สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๕ · ๕๒๖ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๓๒ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๔ ตโปกรรมสูตร: จุดเริ่มต้นมารสังยุต มารพยายามให้พระพุทธเจ้าสงสัยในความบริสุทธิ์ เล่มนี้เริ่มมารสังยุตต่อจากโกสลสังยุตในเล่มก่อน หลังตรัสรู้ใหม่ๆ ณ ต้นอชปาลนิโครธ ริมแม่น้ำเนรัญชรา พระพุทธเจ้าทรงดำริว่าพระองค์พ้นจากทุกรกิริยาแล้ว มารทราบความคิดจึงเข้าเฝ้ากล่าวคาถาว่าพระองค์ยังไม่บริสุทธิ์เพราะละตบะเสีย พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าการทรมานตนไม่มีประโยชน์ดุจถ่อเรือบนบก ทรงบรรลุความบริสุทธิ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญาแทน มารเสียใจหายไป อรรถกถาอธิบายความหมายศัพท์และเปรียบเทียบภาพการพายเรือบนบก
- หน้า ๕–๗ นาคสูตร: มารแปลงเพศเป็นพระยาช้างใหญ่หลอกให้พระพุทธเจ้าตกใจกลัว คืนหนึ่งฝนตกปรอยๆ พระพุทธเจ้าประทับนั่งกลางแจ้ง มารต้องการให้เกิดความกลัวจึงนิรมิตกายเป็นพระยาช้างใหญ่ศีรษะดำ งาเหมือนเงิน งวงเหมือนงอนไถ เข้ามาใกล้ พระพุทธเจ้าทรงทราบทันทีว่าเป็นมาร ตรัสว่าท่านแปลงเพศทั้งงามและไม่งามมานานเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้อีก มารจึงหายไปด้วยความเสียใจ อรรถกถาอธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียรกลางแจ้งเพื่อเป็นแบบอย่างแก่กุลบุตรในอนาคต
- หน้า ๘–๙ สุภสูตร: มารแปลงเพศต่างๆ ทั้งงามและไม่งามหลอกพระพุทธเจ้า คืนฝนตกปรอยๆ อีกครั้ง มารแสดงเพศต่างๆ หลากหลายทั้งที่งามและไม่งามใกล้พระพุทธเจ้าเพื่อให้เกิดความกลัว พระพุทธเจ้าทรงรู้ทันตรัสว่าไม่จำเป็นต้องแปลงเพศเช่นนั้นอีก และตรัสเสริมว่าผู้ที่สำรวมกาย วาจา ใจดีแล้วย่อมไม่ตกอยู่ในอำนาจของมารและไม่เดินตามมาร มารจึงเสียใจหายไป อรรถกถาอธิบายว่าผู้สำรวมดีแล้วไม่เป็นบริวารหรือศิษย์ของมาร
- หน้า ๑๐–๑๒ ปฐมปาสสูตร: มารอ้างว่าผูกพระพุทธเจ้าไว้ด้วยบ่วงกามคุณทิพย์และมนุษย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุว่าพระองค์บรรลุความหลุดพ้นยอดเยี่ยมแล้วด้วยการทำไว้ในใจโดยแยบคาย ขอให้ภิกษุจงบรรลุเช่นกัน มารได้ยินจึงเข้าเฝ้าอ้างว่าพระองค์ยังถูกผูกด้วยบ่วงกามคุณทั้งทิพย์และมนุษย์ ไม่มีทางพ้นไปได้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์พ้นแล้วจากบ่วงเหล่านั้นทั้งหมด มารจึงเสียใจหายไป อรรถกถาขยายความว่าบ่วงมารคือกามคุณที่ผูกใจสัตว์ไว้
- หน้า ๑๓–๑๗ ทุติยปาสสูตร: พระพุทธเจ้าทรงส่งพระสาวก ๖๐ รูปออกประกาศพระศาสนาครั้งแรก หลังออกพรรษา พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์และภิกษุพ้นจากบ่วงทั้งปวงแล้ว ทรงสั่งให้ภิกษุจาริกไปเพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มาก แสดงธรรมงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด โดยห้ามไปทางเดียวกันสองรูป นี่คือการส่งพระสาวกออกประกาศศาสนาครั้งแรก มารเห็นดังนั้นเข้าเฝ้าอ้างว่าพระองค์ยังถูกผูกด้วยเครื่องพันธนาการใหญ่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าทรงพ้นแล้ว มารเสียใจหายไป อรรถกถาอธิบายความหมายของ อาทิกัลยาณ ท่ามกลาง และที่สุดของพระธรรมเทศนา
- หน้า ๑๘–๒๑ สัปปสูตร: มารนิรมิตกายเป็นพระยางูใหญ่ขู่พระพุทธเจ้ากลางคืน ที่เวฬุวัน คืนมืดฝนตกปรอยๆ มารประสงค์ให้พระพุทธเจ้ากลัวจึงนิรมิตกายเป็นพระยางูใหญ่ตัวเหมือนเรือลำใหญ่ พังพานเหมือนเสื่อลำแพน ตาเหมือนถาดสำริด ลิ้นแลบเหมือนสายฟ้า พระพุทธเจ้าทรงรู้ทันตรัสว่ามุนีผู้อยู่เรือนว่างย่อมไม่หวั่นไหวแม้ท้องฟ้าจะแตกแผ่นดินจะไหวหรือมีหอกจ่ออก เพราะสิ้นความยึดถือในขันธ์แล้ว มารเสียใจหายไป อรรถกถาขยายความภาพเปรียบเทียบต่างๆ ของพระยางู
- หน้า ๒๒–๒๓ สุปปติสูตร: มารกล่าวหาพระพุทธเจ้าหลับเกียจคร้านเมื่อตะวันโด่ง หลังจงกรมกลางแจ้งเกือบตลอดคืน พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าวิหารบรรทมสีหไสยาสน์อย่างมีสติสัมปชัญญะ มารเข้าเฝ้าถามเยาะเย้ยว่าพระองค์หลับเป็นตายทำไมทั้งที่ตะวันโด่งแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีตัณหาดุจข่ายซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ย่อมบรรทมหลับได้เพราะสิ้นอุปธิแล้ว ไม่เกี่ยวอะไรกับมาร มารจึงเสียใจหายไป อรรถกถาอธิบายว่ามารเปรียบเหมือนแมลงวันตัวเล็กที่พยายามหาช่องติเตียน
- หน้า ๒๔–๒๕ นันทนสูตร: อุปธิความยึดถือเป็นทั้งเหตุแห่งความเพลิดเพลินและความเศร้าโศก ที่เชตวัน มารกล่าวคาถาว่าคนมีบุตรย่อมเพลิดเพลินเพราะบุตร คนมีโคย่อมเพลิดเพลินเพราะโค อุปธิคือเครื่องเพลิดเพลินของนรชน คนไม่มีอุปธิย่อมไม่เพลิดเพลิน พระพุทธเจ้าตรัสสวนกลับว่าคนมีบุตรก็ย่อมเศร้าโศกเพราะบุตร คนมีโคก็เศร้าโศกเพราะโคเช่นกัน อุปธินั่นแลเป็นเหตุแห่งความเศร้าโศก มารจึงเสียใจหายไป อรรถกถาสูตรนี้สั้นมากเพราะเนื้อความซ้ำกับที่อธิบายไว้แล้วในเทวตาสังยุต
- หน้า ๒๖–๒๗ ปฐมอายุสูตร: มารชวนให้ประมาทเพราะเข้าใจว่าอายุมนุษย์ยืนยาว พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุว่าอายุมนุษย์น้อยนัก ควรรีบทำกุศลประพฤติพรหมจรรย์ คนมีอายุยืนก็เพียงร้อยปีเป็นส่วนมาก มารได้ยินจึงเข้าเฝ้าแย้งว่าอายุมนุษย์ยืนยาว ไม่ควรดูหมิ่น ควรประพฤติดุจเด็กอ่อนกินนมสบายใจ ไม่มีมัจจุมาถึง พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าอายุมนุษย์น้อย คนดีควรดูหมิ่นความมั่นคงของอายุนั้น ควรประพฤติดุจคนถูกไฟไหม้ศีรษะเพราะมัจจุไม่เคยประมาท มารจึงเสียใจหายไป
- หน้า ๒๘–๓๐ ทุติยอายุสูตร: ชีวิตล่วงไปไม่หยุดดุจสายน้ำ จบปฐมวรรคที่ ๑ พระพุทธเจ้าตรัสย้ำเรื่องอายุน้อยของมนุษย์อีกครั้ง มารกล่าวคาถาแย้งว่าวันคืนไม่ผ่านพ้นไป ชีวิตไม่สิ้นไป อายุสัตว์ดำเนินไปดุจกงล้อตามทูบรถ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าวันคืนย่อมผ่านพ้นไปจริง ชีวิตสั้นเข้าทุกที อายุสัตว์สิ้นไปดุจน้ำในแม่น้ำน้อย มารเสียใจหายไป จบปฐมวรรคที่ ๑ รวม ๑๐ สูตร พร้อมสรุปรายชื่อสูตรทั้งหมดตั้งแต่ตโปกรรมสูตรถึงทุติยอายุสูตร
- หน้า ๓๑ ปาสาณสูตร: เริ่มทุติยวรรคที่ ๒ มารกลิ้งก้อนหินขู่พระพุทธเจ้าที่คิชฌกูฏ ที่ภูเขาคิชฌกูฏ คืนมืดฝนตกปรอยๆ มารต้องการให้พระพุทธเจ้ากลัวจึงกลิ้งก้อนหินใหญ่เข้าไปใกล้พระองค์ พระพุทธเจ้าทรงทราบทันทีจึงตรัสสำทับว่าแม้มารจะกลิ้งภูเขาคิชฌกูฏทั้งลูกลงมา ก็ไม่อาจทำให้พระพุทธเจ้าผู้หลุดพ้นโดยชอบแล้วหวั่นไหวได้ มารเสียใจหายไป อรรถกถาอธิบายว่ามารยืนบนเขาแงะก้อนหินให้ตกกระทบกันไม่ขาดสาย
- หน้า ๓๒–๓๓ สีหสูตร: มารท้าทายการบันลือสีหนาทของพระพุทธเจ้าท่ามกลางบริษัท ขณะพระพุทธเจ้าแสดงธรรมท่ามกลางบริษัทหมู่ใหญ่ที่เชตวัน มารต้องการทำลายปัญญาจักษุของบริษัทจึงเข้าเฝ้าถามเยาะเย้ยว่าพระองค์องอาจบันลือสีหนาทในบริษัทเพราะเข้าใจว่าตนชนะแล้วหรือ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าตถาคตเป็นมหาวีรบุรุษ บรรลุทศพลญาณ ข้ามพ้นตัณหาเครื่องข้องในโลกได้แล้ว จึงบันลือได้จริง มารเสียใจหายไป อรรถกถาระบุว่ามารไม่อาจทำลายปัญญาจักษุของพระพุทธะได้จริง ทำได้เพียงแสดงอารมณ์น่ากลัว
- หน้า ๓๔–๓๗ สกลิกสูตร: พระบาทถูกสะเก็ดหิน มารกล่าวหาว่าพระพุทธเจ้าหลับเพราะเขลาหรือมัวเมา พระบาทของพระพุทธเจ้าถูกสะเก็ดหินเจาะ เจ็บปวดแรงกล้าแต่ทรงอดกลั้นด้วยสติสัมปชัญญะแล้วบรรทม มารเข้าเฝ้าถามเยาะเย้ยว่าทรงนอนด้วยความเขลาหรือมัวเมาคิดกาพย์กลอน พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์บรรลุประโยชน์แล้วปราศจากความโศก นอนรำพึงด้วยความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง ผู้ปราศจากลูกศรกิเลสแล้วย่อมนอนหลับเป็นสุขได้ ไม่หวาดหวั่นแม้เดินทางในที่มีสัตว์ร้าย มารจึงเสียใจหายไป
- หน้า ๓๘–๔๐ ปฏิรูปสูตรและมานสสูตร: ทรงสอนธรรมโดยไม่ข้องในความยินดียินร้าย และพ้นบ่วงใจของมาร สองสูตรสั้นรวมกัน ปฏิรูปสูตร: มารกล่าวหาว่าพระพุทธเจ้าสอนผู้อื่นสิ่งที่ตนเองยังไม่ได้ทำ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์มีจิตหลุดพ้นจากความยินดียินร้ายในธรรมที่สอนแล้วด้วยความอนุเคราะห์ มานสสูตร: มารอ้างว่าจะคล้องพระพุทธเจ้าด้วยบ่วงใจที่ไปได้ในอากาศ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์หมดความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะแล้ว จึงกำจัดมารได้ ทั้งสองสูตรจบด้วยมารเสียใจหายไปเช่นเดิม
- หน้า ๔๑–๔๓ ปัตตสูตร: มารแปลงเพศเป็นโคเดินย่ำใกล้กองบาตรของภิกษุ ขณะพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเรื่องอุปาทานขันธ์ ๕ ให้ภิกษุฟังอย่างตั้งใจ มารต้องการทำลายปัญญาจักษุจึงแปลงกายเป็นโคเดินเข้าไปใกล้บาตรที่ภิกษุวางผึ่งแดดไว้กลางแจ้ง ภิกษุรูปหนึ่งเตือนกันว่าโคจะทำบาตรแตก พระพุทธเจ้าตรัสเตือนว่านั่นไม่ใช่โคแต่เป็นมาร แล้วตรัสคาถาว่าพระอริยสาวกผู้เบื่อหน่ายในขันธ์ห้าอย่างถูกต้องแล้ว มารและเสนามารแสวงหาก็ไม่พบทางของท่าน มารจึงเสียใจหายไป
