ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ-เถรคาถา-เถรีคาถา
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๕๒ · ๕๑๕ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๘๑ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๖ ๑. นาคสมาลเถรคาถา - หญิงฟ้อนรำเป็นเหตุแห่งโยนิโสมนสิการ เล่ม ๕๒ เริ่มเนื้อหาต่อจากเล่ม ๕๑ ในหมวดเถรคาถา โดยขึ้นหมวดใหม่คือจตุกกนิบาต (พระเถระผู้กล่าวคาถาองค์ละ ๔ คาถา) เรื่องแรกคือพระนาคสมาลเถระ ผู้เห็นหญิงฟ้อนรำแต่งกายสวยงามขณะเข้าไปบิณฑบาตในเมือง แล้วเกิดการพิจารณาโดยแยบคายเห็นความไม่เที่ยงของสังขาร จนบรรลุอรหัตผล อรรถกถาเล่าอดีตชาติที่ท่านถวายร่มแด่พระพุทธเจ้าปทุมุตระ และไขความหมายศัพท์ในคาถาโดยละเอียด
- หน้า ๗–๑๐ ๒. ภคุเถรคาถา - ล้มขณะเดินจงกรมเพราะความง่วง แต่ไม่ท้อถอย เรื่องพระภคุเถระ ผู้บวชพร้อมพระอนุรุทธะและพระกิมิละ อยู่ที่พาลกโลณกคาม วันหนึ่งถูกความง่วงครอบงำจนล้มลงขณะเดินจงกรม แต่ท่านลุกขึ้นเดินต่อด้วยจิตตั้งมั่น อาศัยเหตุนั้นเกิดปัญญาเห็นแจ้งจนบรรลุอรหัตผล อรรถกถาเล่าอดีตชาติที่ท่านบูชาพระธาตุด้วยดอกไม้ในสมัยพระปทุมุตระพุทธเจ้า
- หน้า ๑๑–๑๘ ๓. สภิยเถรคาถา - โอวาทระงับการทะเลาะวิวาทในสงฆ์ เรื่องพระสภิยเถระ ผู้มีกำเนิดพิสดารจากนางปริพาชิกาที่ถูกทอดทิ้งขณะตั้งครรภ์ เติบโตเป็นนักโต้วาทะ ภายหลังทูลถามปัญหา ๒๐ ข้อจากพระศาสดาจนได้บวชและบรรลุอรหัต เมื่อพระเทวทัตพยายามทำลายสงฆ์ ท่านจึงแสดงคาถาโอวาทว่า เฉพาะบัณฑิตผู้เห็นภัยแห่งความตายและรู้ธรรมตามจริงเท่านั้นจึงระงับวิวาทได้ ผู้ไม่เคารพเพื่อนพรหมจรรย์ย่อมห่างไกลจากสัทธรรมดุจฟ้ากับดิน
- หน้า ๑๙–๒๔ ๔. นันทกเถรคาถา - พิจารณาความปฏิกูลของร่างกายเมื่อถูกภรรยาเก่าหัวเราะเยาะ เรื่องพระนันทกเถระ ผู้ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านให้โอวาทภิกษุณี เมื่อภรรยาเก่าแลดูท่านขณะบิณฑบาตแล้วหัวเราะเยาะด้วยอำนาจกิเลส ท่านจึงแสดงธรรมว่าร่างกายเต็มไปด้วยของไม่สะอาดไหลออกทางช่องทั้ง ๙ เป็นฝักฝ่ายแห่งมาร เตือนว่าพระอริยสาวกไม่ยินดีในกามแม้ในสวรรค์ ส่วนคนพาลมีปัญญาทรามเท่านั้นที่ยังติดอยู่ในบ่วงมาร
- หน้า ๒๕–๒๙ ๕. ชัมพุกเถรคาถา - จากกรรมด่าว่าพระขีณาสพสู่ชีวิตนักบวชกินคูถ ๕๕ ปี เรื่องพระชัมพุกเถระ ผู้ในอดีตชาติเป็นภิกษุเจ้าอาวาสริษยาที่ด่าว่าพระขีณาสพเถระ ต้องรับวิบากกรรมกินคูถเป็นอาหารในนรกและเกิดเป็นนิครนถ์กินคูถนับร้อยชาติ ชาตินี้เกิดในตระกูลยากไร้ บวชเป็นนักบวชเปลือยทรมานตนกินคูถแห้ง ยืนขาเดียว ไม่นั่งนาน ๕๕ ปี จนพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดให้บรรลุโสดาบันแล้วให้อุปสมบทจนบรรลุอรหัตในที่สุด
- หน้า ๓๐–๓๕ ๖. เสนกเถรคาถา - อุทานสรรเสริญพระพุทธคุณหลังพ้นมิจฉาทิฏฐิ เรื่องพระเสนกเถระ หลานของพระอุรุเวลกัสสปเถระ ผู้ไปร่วมงานมหรสพคยาผัคคุณีที่ท่าน้ำแม่น้ำคยา ได้พบและฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจนเกิดศรัทธาบวชและบรรลุอรหัตในเวลาไม่นาน คาถาเป็นอุทานพรรณนาพระพุทธคุณอย่างพิสดาร สรรเสริญว่าพระองค์ทรงปลดเปลื้องท่านผู้เศร้าหมองด้วยมิจฉาทิฏฐิมานานให้พ้นจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวง
