สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๖ · ๗๙๓ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๕๖ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๒ เทสนาสูตร: ปฐมเทศนาเรื่องปฏิจจสมุปบาท เปิดนิทานวรรค พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระเชตวัน เมืองสาวัตถี ตรัสแสดงปฏิจจสมุปบาทแก่ภิกษุทั้งหลายเป็นครั้งแรกในนิทานวรรค ทรงแสดงฝ่ายเกิดทุกข์ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เรื่อยไปจนถึงชราและมรณะ และฝ่ายดับทุกข์ว่า เมื่ออวิชชาดับโดยไม่เหลือ สังขารก็ดับ เรื่อยไปจนกองทุกข์ทั้งมวลดับ เป็นหลักคำสอนที่อธิบายความเกิดและความดับแห่งทุกข์ด้วยเหตุปัจจัยต่อเนื่องกัน ๑๒ ข้อ
- หน้า ๓–๑๑ อรรถกถาเทสนาสูตร ตอนต้น: อธิบายบทเปิดพระสูตรและเหตุที่ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท พระอรรถกถาจารย์ไขความบทเปิดพระสูตร "เอวมฺเม สุตํ" อธิบายเหตุที่ตรัสเรียกเฉพาะภิกษุ และจำแนกเหตุตั้งพระสูตร ๔ อย่าง (อัธยาศัยพระองค์เอง อัธยาศัยผู้อื่น คำถาม เกิดเรื่องขึ้น) พร้อมจำแนกบุคคล ๔ จำพวกตามระดับปัญญา แล้วเล่าที่มาว่าทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทสูตรนี้แก่ภิกษุชาวชนบท ๕๐๐ รูปผู้เคร่งวิปัสสนาแต่ยังไม่บรรลุธรรม โดยเปรียบกับช่างเขียนที่ฉาบผนังให้เรียบก่อนแล้วจึงวาดภาพ
- หน้า ๑๒–๑๙ อรรถกถาเทสนาสูตร ตอนปลาย: ไขศัพท์ 'โว' 'สาธุ' การถาม ๕ อย่าง และจบอรรถกถา อธิบายศัพท์ไวยากรณ์บาลีในคำเชื้อเชิญฟังธรรม เช่น โว สาธุกํ มนสิกโรถ แล้วจำแนกการถามปัญหา ๕ ประเภท ชี้ว่าพระพุทธเจ้าทรงใช้เฉพาะการถามเพื่อตรัสตอบเองและการถามให้เห็นตามเท่านั้น จากนั้นอธิบายเนื้อความปฏิจจสมุปบาทโดยย่อทั้งฝ่ายเกิด (อนุโลม) และฝ่ายดับ (ปฏิโลม) สรุปว่าภิกษุ ๕๐๐ รูปบรรลุพระอรหัตเมื่อจบเทศนา ปิดท้ายด้วยการเริ่มสูตรที่ ๒ คือวิภังคสูตร
- หน้า ๒๐–๒๒ วิภังคสูตร: จำแนกความหมายองค์ปฏิจจสมุปบาททั้ง ๑๒ ข้ออย่างละเอียด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทซ้ำแล้วจำแนกความหมายของแต่ละองค์ทีละข้อ เช่น ชราคือความแก่ ผมหงอกฟันหลุด มรณะคือความตาย ชาติคือความเกิด ภพมี ๓ คือกามภพ รูปภพ อรูปภพ อุปาทานมี ๔ ตัณหามี ๖ หมวดตามอารมณ์ เวทนาและผัสสะมีอย่างละ ๖ ทางอายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร ๓ และอวิชชาคือความไม่รู้อริยสัจ ๔ เป็นการอธิบายนิยามศัพท์ให้ชัดเจนก่อนสรุปวงจรเกิดและดับ
- หน้า ๒๓–๓๕ อรรถกถาวิภังคสูตร: ไขความพิสดารองค์ปฏิจจสมุปบาททีละข้อด้วยอุปมาเถาวัลย์ พระอรรถกถาจารย์อธิบายปฏิจจสมุปบาทอย่างพิสดารทีละองค์ โดยเปรียบกับบุรุษตามเถาวัลย์จากยอดถึงราก เริ่มจากชรามรณะ ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา (แจกแจงตัณหาวิปริต ๑๐๘) เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป (แยกนามเป็นเวทนา สัญญา สังขาร กับรูปคือมหาภูตรูป ๔) วิญญาณ สังขาร ๓ (กาย วจี จิตต) จนถึงอวิชชาคือความไม่รู้อริยสัจ ๔ พร้อมชี้ว่าพระนิพพานคือความดับแห่งธรรมเหล่านี้ทั้งหมด
- หน้า ๓๖–๓๗ ปฏิปทาสูตรและอรรถกถา: มิจฉาปฏิปทากับสัมมาปฏิปทาโดยอาศัยปฏิจจสมุปบาท พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่าการเวียนเกิดตามสายอวิชชา สังขาร ไปจนถึงชรามรณะ (ฝ่ายเกิด) ชื่อว่ามิจฉาปฏิปทา ส่วนการดับตามสายนั้น (ฝ่ายดับ) ชื่อว่าสัมมาปฏิปทา อรรถกถาอธิบายเสริมว่าแม้การเจริญฌานหรืออภิญญาก็ยังเป็นมิจฉาปฏิปทาหากทำเพื่อวัฏฏะ แต่แม้ทานเล็กน้อยก็เป็นสัมมาปฏิปทาหากทำเพื่อพระนิพพาน เพราะปฏิปทาแท้จริงหมายถึงมรรคพร้อมวิปัสสนาที่มีผลคือความดับสนิท
- หน้า ๓๘–๔๐ วิปัสสีสูตร: พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทจนตรัสรู้ ก่อนตรัสรู้ พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงปริวิตกว่าโลกเวียนเกิดแก่ตายไม่รู้จบ จึงทรงพิจารณาย้อนถามหาเหตุทีละชั้นจากชรามรณะไปจนถึงอวิชชาว่าเป็นปัจจัยแห่งสังขาร ทรงเห็นแจ้งด้วยปัญญาทั้งสายเกิด (เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี) และสายดับ (เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนั้นจึงดับ) จนเกิดจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่างในธรรมที่ไม่เคยทรงสดับมาก่อน อันเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการตรัสรู้
- หน้า ๔๑–๔๔ อรรถกถาวิปัสสีสูตร: ที่มาพระนาม 'วิปัสสี' และความหมายการตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาท อธิบายที่มาพระนามวิปัสสีว่าเพราะทอดพระเนตรไม่กะพริบดุจเทวดา และเพราะทรงใคร่ครวญวินิจฉัยคดีได้แม่นยำตั้งแต่ทรงพระเยาว์ พร้อมเล่าเรื่องอำมาตย์ทดลองความฉลาดของพระกุมารในราชสำนัก แล้วไขความศัพท์ เช่น ภควา อรหา สัมมาสัมพุทธะ โพธิสัตว์ และอธิบายว่าจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ล้วนเป็นไวพจน์ของญาณที่ทรงแทงตลอดปฏิจจสมุปบาท
- หน้า ๔๕–๔๘ สูตรที่ ๕-๑๐: พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ทรงปริวิตกปฏิจจสมุปบาทเหมือนกันทุกพระองค์ พระสูตรย่อกล่าวถึงพระพุทธเจ้าสิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ ว่าทรงปริวิตกปฏิจจสมุปบาทก่อนตรัสรู้เช่นเดียวกับพระวิปัสสี แล้วมหาศักยมุนีโคตมสูตรเล่าเรื่องเดียวกันนี้แต่เป็นพระดำรัสของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเอง ปิดท้ายพุทธวรรคที่ ๑ ด้วยรายชื่อสูตรทั้ง ๑๐ และอรรถกถาอธิบายว่าพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ย่อมพิจารณาปัจจยาการแบบเดียวกันจึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ดุจสายน้ำไหลตามทางเดิม
- หน้า ๔๙–๕๐ อาหารสูตร: อาหาร ๔ อย่างและตัณหาซึ่งเป็นต้นเหตุของอาหาร เปิดอาหารวรรค เปิดวรรคใหม่คืออาหารวรรค พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าอาหาร ๔ อย่าง คือ กวฬีการาหาร (อาหารคำข้าว) ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร ย่อมค้ำจุนหมู่สัตว์ที่เกิดแล้วและอนุเคราะห์สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด แล้วตรัสสืบสาวว่าอาหารทั้ง ๔ มีตัณหาเป็นเหตุ ตัณหามีเวทนาเป็นเหตุ ไล่ย้อนไปจนถึงอวิชชา เชื่อมโยงอาหารเข้ากับปฏิจจสมุปบาททั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายดับ
- หน้า ๕๑–๖๒ อรรถกถาอาหารสูตร: อธิบายอาหาร ๔ อย่างพิสดารด้วยอุปมาความหยาบละเอียดของอาหารสัตว์ต่างๆ ไขความอาหาร ๔ อย่างทีละชนิด เปรียบเทียบความหยาบละเอียดของอาหารตั้งแต่จระเข้ นกยูง หมาใน ช้าง กวาง โค กระต่าย จนถึงอาหารมนุษย์และเทวดา อธิบายว่ากพฬีการาหารค้ำจุนรูปกาย ผัสสาหารนำเวทนา มโนสัญเจตนาหารนำภพ ๓ วิญญาณาหารนำนามรูปในปฏิสนธิ พร้อมชี้ภัย ๔ อย่างจากความติดใจในอาหารแต่ละชนิด และเปรียบวัฏฏะที่ทรงแสดงเป็นดังจระเข้ที่เห็นเพียงบางส่วนแต่ก็ถือว่าสมบูรณ์โดยนัย
- หน้า ๖๓ ผัคคุนสูตร: พระโมลิยผัคคุนะทูลถามใครกลืนกินอาหาร พระพุทธเจ้าทรงแก้ไขคำถาม (ยังไม่จบ) ท่านพระโมลิยผัคคุนะทูลถามว่าใครกลืนกินวิญญาณาหาร ใครถูกต้อง (ผัสสะ) ใครเสวยอารมณ์ (เวทนา) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่าตั้งคำถามผิด เพราะไม่ได้ตรัสว่ามี "ผู้กลืนกิน" แต่ทรงแนะให้ถามว่าสิ่งนั้นมีเพื่ออะไรและมีเพราะปัจจัยใด แล้วทรงแก้ไขให้ทีละข้อตามลำดับปฏิจจสมุปบาท เนื้อหาต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไป
- หน้า ๖๔–๖๕ ผัคคุนสูตร: พระพุทธเจ้าทรงแก้ไขคำถามที่ตั้งผิด ด้วยหลักปฏิจจสมุปบาท พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าคำถาม "ใครกิน ใครถูกต้อง ใครเสวย ใครทะเยอทะยาน ใครถือมั่น" ล้วนตั้งผิด เพราะสมมติผู้กระทำที่ไม่มีจริง แล้วทรงสอนใหม่โดยใช้รูปปัจจยาการ เช่น วิญญาณาหารมีเพื่อการเกิดในภพใหม่ เมื่อมีวิญญาณจึงมีสฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ต่อเนื่องเป็นสายจนถึงชาติชรามรณะ และเมื่อบ่อเกิดผัสสะดับ ทุกข์ทั้งมวลก็ดับ
- หน้า ๖๖–๖๘ อรรถกถาผัคคุนสูตร: เหตุที่พระโมลิยผัคคุนะถามผิด และอุปมาคนบ้าเก็บของใส่กระเช้า อธิบายว่าท่านโมลิยผัคคุนะมีชื่อจากมวยผมใหญ่สมัยเป็นคฤหัสถ์ และท่านยึดถือทิฏฐิว่าตนรู้ว่าสัตว์เลี้ยงชีวิตด้วยอาหารแบบต่างๆ (เช่นไข่เต่าเลี้ยงด้วยมโนสัญเจตนา) จึงถามปัญหาผิดแบบคนบ้าที่เก็บทุกอย่างใส่กระเช้าไม่เลือก พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงติแต่ค่อยๆ ปรับคำถามให้ถูกต้องทีละขั้น ปิดท้ายด้วยสนธิ ๓ จุดเชื่อมในปฏิจจสมุปบาทของพระสูตรนี้
- หน้า ๖๙–๗๒ ๓-๔. ปฐม-ทุติยสมณพราหมณสูตร: สมณะพราหมณ์แท้ต้องรู้จักปัจจยาการ พระพุทธเจ้าตรัสว่าสมณะหรือพราหมณ์ใดไม่รู้จักชรามรณะและธรรมในสายปฏิจจสมุปบาททั้ง ๑๒ ข้อ พร้อมเหตุเกิด ความดับ และทางดับ (คือไม่รู้อริยสัจ ๔ ในแต่ละข้อ) จะไม่นับว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ที่แท้จริง ส่วนผู้ที่รู้ครบจึงจะได้ชื่อว่าบรรลุประโยชน์ของความเป็นสมณพราหมณ์ สูตรที่ ๔ กล่าวเนื้อความเดียวกันแต่เรียกรวมว่า "ธรรมเหล่านี้" อรรถกถาอธิบายว่าทรงแสดงสัจจะ ๔ ใน ๑๑ ฐานะ
- หน้า ๗๓–๗๖ ๕. กัจจานโคตตสูตร: สัมมาทิฏฐิคือทางสายกลางระหว่างมีอยู่กับไม่มี พระกัจจานโคตต์ทูลถามความหมายของสัมมาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าตรัสว่าโลกมักติดอยู่ที่สุดโต่งสองข้างคือความเห็นว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ (สัสสตทิฏฐิ) กับไม่มีอยู่ (อุจเฉททิฏฐิ) แต่ผู้เห็นความเกิดและความดับของโลกตามจริงด้วยปัญญาชอบจะไม่ตกในทิฏฐิทั้งสอง พระตถาคตจึงแสดงธรรมโดยสายกลางคือปฏิจจสมุปบาท ไม่ยึดทั้งความมีและความไม่มี อรรถกถาขยายความคำว่าอุบาย อุปาทาน อภินิเวส และอนุสัย
- หน้า ๗๗–๗๘ ๖. ธรรมกถิกสูตร: คุณสมบัติของผู้ควรเรียกว่าธรรมกถึก ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่าอย่างไรจึงเรียกว่าธรรมกถึก พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้แสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและดับชรามรณะ (และธรรมในสายปฏิจจสมุปบาททุกข้อจนถึงอวิชชา) ควรเรียกว่าธรรมกถึก ผู้ปฏิบัติตามนั้นเรียกว่าปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ส่วนผู้หลุดพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่นธรรมเหล่านั้นเรียกว่าบรรลุนิพพานในปัจจุบัน แบ่งระดับเสขภูมิและอเสขภูมิไว้ชัดเจน
- หน้า ๗๙–๘๖ ๗. อเจลกัสสปสูตร: ทุกข์ไม่ใช่ตนทำเองหรือผู้อื่นทำ แต่เกิดจากปัจจัย นักบวชเปลือยกายชื่อกัสสปทูลถามว่าทุกข์ตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ หรือทั้งสองทำ หรือเกิดขึ้นลอยๆ พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธทุกข้อเพราะแต่ละข้อนำไปสู่สัสสตทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ แล้วทรงแสดงทางสายกลางคือปฏิจจสมุปบาทว่าทุกข์เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจนถึงชรามรณะ กัสสปเลื่อมใสขอบวช ต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือนตามธรรมเนียมเดียรถีย์ แต่ขอเพิ่มเป็น ๔ ปี สุดท้ายบวชแล้วบรรลุอรหัตต์ไม่นาน
- หน้า ๘๗–๙๐ ๘. ติมพรุกขสูตร: สุขและทุกข์ก็ไม่ใช่ตนทำเองหรือผู้อื่นทำ ปริพาชกชื่อติมพรุกขะทูลถามคำถามชุดเดียวกับกัสสปสูตรแต่เปลี่ยนจากทุกข์เป็นสุขและทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธทุกข้อในทำนองเดียวกัน แล้วแสดงว่าตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลางคือปฏิจจสมุปบาทจากอวิชชาถึงชรามรณะ ติมพรุกขะเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต ต่างจากกัสสปที่ขอบวช