- หน้า ๔๔–๔๕ อายตนสูตร: มารร้องเสียงดังหลอกว่าแผ่นดินจะถล่มขณะทรงแสดงธรรมเรื่องผัสสายตนะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเรื่องผัสสายตนะ ๖ ให้ภิกษุฟังอย่างตั้งใจ มารต้องการทำลายปัญญาจักษุจึงร้องเสียงดังน่ากลัวประดุจแผ่นดินจะถล่มใกล้ที่ประทับ ภิกษุตกใจคิดว่าแผ่นดินจะถล่ม พระพุทธเจ้าตรัสว่าแผ่นดินไม่ถล่ม นั่นเป็นมาร แล้วตรัสคาถาว่ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ คือโลกามิสที่โลกหมกมุ่นอยู่ ส่วนสาวกผู้มีสติก้าวล่วงพ้นแล้วย่อมรุ่งเรืองดุจพระอาทิตย์ มารเสียใจหายไป
- หน้า ๔๖–๔๗ ปิณฑิกสูตร: มารดลใจชาวบ้านปัญจสาลคามไม่ให้ใส่บาตรพระพุทธเจ้า วันมีนักขัตฤกษ์ที่บ้านพราหมณ์ปัญจสาลคาม มารดลใจชาวบ้านไม่ให้ใส่บาตร พระพุทธเจ้าเสด็จกลับด้วยบาตรเปล่า มารเข้าเฝ้าถามเยาะเย้ยแล้วเสนอจะให้บิณฑบาตได้หากเสด็จเข้าไปอีกครั้ง พระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้ว่าเป็นกลลวงให้ถูกเด็กชาวบ้านเยาะเย้ย จึงไม่เสด็จเข้าไปด้วยความเอ็นดูในมาร ตรัสคาถาว่ามารทำบาปแก่ตถาคตแล้วย่อมได้รับผลบาปนั้น พระองค์เปรียบตนกับเทวดาอาภัสสระผู้มีปีติเป็นภักษาหาร
- หน้า ๔๘–๕๒ กัสสกสูตร: มารแปลงเพศเป็นชาวนาอ้างความเป็นเจ้าของอายตนะทั้งหกของพระพุทธเจ้า ขณะพระพุทธเจ้าแสดงธรรมเรื่องนิพพานแก่ภิกษุ มารแปลงกายเป็นชาวนาแบกไถผมยุ่งเข้าเฝ้าถามหาโค แล้วอ้างว่าจักษุ รูป โสต เสียง จมูก กลิ่น ลิ้น รส กาย สัมผัส ใจ ธรรมารมณ์ทั้งหมดล้วนเป็นของมาร พระพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของมารจริง แต่ในที่ใดไม่มีอายตนะเหล่านั้นเลย ที่นั่นมิใช่ทางดำเนินของมาร มารแย้งว่าถ้าใจยังยึดสิ่งใดว่าเป็นของตนก็ยังไม่พ้นมาร พระพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งที่คนกล่าวถึงไม่มีแก่พระองค์ มารจึงไม่เห็นแม้ทางของพระองค์ มารเสียใจหายไป
- หน้า ๕๓–๕๖ รัชชสูตร: มารเชิญพระพุทธเจ้าครองราชสมบัติโดยธรรม จบทุติยวรรคที่ ๒ พระพุทธเจ้าทรงดำริในที่ลับว่าจะทรงครองราชสมบัติโดยธรรมโดยไม่เบียดเบียนใครได้หรือไม่ มารทราบความคิดจึงเข้าเฝ้าทูลเชิญให้ทรงเสวยราชสมบัติ อ้างว่าด้วยอิทธิบาทที่ทรงเจริญดีแล้ว แม้อธิษฐานให้ภูเขาหิมพานต์เป็นทองคำก็ทำได้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบด้วยคาถาว่าภูเขาทองคำแม้สองเท่าก็ยังไม่พอสำหรับคนคนเดียว ผู้เห็นทุกข์อันมีกามเป็นเหตุแล้วไม่ควรน้อมใจไปในกาม ควรศึกษาเพื่อกำจัดอุปธิเสีย มารเสียใจหายไป จบทุติยวรรคที่ ๒ รวม ๑๐ สูตร
- หน้า ๕๗–๖๐ สัมพหุลสูตร: เริ่มตติยวรรคที่ ๓ มารแปลงเป็นพราหมณ์แก่หลอกภิกษุหนุ่มให้สึกไปเสพกาม ที่นครศิลาวดี ภิกษุหนุ่มหลายรูปบำเพ็ญเพียรอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า มารแปลงกายเป็นพราหมณ์แก่หลังโกงมุ่นชฎาถือไม้เท้าเข้าไปชักชวนว่ายังหนุ่มแน่นควรเสพกามของมนุษย์ก่อน อย่าละผลที่เห็นเองไปวิ่งหาผลชั่วคราว ภิกษุตอบโต้ว่าตนไม่ได้ละผลที่เห็นเองแต่ละผลชั่วคราวคือกามซึ่งมีทุกข์มากต่างหาก มารโกรธสั่นศีรษะแลบลิ้นหลีกไป พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่านั่นคือมารและตรัสคาถาว่าผู้เห็นทุกข์มีกามเป็นเหตุแล้วไม่ควรน้อมใจไปในกาม
- หน้า ๖๑–๖๒ สมิทธิสูตร: มารทำเสียงดังหลอกพระสมิทธิผู้กำลังปีติในการบวช พระสมิทธิพักผ่อนอยู่ในที่ลับปริวิตกด้วยความปีติว่าตนได้ลาภดีที่ได้พระศาสดา พระธรรม และเพื่อนพรหมจรรย์ที่ดี มารทราบความคิดจึงทำเสียงดังน่ากลัวประดุจแผ่นดินถล่มใกล้ท่าน พระสมิทธิเข้าเฝ้าเล่าเหตุการณ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่านั่นเป็นมารมาทำลายปัญญาจักษุ ให้กลับไปบำเพ็ญเพียรต่อ เหตุการณ์เกิดซ้ำครั้งที่สอง คราวนี้พระสมิทธิรู้ทันเองจึงกล่าวคาถาว่าตนบวชด้วยศรัทธา มีสติปัญญาตั้งมั่นดีแล้ว มารจะทำรูปน่ากลัวอย่างไรก็ไม่หวาดกลัว มารเสียใจหายไป
- หน้า ๖๓ โคธิกสูตร: พระโคธิกะบำเพ็ญเพียรได้เจโตวิมุตติอันเป็นโลกีย์แล้วเสื่อมซ้ำถึงเจ็ดครั้ง (เริ่มเรื่อง ยังไม่จบในช่วงนี้) ท่านโคธิกะอยู่ที่กาฬศิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ บำเพ็ญเพียรไม่ประมาทจนบรรลุเจโตวิมุตติอันเป็นโลกีย์ แต่แล้วก็เสื่อมจากเจโตวิมุตตินั้น เหตุการณ์นี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงหกครั้ง จนครั้งที่เจ็ดท่านกลับบรรลุเจโตวิมุตติอันเป็นโลกีย์ได้อีก เรื่องราวยังดำเนินต่อเนื่องเกินหน้า ๖๓ ซึ่งเป็นเรื่องมีชื่อเสียงที่นำไปสู่การที่พระโคธิกะปลงชีวิตตนเองในเวลาต่อมา (จะปรากฏในหน้าถัดไป)
- หน้า ๖๔–๖๙ โคธิกสูตร: พระโคธิกะเสื่อมจากฌาน 6 ครั้ง ฆ่าตัวตายบรรลุอรหัตเป็นสมสีสี พระโคธิกะบำเพ็ญเพียรจนได้เจโตวิมุตติที่เป็นโลกิยะถึง 7 ครั้ง แต่เสื่อมไป 6 ครั้งเพราะอาพาธเรื้อรัง ครั้งที่ 7 ท่านคิดจะฆ่าตัวตายเพื่อไม่ให้เสื่อมอีก มารทูลขอร้องพระพุทธเจ้าให้ทรงห้าม แต่พระองค์ตรัสว่าผู้มีปัญญาย่อมไม่ห่วงชีวิต พระโคธิกะนำศัสตรามาตัดคอ ขณะทุกขเวทนาเกิดขึ้นท่านกำหนดพิจารณาจนบรรลุอรหัตและปรินิพพานพร้อมกัน เรียกว่าสมสีสี มารตามหาวิญญาณของท่านทุกทิศไม่พบ อรรถกถาอธิบายเรื่องสมสีสี 3 ประเภทและกลไกจิตขณะปรินิพพานโดยละเอียด
- หน้า ๗๐–๗๔ สัตตวัสสสูตร: มารตามหาโอกาสจับผิดพระพุทธเจ้า 7 ปีไม่สำเร็จ มารผู้มีบาปตามหาโอกาสจับผิดพระพุทธเจ้าอยู่ 7 ปีแต่ไม่พบข้อบกพร่องเลย จึงเข้าไปถามเยาะเย้ยว่าเศร้าโศกเรื่องอะไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์ถอนรากความเศร้าโศกหมดแล้ว มารโต้แย้งหลายรอบเรื่องความยึดติดในตัวตนและของตน แต่พระพุทธเจ้าทรงตอบโต้ทุกข้อจนมารต้องยอมแพ้ เปรียบตนเองเหมือนปูที่ถูกหักก้ามหมดแล้วลงน้ำไม่ได้อีก และเหมือนกาที่จิกก้อนหินนึกว่าเป็นก้อนเนื้อแต่ไม่ได้อะไร จึงหมดหวังหลีกไปด้วยความหดหู่
- หน้า ๗๕–๘๔ มารธีตุสูตร: ธิดามารสามนางยั่วยวนพระพุทธเจ้าไม่สำเร็จ จบมารสังยุต ธิดามารสามนาง คือนางตัณหา นางอรดี นางราคา อาสาบิดาไปยั่วยวนพระพุทธเจ้าด้วยราคะ โดยแปลงกายเป็นหญิงสาว หญิงยังไม่มีบุตร หญิงมีบุตรแล้ว และหญิงวัยต่างๆ อย่างละร้อยคน แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงใส่พระทัยเลยเพราะทรงน้อมจิตไปในความสิ้นกิเลสแล้ว ธิดามารจึงเข้าไปถามด้วยคาถาเรื่องความเศร้าโศก พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์ชนะกิเลสที่น่ารักน่าชื่นใจแล้ว ในที่สุดธิดามารต้องยอมแพ้กลับไปหาบิดา จบมารสังยุต
- หน้า ๘๕–๘๗ อาฬวิกาสูตร: เปิดภิกขุนีสังยุต มารรบกวนอาฬวิกาภิกษุณีในป่าอันธวัน เปิดภิกขุนีสังยุต มารพยายามรบกวนอาฬวิกาภิกษุณีขณะปลีกวิเวกในป่าอันธวัน โดยกล่าวว่าโลกไม่มีทางออกจากทุกข์ ให้กลับไปเสพกาม ภิกษุณีรู้ทันว่าเป็นมาร จึงตอบว่าตนรู้ทางออกจากทุกข์ดีด้วยปัญญาแล้ว กามเปรียบเหมือนหอกหลาวและฝีร้าย มารจึงเสียใจหายไป อรรถกถาเล่าประวัติป่าอันธวันซึ่งเป็นที่ภิกษุณีนิยมไปปฏิบัติธรรม
- หน้า ๘๘–๘๙ โสมาสูตร: มารดูหมิ่นเพศหญิง โสมาภิกษุณีตอบว่าเพศไม่สำคัญต่อการบรรลุธรรม มารดูหมิ่นโสมาภิกษุณีว่าสตรีมีปัญญาเพียงสองนิ้วไม่อาจบรรลุธรรมขั้นสูงได้ โสมาภิกษุณีตอบโต้ว่าเมื่อจิตตั้งมั่นดีและญาณเกิดขึ้นแล้ว ความเป็นหญิงหรือชายไม่มีความหมายอันใด ผู้ที่ยังยึดติดว่าตนเป็นหญิงหรือชายต่างหากที่มารควรพูดด้วย มารจึงยอมแพ้หายไป
- หน้า ๙๐–๙๓ โคตมีสูตร: กิสาโคตมีภิกษุณีกับเมล็ดพันธุ์ผักกาดและความตายของบุตร มารเยาะเย้ยกิสาโคตมีภิกษุณีว่านั่งร้องไห้เหมือนเสียลูกเพื่อรอหาชายใหม่ นางตอบว่าไม่เศร้าโศกอีกแล้วเพราะเข้าใจว่าความตายเป็นธรรมดาของทุกคน อรรถกถาเล่าประวัติเต็มว่านางเป็นลูกคนจนที่แต่งงานเข้าตระกูลใหญ่ เมื่อลูกชายตายจึงเสียสติอุ้มศพเที่ยวขอยา พระพุทธเจ้าให้ไปขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตาย นางหาไม่พบจึงเข้าใจสัจธรรมและบวช บรรลุอรหัตขณะปลงผม
- หน้า ๙๔–๙๕ วิชยาสูตร: มารเชิญชวนด้วยดนตรีและกาม วิชยาภิกษุณีปฏิเสธเพราะเบื่อกาย มารเชิญชวนวิชยาภิกษุณีให้มาร่วมสำราญด้วยดนตรีเพราะยังสาวและตนเองยังหนุ่ม ภิกษุณีตอบว่ายกรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสอันน่ารื่นรมย์ให้มารไปเลยเพราะตนอึดอัดระอากับร่างกายที่เน่าเปื่อยแตกทำลายได้ ตัณหาและอวิชชาในภพทั้งปวงตนถอนได้หมดแล้ว มารจึงเสียใจหายไป
- หน้า ๙๖–๙๘ อุบลวรรณาสูตร: มารข่มขู่เรื่องนักเลง ภิกษุณีแสดงฤทธิ์ไม่หวั่นกลัว มารพยายามข่มขู่อุบลวรรณาภิกษุณีผู้ยืนอยู่ใต้ต้นสาละดอกบานคนเดียวว่าอาจถูกนักเลงลวนลาม ภิกษุณีตอบว่าแม้นักเลงแสนคนมาก็ไม่หวั่น เพราะตนชำนาญฤทธิ์สามารถหายตัวหรือแม้ยืนอยู่กลางดวงตาของมารเองมารก็มองไม่เห็น มารจึงหายไปด้วยความเสียใจ
