สัตว์ทั้งหลาย เป็นที่ตั้งแห่งกองกูณฑ์ ด้วยอรรถว่าเป็นที่แห่งการบูชาธรรม ของเรา เหมือนหทัยของท่านเป็นที่ตั้งแห่งกองกูณฑ์ที่ฝั่งแห่งแม่น้ำ. บทว่า อตฺตา ได้แก่ จิต.
บทว่า ธมฺโม รหโท ความว่า ท่านบำเรอไฟมีร่างกายเปื้อนด้วย ควัน ขี้เถ้าและเหงื่อ ลงอาบน้ำในแม่น้ำสุนทริกา ฉันใด เราไม่ต้องการด้วย ห้วงน้ำภายนอกเช่นแม่น้ำสุนทริกา แต่เรามีธรรมคือมรรคมีองค์ ๘ เป็นห้วงน้ำ เราให้สัตว์ ๑๐๐ บ้าง ๑,๐๐๐ บ้าง ๘๔,๐๐๐ บ้าง ให้อาบในธรรมคือมรรคมีองค์ ๘ นั้น พร้อมๆกัน ฉันนั้น. ด้วยบทว่า สีลติตฺโถ ท่านแสดงว่า ปาริสุทธิศีล ๔ เป็นท่าแห่งห้วงน้ำคือธรรมของเรานั้น. บทว่า อนาวิโล ความว่า แม่น้ำ สุนทริกาของท่าน เมื่อคน ๔ - ๕ คนอาบพร้อมกัน มีทรายทั้งข้างล่างข้างบน ขุ่นมัว ฉันใด ห้วงน้ำของเราหาเป็นเช่นนั้นไม่ แม้เมื่อสัตว์หลายพันลงไป
อาบห้วงน้ำนั้นก็ไม่ขุ่นมัวคงใสอยู่. บทว่า สพฺภิ สตํ ปสฏฺโ ความว่า
ธรรมของบัณฑิตทั้งหลาย อันพวกบัณฑิตสรรเสริญ อีกอย่างหนึ่ง ธรรมนั้น ของสัตบุรุษทั้งหลาย ท่านเรียกว่า สัพภิ เพราะอรรถว่าสูงสุด ท่านเรียกว่า ปสัฏฐะ เพราะบัณฑิตสรรเสริญ. บทว่า ตรนฺติปารํ ได้แก่ ถึงฝั่ง คือ พระนิพพาน.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงยกองค์แห่งห้วงน้ำคืออริยมรรค ขึ้นแสดง จึงตรัสคำว่า สจฺจํ ธมฺโม ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สจฺจํ ได้แก่ วจีสัจ. ด้วยบทว่า ธรรมนี้ทรงแสดงสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ด้วยบทว่า สํยโม นี้
ทรงหมายเอาสัมมากัมมันตะและสัมมาอาชีวะ. อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบทว่า สจฺจํ นี้
ทรงหมายเอามรรคสัจ. ธรรมคือมรรคสัจนั้น โดยอรรถได้แก่สัมมาทิฏฐิ. สม
จริงดังคำที่ตรัสไว้ว่า สัมมาทิฏฐิเป็นทั้งตัวมรรค เป็นทั้งตัวเหตุ, แต่เมื่อ