- หน้า ๙๑–๙๕ ๙. พาลบัณฑิตสูตร: ความต่างระหว่างคนพาลกับบัณฑิตอยู่ที่การละอวิชชาตัณหา พระพุทธเจ้าตรัสว่าทั้งคนพาลและบัณฑิตต่างมีกายที่เกิดจากอวิชชาห่อหุ้มและตัณหาปรุงแต่งเหมือนกัน ต่างกันตรงที่คนพาลไม่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อสิ้นทุกข์ อวิชชาตัณหาจึงยังไม่ถูกละ เมื่อตายจึงเข้าถึงกายใหม่ไม่พ้นทุกข์ ส่วนบัณฑิตประพฤติพรหมจรรย์จนละอวิชชาตัณหาได้ เมื่อตายจึงไม่เข้าถึงกายใหม่ พ้นจากชาติชรามรณะ อรรถกถาระบุว่าพระขีณาสพเท่านั้นเรียกว่าบัณฑิตในสูตรนี้
- หน้า ๙๖–๑๐๒ ๑๐. ปัจจยสูตร: นิยามปฏิจจสมุปบาทกับธรรมที่อาศัยกันเกิด และความสงสัยในตัวตน พระพุทธเจ้าทรงนิยามปฏิจจสมุปบาทว่าเป็นกฎธรรมชาติที่ตั้งอยู่ไม่ว่าตถาคตจะอุบัติหรือไม่ (ธัมมฐิติ ธัมมนิยาม อิทัปปัจจัย) และธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น (เช่นชรามรณะ) ล้วนไม่เที่ยง ผู้เห็นแจ้งด้วยปัญญาชอบจะไม่สงสัยเรื่องตนในอดีตอนาคตปัจจุบันอีก อรรถกถาขยายความด้วยนิทานคนบ้าฟันขาตัวเองนึกว่าเป็นปลา และชาวนาฟันเข่าตัวเองนึกว่าเป็นยักษ์ เป็นตัวอย่างความสงสัยเรื่องตัวตนของปุถุชน
- หน้า ๑๐๓–๑๐๔ ทสพลวรรค ๑. ปฐมทสพลสูตร: ตถาคตบันลือสีหนาทด้วยทศพลญาณ พระพุทธเจ้าตรัสว่าตถาคตผู้ประกอบด้วยทศพลญาณและจตุเวสารัชญาณจึงกล้าปฏิญาณฐานะผู้องอาจ บันลือสีหนาทในบริษัท ยังพรหมจักรให้เป็นไป ด้วยการแสดงขันธ์ ๕ (รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ) พร้อมเหตุเกิดและความดับตามหลักอิทัปปัจจยตา สูตรนี้สั้นและไม่มีอรรถกถาอธิบายเพิ่ม
- หน้า ๑๐๕–๑๐๙ ๒. ทุติยทสพลสูตร (ตอนต้น): กำลังกาย ๑๐ ตระกูลช้างของตถาคต และรายการทศพลญาณ พระพุทธเจ้าทรงย้ำคำสอนเดียวกับสูตรก่อน แล้วทรงเตือนให้ภิกษุปรารภความเพียรเต็มที่ อรรถกถาอธิบายกำลังกายของตถาคตเทียบกับกำลังช้าง ๑๐ ตระกูลไล่ระดับจนถึงกำลังตถาคตซึ่งเท่ากำลังบุรุษหมื่นโกฏิ (เรียกกำลังนารายณ์) จากนั้นไล่รายชื่อทศพลญาณ ๑๐ ประการ เช่น รู้ฐานะ-อฐานะ รู้วิบากกรรม รู้อัธยาศัยสัตว์ รู้จุติปฏิสนธิ และรู้ธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ
- หน้า ๑๑๐–๑๑๔ ทุติยทสพลสูตร (ต่อ): จตุเวสารัชญาณ สีหนาท พรหมจักร และการแสดงขันธ์ ๕ โดยพิสดาร อธิบายเวสารัชญาณ ๔ คือญาณที่ไม่หวั่นไหวต่อการทักท้วงใดๆ เปรียบตถาคตดังโคอุสภะยืนหยัดกระทืบพื้นด้วยเท้าไม่หวั่นไหว ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ๘ ยังพรหมจักร (ปฏิเวธญาณและเทศนาญาณ) ให้เป็นไป จากนั้นขยายความละเอียดว่ารูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณแต่ละอย่างเกิดและดับอย่างไรตามปัจจัยมีอวิชชาตัณหากรรมและอาหารเป็นต้น
- หน้า ๑๑๕–๑๑๙ ทุติยทสพลสูตร (จบ): โอวาทให้เพียรจนหนังเอ็นกระดูกเหลือ อุปมาผ้าขี้ริ้ว และธรรมอันควรดื่ม พระพุทธเจ้าตรัสเตือนกุลบุตรให้ปรารภความเพียรแรงกล้าจนกว่าจะบรรลุ แม้เนื้อเลือดจะเหือดแห้งเหลือแต่หนังเอ็นกระดูกก็ไม่ท้อ อรรถกถาเปรียบธรรมที่ทรงแสดงไว้ครบถ้วนดุจผ้าผืนใหญ่ไม่ต้องปะชุน (ฉินนปิโลติกะ) ยกคาถาให้ขับไล่สมณะหยากเยื่อออกจากหมู่ เปรียบภิกษุเกียจคร้านกับขยันด้วยผงในตากับยาหยอดตา และปิดท้ายด้วยมัณฑเปยยธรรม ๓ อย่างคือเทศนา ผู้รับ และพรหมจรรย์ที่ผ่องใสควรดื่ม
- หน้า ๑๒๐ ๓. อุปนิสสูตร: ความสิ้นอาสวะเกิดจากรู้เห็นความเกิดดับของขันธ์ ๕ ตามจริง พระพุทธเจ้าตรัสว่าที่ตรัสเรื่องความสิ้นไปแห่งอาสวะได้ก็เพราะทรงรู้ทรงเห็นจริง มิใช่กล่าวลอยๆ โดยทรงรู้เห็นความเป็นไปของรูป เวทนา สัญญา สังขาร (และวิญญาณ) พร้อมเหตุเกิดและความดับของแต่ละขันธ์ เนื้อหาต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไปนอกช่วงที่อ่าน ยังไม่จบพระสูตร
- หน้า ๑๒๑–๑๒๘ อุปนิสสูตร: ธรรมที่อิงอาศัยกันตั้งแต่อวิชชาจนถึงวิมุตติ และอุปมาฝนตกบนภูเขาไหลสู่มหาสมุทร จบอรรถกถาทุติยทสพลสูตรแล้วเข้าสู่อุปนิสสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าความสิ้นอาสวะมีได้เพราะรู้เห็นความเกิดดับแห่งขันธ์ ๕ แล้วทรงแสดงลำดับธรรมที่อิงอาศัยกัน ๑๑ ขั้นจากอวิชชา สังขาร ไปจนถึงวิมุตติและญาณในธรรมเป็นที่สิ้นไป โดยเปรียบเหมือนฝนเม็ดใหญ่ตกบนยอดเขาไหลลงห้วย หนอง บึง แม่น้ำ จนถึงมหาสมุทรตามลำดับ อรรถกถาขยายความว่าอวิชชาเปรียบภูเขา อภิสังขารเปรียบเมฆ วัฏฏะเปรียบแก่งน้ำ วิมุตติเปรียบสาคร
- หน้า ๑๒๙–๑๓๘ อัญญติตถิยสูตร: ทุกข์เกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ตอบวาทะ ๔ ของนักบวชนอกศาสนา พระสารีบุตรแวะไปสนทนากับปริพาชกอัญญเดียรถีย์ ถูกถามว่าพระพุทธเจ้าตรัสอย่างไรในวาทะ ๔ เรื่องทุกข์ (ตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ ทั้งสอง หรือเกิดขึ้นเอง) พระสารีบุตรตอบว่าทุกข์ทุกแบบล้วนเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย เว้นผัสสะแล้วจะเสวยทุกข์ไม่ได้ พระอานนท์นำความไปกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำตอบและตรัสเรื่องเดียวกันซ้ำ พระอานนท์ทึ่งว่าคำตอบสั้นเพียงบทเดียวมีความลึกซึ้งมาก จึงขยายความด้วยปฏิจจสมุปบาทตั้งแต่ชรามรณะจนถึงผัสสะและอายตนะ ๖
- หน้า ๑๓๙–๑๔๕ ภูมิชสูตร: สุขทุกข์เกิดจากความจงใจทางกาย วาจา ใจ ที่มีอวิชชาเป็นปัจจัย พระภูมิชะถามพระสารีบุตรเรื่องวาทะ ๔ แบบเดียวกันแต่ว่าด้วยสุขและทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงยืนยันคำตอบของพระสารีบุตรว่าเกิดเพราะผัสสะ แล้วขยายความว่าสุขทุกข์ภายในเกิดจากความจงใจ (สัญเจตนา) ทางกาย วาจา ใจ ซึ่งบุคคลปรุงแต่งเองหรือถูกผู้อื่นชักจูงก็ได้ โดยมีอวิชชาแทรกอยู่เสมอ เมื่ออวิชชาดับ กายวาจาใจที่เป็นปัจจัยให้เกิดสุขทุกข์ก็ไม่มีอีก อรรถกถาอธิบายว่าพระขีณาสพยังทำกายกรรมได้แต่ไม่มีวิบากเพราะเป็นเพียงกิริยา
- หน้า ๑๔๖–๑๔๗ อุปวาณสูตร: ทุกข์เกิดเพราะผัสสะ (สูตรสั้น ว่าด้วยวัฏทุกข์) พระอุปวาณะทูลถามพระพุทธเจ้าด้วยวาทะ ๔ แบบเดียวกันเรื่องทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสตอบสั้น ๆ ว่าทุกข์ทุกแบบเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัยเช่นเดียวกับที่ตรัสแก่พระสารีบุตรและพระอานนท์ก่อนหน้า อรรถกถาระบุว่าสูตรนี้ตรัสถึงเฉพาะวัฏทุกข์เท่านั้น เนื้อหาสั้นและตรงไปตรงมา
- หน้า ๑๔๘–๑๕๐ ปัจจยสูตร: นิยามชรามรณะและปัจจยาการทั้งสาย ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทเต็มสายจากอวิชชาถึงชรามรณะ พร้อมนิยามศัพท์แต่ละข้อโดยละเอียด เช่น ชรา (ฟันหลุด ผมหงอก) มรณะ (ความตาย) และสังขาร ๓ (กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร) ทรงชี้ว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแต่ละองค์ธรรม ผู้ใดรู้ทั่วถึงปัจจัย เหตุเกิด ความดับ และข้อปฏิบัติ ได้ชื่อว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ อยู่ชิดประตูอมตนิพพาน
- หน้า ๑๕๑–๑๕๒ ภิกขุสูตร: ภิกษุผู้รู้ทั่วถึงชรามรณะและปัจจยาการ (เนื้อความซ้ำปัจจยสูตร) พระพุทธเจ้าตรัสเนื้อความเดียวกับปัจจยสูตร แต่เปลี่ยนหัวข้อจาก 'อริยสาวก' เป็น 'ภิกษุ' ว่าด้วยการรู้ทั่วถึงชรามรณะ เหตุเกิด ความดับ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ ตลอดสายปัจจยาการจนถึงสังขารและอวิชชา ผู้รู้เช่นนี้ได้ชื่อว่าสมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ อรรถกถาระบุว่าสูตรนี้เข้าใจง่ายเช่นเดียวกับสูตรก่อน
- หน้า ๑๕๓–๑๕๗ ปฐมและทุติยสมณพราหมณสูตร: กำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทคือเงื่อนไขความเป็นสมณะ จบทสพลวรรคที่ ๓ สองสูตรสั้นคู่กันว่าด้วยสมณพราหมณ์ผู้ไม่กำหนดรู้/ไม่รู้ทั่วถึงชรามรณะและปัจจยาการทั้งสาย ย่อมไม่ได้ชื่อว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ และไม่อาจล่วงพ้นทุกข์ได้ ส่วนผู้กำหนดรู้และรู้ทั่วถึงจึงได้ชื่อว่าเป็นสมณะพราหมณ์แท้และล่วงพ้นได้ ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปรายชื่อ ๑๐ สูตรในทสพลวรรคที่ ๓ และอรรถกถาปิดวรรค หน้า ๑๕๗ สั้นเพราะเป็นเพียงหน้าสรุปรายชื่อสูตรและปิดวรรค ไม่ใช่ข้อมูลเสียหาย
- หน้า ๑๕๘–๑๖๔ กฬารขัตติยวรรคที่ ๔ เริ่มต้น - ภูตมิทสูตร: ปัญหาของอชิตมาณพ พระสารีบุตรอธิบายเสขะและผู้ตรัสรู้แล้ว เริ่มวรรคใหม่ พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสารีบุตรให้ขยายความปัญหาของอชิตมาณพในปรายนวรรคเรื่องความประพฤติของเสขบุคคลและผู้ตรัสรู้แล้ว พระสารีบุตรนิ่งเงียบถึง ๓ ครั้งเพราะสงสัยในพระประสงค์ พระพุทธเจ้าจึงประทานนัยถามว่าเห็นขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้วหรือไม่ พระสารีบุตรจึงตอบได้ว่าผู้เห็นขันธ์ ๕ เกิดจากอาหารและมีความดับเป็นธรรมดา แล้วปฏิบัติเพื่อคลายกำหนัดชื่อว่าเสขะ ส่วนผู้หลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่นชื่อว่าตรัสรู้ธรรมแล้ว
- หน้า ๑๖๕–๑๗๗ กฬารขัตติยสูตร: กฬารขัตติยะฟ้องพระสารีบุตรอวดอรหัตผล พระสารีบุตรบันลือสีหนาทตอบปัญหาได้ตลอด ๗ วัน ๗ คืน พระโมลิยผัคคุนะลาสิกขา พระสารีบุตรยืนยันไม่สงสัยในพระธรรมวินัยทั้งปัจจุบันและอนาคต กฬารขัตติยภิกษุนำความไปฟ้องพระพุทธเจ้าว่าพระสารีบุตรอวดอ้างอรหัตผล พระพุทธเจ้าจึงเรียกพระสารีบุตรมาซักถามด้วยปฏิจจสมุปบาทและเรื่องเวทนา ๓ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ พระสารีบุตรตอบได้ทุกข้อ พระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนา จากนั้นพระสารีบุตรบันลือสีหนาทว่าพร้อมตอบปัญหาเดียวกันด้วยถ้อยคำต่างกันได้ตลอด ๗ วัน ๗ คืน อรรถกถาเล่าว่าท่านบรรลุสาวกบารมีญาณขณะถวายงานพัดฟังเวทนาปริคคหสูตรที่ถ้ำสุกรขาตา
- หน้า ๑๗๘–๑๘๓ กฬารขัตติยสูตร (จบ) และอรรถกถา: พระสารีบุตรบันลือสีหนาทเรื่องการบรรลุอรหัตด้วยเวทนา ต่อจากบทสนทนาเดิม พระสารีบุตรกราบทูลยืนยันว่าท่านสามารถตอบปัญหาเดียวกันด้วยถ้อยคำต่างๆ ได้ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน พระพุทธเจ้าตรัสรับรองว่าธรรมธาตุอันท่านแทงตลอดดีแล้ว เมื่อเสด็จเข้าวิหาร พระสารีบุตรเล่าแก่ภิกษุว่าที่ตอบช้าเพราะไม่แน่ใจพระประสงค์ ไม่ใช่สงสัยในธรรม พระกฬารขัตติยะนำความไปกราบทูล อรรถกถาอธิบายชื่อ "กฬาร" และที่มาสาวกบารมีญาณของพระสารีบุตรขณะถวายงานพัดตอนแสดงเวทนาปริคคหสูตรแก่ทีฆนขปริพาชก
- หน้า ๑๘๔–๑๘๙ ปฐมญาณวัตถุสูตร: ญาณวัตถุ ๔๔ ว่าด้วยความรู้ในปัจจยาการแต่ละองค์และอรรถกถา พระพุทธเจ้าทรงแสดงญาณวัตถุ ๔๔ ประการแก่ภิกษุ คือความรู้ในชราและมรณะ ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ และสังขาร แต่ละอย่างมีความรู้ ๔ ด้าน คือรู้ตัวธรรม รู้เหตุเกิด รู้ความดับ และรู้ทางปฏิบัติให้ถึงความดับ (มรรคมีองค์ ๘) เมื่อรู้ชัดเช่นนี้ อริยสาวกชื่อว่ามีธรรมญาณและอันวยญาณบริสุทธิ์ ได้ชื่อว่าผู้ถึงกระแสธรรม อรรถกถาอธิบายว่าญาณแต่ละหมวดมี ๔ ประเภทย่อยคือ สุตมยญาณ สัมมสนญาณ ปฏิเวธญาณ และปัจจเวกขณญาณ
- หน้า ๑๙๐–๑๙๓ ทุติยญาณวัตถุสูตร: ญาณวัตถุ ๗๗ ว่าด้วยความรู้ปัจจยาการทั้งอดีตอนาคตปัจจุบันและธรรมฐิติญาณ พระพุทธเจ้าทรงแสดงญาณวัตถุ ๗๗ ประการ ขยายจากปัจจยาการ ๑๑ หัวข้อ (ชรามรณะจนถึงสังขาร) แต่ละหัวข้อมีความรู้ ๗ แบบ คือรู้ว่าเพราะปัจจัยนั้นมี ผลจึงมี ทั้งในปัจจุบัน อดีต อนาคต และรู้ธรรมฐิติญาณคือความรู้ว่าปัจจัยนั้นมีความสิ้น เสื่อม คลาย ดับเป็นธรรมดา รวม ๑๑ หมวด หมวดละ ๗ จึงเป็น ๗๗ อรรถกถาอธิบายว่าธรรมฐิติญาณหมายถึงความรู้ในปัจจยาการ และการบรรลุวิปัสสนาเรียกว่าการแทงตลอดในพระสูตรนี้