- หน้า ๙๙–๑๐๐ จาลาสูตร: มารถามทำไมไม่ชอบความเกิด จาลาภิกษุณีชี้โทษของการเกิด มารถามจาลาภิกษุณีว่าทำไมจึงไม่ชอบความเกิด เพราะผู้เกิดมาย่อมได้เสพกาม นางตอบว่าผู้เกิดมาต้องพบทั้งความตาย การจองจำ การถูกฆ่า และความเศร้าหมอง จึงไม่ปรารถนาเกิดอีก และกล่าวว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนธรรมที่ก้าวล่วงความเกิดเพื่อละทุกข์ทั้งมวล
- หน้า ๑๐๑–๑๐๒ อุปจาลาสูตร: มารชวนไปเกิดสวรรค์ อุปจาลาภิกษุณีมุ่งพระนิพพาน มารชักชวนอุปจาลาภิกษุณีให้ตั้งจิตปรารถนาไปเกิดในสวรรค์ชั้นต่างๆ เพื่อเสวยความสุข นางตอบว่าเทวดาเหล่านั้นยังผูกพันด้วยกามจึงต้องกลับมาอยู่ในอำนาจมารอีก ส่วนใจของนางยินดีแน่วในพระนิพพานอันไม่หวั่นไหวซึ่งเป็นที่ที่มารเข้าไม่ถึง
- หน้า ๑๐๓–๑๐๕ สีสุปจาลาสูตร: มารถามเรื่องทิฏฐิ ภิกษุณีสรรเสริญพระพุทธเจ้า มารถามสีสุปจาลาภิกษุณีว่าชอบใจทิฏฐิของใคร นางตอบว่าไม่ชอบใจทิฏฐิของเจ้าลัทธิภายนอกศาสนาใดเลย เพราะล้วนไม่ฉลาดในธรรม แล้วกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติในศากยสกุลว่าทรงครอบงำมารและกิเลสทั้งปวง เป็นศาสดาที่นางเลื่อมใสคำสอนอย่างแท้จริง
- หน้า ๑๐๖–๑๐๗ เสลาสูตร: ใครสร้างรูป? คำตอบตามหลักปฏิจจสมุปบาท มารถามเสลาภิกษุณีว่าใครเป็นผู้สร้างรูปกายนี้ รูปเกิดที่ไหนดับที่ไหน นางตอบตามหลักปฏิจจสมุปบาทว่ารูปกายไม่มีใครสร้าง เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุปัจจัย ดับไปเพราะเหตุดับ เปรียบเหมือนพืชที่งอกได้เพราะอาศัยรสดินและยางในเมล็ด ขันธ์ธาตุอายตนะก็เกิดดับตามเหตุปัจจัยเช่นกัน
- หน้า ๑๐๘–๑๑๐ วชิราสูตร: สัตว์เป็นเพียงสมมติ จบภิกขุนีสังยุต มารถามวชิราภิกษุณีว่าใครสร้างสัตว์ นางตอบว่าคำว่าสัตว์เป็นเพียงสมมติเมื่อกองขันธ์ประชุมกัน เปรียบเหมือนคำว่ารถเกิดจากการประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน แท้จริงมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีสัตว์ที่แท้จริงเกิดหรือดับ จบภิกขุนีสังยุตซึ่งรวมภิกษุณี 10 รูปที่เอาชนะมารด้วยปัญญา
- หน้า ๑๑๑–๑๒๐ อายาจนสูตร: สหัมบดีพรหมทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรม เริ่มพรหมสังยุต หลังตรัสรู้ใหม่ๆ พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาว่าธรรมที่ตรัสรู้ลึกซึ้งยากเข้าใจ หมู่สัตว์ยินดีติดในกามคุณ หากแสดงธรรมแล้วไม่มีใครเข้าใจจะเหนื่อยเปล่า จึงทรงน้อมพระทัยไม่แสดงธรรม สหัมบดีพรหมทราบจึงเกรงโลกจะพินาศ ลงมาทูลอาราธนาให้แสดงธรรมเพื่อสัตว์ที่มีกิเลสน้อยจะรู้ตาม พระพุทธเจ้าทรงสอดส่องโลกด้วยพุทธจักษุ เห็นสัตว์ต่างระดับปัญญาดุจดอกบัวสามเหล่าในสระ จึงทรงรับคำอาราธนา อรรถกถาอธิบายเหตุผลเชิงลึกที่ทรงน้อมพระทัยเช่นนั้นต่อเนื่อง (ยังไม่จบ)
- หน้า ๑๒๑–๑๒๖ อรรถกถาอายาจนสูตร: ความหมายบทธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงลังเลก่อนแสดงธรรม ตอนจบพระสูตรอายาจนสูตร สหัมบดีพรหมทูลอาราธนาสำเร็จแล้วถวายอภิวาทอันตรธานไป จากนั้นอรรถกถาไขความหมายคำสำคัญ เช่น ธรรมที่ทรงบรรลุลึกซึ้งเห็นได้ยาก อุปมาสัตว์ดุจดอกบัว ๔ เหล่าตามระดับปัญญา (อุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู เนยยะ ปทปรมะ) เหตุที่พระองค์ทรงแบ่งภัพบุคคลอภัพบุคคล และเหตุที่ทรงเลือกแสดงธรรมแก่ปัญจวัคคีย์ก่อน จบด้วยการเสด็จไปแสดงธรรมจักรที่ป่าอิสิปตนะ
- หน้า ๑๒๗–๑๓๑ คารวสูตร: พระพุทธเจ้าทรงเคารพพระธรรมเพราะไม่ทรงเห็นผู้ใดยิ่งกว่า หลังตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาว่าการอยู่โดยไม่มีที่เคารพยำเกรงเป็นทุกข์ จึงทรงมองหาสมณะหรือพราหมณ์ที่มีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติยิ่งกว่าพระองค์เพื่อสักการะ แต่ไม่ทรงพบ จึงตัดสินพระทัยเคารพธรรมที่ทรงตรัสรู้เองแทน สหัมบดีพรหมมาสรรเสริญว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอดีต อนาคต และปัจจุบันล้วนเคารพธรรมเช่นกัน อรรถกถาอธิบายศัพท์ เช่น สเทวกโลก และวิมุตติญาณทัสสนะ
- หน้า ๑๓๒–๑๓๙ พรหมเทวสูตร: สหัมบดีพรหมโปรดมารดาของพระอรหันต์พรหมเทวะ พระพรหมเทวะบวชแล้วบรรลุอรหัตตผล วันหนึ่งไปบิณฑบาตที่บ้านมารดาซึ่งยังบูชาพรหมด้วยข้าวปายาสเป็นประจำโดยไม่รู้ว่าบุตรเหนือกว่าพรหมแล้ว สหัมบดีพรหมลอยกลางอากาศกล่าวคาถาเตือนสตินางว่าพรหมโลกอยู่ไกล ภักษาพรหมไม่ใช่เช่นนี้ และสรรเสริญคุณพระพรหมเทวะผู้หมดกิเลสควรค่าแก่ทักษิณา นางจึงเลื่อมใสถวายทานแด่บุตรและได้บุญนำสุขในอนาคต
- หน้า ๑๔๐–๑๔๘ พกสูตร: พระพุทธเจ้าทรงทรมานพกพรหมผู้เห็นผิดว่าพรหมโลกเที่ยงแท้ถาวร พกพรหมยึดมั่นว่าพรหมโลกเที่ยง ไม่เกิดไม่ตาย ไม่มีทางออกอื่นยิ่งกว่า พระพุทธเจ้าเสด็จไปทักท้วงว่าพกพรหมโง่เขลากล่าวสิ่งไม่เที่ยงว่าเที่ยง พกพรหมอ้างว่าตนกับพวก ๗๒ องค์ล่วงชาติชราด้วยบุญ พระพุทธเจ้าจึงเผยบุรพกรรมของพกพรหมทีละข้อ ทั้งการให้น้ำแก่คนเดินทาง ช่วยคนถูกโจรจับ ปราบพญานาค และเคยเป็นอาจารย์ของพระโพธิสัตว์ในอดีตชาติ พกพรหมจึงยอมรับพระปรีชาญาณของพระพุทธเจ้า
- หน้า ๑๔๙–๑๕๕ อปราทิฏฐิสูตร: พระอรหันต์ ๔ ทิศแวดล้อมพระพุทธเจ้าทรมานพรหมผู้เห็นผิด พรหมองค์หนึ่งเชื่อว่าไม่มีสมณะใดขึ้นมาถึงพรหมโลกได้ พระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับนั่งเหนือพรหมนั้นเข้าเตโชธาตุกสิณ พระมหาโมคคัลลานะ มหากัสสป มหากัปปินะ และอนุรุทธะต่างทราบด้วยทิพยจักษุแล้วตามไปนั่งล้อมสี่ทิศเข้าเตโชธาตุเช่นกัน พรหมเห็นแล้วละทิฐิเก่า พรหมบริวารมาถามพระโมคคัลลานะว่ามีสาวกทรงฤทธิ์เช่นนี้อีกหรือไม่ ได้รับคำตอบว่ามีมากมาย
- หน้า ๑๕๖–๑๖๐ ปมาทสูตร: พรหมผู้มัวเมาในสุขจนประมาท ถูกพรหมบริสุทธิ์เตือนสติ สุพรหมและสุทธาวาสปัจเจกพรหมไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วชวนกันไปเตือนพรหมองค์หนึ่งที่มัวเมาอยู่ในสุขพรหมโลกอย่างประมาท พรหมนั้นเนรมิตกายเป็นพันแสดงฤทธิ์อวดตน สุพรหมจึงเนรมิตกายมากกว่าเป็นสองพัน ชี้ให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงมีฤทธิ์เหนือกว่าทั้งสอง แม้พรหมนั้นอวดวิมานทองรุ่งโรจน์ สุพรหมเตือนว่ารูปมีโทษหวั่นไหวไม่เที่ยง บัณฑิตจึงไม่ยินดีในรูป พรหมนั้นสำนึกแล้วภายหลังไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
- หน้า ๑๖๑–๑๖๒ ปฐมโกกาลิกสูตรและติสสกสูตร: พรหมตำหนิผู้อวดวัดคุณพระขีณาสพ สองพระสูตรสั้นคู่กัน สุพรหมและสุทธาวาสปัจเจกพรหมกล่าวคาถาต่อหน้าพระพุทธเจ้า เนื้อความคล้ายกัน ปรารภพระโกกาลิกภิกษุและภิกษุกฏโมรกติสสกะ ตำหนิว่าผู้มีปัญญาน้อยเป็นปุถุชนไม่มีธุตธรรม บังอาจกำหนดวัดประมาณคุณธรรมของพระขีณาสพผู้มีคุณอันใครๆ ประมาณมิได้ นับเป็นการเตือนล่วงหน้าถึงความผิดพลาดร้ายแรงของภิกษุทั้งสองที่จะปรากฏชัดในสูตรถัดไป
- หน้า ๑๖๓–๑๖๖ ตุทุพรหมสูตร: พรหมตุทุเตือนโกกาลิกภิกษุผู้ป่วยหนักให้เลื่อมใสพระอัครสาวก พระโกกาลิกภิกษุอาพาธหนัก ตุทุปัจเจกพรหมผู้เคยเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่านมาปรากฏกลางอากาศ กล่าวเตือนให้ทำจิตเลื่อมใสในพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ แต่โกกาลิกภิกษุกลับตำหนิว่าพรหมยังมาเที่ยวทำไม ตุทุพรหมจึงกล่าวคาถาเตือนว่าวาจาชั่วเป็นดังศัสตราตัดตนเอง การประทุษร้ายใจต่อผู้ปฏิบัติดีเป็นโทษหนักยิ่งกว่าปราชัยการพนัน ผู้ติเตียนพระอริยะย่อมตกนรกนานแสนกัป
- หน้า ๑๖๗–๑๗๕ ทุติยโกกาลิกสูตร: โกกาลิกภิกษุกล่าวตู่พระอัครสาวก ตายไปเกิดในปทุมนรก พระโกกาลิกภิกษุกล่าวหาพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะว่ามีความปรารถนาลามกถึงสามครั้ง แม้พระพุทธเจ้าจะทรงห้ามและตรัสให้เลื่อมใสในท่านทั้งสอง โกกาลิกก็ไม่ฟัง กลับไปแล้วเกิดตุ่มพองทั่วกายจนแตกและถึงแก่มรณภาพ ไปเกิดในปทุมนรกเพราะจิตอาฆาต พระพุทธเจ้าทรงอุปมาระยะเวลาในนรกด้วยเกวียนบรรทุกงาที่นับเมล็ดออกทีละร้อยปี อรรถกถาเล่าสาเหตุความริษยาเรื่องลาภสักการะที่ทำให้โกกาลิกผูกอาฆาตพระอัครสาวกทั้งสอง
- หน้า ๑๗๖–๑๗๗ สนังกุมารสูตร: คาถาสรรเสริญผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ สนังกุมารพรหมเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ริมฝั่งแม่น้ำสัปปินี กรุงราชคฤห์ กล่าวคาถาว่ากษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่ชนที่ถือเรื่องโคตรตระกูล แต่ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์ พระพุทธเจ้าทรงพอพระทัย อรรถกถาอธิบายวิชชา ๓ หรือ ๘ ประการ และจรณะ ๑๕ ประการที่ทำให้บุคคลประเสริฐเลิศกว่าชาติกำเนิด
- หน้า ๑๗๘ สนังกุมารสูตรและเทวทัตตสูตร: คำสุภาษิตของพรหมเรื่องวิชชาจรณะและกรรมทำลายตน สนังกุมารพรหมเข้าเฝ้าตรัสคาถาว่าแม้กษัตริย์จะประเสริฐในหมู่ชนที่ถือโคตร แต่ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะประเสริฐกว่าทั้งเทวดาและมนุษย์ ส่วนท้าวสหัมบดีพรหมเข้าเฝ้าหลังพระเทวทัตหลีกไปไม่นาน กล่าวคาถาเปรียบพระเทวทัตดังต้นกล้วยที่ถูกผลของตนฆ่า สักการะที่ได้มาย่อมฆ่าคนชั่วเช่นลูกในท้องฆ่าแม่ม้าอัสดร
