทธิพลกถา (๑๑๒), สมาธิกถา (๑๑๓), ธัมมัฏฐิตตากถา (๑๑๔), อนิจจตากถา (๑๑๕, ปิดเอกาทสมวรรค) กถาชื่อดังเรื่องผู้มีฤทธิ์พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปหรือไม่ - อ้างพุทธพจน์อิทธิบาท๔ต่อพระอานนท์ปะทะสูตร'ไม่มีใครประกันไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย'; ความสืบต่อแห่งจิตเป็นสมาธิหรือไม่; ปัญหาการถดถอยไม่รู้จบของ'ความตั้งอยู่แห่งความตั้งอยู่'และ'ความไม่เที่ยงแห่งความไม่เที่ยง'ซึ่งถ้ายอมรับจะทำให้นิพพานเป็นไปไม่ได้ตลอดกาล จบวรรคหน้า๖๘๘
  62. หน้า ๖๘๙–๗๐๕ ทวาทสมวรรค: สังวโรกัมมันติกถา (๑๑๖)-ชีวิตาโวโรปนกถา (๑๒๓) ความสำรวมอินทรีย์เป็นกรรมทางทวารหรือไม่; กรรมทั้งปวงมีวิบากหรือไม่(แยกเจตนาวิบาก-กิริยาของพระอรหันต์); เสียง/อายตนะ๖เป็นวิบากโดยตรงหรือไม่(ปฏิเสธ); ความแน่นอนของโสดาบันสัตตักขัตตุปรม/โกลังโกละ/เอกพีชีมาจากผลเท่านั้น; ประเด็นสำคัญมาก: พระโสดาบันไม่อาจจงใจฆ่าสัตว์ได้เด็ดขาด เพราะเคารพพระรัตนตรัยและสิกขาอย่างสมบูรณ์
  63. หน้า ๗๐๕–๗๒๑ ทุคคติกถา (๑๒๔)-สัมมุขีภูตกถา (๑๓๑) ระดับกิเลสที่เหลือของโสดาบันเทียบอรหันต์; กลไกวิบากกรรมผู้ทำสังฆเภทเสวยผลตลอดกัป; ผู้ใช้ให้ผู้อื่นทำอนันตริยกรรมถูกขัดขวางบรรลุธรรมด้วยวิปฏิสาร; หลักการสำคัญที่สุด: กุศลจิตกับอกุศลจิตไม่อาจประชุมพร้อมกันในขณะจิตเดียว(อุปมาฟ้ากับดิน)จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะละนิวรณ์/สังโยชน์ขณะถูกครอบงำอยู่ - รากฐานทฤษฎีจิตวิถีของอภิธรรม
  64. หน้า ๗๒๒–๗๓๙ สมาปันโนอัสสาเทติกถา (๑๓๒)-สฬายตนุปปัตติกถา (๑๓๗) ผู้เข้าฌานยินดีในฌานนั้นโดยมีฌานเป็นอารมณ์ได้หรือไม่; ยินดี(ตัณหา)ในทุกขเวทนาได้จริงหรือไม่; ยืนยันธัมมตัณหาเป็นอกุศล/โลภะและเป็นทุกขสมุทัยเช่นเดียวกับตัณหาอื่น ปกป้องเอกภาพอริยสัจ๔; กุศลมูล-อกุศลมูลไม่สืบต่อกันโดยตรง ต้องผ่านมนสิการโดยแยบคาย/ไม่แยบคาย; อายตนะ๖เกิดตามลำดับพัฒนาการในครรภ์ ไม่พร้อมกันหมด(อ้างพระสูตรกลละ-อัพพุทะ-เปสิ-ฆนะ)
  65. หน้า ๗๔๐–๗๕๐ อนันตรปัจจยกถา (๑๓๘), อริยรูปกถา (๑๓๙), อัญโญอนุสโยติกถา (๑๔๐) วิญญาณ๕ต่างทวารไม่สืบต่อกันโดยตรง(แต่ปรวาทีโต้ด้วยกรณีคนดูฟ้อนรำ); อริยรูปอาศัยมหาภูตรูปแต่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ; อนุสัยกับปริยุฏฐานกิเลสเป็นคนละอย่างกันหรือไม่ - ข้อถกเถียงคลาสสิกเรื่องธรรมชาติสองระดับของกิเลสแฝง-กิเลสปรากฏ