- หน้า ๑๙๔–๒๐๐ ปฐมอวิชชาปัจจยสูตร: ตั้งปัญหาผิดว่าชรามรณะเป็นของใคร พระพุทธเจ้าทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทา พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทโดยย่อ แล้วมีภิกษุทูลถามว่าชรามรณะเป็นไฉนและเป็นของใคร พระองค์ตรัสว่าตั้งปัญหาไม่ถูก เพราะการถามเช่นนี้แฝงทิฏฐิว่าชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกัน (ขาดสูญ) หรือเป็นคนละอย่าง (เที่ยงแท้) ทำให้การประพฤติพรหมจรรย์ไร้ความหมาย ตถาคตจึงแสดงธรรมสายกลางว่าเพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรามรณะ ทำเช่นนี้กับปัจจยาการทุกข้อจนถึงอวิชชา ทิฏฐิผิดทั้งปวงถูกอริยสาวกตัดขาดเมื่ออวิชชาดับ อรรถกถาเปรียบปัญหาที่ยึดถือสัตว์บุคคลเหมือนก้อนอุจจาระในอาหารดี
- หน้า ๒๐๑–๒๐๒ ทุติยอวิชชาปัจจยสูตร: พระพุทธเจ้าทรงแก้ปัญหาชรามรณะเป็นของใครโดยไม่รอผู้ถาม เนื้อหาคล้ายพระสูตรก่อน แต่ครั้งนี้พระพุทธเจ้าทรงตั้งและแก้ปัญหาเองว่าชรามรณะและปัจจยาการข้ออื่นๆ เป็นของใครหรือไม่ โดยไม่รอให้ภิกษุทูลถาม เพราะทรงทราบว่ามีภิกษุสงสัยแต่ไม่กล้าถาม ทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทาแบบเดียวกับสูตรก่อน ปฏิเสธทิฏฐิว่าชีพกับสรีระเป็นอันเดียวหรือคนละอย่าง อรรถกถาอธิบายว่าเป็นเพราะในที่ประชุมมีภิกษุกล้าน้อยไม่อาจลุกขึ้นถามพระศาสดาเอง
- หน้า ๒๐๓–๒๐๔ นตุมหสูตร: กายนี้ไม่ใช่ของเธอทั้งหลายและไม่ใช่ของผู้อื่น เป็นกรรมเก่าที่ปัจจัยปรุงแต่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่ากายนี้ไม่ใช่ของภิกษุทั้งหลายเองและไม่ใช่ของผู้อื่น แต่เป็นกรรมเก่าที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้นด้วยเจตนา เป็นที่ตั้งของเวทนา อริยสาวกผู้ได้สดับย่อมพิจารณาโดยแยบคายซึ่งปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดและสายดับ อรรถกถาอธิบายว่าเพราะไม่มีอัตตา กายจึงไม่เป็นของใครทั้งสิ้น การกล่าวว่าเป็น "กรรมเก่า" เป็นเพียงสำนวนแสดงเหตุปัจจัย ไม่ใช่หมายความว่ากายเองเป็นกรรม
- หน้า ๒๐๕–๒๐๘ ปฐมเจตนาสูตร: เจตนา ความดำริ และความครุ่นคิดเป็นอารมณ์ให้วิญญาณตั้งมั่นนำไปสู่ภพใหม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งใดที่ภิกษุจงใจ ดำริ หรือครุ่นคิดถึง สิ่งนั้นเป็นอารมณ์ให้วิญญาณตั้งมั่น เมื่อวิญญาณตั้งมั่นเจริญขึ้น ย่อมนำไปสู่การเกิดภพใหม่ ชาติ ชรา มรณะ และทุกข์ทั้งปวง แม้ไม่จงใจไม่ดำริแต่ยังครุ่นคิดอยู่ก็เป็นปัจจัยได้เช่นกัน แต่เมื่อไม่จงใจ ไม่ดำริ ไม่ครุ่นคิดเลย วิญญาณย่อมไม่ตั้งมั่น ทุกข์ทั้งมวลจึงดับ อรรถกถาอธิบายความหมายของเจตนา ดำริ และอนุสัย พร้อมแยกแยะกุศลอกุศลเจตนาในภูมิ ๓ กับตัณหาทิฏฐิในจิต ๘ ดวง
- หน้า ๒๐๙–๒๑๐ ทุติยเจตนาสูตร: เจตนาเป็นปัจจัยแห่งวิญญาณจนถึงนามรูปและปัจจยาการครบสาย เนื้อหาคล้ายปฐมเจตนาสูตร แต่แสดงปัจจยาการต่อเนื่องครบสายตั้งแต่วิญญาณตั้งมั่นแล้วนามรูปหยั่งลง จนถึงสฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ และทุกข์ทั้งมวล เมื่อไม่มีเจตนาดำริครุ่นคิด สายปัจจยาการทั้งหมดจึงดับตามลำดับ อรรถกถาชี้ว่าพระสูตรนี้แสดงรอยต่อ (สนธิ) ระหว่างวิญญาณกับนามรูป ระหว่างเวทนากับตัณหา และระหว่างภพกับชาติ
- หน้า ๒๑๑–๒๑๒ ตติยเจตนาสูตร: เจตนานำไปสู่ตัณหา คติการเวียนเกิด จุติและอุปบัติ จบกฬารขัตติยวรรค เนื้อหาคล้ายสองสูตรก่อน แต่แสดงว่าเมื่อวิญญาณตั้งมั่นเจริญขึ้นแล้ว ตัณหาจึงมี เมื่อมีตัณหา คติในการเวียนมาเกิดจึงมี เมื่อมีคติเวียนมา จุติและอุปบัติจึงมี นำไปสู่ชาติชรามรณะและทุกข์ อรรถกถาอธิบายว่าคำว่า "นติ" หมายถึงตัณหาที่น้อมไปในอารมณ์อันเป็นที่รัก จบพระสูตรนี้เป็นการปิดกฬารขัตติยวรรคที่ ๔ ซึ่งมีสูตรรวม ๑๐ สูตร
- หน้า ๒๑๓–๒๑๙ ปฐมปัญจเวรภยสูตร: อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ฟังหลักตรวจสอบความเป็นโสดาบันด้วยภัยเวร ๕ องค์แห่งโสดาปัตติและญายธรรม อนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อภัยเวร ๕ (จากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มสุรา) สงบแล้ว และประกอบด้วยองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ (เลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีศีลบริสุทธิ์) พร้อมทั้งเห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาท (ญายธรรมอันประเสริฐ) แล้ว อริยสาวกนั้นพยากรณ์ตนได้ว่าเป็นโสดาบันแน่นอน ไม่ตกต่ำ จะตรัสรู้ในภายหน้า อรรถกถาอธิบายศัพท์และแยกแยะภัยเวรที่มีในปัจจุบันกับที่จะมีในอนาคต (เช่นนายนิรยบาลในนรก)
- หน้า ๒๒๐–๒๒๑ ทุติยปัญจเวรภยสูตร: พระธรรมเทศนาเดียวกันแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายแทนคฤหัสถ์ เนื้อหาเหมือนปฐมปัญจเวรภยสูตรทุกประการ เพียงแต่คราวนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายแทนที่จะแสดงแก่อนาถบิณฑิกคฤหบดี ว่าด้วยภัยเวร ๕ ที่สงบแล้ว องค์แห่งโสดาปัตติ ๔ และญายธรรมอันประเสริฐคือการเห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาท อรรถกถาระบุว่าความต่างมีเพียงผู้ฟังเท่านั้น
- หน้า ๒๒๒–๒๒๔ ทุกขนิโรธสูตร: เหตุเกิดและความดับแห่งทุกข์ผ่านอายตนะ ๖ คู่กับอารมณ์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ว่า เพราะอาศัยตาและรูป (และอายตนะอื่นๆ) เกิดวิญญาณ ผัสสะ เวทนา ตัณหา ไล่เรียงไปจนถึงทุกข์ทั้งมวล ส่วนความดับทุกข์เกิดขึ้นเมื่อตัณหาดับด้วยสำรอกไม่เหลือ ทำให้อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะดับตามกันไปจนถึงทุกข์ทั้งมวลดับ ครอบคลุมอายตนะทั้ง ๖ คู่ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) อรรถกถาอธิบายว่าเหตุเกิดและความดับมีทั้งที่เป็นชั่วขณะและที่เป็นปัจจัย
- หน้า ๒๒๕–๒๒๖ โลกนิโรธสูตร: ความเกิดและความดับแห่งสังขารโลกผ่านอายตนะทั้งหกคู่ เนื้อหาคล้ายทุกขนิโรธสูตรทุกประการ เพียงเปลี่ยนคำว่า "ทุกข์" เป็น "โลก" คือแสดงความเกิดและความดับแห่งโลก (หมายถึงสังขารโลก) ผ่านปัจจยาการที่อาศัยอายตนะทั้งหกคู่กับอารมณ์ เกิดวิญญาณ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ และดับตามลำดับเมื่อตัณหาดับ อรรถกถาระบุสั้นๆ ว่า "โลก" ในที่นี้หมายถึงสังขารโลกเท่านั้น ความต่างจากสูตรก่อนมีเพียงคำนี้
- หน้า ๒๒๗–๒๒๘ ญาติกสูตร: พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทขณะทรงเร้นอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งแอบฟังได้รับคำแนะนำให้ท่องจำ ขณะประทับที่คิญชกาวสถะใกล้บ้านพระญาติ พระพุทธเจ้าทรงเร้นอยู่ในที่ลับแล้วตรัสธรรมปริยายว่าด้วยปฏิจจสมุปบาทผ่านอายตนะทั้งหกคู่ ทั้งสายเกิดและสายดับทุกข์ มีภิกษุรูปหนึ่งแอบยืนฟังอยู่ใกล้ๆ (มาเพื่อกวาดบริเวณแต่หยุดฟังธรรมแทน) พระพุทธเจ้าทรงเห็นแล้วตรัสถามว่าได้ฟังหรือไม่ เมื่อภิกษุทูลว่าได้ฟัง จึงตรัสให้ศึกษาเล่าเรียนทรงจำไว้ เพราะเป็นธรรมปริยายที่ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ อรรถกถาอธิบายว่าพระสูตรนี้แสดงทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ
- หน้า ๒๒๙–๒๓๐ ๖. อัญญตรสูตร ว่าด้วยทำเหตุอย่างใดได้รับผลอย่างนั้น พราหมณ์ผู้หนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าว่า คนที่ทำเหตุกับคนที่เสวยผลเป็นคนเดียวกันหรือคนละคน พระองค์ตรัสว่าทั้งสองความเห็นเป็นส่วนสุดโต่ง (สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ) ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลางคือปฏิจจสมุปบาททั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายดับ พราหมณ์เลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต อรรถกถาเพียงระบุว่าพราหมณ์นี้ไม่ปรากฏชื่อ
- หน้า ๒๓๑–๒๓๒ ๗. ชาณุสโสณิสูตร ว่าด้วยชาณุสโสณีพราหมณ์ทูลถามพระพุทธเจ้า พราหมณ์ชาณุสโสณี (มหาปุโรหิตผู้มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ) ทูลถามว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่หรือไม่มีอยู่ พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าทั้งสองข้อเป็นส่วนสุดโต่ง แล้วทรงแสดงธรรมโดยสายกลางคือปฏิจจสมุปบาท พราหมณ์เลื่อมใสมากเปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ แล้วขอถึงสรณะตลอดชีวิต อรรถกถาอธิบายที่มาของชื่อชาณุสโสณี
- หน้า ๒๓๓–๒๓๔ ๘. โลกายติกสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ผู้รอบรู้คัมภีร์โลกายตะถามทิฏฐิ ๔ ข้อ พราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญคัมภีร์โลกายตะทูลถามพระพุทธเจ้าเป็นลำดับสี่ข้อ คือสิ่งทั้งปวงมีอยู่ ไม่มีอยู่ มีสภาพเดียวกัน หรือมีสภาพต่างกัน พระองค์ทรงชี้ว่าแต่ละข้อเป็นเพียงทิฏฐิว่าด้วยความสืบต่อแห่งโลก แล้วทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทาคือปฏิจจสมุปบาท พราหมณ์เลื่อมใสขอถึงสรณะ อรรถกถาจำแนกให้เห็นว่าสองข้อแรกเป็นสัสสตทิฏฐิ อีกสองข้อเป็นอุจเฉททิฏฐิ
- หน้า ๒๓๕–๒๓๖ ๙. ปฐมอริยสาวกสูตร ว่าด้วยนามรูปมี ชรามรณะจึงมี พระพุทธเจ้าตรัสว่าอริยสาวกผู้ได้สดับย่อมไม่มีความสงสัยในปฏิจจสมุปบาท เพราะมีญาณหยั่งรู้เองโดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นว่า เมื่อวิญญาณมีนามรูปจึงมี ไล่เรียงไปจนถึงชราและมรณะ ทั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายดับ ผู้รู้แจ้งเหตุเกิดและความดับแห่งโลกเช่นนี้ได้ชื่อว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ อยู่ชิดประตูอมตนิพพาน
- หน้า ๒๓๗–๒๓๙ ๑๐. ทุติยอริยสาวกสูตร ว่าด้วยสังขารมี ชรามรณะจึงมี และจบคหปติวรรคที่ ๕ เนื้อความเดียวกับสูตรก่อน แต่ไล่เรียงปฏิจจสมุปบาทครบทั้ง ๑๒ บทเริ่มจากอวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารจนถึงชรามรณะ ทั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายดับ จบแล้วเป็นการจบคหปติวรรคที่ ๕ พร้อมรายการสูตรทั้ง ๑๐ สูตรในวรรคนี้ อรรถกถาสั้นๆ ระบุว่าต่างจากสูตรก่อนเพียงเล็กน้อย
- หน้า ๒๔๐–๒๔๕ ทุกขวรรคที่ ๖ - ๑. ปริวีมังสนสูตร ว่าด้วยการพิจารณาเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ พระพุทธเจ้าทรงสอนภิกษุให้พิจารณาไล่เรียงเหตุแห่งทุกข์ทุกข้อจากชรามรณะย้อนกลับไปจนถึงอวิชชา เมื่อภิกษุขีณาสพละอวิชชาได้แล้วก็ไม่ทำกรรมดีชั่วหรือเนตรใดๆ อีก เสวยเวทนาโดยไม่ยึดถือด้วยตัณหา ทรงเปรียบกับหม้อร้อนที่ยกออกจากเตาแล้ววางไว้ ไออุ่นหายไปเหลือแต่กระเบื้อง เมื่อภิกษุขีณาสพดับขันธ์แล้วก็เหลือเพียงสรีระที่ไม่มีใจครอง จบด้วยการตอบคำถามยืนยันว่าเมื่อสังขารดับ วิญญาณจึงไม่ปรากฏอีก
- หน้า ๒๔๖–๒๕๓ อรรถกถาปริวีมังสนสูตรที่ ๑ - อุปมาการดับเวทนาเหมือนสระที่แห้งน้ำ อรรถกถาอธิบายศัพท์ต่างๆ ในสูตรก่อน โดยเฉพาะอุปมาอันโด่งดังว่าเวทนาที่ปรากฏทางกาย (ทวาร ๕) กับเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต (มโนทวาร) เปรียบเหมือนสระที่มีทางน้ำ ๕ สาย เมื่อคนแก่ตัวลงเวทนาทางทวาร ๕ ก็เสื่อมไปก่อนเหมือนน้ำในทางน้ำแห้งไป แต่เวทนาทางมโนทวารยังคงอยู่จนสิ้นชีวิตเหมือนน้ำในบ่อกลางสระ พร้อมอุปมาช่างหม้อยกหม้อร้อนออกจากเตาเปรียบกับพระขีณาสพบรรลุอรหัตแต่ยังไม่ปรินิพพานทันที
- หน้า ๒๕๔–๒๕๗ ๒. อุปาทานสูตร ว่าด้วยกองไฟใหญ่เปรียบตัณหาที่เจริญหรือดับเพราะเชื้อ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทาน ตัณหาย่อมเจริญเหมือนกองไฟใหญ่ที่มีคนใส่เชื้อเรื่อยๆ แต่เมื่อเห็นโทษเนืองๆ ตัณหาย่อมดับเหมือนไฟที่ไม่มีใครเติมเชื้อ อรรถกถาขยายความเป็นนิทานเปรียบเทียบ: วัฏฏะ ๓ ภูมิเหมือนกองไฟ ปุถุชนเหมือนบุรุษบำเรอไฟ พระพุทธเจ้าเหมือนผู้หวังประโยชน์ที่แนะให้ไปอาบน้ำสระโบกขรณีแทนการเฝ้าเติมเชื้อไฟอันไร้ประโยชน์