- หน้า ๓๖–๓๙ ๗. สัมภูตเถรคาถา - รู้จักกาลอันควรช้าและควรรีบด่วน เรื่องพระสัมภูตเถระ ผู้กล่าวคาถาเตือนสติเรื่องการรู้จักกาลเทศะ ว่าผู้ใดรีบด่วนในเวลาที่ควรช้าและช้าในเวลาที่ควรรีบด่วนย่อมประสบทุกข์เสื่อมยศดุจพระจันทร์ข้างแรม ส่วนผู้ทำถูกกาลย่อมเจริญรุ่งเรืองดุจพระจันทร์ข้างขึ้น อรรถกถาโยงถึงเหตุการณ์สังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๒ ที่ท่านมีบทบาทคัดค้านวัตถุ ๑๐ ประการของภิกษุวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลี
- หน้า ๔๐–๔๕ ๘. ราหุลเถรคาถา - พระโอรสผู้สมบูรณ์ด้วยชาติสมบัติและปฏิบัติสมบัติ เรื่องพระราหุลเถระ พระโอรสของพระพุทธเจ้า ผู้บวชแต่เยาว์วัยและบรรลุอรหัต คาถาประกาศความภาคภูมิใจว่าตนสมบูรณ์ทั้งชาติสมบัติและปฏิบัติสมบัติ เปรียบเวไนยสัตว์ผู้ติดในกามเหมือนปลาติดไซเพราะถูกข่ายตัณหาปกคลุม ส่วนท่านได้ตัดเครื่องผูกของมารและถอนตัณหาพร้อมรากได้แล้ว อรรถกถาเล่าคำพยากรณ์ของพระปทุมุตระพุทธเจ้าถึงชาติในอนาคตของท่านโดยละเอียด
- หน้า ๔๖–๔๙ ๙. จันทนเถรคาถา - เห็นภรรยาเก่าอุ้มบุตรมาหาแล้วเกิดวิปัสสนา เรื่องพระจันทนเถระ คหบดีชาวสาวัตถีผู้เป็นโสดาบันและมีบุตรบวชเป็นภิกษุ เมื่อภรรยาเก่าแต่งตัวงดงามอุ้มบุตรมาหาเพื่อยั่วยวนให้สึก ท่านกลับเกิดการพิจารณาโดยแยบคายเห็นความไม่เที่ยงของสังขาร จนได้อภิญญา ๖ ในทันที แล้วยืนอยู่บนอากาศแสดงธรรมโปรดภรรยาให้ตั้งอยู่ในสรณะและศีลก่อนจากไป
- หน้า ๕๐–๕๕ ๑๐. ธัมมิกเถรคาถา - ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม เรื่องพระธัมมิกเถระ ผู้เป็นเจ้าอาวาสเพ่งโทษภิกษุอาคันตุกะจนถูกภิกษุทั้งหลายทอดทิ้งให้อยู่รูปเดียว พระศาสดาจึงตรัสสอนด้วยคาถาว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมและนำสุขมาให้ ส่วนอธรรมนำไปสู่ทุคติ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมและถอนรากตัณหาได้ย่อมหมดสิ้นกิเลสดุจพระจันทร์เพ็ญปราศจากมลทิน ท่านฟังธรรมนี้แล้วบรรลุอรหัตทันทีขณะนั่งฟัง
- หน้า ๕๖–๖๐ ๑๑. สัปปกเถรคาถา - ความรื่นรมย์แห่งวิเวก ณ แม่น้ำอชกรณี เรื่องพระสัปปกเถระ ผู้บำเพ็ญเพียรที่เลณคิริวิหารริมแม่น้ำอชกรณีจนบรรลุอรหัต เมื่อกลับไปเยี่ยมญาติที่กรุงสาวัตถี ญาติอ้อนวอนขอให้อยู่ด้วย ท่านปฏิเสธและกล่าวคาถาพรรณนาความงดงามรื่นรมย์ของสถานที่วิเวกที่ตนอยู่ ทั้งนกยางหลบฝน ต้นหว้าริมฝั่ง และเสียงกบร้อง เพื่อแสดงความยินดีในวิเวกยิ่งกว่าการอยู่ครองเรือนกับหมู่ญาติ
- หน้า ๖๑–๖๕ อรรถกถามุทิตเถรคาถา: พระมุทิตเถระผู้บวชหนีภัยจากราชการแต่กลับเกิดศรัทธาจริงจนตั้งปณิธานเพียรอย่างแรงกล้าจนบรรลุอรหัตต์ และท้ายบทสรุปจตุกกนิบาต มุทิตะบวชเพียงเพื่อหนีภัยจากคดีของตระกูลที่พัวพันราชการ แต่หลังบวชกลับเกิดศรัทธาแท้จริง ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่ออกจากวิหาร จนกว่าจะถอนลูกศรคือตัณหาได้ แม้ร่างกายจะแตกดับก็ยอม ด้วยความเพียรอย่างเด็ดเดี่ยวนี้ท่านบรรลุวิชชา ๓ ในที่สุด ท้ายเรื่องมีบัญชีรายชื่อพระเถระ ๑๓ องค์ผู้กล่าวคาถาองค์ละ ๔ คาถา ปิดท้ายจตุกกนิบาต