  66. หน้า ๗๕๐–๗๖๐ ปริยุฏฐานังจิตตวิปปยุตตันติกถา (๑๔๑)-อปริยาปันนกถา (๑๔๔, ปิดจุททสมวรรค) ปริยุฏฐานกิเลสวิปปยุตจากจิตหรือไม่; รูปราคะ/อรูปราคะนอนเนื่องในธาตุของตนหรือไม่; ทิฏฐิเป็นอัพยากฤตหรืออกุศล - อ้างพุทธพจน์'โทษทั้งหลายมีมิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างยิ่ง'; ทิฏฐิเป็นธรรมที่ไม่นับเนื่อง(โลกุตตระ)หรือไม่ จบวรรคที่๑๔
  67. หน้า ๗๖๑–๗๗๑ ปัณณรสมวรรค: ปัจจยตากถา (๑๔๕)-ขณลยมุหุตตกถา (๑๔๘) ธรรมหนึ่งเป็นปัจจัยได้หลายแบบพร้อมกันตามหลักปัฏฐาน๒๔ปัจจัย; ปัจจัยพึ่งพากันสองทางในปฏิจจสมุปบาท(อวิชชา-สังขาร); ข้อถกเถียงปรัชญาเวลาสำคัญที่สุด: 'กาล'เป็นสภาวะจริงหรือเพียงบัญญัติ - reductio จนถึงกาล๖๖อย่าง; ต่อยอดไปยังหน่วยย่อย(ขณะ ลยะ มุหุตตะ)
  68. หน้า ๗๗๑–๗๘๖ อาสวกถา (๑๔๙)-กัมมูปจยกถา (๑๕๕, ปิดปัณณรสมวรรค+ตติยปัณณาสก์) อาสวะ๔ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ; ชรามรณะของโลกุตตรธรรมเป็นโลกุตตระหรือไม่; นิโรธสมาบัติเป็นโลกิยะหรือโลกุตตระ(สถานะพิเศษไม่จัดเข้าประเภทตรงไปตรงมา); ผู้เข้านิโรธสมาบัติอาจตายได้หรือไม่(ยาพิษ ศัสตรา ไฟไม่อาจกล้ำกรายได้); นิโรธสมาบัติเป็นเหตุเข้าถึงภพอสัญญสัตว์หรือไม่; กัมมูปจยกถา: กรรมกับกรรมที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกันหรือไม่ - จบตติยปัณณาสก์
  69. หน้า ๗๘๗–๗๙๙ โสฬสมวรรค: นิคคหกถา (๑๕๖)-อธิคัยหมนสิการกถา (๑๕๙) บุคคลอื่นข่มจิตคนอื่นได้หรือไม่ - อ้างคาถา'บุคคลทำบาปเองก็เศร้าหมองเอง'; คู่ตรงข้าม: ยกจิตคนอื่นในทางบวกได้หรือไม่; มอบความสุขให้คนอื่นได้หรือไม่; ประเด็นญาณวิทยาลึกซึ้ง: บุคคลมนสิการรวบยอดหลายอย่างพร้อมกันได้หรือไม่ รวมถึงจิตรู้จิตตนเองแบบสะท้อนกลับ
  70. หน้า ๗๙๙–๘๑๔ รูปังเหตูติกถา (๑๖๐)-รูปราโครูปธาตุปริยาปันโนติอาทิกถา (๑๖๕, ปิดโสฬสมวรรค) ชุดกถารูปธรรม: รูปเป็นเหตุ/มีเหตุ/เป็นกุศล-อกุศล/เป็นวิบาก/เป็นรูปาวจร-อรูปาวจรหรือไม่ - ยืนยันหลักว่ารูปเป็นอัพยากตะ ไม่ถูกจัดด้วยเกณฑ์ของนามธรรมเพราะไม่รับรู้อารมณ์; รูปราคะ/อรูปราคะนับเนื่องในธาตุหรือไม่ จบวรรคที่๑๖