- หน้า ๑๗๙–๑๘๒ อันธกวินทสูตร: ท้าวสหัมบดีพรหมถวายคาถาสอนภิกษุให้เสพที่สงัดและเจริญความเพียร คืนฝนตกมืดที่หมู่บ้านอันธกวินท์ ท้าวสหัมบดีพรหมเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ากล่าวคาถาสอนภิกษุให้เสพเสนาสนะสงัดเพื่อหลุดพ้นจากสังโยชน์ หากไม่ยินดีก็ให้อยู่ในหมู่สงฆ์อย่างมีสติสำรวม อรรถกถาอธิบายรายละเอียดวิชชาแปดจรณะสิบห้าและการบิณฑบาตของภิกษุผู้ปฏิบัติ พร้อมกล่าวถึงจำนวนพระขีณาสพและพระเสขะที่พระพุทธเจ้าทรงทราบ
- หน้า ๑๘๓–๑๘๘ อรุณวตีสูตร: พระพุทธเจ้าสิขีและพระอภิภูแสดงฤทธิ์แสดงธรรมในพรหมโลก พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่องพระพุทธเจ้าพระนามสิขีในอดีตกาล พร้อมพระอภิภูสาวกเสด็จไปพรหมโลก ให้พระอภิภูแสดงธรรมจนพรหมติเตียนว่าเหตุใดสาวกแสดงธรรมต่อหน้าศาสดา พระอภิภูจึงแสดงฤทธิ์ปรากฏกายครึ่งตัวสลับกัน และยืนกล่าวคาถาให้เสียงแผ่ไปทั่วหมื่นโลกธาตุ สอนให้เพียรกำจัดกิเลสดุจช้างทำลายเรือนไม้อ้อ
- หน้า ๑๘๙–๑๙๔ ปรินิพพานสูตร: การเสด็จดับขันธปรินิพพานและคาถาของพรหม สักกะ อานนท์ อนุรุทธะ ณ สาลวโนทยานกรุงกุสินารา พระพุทธเจ้าตรัสวาจาครั้งสุดท้ายเตือนให้ไม่ประมาท แล้วเสด็จเข้าออกฌานทั้งเก้าตามลำดับก่อนปรินิพพานหลังจตุตถฌาน เมื่อปรินิพพานแล้ว ท้าวสหัมบดีพรหม ท้าวสักกะ พระอานนท์ และพระอนุรุทธะต่างกล่าวคาถาสะท้อนความไม่เที่ยงของสังขารและความสงบของจิตที่หลุดพ้น อรรถกถาอธิบายลำดับฌานและเหตุที่พระอนุรุทธะทราบว่ายังไม่ปรินิพพานจริง ปิดท้ายพรหมสังยุต
- หน้า ๑๙๕–๒๐๐ ธนัญชานีสูตร: นางพราหมณีธนัญชานีเปล่งวาจานอบน้อมพระพุทธเจ้าจนสามีขู่ฆ่าแต่ไม่หวั่นไหว นางธนัญชานีพราหมณีผู้เลื่อมใสพระรัตนตรัยเผลอเปล่งวาจานอบน้อมพระพุทธเจ้าขณะก้าวพลาด สามีโกรธขู่จะยกวาทะและฆ่านางด้วยพระขรรค์ แต่นางไม่หวั่นไหวยอมสละชีวิตเพื่อศรัทธา ต่อมานางลื่นล้มขณะเลี้ยงพราหมณ์ในงานบูชาไฟก็ยังเปล่งวาจานอบน้อมจนพราหมณ์ทั้งปวงโกรธเลิกรา สามีจึงไปโต้วาทะกับพระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรมเรื่องฆ่าความโกรธแล้วเลื่อมใสขอบวชจนบรรลุอรหัตต์
- หน้า ๒๐๑–๒๑๐ อักโกสกสูตร อสุรินทกสูตร พิลังคิกสูตร: สามพี่น้องภารทวาชะด่าพระพุทธเจ้าแล้วกลับใจบวช พี่น้องตระกูลภารทวาชะสามคนโกรธที่พี่ชายบวชในพระศาสนา จึงเข้าไปด่าว่าพระพุทธเจ้าด้วยถ้อยคำหยาบคาย พระองค์ทรงเปรียบเทียบว่าของที่ให้แล้วไม่มีผู้รับก็ยังเป็นของผู้ให้ ทรงสอนว่าผู้ไม่โกรธตอบชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก ทั้งสามคนเลื่อมใสขอบวชและบรรลุอรหัตต์ทุกคน แสดงหลักธรรมเรื่องการอดกลั้นต่อคำล่วงเกินซ้ำกันสามครั้งด้วยเหตุการณ์คล้ายกัน
- หน้า ๒๑๑–๒๑๓ อหิงสกสูตรและชฏาสูตร: ความหมายที่แท้จริงของผู้ไม่เบียดเบียนและผู้สางตัณหาพายุ่ง พราหมณ์ชื่ออหิงสกะอวดอ้างว่าตนไม่เบียดเบียนใคร พระพุทธเจ้าตรัสว่าชื่อนั้นจะเป็นจริงก็ต่อเมื่อไม่เบียดเบียนทั้งกาย วาจา ใจ ส่วนพราหมณ์ชฏาทูลถามว่าใครจะสางตัณหาที่พันยุ่งทั้งภายในภายนอกได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้มีปัญญาตั้งมั่นในศีลอบรมจิตจนสิ้นราคะโทสะโมหะเท่านั้นจึงสางได้ ทั้งสองเลื่อมใสขอบวชและบรรลุอรหัตต์
- หน้า ๒๑๔–๒๑๖ สุทธิกสูตร: ความหมดจดที่แท้จริงเกิดจากวิชชาและจรณะ ไม่ใช่เพียงชาติกำเนิด พราหมณ์กล่าวอ้างว่าผู้มีศีลบำเพ็ญตบะและถึงพร้อมวิชชาจรณะเท่านั้นจึงหมดจด สัตว์อื่นหมดจดไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงคัดค้านว่าผู้กล่าวมากแต่เน่าในภายในอาศัยโกหกหาเป็นพราหมณ์ไม่ ไม่ว่าชาติกษัตริย์พราหมณ์แพทย์ศูทรหรือคนจัณฑาล หากมีความเพียรมั่นคงย่อมถึงความหมดจดอย่างยิ่งได้เสมอกัน
- หน้า ๒๑๗–๒๒๐ อัคคิกสูตร: พราหมณ์บูชาไฟถวายข้าวปายาสแต่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธโภชนะที่ได้จากการขับกล่อม อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ปรุงข้าวปายาสเซ่นไฟ เห็นพระพุทธเจ้ามาบิณฑบาตจึงกล่าวว่าผู้มีไตรวิชชาเท่านั้นควรบริโภค พระองค์ตรัสนิยามไตรวิชชาใหม่คือบุพเพนิวาสญาณ ทิพยจักษุ และญาณสิ้นอาสวะ เมื่อพราหมณ์น้อมถวายข้าวปายาส พระองค์ทรงปฏิเสธเพราะเป็นโภชนะที่ได้มาด้วยการแสดงธรรมประดุจขับกล่อม แนะให้บำรุงพระขีณาสพด้วยปัจจัยอื่นแทน
- หน้า ๒๒๑–๒๒๖ สุนทริกสูตร: พระพุทธเจ้าปฏิเสธข้าวปายาสเซ่นไฟ ทรงแสดงไฟแห่งญาณภายในตน สุนทริกภารทวาชพราหมณ์บูชาไฟที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกาแล้วมองหาผู้ควรรับข้าวปายาสที่เหลือ พบพระพุทธเจ้าแต่เข้าใจผิดว่าเป็นสมณะโล้นจึงจะกลับ ภายหลังทูลถามชาติกำเนิด พระองค์ตรัสว่าอย่าถามชาติจงถามความประพฤติ เมื่อพราหมณ์ถวายข้าวปายาสอีกครั้งก็ทรงปฏิเสธเช่นเดิม ให้นำไปทิ้งน้ำซึ่งเกิดเสียงเดือดพล่านอัศจรรย์ ทรงแสดงว่าไฟแห่งปัญญาภายในสำคัญกว่าไฟบูชาภายนอก พราหมณ์เลื่อมใสบวชและบรรลุอรหัตต์
- หน้า ๒๒๗–๒๓๓ อรรถกถาสุนทริกสูตร: ไขความหมายมรรคมีองค์แปดในฐานะห้วงน้ำแห่งธรรมที่แท้จริง อรรถกถาขยายความคาถาสุนทริกสูตรอย่างละเอียด อธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าประทับคลุมพระเศียรเพื่อให้พราหมณ์เข้ามาสนทนาได้ อธิบายอุปมามานะเป็นดังภาระ ความโกรธเป็นควัน มุสาวาทเป็นขี้เถ้า ลิ้นเป็นทัพพี หทัยเป็นกองกูณฑ์ และชี้ว่ามรรคมีองค์แปดคือห้วงน้ำแห่งธรรมที่ไม่ขุ่นมัวสำหรับชำระสัตว์ให้ถึงฝั่งนิพพานอย่างแท้จริง ต่างจากแม่น้ำสุนทริกาภายนอก
- หน้า ๒๓๔ พหุธิติสูตร (เริ่มเรื่อง): พราหมณ์ตามหาโคที่หายพบพระพุทธเจ้าประทับสมาธิในป่า พราหมณ์ภารทวาชโคตรผู้มีโคงานสิบสี่ตัวหายไปหกสิบวัน ตามหาโคจนเข้าไปในชัฏป่าแห่งหนึ่งในโกศลชนบท พบพระพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิ จึงเริ่มกล่าวคาถาเปรียบเทียบว่าพระสมณะไม่มีโคหาย ไม่มีงาเสียในไร่ ไม่มีหนูรบกวนฉางเปล่า จึงเป็นผู้มีความสุข เนื้อความยังไม่จบในหน้านี้ ต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไปนอกเหนือขอบเขตช่วงนี้
- หน้า ๒๓๕–๒๔๒ พหุธิติสูตร พราหมณ์ผู้มีหนี้สินและความทุกข์มากมายเทียบกับความสุขที่แท้จริง พราหมณภารทวาชโคตรทำโคหาย ๑๔ ตัว พบพระพุทธเจ้าประทับนั่งสงบในป่า จึงกล่าวประชดว่าพระองค์มีความสุขเพราะไม่มีภาระทางโลกเหมือนตน พระพุทธเจ้าตรัสตอบยืนยันว่าไม่มีทุกข์เหล่านั้นจริง พราหมณ์เลื่อมใสบวชและบรรลุอรหันต์ อรรถกถาเล่าเรื่องราวความทุกข์ ๗ ประการของพราหมณ์ เช่น งาเสีย หนูป่วนฉางเปล่า เจ้าหนี้ทวงหนี้ และเรื่องพระเจ้าโกศลทรงใช้หนี้แทนพร้อมดูแลครอบครัวพระเถระ
- หน้า ๒๔๓–๒๔๖ กสิสูตร พระพุทธเจ้าทรงเปรียบการปฏิบัติธรรมเป็นการทำนาทางธรรม กสิภารทวาชพราหมณ์เทียมไถ ๕๐๐ คันในฤดูหว่าน เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาบิณฑบาตจึงกล่าวประชดว่าพระองค์ควรไถหว่านเหมือนตนจึงจะบริโภคได้ พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาว่าศรัทธาเป็นพืช ความเพียรเป็นฝน ปัญญาเป็นแอกและไถ หิริเป็นงอนไถ สติเป็นผาลและประตัก การทำนาเช่นนี้มีผลเป็นอมตะคือพระนิพพาน พราหมณ์เลื่อมใสถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๒๔๗–๒๕๓ อรรถกถากสิสูตร ตอนต้น เรื่องพิธีแรกไถนาอันยิ่งใหญ่และพุทธกิจ ๕ ประการในแต่ละวัน อธิบายบริบทพิธีวัปปมงคลของกสิภารทวาชพราหมณ์ที่จัดอย่างหรูหรา มีโคสามพันตัวประดับทอง คนไถ ๕๐๐ คน และข้าวปายาสเลี้ยงบริวารกว่า ๒,๕๐๐ คน จากนั้นแทรกอธิบายกิจวัตรประจำวัน ๕ อย่างของพระพุทธเจ้า คือ กิจในปุเรภัต ปัจฉาภัต ปุริมยาม มัชฌิมยาม และปัจฉิมยาม ก่อนเล่าว่าพระองค์เสด็จไปบิณฑบาตที่งานของพราหมณ์นี้เพราะทรงเห็นอุปนิสัยแห่งอรหัตของเขา ทรงเปล่งรัศมีจนพราหมณ์และผู้คนต้องหยุดงานมองดู
- หน้า ๒๕๔–๒๕๙ อรรถกถากสิสูตร ตอนกลาง อธิบายอุปมาศรัทธาเป็นพืช ปัญญาเป็นแอกไถ หิริเป็นงอนไถ เมื่อพราหมณ์ไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าไถนาเพราะไม่เห็นเครื่องไถ พระองค์จึงตรัสขยายอุปมาธรรมะเทียบกับการทำนาอย่างละเอียด เริ่มจากศรัทธาเปรียบเป็นเมล็ดพืชที่มีรากคือศีลและหน่อคือสมถวิปัสสนา ตบะคือการสำรวมอินทรีย์เป็นน้ำฝนหล่อเลี้ยง ปัญญาคู่กับสมาธิเป็นแอกและไถ หิริเป็นงอนไถที่ยึดปัญญาไว้ไม่ให้หย่อนยานหรือตึงเกินไป
- หน้า ๒๖๐–๒๖๕ อรรถกถากสิสูตร ตอนปลาย สติเป็นผาลประตัก ความเพียรนำไปสู่พระนิพพาน จบอรรถกถา อธิบายต่อว่าใจคือสมาธิเป็นเชือกผูกไถ สติเป็นผาลและประตักคอยรักษาและป้องกันความเกียจคร้าน กายวาจาที่สำรวมเป็นรั้วป้องกันกิเลส สัจจะเป็นเครื่องดายหญ้าคือคำพูดคลาดเคลื่อน โสรัจจะคืออรหัตผลเป็นเครื่องปลดเปลื้องที่ไม่ต้องทำซ้ำอีก ความเพียรนำธุระตรงสู่นิพพานไม่ถอยกลับ สรุปว่าผู้ใดไถอย่างนี้ไม่ว่าวรรณะใดย่อมพ้นทุกข์ทั้งปวง จบด้วยพราหมณ์เลื่อมใสในพระธรรมเทศนาอันลึกซึ้ง