- หน้า ๖๖–๗๑ เริ่มปัญจกนิบาต และอรรถกถาราชทัตตเถรคาถา: พระราชทัตตเถระผู้เจริญอสุภกรรมฐานจากซากศพหญิงแพศยาที่เคยหลงรักจนบรรลุอรหัตต์ บุตรพ่อค้าเกวียนหลงรักหญิงแพศยาจนทรัพย์หมดสิ้น เกิดความสังเวชบวชในสำนักพระศาสดา ต่อมาหญิงแพศยาคนนั้นถูกฆ่าและทิ้งศพในป่าช้า ท่านไปเจริญอสุภนิมิตจากศพนั้น ช่วงแรกกลับเกิดกามราคะเพราะพิจารณาไม่แยบคาย แต่เมื่อตั้งสติสัมปชัญญะพิจารณาโดยอุบายอันชอบ จึงเห็นโทษและเบื่อหน่าย จิตหลุดพ้นบรรลุอรหัตต์ในที่สุด เป็นตัวอย่างของโยนิโสมนสิการที่พลิกผันได้แม้เริ่มต้นผิดพลาด
- หน้า ๗๒–๘๐ อรรถกถาสุภูตเถรคาถา: พระสุภูตเถระผู้เคยเช็ดถูพระคันธกุฎีด้วยของหอมจนมีกายหอมทุกภพชาติ สอนว่าคำสุภาษิตไร้ผลหากไม่ลงมือปฏิบัติ สุภูติในอดีตชาติเคยเอาของหอม ๔ อย่างทาพื้นพระคันธกุฎีของพระกัสสปพุทธเจ้าเดือนละ ๘ ครั้ง ด้วยผลบุญนั้นมีกายหอมตลอดทุกภพชาติ ชาตินี้บวชในสำนักเดียรถีย์ก่อนแล้วจึงมาบวชในพระศาสนาจนบรรลุอรหัตต์ ท่านเปรียบวาจาสุภาษิตดุจดอกไม้งามมีสีแต่ไร้กลิ่นหากไม่มีผู้ปฏิบัติตาม แต่จะหอมฟุ้งมีผลมากหากผู้ฟังนำไปปฏิบัติจริง เตือนใจว่าการพูดดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องลงมือทำจึงเกิดผล
- หน้า ๘๑–๘๖ อรรถกถาคิริมานันทเถรคาถา: พระคิริมานันทเถระผู้สูญเสียครอบครัวจนพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดถอนลูกศรคือความโศก แล้วบรรลุอรหัตต์ท่ามกลางสายฝนในกุฎีที่พระราชาสร้างถวาย ในอดีตชาติภรรยา บุตร มารดาบิดา และพี่ชายของท่านเสียชีวิตพร้อมกัน ท่านเศร้าโศกหนีเข้าป่า พระพุทธเจ้าสุเมธเสด็จโปรดสอนว่าความตายเป็นธรรมดาของสัตว์โลกจนคลายโศก ชาตินี้เกิดเป็นบุตรปุโรหิตสมัยพระเจ้าพิมพิสาร บวชแล้วเทวดาห้ามฝนไม่ให้ตกรดท่านที่พักกลางแจ้ง พระราชาจึงสร้างกระท่อมถวาย ท่านบำเพ็ญเพียรจนบรรลุอรหัตต์ แล้วกล่าวคาถาเชิญฝนให้ตกลงมาอย่างสบายใจ เพราะปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว
- หน้า ๘๗–๙๑ อรรถกถาสุมนเถรคาถา: พระสุมนเถระผู้เคยถวายยาสมอแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าที่อาพาธ ได้รับกัมมัฏฐานจากพระเถระผู้เป็นลุงจนบรรลุอรหัตต์ กล่าวคาถาสรรเสริญพระอุปัชฌาย์ ในอดีตชาติท่านถวายผลสมอเป็นเภสัชแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าที่อาพาธ ทำให้ไม่เคยเจ็บป่วยอีกเลยตลอดหลายภพชาติ ชาตินี้ลุงผู้เป็นพระอรหันต์ให้บวชและมอบกัมมัฏฐานที่เหมาะแก่จริต ท่านบำเพ็ญเพียรจนได้ฌาน ๔ อภิญญา ๕ แล้วเจริญวิปัสสนาต่อจนบรรลุอรหัตต์ เมื่อพระเถระลุงถามถึงการบรรลุ ท่านจึงกล่าวคาถาบันลือสีหนาทแสดงความกตัญญูต่อโอวาทของพระอุปัชฌาย์
- หน้า ๙๒–๙๕ อรรถกถาวัฑฒเถรคาถา: พระวัฑฒเถระผู้ถูกโยมมารดาซึ่งเป็นภิกษุณีอรหันต์ตักเตือนจนสำนึกและบรรลุอรหัตต์ มารดาของวัฑฒะบวชเป็นภิกษุณีจนบรรลุอรหัตต์ ฝากบุตรให้ญาติเลี้ยง ภายหลังบุตรบวชเป็นพระธรรมกถึกผู้เชี่ยวชาญปริยัติ วันหนึ่งไปเยี่ยมมารดาที่สำนักภิกษุณีตามลำพัง มารดาทักท้วงว่าเหตุใดผู้เชี่ยวชาญเช่นท่านจึงมาแต่ผู้เดียว ท่านเกิดความสังเวชในคำเตือนนั้น กลับไปเจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตต์ แล้วกล่าวคาถาสรรเสริญมารดาผู้เป็นดังปฏักกระตุ้นให้ตื่นรู้