  71. หน้า ๘๑๕–๘๓๘ สัตตรสมวรรค: อัตถิอรหโตปุญญูปจโยติกถา (๑๖๖)-ทักขิณาวิสุทธิกถา (๑๗๖, ปิดวรรค) พระอรหันต์สั่งสมบุญได้หรือไม่; ไม่มีอกาลมรณะของพระอรหันต์จริงหรือ(มีผู้ปลงชีวิตอรหันต์ได้จริง); สิ่งทั้งปวงเป็นไปเพราะกรรมล้วนๆหรือไม่(ค้านมติกรรมนิยมสุดโต่ง); ชุดกถาเวตุลลกะ๖เรื่อง(รับ/ทำให้หมดจด/ฉันทักษิณา, ทานมีผลมากแด่สงฆ์-พุทธ, ทักษิณาบริสุทธิ์) - ค้านมติว่า'สงฆ์'แท้คือมรรคผลโลกุตตระเท่านั้น ปฏิเสธสงฆ์สมมติทางกายภาพ เป็นรอยแยกหลักคำสอนสำคัญเรื่องทานและเขตบุญ จบวรรคพร้อมสรุป๑๑กถา
  72. หน้า ๘๓๙–๘๔๙ อัฏฐารสมวรรค: มนุสสโลกกถา (๑๗๗)-เอกมัคคกถา (๑๘๑) ชุดกถาพุทธวิสัย: พระผู้มีพระภาคทรงดำรงในมนุษยโลกจริงหรือ(ค้านมติแบบโลกุตตรวาทคล้ายมหาสังฆิกะ); ทรงแสดงธรรมด้วยพระองค์เองหรือพระพุทธนิมิต/พระอานนท์แสดงแทน; ทรงมีกรุณาสามัญหรือไม่; คันธชาติกถา(กถาสั้นแปลกเรื่องพระบังคนหอม); เอกมัคคกถา: พระพุทธเจ้าบรรลุผล๔ด้วยมรรคเดียวหรือทรงเจริญมรรค๔ตามลำดับเช่นสาวก - ข้อถกเถียงพุทธวิทยาสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์นิกาย
  73. หน้า ๘๕๐–๘๖๔ ฌานสังกันติกถา (๑๘๒)-จักขุนารูปังปัสสตีติกถา (๑๘๕, ปิดอัฏฐารสมวรรค) โยคีบุคคล'เลื่อน'จากฌานหนึ่งไปอีกฌานหนึ่งได้โดยตรงหรือไม่ - แต่ละฌานมีองค์ประกอบต่างกันจึงเป็นการเจริญใหม่ไม่ใช่การเลื่อน; มี'ฌานันตริกสมาธิ'คั่นระหว่างฌานหรือไม่; ผู้เข้าฌานสมาบัติยังได้ยินเสียงหรือไม่; ตาเห็นรูปโดยตรงหรือไม่(ต้องอาศัยจิต ไม่ใช่รูปเห็นรูป) จบวรรคที่๑๘
  74. หน้า ๘๖๕–๘๙๑ เอกูนวีสติวรรค: กิเลสชหนกถา (๑๘๖)-อินทริยกถา (๑๙๓, ปิดวรรค) บุคคลละกิเลสอดีต-อนาคต-ปัจจุบันได้หรือไม่; กลุ่มกถาต่อเนื่อง๔เรื่อง(สุญญตา สามัญญผล ปัตติ ตถตา)ล้วนถกว่า'มีอสังขตธรรมมากกว่าหนึ่งได้หรือไม่' ยืนยันหลักเถรวาทว่านิพพานเป็นอสังขตะหนึ่งเดียว; นิพพานธาตุเป็นกุศลหรือไม่; ปุถุชนบางคนมีความแน่นอนตายตัวในฝ่ายผิดหรือไม่; อินทรีย์๕โลกิยะมีอยู่จริงหรือไม่ - อ้างพระสูตรพุทธจักษุปิดวรรค
  75. หน้า ๘๙๒–๙๐๘ วีสติมวรรค: อสัญจิจจกถา (๑๙๔)-ญาณกถา (๑๙๙, ปิดวรรค+จตุตถปัณณาสก์) ทำอนันตริยกรรมโดยไม่จงใจยังนับเป็นกรรมหนักหรือไม่; ปุถุชนไม่มีญาณเลยหรือไม่; มีนายนิรยบาลจริงหรือไม่(บรรยายนรกอย่างละเอียด: ตอกตะปูเหล็กแดง ต้มโลหกุมภี); สัตว์ดิรัจฉานมีในหมู่เทวดาหรือไม่(ช้างเอราวัณ ม้าทิพย์); มัคคกถา: อริยมรรคมีองค์๕หรือ๘ - ยืนยัน๘องค์ด้วยปัจฉิมโอวาทที่ตรัสกับสุภัททปริพาชก; ญาณกถา: ญาณทัสสนะในอริยสัจ๔๑๒ญาณ - อ้างธัมมจักกัปปวัตนสูตรเต็มรูป ปิดจตุตถปัณณาสก์
