อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๓๓ · ๕๑๑ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๙๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๒ เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๕ ว่าด้วยภิกษุณีผู้เลิศ ๑๓ ท่าน บัญชีพระดำรัสของพระพุทธเจ้าที่ทรงยกย่องภิกษุณี ๑๓ รูปว่าเป็นเลิศในคุณธรรมเฉพาะด้าน เช่น พระมหาปชาบดีโคตมีผู้รู้ราตรีนาน พระเขมาผู้มีปัญญามาก พระอุบลวรรณาผู้มีฤทธิ์ พระปฏาจาราผู้ทรงวินัย พระธรรมทินนาผู้เป็นธรรมกถึก เป็นการประกาศแบบอย่างอันเป็นเอกของสตรีที่บรรลุธรรม ซึ่งอรรถกถาในหน้าถัดไปจะขยายความเป็นประวัติของแต่ละท่าน
  2. หน้า ๓–๘ ประวัติพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ผู้เลิศด้านรู้ราตรีนาน เล่าตั้งแต่อดีตชาติที่ทรงตั้งความปรารถนาไว้ต่อพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ผ่านชาติเป็นหัวหน้าทาสีผู้อุปถัมภ์พระปัจเจกพุทธะ ๕๐๐ องค์ จนมาประสูติเป็นพระน้านางของเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงเลี้ยงดูพระโพธิสัตว์แทนพระมารดาที่สิ้นพระชนม์ ภายหลังทรงเป็นผู้นำสตรีศากยะออกบวชเป็นภิกษุณีรูปแรกด้วยครุธรรม ๘ ประการ และบรรลุพระอรหัตทันทีที่ฟังธรรม
  3. หน้า ๙–๑๑ ประวัติพระเขมาเถรี ผู้เลิศด้านมีปัญญามาก เดิมเป็นพระมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร ทรงหลงใหลในความงามของตนจนไม่กล้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพราะกลัวถูกตำหนิเรื่องรูป เมื่อถูกล่อไปเฝ้าโดยไม่ตั้งใจ พระพุทธองค์ทรงเนรมิตหญิงงามให้ค่อย ๆ แก่ชราตายไปต่อหน้า ทำให้พระนางเห็นความไม่เที่ยงของรูปกายและบรรลุพระอรหัตทันทีขณะยังทรงเครื่องประดับอยู่ ก่อนจะทูลขอบวชในภายหลัง
  4. หน้า ๑๒–๒๓ ประวัติพระอุบลวรรณาเถรี ผู้เลิศด้านมีฤทธิ์ (เรื่องนางปทุมวดี) เรื่องราวข้ามหลายชาติอันซับซ้อน ตั้งแต่ถวายข้าวตอกและดอกบัวแด่พระปัจเจกพุทธะ กำเนิดจากดอกบัวเป็นนางปทุมวดีผู้มีโอรสแฝด ๕๐๐ องค์ที่ถูกสตรีอิจฉาริษยาลอบสับเปลี่ยนทิ้งน้ำจนพลัดพราก ทารกเหล่านั้นภายหลังบรรลุปัจเจกโพธิญาณพร้อมกันขณะประทับในกลีบบัว จนชาติสุดท้ายเกิดเป็นธิดาเศรษฐีผิวงามดังบัวขาบ บวชแล้วบรรลุอรหัตด้วยฌานไฟและมีฤทธิ์เป็นเลิศ
  5. หน้า ๒๔–๒๘ ประวัติพระปฏาจาราเถรี ผู้เลิศด้านทรงวินัย โศกนาฏกรรมอันลือชื่อ นางลอบหนีตามชายคนรักจนสูญเสียสามีที่ถูกงูกัดตาย บุตรคนหนึ่งถูกเหยี่ยวโฉบ อีกคนจมน้ำ แล้วพบว่าบิดามารดาและพี่ชายถูกไฟไหม้ตายทั้งเรือน นางเสียสติเปลือยกายเร่ร่อนจนพระพุทธเจ้าทรงเรียกสติกลับคืนด้วยพระเมตตา ฟังธรรมว่าไม่มีใครช่วยได้เมื่อความตายมาถึง จนบรรลุโสดาบันแล้วออกบวชบรรลุอรหัต เชี่ยวชาญพระวินัยที่สุด
  6. หน้า ๒๙–๓๒ ประวัติพระธรรมทินนาเถรี ผู้เลิศด้านเป็นธรรมกถึก เดิมเป็นภรรยาเศรษฐีวิสาขะ เมื่อสามีบรรลุอนาคามิผลแล้วเริ่มห่างเหินการครองเรือน นางจึงขอบวชและบรรลุพระอรหัตอย่างรวดเร็ว ภายหลังวิสาขอุบาสกมาถามปัญหาธรรมละเอียดลึกซึ้งเรื่องขันธ์และมรรคผล นางวิสัชนาได้แจ่มแจ้งดุจใช้พระขรรค์ตัดก้านบัว จนพระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าคำตอบทุกข้อถูกต้องดุจพระองค์ตรัสเอง แสดงปัญญาแตกฉานในการแสดงธรรมของนาง
  7. หน้า ๓๓–๓๔ ประวัติพระนันทาเถรี (รูปนันทา) ผู้เลิศด้านยินดีในฌาน พระนางเป็นน้องสาวต่างมารดาของเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงงดงามยิ่งจนได้พระนามว่าชนบทกัลยาณี ทรงผนวชตามพระมารดาแต่หลงใหลในรูปโฉมตนจึงหลบเลี่ยงไม่เข้าเฝ้าฟังธรรม พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตหญิงงามให้ค่อยแก่ชราตายไปต่อหน้าเช่นเดียวกับเรื่องพระเขมา ทำให้นางเห็นความไม่เที่ยงของรูปแล้วบรรลุพระอรหัต กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญฌานสมาบัติ
  8. หน้า ๓๕–๓๖ ประวัติพระโสณาเถรี ผู้เลิศด้านปรารภความเพียร เดิมเป็นแม่เรือนมีบุตรมากแต่ถูกบุตรธิดาดูหมิ่นไม่เคารพยามแก่เฒ่า จึงออกบวชและถูกภิกษุณีอื่นลงทัณฑกรรมเยาะเย้ยว่าโง่เขลาไม่รู้ข้อวัตร นางจึงตั้งใจท่องบ่นอาการ ๓๒ ทั้งยืนทั้งนั่งด้วยความเพียรอย่างยิ่ง จนบรรลุอรหัตขณะกำลังต้มน้ำโดยไม่ต้องใช้ไฟ เป็นปาฏิหาริย์เล็กน้อยที่ทำให้ภิกษุณีทั้งหลายที่เคยดูหมิ่นต้องขอขมา
  9. หน้า ๓๗ ประวัติพระสกุลาเถรี ผู้เลิศด้านมีจักษุทิพย์ เรื่องราวสั้นกระชับ เดิมเกิดในตระกูลกรุงสาวัตถี ฟังพระธรรมเทศนาแล้วเกิดศรัทธาออกบวชและบรรลุพระอรหัตในเวลาไม่นาน กลายเป็นผู้ชำนาญในทิพยจักษุญาณ สามารถมองเห็นความเป็นไปของสัตว์ในภพภูมิต่าง ๆ ได้อย่างแจ่มแจ้ง พระพุทธเจ้าจึงทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านนี้
  10. หน้า ๓๘–๔๖ ประวัติพระภัททากุณฑลเกสาเถรี ผู้เลิศด้านตรัสรู้เร็วพลัน เรื่องน่าตื่นเต้น นางเป็นธิดาเศรษฐีที่หลงรักโจรสัตตุกะจนช่วยให้พ้นโทษประหาร แต่โจรกลับหมายฆ่านางเพื่อชิงเครื่องประดับ นางจึงใช้ปัญญาผลักโจรตกเหวตายก่อน แล้วออกบวชเป็นปริพาชิกาเรียนวาทะจนไม่มีใครเอาชนะได้ กระทั่งพระสารีบุตรถามปัญหา "อะไรชื่อว่าหนึ่ง" ทำให้นางยอมรับความไม่รู้ และบรรลุอรหัตทันทีเมื่อฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าเพียงครู่เดียว
  11. หน้า ๔๗–๔๘ ประวัติพระภัททกาปิลานีเถรี ผู้เลิศด้านระลึกชาติก่อนได้ เชื่อมโยงกับพระมหากัสสปเถระผู้เป็นสามีในชาติสุดท้าย ทั้งสองออกบวชพร้อมกันด้วยความเบื่อหน่ายชีวิตครองเรือนและแยกทางกันตามลำพัง นางรอจนพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สตรีบวชได้จึงบวชตามพระนางมหาปชาบดี บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานจนบรรลุอรหัต มีความชำนาญพิเศษในการระลึกชาติหนหลังของตนเอง
  12. หน้า ๔๙ ประวัติพระภัททากัจจานาเถรี (พระมารดาพระราหุล) ผู้เลิศด้านอภิญญาใหญ่ ในบรรดาสาวกมีเพียง ๔ ท่านเท่านั้นที่ระลึกชาติย้อนหลังได้ไกลถึงหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป นางเป็นอดีตพระชายาของเจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติพระราหุลกุมารในคืนที่พระโพธิสัตว์เสด็จออกผนวช ภายหลังทรงผนวชตามพระนางมหาปชาบดีโคตมีและบรรลุอรหัต มีอภิญญาระลึกชาติได้ไกลที่สุดในบรรดาภิกษุณีทั้งปวง
  13. หน้า ๕๐–๕๓ ประวัติพระกีสาโคตมีเถรี ผู้เลิศด้านทรงจีวรเศร้าหมอง (เมล็ดพันธุ์ผักกาด) เรื่องเมล็ดพันธุ์ผักกาดอันลือชื่อ นางเสียสติเพราะบุตรน้อยตาย อุ้มศพเที่ยวขอยาจนพระพุทธเจ้าทรงให้ไปหาเมล็ดผักกาดจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตาย นางเดินหาทั่วเมืองแต่ไม่พบสักหลัง จึงเข้าใจสัจธรรมว่าความตายเป็นธรรมดาของทุกชีวิต ละบุตรไว้ในป่าช้า กลับมาบรรลุโสดาบันแล้วออกบวชจนบรรลุอรหัต ครองผ้าบังสุกุลอย่างเคร่งครัด