- หน้า ๒๕๘–๒๖๐ ๓. ปฐมสังโยชนสูตร ว่าด้วยประทีปน้ำมันเปรียบตัณหาที่เจริญหรือดับเพราะสังโยชน์ เนื้อความคล้ายอุปาทานสูตร แต่เปลี่ยนจากธรรมอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานเป็นธรรมอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์ ๑๐ และเปลี่ยนอุปมาจากกองไฟใหญ่เป็นประทีปน้ำมัน หากเติมน้ำมันใส่ไส้เรื่อยๆ ประทีปก็ลุกโพลงนาน หากไม่เติมก็ดับเพราะสิ้นเชื้อ อรรถกถาสั้นๆ ให้ตีความตามนัยเดียวกับสูตรก่อน
- หน้า ๒๖๑ ๔. ทุติยสังโยชนสูตร - อุปมาประทีปน้ำมันแบบกล่าวเทียบก่อนแล้วจึงกล่าวเนื้อความ สูตรเดียวกับปฐมสังโยชนสูตรแต่สลับลำดับการแสดง คือตรัสอุปมาประทีปน้ำมันก่อนแล้วจึงตรัสเนื้อความเรื่องตัณหาเจริญหรือดับทีหลัง อรรถกถาชี้ว่าต่างกันเพียงลำดับการแสดงเท่านั้น เนื้อความที่เหลือเหมือนกัน
- หน้า ๒๖๒–๒๖๔ ๕. ปฐมมหารุกขสูตร ว่าด้วยต้นไม้ใหญ่เปรียบธรรมที่เป็นปัจจัยแห่งอุปาทาน ต้นไม้ใหญ่ที่รากหยั่งลึกดูดโอชารสได้ยืนต้นอยู่นาน เปรียบกับตัณหาที่เจริญเมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทาน ส่วนต้นไม้ที่ถูกขุดราก ผ่า เผาเป็นเขม่า แล้วโปรยในลมแรงหรือลอยน้ำ เปรียบกับตัณหาที่ดับสิ้นเชิง อรรถกถาขยายเป็นอุปมาการปฏิบัติวิปัสสนาตั้งแต่เรียนกัมมัฏฐานจนบรรลุอรหัตผลและปรินิพพาน
- หน้า ๒๖๕ ๖. ทุติยมหารุกขสูตร - อุปมาต้นไม้ใหญ่แบบกล่าวเทียบก่อน เนื้อความเดียวกับปฐมมหารุกขสูตรแต่สลับลำดับกล่าวอุปมาก่อนแล้วจึงกล่าวเนื้อความทีหลัง อรรถกถาระบุว่าต่างกันเพียงเท่านี้
- หน้า ๒๖๖–๒๖๗ ๗. ตรุณรุกขสูตร ว่าด้วยต้นไม้อ่อนเปรียบธรรมที่เป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์ ต้นไม้อ่อนที่ได้รับการพรวนดินใส่ปุ๋ยรดน้ำเสมอย่อมเจริญงอกงาม เปรียบกับตัณหาที่เจริญเมื่อภิกษุเห็นความพอใจในธรรมอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์ ส่วนต้นไม้ที่ถูกขุดรากเผาทำลายเปรียบกับตัณหาที่ดับ อรรถกถาเปรียบการสั่งสมกรรมดีชั่วทางทวาร ๓ กับการบำรุงต้นไม้จนเจริญงอกงาม
- หน้า ๒๖๘–๒๗๐ ๘. นามรูปสูตร และ ๙. วิญญาณสูตร - อุปมาต้นไม้ใหญ่กับความหยั่งลงของนามรูปและวิญญาณ สองสูตรสั้นๆ ใช้อุปมาต้นไม้ใหญ่แบบเดียวกับมหารุกขสูตรมาอธิบายว่า เมื่อภิกษุเห็นความพอใจในธรรมอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์ นามรูป (สูตรที่๘) และวิญญาณ (สูตรที่๙) ย่อมหยั่งลงทำให้เกิดสฬายตนะเป็นต้นตามลำดับ เมื่อเห็นโทษก็ดับไปเช่นกัน อรรถกถาทั้งสองสูตรระบุสั้นๆ ว่ามีเนื้อความง่ายทั้งนั้น
- หน้า ๒๗๑–๒๗๒ ๑๐. นิทานสูตร (สุตตันตะ) - พระอานนท์กราบทูลว่าปฏิจจสมุปบาทดูเหมือนง่าย ที่นิคมกัมมาสทัมมะแคว้นกุรุ พระอานนท์กราบทูลพระพุทธเจ้าด้วยความอัศจรรย์ใจว่าปฏิจจสมุปบาทแม้จะลึกซึ้งแต่ก็ดูเหมือนง่ายสำหรับตน พระพุทธเจ้าทรงห้ามซ้ำสองครั้งว่าอย่ากล่าวเช่นนั้น เพราะธรรมนี้ลึกซึ้งจริง สัตว์ที่ไม่รู้แจ้งจึงวนเวียนในสงสารดุจเส้นด้ายยุ่ง แล้วทรงย้ำหลักปฏิจจสมุปบาทพร้อมอุปมาต้นไม้ใหญ่อีกครั้ง จบด้วยการปิดวรรคที่ ๖ ฝ่ายพระสูตรและรายชื่อสูตรทั้งสิบ
- หน้า ๒๗๓–๒๗๘ อรรถกถานิทานสูตรที่ ๑๐ ตอนต้น - อุปมานักมวยปล้ำ ปลาใหญ่ ครุฑ และอสุรินทราหู อรรถกถาอธิบายว่าเหตุที่พระอานนท์ทูลถามในเวลาเย็นเพราะเพิ่งพิจารณาปัจจยาการหลังออกจากโสดาปัตติผลสมาบัติ แล้วอธิบายว่าธรรมที่ดูง่ายสำหรับผู้มีปัญญามากไม่ได้แปลว่าง่ายสำหรับผู้อื่น ด้วยอุปมาสี่เรื่อง คือก้อนหินหนักที่นักมวยปล้ำยกได้สบาย ปลาใหญ่ในมหาสมุทรที่รู้สึกว่าน้ำตื้น พระยาครุฑที่รู้สึกว่าอากาศคับแคบ และอสุรินทราหูที่ย่างลงมหาสมุทรแล้วน้ำท่วมเพียงเข่า
- หน้า ๒๗๙–๒๘๖ นิทานพระอานนท์ผู้ปรารถนาเป็นพุทธอุปัฏฐาก สมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ย้อนเล่าถึงแสนกัปก่อนสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ เจ้าชายสุมนกุมารน้องของพระองค์ปราบกบฏชายแดนสำเร็จ เมื่อพระบิดาจะพระราชทานพร ทรงเลือกขออุปัฏฐากพระพุทธเจ้าตลอดไตรมาสแทนทรัพย์สมบัติ หลังเห็นพระสุมนเถระพาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าได้ง่ายดาย จึงตั้งความปรารถนาเป็นพุทธอุปัฏฐากเช่นนั้นบ้าง พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าในอนาคตจะได้เป็นอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าโคดม เรื่องราวสืบต่อผ่านหลายชาติจนมาเกิดเป็นพระอานนท์ผู้บวชและบรรลุโสดาบันในสำนักพระพุทธเจ้า
- หน้า ๒๘๗–๒๙๑ เหตุ ๔ ประการที่ปฏิจจสมุปบาทดูง่ายสำหรับพระอานนท์ และอุปมาเส้นด้ายยุ่งจบวรรคที่ ๖ สรุปเหตุ ๔ ประการที่ทำให้ปฏิจจสมุปบาทดูง่ายสำหรับพระอานนท์ (บุญบารมีเก่า อยู่ใกล้ศาสดา เป็นโสดาบัน และเป็นพหูสูต) แต่พระพุทธเจ้าทรงย้ำว่าธรรมนี้ลึกซึ้งจริง ด้วยทรงบำเพ็ญบารมีนานถึง ๔ อสงไขยแสนกัปกว่าจะแทงตลอด ถึงกับแผ่นดินไหวเมื่อตรัสรู้ อรรถกถาอธิบายอุปมาเส้นด้ายยุ่ง รังนก และหญ้าปล้อง แทนสัตว์ที่หลงทิฏฐิไม่อาจพ้นอบายทุคติวินิบาตสงสารได้ จบอรรถกถาทุกขวรรคที่ ๖ โดยสมบูรณ์
- หน้า ๒๙๒–๓๐๐ อัสสุตวตาสูตรที่ ๑ และอรรถกถา: กายและจิตที่ปุถุชนยึดถือ เปรียบด้วยลิงจับกิ่งไม้และการถอนพิษงู พระพุทธเจ้าตรัสว่าปุถุชนควรยึดถือกาย(มหาภูตรูป ๔)ว่าเป็นตนได้มากกว่ายึดจิต เพราะจิต(มโนวิญญาณ)เกิดดับรวดเร็วตลอดเวลา เหมือนลิงเที่ยวป่าจับปล่อยกิ่งไม้ไปเรื่อยๆ อริยสาวกผู้สดับพิจารณาปฏิจจสมุปบาทในกายจิตนี้จนหน่ายคลายกำหนัดหลุดพ้น อรรถกถาขยายความศัพท์ต่างๆ และอธิบายด้วยอุปมาหมอถอนพิษงู แสดงวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงนำการยึดถือออกจากรูปไปตั้งในอรูป แล้วดึงกลับมาตั้งในรูปอีกครั้งเพื่อไม่ให้ยึดสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่ง
- หน้า ๓๐๑–๓๐๔ อัสสุตวตาสูตรที่ ๒: เวทนาเกิดจากผัสสะ เปรียบด้วยไม้สีไฟที่ก่อความร้อน ทรงแสดงทำนองเดียวกับสูตรก่อนว่าจิตเกิดดับตลอดเวลา แต่เพิ่มเนื้อหาว่าเวทนา(สุข ทุกข์ อทุกขมสุข)เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะ เมื่อผัสสะดับ เวทนานั้นก็ดับสงบไปด้วย เปรียบเหมือนไม้สีไฟสองอันครูดกันเกิดไออุ่น เมื่อแยกไม้ออกไออุ่นก็ดับ อริยสาวกพิจารณาแล้วย่อมหน่ายในผัสสะ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จนหลุดพ้น อรรถกถาอธิบายว่าผัสสะเปรียบเหมือนการครูดสี เวทนาเหมือนไออุ่นที่เกิดขึ้นจากการครูดสีนั้น
- หน้า ๓๐๕–๓๐๘ ปุตตมังสสูตร: อาหาร ๔ อย่าง เปรียบด้วยเนื้อบุตร แม่โคไร้หนัง หลุมถ่านเพลิง และโจรถูกประหาร ทรงแสดงอาหาร ๔ อย่างที่หล่อเลี้ยงสัตว์โลก คือ กวฬีการาหาร(อาหารคำข้าว) ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร แต่ละอย่างทรงอุปมาให้เห็นโทษ: กวฬีการาหารเหมือนสองสามีภรรยาจำต้องกินเนื้อบุตรเพื่อข้ามทางกันดาร ผัสสาหารเหมือนแม่โคไร้หนังถูกสัตว์รุมกัดกิน มโนสัญเจตนาหารเหมือนถูกคร่าไปยังหลุมถ่านเพลิง วิญญาณาหารเหมือนนักโทษถูกประหารด้วยหอกสามร้อยเล่ม เมื่อกำหนดรู้อาหารแต่ละอย่างได้ ก็ชื่อว่ากำหนดรู้กิเลสที่เนื่องด้วยอาหารนั้นไปด้วย
- หน้า ๓๐๙–๓๒๑ อรรถกถาปุตตมังสสูตร: เหตุแห่งเทศนาเรื่องลาภสักการะล้นเหลือ และการพิจารณาอาหารด้วยความปฏิกูล ๙ ประการ อธิบายว่าทรงแสดงสูตรนี้เพราะเห็นภิกษุใหม่บริโภคอาหารโดยไม่พิจารณา ทั้งที่ลาภสักการะเกิดแก่สงฆ์มากมาย จึงทรงเปรียบการฉันกับการกินเนื้อบุตรที่ปฏิกูลด้วยเหตุ ๙ ประการ สอนให้ฉันโดยไม่ยินดีติดใจ ไม่เลือกของดี ฉันแต่พอประมาณอย่างพระสารีบุตรผู้ไม่เคยฉันจนสำรอก ไม่สั่งสม ไม่ถือตัว ไม่ดูหมิ่นอาหารหรือเพื่อนพรหมจรรย์ แล้วอธิบายการกำหนดรู้กวฬีการาหารด้วยญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา และเอกปริญญา สัพพปริญญา มูลปริญญา
- หน้า ๓๒๒–๓๒๕ อรรถกถาปุตตมังสสูตร ต่อ: ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร กำหนดรู้ด้วยปริญญา ๓ อธิบายอุปมาแม่โคไร้หนังว่าแสดงถึงผัสสะที่ไม่มีกำลังต้านทานความเสียดสีจากอารมณ์ต่างๆ อุปมาหลุมถ่านเพลิงเปรียบวัฏฏะ ๓ ภูมิ กรรมดีชั่วเหมือนบุรุษสองคนฉุดไปสู่หลุม และอุปมานักโทษถูกประหารด้วยหอกว่าปฏิสนธิวิญญาณนำไปสู่ทุกข์ในภพใหม่ ทุกอาหารเมื่อกำหนดรู้ด้วยปริญญา๓(ญาต ตีรณ ปหาน)แล้ว ย่อมกำหนดรู้เวทนา ตัณหา และนามรูปที่เนื่องด้วยอาหารนั้นไปด้วย จบอรรถกถาปุตตมังสสูตรที่ ๓
- หน้า ๓๒๖–๓๓๑ อัตถิราคสูตรที่ ๔: ความยินดีในอาหาร ๔ เป็นเหตุให้วิญญาณตั้งมั่นก่อภพใหม่ ทรงแสดงว่าหากมีความยินดีเพลิดเพลินทะยานอยากในอาหารทั้ง ๔ วิญญาณย่อมตั้งอยู่งอกงามในอาหารนั้น นำไปสู่การหยั่งลงแห่งนามรูป ความเจริญแห่งสังขาร การเกิดในภพใหม่ ชาติชรามรณะและความทุกข์ ตรงข้ามหากไม่มีความยินดีก็ไม่มีสิ่งเหล่านี้ อุปมาด้วยช่างเขียนระบายสีรูปบนแผ่นกระดาน และแสงแดดที่ต้องมีที่ตั้งจึงจะปรากฏ อรรถกถาอธิบายว่ากรรมของพระขีณาสพไม่ตั้งอยู่ เพราะไม่จัดเป็นกุศลอกุศลอีกต่อไป
- หน้า ๓๓๒–๓๔๑ นครสูตรที่ ๕: พระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทก่อนตรัสรู้ เปรียบด้วยการค้นพบนครโบราณ ก่อนตรัสรู้ พระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาย้อนหาเหตุแห่งชราและมรณะตามลำดับปัจจยาการจนถึงวิญญาณกับนามรูปที่อิงอาศัยกัน แล้วทรงพบมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นทางเก่าที่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนเคยเสด็จ เปรียบเหมือนบุรุษพบทางเก่าและนครโบราณกลางป่าแล้วให้สร้างขึ้นใหม่จนรุ่งเรือง อรรถกถาขยายความอุปมานี้โดยละเอียด เทียบนครกับพระนิพพาน ทางเก่ากับมรรค การสร้างนครกับการประกาศธรรมให้พระอัญญาโกณฑัญญะและหมู่ชนบรรลุธรรมตามลำดับ
- หน้า ๓๔๒–๓๔๘ สัมมสสูตรที่ ๖: พิจารณาปัจจัยภายใน ตัณหาเกิดที่อารมณ์อันเป็นที่รัก เปรียบด้วยน้ำและเหล้าเจือยาพิษ ทรงสอนภิกษุให้พิจารณาปัจจัยภายในย้อนจากชราและมรณะไปจนถึงอุปธิซึ่งมีตัณหาเป็นเหตุ ตัณหาย่อมเกิดขึ้นตั้งอยู่ในอารมณ์อันเป็นที่รักที่ชื่นใจ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ผู้ใดเห็นอารมณ์เหล่านี้โดยความเที่ยงเป็นสุขเป็นตัวตนย่อมพอกพูนตัณหาอุปธิทุกข์ ไม่พ้นสังสารวัฏ เปรียบเหมือนบุรุษกระหายน้ำดื่มน้ำหรือเหล้าที่เจือยาพิษทั้งที่รู้ว่าจะตาย ส่วนผู้เห็นโดยความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ย่อมละตัณหาได้และพ้นทุกข์ (เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องถึงหน้าถัดไป)
- หน้า ๓๔๙–๓๕๓ สัมมสสูตร (ต่อ): อุปมาขันน้ำและแก้วเหล้าเจือยาพิษ กับอรรถกถา อธิบายต่อจากสัมมสสูตรว่า สมณพราหมณ์ในอดีต อนาคต ปัจจุบัน หากเห็นอารมณ์ที่น่ารักน่าชื่นใจ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ว่าเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน ย่อมเพิ่มพูนตัณหา อุปธิ และทุกข์ ไม่พ้นทุกข์ได้ ส่วนผู้เห็นโดยความไม่เที่ยงจึงละตัณหาได้ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบด้วยขันน้ำและแก้วเหล้าสีกลิ่นรสน่าดื่มแต่เจือยาพิษ คนโง่ดื่มโดยไม่พิจารณาย่อมตาย คนฉลาดพิจารณาแล้วไม่ดื่มย่อมปลอดภัย อรรถกถาขยายความว่ากัลยาณมิตรเตือนโทษกามคุณ ๕ แต่ผู้มีจิตติดใจกลับดื้อดึงจนเสื่อม
- หน้า ๓๕๔–๓๕๗ นฬกลาปิยสูตร: อุปมาไม้อ้อสองกำพยุงกัน กับอรรถกถา พระมหาโกฏฐิตะถามพระสารีบุตรว่าชราและมรณะเกิดจากอะไร พระสารีบุตรอธิบายปฏิจจสมุปบาทย้อนลำดับตั้งแต่ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา จนถึงวิญญาณกับนามรูปที่อาศัยกันเกิด ไม่ใช่ตนทำเองหรือผู้อื่นทำให้ แล้วเปรียบด้วยไม้อ้อสองกำที่ตั้งอยู่ได้เพราะพิงกัน ถ้าดึงกำหนึ่งออกอีกกำก็ล้ม เหมือนวิญญาณกับนามรูปอาศัยกันเกิดและดับ ท้ายสูตรกล่าวถึงเหตุ ๓๖ ประการที่ควรเรียกภิกษุว่าธรรมกถึก ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม หรือผู้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน อรรถกถาขยายความศัพท์และเหตุ ๓๖ ประการนี้