- หน้า ๙๖–๑๐๑ อรรถกถานทีกัสสปเถรคาถา: พระนทีกัสสปเถระ น้องชายพระอุรุเวลกัสสปะ ผู้ละความเชื่อเรื่องบูชายัญและบูชาไฟหลังฟังอาทิตตปริยายสูตรที่แม่น้ำเนรัญชรา นทีกัสสปะเคยเป็นดาบสบูชาไฟพร้อมบริวาร ๓๐๐ คนที่ริมแม่น้ำเนรัญชรา เชื่อว่าการบูชายัญและบำเรอไฟทำให้บริสุทธิ์ หลังพระพุทธเจ้าประทานเอหิภิกขุอุปสมบทและแสดงอาทิตตปริยายสูตร ท่านจึงเห็นว่าความเชื่อเดิมเป็นมิจฉาทิฏฐิของคนตาบอดทางปัญญา บัดนี้ท่านหันมาบูชาพระพุทธเจ้าแทนไฟ และก้าวลงสู่กระแสอริยมรรคมีองค์ ๘ แทนการลงอาบน้ำล้างบาป จนสิ้นอาสวะ
- หน้า ๑๐๒–๑๐๖ อรรถกถาคยากัสสปเถรคาถา: พระคยากัสสปเถระผู้เคยลงอาบน้ำลอยบาปที่แม่น้ำคยาวันละ ๓ ครั้งตามความเชื่อเดิม แล้วเปลี่ยนมาสู่กระแสอริยมรรคหลังฟังธรรม คยากัสสปะเคยเป็นดาบสบูชาไฟที่คยาประเทศพร้อมบริวาร ๒๐๐ คน เชื่อว่าการลงอาบน้ำในแม่น้ำคยาเช้า เที่ยง เย็น จะล้างบาปเก่าได้ หลังได้รับเอหิภิกขุอุปสมบทและฟังอาทิตตปริยายสูตรจากพระพุทธเจ้า ท่านพิจารณาเห็นแจ้งตามความเป็นจริงจนล้างบาปด้วยอริยมรรคอันมีองค์ ๘ แทนน้ำจริง กลายเป็นทายาทผู้บริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า และบรรลุวิชชา ๓ ในที่สุด เรื่องนี้คู่ขนานกับพระนทีกัสสปะผู้พี่น้องกัน
- หน้า ๑๐๗–๑๑๗ อรรถกถาวักกลิเถรคาถา: พระวักกลิเถระผู้หลงใหลในพระรูปพระพุทธเจ้าจนถูกทรงขับไล่ให้คิดจะกระโดดหน้าผา ก่อนได้รับการช่วยเหลือและบรรลุอรหัตต์ พร้อมหลักธรรม 'ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา' วักกลิบวชเพียงเพื่อเฝ้าดูพระวรกายพระพุทธเจ้าโดยละเลยปฏิบัติธรรม พระศาสดาตรัสว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าเห็นพระองค์ แล้วทรงขับไล่ท่านเพื่อให้เกิดความสังเวช ท่านท้อแท้คิดกระโดดหน้าผาเขาคิชฌกูฏ พระพุทธเจ้าทรงเหยียดพระหัตถ์เปล่งรัศมีเรียกกลับ ท่านเกิดปีติบรรลุอรหัตต์กลางอากาศพร้อมปฏิสัมภิทา ภายหลังป่วยโรคลมในป่าลึก ท่านกล่าวว่าอยู่ได้ด้วยปีติในธรรมและการระลึกถึงพระพุทธเจ้า ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะฝ่ายศรัทธาธิมุตติ
- หน้า ๑๑๘–๑๒๐ อรรถกถาวิชิตเสนเถรคาถา (เริ่มต้น): พระวิชิตเสนเถระ บุตรควาญช้าง ผู้เปรียบจิตตนดังช้างป่าที่ต้องฝึกด้วยสติและความเพียรดุจนายควาญช้างฝึกช้างและนายสารถีฝึกม้า วิชิตเสนะเป็นบุตรตระกูลควาญช้าง มีลุงสองคนเป็นพระอรหันต์ ศรัทธาบวชตามและเจริญวิปัสสนาตามคำสอนของลุง ท่านแต่งคาถาเปรียบจิตใจฟุ้งซ่านของตนดังช้างป่าที่ต้องกักไว้ที่ประตูเมืองไม่ให้หนีไปตามอารมณ์กาม เปรียบตนเป็นนายควาญช้างและนายสารถีผู้ฝึกม้าที่ใช้ขอคือสติและพละ ๕ ควบคุมฝึกฝนจิตให้อยู่ในอำนาจ ไม่ให้ออกห่างจากอารมณ์กรรมฐานภายใน เนื้อหาอรรถกถาส่วนอธิบายศัพท์ยังไม่จบภายในหน้า ๑๒๐ ของชุดข้อมูลนี้