  14. หน้า ๕๔–๕๕ ประวัติพระสิงคาลมาตาเถรี ผู้เลิศด้านพ้นกิเลสด้วยศรัทธา จบวรรคที่ ๕ เดิมเป็นมารดาของสิงคาลกุมาร ฟังธรรมแล้วเกิดศรัทธาแรงกล้าออกบวชและบรรลุอรหัตด้วยกำลังศรัทธาเป็นหลัก ปิดท้ายอรรถกถาเถริบาลีวรรคที่ ๕ ว่าด้วยภิกษุณีเอตทัคคะทั้ง ๑๓ ท่าน จากนั้นมีการยกบาลีรายชื่อภิกษุณี ๖ ท่านหลัง (สกุลาถึงสิงคาลมาตา) มาแสดงซ้ำอีกครั้งก่อนขึ้นวรรคใหม่
  15. หน้า ๕๖ เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๖ ว่าด้วยอุบาสกผู้เลิศ ๑๐ ท่าน พระพุทธดำรัสยกย่องอุบาสกฆราวาสชาย ๑๐ คนที่เป็นเลิศในคุณธรรมต่างกัน เช่น ตปุสสะและภัลลิกะผู้ถึงสรณะก่อนใคร อนาถบิณฑิกะผู้ถวายทานเลิศ จิตตคฤหบดีผู้เป็นธรรมกถึก หัตถกะผู้สงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุ มหานามศากยะผู้ถวายรสอันประณีต และหมอชีวกผู้เลื่อมใสในบุคคล เป็นบัญชีเปิดเรื่องที่อรรถกถาจะขยายความต่อไป
  16. หน้า ๕๗–๕๙ ประวัติตปุสสะและภัลลิกะอุบาสก ผู้เลิศด้านถึงสรณะก่อนใคร สองพ่อค้าเกวียนพบพระพุทธเจ้าขณะประทับใต้ต้นเกดในสัปดาห์ที่ ๘ หลังตรัสรู้ ด้วยคำแนะนำของเทวดาผู้เคยเป็นมารดาในอดีตชาติ จึงถวายข้าวสัตตุผงสัตตุก้อนเป็นอาหารมื้อแรกของพระพุทธองค์หลังตรัสรู้ ท้าวจตุโลกบาลถวายบาตรหิน ๔ ใบซึ่งทรงอธิษฐานรวมเป็นใบเดียว ทั้งสองถึงสรณะสองเป็นคู่แรกของโลกและได้รับพระเกศาธาตุไปประดิษฐานบูชา
  17. หน้า ๖๐–๖๑ เศรษฐีสุทัตตอนาถบิณฑิกะสร้างวัดเชตวัน เรื่องราวสุทัตตะผู้ได้ฉายาอนาถบิณฑิกะเพราะให้ทานแก่คนยากไร้เป็นประจำ ฟังธรรมจากพระศาสดาที่ราชคฤห์แล้วบรรลุโสดาบัน ซื้อที่ดินอุทยานเจ้าเชตด้วยทองคำปูเต็มพื้นที่ สร้างวัดเชตวันด้วยทรัพย์รวม ๕๔ โกฏิ ถวายภัตตาหารแก่สงฆ์เป็นประจำทุกวันหลายประเภท พระศาสดาทรงสถาปนาเป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่าอุบาสกผู้ถวายทาน
  18. หน้า ๖๒–๖๕ จิตตคฤหบดีบรรลุอนาคามีและระงับความหยิ่งของพระสุธรรม ชาติก่อนเป็นนายพรานเนื้อผู้เลี้ยงดูพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยศรัทธา มาเกิดเป็นจิตตคฤหบดีเมืองมัจฉิกาสัณฑะ ฟังธรรมจากพระมหานามเถระจนบรรลุอนาคามิผล สร้างที่พักถวายพระ อดทนต่อคำหยาบของพระสุธรรมเถระผู้หยิ่งจนพระเถระสำนึกผิดขอขมาและบรรลุอรหัต ภายหลังถวายเกวียนสมบัติทั้งหมดแก่สงฆ์ พระศาสดาทรงยกย่องเป็นเอตทัคคะฝ่ายธรรมกถึก
  19. หน้า ๖๖–๗๐ พระเจ้าอาฬวกะถูกยักษ์จับ พระพุทธเจ้าโปรดหัตถกกุมาร พระเจ้าอาฬวกะถูกอาฬวกยักษ์จับตัวไว้ ต้องส่งคนไปเป็นอาหารทุกวันจนต้องส่งพระโอรสแรกประสูติ พระพุทธเจ้าเสด็จไปทรมานยักษ์ตลอดคืนด้วยปัญหา ๘ ข้อจนยักษ์บรรลุโสดาบัน และทรงช่วยชีวิตพระกุมารซึ่งได้ชื่อว่าหัตถกอาฬวกะเพราะถูกส่งผ่านมือหลายคน กุมารเติบใหญ่เป็นอุบาสกสงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุ ๔ ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะ
  20. หน้า ๗๑ พระเจ้ามหานามศากยะถวายภัตตาหารประณีตตลอดปี พระเจ้ามหานามะแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ทรงบรรลุโสดาบันตั้งแต่เข้าเฝ้าครั้งแรก เมื่อทราบว่าสงฆ์ลำบากด้วยอาหารที่เมืองเวรัญชา จึงกราบทูลขอรับภาระบำรุงภิกษุสงฆ์ด้วยโภชนะรสประณีตต่อเนื่องจนครบหนึ่งปีเต็ม พระศาสดาทรงสถาปนาพระองค์เป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่าอุบาสกผู้ถวายทานอันมีรสประณีต
  21. หน้า ๗๒–๗๓ อุคคคฤหบดีชาวเวสาลีถวายของที่ตนชอบใจแก่สงฆ์ อุคคคฤหบดีเมืองเวสาลีดำรงในโสดาบันตั้งแต่เข้าเฝ้าครั้งแรก เมื่อชราภาพจึงตั้งใจถวายสิ่งที่ตนรักและชอบใจที่สุดแก่พระพุทธเจ้า พระศาสดาเสด็จมาปรากฏที่หน้าบ้านตามที่ท่านคิดในใจพอดี ท่านจึงถวายอาหารรสเลิศทุกอย่างที่ตนโปรดปรานแก่ภิกษุสงฆ์เสมอมา พระศาสดาทรงยกย่องเป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่าอุบาสกผู้ถวายโภชนะที่ชื่นชอบใจ
  22. หน้า ๗๔ อุคคตคฤหบดีชาวหัตถิคามเลิกเสพสุราหันมาอุปัฏฐากสงฆ์ อุคคตคฤหบดีมัวเมาสุราเจ็ดวันพร้อมนักฟ้อนรำ เมื่อพบพระพุทธเจ้าที่อุทยานนาคภวนะก็เกิดหิริโอตตัปปะ ความเมาหายไปทันที ฟังธรรมแล้วบรรลุมรรคผล ๓ จึงเลิกนักฟ้อนรำหันมาถวายทานแก่สงฆ์ด้วยจิตเสมอกันไม่เลือกที่รักมักที่ชัง แม้เทวดาบอกคุณธรรมของพระแต่ละรูปก็มิได้เปลี่ยนใจ พระศาสดาทรงยกย่องเป็นเอตทัคคะฝ่ายอุปัฏฐากสงฆ์
  23. หน้า ๗๕–๗๗ ปุรพันธอุบาสก (สูรอัมพัฏฐะ) ไม่หวั่นไหวแม้มารปลอมเป็นพระพุทธเจ้า ปุรพันธอุบาสกซึ่งเดิมนับถือลัทธิอื่นได้ฟังธรรมจากพระศาสดาจนบรรลุโสดาบัน มารจึงแปลงกายเหมือนพระพุทธเจ้าไปหลอกว่าคำสอนเรื่องขันธ์ไม่เที่ยงนั้นผิดพลาด แต่ปุรพันธอุบาสกจับพิรุธได้ทันทีว่าพระพุทธเจ้าไม่ตรัสคำสองลักษณะ จึงซักถามจนมารต้องยอมรับตัวและหนีไป แสดงถึงศรัทธาที่มั่นคง พระศาสดาทรงยกย่องเป็นเอตทัคคะฝ่ายผู้เลื่อมใสไม่หวั่นไหว
  24. หน้า ๗๘–๗๙ หมอชีวกโกมารภัจถวายคู่ผ้าแด่พระพุทธเจ้า หมอชีวกถูกมารดาทิ้งไว้ที่กองขยะแต่แรกเกิด ได้รับการช่วยเหลือจากอภัยราชกุมาร เรียนแพทย์ที่ตักกศิลาจนมีชื่อเสียง รักษาพระเจ้าจัณฑปัชโชตหายจากโรค ได้รับพระราชทานผ้าและทรัพย์มากมาย ต่อมาถวายการรักษาแด่พระพุทธเจ้าและถวายคู่ผ้าที่ได้รับพระราชทานนั้นแด่พระองค์ พระศาสดาทรงสถาปนาเป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่าอุบาสกผู้เลื่อมใสในบุคคล
  25. หน้า ๘๐–๘๒ นกุลบิดาคฤหบดีคุ้นเคยดุจบุตรพระพุทธเจ้าข้ามชาติ จบวรรคอุบาสก นกุลบิดาและนกุลมารดาเคยเป็นบิดามารดาของพระโพธิสัตว์นับร้อยชาติในอดีต เมื่อพบพระพุทธเจ้าครั้งแรกจึงเข้าใจผิดกอดพระบาทเรียกลูกด้วยความรัก ภายหลังทั้งคู่กราบทูลถึงความซื่อสัตย์ต่อกันตลอดชีวิตสมรสและปรารถนาจะพบกันทั้งภพนี้ภพหน้า พระศาสดาทรงยกย่องเป็นเอตทัคคะฝ่ายคุ้นเคย จบวรรคอุบาสก ๑๐ ท่าน แล้วเริ่มรายชื่อวรรคอุบาสิกาเอตทัคคะ ๑๐ ท่าน
  26. หน้า ๘๓–๘๖ นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแด่พระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ นางสุชาดาผู้บนบานไว้ที่ต้นไทรว่าจะทำพลีกรรมหากได้บุตรชาย เตรียมข้าวมธุปายาสด้วยปาฏิหาริย์จากเทวดาช่วยปรุง แล้วนำไปถวายพระโพธิสัตว์ที่ริมแม่น้ำเนรัญชราก่อนตรัสรู้โดยเข้าใจว่าเป็นเทวดา ต่อมาเมื่อยสกุลบุตรบุตรชายของนางออกบวช นางและครอบครัวได้ฟังธรรมบรรลุโสดาบัน พระศาสดาทรงยกย่องนางเป็นเอตทัคคะผู้ถึงสรณะก่อนในหมู่อุบาสิกา