- หน้า ๓๕๘–๓๖๔ โกสัมพีสูตร: พระมุสิละ ปวิฏฐะ นารทะ อานนท์ สนทนาเรื่องญาณเฉพาะตัวและอุปมาบ่อน้ำ พระปวิฏฐะถามพระมุสิละว่ามีญาณเฉพาะตัว (ไม่ใช่เชื่อหรือฟังตามใคร) รู้ปฏิจจสมุปบาทและความดับหรือไม่ พระมุสิละยืนยันว่ารู้เห็นเองทุกขั้น แต่เมื่อถูกถามว่าเป็นพระอรหันต์หรือไม่ ท่านนิ่งเงียบ พระนารทะจึงขอตอบแทน ยืนยันว่าภพดับเป็นนิพพานจริง แต่ตนยังไม่ใช่พระอรหันต์ เปรียบเหมือนบุรุษกระหายน้ำเห็นน้ำในบ่อลึกแต่ไม่มีภาชนะตักจึงสัมผัสไม่ได้ คือเห็นนิพพานด้วยปัญญาแต่ยังไม่บรรลุอรหัตมรรค อรรถกถาอธิบายอุปมานี้และเหตุที่พระเถระสองรูปตอบต่างกัน
- หน้า ๓๖๕–๓๖๖ อุปยสูตร: อุปมาน้ำขึ้นน้ำลงมหาสมุทรกับความเกิดดับแห่งปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบว่าเมื่อน้ำทะเลขึ้น ย่อมทำให้แม่น้ำใหญ่ แม่น้ำน้อย บึงใหญ่ บึงน้อยพลอยขึ้นตามกันเป็นลำดับ ฉันใด เมื่ออวิชชาเกิด ย่อมทำให้สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชราและมรณะเกิดตามกันเป็นลูกโซ่ ฉันนั้น และเมื่อน้ำทะเลลง สิ่งเหล่านั้นก็ลดตามกัน เปรียบกับความดับแห่งอวิชชาที่ทำให้องค์ธรรมทั้งปวงดับตามลำดับจนถึงความดับทุกข์ อรรถกถาอธิบายศัพท์น้ำขึ้นน้ำลงเทียบกับการเกิดดับแห่งปัจจัยทั้งสาย
- หน้า ๓๖๗–๓๗๙ สุสิมสูตร: ปริพาชกบวชขโมยธรรม พบภิกษุหลุดพ้นด้วยปัญญาไม่มีฤทธิ์ พระพุทธเจ้าสอนธรรมฐิติญาณ สุสิมปริพาชกเห็นสงฆ์ได้ลาภสักการะมาก ถูกเพื่อนขอให้บวชเรียนธรรมมาสอนเพื่อหวังลาภ พระอานนท์พาไปบวช ต่อมาสุสิมะได้ยินภิกษุจำนวนมากประกาศอรหัตผล จึงถามว่ามีฤทธิ์ ทิพยโสต รู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติ ทิพยจักษุ หรือถึงอรูปสมาบัติหรือไม่ ภิกษุตอบว่าไม่มี เพราะหลุดพ้นด้วยปัญญาล้วนไม่ได้ฌาน พระพุทธเจ้าสอนว่าธรรมฐิติญาณเกิดก่อนญาณในนิพพาน แล้วนำพิจารณาขันธ์ ๕ ว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่ใช่ตนจนบรรลุอรหัตผล และสารภาพว่าบวชเพื่อขโมยธรรม พระพุทธเจ้าทรงอภัยโทษเพราะสำนึกแก้ไข
- หน้า ๓๘๐–๓๘๕ อรรถกถาสุสิมสูตร: เหตุที่ปริพาชกอยากบวชขโมยธรรม และคำอธิบายธรรมฐิติญาณ อรรถกถาอธิบายว่าเหตุที่ปริพาชกอื่นอยากให้สุสิมะบวชเรียนธรรมจากพระพุทธเจ้า เพราะคิดว่าพระองค์ทรงเป็นดุจยอดกวีแต่งคัมภีร์ให้สาวกท่องแล้วได้ลาภ พระอานนท์พาสุสิมะเข้าเฝ้าเพราะไม่แน่ใจอัธยาศัย พระพุทธเจ้าทรงทราบเจตนาไม่บริสุทธิ์แต่ทรงเห็นว่าสุสิมะจะบรรลุธรรมได้ในไม่ช้าจึงทรงอนุญาตให้บวช อรรถกถาอธิบายศัพท์เรื่องฤทธิ์ ทิพยโสต และขยายความว่าธรรมฐิติญาณคือวิปัสสนาญาณซึ่งเกิดก่อนมรรคญาณอันเป็นญาณในนิพพานเสมอ แม้ผู้บรรลุจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
- หน้า ๓๘๖–๓๘๘ สมณพราหมณวรรคที่ ๘: สมณะหรือพราหมณ์แท้ต้องรู้ปัจจยาการทั้ง ๑๒ ข้อ พระพุทธเจ้าตรัสว่าสมณะหรือพราหมณ์ใดไม่รู้ชราและมรณะ เหตุเกิด ความดับ และทางดับแห่งชราและมรณะ ย่อมไม่สมควรได้ชื่อว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ที่แท้จริง ไม่อาจทำให้แจ้งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะได้ ส่วนผู้รู้ทั้งสี่ประการจึงสมควรได้ชื่อนั้น สูตรถัดมา (สูตรที่ ๒-๑๑) ทวนหลักการเดียวกันกับองค์ธรรมอีก ๑๐ ข้อในปฏิจจสมุปบาท คือ ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ และสังขาร รวมเป็น ๑๑ สูตรในวรรคนี้ อรรถกถากล่าวว่าเนื้อความเข้าใจง่าย
- หน้า ๓๘๙–๓๙๒ อันตรเปยยาลที่ ๙: ผู้ไม่รู้ปัจจยาการตามจริงพึงแสวงหาครูและฝึกคุณธรรม ๑๑ ประการ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ไม่รู้ไม่เห็นชราและมรณะและองค์ธรรมอื่นในปฏิจจสมุปบาททั้ง ๑๒ ข้อตามความเป็นจริง (ทั้งตัวธรรม เหตุเกิด ความดับ ทางดับ) พึงแสวงหาครูผู้สอนให้รู้แจ้ง (สัตถุสูตร) สูตรที่ ๒-๑๒ ปรับสำนวนจากการแสวงหาครูเป็นการฝึกฝนคุณสมบัติแทน ได้แก่ ศึกษา ประกอบความเพียร ฉันทะ ความอุตสาหะ ความไม่ย่อท้อ ความเพียรแผดเผากิเลส ความเพียรติดต่อ สติ สัมปชัญญะ และความไม่ประมาท รวมเป็น ๑๓๒ สูตรย่อยในวรรคนี้ อรรถกถาอธิบายความหมายศัพท์แต่ละคำโดยสังเขป
- หน้า ๓๙๓–๔๐๕ อภิสมยวรรคที่ ๑๐: อุปมาทุกข์ที่เหลือของพระโสดาบันเทียบฝุ่นปลายเล็บ น้ำหยาดเดียว ก้อนดินและก้อนหิน วรรคนี้รวม ๑๑ สูตรที่ใช้อุปมารูปแบบเดียวกันซ้ำ แสดงว่าทุกข์ที่เหลือของพระโสดาบัน (เวียนว่ายอีกไม่เกิน ๗ ชาติ) เมื่อเทียบกองทุกข์ในสังสารวัฏที่ดับแล้วนั้นน้อยมาก เช่น ฝุ่นติดปลายเล็บเทียบแผ่นดินใหญ่ น้ำวิดด้วยปลายหญ้าคาเทียบสระใหญ่ น้ำสองสามหยาดเทียบแม่น้ำ ๕ สายบรรจบกัน ก้อนดินหรือหินเทียบแผ่นดิน ภูเขาหิมวันต์ และเขาสิเนรุ ทุกอุปมาสรุปว่าไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๐๐,๐๐๐ ของทุกข์ที่หมดแล้ว แสดงคุณค่าใหญ่หลวงของการบรรลุโสดาปัตติมรรค จบวรรคนี้เท่ากับจบอภิสมยสังยุต
- หน้า ๔๐๖ อุปมาว่าด้วยกองทุกข์ที่ดับไปมีมากกว่าที่เหลือ (สัมเภชอุทก ปฐวี สมุทท ปัพพตูปมสูตร) จบอภิสมยสังยุตที่ ๑ พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาต่อเนื่องหลายเรื่อง เช่น หยาดน้ำเทียบกับแม่น้ำใหญ่ที่ไหลบรรจบกัน ก้อนดินเล็กเทียบกับแผ่นดินใหญ่ น้ำที่วักขึ้นเทียบกับมหาสมุทร ก้อนหินเล็กเทียบกับภูเขาหิมวันต์และเขาสิเนรุ เพื่อแสดงว่ากองทุกข์ที่พระอริยสาวกผู้ถึงกระแสธรรม (โสดาบัน) ทำให้หมดสิ้นไปแล้ว มีมากกว่าทุกข์ที่ยังเหลืออยู่อีกไม่เกิน ๗ ชาติอย่างเทียบกันไม่ได้ จบด้วยรายชื่อพระสูตรและอรรถกถาปิดท้ายอภิสมยสังยุตที่ ๑
- หน้า ๔๐๗–๔๐๘ ธาตุสังยุต นานัตตวรรคที่ ๑ ธาตุสูตรที่ ๑ ว่าด้วยความต่างแห่งธาตุ ๑๘ ประการ เริ่มต้นธาตุสังยุต หมวดนานัตตวรรค ด้วยธาตุสูตรที่ ๑ พระพุทธเจ้าทรงแสดง "ความต่างแห่งธาตุ" ๑๘ ประการ คือ อายตนะภายในทั้ง ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) อารมณ์ภายนอกที่คู่กัน ๖ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสกาย ธรรมารมณ์) และวิญญาณที่เกิดจากคู่นั้น ๆ อีก ๖ อย่าง อรรถกถาอธิบายความหมายของแต่ละธาตุโดยละเอียด เช่น จักขุปสาทคือจักขุธาตุ รูปารมณ์คือรูปธาตุ เป็นต้น
- หน้า ๔๐๙–๔๑๔ สัมผัสสสูตร โนสัมผัสสสูตร เวทนาสูตร โนเวทนาสูตร ว่าด้วยลำดับเหตุปัจจัยธาตุ-ผัสสะ-เวทนา ชุดพระสูตรแสดงลำดับความสัมพันธ์เชิงเหตุปัจจัยว่า ความต่างแห่งผัสสะเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งธาตุ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) และความต่างแห่งเวทนาเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งผัสสะ พร้อมทั้งยืนยันว่าเหตุปัจจัยไม่ย้อนกลับ คือธาตุไม่ได้เกิดเพราะผัสสะ ผัสสะไม่ได้เกิดเพราะเวทนา อรรถกถาอธิบายรายละเอียดของมโนสัมผัสในมโนทวารและลำดับชวนจิต
- หน้า ๔๑๕–๔๑๙ พาหิรธาตุสูตร สัญญาสูตร โนสัญญาสูตร ว่าด้วยลำดับสัญญา สังกัปปะ ฉันทะ ปริฬาหะ ปริเยสนา พาหิรธาตุสูตรแสดงความต่างแห่งธาตุฝ่ายอารมณ์ภายนอก ๖ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) ส่วนสัญญาสูตรและโนสัญญาสูตรแสดงลำดับการเกิดกิเลสจากอารมณ์ คือ สัญญา สังกัปปะ (ความดำริ) ฉันทะ (ความพอใจ) ปริฬาหะ (ความเร่าร้อน) และปริเยสนา (การแสวงหา) ตามลำดับเหตุปัจจัย โดยยกกรณีรูปเป็นตัวอย่างอธิบายทุกขั้นตอน
- หน้า ๔๒๐–๔๒๖ ผัสสสูตร โนผัสสสูตร พร้อมนิทานบุตรอำมาตย์เห็นอุบาสิกา จบนานัตตวรรคที่ ๑ ผัสสสูตรขยายลำดับเหตุปัจจัยต่อจากสัญญาสูตรไปจนถึง "ลาภะ" (การได้อารมณ์มาครอบครอง) อรรถกถาเล่านิทานประกอบเรื่องบุตรอำมาตย์ที่เห็นหญิงสาวแต่งตัวสวยงามเดินผ่านแต่ไกล เข้าใจผิดคิดว่าเป็นหญิงแปลกหน้า จึงส่งคนไปสืบดูจนเกิดความกำหนัดพอใจ แสดงกระบวนการที่อารมณ์ภายนอกกระตุ้นให้เกิดตัณหาไปทีละขั้น จบด้วยโนผัสสสูตรและปิดวรรคนานัตตวรรคที่ ๑
- หน้า ๔๒๗–๔๒๙ ทุติยวรรคที่ ๒ สัตติมสูตรที่ ๑ ว่าด้วยธาตุ ๗ ประการอันเป็นภูมิแห่งสมาบัติ เริ่มทุติยวรรคด้วยสัตติมสูตร แสดงธาตุ ๗ ประการ คือ อาภาธาตุ (แสงสว่างจากฌานกสิณ) สุภาธาตุ (ฌานในสุภกสิณ) และอรูปฌานทั้ง ๔ จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ภิกษุทูลถามว่าแต่ละธาตุอาศัยอะไรจึงปรากฏ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าอาภาธาตุอาศัยความมืด สุภาธาตุอาศัยความไม่งาม ฯลฯ และทรงอธิบายว่าบุคคลเข้าถึงแต่ละธาตุได้ด้วยสมาบัติชนิดใด
- หน้า ๔๓๐–๔๓๖ สนิทานสูตรที่ ๒ ว่าด้วยวิตกฝ่ายอกุศลและกุศลอย่างละ ๓ พร้อมอุปมาคบเพลิงหญ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่าวิตกฝ่ายอกุศล ๓ อย่าง (กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก) และวิตกฝ่ายกุศล ๓ อย่าง (เนกขัมมวิตก อัพยาบาทวิตก อวิหิงสาวิตก) ล้วนมีเหตุปัจจัยเกิดขึ้นตามลำดับจากสัญญาสู่ความดำริ ความพอใจ ความเร่าร้อน จนถึงการแสวงหา ทรงเปรียบผู้ไม่รีบละอกุศลสัญญาเหมือนคนไม่รีบดับคบเพลิงหญ้าในป่าแห้งจนไฟลามทำลายสัตว์ทั้งปวง ส่วนผู้รีบละย่อมอยู่เป็นสุขปลอดภัย
- หน้า ๔๓๗–๔๓๙ คิญชกาวสถสูตรที่ ๓ พระกัจจานะทูลถามเรื่องธาตุคืออวิชชาและทิฏฐิของครูทั้งหก ณ ตำหนักอิฐใกล้หมู่บ้านพระญาติ พระพุทธเจ้าตรัสว่าสัญญา ทิฏฐิ และวิตก เกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุ พระกัจจานะทูลถามว่าทิฏฐิของครูทั้งหกที่อวดอ้างตนเป็นพระสัมมาสัมพุทธะทั้งที่ไม่ใช่ เกิดขึ้นเพราะอาศัยอะไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าเกิดจาก "ธาตุคืออวิชชา" อันเป็นธาตุใหญ่ และทรงจำแนกว่าบุคคลผู้มีธาตุเลว ปานกลาง ประณีต ย่อมแสดงธรรมและเกิดในภพตามระดับธาตุของตน
- หน้า ๔๔๐–๔๔๑ หีนาธิมุตติสูตรที่ ๔ ว่าด้วยสัตว์คบค้าสมาคมกันโดยธาตุตามอัธยาศัยเลวและดี พระพุทธเจ้าตรัสหลักว่า "สัตว์ทั้งหลายย่อมคบค้าสมาคมกันโดยธาตุเทียว" คือผู้มีอัธยาศัยเลวย่อมคบหากับผู้มีอัธยาศัยเลว ผู้มีอัธยาศัยดีย่อมคบหากับผู้มีอัธยาศัยดี ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นหลักธรรมพื้นฐานที่จะขยายความด้วยเรื่องราวและอุปมาในพระสูตรถัดไปหลายสูตร
- หน้า ๔๔๒–๔๔๗ จังกมสูตรที่ ๕ พระพุทธเจ้าทรงชี้พระเถระผู้เลิศแต่ละด้านจงกรมกับหมู่ศิษย์ผู้มีอัธยาศัยเดียวกัน ที่ภูเขาคิชฌกูฏ พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้ภิกษุดูพระเถระผู้เลิศแต่ละด้านกำลังจงกรมอยู่กับหมู่ภิกษุที่มีอัธยาศัยคล้ายกัน เช่น พระสารีบุตร (ปัญญามาก) พระโมคคัลลานะ (ฤทธิ์มาก) พระมหากัสสปะ (ธุตวาทะ) พระอนุรุทธะ (ทิพยจักษุ) พระปุณณะ (ธรรมกถึก) พระอุบาลี (ทรงวินัย) พระอานนท์ (พหูสูต) แม้พระเทวทัตก็จงกรมอยู่กับภิกษุผู้มีความปรารถนาลามกเช่นเดียวกัน แสดงหลักว่าสัตว์คบค้ากันโดยธาตุที่เสมอกัน
- หน้า ๔๔๘–๔๕๐ สตาปารัทธสูตรที่ ๖ อุปมาคูถกับคูถ น้ำนมกับน้ำนม พร้อมคาถาสอนให้เว้นคนเกียจคร้าน พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาว่าของไม่สะอาด เช่น คูถ มูตร น้ำลาย หนอง เลือด ย่อมเข้ากันได้กับสิ่งเดียวกัน ฉันใด สัตว์ผู้มีอัธยาศัยเลวก็ย่อมคบหากันฉันนั้น ส่วนของประณีต เช่น น้ำนม น้ำมัน เนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ย่อมเข้ากันได้ฉันใด สัตว์ผู้มีอัธยาศัยดีก็ย่อมคบหากันฉันนั้น ปิดท้ายด้วยพระคาถาสอนให้เว้นคนเกียจคร้านและอยู่ร่วมกับบัณฑิตผู้สงัดและเพียรเป็นนิตย์
