เครื่องกระทำให้ต่างจากสัตว์ผู้ตายแล้วเล่า ? เพราะฉะนั้น ย่อมเป็นเหมือน คนตายแล้ว."
บาทพระคาถาว่า เอตํ วิเสสโต ตฺวา ความว่า รู้ความนั้น โดยแปลกกันว่า " การแล่นออกจากวัฏฏะของผู้ประมาทแล้วย่อมไม่มี, ของผู้ไม่ประมาทแล้ว มีอยู่."
มีปุจฉาว่า "ก็ใครเล่า ย่อมรู้ความแปลกกันนั่น ?"
มีวิสัชนาว่า " บัณฑิตทั้งหลาย ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทย่อมรู้."
อธิบายว่า บัณฑิต คือผู้มีเมธา ได้แก่ ผู้มีปัญญาเหล่าใด ตั้งอยู่ ในความไม่ประมาทของตนแล้ว เจริญความไม่ประมาทอยู่ บัณฑิตเหล่า นั้น ย่อมรู้เหตุอันแปลกกันนั่น.
บาทพระคาถาว่า อปฺปมาเท ปโมทนฺติ ความว่า บัณฑิตเหล่านั้น ครั้นรู้อย่างนี้แล้ว ย่อมบันเทิง คือ เป็นผู้มีหน้ายิ้มแย้ม ได้แก่ ยินดี ร่าเริง ในความไม่ประมาทของตนนั้น.
บาทพระคาถาว่า อริยานํ โคจเร รตา ความว่า บัณฑิตเหล่า นั้น บันเทิงอยู่ในความไม่ประมาทอย่างนั้น เจริญความไม่ประมาทนั้น แล้ว ย่อมเป็นผู้ยินดี คือ ยินดียิ่งในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ เเยกออก เป็นสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น และในโลกุตรธรรม ๙ ประการ อันนับ ว่าเป็นธรรมเครื่องโคจรของพระอริยะทั้งหลาย คือ พระพุทธเจ้า พระ- ปัจเจกพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
สองบทว่า เต ฌายิโน ความว่า บัณฑิตผู้ไม่ประมาทเหล่านั้น เป็นผู้มีความเพ่งด้วยฌานทั้งสองอย่าง คือ ด้วยอารัมมณูปนิชฌาน กล่าว