  27. หน้า ๘๗–๑๐๑ นางวิสาขามิคารมารดา - ทรงเปลี่ยนใจมิคารเศรษฐีให้เลื่อมใสพุทธศาสนา ชีวประวัติยาวของนางวิสาขา ตั้งแต่เกิดพร้อมลางมงคล แต่งงานเข้าตระกูลมิคารเศรษฐีผู้นับถือชีเปลือย ถูกกล่าวหาว่าประพฤติไม่เหมาะสมหลายข้อแต่นางแก้ต่างด้วยปัญญาต่อหน้ากุฎุมพี ๘ นายจนบิดาสามีจนมุม สุดท้ายนางพลิกสถานการณ์ให้มิคารเศรษฐีฟังธรรมจนบรรลุโสดาบันและยกย่องนางเป็น "มารดา" นางขายเครื่องประดับมหาลดาประสาธน์สร้างวัดบุพพาราม พระศาสดาทรงยกย่องเป็นเอตทัคคะฝ่ายถวายทาน
  28. หน้า ๑๐๒–๑๐๕ จุดกำเนิดนางขุชชุตตราและนางสามาวดี - ครอบครัวหนีอหิวาตกโรคและสุนัขผู้ภักดี ก่อนพุทธกาล ครอบครัวหนึ่งหนีอหิวาตกโรคจากแคว้นอัลลกัปปะ บิดาทิ้งบุตรชายกลางทางเพราะหมดแรงแต่กลับไปรับคืน ทั้งสามคนตายด้วยความอดอยากและกินอาหารเกินขนาดตามลำดับ วิญญาณบิดาเกิดเป็นสุนัขที่ผูกพันภักดีต่อพระปัจเจกพุทธเจ้าจนหัวใจแตกตายเพราะความรักเมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าจากไป ไปเกิดเป็นเทพบุตรโฆสกะ อันเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนางขุชชุตตราและนางสามาวดี
  29. หน้า ๑๐๖–๑๑๔ โฆสกกุมารรอดพ้นการลอบสังหารซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยอำนาจบุญ เทพบุตรโฆสกะจุติเกิดเป็นบุตรหญิงขายบริการถูกทิ้งกองขยะ เศรษฐีโกสัมพีเก็บมาเลี้ยงแต่พยายามฆ่าซ้ำหลายครั้ง ทั้งให้โคเหยียบ ให้ล้อเกวียนทับ โยนเหว และวางแผนให้ช่างหม้อฆ่า แต่ทุกครั้งรอดด้วยบุญ แม้น้องเศรษฐีถูกฆ่าแทน ต่อมาธิดาเศรษฐีอีกเมืองสลับสาส์นให้ได้แต่งงานแทนถูกฆ่า โฆสกะได้ครองตำแหน่งเศรษฐีแทนบิดาบุญธรรมที่ตรอมใจตาย เรือนของท่านคือที่มาของนางขุชชุตตราและนางสามาวดี
  30. หน้า ๑๑๕–๑๒๐ นางสามาวดีอภิเษกกับพระเจ้าอุเทน จุดเริ่มความขัดแย้งกับนางมาคัณฑิยา นางสามาวดีธิดาบุญธรรมโฆสกเศรษฐีอภิเษกเป็นมเหสีพระเจ้าอุเทนพร้อมบริวาร ๕๐๐ นาง จากนั้นเล่าเรื่องดาบส ๕๐๐ รูปที่เศรษฐีสามคนอุปถัมภ์ได้ทราบข่าวพระพุทธเจ้าอุบัติจากเทวดา จึงมาเฝ้าและสร้างวัดโฆสิตารามถวาย ระหว่างเสด็จไปโกสัมพี พระศาสดาทรงพบพราหมณ์มาคัณฑิยะผู้ปรารถนายกธิดาถวาย แต่ทรงปฏิเสธด้วยพระคาถาว่าสรีระเต็มไปด้วยของโสโครก เนื้อความยังไม่จบต่อเนื่องไปหน้าถัดไป
  31. หน้า ๑๒๑–๑๓๐ นางขุชชุตตราและพระนางสามาวดี: เอตทัคคะพหูสูตและผู้เจริญเมตตา นางขุชชุตตราทาสีฟังธรรมจนบรรลุโสดาบันแล้วสอนพระนางสามาวดีและบริวาร ๕๐๐ คนให้บรรลุตาม สามาวดีอภิเษกกับพระเจ้าอุเทน แต่ถูกพระนางมาคัณฑิยาผู้ผูกอาฆาตพระพุทธเจ้าใส่ร้ายและลอบฆ่าหลายครั้ง แม้แผ่เมตตาจนธนูพระราชายิงไม่ออก สุดท้ายถูกเผาวังสิ้นพระชนม์ด้วยผลกรรมเก่า พระพุทธเจ้าทรงยกย่องขุชชุตตราเป็นเลิศด้านพหูสูต สามาวดีเลิศด้านเมตตา
  32. หน้า ๑๓๑–๑๓๘ ประวัตินางอุตตรานันทมารดา: ทานของนายปุณณะและอุบายรักษาอุโบสถ เล่าประวัตินายปุณณะคนยากจนถวายไม้ชำระฟันและอาหารแด่พระสารีบุตรจนได้ทองมหาศาลและตำแหน่งเศรษฐี ธิดาชื่ออุตตราแต่งงานกับบุตรราชคหเศรษฐีที่มิจฉาทิฏฐิ เมื่อสามีไม่ยอมให้ถือศีลอุโบสถ นางจึงจ้างนางสิริมาหญิงงามเมืองมาปรนนิบัติสามีแทนตนครึ่งเดือน สิริมาหึงหวงราดน้ำมันเดือดใส่ศีรษะนาง แต่ด้วยอำนาจเมตตาฌานน้ำมันไหลลงเหมือนน้ำบนใบบัว พระพุทธเจ้าทรงยกโทษให้สิริมา นางจึงบรรลุโสดาบัน พระพุทธเจ้าทรงยกย่องอุตตรานันทมารดาเป็นเลิศด้านผู้เข้าฌาน
  33. หน้า ๑๓๙ ประวัติพระนางสุปปวาสา โกลิยธิดา: เอตทัคคะผู้ถวายของประณีต พระนางสุปปวาสา โกลิยธิดา พระมารดาของพระสีวลี ถวายโภชนะรสเลิศแด่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พระศาสดาทรงแสดงธรรมว่าผู้ถวายโภชนะชื่อว่าให้ฐานะ ๕ แก่ผู้รับ คือให้อายุ วรรณะ สุข พละ และปฏิภาณ ทั้งในโลกทิพย์และโลกมนุษย์ ภายหลังทรงสถาปนาพระนางไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้เลิศกว่าอุบาสิกาผู้ถวายของมีรสประณีต
  34. หน้า ๑๔๐–๑๔๑ ประวัตินางสุปปิยาอุบาสิกา: เฉือนเนื้อขาถวายภิกษุไข้ นางสุปปิยาสัญญาจะส่งเนื้อไปถวายภิกษุไข้ที่ต้องการอาหารมีรส เมื่อหาเนื้อในตลาดไม่ได้จึงเฉือนเนื้อขาตนเองปรุงถวายแทน พระพุทธเจ้าเสด็จเยี่ยมทรงทราบเหตุ แผลของนางหายเป็นปกติด้วยพุทธานุภาพทันทีที่นางลุกจากที่นอน พระองค์ทรงตำหนิภิกษุผู้ขอเนื้อและทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามฉันเนื้อมนุษย์ ภายหลังทรงสถาปนานางไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้เลิศกว่าอุบาสิกาผู้อุปัฏฐากภิกษุไข้
  35. หน้า ๑๔๒–๑๔๕ ประวัตินางกาติยานี นางนกุลมารดา และนางกาฬี: จบเอตทัคคปาลิอุบาสิกา นางกาติยานีฟังธรรมจากพระโกฏิกัณณโสณเถระอย่างไม่หวั่นแม้รู้ว่าโจร ๙๐๐ คนขุดอุโมงค์เข้าเรือนตน หัวหน้าโจรเลื่อมใสจึงคืนทรัพย์และขอบวชทั้งหมด จากนั้นเล่าย่อประวัตินางนกุลมารดาและนางกาฬีชาวกุรรฆรนครผู้บรรลุโสดาบันจากการฟังเทวดาสรรเสริญพระรัตนตรัย ทั้งสามได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะ ตอนท้ายเป็นการจบอรรถกถาเอตทัคคปาลิของอุบาสิกาทั้ง ๑๐ ท่านในมโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกายโดยสมบูรณ์
  36. หน้า ๑๔๖–๑๖๓ อัฏฐานบาลี วรรคที่ ๑: สิ่งที่พระโสดาบันทำไม่ได้ และอนันตริยกรรม ๕ พระพุทธเจ้าตรัสฐานะที่เป็นไปไม่ได้สำหรับผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ (พระโสดาบัน) เช่น ยึดสังขารว่าเที่ยง ฆ่ามารดาบิดาหรือพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้า ทำสงฆ์แตกแยก หรือถือศาสดาอื่น ต่างจากปุถุชนที่ยังทำได้ อรรถกถาอธิบายอนันตริยกรรม ๕ อย่างละเอียด พร้อมเรื่องพระเทวทัตทำโลหิตุปบาท และวินิจฉัยว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าสองพระองค์จึงไม่อุบัติพร้อมกัน โดยอ้างมิลินทปัญหาเปรียบเทียบเรือรับคนเดียวกับเรือรับสองคน
  37. หน้า ๑๖๔–๑๗๑ อัฏฐานบาลี วรรคที่ ๒: เหตุใดสตรีเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ และกรรมกับผล ตรัสว่าจักรพรรดิ พระพุทธเจ้า ท้าวสักกะ มาร และพรหมสององค์อุบัติพร้อมกันไม่ได้ และสตรีเป็นพระพุทธเจ้า จักรพรรดิ หรือท้าวสักกะไม่ได้ อรรถกถาอธิบายเงื่อนไข ๘ ประการของการตั้งอภินิหารเป็นพระพุทธเจ้าซึ่งสตรีทำไม่สำเร็จ และย้ำว่ากรรมชั่วให้ผลไม่ดี กรรมดีให้ผลดีเสมอ ปิดท้ายด้วยนิทานพระโสณเถระผู้บิดาเกือบเห็นนรกก่อนตาย แต่กลับเห็นสวรรค์เมื่อจิตเลื่อมใสในเครื่องบูชาที่บุตรจัดให้ แสดงว่านิมิตก่อนตายเปลี่ยนแปลงได้
  38. หน้า ๑๗๒–๑๗๔ วรรคว่าด้วยฐานะและอฐานะ: กาย วจี มโนสุจริต-ทุจริตกับคติหลังตาย อธิบายหลักที่ว่าเป็นไปไม่ได้ที่ผลอันน่าปรารถนาจะเกิดจากกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต และเป็นไปไม่ได้ที่ผลอันไม่น่าปรารถนาจะเกิดจากกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ทรงยืนยันว่าผู้ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกเท่านั้น ส่วนผู้ประพฤติสุจริตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ วรรคนี้เป็นพระบาลีล้วน ไม่มีอรรถกถาแก้ไว้ตามที่มีเชิงอรรถระบุ