  76. หน้า ๙๐๙–๙๒๒ เอกวีสติมวรรค: สาสนกถา (๒๐๐)-กัมมกถา (๒๐๗, ปิดวรรค) คำสอนของพระพุทธเจ้าดัดแปลงใหม่ได้หรือไม่; ปุถุชนไม่เคยสงัดจากไตรธาตุเลยหรือไม่; พระโยคีละสังโยชน์ไม่หมดบรรลุอรหัตตผลได้หรือไม่(พระอรหันต์ไม่รู้พุทธวิสัยทั้งหมดแต่ไม่มีกิเลสเหลือ); ฤทธิ์ตามใจประสงค์มีจริงหรือไม่(ขัดกฎอนิจจตา แต่ยกกรณีพระปิลินทวัจฉะเสกทองได้จริง); พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์เสมอกันโดยคุณธรรม; ประทับทุกทิศพร้อมกันหรือไม่(ตอบไม่ได้เรื่องพระนาม-โคตร); สภาวธรรม/กรรม'แน่นอน'จริงหรือ - แน่นอนเพียงโดยประเภทเวลาให้ผล จบวรรค
  77. หน้า ๙๒๓–๙๓๖ พาวีสติมวรรค: ปรินิพพานกถา (๒๐๘)-ขณิกกถา (๒๑๗, ปิดวรรค) พระอรหันต์ปรินิพพานทั้งที่ละสังโยชน์ไม่หมดได้หรือไม่; ปรินิพพานด้วยจิตกุศลหรือไม่(ท่านไม่สั่งสมกรรมใหม่); ปรินิพพานขณะอยู่ในอาเนญชสมาธิเท่านั้นหรือ(ยกกรณีพระพุทธเจ้าออกจากฌานก่อนแล้วจึงปรินิพพาน); สัตว์ในครรภ์/ผู้ฝันบรรลุธรรมได้หรือไม่; จิตของผู้ฝันเป็นอัพยากฤตทุกดวงหรือไม่(รายการกรรมในฝันมีทั้งดี-ชั่ว); ความเป็นอาเสวนปัจจัยมีจริงหรือไม่; ขณิกกถา: สภาวธรรมทั้งปวงเป็นไปเพียงชั่วขณะจิตเดียวหรือไม่ - อ้างพุทธพจน์พระสารีบุตรเรื่องลำดับจักขายตนะ-จักขุวิญญาณ
  78. หน้า ๙๓๗–๙๔๖ เตวีสติมวรรค (วรรคสุดท้าย): เอกาธิปปายกถา (๒๑๘)-อปรินิปผันนกถา (๒๒๖) และบทปิดคัมภีร์ วรรคสุดท้ายของคัมภีร์: เสพเมถุนด้วยจุดประสงค์เดียวกันยกเว้นผิดได้หรือไม่; อมนุษย์แปลงเพศเป็นพระอรหันต์เสพเมถุนได้หรือไม่; ชุด๕กถาว่าพระโพธิสัตว์ทรงบันดาลเหตุการณ์ในพระชาติตามพระประสงค์หรือไม่ - ยืนยันทรงอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมเช่นสัตว์อื่น; มีสภาวธรรม'เทียบเคียง'กิเลสแต่ไม่ใช่กิเลสจริงหรือไม่; กถาสุดท้ายของคัมภีร์(อปรินิปผันนกถา): ปิดท้ายด้วยหลักอนิจจตาครอบคลุมสภาวธรรมทุกระดับแม้อัญญาตาวินทรีย์ จบเตวีสติมวรรคพร้อมอุทาน๙รายการ หน้าสุดท้าย(๙๔๖)เป็นบทสรุปปิดคัมภีร์กถาวัตถุปกรณ์ทั้ง๕ปัณณาสก์ ๒๓วรร