- หน้า ๒๖๖–๒๖๙ อุทัยสูตร พระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตซ้ำสามวัน สอนเรื่องสิ่งดีที่ควรทำบ่อยๆ พระพุทธเจ้าเสด็จไปรับบิณฑบาตที่บ้านอุทัยพราหมณ์ติดต่อกัน ๓ วัน วันที่สามพราหมณ์บ่นว่าพระองค์ติดในรสอาหารจึงเสด็จมาบ่อยๆ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าสิ่งดีงามในโลกล้วนทำบ่อยๆ เช่น หว่านพืชบ่อยๆ ฝนตกบ่อยๆ ทานบดีให้ทานบ่อยๆ ย่อมเข้าถึงสวรรค์บ่อยๆ ส่วนผู้มีปัญญาแม้เกิดบ่อยๆ ก็เพื่อได้บรรลุมรรคแล้วไม่ต้องเกิดอีก พราหมณ์เลื่อมใสถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๒๗๐–๒๗๔ เทวหิตสูตร พระอุปวาณะขอน้ำร้อนรักษาอาการประชวรลมของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าประชวรด้วยโรคลมในท้อง พระอุปวาณะผู้เป็นอุปัฏฐากไปขอน้ำร้อนและน้ำอ้อยจากเทวหิตพราหมณ์ผู้ขายน้ำอาบเลี้ยงชีพ นำมาถวายจนพระอาการหายเป็นปกติ ภายหลังเทวหิตพราหมณ์ทูลถามว่าควรถวายไทยธรรมที่ไหนจึงมีผลมาก พระพุทธเจ้าตรัสว่าพึงถวายแก่ผู้รู้แจ้งขันธ์ในอดีตชาติ เห็นสวรรค์และอบาย และบรรลุอรหัตแล้ว พราหมณ์เลื่อมใสถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๒๗๕–๒๘๒ มหาศาลสูตร พราหมณ์ผู้ถูกบุตรขับไล่ พระพุทธเจ้าประทานคาถาเตือนสติจนได้รับการดูแลคืน พราหมณมหาศาลแก่ชราถูกบุตร ๔ คนคบคิดกับภรรยาขับไล่ออกจากเรือนหลังยกทรัพย์ให้หมดแล้ว พระพุทธเจ้าประทานคาถาเปรียบบุตรอกตัญญูเหมือนสุนัขรุมเห่าสุกร และไม้เท้ายังมีประโยชน์กว่าบุตรที่ไม่เชื่อฟัง ให้พราหมณ์ท่องไปกล่าวกลางที่ประชุม บุตรทั้งสี่สำนึกผิดรับกลับไปเลี้ยงดูอย่างดี พราหมณ์ถวายส่วนอาหารแด่พระพุทธเจ้า ภายหลังบุตรทั้งสี่พร้อมภรรยาฟังธรรมบรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๒๘๓–๒๘๖ มานัตถัทธสูตร พราหมณ์ผู้ถือตัวไม่ไหว้ใคร พระพุทธเจ้าทรงปราบมานะด้วยพระดำรัสเดียว มานัตถัทธพราหมณ์ไม่เคยไหว้มารดาบิดาอาจารย์พี่ชาย ตั้งใจไปเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยคิดว่าจะพูดด้วยก็ต่อเมื่อพระองค์ตรัสก่อน พระพุทธเจ้าทรงทราบวาระจิตจึงตรัสว่าผู้มีมานะย่อมไม่ดีเลย พราหมณ์ประหลาดใจที่ถูกอ่านใจจึงหมอบกราบพระบาททันที พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าไม่ควรมีมานะต่อมารดาบิดาพี่ชายอาจารย์และพระอรหันต์ พราหมณ์เลื่อมใสถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๒๘๗–๒๘๘ ปัจจนิกสูตร พราหมณ์ผู้ตั้งใจโต้แย้งทุกคำ กลับเลื่อมใสในคำสอนเรื่องละความแข่งดี ปัจจนิกสาตพราหมณ์ตั้งใจจะเป็นข้าศึกคัดค้านทุกคำที่พระพุทธเจ้าตรัส จึงเข้าไปเฝ้าและทูลขอให้แสดงธรรม พระพุทธเจ้าตรัสว่าคำสุภาษิตย่อมไม่แจ่มแจ้งแก่ผู้ชอบขัดแย้งมีจิตเศร้าหมองมากด้วยความแข่งดี ผู้ใดกำจัดความแข่งดีและถอนความอาฆาตได้แล้วเท่านั้นจึงจะเข้าใจคำสุภาษิตได้แท้จริง พราหมณ์เลื่อมใสถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๒๘๙–๒๙๐ นวกัมมิกสูตร พราหมณ์ผู้รับเหมาก่อสร้างถามพระพุทธเจ้าว่าอยู่ป่าคนเดียวยินดีอะไร นวกัมมิกภารทวาชพราหมณ์ผู้เลี้ยงชีพด้วยการตัดไม้ในป่าสร้างเรือนขาย เห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งสงบในป่าจึงถามว่าพระองค์ให้คนทำงานอะไรอยู่จึงยินดี พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์ไม่มีกิจในป่าเพราะถอนรากป่าคือกิเลสหมดแล้ว จึงยินดีอยู่ผู้เดียวโดยปราศจากลูกศรคือกิเลสและความกระสัน พราหมณ์เลื่อมใสถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๒๙๑ กัฏฐหารสูตร มาณพหาฟืนพบพระพุทธเจ้านั่งสมาธิในป่า อาจารย์พราหมณ์ถามถึงความปรารถนาเป็นพรหม มาณพศิษย์ของพราหมณ์ภารทวาชโคตรออกหาฟืนพบพระพุทธเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิสงบในป่าจึงกลับไปบอกอาจารย์ พราหมณ์พร้อมศิษย์เข้าไปเฝ้าและทูลถามด้วยคาถาว่าเหตุใดจึงชอบอยู่ป่าคนเดียว ทำเพื่อหวังเป็นสหายกับท้าวมหาพรหมหรือไม่ พระพุทธเจ้าเริ่มตรัสตอบว่าทรงตัดความมุ่งหวังและตัณหาที่มีอวิชชาเป็นรากทั้งหมดสิ้นแล้ว เนื้อหาคำตอบเต็มต่อเนื่องในหน้าถัดไป
- หน้า ๒๙๒–๒๙๓ กัฏฐหารสูตร ว่าด้วยความเป็นพรหม มาณพหาฟืนของพราหมณ์ภารทวาชโคตรพบพระพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิในป่าทึบน่ากลัว จึงไปบอกอาจารย์ พราหมณ์มาเฝ้าแล้วถามว่าทรงทำความเพียรในป่าเพื่อหวังเกิดเป็นพรหมหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ตัดตัณหาและความมุ่งหวังทั้งปวงอันมีอวิชชาเป็นมูลรากได้หมดสิ้นแล้ว บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุดยิ่งกว่าความเป็นพรหม พราหมณ์เลื่อมใสถึงสรณะ
- หน้า ๒๙๔–๒๙๕ มาตุโปสกสูตร ว่าด้วยการเลี้ยงมารดาและบิดา พราหมณ์ผู้เลี้ยงดูมารดาบิดาด้วยอาหารบิณฑบาตที่แสวงหามาโดยธรรม ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าตนทำสิ่งที่ควรทำแล้วหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสรับรองว่าเป็นกิจที่ควรทำและได้บุญมาก ผู้เลี้ยงดูมารดาบิดาโดยธรรมย่อมได้รับการสรรเสริญในโลกนี้ และเมื่อละโลกนี้ไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์
- หน้า ๒๙๖ ภิกขกสูตร ว่าด้วยความเป็นภิกษุ พราหมณ์ผู้เลี้ยงชีพด้วยการขอทานกล่าวกับพระพุทธเจ้าว่าตนกับพระองค์ต่างก็เป็น "ผู้ขอ" เหมือนกัน ไม่ต่างกัน พระพุทธเจ้าตรัสแก้ว่าความเป็นภิกษุที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การขอจากผู้อื่นหรือการสมาทานธรรมที่เป็นพิษ แต่อยู่ที่การละบุญและบาปทั้งปวงแล้วประพฤติพรหมจรรย์ด้วยปัญญาพิจารณา
- หน้า ๒๙๗–๒๙๙ สังครวสูตร ว่าด้วยการอาบน้ำล้างบาป พราหมณ์สังครวะถือลัทธิชำระบาปด้วยการอาบน้ำเช้าเย็นทุกวัน พระอานนท์กราบทูลเชิญพระพุทธเจ้าไปโปรดถึงที่พัก พระองค์ตรัสว่าความบริสุทธิ์แท้จริงคือห้วงน้ำแห่งธรรมที่มีศีลเป็นท่าน้ำ สัตบุรุษสรรเสริญ ผู้ถึงเวทและมีกายใจไม่แปดเปื้อนกิเลสเท่านั้นจึงข้ามถึงฝั่งได้ ไม่ใช่การอาบน้ำภายนอก พราหมณ์เลื่อมใสถึงสรณะ
- หน้า ๓๐๐–๓๐๒ โขมทุสสสูตร ว่าด้วยธรรมของสภา และจบพราหมณสังยุต พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปในสภาที่พราหมณ์คฤหบดีชาวโขมทุสสนิคมประชุมกัน ถูกกล่าวเยาะเย้ยว่าเป็น "สมณะโล้น" ไม่รู้จักธรรมของสภา พระองค์ตรัสว่าสภาที่แท้จริงคือที่มีคนสงบกล่าวธรรม ผู้ละราคะโทสะโมหะแล้วเท่านั้นจึงเรียกว่าคนสงบ ทุกคนเลื่อมใสถึงสรณะ ปิดท้ายด้วยรายชื่อ ๑๒ พระสูตรและคำว่าจบพราหมณสังยุต
- หน้า ๓๐๓–๓๐๖ นิกขันตสูตร เปิดวังคีสสังยุต ว่าด้วยบรรเทาความกระสัน เริ่มวังคีสสังยุต พระวังคีสะภิกษุใหม่ถูกทิ้งให้เฝ้าวิหารที่อัคคาฬวเจดีย์ เกิดความกระสันและกำหนัดเมื่อเห็นสตรีแต่งตัวสวยงามมาเที่ยวชมอาราม ท่านสำนึกว่าไม่ควรรอให้ผู้อื่นช่วย จึงข่มใจตนเองด้วยคาถาเปรียบธรรมที่ได้ฟังจากพระพุทธเจ้ากับนักธนูที่ไม่หวั่นไหวต่อศัตรูนับพัน และท้าทายมารว่าจะไม่มีวันเห็นทางของตนเลย
- หน้า ๓๐๗–๓๑๐ อรติสูตร ว่าด้วยการบรรเทาความกระสัน พระวังคีสะเกิดความกระสันอีกครั้งเมื่ออุปัชฌาย์ออกจากวิหารไปนาน ท่านบรรเทาความกระสันด้วยตนเองด้วยคาถาสอนใจว่าผู้ละทั้งความไม่ยินดีและความยินดีในกามคุณ ไม่ติดในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสที่เคยประสบ เห็นสรรพสิ่งเป็นของไม่เที่ยงทรุดโทรมไปทั้งหมด จึงชื่อว่าเป็นภิกษุและเป็นมุนีผู้สงบรอวันปรินิพพาน
- หน้า ๓๑๑–๓๑๓ เปสลาติมัญญนาสูตร ว่าด้วยการนึกดูหมิ่นภิกษุผู้มีศีล พระวังคีสะเผลอดูหมิ่นภิกษุผู้มีศีลรูปอื่นด้วยความถือตัวว่าตนมีปฏิภาณและรู้บาลีอรรถกถามากกว่า เมื่อรู้สึกตัวจึงเกิดความร้อนใจ แต่งคาถาตักเตือนตนเองให้ละมานะโดยไม่เหลือเศษ เพราะผู้ถูกมานะครอบงำย่อมตกนรกและเศร้าโศกนาน ส่วนผู้ชนะกิเลสด้วยมรรคย่อมไม่เศร้าโศกและได้รับเกียรติคุณ
- หน้า ๓๑๔–๓๑๕ อานันทสูตร ว่าด้วยวิธีแก้จิตกระสัน ขณะตามพระอานนท์บิณฑบาตในกรุงสาวัตถี พระวังคีสะเกิดความเร่าร้อนด้วยกามราคะอย่างรุนแรง จึงขอให้พระอานนท์ช่วยแนะวิธีดับราคะ พระอานนท์สอนให้เห็นสังขารโดยความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน เจริญอสุภกัมมัฏฐานและกายคตาสติ เจริญความไม่มีนิมิต และถอนมานานุสัยด้วยปัญญาจนถึงความสงบ
- หน้า ๓๑๖–๓๒๒ สุภาสิตสูตร ว่าด้วยวาจาสุภาษิต ๔ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงองค์ประกอบ ๔ ประการของวาจาสุภาษิต คือกล่าวแต่คำดี คำที่เป็นธรรม คำเป็นที่รัก และคำจริง พระวังคีสะทูลสรรเสริญด้วยคาถาว่าคำสัตย์เป็นวาจาไม่ตาย อรรถกถาขยายความยาวพร้อมเล่าเรื่องภิกษุหลายรูปบรรลุอรหัตและปัจเจกโพธิญาณเพราะได้ยินเพลงขับของหญิงชาวบ้านที่กล่าวถึงความไม่เที่ยงของสังขาร แม้เป็นภาษาชาวบ้านก็นับเป็นวาจาสุภาษิตได้หากมีสาระเป็นประโยชน์
- หน้า ๓๒๓–๓๒๔ สารีปุตตสูตร ว่าด้วยการสรรเสริญพระสารีบุตร พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยถ้อยคำไพเราะสละสลวยจนภิกษุตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ พระวังคีสะจึงสรรเสริญท่านว่าเป็นนักปราชญ์ปัญญาลึกซึ้ง ฉลาดในทางและมิใช่ทาง เสียงไพเราะดังเสียงนกสาลิกา มีปฏิภาณไม่มีสิ้นสุด ทำให้ภิกษุทั้งหลายปลื้มใจฟังธรรมด้วยความยินดี