- หน้า ๑๒๑–๑๒๔ อรรถกถาวิชิตเสนเถรคาถา: อุปมาการฝึกจิตด้วยการกักช้างและฝึกม้า พระวิชิตเสนะ บุตรตระกูลนายหัตถาจารย์ในโกศลรัฐ ผู้เชี่ยวชาญศิลปะช้าง บวชตามลุงทั้งสอง (พระเสนะและอุปเสนะ) แล้วเจริญวิปัสสนา ท่านแต่งคาถาอุปมาการควบคุมจิตตนเองว่าเหมือนนายหัตถาจารย์กักช้างไว้ที่ประตูเมือง ฝึกช้างใหม่ด้วยขอ และฝึกม้าด้วยพละ ๕ ผูกจิตไว้ด้วยสติที่เสาคือกรรมฐาน จนบรรลุพระอรหัต อรรถกถาอธิบายศัพท์บาลีของแต่ละอุปมาอย่างละเอียด
- หน้า ๑๒๕–๑๒๙ อรรถกถายสทัตตเถรคาถา: โทษของจิตคิดยกโทษพระธรรมเทศนา พระยสทัตตะ สหายของสภิยปริพาชก นั่งฟังพระพุทธเจ้าทรงแก้ปัญหาสภิยปริพาชกด้วยจิตคิดจับผิด พระศาสดาทรงทราบจึงตรัสเตือนด้วย ๕ คาถา เปรียบผู้มีจิตยกโทษว่าห่างไกลสัทธรรมเหมือนฟ้ากับดิน เสื่อมเหมือนพระจันทร์ข้างแรม เหี่ยวแห้งเหมือนปลาในน้ำน้อย ไม่งอกงามเหมือนพืชเน่า ส่วนผู้มีจิตคุ้มครองฟังธรรมย่อมสิ้นอาสวะบรรลุนิพพาน ท่านสังเวชใจบวชจนบรรลุอรหัต
- หน้า ๑๓๐–๑๓๖ อรรถกถาโสณกุฏิกัณณเถรคาถา: ผู้เลิศด้านกล่าวถ้อยคำไพเราะ กับพร ๕ ประการเพื่อชนบทชายแดน พระโสณกุฏิกัณณะ เศรษฐีบุตรชาวอวันตี ศิษย์พระมหากัจจายนะ อุปสมบทได้ยากเพราะหาสงฆ์ทสวรรคในชนบทชายแดนไม่ครบ เมื่อเข้าเฝ้าพระศาสดาได้รับเชิญแสดงธรรม จึงสวดพระสูตร ๑๖ สูตรในอัฏฐกวรรคถวาย แล้วเจริญวิปัสสนาบรรลุอรหัต ภายหลังทูลขอพร ๕ ประการ เช่น อุปสมบทด้วยคณะสงฆ์เพียง ๕ รูปในชนบทชายแดน กลายเป็นหลักพระวินัยสำคัญสำหรับดินแดนห่างไกล
- หน้า ๑๓๗–๑๔๓ อรรถกถาโกสิยเถรคาถาและสรุปปัญจกนิบาต: คุณสมบัติบัณฑิตผู้เคารพครูและตั้งมั่นดุจมหาสมุทร พระโกสิยะ อดีตคนเฝ้าประตูผู้ถวายท่อนอ้อยแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า ชาตินี้ศึกษาธรรมกับพระสารีบุตรจนบรรลุอรหัต แต่งคาถา ๕ บทแสดงคุณของบัณฑิตผู้เคารพครู ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวดุจมหาสมุทร เป็นพหูสูตทรงธรรม และรู้แล้วทำตามสุภาษิต อรรถกถาไขว่าแต่ละคาถาแสดงอุปนิสัยศรัทธา วิริยะ สมาธิ สติ ปัญญาตามลำดับ ปิดท้ายด้วยบัญชีรายชื่อพระเถระ ๑๒ รูปในปัญจกนิบาตและคำว่าจบปัญจกนิบาต
- หน้า ๑๔๔–๑๕๕ เถรคาถาฉักกนิบาต เริ่มต้นด้วยอุรุเวลกัสสปเถรคาถา: การปราบสามพี่น้องชฎิลและปาฏิหาริย์ ๓,๕๐๐ ประการ ขึ้นต้นฉักกนิบาต (หมวดคาถา ๖ บท) ด้วยเรื่องพระอุรุเวลกัสสปะ พี่ใหญ่ในสามพี่น้องชฎิลบูชาไฟที่มีบริวารรวมกัน ๑,๐๐๐ คน พระพุทธเจ้าทรงทรมานด้วยปาฏิหาริย์ ๓,๕๐๐ ประการ รวมถึงการปราบพญานาค จนทั้งสามพี่น้องพร้อมบริวารบวชเป็นเอหิภิกขุและบรรลุอรหัตพร้อมกันที่คยาสีสะด้วยอาทิตตปริยายสูตร อปทานเล่าอดีตชาติที่เคยเป็นอำมาตย์ผู้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้าปุสสะ ท่านบันลือสีหนาทถึงอภิญญา ๖ ในคาถาสุดท้าย
- หน้า ๑๕๖–๑๖๓ อรรถกถาเตกิจฉการีเถรคาถา: บทสนทนากับมารและพรหมวิหารเป็นเกราะป้องกันความหนาว พระเตกิจฉการี บุตรพราหมณ์ผู้ถูกจาณักกะยุยงให้พระเจ้าจันทคุตต์จับบิดาขังคุก จึงหนีไปบวชกับพระสาณวาสีเถระ ถืออยู่กลางแจ้งเป็นวัตร มารแปลงเป็นคนเฝ้านามาเยาะเย้ยเรื่องขาดอาหาร ท่านตอบด้วยการระลึกถึงพระรัตนตรัย เมื่อมารชวนเข้าที่มิดชิดหนีหนาว ท่านตอบว่าจะเจริญพรหมวิหาร ๔ แล้วไม่หวั่นไหว จนบรรลุอรหัต อรรถกถาระบุว่าคาถานี้ร้อยกรองในคราวสังคายนาครั้งที่ ๓ สมัยพระเจ้าพินทุสาร