- หน้า ๔๕๑–๔๖๒ ชุดสูตรอัสสัทธมูลกสูตร อหิริกมูลกสูตร อโนตตัปปมูลกสูตร อัปปสุตสูตร กุสิตสูตร ว่าด้วยสัตว์คบค้ากันโดยธาตุ ชุดพระสูตรต่อเนื่องแสดงหลักเดียวกันว่าสัตว์คบค้ากันโดยธาตุ โดยไล่เรียงคุณธรรมและอกุศลธรรมที่จับคู่กัน เช่น ผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ สุตะน้อย เกียจคร้าน มีสติหลงลืม ปัญญาทราม ย่อมคบหากันเอง ตรงข้ามกับผู้มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ สุตะมาก เพียร สติมั่นคง ปัญญา ที่คบหากันเอง จบทุติยวรรคที่ ๒ แล้วเริ่มอรรถกถาอัสสัทธมูลกสูตรที่ ๘ เป็นต้น ซึ่งเนื้อหายังไม่จบและต่อเนื่องไปหน้าถัดไป
- หน้า ๔๖๓ อหิริกมูลกสูตรถึงกุสิตสูตร (สูตรที่ ๙-๑๒) และอรรถกถาสรุปติกเปยยาละ: จบวรรคที่ ๒ สูตรชุดต่อเนื่องแสดงหลักเดียวกันว่าสัตว์คบหากับพวกที่มีคุณสมบัติตรงกัน โดยไล่เรียงคู่ธรรมต่างๆ เช่น ไม่มีหิริ-ไม่มีโอตตัปปะ-ปัญญาทราม กับมีหิริ-มีโอตตัปปะ-ปัญญา, มีสุตะน้อย-เกียจคร้าน-สติหลงลืม กับมีสุตะมาก-เพียร-สติมั่นคง ครอบคลุมสูตรที่ ๙-๑๒ จบทุติยวรรคที่ ๒ อรรถกถาสรุปว่าพระองค์ตรัสธรรมฝ่ายดำฝ่ายขาวรวม ๑๕ ครั้งเป็นแบบแผนซ้ำเรียกว่าติกเปยยาละ
- หน้า ๔๖๔–๔๖๘ ทสกัมมปถวรรคที่ ๓ เริ่มต้น: อสมาหิตสูตร ทุสสีลสูตร ปัญจสิกขาปทสูตร ว่าด้วยการคบค้าตามศีล เริ่มวรรคใหม่ว่าด้วยกรรมบถ สูตรแรกแสดงว่าคนไม่มีศรัทธา-หิริ-โอตตัปปะ-สมาธิ-ปัญญาคบกับพวกเดียวกัน (อสมาหิตสูตร) สูตรที่สองเปลี่ยนเป็นคนทุศีลคบกับคนทุศีล (ทุสสีลสูตร) สูตรที่สามชี้ชัดลงที่ศีล ๕ ข้อ คือผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มสุราเมรัย ย่อมคบหาสมาคมกับพวกเดียวกัน ส่วนผู้รักษาศีล ๕ ก็คบหากับผู้มีศีลเช่นเดียวกัน (ปัญจสิกขาปทสูตร)
- หน้า ๔๖๙–๔๗๐ สัตตกัมมปถสูตรและทสกัมมปถสูตร: การคบค้าตามกรรมบถ ๗ และ ๑๐ ประการ ขยายจากศีล ๕ เป็นกรรมบถ ๗ คือเพิ่มพูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ผู้ทำกรรมเหล่านี้คบหากับพวกเดียวกัน (สัตตกัมมปถสูตร) จากนั้นขยายเป็นกรรมบถ ๑๐ โดยเพิ่มอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ ผู้มีจิตโลภอยากได้ของผู้อื่น มีจิตพยาบาท หรือเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม ย่อมคบหากับพวกเดียวกัน ส่วนผู้เว้นขาดจากกรรมเหล่านี้ก็คบหากับผู้มีคุณธรรมตรงกัน (ทสกัมมปถสูตร)
- หน้า ๔๗๑–๔๗๘ อรรถกถาทสกัมมปถสูตร (ตอนต้น): นิยามปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณวาจา ผรุสวาจา อรรถกถาอธิบายรายละเอียดกรรมบถแต่ละข้อพร้อมองค์ประกอบและระดับโทษหนักเบา เช่น ฆ่าสัตว์เล็กโทษน้อยกว่าสัตว์ใหญ่ ลักของประณีตโทษมากกว่าของเลว ระบุหญิง ๒๐ จำพวกที่ชายไม่ควรเกี่ยวข้องด้วยในกาเมสุมิจฉาจาร และเล่าเรื่องเด็กชายที่แม่สาปให้ควายไล่ขวิดแล้วรอดด้วยคำสัตย์จนควายหยุดนิ่ง เป็นตัวอย่างอธิบายว่าวาจาหยาบที่แท้จริงต้องมาจากจิตคิดร้าย ไม่ใช่ถ้อยคำดุด่าด้วยความหวังดี
- หน้า ๔๗๙–๔๘๓ อรรถกถาทสกัมมปถสูตร (ตอนปลาย): สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ และเรื่องนายจักกนะปล่อยกระต่าย อธิบายนิยามอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ พร้อมวิเคราะห์กรรมบถ ๑๐ โดยธรรม อารมณ์ เวทนา และมูลเหตุ จากนั้นอธิบายกุศลกรรมบถฝ่ายตรงข้าม เล่าเรื่องนายจักกนะที่จับกระต่ายได้เพื่อทำยาแก้โรคมารดาแต่ตัดสินใจปล่อยเพราะไม่ยอมฆ่าสัตว์ กลับพูดคำสัตย์แล้วมารดาหายป่วยทันที และเรื่องอุบาสกภูเขาอุตตรวัฑฒมานะที่ถูกงูใหญ่รัดตัวแต่ยอมทิ้งมีดไม่ยอมทำลายศีลที่รับไว้ งูจึงคลายออก
- หน้า ๔๘๔–๔๘๗ อัฏฐังคิกสูตรและทสังคิกสูตร: การคบค้าตามมรรคมีองค์ ๘ และธรรม ๑๐ ฝ่ายผิดฝ่ายถูก จบทสกัมมปถวรรคที่ ๓ สัตว์ผู้มีมิจฉาทิฏฐิจนถึงมิจฉาสมาธิ (มรรคผิด ๘ องค์) คบหากับพวกเดียวกัน ส่วนผู้มีสัมมาทิฏฐิจนถึงสัมมาสมาธิ (มรรคถูก ๘ องค์) ก็คบหากับพวกเดียวกัน (อัฏฐังคิกสูตร) สูตรถัดมาเพิ่มมิจฉาญาณะและมิจฉาวิมุตติ ฝ่ายตรงข้ามคือสัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติ รวมเป็นธรรม ๑๐ ประการ (ทสังคิกสูตร) จบทสกัมมปถวรรคที่ ๓ พร้อมรายชื่อพระสูตรทั้ง ๗ สูตรในวรรคนี้
- หน้า ๔๘๘ จตุตถวรรคที่ ๔ เริ่มต้น: จตัสสสูตร ว่าด้วยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม เริ่มวรรคใหม่ในธาตุสังยุต พระพุทธเจ้าทรงแสดงธาตุ ๔ ประการโดยย่อ คือ ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) วาโยธาตุ (ธาตุลม) อรรถกถาอธิบายสั้นๆ ว่าปฐวีธาตุคือธาตุที่เป็นที่ตั้ง อาโปธาตุคือธาตุที่เอิบอาบซึมซาบ เตโชธาตุคือธาตุที่ทำให้ย่อยสลาย วาโยธาตุคือธาตุที่ทำให้เคร่งตึงเคลื่อนไหว ส่วนรายละเอียดพิสดารมีการแบ่งเป็นโกฏฐาส ๒๐ ส่วนเป็นต้น
- หน้า ๔๘๙–๔๙๔ ปุพพสูตร: พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาคุณโทษและทางออกแห่งธาตุ ๔ ก่อนตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงย้อนเล่าว่าก่อนตรัสรู้ เมื่อยังเป็นโพธิสัตว์ทรงดำริค้นหาว่าอะไรคือความแช่มชื่น โทษ และทางออกของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เมื่อทรงทราบชัดครบทั้งสามด้านจึงทรงปฏิญาณว่าตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ อรรถกถาขยายความด้วยอุปมาเปรียบพระวรกายอันสมบูรณ์ของพระพุทธเจ้ากับคนทั่วไปที่ทนร้อนทนหนาวทนลมไม่ไหว และสรุปว่าเนื้อหาทั้งสูตรแสดงอริยสัจ ๔ ครบถ้วนคือสมุทัย ทุกข์ นิโรธ และมรรค
- หน้า ๔๙๕–๔๙๖ อจริสูตร: ทรงแสวงหาคุณโทษและทางออกแห่งธาตุ ๔ ด้วยปัญญาจนตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงเนื้อความคล้ายปุพพสูตร แต่เน้นว่าทรงเที่ยวแสวงหาด้วยญาณจนพบและเห็นชัดด้วยปัญญาซึ่งความแช่มชื่น โทษ และเครื่องสลัดออกแห่งธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ทีละอย่าง เมื่อทราบชัดครบจึงปฏิญาณการตรัสรู้และเกิดญาณทัสสนะว่าวิมุตติไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย อรรถกถาอธิบายว่าคำว่าอจริหมายถึงการท่องเที่ยวไปด้วยญาณตามลำดับภาวนา
- หน้า ๔๙๗–๔๙๘ โนเจทสูตร: เหตุใดสัตว์จึงยินดี เบื่อหน่าย และหลุดพ้นจากธาตุ ๔ ได้ ทรงอธิบายด้วยเหตุผลแบบสมมติว่า ถ้าธาตุ ๔ ไม่มีความแช่มชื่นเลย สัตว์ก็จะไม่ยินดีในธาตุนั้น แต่เพราะมีความแช่มชื่นจริง สัตว์จึงยินดี เช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีโทษสัตว์ก็จะไม่เบื่อหน่าย แต่เพราะมีโทษจริงสัตว์จึงเบื่อหน่าย และถ้าไม่มีทางออกสัตว์ก็จะสลัดตนออกไม่ได้ แต่เพราะมีทางออกจริงสัตว์จึงสลัดตนออกจากธาตุ ๔ ได้ หลักการนี้ใช้อธิบายกลไกทางจิตของสัตว์ทั่วไป ไม่จำกัดเฉพาะพระพุทธเจ้า
- หน้า ๔๙๙–๕๐๑ ทุกขสูตรและอภินันทนสูตร: ธาตุ ๔ มีทั้งสุขทุกข์ปนกัน จึงเป็นเหตุให้ยินดีและเบื่อหน่าย ทรงอธิบายว่าธาตุ ๔ ไม่ได้มีทุกข์อย่างเดียวหรือสุขอย่างเดียว แต่มีสุขปนอยู่จึงเป็นเหตุให้สัตว์ยินดี และมีทุกข์ปนอยู่จึงเป็นเหตุให้สัตว์เบื่อหน่าย (ทุกขสูตร) จากนั้นทรงสรุปว่าผู้ใดชื่นชมยินดีในธาตุ ๔ ผู้นั้นชื่อว่าชื่นชมทุกข์ และย่อมไม่หลุดพ้นจากทุกข์ ส่วนผู้ใดไม่ชื่นชมยินดีในธาตุ ๔ ผู้นั้นย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ได้ (อภินันทนสูตร)
- หน้า ๕๐๒–๕๐๕ อุปปาทสูตรและสมณพราหมณสูตร ๓ สูตร: จบธาตุสังยุต ความเกิดขึ้นแห่งธาตุ ๔ คือความเกิดแห่งทุกข์ โรค และชรามรณะ ส่วนความดับแห่งธาตุ ๔ คือความดับแห่งทุกข์เหล่านั้น (อุปปาทสูตร) จากนั้นสามสูตรต่อเนื่องยืนยันว่าสมณะหรือพราหมณ์ที่แท้จริงต้องรู้ชัดคุณ โทษ ทางออก ตลอดจนเหตุเกิดและความดับแห่งธาตุ ๔ หากไม่รู้ชัดก็ไม่นับว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์อย่างแท้จริง จบธาตุสังยุตที่ ๒ พร้อมอรรถกถาสรุปว่าสามสูตรสุดท้ายแสดงอริยสัจ ๔ ครบถ้วน
- หน้า ๕๐๖–๕๐๘ อนมตัคคสังยุตเริ่มต้น: ติณกัฏฐสูตร อุปมาหญ้าไม้ในชมพูทวีปกับที่สุดเบื้องต้นของสงสารที่หาไม่พบ เปิดอนมตัคคสังยุตด้วยพระดำรัสว่าสงสารไม่มีจุดเริ่มต้นที่กำหนดได้ เพราะสัตว์ถูกอวิชชาปิดบังตัณหาผูกมัดท่องเที่ยวเวียนว่ายมานับไม่ถ้วน ทรงอุปมาว่าหากตัดหญ้าไม้ใบไม้ทั้งชมพูทวีปมามัดเป็นกำๆ ละ ๔ นิ้ว แล้วนับว่านี่คือแม่ นี่คือแม่ของแม่ไปเรื่อยๆ หญ้าไม้ทั้งหมดจะหมดก่อนที่จะนับแม่ของบุรุษนั้นได้หมด แสดงว่าสัตว์เสวยทุกข์มามากมายจนถึงเวลาที่ควรเบื่อหน่ายคลายกำหนัดหลุดพ้นแล้ว
- หน้า ๕๐๙ ปฐวีสูตร: อุปมาก้อนดินมหาปฐพีกับที่สุดเบื้องต้นของสงสาร ทรงแสดงอุปมาคล้ายติณกัฏฐสูตรแต่เปลี่ยนเป็นบิดา โดยสมมติว่าปั้นมหาปฐพีทั้งหมดให้เป็นก้อนขนาดเท่าเมล็ดกระเบา แล้วนับว่านี่คือบิดา นี่คือบิดาของบิดาไปเรื่อยๆ ดินทั้งโลกจะหมดก่อนที่จะนับบิดาของบุรุษนั้นได้หมด แสดงให้เห็นว่าสงสารยาวนานเกินกว่าจะกำหนดจุดเริ่มต้นได้ เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในสังขารทั้งปวง
- หน้า ๕๑๐–๕๑๒ อัสสุสูตร: น้ำตาที่หลั่งไหลในสงสารมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุว่าน้ำตาที่หลั่งไหลเพราะความโศกเศร้าคร่ำครวญตลอดการเวียนว่ายตายเกิดอันยาวนาน กับน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ สิ่งใดมากกว่ากัน ภิกษุทูลตอบและพระองค์ทรงยืนยันว่าน้ำตาจากความตายของมารดา บิดา พี่น้อง บุตรธิดา ความเสื่อมแห่งญาติ โภคทรัพย์ และโรคภัยตลอดกาลนานนั้นมากกว่าน้ำทะเลทั้ง ๔ มหาสมุทรเสียอีก อรรถกถาอธิบายที่มาของมหาสมุทรทั้ง ๔ จากรัศมีอัญมณี ๔ ด้านของภูเขาสิเนรุ
- หน้า ๕๑๓ ขีรสูตร: น้ำนมมารดาที่ดื่มในสงสารมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ทำนองเดียวกับอัสสุสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าน้ำนมมารดาที่ภิกษุเคยดื่มมาตลอดการเวียนว่ายตายเกิดอันยาวนาน กับน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ สิ่งใดมากกว่ากัน ภิกษุทูลตอบและพระองค์ทรงยืนยันว่าน้ำนมมารดามากกว่า อรรถกถาอธิบายเสริมว่าน้ำนมมีเฉพาะเมื่อเกิดเป็นมนุษย์หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเท่านั้น ไม่มีในกำเนิดอื่นเช่นแมลงหรือปลา แต่แม้เพียงชาติเดียวที่เกิดเป็นมนุษย์ น้ำนมที่ดื่มก็ยังมากกว่าน้ำมหาสมุทรทั้ง ๔
- หน้า ๕๑๔–๕๑๕ ปัพพตสูตร: อุปมาภูเขาหินถูกผ้าไหมปัดกับความยาวนานของกัป ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่ากัปหนึ่งนานเพียงไร พระพุทธเจ้าทรงอุปมาว่า หากมีภูเขาหินแท่งทึบยาวกว้างสูงด้านละ ๑ โยชน์ แล้วมีบุรุษเอาผ้าแคว้นกาสีมาปัดภูเขาทุก ๑๐๐ ปีครั้งหนึ่ง ภูเขาทั้งลูกจะสึกหมดไปเร็วกว่าที่กัปหนึ่งจะสิ้นสุดลง แสดงว่าสัตว์ทั้งหลายท่องเที่ยวในสงสารมาแล้วนับกัปไม่ถ้วน ไม่ใช่เพียงหนึ่งร้อยหรือหนึ่งพันกัป จึงควรเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในสังขารทั้งปวง
- หน้า ๕๑๖ สาสปสูตร: อุปมาเมล็ดพันธุ์ผักกาดในนครเหล็กกับความยาวนานของกัป ทรงตอบคำถามเดียวกันเรื่องความยาวนานของกัปด้วยอุปมาอีกแบบหนึ่ง คือหากมีนครที่สร้างด้วยเหล็กขนาดกว้างยาวสูงด้านละ ๑ โยชน์ เต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาดอัดแน่น แล้วมีบุรุษหยิบเมล็ดออกไปทีละเมล็ดทุก ๑๐๐ ปีครั้งหนึ่ง เมล็ดพันธุ์ผักกาดทั้งหมดจะหมดเร็วกว่าที่กัปหนึ่งจะสิ้นสุดลง ตอกย้ำว่าสงสารยาวนานเกินกว่าจะนับกัปได้
- หน้า ๕๑๗–๕๑๘ สาวกสูตร: แม้พระสาวก ๔ รูประลึกชาติวันละแสนกัปก็ยังนับกัปที่ผ่านมาไม่หมด ภิกษุทูลถามว่ากัปที่ผ่านไปแล้วมีมากเพียงไร พระพุทธเจ้าทรงอุปมาว่า หากมีพระสาวก ๔ รูปอายุ ๑๐๐ ปี สามารถระลึกชาติย้อนหลังได้วันละแสนกัปจนตลอดชีวิต ๑๐๐ ปีแล้วมรณภาพลง กัปที่ท่านเหล่านั้นยังระลึกไปไม่ถึงก็ยังมีอยู่อีกมาก แสดงให้เห็นว่าจำนวนกัปที่ผ่านมาแล้วมากมายเกินกว่าจะคำนวณนับได้