  39. หน้า ๑๗๕–๑๘๑ เอกธัมมาทิบาลี นัยอื่น วรรคที่ ๑ ว่าด้วยอนุสสติ ๑๐ ประการ แสดงอนุสสติ ๑๐ ได้แก่ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ อานาปานสติ มรณสติ กายคตาสติ อุปสมานุสสติ ว่าเจริญแล้วนำไปสู่ความหน่ายคลายกำหนัดจนถึงนิพพาน อรรถกถาอธิบายด้วยอุปมาพ่อค้าขายน้ำตาลที่ตั้งชื่อสินค้าว่า "ยาพิษ" แล้วเปลี่ยนคำโฆษณาให้น่าซื้อ เทียบกับที่พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญคุณพุทธานุสสติให้คนอยากปฏิบัติ และอธิบายว่าพุทธานุสสติใช้ทำจิตให้ร่าเริงและเป็นฐานสู่วิปัสสนาได้อย่างไร
  40. หน้า ๑๘๒–๑๙๐ วรรคว่าด้วยมิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐิ: โทษของความเห็นผิด พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีธรรมใดมีโทษมากเท่ามิจฉาทิฏฐิ เพราะทำให้อกุศลเจริญและกุศลเสื่อม ส่วนสัมมาทิฏฐิทำให้กุศลเจริญ อุปมาด้วยเมล็ดพืชขม (สะเดา บวบขม) กับพืชหวาน (อ้อย ข้าวสาลี) ที่ให้ผลตามพันธุ์ อรรถกถาจำแนกมิจฉาทิฏฐิ ๓ ระดับตามที่ห้ามสวรรค์และมรรคต่างกัน และอธิบายสัมมาทิฏฐิ ๕ ประเภท พร้อมอุปมาก้อนหินที่จมน้ำเสมอ แสดงว่าสักกายทิฏฐิพาไปอบายอย่างเดียว ไม่มีทางขึ้นสวรรค์ได้เลย
  41. หน้า ๑๙๑–๑๙๘ บุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิยังความพินาศแก่โลก: อุปมามักขลิโคสาล แสดงว่าบุคคลผู้มีมิจฉาทิฏฐิเมื่อเกิดในโลกย่อมนำความพินาศแก่มหาชน ต่างจากผู้มีสัมมาทิฏฐิที่นำประโยชน์สุขมาให้ ทรงเปรียบมักขลิโคสาลกับลอบดักปลาที่ปากอ่าว ผู้ชักชวนคนตามธรรมวินัยที่กล่าวไว้ชั่วหรือดีย่อมได้บาปหรือบุญมากตามกัน ทรงสอนเรื่องทายกและปฏิคาหกควรรู้ประมาณต่างกันในธรรมวินัยชั่ว-ดี และอุปมาภพแม้เพียงเล็กน้อยก็เหมือนคูถ มีกลิ่นเหม็นไม่ควรยินดี แม้ชั่วเวลาลัดนิ้วมือ
  42. หน้า ๑๙๙–๒๐๔ เรื่องเล่าภิกษุมักน้อย: ตัวอย่างความรู้จักประมาณในการรับ-ให้ทาน อรรถกถายกเรื่องภิกษุหนุ่มในโรหนชนบทผู้รับภัตตาหารเพียงทัพพีเดียว จนกุลบุตรเลื่อมใสถวายภัตประจำถึง ๖๐ ที่ เรื่องพระเจ้าสัทธาติสสมหาราชถวายเนื้อนกกระทาแก่สามเณร ผู้ปฏิเสธรับเองแล้วส่งต่อถวายอุปัชฌาย์อาจารย์และสงฆ์จนครบ ๘ ครั้ง และเรื่องทีฆพราหมณ์ทดลองความมักน้อยของสงฆ์ด้วยภัตขันเดียวเลี้ยงพระ ๓๐ รูปได้ทั่วถึง แสดงว่าความมักน้อยทำให้ลาภเกิดขึ้นและมั่นคง
  43. หน้า ๒๐๕–๒๑๓ วรรคว่าด้วยสัตว์เกิดในมัชฌิมชนบทมีน้อย: อุปมาใบบัวกับผืนน้ำ แสดงอัตราส่วนที่หายากยิ่งของสัตว์ผู้ได้เกิดในถิ่นดี มีปัญญา ได้เห็นพระตถาคต ได้ฟังธรรมและปฏิบัติจนได้อรรถรสธรรมรสวิมุตติรส เทียบกับสัตว์ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้สิ่งเหล่านี้ อุปมาด้วยพื้นที่รื่นรมย์อันน้อยนิดเทียบกับที่รกร้างในชมพูทวีป อรรถกถาอธิบายที่มาของชื่อชมพูทวีปจากต้นหว้าใหญ่ กำหนดขอบเขตมัชฌิมประเทศ และอุปมาทวีปทั้ง ๔ เหมือนใบบัว ๔ ใบล้อมเขาสิเนรุกลางมหาสมุทร แสดงเหตุที่สัตว์น้ำมีมากกว่าสัตว์บก
  44. หน้า ๒๑๔–๒๒๔ ปาสาทกรธัมมาทิบาลีและอานิสงส์กายคตาสติ: จบเอกนิบาต ๑,๐๐๐ สูตร แสดงคุณสมบัติที่เป็นเหตุแห่งลาภ เช่น อยู่ป่า บิณฑบาต ทรงผ้าบังสุกุล เป็นพหูสูต จากนั้นตรัสว่าภิกษุผู้เจริญฌาน สติปัฏฐาน อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรค กสิณ หรือกายคตาสติ แม้เพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็ไม่ชื่อว่าฉันบิณฑบาตเปล่า ตามด้วยพระสูตรสรรเสริญกายคตาสติว่าเป็นดุจมหาสมุทรที่รองรับแม่น้ำ นำไปสู่อมตธรรมและอรหัตผล ปิดท้ายด้วยข้อความสำคัญ "เอกนิบาต ๑,๐๐๐ สูตร จบบริบูรณ์" ซึ่งเป็นจุดจบของเอกนิบาตทั้งหมดในอังคุตตรนิกาย
  45. หน้า ๒๒๕–๒๓๔ อรรถกถาปสาทกรธรรมและอัจฉราสังฆาตวรรค: อธิบายฌาน สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อรรถกถาอธิบายศัพท์ในปสาทกรธรรม เช่น ความเป็นผู้อยู่ป่า พหูสูต และเหตุที่นำมาซึ่งลาภ จากนั้นไขความพระสูตรอัจฉราสังฆาตที่ตรัสถึงฌานแม้ชั่วลัดนิ้วมือ อธิบายฌาน ๒ แบบ (อารัมมณูปนิชฌาน-ลักขณูปนิชฌาน) รายละเอียดสติปัฏฐาน ๔ (กาย เวทนา จิต ธรรม) และสัมมัปปธาน ๔ พร้อมคำพระมหากัสสปะจากกัสสปสังยุต จำแนกกิเลสที่เกิดขึ้น (อุปปันนะ) ๘ ประเภท และอุปมาต้นมะม่วงถูกตัดแสดงว่ามรรคละกิเลสอดีต-อนาคต-ปัจจุบันได้อย่างไร (เนื้อหาต่อเนื่องเกินหน้า ๒๒๘)
  46. หน้า ๒๓๕–๒๓๗ อุปมาต้นมะม่วง: มรรคละกิเลสอย่างไร และอิทธิบาท ๔ โดยย่อ อรรถกถาอธิบายด้วยอุปมาต้นมะม่วงว่า มรรคละกิเลสที่ยังไม่อาจจัดเป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบันได้อย่างไร เปรียบเหมือนคนตัดต้นมะม่วงย่อมทำลายเฉพาะผลที่จะเกิดในอนาคตเท่านั้น ไม่กระทบผลที่เก็บกินไปแล้วหรือยังไม่มี แล้วสรุปว่าความเพียรขณะมรรคได้ชื่อ ๔ ชื่อพร้อมกัน จากนั้นอธิบายอิทธิบาท ๔ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) โดยย่อ พร้อมอ้างอิงรายละเอียดในวิสุทธิมรรค
  47. หน้า ๒๓๘–๒๓๙ อินทรีย์ ๕ และพละ ๕: เหตุ ๓ ประการที่ทำให้อินทรีย์บริสุทธิ์ อธิบายอินทรีย์ ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) และพละ ๕ ว่าเป็นธรรมชุดเดียวกันต่างมุมมองเท่านั้น โดยยกอุปมาของพระนาคเสนเปรียบสติกับขุนคลังที่คอยเตือนพระราชาให้นึกถึงทรัพย์สิน แล้วแจกแจงว่าอินทรีย์แต่ละข้อจะบริสุทธิ์ได้ด้วยเหตุ ๓ อย่าง คือ เว้นบุคคลผู้พร่องคุณนั้น คบบุคคลผู้มีคุณนั้น และหมั่นพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณนั้นอยู่เสมอ
  48. หน้า ๒๔๐–๒๔๖ โพชฌงค์ ๗ ตอนต้น: สติ-ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ และเรื่องพระวักกลิเถระ เริ่มอธิบายโพชฌงค์ ๗ โดยนิยามสติสัมโพชฌงค์และธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ พร้อมเหตุที่ทำให้แต่ละองค์เกิดขึ้น เช่น การทำร่างกายและเครื่องใช้ให้สะอาดสละสลวย และการปรับอินทรีย์ให้สมดุลกัน โดยยกเรื่องพระวักกลิเถระผู้มีศรัทธาแรงกล้าเกินจนปัญญาไม่อาจทำหน้าที่ได้ เป็นตัวอย่างว่าอินทรีย์ที่ไม่สมดุลเป็นอุปสรรคต่อการเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
  49. หน้า ๒๔๗–๒๕๖ เหตุแห่งวิริยสัมโพชฌงค์ และเรื่องพระมหามิตตเถระ-พระปิณฑปาติยติสสเถระ อธิบายเหตุ ๑๑ ประการที่ทำให้วิริยสัมโพชฌงค์เกิดขึ้น โดยเฉพาะความยำเกรงต่อบิณฑบาต แล้วเล่าเรื่องพระมหามิตตเถระผู้ได้ยินอุบาสิกาผู้อุปัฏฐากตั้งใจถวายอาหารดีแก่ท่านแต่ตนกินข้าวบูด จึงสลดใจตั้งสัจจะจนบรรลุอรหัตต์ และเรื่องพระปิณฑปาติยติสสเถระผู้รับบิณฑบาตจากอุบาสกยากจนที่ขายแรงงานเพื่อไถ่ลูกสาวจากทาส จนพระเถระบรรลุอรหัตต์และปรินิพพานอย่างอัศจรรย์ กูฏาคารเคลื่อนลอยไปเองในอากาศเมื่ออุบาสกมาไหว้