- หน้า ๑๖๔–๑๖๗ อรรถกถามหานาคเถรคาถา: ความเคารพเพื่อนสพรหมจารีเป็นเหตุใกล้หรือไกลจากนิพพาน พระมหานาคะ บุตรพราหมณ์มธุวาเสฏฐะในเมืองสาเกต ศรัทธาจากปาฏิหาริย์ของพระควัมปติเถระจึงบวชและบรรลุอรหัต ท่านกล่าวคาถา ๖ บทตักเตือนภิกษุฉัพพัคคีย์ผู้ไม่เคารพเพื่อนสพรหมจารีว่าย่อมเสื่อมจากสัทธรรมเหมือนปลาในน้ำน้อย ไม่งอกงามเหมือนพืชเน่า อยู่ไกลจากนิพพาน ตรงข้ามกับผู้มีความเคารพซึ่งย่อมงอกงามและอยู่ใกล้นิพพานในศาสนาของพระธรรมราชา
- หน้า ๑๖๘–๑๗๔ อรรถกถากุลลเถรคาถา: อุบายทรมานราคะด้วยภาพซากศพที่พระศาสดาทรงเนรมิต พระกุลละ มีราคะจริตรุนแรง แม้ได้อสุภกรรมฐานให้ไปป่าช้าก็ยังคุมจิตไม่อยู่ พระศาสดาจึงทรงเนรมิตรูปหญิงสาวเพิ่งตายให้เธอเห็น แล้วเปลี่ยนให้ไหลเยิ้มด้วยของโสโครกและหนอนไต่ยั้วเยี้ยต่อหน้าต่อตา จนราคะดับ ทรงแผ่โอภาสตรัสเตือนให้พิจารณากาย ท่านเห็นแว่นธรรมสะท้อนความไม่งามทั้งภายในภายนอก เปรียบซากศพกับร่างตนเองว่าไม่ต่างกัน จนได้ปฐมฌานและบรรลุอรหัตด้วยวิปัสสนา
- หน้า ๑๗๕–๑๗๗ อรรถกถามาลุงกยปุตตเถรคาถา (เริ่มต้น): ตัณหาดุจเถาย่านทรายและอุบายถอนรากตัณหา พระมาลุงกยบุตร บุตรนักดูเงินของพระเจ้าโกศล ออกบวชเป็นปริพาชกก่อนมาบวชในพระศาสนาและได้อภิญญา ๖ อย่างรวดเร็ว เมื่อญาติพยายามล่อด้วยกองทรัพย์ให้สึก ท่านจึงยืนในอากาศแสดงธรรมด้วยคาถาเปรียบตัณหาที่เจริญแก่ผู้ประมาทเหมือนเถาย่านทราย ผู้ตกอยู่ในอำนาจตัณหาเร่ร่อนดุจวานรหาผลไม้ กระตุ้นให้ขุดรากตัณหาและไม่ประมาทก่อนขณะแห่งชีวิตจะล่วงเลยไป (เนื้อหาต่อเนื่องเกินหน้า ๑๗๗ ไปยัง chunk ถัดไป)
- หน้า ๑๗๘–๑๘๑ มาลุงกยปุตตเถรคาถา: ตัณหาเปรียบเถาย่านทราย สอนญาติให้ขุดรากตัณหาก่อนขณะอันประเสริฐจะล่วงเลยไป พระมาลุงกยปุตตเถระผู้ได้อภิญญา ๖ ไปโปรดญาติที่พยายามล่อด้วยกองทรัพย์ให้สึก จึงยืนในอากาศแสดงคาถาเปรียบตัณหาดุจเถาย่านทรายที่รัดต้นไม้จนโค่น และคนหลงตัณหาดุจวานรเร่ร่อนหาผลไม้ไม่รู้จบ สอนให้ขุดรากตัณหาด้วยอรหัตมรรคดุจขุดหญ้าแฝก อย่าให้มารระรานดุจกระแสน้ำพัดไม้อ้อ และเตือนอย่าให้ขณะอันประเสริฐ คือโอกาสเกิดพบพระศาสนา ผ่านเลยไปเพราะความประมาท
- หน้า ๑๘๒–๑๘๖ สัปปทาสเถรคาถา: บวช 25 ปีไม่เคยสงบใจ เกือบปลงชีวิตด้วยมีดโกนแต่กลับได้บรรลุอรหัตตผลในขณะนั้นเอง พระสัปปทาสเถระบวชมา 25 ปีไม่เคยได้เอกัคคตาจิตเพราะถูกกามราคะครอบงำ จนคิดว่าชีวิตไร้ประโยชน์ นำมีดโกนขึ้นเตียงจ่อคอหมายจะฆ่าตัวตาย ขณะนั้นโยนิโสมนสิการเกิดขึ้น เห็นโทษของกิเลสและเห็นศีลตนบริสุทธิ์ เกิดความเบื่อหน่ายในสังขารและปีติ จิตจึงหลุดพ้นจากกิเลสบรรลุวิชชา ๓ ทันที เรื่องนี้แสดงว่าความสังเวชที่ประกอบกับสติปัญญาถูกต้อง อาจเป็นจุดพลิกผันสู่การหลุดพ้นได้ในพริบตา
- หน้า ๑๘๗–๑๙๓ กาติยานเถรคาถา: พระศาสดาเสด็จมาปลุกพระกาติยานะผู้เผลอหลับกลางที่จงกรม สอนเรื่องความไม่ประมาทและเพียร พระกาติยานะเดินจงกรมยามค่ำแต่เผลอหลับล้มลง พระศาสดาเสด็จมาประทับยืนในอากาศตรัสเตือนให้ลุกขึ้นอย่าให้มัจจุราชครอบงำผู้เกียจคร้าน เปรียบชาติชราดุจคลื่นมหาสมุทรท่วมทับผู้ข้ามไม่พ้น สอนให้ทำอรหัตตผลเป็นเกาะพึ่งพิงเพราะไม่มีที่พึ่งอื่นในโลกนี้และโลกหน้า เพียรเผากิเลสดุจดับไฟด้วยน้ำ จนเป็นผู้ไม่ถือมั่นกำจัดมารได้สำเร็จและบรรลุอรหัตตผลในเวลาจบเทศนา