- หน้า ๕๑๙ คงคาสูตร: อุปมาเมล็ดทรายในแม่น้ำคงคากับจำนวนกัปที่ผ่านมา พราหมณ์เลื่อมใสขอถึงสรณะ พราหมณ์ผู้หนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าว่ากัปที่ผ่านไปแล้วมีมากเพียงไร พระองค์ทรงอุปมาว่ากัปที่ผ่านมาแล้วมีมากยิ่งกว่าเมล็ดทรายตลอดสายแม่น้ำคงคาตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงมหาสมุทรเสียอีก สัตว์ทั้งหลายท่องเที่ยวเสวยทุกข์มายาวนานเพียงพอที่จะเบื่อหน่ายคลายกำหนัดหลุดพ้นได้แล้ว พราหมณ์เลื่อมใสในพระธรรมเทศนา จึงกราบทูลขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
- หน้า ๕๒๐–๕๒๓ ทัณฑสูตรที่ ๙ และปุคคลสูตรที่ ๑๐: อุปมาท่อนไม้โยนขึ้นฟ้า กับกองกระดูกเท่าภูเขาเวปุลละ จบปฐมวรรคที่ ๑ ทรงเปรียบสัตว์ที่ท่องเที่ยวในสงสารด้วยอวิชชาตัณหาเหมือนท่อนไม้ที่โยนขึ้นฟ้าแล้วตกลงได้หลายทาง บางครั้งจากโลกนี้ไปปรโลกบางครั้งกลับมา ต่อมาตรัสว่าหากคนหนึ่งท่องเที่ยวในสงสารตลอดกัปหนึ่ง กระดูกที่สะสมไว้จะเป็นกองใหญ่เท่าภูเขาเวปุลละใกล้กรุงราชคฤห์ แต่ผู้เห็นอริยสัจสี่ท่องเที่ยวอย่างมากเพียง ๗ ครั้งก็พ้นทุกข์ได้ จบปฐมวรรคที่ ๑ รวม ๑๐ สูตร
- หน้า ๕๒๔–๕๒๕ ทุติยวรรคที่ ๒: ทุคตสูตรและสุขิตสูตร ว่าด้วยคนจนและคนมีสุขที่เราเคยเป็นมาแล้วในสงสาร เริ่มทุติยวรรคที่ ๒ แห่งอนมตัคคสังยุต พระพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อเห็นคนยากไร้พิการมือเท้าไม่สมประกอบ พึงเข้าใจว่าตนเองก็เคยได้รับทุกข์เช่นนั้นมาแล้วในสงสารอันยาวนาน เช่นเดียวกับเมื่อเห็นผู้มีความสุขพรั่งพร้อมบริวาร ก็เคยเสวยสุขเช่นนั้นมาแล้วเช่นกัน เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในสังขารทั้งปวง
- หน้า ๕๒๖–๕๒๘ ติงสมัตตาสูตรที่ ๓: ภิกษุชาวปาเวยยกะ ๓๐ รูปฟังธรรมเรื่องโลหิตที่หลั่งไหลแล้วบรรลุอรหัตต์ ภิกษุชาวเมืองปาเวยยะ ๓๐ รูปผู้ถือธุดงค์แต่ยังมีสังโยชน์เข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าโลหิตที่หลั่งออกจากการถูกตัดศีรษะตลอดกาลนานในสงสาร ทั้งครั้งเกิดเป็นมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน กับน้ำมหาสมุทรทั้งสี่ สิ่งใดมากกว่ากัน คำตอบคือโลหิตมากกว่า เมื่อจบพระธรรมเทศนา จิตของภิกษุทั้ง ๓๐ รูปหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น
- หน้า ๕๒๙–๕๓๒ มาตุสูตรถึงธีตุสูตร: สัตว์ที่ไม่เคยเป็นมารดา บิดา พี่น้อง บุตรธิดาของกันมาก่อนหาได้ยาก ชุดพระสูตรสั้นต่อเนื่องกันซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะสงสารไม่มีที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลาย สัตว์ที่ไม่เคยเป็นมารดา บิดา พี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว บุตร หรือธิดาของเรามาก่อนนั้นหาได้ยากยิ่ง อรรถกถาอธิบายว่าพึงเข้าใจโดยกำหนดเพศที่เปลี่ยนไปมาระหว่างบุรุษกับสตรี และโดยกำหนดจักรวาลที่สัตว์ท่องเที่ยวไปมา
- หน้า ๕๓๓–๕๓๗ เวปุลลปัพพตสูตรที่ ๑๐: ภูเขาเวปุลละเปลี่ยนชื่อตามยุคพระพุทธเจ้าสี่พระองค์ จบอนมตัคคสังยุตที่ ๓ พระพุทธเจ้าทรงเล่าว่าภูเขาเวปุลละเคยมีชื่อปาจีนวังสะ วงกต และสุปัสสะในสมัยพระพุทธเจ้ากกุสันธะ โกนาคมนะ และกัสสปะตามลำดับ มนุษย์ในยุคนั้นมีอายุยืนต่างกันไป บัดนี้ภูเขาชื่อเวปุลละ มนุษย์ชื่อมาคธะอายุสั้นเพียงร้อยปี แสดงความไม่เที่ยงของสังขาร จบพระคาถาและจบอนมตัคคสังยุตที่ ๓ อรรถกถาอธิบายเรื่องอายุขัยที่เสื่อมแล้วเจริญสลับกันไปในแต่ละกัป
- หน้า ๕๓๘–๕๔๔ สันตุฏฐสูตรที่ ๑ เริ่มกัสสปสังยุต: พระมหากัสสปสันโดษยิ่งในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช เริ่มกัสสปสังยุตที่ ๔ พระพุทธเจ้าตรัสยกย่องพระมหากัสสปว่าเป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัยสี่ตามมีตามได้ ทั้งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขาร ไม่แสวงหาโดยมิชอบ ไม่สะดุ้งเมื่อไม่ได้ ไม่ยินดีติดใจเมื่อได้ ทรงสอนภิกษุให้ประพฤติตามอย่างพระกัสสป อรรถกถาอธิบายสันโดษสามแบบคือยถาลาภ ยถาพละ และยถาสารุปปสันโดษในปัจจัยแต่ละอย่างอย่างละเอียด
- หน้า ๕๔๕–๕๔๙ อโนตตาปีสูตรที่ ๒: พระสารีบุตรสนทนากับพระมหากัสสปเรื่องความเพียรเผากิเลสและความสะดุ้งกลัวบาป พระสารีบุตรถามพระมหากัสสปว่าเหตุใดผู้ไม่มีความเพียรเผากิเลสและไม่สะดุ้งกลัวจึงไม่ควรแก่การตรัสรู้ พระมหากัสสปอธิบายว่าภิกษุต้องเพียรระวังไม่ให้อกุศลที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น ละอกุศลที่เกิดแล้ว ทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิด และรักษากุศลที่เกิดแล้วไม่ให้เสื่อม พร้อมมีความสะดุ้งกลัวต่อผลเสียหากละเลย จึงจะควรแก่นิพพาน
- หน้า ๕๕๐–๕๕๙ จันทูปมสูตรที่ ๓: ภิกษุพึงเป็นดุจดวงจันทร์ พรากกายพรากใจไม่คะนองเมื่อเข้าไปสู่สกุล พระพุทธเจ้าสอนให้ภิกษุเข้าไปสู่สกุลดุจดวงจันทร์ คือพรากกายพรากใจ เป็นผู้ใหม่เสมอ ไม่คะนอง จิตไม่ข้องในลาภ ยินดีทั้งลาภตนและลาภผู้อื่น แสดงธรรมเทศนาบริสุทธิ์ด้วยความกรุณาไม่หวังให้คนเลื่อมใสตน โดยยกพระมหากัสสปเป็นแบบอย่าง อรรถกถาอธิบายละเอียดถึงความคะนองกายวาจาใจ พร้อมเรื่องพระจูฬนาคและมหานาคผู้ตัดความคุ้นเคยกับมารดา
- หน้า ๕๖๐–๕๖๑ กุลูปกสูตรที่ ๔: ภิกษุชนิดใดควรและไม่ควรเข้าไปสู่สกุล พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุที่คาดหวังให้ทายกถวายมาก ถวายเร็ว ถวายของประณีต และถวายด้วยความเคารพ เมื่อไม่ได้ดังหวังย่อมอึดอัดเป็นทุกข์ ไม่ควรเข้าสู่สกุล ส่วนภิกษุที่ไม่ตั้งความหวังเช่นนั้นจึงไม่อึดอัดไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้ จึงควรเข้าสู่สกุล โดยทรงยกพระมหากัสสปเป็นตัวอย่างของภิกษุประเภทหลัง
- หน้า ๕๖๒–๕๖๙ ชิณณสูตรที่ ๕: พระพุทธเจ้าขอให้พระมหากัสสปผู้ชราเลิกผ้าบังสุกุล แต่ท่านขอถืออยู่ป่าและธุดงค์ต่อไป พระพุทธเจ้าตรัสกับพระมหากัสสปผู้ชราว่าผ้าป่านบังสุกุลหนักเกินไป ควรทรงคฤหบดีจีวรและรับนิมนต์แทน แต่พระมหากัสสปทูลขอรักษาธุดงค์ต่อไป ชี้แจงประโยชน์สองประการคือเพื่อความสุขในปัจจุบันของตนและเพื่อเป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง พระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนา อรรถกถาอธิบายเหตุที่ทรงเลือกพระกัสสปสืบทอดศาสนา และความแตกต่างระหว่างภิกษุอยู่ป่ากับอยู่บ้าน
- หน้า ๕๗๐–๕๗๒ ปฐมโอวาทสูตรที่ ๖: ภิกษุภัณฑะและอาภิชชิกะทะเลาะกันเรื่องแสดงธรรม พระมหากัสสปทูลว่าภิกษุว่ายาก พระพุทธเจ้าขอให้พระมหากัสสปกล่าวสอนภิกษุ ท่านทูลว่าภิกษุสมัยนี้ว่ายากไม่รับฟังคำสอน ยกตัวอย่างภิกษุภัณฑะศิษย์พระอานนท์กับภิกษุอาภิชชิกะศิษย์พระอนุรุทธ ที่แข่งกันอวดว่าใครแสดงธรรมได้มากกว่า ดีกว่า นานกว่า พระพุทธเจ้าเรียกมาตักเตือน ทั้งสองสำนึกผิดขอรับโทษ พระองค์ทรงรับ ชี้ว่าการเห็นโทษแล้วสำรวมต่อไปเป็นความเจริญในวินัย
- หน้า ๕๗๓–๕๗๖ ทุติยโอวาทสูตรที่ ๗: อุปมาพระจันทร์ข้างขึ้นข้างแรมกับความเจริญเสื่อมของกุศลธรรม เริ่มตติยโอวาทสูตรที่ ๘ พระมหากัสสปทูลว่าภิกษุว่ายาก อธิบายว่าผู้ไม่มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ ความเพียร ปัญญา ย่อมเสื่อมจากกุศลธรรมดุจพระจันทร์ข้างแรม ส่วนผู้มีคุณธรรมเหล่านี้ย่อมเจริญดุจพระจันทร์ข้างขึ้น การไม่มีภิกษุผู้ตักเตือนก็นับเป็นความเสื่อมเช่นกัน พระพุทธเจ้าทรงรับรอง จบสูตรแล้วเริ่มตติยโอวาทสูตรที่ ๘ ซึ่งพระมหากัสสปเข้าเฝ้าถวายอภิวาท แต่เนื้อความยังไม่จบในหน้านี้
- หน้า ๕๗๗–๕๘๑ ๘. ตติยโอวาทสูตร ว่าด้วยความเสื่อมของภิกษุผู้ยกย่องลาภยศแทนคุณธรรม พระพุทธเจ้าตรัสว่าแต่ก่อนภิกษุเถระผู้ถือธุดงค์ เช่น อยู่ป่า บิณฑบาต ทรงผ้าบังสุกุล มักน้อยสันโดษ ได้รับการต้อนรับยกย่องจากหมู่สงฆ์ ทำให้ภิกษุใหม่ปฏิบัติตามอย่างดี แต่บัดนี้กลับเป็นภิกษุผู้มีชื่อเสียงลาภยศได้รับการยกย่องแทน ภิกษุใหม่จึงปฏิบัติตามอย่างผิดทาง เป็นอันตรายต่อพรหมจรรย์ อรรถกถาอธิบายศัพท์และความหมายของความปรารถนาเกินประมาณ
- หน้า ๕๘๒–๕๘๗ ๙. ฌานาภิญญาสูตร พระพุทธเจ้าเปรียบคุณธรรมของพระองค์กับพระมหากัสสป พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบพระองค์กับพระมหากัสสปว่าทั้งสองสามารถเข้าฌาน ๔ อรูปสมาบัติ ๔ นิโรธสมาบัติ อภิญญา ๕ (ฤทธิ์ ทิพยโสต เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติ ทิพยจักษุ) และบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติได้เท่าเทียมกัน แสดงถึงคุณธรรมอันเสมอกันของพระมหากัสสปกับพระบรมศาสดา
- หน้า ๕๘๘–๕๙๒ ๑๐. ภิกขุนูปัสสยสูตร ภิกษุณีถุลลติสสาว่าร้ายพระมหากัสสปแล้วเคลื่อนจากพรหมจรรย์ พระอานนท์ชวนพระมหากัสสปไปโอวาทภิกษุณี พระมหากัสสปแสดงธรรมให้ภิกษุณีเกิดปีติ ภิกษุณีถุลลติสสาไม่พอใจ กล่าวว่าพระมหากัสสปไม่ควรแสดงธรรมต่อหน้าพระอานนท์ผู้แตกฉานกว่า เปรียบเหมือนพ่อค้าเข็มขายเข็มต่อหน้าช่างเข็ม พระมหากัสสปจึงบันลือสีหนาทถึงคุณธรรมที่เสมอพระอานนท์ ภิกษุณีถุลลติสสาเคลื่อนจากพรหมจรรย์เพราะวาจาที่กล่าวร้าย
- หน้า ๕๙๓–๕๙๗ ๑๑. จีวรสูตร พระมหากัสสปเล่าประวัติการบวชและการแลกจีวรกับพระพุทธเจ้า สัทธิวิหาริกหนุ่มของพระอานนท์ ๓๐ รูปพากันลาสิกขา พระมหากัสสปจึงตำหนิพระอานนท์ว่ายังไม่รู้จักประมาณตนดุจเด็ก ภิกษุณีถุลลนันทาไม่พอใจ พระมหากัสสปจึงเล่าประวัติการออกบวชของตน การพบพระพุทธเจ้าที่ต้นพหุปุตตนิโครธ การแลกเปลี่ยนจีวรกับพระองค์ และการบรรลุพระอรหัตในวันที่ ๘ หลังบวช
- หน้า ๕๙๘–๖๐๑ อรรถกถาจีวรสูตร อธิบายศัพท์และเหตุแห่งการบัญญัติภัตร ๓ หมวด อรรถกถาอธิบายศัพท์ในจีวรสูตร เช่น ทักขิณาคิรีชนบท ความหมายของการจาริกแบบรีบไปกับไม่รีบไป ประวัติพระอานนท์ติดตามพระพุทธเจ้า ๒๕ ปี เหตุที่บิดามารดาให้บุตรบวชกับพระอานนท์เพื่อหวังพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด และเหตุผลของการบัญญัติภัตร ๓ หมวดในตระกูล (ติกโภชนะ) เพื่อข่มคนหน้าด้านและคุ้มครองภิกษุผู้มีศีล
- หน้า ๖๐๒–๖๐๕ ปุพพกรรมพระมหากัสสป: อุบาสกเวเทหะตั้งความปรารถนาสมัยพระปทุมุตตระ เรื่องเล่าอดีตชาติของพระมหากัสสป สมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ กุฎุมพีชื่อเวเทหะฟังพระศาสดาทรงยกย่องพระมหานิสภัตเถระเป็นเอตทัคคะด้านธุดงค์ จึงถวายมหาทาน ๗ วันแด่ภิกษุสงฆ์ ๖ ล้าน ๘ แสนรูป แล้วตั้งความปรารถนาจะได้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้ทรงธุดงค์ในอนาคต พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระมหากัสสปในสมัยพระโคดมพุทธเจ้า
- หน้า ๖๐๖–๖๐๘ พราหมณ์เอกสาฎก ถวายผ้าห่มผืนเดียวแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า อุบาสกเวเทหะเวียนว่ายมาเกิดเป็นพราหมณ์เอกสาฎกสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้า มีผ้าห่มผืนเดียวใช้ร่วมกับภรรยา เมื่อฟังธรรมเกิดปีติ ต่อสู้กับความตระหนี่ตลอดคืนจนยอมถวายผ้าผืนเดียวนั้นแด่พระพุทธเจ้า เปล่งวาจาว่า "เราชนะแล้ว" พระเจ้าพันธุมราชทรงพอพระทัยจึงพระราชทานผ้าและทรัพย์สินตอบแทนจนพราหมณ์มั่งคั่งและได้เป็นปุโรหิต
- หน้า ๖๐๙–๖๑๑ ชาติต่อมา: ถวายผ้าแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า และเรื่องภรรยาผู้ถวายเปือกตม พราหมณ์เอกสาฎกจุติไปเกิดในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า ถวายผ้าสาฎกแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ขาดผ้าอนุวาต ต่อมาภรรยาของเขาโกรธน้องสาวจึงเทเปือกตมใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่กลับใจล้างบาตรถวายอาหารประณีตแทน ทั้งคู่ได้ไปเกิดเป็นบุตรเศรษฐีกับธิดาเศรษฐี แต่ธิดาเศรษฐีมีกลิ่นตัวเหม็นเพราะกรรมเก่าจนถูกส่งกลับบ้านถึง ๗ ครั้ง
- หน้า ๖๑๒–๖๑๖ เจดีย์ทอง ราชกุมารกับราชธิดา และพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ปรินิพพาน ธิดาเศรษฐีผู้มีกลิ่นตัวเหม็นบูชาเจดีย์พระกัสสปพุทธเจ้าด้วยอิฐทองคำและตั้งความปรารถนาให้มีกลิ่นหอม จึงหายกลิ่นเหม็นและได้กลับไปอยู่ร่วมกับสามี ชาติต่อมาทั้งคู่เกิดเป็นราชกุมารกับราชธิดา ราชกุมารได้ราชสมบัติกรุงพาราณสีโดยอัศจรรย์ ทั้งสองถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ที่นิพพานพร้อมกันขณะพระราชายกทัพ ทั้งสองจึงสลดใจออกผนวชและไปเกิดในพรหมโลก