  50. หน้า ๒๕๗–๒๕๙ ศากยวงศ์เป็นแรงกระตุ้นวิริยะ, ปีติสัมโพชฌงค์ และปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ยกตัวอย่างการพิจารณาความเป็นใหญ่แห่งชาติกำเนิด (สืบเชื้อสายศากยวงศ์จากพระเจ้าสุทโธทนมหาราชและพระนางมายาเทวี) และความเป็นใหญ่ของพระศาสดา เป็นเหตุกระตุ้นวิริยะไม่ให้เกียจคร้าน จากนั้นอธิบายเหตุ ๑๑ ประการแห่งปีติสัมโพชฌงค์ เช่น การระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยและศีล และเหตุ ๗ ประการแห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เช่น การเสพโภชนะและอิริยาบถที่สบายเหมาะแก่ตน
  51. หน้า ๒๖๐–๒๖๒ สมาธิสัมโพชฌงค์และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ (จบโพชฌงค์ ๗) อธิบายเหตุ ๑๑ ประการแห่งสมาธิสัมโพชฌงค์ เช่น ความฉลาดในนิมิตกสิณ การประคองจิตในยามหดหู่ และการข่มจิตในยามฟุ้งซ่าน โดยเปรียบกับสารถีที่ไม่ต้องขวนขวายเมื่อม้าวิ่งเรียบแล้ว ตามด้วยเหตุ ๕ ประการแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ คือการวางใจเป็นกลางต่อสัตว์และสังขารโดยไม่ยึดถือว่าเป็นของตน เป็นอันจบครบโพชฌงค์ทั้ง ๗ องค์
  52. หน้า ๒๖๓–๒๖๖ อริยมรรคมีองค์ ๘: ลักษณะและเหตุผลของลำดับองค์มรรค อธิบายอริยมรรคมีองค์ ๘ ลักษณะเฉพาะของแต่ละองค์มรรค และเหตุผลที่ตรัสเรียงลำดับเช่นนี้ เช่น สัมมาทิฏฐิมาก่อนเพราะเป็นดังแสงสว่างขจัดอวิชชา สัมมาสังกัปปะช่วยสัมมาทิฏฐิเหมือนเหรัญญิกพลิกดูเหรียญเพื่อแยกของแท้ปลอม สัมมาวาจาตามหลังเพราะคนต้องตรึกก่อนพูด ไล่เรียงไปจนถึงสัมมาสมาธิซึ่งทำจิตให้แน่วแน่ในอารมณ์เดียว
  53. หน้า ๒๖๗–๒๗๔ อภิภายตนะ ๘ กสิณ ๑๐ อสุภ-มรณสัญญา และขึ้นวรรคกายคตาสติ อธิบายอภิภายตนะ ๘ (การครอบงำอารมณ์ด้วยกำลังฌาน) และกสิณ ๑๐ วิธีเพ่งนิมิตสี ดิน น้ำ ไฟ ลม ฯลฯ เพื่อเข้าฌาน โดยอ้างรายละเอียดเพิ่มเติมในวิสุทธิมรรค ต่อด้วยอสุภสัญญา มรณสัญญา อาหาเรปฏิกูลสัญญา และสัญญาว่าโลกไม่น่ายินดี จบวรรคอปรอัจฉราสังฆาต แล้วขึ้นวรรคใหม่คือกายคตาสติวรรค อธิบายการแผ่จิตด้วยอาโปกสิณและทิพยจักษุ
  54. หน้า ๒๗๕–๒๘๓ ปัญญา ๑๖ ประเภทตามนัยปฏิสัมภิทามรรค (จบวรรคกายคตาสติ) อธิบายปัญญา ๑๖ ประเภทตามนัยปฏิสัมภิทามรรค เช่น ปัญญาใหญ่ ปัญญามาก ปัญญาไพบูลย์ ปัญญาลึกซึ้ง ปัญญาที่ไม่มีใครเทียบได้ (ของพระพุทธเจ้าเป็นเลิศเหนือทุกชั้นบุคคลรวมถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า) ภูริปัญญาที่ครอบงำกิเลสได้ดุจแผ่นดินกว้างใหญ่ ปัญญาเร็ว ปัญญาฉับพลัน ปัญญาร่าเริง ปัญญาแล่นไว และปัญญากล้าที่ตัดกิเลสได้ทันที ปิดท้ายด้วย 'จบอรรถกถากายคตาสติวรรค'
  55. หน้า ๒๘๔ อรรถกถาอมตวรรค: จบเอกนิบาต ๑,๐๐๐ สูตร มโนรถปูรณี อรรถกถาอมตวรรคไขความว่าเหตุใดผู้เจริญกายคตาสติ (ซึ่งยังเป็นโลกิยะ) จึงได้ชื่อว่า 'บริโภคอมตะ' คือพระนิพพาน เพราะการเจริญกายคตาสติเป็นเหตุนำไปสู่การบรรลุอมตธรรม ถ้าไม่เจริญก็ไม่มีทางบรรลุ จบตอนนี้เป็นการปิดท้ายอรรถกถาเอกนิบาตทั้งหมดประมาณ ๑,๐๐๐ สูตร ในคัมภีร์มโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย
  56. หน้า ๒๘๕–๒๘๘ เริ่มทุกนิบาต: กัมมกรณวรรคที่ ๑ สูตรที่ ๑ โทษ ๒ อย่างและกรรมกรณ์ ๒๕ วิธี เริ่มต้นอังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ กัมมกรณวรรคที่ ๑ สูตรที่ ๑ พระพุทธเจ้าตรัสโทษ ๒ อย่างคือโทษในปัจจุบันและโทษในภพหน้า โดยยกตัวอย่างคนที่เห็นโจรถูกพระราชาลงกรรมกรณ์ ๒๕ วิธีอันทารุณ เช่น เฆี่ยนด้วยแส้ ตัดมือเท้าหูจมูก ทำหม้อเคี่ยวน้ำส้ม ขอดสังข์ ปากราหู จนถึงตัดศีรษะ แล้วเกิดความกลัวไม่กล้าทำชั่วในชาตินี้ ส่วนโทษภพหน้าคือกลัวผลกรรมชั่วที่จะพาไปสู่อบาย
  57. หน้า ๒๘๙–๒๙๒ อรรถกถาสูตรที่ ๑ ทุกนิบาต: ไขความวิธีกรรมกรณ์แต่ละอย่าง อรรถกถาสูตรที่ ๑ ทุกนิบาต ในคัมภีร์มโนรถปูรณี ไขความคำบาลีของกรรมกรณ์แต่ละวิธีอย่างละเอียดน่าสยดสยอง เช่น หม้อเคี่ยวน้ำส้ม (เปิดกะโหลกใส่ก้อนเหล็กแดงให้สมองเดือด) ขอดสังข์ (ลอกหนังศีรษะขัดจนขาวเหมือนสังข์) ปากราหู (เกี่ยวปากอ้าแล้วจุดไฟ) และริ้วส่าย (เชือดหนังเป็นริ้วให้เดินเหยียบล้ม) เพื่อให้เข้าใจความหมายของศัพท์ในพระสูตรอย่างชัดเจน เนื้อหายังไม่จบภายในหน้า ๒๙๑
  58. หน้า ๒๙๓–๒๙๔ ความเพียร ๒ อย่างที่หาได้ยาก (คฤหัสถ์-บรรพชิต) พระพุทธเจ้าตรัสถึงความเพียร ๒ ชนิดที่ทำได้ยากยิ่ง คือความเพียรของคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนในการแสวงหาปัจจัยสี่เลี้ยงชีพ กับความเพียรของบรรพชิตในการสละคืนอุปธิ (ขันธ์ กิเลส สังขาร) ทั้งปวงเพื่อพระนิพพาน ซึ่งความเพียรอย่างหลังประเสริฐกว่า ทรงสอนให้ตั้งใจในความเพียรเพื่อสละอุปธิ อรรถกถาเปรียบการให้ทานว่าเสมือนการทำสงคราม ยากเช่นเดียวกัน แม้ให้น้อยด้วยศรัทธาก็มีผลเป็นสุขในโลกหน้า
  59. หน้า ๒๙๕–๒๙๗ ธรรมเป็นเหตุแห่งความเดือดร้อนใจ และเรื่องพี่น้องฆ่ากัน ทรงแสดงธรรม ๒ คู่ตรงข้าม คือเหตุแห่งความเดือดร้อนใจ ได้แก่การประพฤติทุจริตกาย วาจา ใจ โดยไม่ทำสุจริตเลย และธรรมที่ไม่เป็นเหตุเดือดร้อนใจคือการประพฤติสุจริตล้วน อรรถกถาเล่าเรื่องพี่น้องสองคนแบ่งเนื้อโคกัน น้องขอไส้โคเพิ่มแต่พี่ไม่ยอมจึงตีน้องตาย แล้วเศร้าโศกจนร่างกายซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกจนตายไปเกิดในนรก พร้อมกล่าวถึงผู้เดือดร้อนใจเพราะวจีทุจริตเช่นพระเทวทัต นางจิญจมาณวิกา
  60. หน้า ๒๙๘–๓๐๐ ความเพียรไม่ย่อหย่อนของพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงเล่าคุณธรรม ๒ อย่างที่ทรงอาศัยจนบรรลุโพธิญาณ คือความไม่สันโดษในกุศลธรรมและความไม่ย่อหย่อนในความเพียร ทรงปฏิญาณสมัยเป็นพระโพธิสัตว์ว่าจะเพียรจนกว่าจะบรรลุ แม้เนื้อเลือดจะเหือดแห้งเหลือแต่หนังเอ็นกระดูกก็ตามที และทรงสอนภิกษุให้ตั้งความเพียรแบบเดียวกันเพื่อบรรลุที่สุดพรหมจรรย์ อรรถกถาอธิบายองค์ประกอบความเพียร ๔ อย่าง และการบรรลุโพธิญาณด้วยความไม่ประมาท
  61. หน้า ๓๐๑–๓๐๒ ความเห็นพอใจกับความเห็นหน่ายในธรรมอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์ ทรงแสดงมุมมอง ๒ แบบต่อธรรมอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์ ๑๐ คือการเห็นด้วยความพอใจ (อัสสาทะ) ซึ่งทำให้ไม่อาจละราคะโทสะโมหะได้ จึงไม่พ้นทุกข์ กับการเห็นด้วยความหน่าย (นิพพิทา) ซึ่งทำให้ละกิเลสได้และพ้นจากชาติชรามรณะ อรรถกถาขยายความคำว่าชาติ ชรา มรณะ โศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส และอธิบายว่าสูตรนี้กล่าวถึงทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ
  62. หน้า ๓๐๓–๓๐๔ ธรรมฝ่ายดำ (อหิริกะ-อโนตตัปปะ) และธรรมฝ่ายขาว (หิริ-โอตตัปปะ) ทรงแสดงธรรมฝ่ายดำ ๒ อย่างคืออหิริกะ (ไม่ละอายบาป) และอโนตตัปปะ (ไม่กลัวบาป) ซึ่งเป็นรากของอกุศลทั้งปวง กับธรรมฝ่ายขาว ๒ อย่างคือหิริ (ความละอายบาป) และโอตตัปปะ (ความเกรงกลัวบาป) ซึ่งเป็นรากของกุศลทั้งปวง อรรถกถาอธิบายว่าธรรมดำ-ขาวมิใช่มีสีจริง แต่เรียกตามผลลัพธ์ที่ทำให้จิตเศร้าหมองหรือผ่องใส และอ้างอิงคัมภีร์วิสุทธิมรรคสำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม
  63. หน้า ๓๐๕–๓๐๗ หิริโอตตัปปะคุ้มครองโลก และกำเนิดวันเข้าพรรษา ทรงสอนว่าหิริและโอตตัปปะเป็นธรรมคุ้มครองโลก หากปราศจากธรรมทั้งสองนี้ โลกจะสำส่อนไม่มีขอบเขตความสัมพันธ์ทางเครือญาติเหมือนสัตว์เดรัจฉาน จึงเกิดคำเรียกมารดา ป้า น้าได้ ต่อมาทรงแสดงวัสสูปนายิกา (วันเข้าพรรษา) ๒ ช่วง อรรถกถาเล่าที่มาว่าเดิมภิกษุจาริกไปทุกฤดูจนถูกชาวบ้านตำหนิว่าเหยียบย่ำข้าวกล้าและสัตว์เล็ก พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้เข้าพรรษาในฤดูฝน จบกัมมกรณวรรคที่ ๑
  64. หน้า ๓๐๘–๓๑๓ อธิกรณวรรคที่ ๒: พละ ๒ อย่าง (ปฏิสังขานพละ-ภาวนาพละ) อธิกรณวรรคที่ ๒ เปิดด้วยพละ ๒ อย่างคือปฏิสังขานพละ (กำลังการพิจารณาเห็นโทษของทุจริตแล้วละ) และภาวนาพละ (กำลังของการเจริญภาวนา) ทรงแสดงซ้ำ ๓ สูตรโดยอธิบายภาวนาพละต่างมุมกัน ครั้งแรกเป็นการละราคะโทสะโมหะทั่วไป ครั้งที่สองผ่านการเจริญโพชฌงค์ ๗ ที่อาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ และครั้งที่สามผ่านการเจริญฌาน ๔ เป็นบาทแห่งวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตตผล
  65. หน้า ๓๑๔–๓๑๕ การแสดงธรรมของตถาคตโดยย่อและโดยพิสดาร ทรงแสดงว่าพระตถาคตทรงแสดงธรรม ๒ แบบ คือโดยย่อสำหรับผู้มีปัญญามาก (อุคฆติตัญญู) และโดยพิสดารสำหรับผู้มีปัญญาน้อยกว่า ๓ จำพวก (วิปจิตัญญู เนยยะ ปทปรมะ) อรรถกถาเปรียบเทศนาพิสดารแก่ผู้มีปัญญามากว่าเชื่องช้าเหมือนเดินคลาน ส่วนเทศนาย่อแก่ผู้มีปัญญาน้อยเหมือนกระต่ายกระโดดจับต้นชนปลายไม่ได้ และสรุปว่าพระไตรปิฎกทั้งหมดจัดเข้าในเทศนาสองแบบนี้
  66. หน้า ๓๑๖–๓๑๙ เหตุให้อธิกรณ์ยืดเยื้อและระงับเร็ว ทรงสอนว่าคดีความ (อธิกรณ์) ในสงฆ์จะยืดเยื้อ มีวาจาหยาบ ร้ายกาจ หากภิกษุผู้ต้องอาบัติและผู้เป็นโจทก์ไม่พิจารณาตนเอง แต่จะระงับเร็วหากทั้งสองฝ่ายพิจารณาตนดี ทรงอธิบายกระบวนการพิจารณาตนอย่างละเอียดทั้งสองฝ่าย อรรถกถาเปรียบว่าความผิดตกอยู่แก่ผู้ต้องอาบัติผู้เดียวเหมือนผู้ลักลอบเลี่ยงภาษีสินค้าต้องรับผิดคนเดียว ไม่เกี่ยวกับพระราชาหรือเจ้าหน้าที่ด่านภาษี
  67. หน้า ๓๒๐–๓๒๕ พราหมณ์ไม่ปรากฏนามทูลถามเหตุสุคติทุคติ พราหมณ์ไม่ปรากฏนามทูลถามพระพุทธเจ้าว่าอะไรเป็นเหตุให้สัตว์ตายแล้วไปอบายหรือสุคติ ทรงตอบสั้นๆ ว่าเพราะความประพฤติไม่เที่ยงธรรมและความประพฤติเที่ยงธรรมตามลำดับ พราหมณ์เลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต อรรถกถาอธิบายมารยาทการเข้าเฝ้า โทษของการนั่งผิดที่ ๖ อย่าง และความหมายของคำสรรเสริญ "อภิกกันตัง" ที่พราหมณ์ใช้ชมเทศนาว่าเปรียบเหมือนหงายของคว่ำ เปิดของปิด บอกทาง ส่องประทีป
  68. หน้า ๓๒๖–๓๓๖ อรรถกถาขยายความเรื่องการถึงไตรสรณคมน์อย่างพิสดาร อรรถกถาขยายความสรณคมน์อย่างละเอียด อธิบายความหมายของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แยกสรณคมน์เป็นโลกิยะและโลกุตระ วิธีถึงสรณะ ๔ แบบ (มอบตน ยึดเป็นเบื้องหน้า เป็นศิษย์ นอบน้อม) เหตุที่สรณะขาดหรือไม่ขาด พร้อมยกตัวอย่างพระมหากัสสปะและอาฬวกยักษ์ อานิสงส์ของสรณคมน์ทั้งทางโลกและทางธรรม รวมเรื่องท้าวสักกะสนทนากับพระโมคคัลลานะ ปิดท้ายด้วยคำปฏิญาณของพราหมณ์ว่าแม้ถูกตัดศีรษะก็จะไม่ยอมปฏิเสธพระรัตนตรัย
  69. หน้า ๓๓๗–๓๓๘ พราหมณ์ชานุสโสณีทูลถามเหตุสุคติทุคติ พราหมณ์ชานุสโสณีทูลถามคำถามเดียวกันเรื่องเหตุแห่งสุคติทุคติ พระพุทธเจ้าตรัสตอบด้วยคำว่า "เพราะกระทำด้วย เพราะไม่กระทำด้วย" ซึ่งพราหมณ์ฟังไม่เข้าใจ จึงทูลขอให้ทรงขยายความ พระองค์ทรงอธิบายว่าหมายถึงการทำทุจริตโดยไม่ทำสุจริตเลย นำไปสู่อบาย และการทำสุจริตโดยไม่ทำทุจริตเลย นำไปสู่สุคติ พราหมณ์เลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะเช่นเดียวกับพราหมณ์ในสูตรก่อน
  70. หน้า ๓๓๙–๓๔๐ อรรถกถา: มานะของพราหมณ์ชานุสโสณีและพุทธวิธีปราบ อรรถกถาอธิบายที่มาของชื่อ "ชาณุสโสณี" ว่าเป็นตำแหน่งราชสำนักที่ตระกูลพราหมณ์นี้ได้รับ และเล่าว่าพราหมณ์เข้าเฝ้าด้วยความถือตัว คิดแข่งวิชาความรู้กับพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงทราบเจตนาจึงตรัสตอบสั้นและกำกวมโดยเจตนาเพื่อให้พราหมณ์หมดมานะ เมื่อพราหมณ์จนปัญญาก็ยอมละทิฏฐิ หันมาสอบถามอย่างสุภาพ พระองค์จึงทรงขยายความให้ฟังโดยพิสดาร แสดงพุทธวิธีปราบมานะของผู้เย่อหยิ่งทางปัญญา
  71. หน้า ๓๔๑–๓๔๒ พระอานนท์ทูลถามโทษ-อานิสงส์ทุจริตสุจริต และสูตรละอกุศล พระอานนท์ทูลถามโทษของทุจริต ๓ (กาย วาจา ใจ) ที่ตรัสว่าไม่ควรทำโดยเด็ดขาด ทรงแสดงโทษ ๕ ประการคือติตนเอง ผู้รู้ติเตียน กิตติศัพท์ชั่วกระฉ่อน หลงทำกาละ และตายแล้วไปอบาย ตรงข้ามกันสุจริต ๓ มีอานิสงส์ ๕ คือไม่ติตนเอง ผู้รู้สรรเสริญ ชื่อเสียงดี ไม่หลงตาย และตายแล้วไปสุคติ ต่อด้วยสูตรสั้นสอนให้ละอกุศลเจริญกุศลเพราะทำได้จริงและให้ผลเป็นประโยชน์สุข
  72. หน้า ๓๔๓–๓๔๔ เหตุแห่งความเสื่อมและความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม (จบอธิกรณวรรคที่ ๒) พระพุทธเจ้าตรัสว่าเหตุแห่งความเสื่อมของพระสัทธรรมคือการท่องจำบาลี(บทพยัญชนะ)ผิดเรียงลำดับ ทำให้แปลความหมาย(อรรถ)ผิดตามไปด้วย ส่วนเหตุแห่งความตั้งมั่นไม่เสื่อมคือการท่องจำและตีความให้ถูกต้อง สอนให้เห็นความสำคัญของความแม่นยำในการรักษาพระธรรมวินัยต่อการดำรงอยู่ของพระศาสนา จบวรรคที่ ๒ (อธิกรณวรรค) ของทุกนิบาต
  73. หน้า ๓๔๕–๓๔๖ พาลวรรคที่ ๓ สูตรที่ ๑: คนพาลและบัณฑิต ๒ จำพวก นิยามคนพาลและบัณฑิตด้วยเกณฑ์ง่ายๆ สองข้อ คือ คนพาลคือผู้ทำผิดแล้วไม่เห็นว่าตนผิด และเมื่อผู้อื่นชี้โทษก็ไม่ยอมรับหรือขอขมาตามธรรม ส่วนบัณฑิตคือผู้เห็นความผิดของตนตามจริงและยอมรับคำตักเตือนด้วยใจเปิดกว้าง อรรถกถาขยายความว่าการไม่ยอมรับผิดคือการไม่กล่าวคำขอโทษและไม่ให้อภัยเมื่อผู้อื่นสำนึกผิด
  74. หน้า ๓๔๗–๓๔๙ ลักษณะการกล่าวตู่พระตถาคต และการตีความสุตตันตะผิดนัย สามสูตรว่าด้วยการกล่าวตู่(ใส่ความ)พระพุทธเจ้า คือ ผู้มีโทสะในใจหรือถือศรัทธาผิดๆมักกล่าวเกินจริง, ผู้แสดงสิ่งที่พระองค์ไม่ได้ตรัสว่าตรัสหรือตรัสว่าไม่ตรัส, และที่ลึกซึ้งที่สุดคือผู้ตีความพระสูตรที่มีความหมายชัดแจ้งแล้ว(นีตัตถะ)ว่ายังต้องตีความเพิ่ม(เนยยัตถะ)หรือกลับกัน ซึ่งบิดเบือนคำสอนโดยไม่รู้ตัว