- หน้า ๑๙๔–๒๐๐ มิคชาลเถรคาถา: สรรเสริญธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นเครื่องข้ามพ้นสงสารและทำลายรากเหง้าอวิชชา พระมิคชาละ บุตรนางวิสาขามหาอุบาสิกา บวชแล้วบรรลุอรหัตตผล กล่าวคาถาสรรเสริญธรรมของพระพุทธเจ้าว่าก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งปวง ทำลายรากตัณหาและอวิชชาด้วยญาณดุจเพชร ทำให้เห็นภพทั้งปวงดุจหลุมถ่านเพลิง เป็นอริยมรรคมีองค์ ๘ นำไปสู่ความดับทุกข์ อรรถกถาอธิบายศัพท์เชิงลึก เช่น การถือปฏิสนธิ การยึดวิญญาณตามกรรม และการรู้แจ้งเวทนาทั้ง ๓ ตามความเป็นจริง
- หน้า ๒๐๑–๒๐๗ เชนตปุโรหิตปุตตเถรคาถา: บุตรปุโรหิตผู้ถือตัวจัดไม่ไหว้ใคร กลับใจเมื่อพบพระศาสดา บรรลุโสดาบันแล้วเป็นอรหันต์ เชนตะ บุตรปุโรหิตเมืองสาวัตถี มัวเมาในชาติตระกูล ทรัพย์ อิสริยยศและรูปโฉม ไม่แสดงความเคารพแม้บิดามารดาหรือครูอาจารย์ เมื่อพบพระศาสดาตั้งใจจะไม่ทักก่อน แต่พระองค์ตรัสว่ามานะไม่ดีเลย ทำให้เขาซบศีรษะแทบพระบาททูลถามควรเคารพผู้ใด พระศาสดาทรงสอนเรื่องผู้ควรบูชา เขาได้เป็นโสดาบันทันที บวชแล้วเจริญวิปัสสนาบรรลุอรหัตตผล ตัดมานะทุกประเภททั้งอติมานะโอมานะและอัสมิมานะได้เด็ดขาด
- หน้า ๒๐๘–๒๑๒ สุมนเถรคาถา: สามเณรวัย 7 ขวบ ศิษย์พระอนุรุทธะ ใช้ฤทธิ์ชนะพญานาคตักน้ำจากสระอโนดาตถวายพระอุปัชฌาย์ สุมนสามเณรบวชเมื่ออายุ 7 ปี มีอภิญญา ๖ วันหนึ่งเหาะไปตักน้ำถวายพระอุปัชฌาย์พระอนุรุทธะที่สระอโนดาต ถูกพญานาคขวางทางจึงแปลงกายเป็นครุฑชนะนาคราชแล้วนำน้ำกลับมา พระศาสดาทรงเห็นเหตุการณ์จึงตรัสสรรเสริญคุณของสามเณรแก่พระสารีบุตร แม้บรรลุธรรมอันไม่กำเริบแล้ว ท่านก็ยังปรารถนาความมักน้อยอย่างยิ่งว่าอย่าให้ใครรู้จักตนว่าสิ้นอาสวะแล้ว
- หน้า ๒๑๓–๒๑๖ นหาตกมุนีเถรคาถา: ดาบสบูชาไฟผู้หันมานับถือพุทธศาสนา บรรลุอรหัตตผลและยังคงอยู่ผาสุกแม้อาพาธด้วยโรคลม พระนหาตกะเคยเป็นดาบสบูชาไฟใกล้กรุงราชคฤห์ ถวายอาหารแด่พระพุทธเจ้าจนได้ฟังธรรมเรื่องความสันโดษแล้วบรรลุโสดาบัน บวชแล้วสำเร็จอรหัตตผล ภายหลังอาพาธด้วยโรคลมอยู่ในป่า พระศาสดาเสด็จเยี่ยมถามถึงธรรมเครื่องอยู่ ท่านตอบว่าแผ่ปีติสุขครอบงำความเศร้าหมอง เจริญโพชฌงค์ อินทรีย์ พละ จนจิตหลุดพ้นบริสุทธิ์ไม่ขุ่นมัว ถอนอาสวะได้หมดสิ้น ไม่มีภพใหม่อีกต่อไป
- หน้า ๒๑๗–๒๒๒ พรหมทัตตเถรคาถา: พระโอรสเจ้าโกศลถูกพราหมณ์ด่าแต่ไม่โกรธตอบ สอนอุบายระงับความโกรธด้วยโอวาทเปรียบเลื่อย พระพรหมทัตตะถูกพราหมณ์ด่าขณะบิณฑบาตแต่นิ่งเฉยไม่โต้ตอบ เมื่อชาวบ้านทักถามจึงแสดงธรรมว่าผู้ไม่โกรธตอบชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก และรักษาประโยชน์ทั้งตนและผู้อื่น พราหมณ์สำนึกผิดขอบวชเป็นศิษย์ พระเถระจึงสอนอุบายระงับกิเลส เช่น ระลึกโอวาทเปรียบด้วยเลื่อยเมื่อโกรธเกิด โอวาทเปรียบด้วยเนื้อบุตรเมื่อติดรสอาหาร และใช้สติข่มจิตที่ฟุ้งไปในกามดุจบุรุษห้ามสัตว์เลี้ยงที่ชอบกินข้าวกล้า
