ยิ่งไปกว่าการนั่งเพ่งพิจารณาธรรมนั้น เมื่อใด มีฝนฟ้า
ร้องในเวลาราตรี ฝูงสัตว์ที่มีเขี้ยวก็พากันยินดีอยู่ในป่า
ใหญ่ และภิกษุไปเพ่งพิจารณาธรรมอยู่ที่เงื้อมเขา เมื่อ
นั้น ย่อมไม่ประสบความยินดีอย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการ
พิจารณาธรรมนั้น เมื่อใด ภิกษุกำจัดวิตกทั้งหลายของตน
เข้าไปสู่ถ้ำภายในภูเขา ปราศจากความกระวนกระวายใจ
ปราศจากกิเลสอันตรึงใจเพ่งพิจารณาธรรมอยู่ เมื่อนั้น
ย่อมไม่ได้ประสบความยินดีอย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการ
พิจารณาธรรมนั้น เมื่อใด ภิกษุมีความสุข ยังมลทิน
กิเลสอันครั้งจิตและความเศร้าโศกให้พินาศ ไม่มีกลอน
ประตูคืออวิชชา ไม่มีป่า คือตัณหา ปราศจากลูกศร คือ
กิเลส เป็นผู้ทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป เพ่งพิจารณา
ธรรมอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความยินดีอย่างอื่น
ยิ่งไปกว่าการเพ่งพิจารณาธรรมนั้น.
บรรดาคาถาเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบการพรรณนาเนื้อความแห่ง คาถาแรก ซึ่งมีวาจาประกอบความเฉพาะบทที่เป็นประธานดังต่อไปนี้ :- ความแก่รอบแห่งขันธ์ทั้งหลายชื่อว่า ชรา. ความแตก (แห่งขันธ์ทั้งหลาย) ชื่อว่า มรณะ. ก็ธรรมดาที่มีความแก่และความตาย ในที่นี้ท่านสงเคราะห์ มุ่งถึงชราและมรณะ.
ในกาลใด บัณฑิตคือภิกษุในศาสนานี้ กำหนดรู้ทุกข์นั้น ด้วย มรรคปัญญา ที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนาปัญญาว่า สิ่งนี้เป็นทุกข์, สิ่งมี ประมารเท่านี้ เป็นทุกข์ ไม่มีสิ่งอื่นที่ยิ่งไปกว่าทุกข์นี้ ดังนี้ ในอุปาทาน