- หน้า ๓๒๕–๓๓๑ ปวารณาสูตร ว่าด้วยการทำปวารณา ในวันออกพรรษาปวารณา พระพุทธเจ้าประทับท่ามกลางภิกษุอรหันต์ ๕๐๐ รูปที่บุพพาราม ทรงขอปวารณาให้สงฆ์ติเตียนความประพฤติของพระองค์ได้ พระสารีบุตรกราบทูลว่าไม่มีสิ่งใดจะติเตียนได้ พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญปัญญาของพระสารีบุตร และตรัสว่าภิกษุ ๕๐๐ รูปนั้นล้วนบรรลุวิชชา ๓ อภิญญา ๖ หรือวิมุตติต่างๆ พระวังคีสะสรรเสริญด้วยคาถาเปรียบพระพุทธเจ้าดุจพระเจ้าจักรพรรดิท่ามกลางหมู่สาวก
- หน้า ๓๓๒–๓๓๖ ปโรสหัสสสูตร การสรรเสริญพระพุทธเจ้าโดยคาถาที่ไม่คิดไว้ก่อน พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุกว่า ๑,๒๕๐ รูป พระวังคีสะทูลสรรเสริญด้วยคาถาที่แต่งขึ้นทันที พระพุทธเจ้าตรัสถามยืนยันว่าคาถาเหล่านี้ผุดขึ้นโดยฉับพลันจริงหรือ เมื่อท่านยืนยันว่ามิได้ตรึกตรองไว้ก่อน จึงขอให้กล่าวคาถาต่ออีกโดยประมาณยิ่ง ท่านจึงสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้ทรงเอาชนะมารร้อยหนทางและทรงแสดงฐานะอันเลิศ ๑๐ ประการ
- หน้า ๓๓๗–๓๔๔ โกณฑัญญสูตร พระวังคีสะสรรเสริญพระอัญญาโกณฑัญญะ พระอัญญาโกณฑัญญะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าหลังจากไม่ได้มาเฝ้านานถึง ๑๒ ปี พระวังคีสะสรรเสริญท่านว่าเป็นผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธองค์ มีความเพียรกล้าและได้วิชชา ๓ อรรถกถาเล่าเรื่องยาวว่าท่านไปพำนักที่สระมันทากินีในป่าหิมพานต์ มีโขลงช้าง ๘,๐๐๐ เชือกคอยปรนนิบัติดูแลนาน ๑๒ ปี จนท่านปรินิพพาน และช้างทั้งหลายร่วมพิธีถวายพระเพลิงพร้อมเทวดาต่างๆ จนถึงพรหมโลก
- หน้า ๓๔๕–๓๔๖ โมคคัลลานสูตร พระวังคีสะสรรเสริญพระมหาโมคคัลลานะ ที่กาฬสิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ พระมหาโมคคัลลานะใช้จิตตรวจดูจิตหลุดพ้นของภิกษุอรหันต์ ๕๐๐ รูปที่ประชุมกัน พระวังคีสะจึงสรรเสริญท่านว่ามีฤทธิ์มาก สามารถสอดส่องจิตของพระสาวกทั้งหลายที่หลุดพ้นจากกิเลสโดยไม่มีอุปธิเหลือ ขณะที่พระสาวกทั้งหมดนั่งห้อมล้อมพระพุทธเจ้าผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์
- หน้า ๓๔๗ คัคคราสูตร พระวังคีสะสรรเสริญพระพุทธเจ้า ที่ริมสระบัวคัคครา นครจัมปา พระพุทธเจ้าประทับท่ามกลางภิกษุ อุบาสก และเทวดาจำนวนมาก ทรงรุ่งเรืองเหนือทุกผู้ด้วยพระวรรณะและพระยศ พระวังคีสะสรรเสริญเปรียบพระองค์ดุจพระจันทร์พระอาทิตย์ที่ปราศจากมลทินส่องแสงเจิดจ้าในท้องฟ้าไร้เมฆฝน รุ่งเรืองล่วงสรรพสัตว์โลกทั้งปวง
- หน้า ๓๔๘ วังคีสสูตร ว่าด้วยพระวังคีสะภาษิตคาถา พระวังคีสะบรรลุอรหัตใหม่ๆ เสวยวิมุตติสุขอยู่ ได้กล่าวคาถาเล่าประวัติตนเองว่าแต่ก่อนมัวเมาในความเป็นกวี เที่ยวไปจากบ้านสู่บ้านจากเมืองสู่เมือง จนได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงแสดงธรรมเรื่องขันธ์อายตนะธาตุ เกิดศรัทธาจึงออกบวช เนื้อความต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไปเรื่องการบรรลุวิชชา ๓ โดยลำดับ
- หน้า ๓๔๙–๓๕๒ วังคีสสูตร: พระวังคีสะเปล่งอุทานหลังบรรลุอรหัตและประวัติการบวช จบวังคีสสังยุต พระวังคีสะผู้เพิ่งบรรลุอรหัตกล่าวคาถาย้อนความหลังว่าเคยหลงมัวเมาในความเป็นกวี จนได้พบพระพุทธเจ้าแล้วบวชและบรรลุไตรวิชชา อรรถกถาเล่าประวัติว่าเดิมท่านเป็นหมอดูรู้มนตร์เคาะกะโหลกศีรษะทายภพภูมิผู้ตาย พระพุทธเจ้าทรงแสดงกะโหลกพระขีณาสพให้ทายไม่ได้ ท่านจึงขอบวชเรียนมนตร์ และบรรลุอรหัตด้วยกรรมฐานอาการ ๓๒ จบวังคีสสังยุตทั้ง ๑๒ สูตร
- หน้า ๓๕๓–๓๕๔ วิเวกสูตร: เทวดาเตือนภิกษุผู้จิตฟุ้งซ่านทั้งที่อยู่ป่า (เปิดวนสังยุต) ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ป่าในแคว้นโกศลแต่ตรึกอกุศลวิตกอิงเรือน เทวดาประจำป่าเห็นแล้วเข้าไปเตือนด้วยคาถาว่าแม้กายจะอยู่ป่าแต่ใจยังแส่ซ่านออกนอก ให้ละความกำหนัดในคนเสียจึงจะมีความสุข เปรียบดังนกสลัดฝุ่นที่เปื้อนตัวออก ภิกษุนั้นได้ฟังแล้วสลดใจ เป็นสูตรแรกเปิดวนสังยุต
- หน้า ๓๕๕–๓๕๗ อุปัฏฐานสูตร: เทวดาเตือนภิกษุขีณาสพผู้นอนหลับกลางวัน ภิกษุ (ซึ่งเป็นพระขีณาสพ) นอนหลับพักผ่อนกลางวันหลังกลับจากบิณฑบาต เทวดาเข้าใจผิดคิดว่าท่านยังมีกิเลสจึงเตือนให้ตื่นเพิ่มพูนศรัทธาอย่ามัวหลับ ภิกษุจึงตอบโต้ด้วยคาถาว่าผู้สิ้นตัณหาสิ้นอวิชชาแล้วความหลับย่อมไม่แผดเผา แสดงให้เห็นว่าพระขีณาสพก็มีความอ่อนล้าทางกายได้ตามธรรมดา
- หน้า ๓๕๘–๓๖๐ กัสสปโคตตสูตร: พระกัสสปโคตรสอนนายพรานเนื้อในเวลาไม่เหมาะ พระกัสสปโคตรสอนธรรมแก่นายพรานเนื้อที่กำลังไล่ล่าเหยื่อ แต่จิตใจนายพรานยังจดจ่อกับรอยเท้าเนื้อไม่ได้ฟังธรรมจริง เทวดาจึงเตือนพระเถระว่าการสอนคนพาลผู้ไร้ปัญญาในเวลาไม่เหมาะสมนั้นไร้ผล เปรียบดังจุดประทีปสิบดวงให้คนตาบอดก็มองไม่เห็น พระเถระได้ฟังแล้วสลดใจ
- หน้า ๓๖๑–๓๖๒ สัมพหุลสูตร: เทวดาคร่ำครวญเมื่อหมู่ภิกษุจาริกจากไปหลังจำพรรษา ภิกษุจำนวนมากจำพรรษาในแนวป่าแคว้นโกศล ตั้งกิจวัตรฟังธรรมและปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดตลอดไตรมาส เมื่อออกพรรษาแล้วพากันจาริกไปที่อื่น เทวดาที่สิงอยู่ในป่าคร่ำครวญคิดถึงเสียงธรรมอันไพเราะที่จะไม่ได้ยินอีก เทวดาอีกองค์ปลอบว่าภิกษุไม่ยึดติดที่อยู่ ย่อมเที่ยวไปตามแคว้นต่างๆ เป็นธรรมดา
- หน้า ๓๖๓–๓๖๔ อานันทสูตร: เทวดาเตือนพระอานนท์ผู้คลุกคลีกับคฤหัสถ์เกินเวลา หลังพุทธปรินิพพาน พระมหากัสสปะให้พระอานนท์เข้าป่าบำเพ็ญเพียร แต่ท่านกลับมัวรับแขกคฤหัสถ์ที่มาคร่ำครวญถึงพระพุทธเจ้าจนเกินเวลา เทวดาประจำป่าเห็นแล้วเตือนให้ท่านเข้าโคนไม้ใส่ใจพระนิพพานและเพ่งฌานอย่าประมาท เพราะการพูดคุยเรื่อยเปื่อยไม่ก่อประโยชน์ พระอานนท์สลดใจฟังคำเตือนนั้น
- หน้า ๓๖๕–๓๖๗ อนุรุทธสูตร: เทพธิดาชาลินีชวนพระอนุรุทธะกลับไปสวรรค์ เทพธิดาชาลินี ภรรยาเก่าของพระอนุรุทธะในอดีตชาติ มาชวนให้ตั้งจิตปรารถนากลับไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ดังก่อน ท่านปฏิเสธเพราะเห็นว่าเหล่านางฟ้ายังตั้งอยู่ในสักกายทิฏฐิ สังขารไม่เที่ยง ตนสิ้นตัณหาสิ้นภพชาติแล้ว อรรถกถาเสริมว่าเทพธิดาเคยอุปัฏฐากถวายผ้าทิพย์แก่ท่านจนสำเร็จเป็นจีวร และเคยแปลงกายฟ้อนรำหวังให้ท่านพอใจแต่ไม่สำเร็จ เพราะท่านสำรวมอินทรีย์อยู่เสมอ
- หน้า ๓๖๘–๓๖๙ นาคทัตตสูตร: เทวดาเตือนพระนาคทัตตะผู้เข้าบ้านแต่เช้ากลับสาย พระนาคทัตตะมีปกติเข้าบ้านตั้งแต่เช้าตรู่และกลับที่พักหลังเที่ยงวัน คลุกคลีร่วมสุขร่วมทุกข์กับคฤหัสถ์เกินควร เทวดาประจำป่าเกรงว่าท่านจะตกอยู่ในอำนาจมัจจุราชจึงเข้าไปเตือนด้วยคาถา ท่านได้ฟังแล้วสลดใจ
- หน้า ๓๗๐–๓๗๑ กุลฆรณีสูตร: เทวดาแปลงเป็นแม่เรือนเตือนภิกษุผู้คลุกคลีตระกูลเดียว ภิกษุผู้เป็นพระขีณาสพรับภิกษาจากตระกูลหนึ่งที่ศรัทธาเป็นประจำจนไม่ไปที่อื่นเลย เทวดาไม่ทราบว่าท่านสิ้นกิเลสแล้ว เกรงว่าจะคลุกคลีเสียหาย จึงแปลงเพศเป็นแม่เรือนเข้าไปเตือนว่าอย่าหวั่นไหวต่อเสียงนินทาของชาวบ้าน ผู้มีจิตเบาหวั่นไหวง่ายวัตรย่อมไม่สมบูรณ์ แต่แท้จริงพระเถระมีวัตรบริบูรณ์อยู่แล้วเพราะสิ้นอาสวะ
- หน้า ๓๗๒–๓๗๓ วัชชีปุตตสูตร: ภิกษุวัชชีบุตรเหงาเมื่อได้ยินเสียงมหรสพเมืองเวสาลี ภิกษุวัชชีบุตร (ราชบุตรที่สละราชสมบัติออกบวช) อยู่ป่าใกล้เวสาลีคืนที่มีมหรสพทั้งเมือง ได้ยินเสียงดนตรีแล้วรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนท่อนไม้ถูกทิ้ง เทวดาประจำป่าจึงปลอบว่าแท้จริงเทวดาและมนุษย์จำนวนมากรักใคร่ท่านดุจสัตว์นรกที่รักผู้จะพาไปสวรรค์ ภิกษุได้ฟังแล้วสลดใจ
- หน้า ๓๗๔–๓๗๕ สัชฌายสูตร: เทวดาถามภิกษุที่เลิกท่องบ่นธรรมเสียงดัง ภิกษุเคยขยันท่องบ่นพระธรรมเสียงไพเราะเพื่อรับใช้อาจารย์และเจริญวิปัสสนา เมื่อบรรลุอรหัตแล้วจึงเลิกขวนขวายท่องบ่น เทวดาที่เคยฟังธรรมจากท่านไม่ทราบเหตุ จึงถามว่าเหตุใดจึงไม่สาธยายธรรมแล้ว ภิกษุตอบว่าความพอใจในบทธรรมมีอยู่จนกว่าจะบรรลุวิราคะ เมื่อรู้แจ้งอารมณ์ทั้งปวงแล้วก็วางเสียซึ่งสิ่งเหล่านั้น
- หน้า ๓๗๖–๓๗๗ อโยนิโสมนสิการสูตร: เทวดาแนะภิกษุผู้มีวิตกอกุศลให้พิจารณาโดยแยบคาย ภิกษุรูปหนึ่งพักกลางวันในป่าแล้วตรึกอกุศลวิตก คือกามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก เพราะไม่ทำไว้ในใจโดยแยบคาย เทวดาประจำป่าเข้าไปเตือนให้ละมนสิการไม่แยบคายเสีย แล้วปรารภพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลของตนแทน จะได้ปีติสุขและกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ภิกษุฟังแล้วสลดใจ
- หน้า ๓๗๘–๓๗๙ มัชฌันติกสูตรและปากตินทริยสูตร: บทสนทนายามเที่ยงวันและการตำหนิภิกษุฟุ้งซ่าน มัชฌันติกสูตรเป็นบทสนทนาสั้นระหว่างเทวดากับภิกษุเรื่องความรู้สึกยามเที่ยงวันเงียบสงัด ส่วนปากตินทริยสูตรเทวดาตำหนิภิกษุกลุ่มหนึ่งที่ฟุ้งซ่าน เห่อเหิม ปากกล้า มีอินทรีย์เปิดเผย โดยเปรียบเทียบกับสาวกรุ่นก่อนที่เป็นอยู่ง่ายไม่มักได้ ตำหนิว่าภิกษุประมาทเหล่านี้เหมือนคนตายไร้ที่พึ่ง แต่ยกย่องผู้ไม่ประมาท