  75. หน้า ๓๕๐–๓๕๒ คติของผู้ทำกรรมลามก-มิจฉาทิฏฐิ และฐานะที่ต้อนรับคนทุศีล-มีศีล ผู้ทำกรรมชั่วปกปิดหรือมีมิจฉาทิฏฐิ ตายแล้วมีคติเพียงสองทางคือนรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ส่วนผู้ทำกรรมดีหรือมีสัมมาทิฏฐิย่อมไปสู่เทวดาหรือมนุษย์ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบนรกและดิรัจฉานภูมิว่าเป็น "ฐานะที่ต้อนรับ" คนทุศีล เช่นเดียวกับมนุษย์และเทวดาเป็นฐานะต้อนรับคนมีศีล ชี้ว่าความประพฤติกำหนดภพภูมิถัดไปโดยตรง
  76. หน้า ๓๕๓ เหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงเสพเสนาสนะป่าอันสงัด พระพุทธเจ้าตรัสเหตุผลสองประการที่ทรงเลือกประทับอยู่ป่าและป่าเปลี่ยวอันสงัด คือเพื่อความผาสุกของพระองค์เองในปัจจุบัน และเพื่ออนุเคราะห์ชนรุ่นหลังให้มีแบบอย่างการปฏิบัติธุดงค์ อรรถกถาอธิบายเกณฑ์ระยะทางของป่าที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมว่าต้องไกลจากเสาหลักเมืองอย่างน้อย ๕๐๐ ชั่วธนู
  77. หน้า ๓๕๔–๓๕๖ สมถะ-วิปัสสนา นำไปสู่เจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ (จบพาลวรรคที่ ๓) สอนคู่ธรรมสมถะ-วิปัสสนาว่าสมถะทำให้จิตสงบและละราคะได้ ส่วนวิปัสสนาทำให้ปัญญาเจริญและละอวิชชาได้ เมื่อราคะจางคลายจึงเกิดเจโตวิมุตติ(ความหลุดพ้นทางใจ) เมื่ออวิชชาจางคลายจึงเกิดปัญญาวิมุตติ(ความหลุดพ้นทางปัญญา) อรรถกถาอธิบายว่าราคะกับมรรคจิต และอวิชชากับมรรคปัญญา เป็นข้าศึกกัน เกิดพร้อมกันไม่ได้ จบพาลวรรคที่ ๓
  78. หน้า ๓๕๗ สมจิตตวรรคที่ ๔ สูตรที่ ๑: ภูมิของอสัตบุรุษและสัตบุรุษ พระพุทธเจ้าทรงแสดงภูมิของอสัตบุรุษและสัตบุรุษด้วยคุณธรรมข้อเดียวคือความกตัญญูกตเวที อสัตบุรุษคือผู้ไม่รู้คุณและไม่ตอบแทนคุณผู้อื่น ซึ่งพวกอสัตบุรุษด้วยกันยกย่องสรรเสริญกัน ส่วนสัตบุรุษคือผู้รู้คุณและตอบแทนคุณ ซึ่งเป็นคุณธรรมที่สัตบุรุษสรรเสริญกันเอง
  79. หน้า ๓๕๘–๓๖๐ มารดาบิดา คือผู้ที่บุตรตอบแทนคุณได้ยากที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสว่ามารดาบิดาเป็นผู้ที่บุตรตอบแทนคุณได้ยากที่สุด แม้บุตรจะแบกมารดาไว้บนบ่าข้างหนึ่งบิดาไว้อีกข้างหนึ่งนานถึงร้อยปี ปรนนิบัติจนท่านถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่า หรือแม้ยกท่านขึ้นครองราชสมบัติ ก็ยังไม่ชื่อว่าตอบแทนคุณได้ มีทางเดียวคือทำให้ท่านผู้ไม่มีศรัทธา ศีล ทาน ปัญญา ได้ตั้งมั่นในคุณธรรมเหล่านั้น
  80. หน้า ๓๖๑–๓๖๓ พราหมณ์แต่งปัญหาหลอกพระพุทธเจ้า ๔ เดือน และทักขิไณยบุคคล ๒ จำพวก พราหมณ์คนหนึ่งใช้เวลาปรุงแต่งปัญหาหลอกล่อพระพุทธเจ้านานถึง ๔ เดือนเรื่อง "ควรทำ-ไม่ควรทำ" หวังจะจับผิด แต่พระพุทธเจ้าทรงตอบทำลายปัญหาด้วยคำตอบเดียวคือทรงสอนทั้งสิ่งที่ควรทำ(สุจริต)และไม่ควรทำ(ทุจริต) พราหมณ์จึงเลื่อมใสขอถึงสรณะ จากนั้นตรัสตอบอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่าทักขิไณยบุคคลมีสองจำพวกคือพระเสขะและพระอเสขะ
  81. หน้า ๓๖๔–๓๖๘ พระสารีบุตรแสดงธรรมเรื่องสังโยชน์ภายใน-ภายนอก เทวดาเชิญพระพุทธเจ้า ที่บุพพาราม พระสารีบุตรแสดงธรรมเรื่องบุคคลผู้มีสังโยชน์ภายในกับภายนอกแก่ภิกษุ เทวดาจำนวนมากมาเข้าเฝ้าทูลเชิญพระพุทธเจ้าให้เสด็จไปฟังด้วย พระองค์ทรงหายจากพระเชตวันไปปรากฏต่อหน้าพระสารีบุตรทันทีเหมือนคนเหยียดแขน แสดงถึงอิทธิฤทธิ์และความเคารพที่ทรงมีต่อการแสดงธรรมของพระสาวก
  82. หน้า ๓๖๙–๓๗๘ อรรถกถา: เทวดาหมื่นจักรวาลให้สาธุการ และความหมายของสังโยชน์ภายใน-ภายนอก เล่าเรื่องมหัศจรรย์เมื่อพระสารีบุตรอธิษฐานให้บริษัททั่วจักรวาลเห็นและได้ยินท่าน เทวดานับหมื่นจักรวาลมารวมกันเบียดเสียดในพื้นที่เท่าปลายเข็มโดยไม่กระทบกัน พร้อมเสียงสาธุการดังไปถึงพรหมโลก จากนั้นอธิบายความหมายสังโยชน์ภายใน(ผูกพันกามภพ)กับภายนอก(ผูกพันรูปภพ-อรูปภพ) ด้วยอุปมาคอกลูกวัวที่ผูกเชือกยาวสั้นต่างกัน
  83. หน้า ๓๗๙–๓๘๖ อรรถกถา: มรรคผลของพระอริยบุคคล และเหตุที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาสมทบ ไขความละเอียดว่าสังโยชน์แต่ละระดับสัมพันธ์กับมรรคผลของพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และพระอรหันต์อย่างไร อธิบายเหตุที่เทวดาเหล่านั้นถูกเรียกว่า "สมจิตตา" และเหตุที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาร่วมประชุมเพื่อป้องกันมิให้ผู้อิจฉาคิดร้ายต่อพระสารีบุตร ปิดท้ายด้วยคำสอนให้ภิกษุมีอินทรีย์สงบเพื่อนำใจที่สงบเข้าหาหมู่คณะ
  84. หน้า ๓๘๗–๓๘๙ พระมหากัจจานะตอบพราหมณ์: กามราคะและทิฏฐิราคะเป็นเหตุวิวาท พราหมณ์อารามทัณฑะถามพระมหากัจจานะว่าเหตุใดกษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี จึงวิวาทกัน ท่านตอบว่าเพราะความติดใจในกามราคะ ส่วนสมณะวิวาทกันเพราะติดใจในทิฏฐิราคะ(ความยึดมั่นในความเห็นของตน) เมื่อถูกถามว่ามีใครก้าวล่วงทั้งสองอย่างนี้ได้ ท่านตอบว่ามีแต่พระพุทธเจ้าที่ประทับอยู่กรุงสาวัตถี พราหมณ์จึงเปล่งอุทานนอบน้อมและขอถึงสรณะ
  85. หน้า ๓๙๐–๓๙๔ พระมหากัจจานะสอนพราหมณ์กัณฑรายนะ: ความเป็น "เถระ" ไม่ได้ขึ้นกับอายุ พราหมณ์กัณฑรายนะตำหนิพระมหากัจจานะที่ไม่ไหว้หรือลุกต้อนรับพราหมณ์ผู้เฒ่า ท่านตอบด้วยคำสอนที่พลิกความหมายของคำว่า "แก่-เด็ก" ใหม่ คือคนอายุ ๘๐-๑๐๐ ปีที่ยังหมกมุ่นในกามถูกนับว่าเป็น "พาล" ไม่ใช่ "เถระ" ส่วนคนหนุ่มที่ไม่ข้องแวะกับกามจึงนับเป็นบัณฑิตและเถระที่แท้จริง พราหมณ์จึงยอมกราบไหว้ภิกษุหนุ่มด้วยความเข้าใจใหม่
  86. หน้า ๓๙๕–๓๙๗ อุปมาโจรกับพระราชา เทียบภิกษุเลวทรามกับภิกษุมีศีล พระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่าเมื่อโจรมีกำลัง พระราชาย่อมอ่อนกำลังจนไม่กล้าเสด็จออกตรวจชนบท ฉันใด เมื่อภิกษุเลวทรามมีพรรคพวกและอิทธิพลมาก ภิกษุผู้มีศีลย่อมต้องนิ่งเงียบไม่กล้าแสดงความเห็นในท่ามกลางสงฆ์ ฉันนั้น ซึ่งเป็นไปเพื่อความทุกข์เดือดร้อนของคนหมู่มาก ส่วนสถานการณ์กลับกันย่อมนำมาซึ่งประโยชน์สุข
  87. หน้า ๓๙๘–๓๙๙ การปฏิบัติผิด-ชอบ และเหตุพระสัทธรรมอันตรธาน-ดำรงอยู่ (จบสมจิตตวรรคที่ ๔) การปฏิบัติผิดของทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตย่อมไม่นำไปสู่ความสำเร็จในกุศลธรรม(มรรคและวิปัสสนา) ส่วนการปฏิบัติชอบย่อมนำไปสู่ความสำเร็จ และภิกษุที่เรียนพระสูตรมาผิดแล้วตีความอรรถและธรรมผิดตามพยัญชนะที่สวยงามแต่ผิดเพี้ยน ย่อมทำให้พระสัทธรรมเสื่อมสูญ ส่วนผู้เรียนถูกตีความถูกย่อมช่วยดำรงพระสัทธรรมไว้ได้ จบสมจิตตวรรคที่ ๔
