บัดนี้ เพราะสาวกเดียรถีย์เหล่านั้นมีทิฏฐิ เพราะอาศัยธาตุคือ อวิชชา ก็ธาตุใหญ่ ชื่อว่า ธาตุคืออวิชชา ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงอาศัยธาตุใหญ่ ทรงแสดงความเกิดขึ้นแห่งทิฏฐินั้น จึงตรัสพระ ดำรัสเป็นต้นว่า มหตี โข เอสา. บทว่า หีนํ กจฺจาน ธาตุํ ปฏิจฺจ ได้แก่ อาศัยอัธยาศัยเลว. บทว่า ปณิธิ แปลว่า ความตั้งจิต. ก็ความ ตั้งจิตนี้นั้น ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ปรารถนาความเป็นหญิง หรือความ
เป็นดิรัจฉานมีลิงเป็นต้น. บทว่า หีโน ปุคฺคโล ความว่า ธรรมเลว
เหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลใด แม้บุคคลนั้น ก็ชื่อว่าเลว. บทว่า หีนา วาจา ความว่า วาจาใด เป็นวาจาของบุคคลนั้น แม้วาจานั้น
ก็จัดว่าเลว. บทว่า หีนํ อาจิกฺขติ พึงประกอบบททุกบทว่า บุคคล
นั้นแม้เมื่อบอก ก็บอกแต่สิ่งที่เลวเท่านั้น แม้เมื่อแสดง ก็แสดงแต่สิ่งที่
เลวเท่านั้น. บทว่า อุปปตฺติ ได้แก่ อุปบัติ ๒ อย่างคือ การได้เฉพาะ และ
การเกิด. การเกิด พึงทราบด้วยอำนาจกุศลที่เลวเป็นต้น การได้เฉพาะ พึง
ทราบด้วยอำนาจความเลว ๓ หมวด ในขณะจิตตุปบาท. ถามว่า อย่างไร. ตอบว่า ก็เพราะเขาเกิดในตระกูลต่ำ ๕ ตระกูล ชื่อว่า การเกิดที่เลว เพราะเกิดในตระกูลแพศย์และศูทร ชื่อว่า ปานกลาง เพราะเกิดใน ตระกูลกษัตริย์และพราหมณ์ ชื่อว่าประณีต. ก็เพราะได้เฉพาะอกุศล จิตตุปบาท ๑๒ ดวง ชื่อว่า การได้ที่เลว เพราะการได้ธรรมที่เป็นไป ในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปานกลาง เพราะได้โลกุตรธรรม ๙ ชื่อว่า ประณีต ส่วนในที่นี้ประสงค์เอาการเกิดอย่างเดียว.