- หน้า ๓๘๐–๓๘๓ ปทุมปุปผสูตร: เทวดากล่าวหาภิกษุขโมยกลิ่นดอกบัว จบวนสังยุต ภิกษุลงสระบัวแล้วสูดดมกลิ่นดอกปทุม เทวดาว่าเป็นการขโมยกลิ่นที่ไม่มีใครให้ ภิกษุแย้งว่าไม่ได้เก็บหรือหักดอกไม้ ทำไมจึงถูกตำหนิยิ่งกว่าคนขุดเหง้าบัว เทวดาอธิบายว่าบาปเพียงเล็กน้อยของผู้แสวงหาความสะอาดทางศีลก็ปรากฏใหญ่โต ภิกษุขอให้เทวดาคอยเตือนตนอีก เทวดาปฏิเสธว่าไม่ได้หวังพึ่งพาใด ให้ภิกษุรู้กรรมของตนเอง จบวนสังยุตทั้ง ๑๔ สูตร
- หน้า ๓๘๔–๓๘๗ อินทกสูตร: ยักษ์อินทกะทูลถามกำเนิดสัตว์ในครรภ์มารดา (เปิดยักขสังยุต) ยักษ์อินทกะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเหตุใดจึงไม่เรียกรูปว่าชีพ และกระดูกเนื้อของสัตว์ในครรภ์มาจากไหน พระพุทธเจ้าทรงแสดงลำดับพัฒนาการของทารกในครรภ์จากกลละ เป็นอัพพุทะ เปสิ ฆนะ จนเกิดปุ่มทั้งห้า (ปัญจสาขา) แล้วจึงมีผมขนเล็บตามลำดับสัปดาห์ อรรถกถาอธิบายรายละเอียดแต่ละขั้นเปรียบเทียบกับสิ่งของในชีวิตประจำวัน
- หน้า ๓๘๘ สักกสูตร: ยักษ์สักกะทูลถามเรื่องความเหมาะสมในการสั่งสอนผู้อื่น ยักษ์ชื่อสักกะ (ฝ่ายมาร) ทูลว่าการสั่งสอนผู้อื่นไม่เหมาะกับสมณะผู้ละกิเลสหมดแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าธรรมเครื่องอยู่ร่วมกันเกิดได้หลายเหตุ ผู้มีปัญญาไม่พึงหวั่นไหวตามเหตุนั้น แต่หากมีใจผ่องใสสั่งสอนผู้อื่นด้วยความอนุเคราะห์เอ็นดู ก็ไม่ชื่อว่าพัวพันกับสิ่งนั้น
- หน้า ๓๘๙–๓๙๔ สูจิโลมสูตร: ยักษ์สูจิโลมะขู่พระพุทธเจ้าแล้วบรรลุโสดาปัตติผล ยักษ์สูจิโลมะแปลงกายน่ากลัวเข้าใกล้พระพุทธเจ้าที่บ้านคยา ขู่จะฉีกหัวใจหรือเหวี่ยงพระองค์ข้ามแม่น้ำคงคาหากตอบปัญหาไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงไม่หวั่นไหว ให้ถามได้ตามใจ ยักษ์ถามที่มาของราคะโทสะและวิตกในใจ พระองค์ตรัสว่าล้วนมีอัตภาพนี้เป็นเหตุ เปรียบดังย่านไทรเกาะต้นไม้ ผู้รู้เหตุนั้นย่อมข้ามโอฆะได้ อรรถกถาเล่าว่ายักษ์ทั้งสองเคยเป็นภิกษุผิดวัตรสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า จบเทศนา ยักษ์สูจิโลมะบรรลุโสดาปัตติผล ขนแหลมทั่วตัวหลุดร่วง
- หน้า ๓๙๕–๓๙๖ มณิภัททสูตร: ผู้มีสติและเมตตาเท่านั้นจึงไม่มีเวรกับใคร ยักษ์มณิภัททะกล่าวว่าคนมีสติย่อมเจริญ มีสุข และหลุดพ้นจากเวรเสมอ พระพุทธเจ้าทรงแก้ไขว่าเพียงมีสติยังไม่พ้นจากเวร แต่ผู้ใดยินดีในความไม่เบียดเบียนตลอดวันคืนและมีส่วนแห่งเมตตาในสรรพสัตว์เท่านั้นจึงจะไม่มีเวรกับใคร ชี้ให้เห็นว่าสติต้องประกอบด้วยเมตตากรุณาจึงจะสมบูรณ์
- หน้า ๓๙๗–๔๐๓ สานุสูตร: สามเณรสานุถูกยักษิณีมารดาในอดีตชาติเข้าสิงเพราะคิดจะสึก สามเณรสานุผู้มีศีลวัตรดีเกิดความเบื่อหน่ายอยากสึก มารดาในอดีตชาติซึ่งเกิดเป็นนางยักษิณีคอยอุปัฏฐากอยู่ไม่ยอมให้สึก จึงเข้าสิงทำให้สลบล้มพื้น มารดาปัจจุบันเห็นแล้วคร่ำครวญเปรียบการสึกเหมือนกระโดดกลับลงเถ้ารึงหรือเหวที่เพิ่งรอดมา สามเณรฟื้นแล้วมารดาสอนโทษของการครองเรือน สามเณรสำนึกเลิกคิดสึก ต่อมาอุปสมบทและบรรลุอรหัตเป็นพระธรรมกถึกผู้ใหญ่
- หน้า ๔๐๔–๔๐๕ ปิยังกรสูตรและปุนัพพสุสูตร: นางยักษิณีปลอบบุตรให้ตั้งใจฟังธรรม ปิยังกรสูตรเล่าว่านางยักษิณีมารดาของปิยังกระห้ามบุตรน้อยส่งเสียงรบกวนขณะฟังพระอนุรุทธะกล่าวธรรมยามใกล้รุ่ง พร้อมแสดงศีล ๕ ที่ตนสมาทานหวังพ้นจากกำเนิดยักษ์ปีศาจ ต่อเนื่องด้วยปุนัพพสุสูตรที่นางยักษิณีมารดาของปุนัพพสุปลอบบุตรให้นิ่งฟังธรรมีกถาของพระพุทธเจ้าเรื่องพระนิพพาน (เนื้อหาต่อเนื่องเกินหน้า ๔๐๕)
- หน้า ๔๐๖–๔๑๐ ปุนัพพสุสูตรที่ ๗: นางยักษิณีและบุตรบรรลุโสดาปัตติผลจากการฟังธรรม พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเรื่องนิพพานแก่ภิกษุ นางยักษิณีมารดาของปุนัพพสุและอุตราปลอบให้ลูกทั้งสองเงียบเพื่อฟังธรรม ปุนัพพสุตอบรับด้วยปัญญาว่าการฟังธรรมนำสุขมาให้ อรรถกถาเล่าว่านางยืนฟังอยู่นอกบริษัทเพราะหวังจะได้เศษอาหารตกหล่น แต่เสียงพระพุทธเจ้าซึมซาบเข้าถึงใจจนลืมหาอาหาร ในที่สุดนางกับบุตรบรรลุโสดาปัตติผล และได้พำนักใกล้พระคันธกุฏีฟังธรรมทุกเช้าเย็นตลอดมา
- หน้า ๔๑๑–๔๑๘ สุทัตตสูตรที่ ๘: อนาถบิณฑิกคหบดีเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าครั้งแรก อนาถบิณฑิกคหบดีไปกรุงราชคฤห์ด้วยธุระค้าขาย ได้ยินคำว่า พุทฺโธ จากราชคหเศรษฐีจนเกิดปีติท่วมท้น รีบไปเข้าเฝ้าแต่เช้ามืดทั้งที่ยังมืด ระหว่างทางเกิดความมืดและความหวาดกลัวถึงสามครั้ง สีวกยักษ์ปลอบให้ก้าวหน้าต่อไปโดยกล่าวว่าบุญจากการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ามีค่ามากกว่าทรัพย์มหาศาล เมื่อพบพระพุทธเจ้าซึ่งทรงเรียกชื่อจริงว่าสุทัตตะ ท่านคหบดีบรรลุโสดาปัตติผลและภายหลังสร้างวัดเชตวันมหาวิหารถวาย
- หน้า ๔๑๙–๔๒๓ สุตรที่ ๙-๑๑: ยักษ์สรรเสริญสุกกาภิกษุณี จีราภิกษุณี และผู้ถวายทาน สามพระสูตรสั้นเกี่ยวกับยักษ์ผู้เลื่อมใสในภิกษุณี ยักษ์เดินป่าวประกาศไปตามถนนในกรุงราชคฤห์สรรเสริญธรรมเทศนาของสุกกาภิกษุณีว่าไพเราะดุจน้ำผึ้งหอมที่ฟังเท่าไรก็ไม่เบื่อ จากนั้นสรรเสริญอุบาสกผู้ถวายอาหารแก่สุกกาภิกษุณี และผู้ถวายจีวรแก่จีราภิกษุณีว่าได้บุญมาก เพราะถวายแก่ผู้หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง
- หน้า ๔๒๔–๔๒๖ อาฬวกสูตรที่ ๑๒ (พระสูตร): อาฬวกยักษ์ทูลถามปัญหาและปิดยักขสังยุต อาฬวกยักษ์ท้าทายให้พระพุทธเจ้าออกเข้าที่อยู่หลายครั้งแล้วขู่จะทำร้าย พระพุทธเจ้าทรงยืนยันไม่มีผู้ใดทำจิตพระองค์ให้ฟุ้งซ่านได้ ยักษ์จึงทูลถามปัญหา ๘ ข้อเรื่องทรัพย์ประเสริฐ ธรรมนำสุข รสเลิศ ชีวิตประเสริฐ การข้ามโอฆะ การได้ปัญญาทรัพย์ชื่อเสียงมิตร และการไม่เศร้าโศกเมื่อตาย พระพุทธเจ้าทรงตอบด้วยศรัทธา ธรรม สัจจะ และปัญญา ยักษ์เลื่อมใสและจบยักขสังยุตบริบูรณ์
- หน้า ๔๒๗–๔๓๖ อรรถกถาอาฬวกสูตร: ปฐมเหตุพระราชาทำกติกากับยักษ์ และฤทธิ์ ๙ อย่างที่ล้มเหลว เล่าปฐมเหตุว่าพระเจ้าอาฬวกะทรงทำกติกากับยักษ์แลกชีวิตด้วยการส่งมนุษย์เป็นอาหารทุกวัน จนในที่สุดต้องส่งพระโอรสอาฬวกกุมารเองเป็นเหยื่อ พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณจึงเสด็จไปประทับ ณ ที่อยู่ของยักษ์ก่อนล่วงหน้า เมื่อยักษ์กลับมาโกรธจัดจึงบันดาลฤทธิ์ ๙ อย่าง ทั้งพายุ ฝนหิน ฝนอาวุธ ฝนถ่านไฟ ฝนทราย ฝนโคลน และความมืด เพื่อขับไล่ แต่ไม่อาจทำอันตรายพระพุทธเจ้าได้ แม้ทุสสาวุธสุดท้ายก็กลายเป็นเพียงผ้าเช็ดเท้า
- หน้า ๔๓๗–๔๔๕ อรรถกถาอาฬวกสูตร: การทดสอบด้วยออก-เข้า และปัญหาข้ามโอฆะ ยักษ์ทดสอบพระพุทธเจ้าด้วยการให้ออกเข้าที่อยู่ถึง ๔ ครั้ง พระพุทธเจ้าทรงทำตามด้วยพระเมตตาเพื่อกล่อมจิตยักษ์ผู้กระด้างดุจแม่นมป้อนนมทารก จากนั้นยักษ์ทูลถามปัญหาโบราณที่เคยเรียนจากพระกัสสปพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่าศรัทธาเป็นทรัพย์ประเสริฐ ธรรมนำสุขมา สัจจะเป็นรสเลิศ ชีวิตที่เป็นอยู่ด้วยปัญญาประเสริฐสุด และทรงอธิบายว่าคนข้ามโอฆะ ๔ ได้ด้วยศรัทธา ความไม่ประมาท ความเพียร และปัญญา ตามลำดับมรรคทั้งสี่จนถึงอรหัตต์
- หน้า ๔๔๖–๔๕๓ อรรถกถาอาฬวกสูตร: ยักษ์บรรลุโสดาปัตติผล และกำเนิดหัตถกอาฬวกะ ยักษ์บรรลุโสดาปัตติผลขณะฟังธรรม จึงทูลถามต่อว่าจะได้ปัญญา ทรัพย์ ชื่อเสียง มิตร และไม่เศร้าโศกเมื่อตายได้อย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบด้วยหลักศรัทธา การฟังด้วยดี ความขยัน สัจจะ และการให้ทาน ในที่สุดยักษ์เลื่อมใสมอบพระโอรสอาฬวกกุมารที่เตรียมเป็นเครื่องเซ่นถวายแด่พระพุทธเจ้า กุมารได้ชื่อว่าหัตถกอาฬวกะ ภายหลังบรรลุอนาคามิผล ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๒ สูตรของยักขสังยุต
- หน้า ๔๕๔–๔๖๐ สักกสังยุต สุวีรสูตรที่ ๑: ความสุขแท้เกิดจากความหมั่นเพียร เริ่มต้นสักกสังยุต ท้าวสักกะสั่งให้สุวีรเทพบุตรไปป้องกันการรบกับอสูรถึงสามครั้ง แต่สุวีรเทพบุตรกลับมัวประมาททุกครั้ง ท้าวสักกะจึงตรัสคาถาว่าความสุขที่แท้เกิดจากความหมั่นไม่ใช่ความเกียจคร้าน สุวีรเทพบุตรพยายามถามหาทางได้สุขโดยไม่ต้องทำงาน แต่ท้าวสักกะชี้ว่าไม่มีที่ใดในโลกที่คนเกียจคร้านจะได้สุขเช่นนั้นเว้นแต่ทางแห่งนิพพาน พระพุทธเจ้าทรงยกเรื่องนี้สอนภิกษุให้หมั่นเพียรบรรลุมรรคผล อรรถกถาเล่าปฐมเหตุกำเนิดท้าวสักกะและสงครามเทวดากับอสูร
- หน้า ๔๖๑–๔๖๒ สักกสังยุต สุสิมสูตรที่ ๒: เรื่องซ้ำแบบสุวีรสูตร (ยังไม่จบ) เนื้อหาซ้ำรูปแบบเดียวกับสุวีรสูตร ท้าวสักกะสั่งสุสิมเทพบุตรให้ไปป้องกันอสูรถึงสามครั้งแต่มัวประมาททุกครั้ง ท้าวสักกะตรัสคาถาสอนว่าความสุขที่แท้จริงเกิดจากความหมั่นเพียรไม่ใช่ความเกียจคร้าน สุสิมเทพบุตรยังคงถามหาทางได้สุขโดยไม่ต้องทำงาน เนื้อหายังไม่จบและต่อเนื่องไปเกินหน้า ๔๖๒