  88. หน้า ๔๐๐–๔๑๘ ปริสวรรคที่ ๕ - บริษัท ๑๐ คู่ที่ตรงข้ามกัน (จบปฐมปัณณาสก์) ว่าด้วยบริษัท (ชุมนุมสงฆ์) ๑๐ คู่ที่ตรงข้ามกัน เช่น บริษัทตื้นฟุ้งซ่านไม่สำรวมกับบริษัทลึกมีสติสัมปชัญญะ บริษัทแตกแยกทะเลาะกันกับบริษัทสามัคคี บริษัทไม่มีพระเถระเป็นแบบอย่างดีกับที่มีอัครบุคคลนำ บริษัทปุถุชนกับบริษัทอริยะผู้รู้อริยสัจ บริษัทลำเอียงด้วยอคติ ๔ กับบริษัทเที่ยงธรรม ทุกคู่ทรงชี้ว่าแบบหลังประเสริฐกว่า เป็นเกณฑ์ตัดสินคุณภาพหมู่คณะสงฆ์ จบวรรคนี้ถือเป็นการจบปฐมปัณณาสก์ (ห้าสิบสูตรแรก) ของทุกนิบาต
  89. หน้า ๔๑๙–๔๓๑ ปุคคลวรรคที่ ๑ - พระพุทธเจ้า จักรพรรดิ นิทานกินนร (เปิดทุติยปัณณาสก์) เปิดทุติยปัณณาสก์ด้วยการเปรียบพระพุทธเจ้ากับพระเจ้าจักรพรรดิว่าเป็นบุคคลอัศจรรย์ ๒ จำพวกที่เกิดมาเพื่อประโยชน์สุขแก่โลก ทั้งชีวิตและมรณกาลของทั้งสองล้วนควรแก่การสร้างสถูป ตามด้วยพระขีณาสพกับช้าง-ม้า-สิงห์อาชาไนยที่ไม่สะดุ้งเมื่อฟ้าผ่า นิทานกินนรที่ไม่พูดภาษามนุษย์เพราะกลัวพูดเท็จ คำสอนเรื่องหญิงไม่รู้อิ่มในกามและการคลอดบุตร ปิดท้ายด้วยหลักการอยู่ร่วมกันของสัตบุรุษที่ยอมรับคำตักเตือนต่างจากอสัตบุรุษที่ดื้อรั้น
  90. หน้า ๔๓๒–๔๓๙ สุขวรรคที่ ๒ - สุข ๑๓ คู่ สุขทางจิตประเสริฐกว่าสุขทางโลก รวมสูตรสั้น ๑๓ สูตรเปรียบเทียบสุข ๒ แบบในแต่ละคู่ เช่น สุขคฤหัสถ์กับสุขบรรพชา สุขกามกับสุขเนกขัมมะ สุขเจือกิเลสกับสุขไม่เจือกิเลส สุขมีอาสวะกับสุขสิ้นอาสวะ สุขทางกายกับสุขทางใจ สุขมีปีติกับสุขไม่มีปีติในฌาน สุขที่มีรูปเป็นอารมณ์กับที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ทุกคู่ทรงชี้ว่าสุขฝ่ายละเอียด สุขทางจิตและฌานที่ปราศจากกิเลสย่อมประเสริฐกว่าสุขทางโลกเสมอ สะท้อนลำดับขั้นการพัฒนาจิตสู่ความสุขที่สูงขึ้น
  91. หน้า ๔๔๐–๔๔๓ สนิมิตตวรรคที่ ๓ - อกุศลธรรมเกิดเพราะมีเหตุปัจจัย ดับได้เมื่อละเหตุ สูตรสั้น ๑๐ สูตรอธิบายว่าอกุศลธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นได้เพราะมีเหตุปัจจัย เช่น มีนิมิต มีนิทาน มีเหตุ มีเครื่องปรุงแต่ง มีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีวิญญาณ หรือมีสังขตธรรมเป็นอารมณ์ เมื่อละเหตุเหล่านั้นได้ อกุศลธรรมย่อมดับไปเอง เป็นการแสดงหลักปฏิจจสมุปบาทของกิเลสในรูปสั้นกระชับ อรรถกถาสรุปว่าเทศนานี้แสดงไล่เรียงไปจนถึงการบรรลุพระอรหัตตผล
  92. หน้า ๔๔๔–๔๔๙ ธรรมวรรคที่ ๔ - คู่ธรรมเกื้อกูลการหลุดพ้นและคุณสมบัตินักบวช สูตรสั้น ๑๑ สูตรแจกแจงคู่ธรรมที่เกื้อกูลการหลุดพ้นและคุณสมบัติของนักบวชที่ดี เช่น เจโตวิมุตติ-ปัญญาวิมุตติ วิชชา-วิมุตติ นามรูป หิริ-โอตตัปปะ ความว่าง่ายกับการคบมิตรดี (ตรงข้ามกับว่ายากคบมิตรชั่ว) ความฉลาดในธาตุ-ในมนสิการ ความฉลาดในอาบัติ-ในการออกจากอาบัติ เป็นชุดคำสอนพื้นฐานสำหรับพระภิกษุใช้ตรวจสอบและฝึกฝนตนเองในเส้นทางสู่ความหลุดพ้น
  93. หน้า ๔๕๐–๔๕๘ พาลวรรคที่ ๕ - คนพาลกับบัณฑิตในเรื่องเข้าใจถูก-ผิด (จบทุติยปัณณาสก์) สูตรสั้น ๒๐ สูตรเปรียบเทียบคนพาลกับบัณฑิตผ่านความเข้าใจผิด-ถูกในเรื่องภาระหน้าที่ สิ่งควร-ไม่ควร อาบัติ-ไม่เป็นอาบัติ ธรรม-ไม่เป็นธรรม วินัย-ไม่เป็นวินัย คนพาลเข้าใจสลับกันจนอาสวะเจริญ ส่วนบัณฑิตเข้าใจถูกต้องทำให้อาสวะไม่เจริญ เน้นว่าความเห็นผิดในเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้สะสมเป็นเหตุแห่งความเสื่อมของสงฆ์ได้ จบวรรคนี้เป็นการจบทุติยปัณณาสก์ (ห้าสิบสูตรที่สอง)
  94. หน้า ๔๕๙–๔๖๕ อาสาวรรคที่ ๑ - ความหวังละยาก เหตุเกิดราคะโทสะทิฏฐิ (เปิดตติยปัณณาสก์) เปิดปัณณาสก์ที่สามด้วยความหวังในลาภและชีวิตที่ละได้ยากที่สุด บุคคลหาได้ยากในโลกคือผู้ทำอุปการะก่อนกับผู้รู้คุณตอบแทน และคนที่พอใจ-อิ่มหนำได้ยาก อธิบายเหตุเกิดราคะ (สุภนิมิตกับอโยนิโสมนสิการ) เหตุเกิดโทสะ (ปฏิฆนิมิต) เหตุเกิดมิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐิ (การฟังจากผู้อื่นบวกกับโยนิโสหรืออโยนิโสมนสิการ) ปิดท้ายด้วยประเภทอาบัติเบา-หนัก มีส่วนเหลือ-ไม่มีส่วนเหลือ
  95. หน้า ๔๖๖–๔๗๕ อายาจนวรรคที่ ๒ - อัครสาวกต้นแบบ 4 คู่ (สารีบุตร-โมคคัลลานะ ฯลฯ) กล่าวถึงคู่อัครสาวกที่ทรงยกเป็นมาตรฐานให้ผู้มีศรัทธาตั้งความปรารถนาเอาอย่าง ได้แก่ พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะสำหรับภิกษุ ภิกษุณีเขมากับอุบลวรรณาสำหรับภิกษุณี จิตตคฤหบดีกับหัตถกอุบาสกสำหรับอุบาสก ขุชชุตตรากับนางเวฬุกัณฏกีนันทมารดาสำหรับอุบาสิกา ตามด้วยคำสอนเรื่องการตำหนิ-สรรเสริญที่ถูกต้อง การปฏิบัติต่อบิดามารดาและพระศาสดา และการชำระจิตให้ผ่องแผ้วไม่ยึดมั่นสิ่งใดในโลก
  96. หน้า ๔๗๖–๔๘๒ ทานวรรคที่ ๓ - ธรรมทานประเสริฐกว่าอามิสทานเสมอ สูตรสั้น ๑๐ สูตรเน้นย้ำรูปแบบเดียวกันว่าในทุกกิจกรรมของการให้ ไม่ว่าจะเรียกว่าทาน บูชา สละ บริจาค บริโภค สมโภค จำแนก สงเคราะห์ อนุเคราะห์ หรือความเอื้อเฟื้อ การให้ธรรม (ธรรมทาน) ย่อมประเสริฐเลิศกว่าการให้วัตถุสิ่งของ (อามิสทาน) เสมอ เพราะธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้นซึ่งเหนือกว่าประโยชน์ทางโลก
  97. หน้า ๔๘๓–๔๘๙ สันถารวรรคที่ ๔ - ธรรมประเสริฐกว่าอามิสในบริบทอื่นอีก ๑๒ คู่ สานต่อแนวคิดว่าธรรมประเสริฐกว่าอามิสในบริบทต่าง ๆ อีก ๑๒ สูตร เช่น การต้อนรับแขก การเสาะแสวงหา ความสำเร็จ ความเจริญ รัตนะ การสะสม และความไพบูลย์ ทุกคู่สรุปว่าฝ่ายที่เกี่ยวกับธรรม (เช่น ธรรมปฏิสันถาร ธรรมรัตนะ ธรรมเวปุลละ) ประเสริฐกว่าฝ่ายวัตถุเสมอ เป็นการย้ำหลักคำสอนเรื่องคุณค่าของธรรมด้วยศัพท์ที่หลากหลาย
  98. หน้า ๔๙๐–๔๙๙ สมาปัตติวรรคที่ ๕ - คุณธรรมหนุนสมาธิ สติสัมปชัญญะ (จบตติยปัณณาสก์) สูตรสั้น ๑๗ สูตรว่าด้วยคุณธรรมคู่ที่หนุนการปฏิบัติสมาธิและการฝึกตน เช่น ความฉลาดในการเข้า-ออกจากสมาบัติ ความซื่อตรงกับความอ่อนโยน ขันติกับโสรัจจะ ความไม่เบียดเบียนกับความสะอาด กำลังแห่งการพิจารณากับการอบรม สมถะกับวิปัสสนา ศีลวิบัติกับทิฏฐิวิบัติ (และฝ่ายตรงข้ามคือสมบัติและวิสุทธิ) และสติกับสัมปชัญญะ จบวรรคนี้เป็นการจบตติยปัณณาสก์ (ห้าสิบสูตรที่สาม)
  99. หน้า ๕๐๐–๕๑๑ พระสูตรนอกปัณณาสก์ - เหตุบัญญัติพระวินัย และปิดท้ายทุกนิบาต กลุ่มสูตรท้ายเล่มว่าด้วยความโกรธและกิเลสคู่ต่าง ๆ ที่นำไปสู่ความทุกข์ ความเสื่อมของพระเสขะ และนรก ตรงข้ามกับธรรมฝ่ายดีที่นำไปสู่สุขและสวรรค์ จากนั้นแสดงเหตุผล ๒ ประการที่ทรงบัญญัติสิกขาบทและพระวินัยทั้งหมด (ปาติโมกข์ สังฆกรรม อุปสมบท ๘ วิธี ฯลฯ) ปิดท้ายด้วยสมถะ-วิปัสสนาเพื่อละราคะโทสะโมหะ หน้า ๕๑๑ ซึ่งเป็นหน้าสุดท้ายของเล่ม จบด้วย "จบทุกนิบาต" และ "จบมโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต" ปิดอรรถกถาทุกนิบาตอย่างเป็นทางการ