- หน้า ๖๑๗–๖๒๒ ชาติสุดท้าย: ปิปผลิมาณพและนางภัททกาปิลานีสละสมบัติออกบวช ชาติสุดท้ายทั้งสองเกิดเป็นปิปผลิมาณพ (ต่อมาคือพระมหากัสสป) กับนางภัททกาปิลานี มารดาบิดาบังคับให้แต่งงานแต่ทั้งคู่ไม่มีความยินดีในกาม แยกที่นอนโดยไม่แตะต้องกัน วันหนึ่งเห็นนกกินไส้เดือนจากไถนาแล้วสลดใจว่าตนต้องรับบาปจากการทำมาหากิน จึงตัดสินใจสละทรัพย์สมบัติมหาศาลออกบวชด้วยกัน แล้วแยกทางกันเดินคนละทางเพื่อมิให้ผู้อื่นครหา แผ่นดินไหวด้วยอานุภาพแห่งคุณธรรมของทั้งสอง
- หน้า ๖๒๓–๖๒๗ พระพุทธเจ้าเสด็จรับปิปผลิมาณพเป็นสาวก แลกจีวร บรรลุอรหัต พระพุทธเจ้าทรงทราบเหตุแผ่นดินไหวจึงเสด็จออกไปรับปิปผลิมาณพด้วยพระองค์เอง ประทับนั่งเปล่งพระรัศมี ปิปผลิมาณพประกาศตนเป็นสาวกและขอบวชอุทิศพระองค์ ได้รับโอวาท ๓ ข้อ บรรลุอรหัตในวันที่ ๘ ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงแลกเปลี่ยนจีวรกับท่าน อรรถกถาอธิบายความหมายของการเป็นบุตรผู้เกิดแต่พระอุระพระโอษฐ์และธรรมทายาทของพระพุทธเจ้า
- หน้า ๖๒๘–๖๓๐ ๑๒. ปรัมมรณสูตร สัตว์ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ พระสารีบุตรถามพระมหากัสสปว่าสัตว์ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่เกิด หรือทั้งเกิดและไม่เกิด หรือไม่ใช่ทั้งสองอย่าง พระมหากัสสปตอบว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์คำถามเหล่านี้เพราะไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่ายคลายกำหนัดหรือนิพพาน แต่พระองค์ทรงพยากรณ์อริยสัจ ๔ เพราะเป็นประโยชน์แก่การประพฤติพรหมจรรย์
- หน้า ๖๓๑–๖๓๓ ๑๓. สัทธรรมปฏิรูปกสูตร เหตุที่พระสัทธรรมเสื่อมและจบกัสสปสังยุต พระมหากัสสปทูลถามว่าเหตุใดเมื่อก่อนสิกขาบทมีน้อยแต่ภิกษุบรรลุอรหัตมาก บัดนี้สิกขาบทมากแต่บรรลุน้อย พระพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อสัตว์เสื่อมลง พระสัทธรรมก็เลือนหายไป เปรียบเหมือนทองเทียมเกิดขึ้นทองแท้ก็หายไป ทรงแสดงเหตุฝ่ายดำและฝ่ายขาว ๕ ประการที่ทำให้พระสัทธรรมเสื่อมหรือมั่นคง จบกัสสปสังยุตที่ ๔ อรรถกถาสัทธรรมปฏิรูปกสูตรเริ่มอธิบายสัทธรรมปฏิรูป ๒ อย่างต่อในหน้าถัดไป
- หน้า ๖๓๔–๖๓๘ อรรถกถาสัทธรรมปฏิรูปกสูตรที่ ๑๓ และจบกัสสปสังยุตที่ ๔ อรรถกถาขยายความสัทธรรมปฏิรูป ๒ อย่าง คือด้านอธิคม (อุปกิเลสวิปัสสนาญาณ) และด้านปริยัติ (คัมภีร์ปลอมที่ไม่ใช่พุทธพจน์) อธิบายลำดับการเสื่อมจากปฏิสัมภิทา อภิญญา วิชชา ๓ จนเหลือเพียงศีลบริสุทธิ์ และว่าศาสนาจะอันตรธานเมื่อปริยัติ (พระไตรปิฎก) สูญสิ้น พร้อมเล่าเรื่องภิกษุกบิลผู้ไม่มีใครกล้าค้านสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า และอธิบายเหตุฝ่ายดำ-ขาว ๕ ประการโดยละเอียด จบกัสสปสังยุตที่ ๔
- หน้า ๖๓๙–๖๕๔ ลาภสักการสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ (อุปมาโทษของลาภสักการะสิบเรื่อง) เปิดลาภสักการสังยุต พระพุทธเจ้าตรัสว่าลาภ สักการะ และความสรรเสริญเป็นอันตรายร้ายแรงต่อการบรรลุธรรม ทรงแสดงอุปมาสิบเรื่องต่อเนื่อง เช่น ปลากลืนเบ็ด เต่าถูกยิงด้วยลูกดอกมีเชือกติดหลัง แกะขนยาวติดพงหนาม แมลงวันคุยกองขี้ ฟ้าผ่าลงกลางศีรษะ ลูกศรอาบยาพิษ สุนัขจิ้งจอกแก่เป็นโรคเรื้อน นกถูกลมเวรัมภาซัดกระจาย จบด้วยคาถาว่าผู้มีสมาธิมั่นคงย่อมไม่หวั่นไหวต่อลาภและความเสื่อมลาภ
- หน้า ๖๕๕–๖๖๐ ลาภสักการสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ (สูตรคู่ขนานสิบสูตร) วรรคที่สองรวมสิบสูตรรูปแบบเดียวกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงทราบใจบุคคลบางคนที่ไม่ยอมพูดเท็จแม้มีถาดทองคำเต็มผงเงิน ถาดเงินเต็มผงทอง แท่งทองคำ แผ่นดินเต็มทอง ของกำนัลเล็กน้อย แม้ชีวิต หรือแม้หญิงงามในชนบทเป็นสิ่งจูงใจ แต่ภายหลังเมื่อถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำจิตกลับกล่าวเท็จทั้งที่รู้ แสดงอำนาจทำลายศีลธรรมของลาภสักการะ
- หน้า ๖๖๑–๖๗๒ ลาภสักการสังยุต ตติยวรรคที่ ๓ (มาตุคาม, ครอบครัว, ภิกขุสูตร) วรรคที่สามว่าด้วยลาภสักการะร้ายแรงกว่ามาตุคามคนเดียว อุบาสิกาสอนบุตรธิดาให้เป็นดังจิตตคฤหบดีหรือพระสารีบุตร-โมคคัลลานะ อย่าให้ลาภสักการะครอบงำดังพระเสขะทั่วไป ตามด้วยสูตรสมณพราหมณ์ที่ไม่รู้คุณโทษของลาภสักการะ อุปมาลาภสักการะตัดผิวหนังเนื้อเอ็นกระดูกจดเยื่อในกระดูกดุจเชือกหางสัตว์เสียดสี และภิกขุสูตรที่พระอานนท์ทูลถามเหตุที่ลาภสักการะเป็นอันตรายแม้แก่พระขีณาสพ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่กระทบเจโตวิมุตติแต่กระทบธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
- หน้า ๖๗๓–๖๘๓ ลาภสักการสังยุต จตุตถวรรคที่ ๔ (พระเทวทัตและจบสังยุต) วรรคที่สี่เล่าเรื่องพระเทวทัตเป็นตัวอย่างโทษของลาภสักการะ ภินทิสูตรว่าเทวทัตถูกลาภสักการะครอบงำจึงทำลายสงฆ์ ปักกันตสูตรเปรียบลาภสักการะฆ่าคนชั่วดุจผลกล้วยฆ่าต้นกล้วย ขุยไผ่ฆ่าไม้ไผ่ ลูกม้าฆ่าแม่ม้าอัสดร รถสูตรเล่าพระเจ้าอชาตสัตรุเสด็จบำรุงเทวทัตวันละ ๕๐๐ คันพร้อมภัตตาหาร ๕๐๐ ถาด พระพุทธเจ้าเตือนอย่ายินดี เปรียบดังสุนัขดุถูกขยี้ดีใส่จมูก ปิดท้ายด้วยชุดสูตรมารดา บิดา บุตร ธิดา ภรรยา ที่คนไม่พูดเท็จเพื่อญาติแต่กลับพูดเท็จเพราะลาภสักการะ จบลาภสักการสังยุตที่ ๕
- หน้า ๖๘๔–๖๙๐ ราหุลสังยุตที่ ๖ เริ่มต้น (จักขุสูตร, รูปสูตร, วิญญาณสูตร, สัมผัสสูตร) เริ่มราหุลสังยุต พระราหุลทูลขอฟังธรรมโดยย่อเพื่อไปปฏิบัติผู้เดียว พระพุทธเจ้าตรัสถามทีละข้อว่าจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ เที่ยงหรือไม่เที่ยง พระราหุลตอบว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ควรยึดว่าเป็นตัวเรา เมื่อเห็นแจ้งเช่นนี้ย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด จิตหลุดพ้น ทรงสอนซ้ำรูปแบบเดียวกันในวรรคที่สอง และขยายไปถึงรูป เสียง กลิ่น รส วิญญาณ และผัสสะทางอายตนะทั้งหกว่าไม่เที่ยงเช่นกัน (เนื้อหายังต่อเนื่องในหน้าถัดไป)
- หน้า ๖๙๑–๗๐๐ ราหุลสังยุต: พระพุทธเจ้าทรงสอนพระราหุลให้เห็นความไม่เที่ยงของอายตนะทั้งปวงจนจิตหลุดพ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนพระราหุลด้วยวิธีถาม-ตอบซ้ำเป็นแบบแผนว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา ตัณหา ธาตุ และขันธ์ ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ควรยึดว่าเป็นตัวตน เมื่อเห็นแจ้งย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด จิตหลุดพ้น ปิดท้ายด้วยอนุสยสูตรและอปคตสูตรว่าด้วยการถอนอหังการมมังการมานานุสัยจนสิ้นเชิง จบราหุลสังยุตที่ ๖
- หน้า ๗๐๑–๗๑๕ ลักขณสังยุต ปฐมวรรค: พระโมคคัลลานะเห็นเปรตทรมานลอยในอากาศ ผลกรรมของผู้ฆ่าสัตว์และตัดสินคดีโกง ท่านพระมหาโมคคัลลานะเล่าแก่พระลักขณะและพระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าเคยทรงเห็นมาก่อนแล้วว่า ขณะลงจากเขาคิชฌกูฏได้เห็นเปรตหลายตน เช่น โครงกระดูก ชิ้นเนื้อ ก้อนเนื้อ คนไม่มีผิวหนัง คนมีขนเป็นดาบ หอก ลูกธนู เข็ม และคนมีอัณฑะเท่าหม้อ ล้วนเป็นผลกรรมของผู้เคยฆ่าสัตว์ขาย เป็นเพชฌฆาต หรือตัดสินคดีโกงกินสินบนในกรุงราชคฤห์ ทรงยกย่องว่าพระสาวกมีจักษุทิพย์จริง
- หน้า ๗๑๖–๗๒๕ ลักขณสังยุต ทุติยวรรค: เปรตหญิงชายผู้ทำชู้ กินคูถ เป็นแม่มด และภิกษุทุศีลไฟไหม้ทั่วตัว จบสังยุต ต่อเนื่องจากวรรคก่อน พระมหาโมคคัลลานะเห็นเปรตอีกชุดหนึ่ง ได้แก่ ชายจมหลุมคูถเพราะเคยเป็นชู้ พราหมณ์กินคูถเพราะเคยหลอกถวายอาหารปลอมแก่สงฆ์ หญิงไม่มีผิวหนังเพราะนอกใจสามี หญิงแม่มดกลิ่นเหม็น มเหสีน้ำเหลืองไหลเพราะหึงหวงเทถ่านไฟใส่นางสนม เพชฌฆาตตัวกะพันธ์ไม่มีหัว และภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรีผู้ทุศีลสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าที่ไฟไหม้ทั่วร่าง จบลักขณสังยุตที่ ๗
- หน้า ๗๒๖–๗๓๗ โอปัมมสังยุต ตอนต้น: อุปมาความไม่ประมาทและอานิสงส์เมตตา พร้อมชาดกหงส์เร็วกว่าพระอาทิตย์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาต่างๆ เช่น กลอนเรือนยอดรวมที่ยอดฉันใดอกุศลธรรมมีอวิชชาเป็นมูลฉันนั้น ฝุ่นปลายเล็บเทียบมหาปฐพีแสดงสัตว์เกิดเป็นมนุษย์มีน้อย ตระกูลมีสตรีมากถูกปล้นง่ายเปรียบภิกษุไม่เจริญเมตตา และอานิสงส์เมตตาจิตแม้ชั่วครู่เหนือกว่าทาน อรรถกถาธนุคคหสูตรแทรกชาดกพระโพธิสัตว์เกิดเป็นหงส์บินเร็วกว่าพระอาทิตย์และจับลูกธนูทันก่อนตกดิน
- หน้า ๗๓๘–๗๕๓ โอปัมมสังยุต ตอนปลาย: กลองอานกะเสื่อมสลายเปรียบพระสูตรจะเลือนหาย หมอนไม้ลิจฉวี ภิกษุเหมือนช้างแมวสุนัขจิ้งจอก จบสังยุต ทรงเตือนว่าในอนาคตพระสูตรลึกซึ้งจะถูกละเลยเหมือนกลองอานกะที่ถูกซ่อมทีละน้อยจนเหลือแต่ลิ่ม อรรถกถาเล่าตำนานกลองที่ทำจากก้ามปูยักษ์ ทรงสอนเรื่องหมอนท่อนไม้ของกษัตริย์ลิจฉวีกันความประมาท เปรียบภิกษุใหม่กับลูกช้างและแมวที่พลาดเพราะไม่ระวังอินทรีย์ และเรื่องสุนัขจิ้งจอกขี้เรื้อนหมายถึงพระเทวทัตในอนาคต จบโอปัมมสังยุตที่ ๘
- หน้า ๗๕๔–๗๖๔ ภิกขุสังยุต ตอนต้น: โมคคัลลานะบรรลุดุษณีภาพอันประเสริฐ สารีบุตรไม่เศร้าโศกแม้ความแปรปรวนแห่งพระศาสดา และภิกษุใหม่ผู้เก่งฌาน พระมหาโมคคัลลานะเล่าว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาด้วยฤทธิ์ทรงสอนให้ตั้งจิตในทุติยฌานจนบรรลุอภิญญา พระสารีบุตรแสดงว่าท่านไม่โศกเศร้าแม้ความแปรปรวนจะเกิดแก่พระศาสดา เพราะถอนอหังการมมังการได้นานแล้ว ทั้งสองสนทนาเปรียบตนด้วยก้อนหินกับภูเขาและก้อนเกลือกับหม้อเกลือ ส่วนภิกษุใหม่ที่ไม่ช่วยทำจีวรเพราะเข้าฌานอยู่เป็นปกติ พระพุทธเจ้าทรงห้ามภิกษุอื่นตำหนิเธอ
- หน้า ๗๖๕–๗๗๑ ภิกขุสังยุต ตอนกลาง: พระสุชาตรูปงาม พระลกุณฏกภัททิยะเตี้ยแต่มีฤทธิ์มาก และพระวิสาขปัญจาลบุตรแสดงธรรมไพเราะ พระพุทธเจ้าตรัสชมพระสุชาตว่างามทั้งรูปกายและคุณธรรม ตรัสถึงพระลกุณฏกภัททิยะรูปเตี้ยแต่มีฤทธิ์มาก อรรถกถาเล่าชาดกว่าท่านเคยเป็นพระราชาโหดร้ายต่อคนแก่จนถูกท้าวสักกะปราบ เคยเป็นนกดุเหว่าถวายมะม่วงแด่พระพุทธเจ้า และเคยคุมงานสร้างเจดีย์สมัยพระกัสสปพุทธเจ้าให้พอเหมาะ ส่วนพระวิสาขปัญจาลบุตรได้รับคำชมเรื่องแสดงธรรมด้วยวาจาไพเราะ
- หน้า ๗๗๒–๗๗๙ ภิกขุสังยุต ตอนที่สี่: พระนันทะแต่งตัวหรูถูกตักเตือน และพระติสสะร้องไห้เพราะถูกตำหนิ พร้อมชาดกฤาษีสาปพระอาทิตย์ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิพระนันทะที่ตกแต่งจีวรและบาตรให้งามเกินสมณะ ท่านจึงกลับใจถือธุดงค์จนบรรลุอรหัตในไม่กี่วัน ส่วนพระติสสะผู้เป็นพระญาติร้องไห้เพราะถูกภิกษุตำหนิที่วางตัวเย่อหยิ่ง พระพุทธเจ้าทรงเล่าชาดกว่าท่านเคยเป็นฤาษีโกรธจนสาปแช่งดาบสจัณฑาลให้ศีรษะแตก ถูกสาปกลับจนต้องขอขมาและถูกเนรเทศ สอนให้ละความโกรธเพื่อประพฤติพรหมจรรย์
- หน้า ๗๘๐–๗๙๓ ภิกขุสังยุต ตอนจบ: ความหมายที่แท้ของการอยู่ผู้เดียว ชาดกพระเจ้ามหากัปปินะเปลี่ยนใจนับถือพุทธศาสนา และจบสังยุตตนิกายนิทานวรรค พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าการอยู่ผู้เดียวที่แท้จริงคือการละความยินดีในขันธ์ทั้งอดีตอนาคตปัจจุบัน มิใช่เพียงอยู่ตามลำพัง อรรถกถาเล่าชาดกยาวว่าพระมหากัปปินะเคยเป็นพระราชาที่ทรงเลื่อมใสทันทีเมื่อได้ยินคำว่าพุทโธจากพ่อค้า จึงพาอำมาตย์พันคนออกบวชข้ามแม่น้ำด้วยสัจกิริยา พระมเหสีและบริวารตามมาบวชด้วย จบด้วยสหายสูตร ปิดท้ายด้วยการจบอรรถกถาสังยุตตนิกาย นิทานวรรคโดยสมบูรณ์
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐
หน้า ๖๐๑–๖๕๐
หน้า ๖๕๑–๗๐๐
หน้า ๗๐๑–๗๕๐