- หน้า ๔๖๓ สุสิมสูตร: สุสิมเทพบุตรมัวประมาทเช่นเดียวกับสุวีรเทพบุตร ท้าวสักกะสั่งสุสิมเทพบุตรไปป้องกันอสูรถึง ๓ ครั้ง แต่สุสิมเทพบุตรกลับมัวประมาทเสียทุกครั้ง เมื่อถูกท้าวสักกะกล่าวคาถาเปรียบเปรยเรื่องความขยันกับความเกียจคร้าน สุสิมเทพบุตรทูลถามหาความสุขที่ได้โดยไม่ต้องทำงาน ท้าวสักกะตอบว่าความสุขเช่นนั้นไม่มีในโลก มีแต่หนทางแห่งนิพพานเท่านั้นที่ไม่ต้องทำกรรมอีก เนื้อเรื่องซ้ำกับสุวีรสูตรทุกประการ ต่างเพียงชื่อเทพบุตร
- หน้า ๔๖๔–๔๖๘ ธชัคคสูตร: ระลึกถึงพระรัตนตรัยแทนการแลดูยอดธงเมื่อเกิดความกลัว พระพุทธเจ้าทรงเล่าว่าคราวรบกับอสูร ท้าวสักกะสอนเทวดาให้แลดูยอดธงของพระองค์เพื่อคลายความกลัว แต่ได้ผลไม่แน่นอนเพราะท้าวสักกะเองยังไม่สิ้นราคะโทสะโมหะ พระองค์จึงทรงสอนภิกษุว่าเมื่ออยู่ป่าคนเดียวเกิดความกลัว ให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แทน เพราะพระตถาคตปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง อรรถกถาเล่าอานุภาพธชัคคปริตรที่ช่วยชายหนุ่มตกโพรงเจดีย์ทีฆวาปีไม่ให้เป็นอันตราย
- หน้า ๔๖๙–๔๗๓ เวปจิตติสูตร: ท้าวสักกะทรงอดกลั้นต่อคำด่าของท้าวเวปจิตติจอมอสูร หลังรบชนะและจับท้าวเวปจิตติจอมอสูรมัดไว้ในสุธรรมาสภา ท้าวเวปจิตติกลับด่าท้าวสักกะด้วยวาจาหยาบคาย แต่ท้าวสักกะทรงนิ่งอดทน มาตลีเทพบุตรทูลถามว่าเพราะกลัวหรือไม่มีกำลัง ท้าวสักกะตอบว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง แต่เพราะเห็นว่าการไม่โกรธตอบคนพาลคือชัยชนะที่แท้จริง และการรักษาสติเมื่อผู้อื่นโกรธคือขันติอันประเสริฐที่สุด เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น
- หน้า ๔๗๔–๔๗๗ สุภาสิตชยสูตร: ท้าวสักกะชนะท้าวเวปจิตติด้วยการกล่าวคำสุภาษิต เทวดาและอสูรตั้งกรรมการตัดสินประชันคำสุภาษิต ท้าวเวปจิตติกล่าวคาถาสอนให้กำราบคนพาลด้วยอาชญารุนแรง เทวดาต่างนิ่งเฉย ส่วนท้าวสักกะกล่าวคาถาสอนให้มีสติระงับความโกรธ ซึ่งเทวดาพากันอนุโมทนา กรรมการตัดสินว่าคาถาของท้าวเวปจิตติเกี่ยวเนื่องด้วยอาชญาศาสตราก่อให้เกิดวิวาท ส่วนคาถาของท้าวสักกะไม่เกี่ยวเนื่องด้วยความรุนแรง ท้าวสักกะจึงชนะด้วยคำสุภาษิต
- หน้า ๔๗๘–๔๘๑ กุลาวกสูตรและนทุพภิยสูตร: ท้าวสักกะยอมเสียเปรียบเพื่อรักษารังนก และไม่ประทุษร้ายแม้ผู้เป็นศัตรู กุลาวกสูตร-ขณะไล่ตามอสูรที่พ่ายแพ้ ท้าวสักกะเห็นรังครุฑขวางทางรถในป่าไม้งิ้ว จึงสั่งมาตลีสารถีให้หันรถกลับแม้ต้องเสียชีวิตในหมู่อสูร เพื่อไม่ให้รังนกพินาศ อสูรเข้าใจผิดคิดว่าเทวดาจะรบใหม่จึงหนีกลับเข้าเมือง ท้าวสักกะจึงชนะโดยธรรม นทุพภิยสูตร-ท้าวสักกะดำริว่าไม่ควรประทุษร้ายแม้ศัตรู จึงทดลองใจท้าวเวปจิตติให้สาบานว่าจะไม่ประทุษร้ายตน
- หน้า ๔๘๒–๔๘๖ วิโรจนอสุรินทสูตรและอารัญญกสูตร: ความสำเร็จกับขันติ และกลิ่นอันหอมของผู้มีศีล วิโรจนอสุรินทสูตร-ท้าววิโรจนะจอมอสูรกับท้าวสักกะผลัดกันกล่าวคาถาต่อหน้าพระพุทธเจ้าว่าความสำเร็จของบุรุษอยู่ที่ความพยายาม แต่ท้าวสักกะเสริมว่าไม่มีสิ่งใดยิ่งกว่าขันติ อารัญญกสูตร-เมื่อท้าวเวปจิตติกับท้าวสักกะไปเยี่ยมฤาษีในป่า ท้าวเวปจิตติแต่งกายหรูเข้าใกล้ ถูกฤาษีไล่เพราะกลิ่นตัวไม่สะอาด ส่วนท้าวสักกะถอดฉลองพระบาทยืนใต้ลม ฤาษีชมว่ากลิ่นของผู้มีศีลเป็นที่ปรารถนาของเทวดา
- หน้า ๔๘๗–๔๘๙ สมุททกสูตร: ท้าวสมพรจอมอสูรถูกฤาษีสาปแช่งเพราะไม่ให้อภัยทาน — จบวรรคที่ ๑ เมื่อเทวดารบกับอสูร หมู่ฤาษีริมฝั่งสมุทรกลัวภัยจากอสูร จึงเหาะไปขออภัยทานจากท้าวสมพรจอมอสูร แต่ท้าวสมพรกลับให้แต่ภัยไม่ให้อภัย ฤาษีจึงกล่าวว่าหว่านพืชเช่นใดย่อมได้ผลเช่นนั้น แล้วสาปแช่งกลับไปที่อยู่เดิม คืนนั้นท้าวสมพรผวาตกใจสามครั้งจนได้ชื่อใหม่ว่าเวปจิตติ ปิดท้ายวรรคที่ ๑ ของสักกสังยุตพร้อมรายชื่อสูตรทั้ง ๑๐
- หน้า ๔๙๐–๔๙๓ ปฐมเทวสูตรและทุติยเทวสูตร: วัตรบท ๗ ประการที่ทำให้มฆมาณพได้เป็นท้าวสักกะ เปิดวรรคที่ ๒ พระพุทธเจ้าตรัสว่าท้าวสักกะเมื่อยังเป็นมนุษย์สมาทานวัตรบท ๗ ประการตลอดชีวิต คือเลี้ยงดูบิดามารดา อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ พูดอ่อนหวาน ไม่พูดส่อเสียด ไม่ตระหนี่ พูดคำสัตย์ และไม่โกรธ จึงได้เป็นท้าวสักกะ สูตรที่ ๒ อธิบายที่มาของพระนามต่าง ๆ เช่น มฆวา ปุรินททะ วาสวะ สหัสนัยน์ สุชัมบดี เทวานมินทะ ล้วนมาจากคุณธรรมหรือเหตุการณ์ในชาติก่อน
- หน้า ๔๙๔–๔๙๗ ตติยเทวสูตร: เจ้ามหาลีทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องท้าวสักกะ พร้อมประวัติมฆมาณพ เจ้ามหาลีลิจฉวีทูลถามว่าพระพุทธเจ้าทรงเคยเห็นท้าวสักกะหรือไม่ พระองค์ตรัสว่าทรงรู้จักทั้งตัวท้าวสักกะและธรรมที่ทำให้เป็นท้าวสักกะ คือวัตรบท ๗ ประการเช่นเดียวกับสูตรก่อน อรรถกถาเล่าประวัติมฆมาณพชาวอจลคามแคว้นมคธผู้ชักชวนสหาย ๓๓ คนสร้างถนน สะพาน ศาลา สระน้ำ ทำความดีร่วมกันจนตายไปเกิดเป็นท้าวสักกะพร้อมสหายบนดาวดึงส์
- หน้า ๔๙๘–๕๐๑ ทฬิททสูตร: ชายยากไร้ในราชคฤห์ไปเกิดเป็นเทพผู้รุ่งเรือง — ชาดกพระเจ้าผู้ถ่มน้ำลายใส่พระปัจเจกพุทธเจ้า ชายขัดสนในกรุงราชคฤห์ยึดมั่นศรัทธา ศีล และปัญญา ตายแล้วไปเกิดเป็นเทพผู้รุ่งโรจน์เกินเทวดาทั้งปวง จนเทวดาดาวดึงส์ตำหนิ ท้าวสักกะจึงอธิบายเหตุ อรรถกถาเล่าชาติก่อนว่าเทพองค์นี้เคยเป็นพระเจ้ากรุงพาราณสีผู้ทรงกริ้วและถ่มน้ำลายใส่พระปัจเจกพุทธเจ้าชราที่ไม่มีใครมอง จึงตกนรกแล้วมาเกิดเป็นคนโรคเรื้อนยากไร้ชื่อสุปปพุทธะ ภายหลังฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าบรรลุโสดาบันก่อนถูกแม่โคขวิดตายไปเกิดในเทวโลก
- หน้า ๕๐๒–๕๐๕ รามเณยยกสูตรและยชมานสูตร: สถานที่พระอรหันต์อยู่คือที่รื่นรมย์ที่สุด และทานในสงฆ์มีผลมาก รามเณยยกสูตร-ท้าวสักกะทูลถามว่าที่ใดน่ารื่นรมย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าสวนหรือป่าอันวิจิตรเพียงเสี้ยวหนึ่งก็ยังไม่เท่าที่ซึ่งพระอรหันต์อยู่อาศัย ยชมานสูตร-ท้าวสักกะทูลถามว่าทานที่ใดมีผลมาก พระพุทธเจ้าตรัสว่าทานในพระสงฆ์มีผลมาก อรรถกถาเล่าเรื่องชาวอังคะมคธเตรียมเผาของมีค่าบูชาท้าวมหาพรหม ท้าวสักกะแปลงกายมาห้ามและชักนำให้ถวายแด่พระพุทธเจ้ากับสงฆ์แทน
- หน้า ๕๐๖–๕๑๐ วันทนสูตรและปฐมสักกนมัสสนสูตร: ท้าวสักกะและพรหมสรรเสริญพระพุทธเจ้า แล้วตรัสว่าตนกราบไหว้ผู้มีศีลธรรม วันทนสูตร-ท้าวสักกะทูลว่าพระพุทธเจ้าทรงชนะสงครามแล้วควรเสด็จเที่ยวไปในโลก แต่ท้าวสหัมบดีพรหมทักท้วงว่าควรทูลขอให้ทรงแสดงธรรมด้วย ปฐมสักกนมัสสนสูตร-มาตลีทูลถามว่าเหตุใดท้าวสักกะซึ่งพราหมณ์ กษัตริย์ และเทวดาต่างนอบน้อม จึงยังทรงนอบน้อมผู้อื่นอีก ท้าวสักกะตอบว่าทรงนอบน้อมผู้บวชมีศีลตั้งมั่นและอุบาสกผู้เลี้ยงดูครอบครัวโดยธรรม
- หน้า ๕๑๑–๕๑๖ ทุติยและตติยสักกนมัสสนสูตร: ท้าวสักกะนอบน้อมพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผู้ไม่มีเรือน — จบวรรคที่ ๒ ก่อนเสด็จประพาสอุทยานทุกครั้ง ท้าวสักกะทรงประนมอัญชลีนมัสการก่อนขึ้นรถ สูตรที่ ๙ นมัสการพระพุทธเจ้าและพระอริยบุคคลผู้สิ้นกิเลสหรือยังศึกษาอยู่ สูตรที่ ๑๐ นมัสการพระภิกษุสงฆ์ผู้ไม่มีเรือน ไม่สะสม แสวงหาแต่อาหารที่ผู้อื่นทำสำเร็จแล้ว ไม่โกรธไม่ถือมั่นท่ามกลางผู้อื่นที่ยังโกรธและยึดมั่น ปิดท้ายวรรคที่ ๒ พร้อมรายชื่อสูตรทั้ง ๑๐
- หน้า ๕๑๗–๕๒๐ ฆัตวาสูตรและทุพพัณณิยสูตร: ฆ่าความโกรธแล้วเป็นสุข และยักษ์ผู้กินความโกรธเป็นอาหาร เปิดสักกปัญจกะที่ ๓ ฆัตวาสูตร-ท้าวสักกะทูลถามว่าฆ่าอะไรแล้วอยู่เป็นสุข พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือฆ่าความโกรธซึ่งมีรากเป็นพิษแต่ยอดหวาน ทุพพัณณิยสูตร-ยักษ์หน้าตาน่าเกลียดขึ้นนั่งบนบัลลังก์ท้าวสักกะ ยิ่งถูกเทวดาตำหนิยิ่งงามขึ้นเพราะกินความโกรธเป็นอาหาร แต่เมื่อท้าวสักกะเสด็จไปคุกเข่าประนมมือแสดงความอ่อนน้อมสามครั้ง ยักษ์กลับอัปลักษณ์ลงจนหายไป แสดงว่าความอ่อนน้อมเอาชนะความโกรธได้
- หน้า ๕๒๑–๕๒๒ มายาสูตร: ท้าวเวปจิตติป่วยหนักแต่ไม่ยอมบอกมายาของสัมพริแก่ท้าวสักกะ ท้าวเวปจิตติจอมอสูรป่วยหนัก ท้าวสักกะเสด็จเยี่ยมและรับจะรักษาให้หากบอกมายาของสัมพริจอมอสูรก่อน แต่พวกอสูรห้ามไว้เกรงท้าวสักกะจะใช้ทำร้ายพวกตน ท้าวเวปจิตติจึงกล่าวคาถาว่าผู้มีมายาย่อมตกนรกร้อยปีเหมือนสัมพริ อรรถกถาอธิบายว่าแท้จริงท้าวสักกะตั้งใจจะพาไปให้หมู่ฤาษีที่เคยสาปแช่งยกโทษให้ แต่ท้าวเวปจิตติหลงกลไม่ยอมเปิดเผยจึงพลาดโอกาสหาย
- หน้า ๕๒๓–๕๒๖ อัจจยสูตรและอักโกธสูตร: คนพาลสองจำพวก และความไม่โกรธของท้าวสักกะ — จบสักกสังยุตและจบสคาถวรรคทั้งหมด อัจจยสูตร-ภิกษุสองรูปทะเลาะกัน รูปหนึ่งพูดล่วงเกินแล้วขอโทษแต่อีกรูปไม่ยอมรับ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ไม่เห็นโทษของตนและผู้ไม่ยอมรับคำขอโทษล้วนเป็นคนพาลทั้งคู่ อักโกธสูตร-ท้าวสักกะตรัสสอนเทวดาว่าอย่าให้ความโกรธครอบงำ ความโกรธเปรียบเหมือนภูเขาย่ำยีคนลามก หน้า ๕๒๖ ปิดท้ายด้วย "จบอรรถกถาสักกสังยุต" "จบวรรณนาสารัตถปกาสินี อรรถกถาสังยุตตนิกาย สคาถวรรค" และ "จบสคาถวรรค" พร้อมรายชื่อสังยุตทั้ง ๑๑ ในสคาถวรรค
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