- หน้า ๒๒๓–๒๒๙ สิริมัณฑเถรคาถา: อุปมาหลังคารั่วกับการปิดบังอาบัติ เตือนไม่ให้ประมาทเวลาเพราะราตรีที่ผ่านไปคือชีวิตที่พร่องไป พระสิริมัณฑะเกิดความเลื่อมใสขณะฟังพระปาติโมกข์ว่าภิกษุผู้ปิดอาบัติย่อมไม่ผาสุก จึงเจริญวิปัสสนาบรรลุอรหัตตผล แล้วให้โอวาทภิกษุด้วยอุปมาหลังคามุงไม่ดีฝนย่อมรั่วรด เปรียบผู้ปิดบังความผิดย่อมเดือดร้อนดุจโจรถูกอาชญา สอนว่าสัตวโลกถูกมัจจุ ชรา ตัณหา และความปรารถนาแผดเผาดุจไฟเผาป่าอยู่ทุกเมื่อ ไม่มีที่ต้านทาน จึงควรเจริญวิปัสสนาทุกวันไม่ว่าเดินยืนนั่งนอน เพราะเวลาตายย่อมรุกเข้าใกล้เสมอ
- หน้า ๒๓๐–๒๓๔ สัพพกามเถรคาถา (เริ่มต้น, ต่อเนื่องไปเล่มถัดไป): กายมนุษย์ไม่สะอาดล่อลวงปุถุชนดุจเหยื่อล่อสัตว์ ผู้ละกามได้ย่อมสิ้นอาสวะ พระสัพพกามะ กษัตริย์เมืองเวสาลีผู้เกลียดการครองเรือน บวชแล้วพบภรรยาเก่าซูบผอมร้องไห้จนเกิดเมตตาปนกิเลส จึงไปป่าช้าเจริญอสุภกรรมฐานจนบรรลุอรหัตตผล เมื่อพ่อตานำภรรยามาล่อให้สึก ท่านกล่าวคาถาว่ากายมนุษย์ไม่สะอาด กามคุณ ๕ ล่อลวงปุถุชนดุจพรานดักสัตว์ ผู้งดเว้นได้ย่อมสิ้นอาสวะ ท้ายวรรคสรุปฉักกนิบาตมี 14 พระเถระ 84 คาถา จบฉักกนิบาต อรรถกถาโดยละเอียดยังไม่จบในหน้า 234 ต่อ chunk ถัดไป
- หน้า ๒๓๕–๒๓๖ พระสัพพกามีเถระ: เห็นโทษกามในร่างกายหญิง สลัดตัณหาดุจสลัดหัวงู จบฉักกนิบาต คาถาสุดท้ายของฉักกนิบาต พระสัพพกามีเถระแสดงโทษของกามคุณโดยเปรียบร่างกายหญิงว่าเป็นของไม่สะอาด เต็มไปด้วยของโสโครก ล่อลวงปุถุชนให้ติดกับดุจพรานเนื้อดักเนื้อ พรานเบ็ดตกปลา และคนจับลิงด้วยตัง ผู้หลงใหลย่อมก่อภพใหม่ไม่รู้จบ ส่วนผู้เห็นโทษกามและสลัดตัณหาได้ดุจสลัดหัวงูด้วยเท้าย่อมบรรลุความสิ้นอาสวะ อรรถกถายังเล่าว่าท่านเคยเป็นผู้ชำระสังคายนาครั้งที่ ๒ ที่เมืองเวสาลี ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระเถระ ๑๔ รูปในฉักกนิบาต
- หน้า ๒๓๗–๒๔๓ พระสุนทรสมุทรเถระ: หญิงแพศยาเชื้อเชิญให้สึก พระเถระเห็นโทษสังขารบรรลุวิชชา ๓ เริ่มสัตตกนิบาตด้วยคาถาพระสุนทรสมุทรเถระ เล่าเหตุการณ์ที่หญิงแพศยาผู้ตกแต่งกายงดงามมาอ้อนวอนให้ท่านสึกออกไปครองเรือน โดยเสนอจะรอจนแก่เฒ่าค่อยบวชทีหลัง พระเถระซึ่งเดิมเป็นบุตรเศรษฐีบวชด้วยศรัทธาแต่ยังเป็นปุถุชน เมื่อเห็นหญิงนั้นกลับมองเป็นดุจบ่วงมัจจุราชที่ดักไว้ เกิดโยนิโสมนสิการเห็นโทษของสังขารจนจิตหลุดพ้นจากกิเลสทันที บรรลุวิชชา ๓ ในขณะนั้นเอง เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนอารมณ์ยั่วยุให้เป็นอุบายบรรลุธรรม
- หน้า ๒๔๔–๒๔๘ พระลกุณฏกภัททิยเถระ: กรรมเก่าทำให้ร่างเตี้ยแต่เสียงไพเราะ จากชาตินกดุเหว่าถวายมะม่วง ประวัติพระลกุณฏกภัททิยเถระผู้มีร่างกายเตี้ยแต่มีเสียงไพเราะเป็นเลิศ ย้อนอดีตชาติว่าเคยตั้งความปรารถนาตำแหน่งเอตทัคคะไว้ในสมัยพระปทุมุตตระ ต่อมาเกิดเป็นนกดุเหว่าคาบผลมะม่วงสุกถวายพระพุทธเจ้าผุสสะจนได้เสียงไพเราะ แต่ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าท่านเป็นหัวหน้าช่างสร้างเจดีย์ผู้ตัดสินใจลดขนาดเจดีย์ให้เล็กลงเพื่อความสะดวก ผลกรรมนั้นทำให้เกิดมาตัวเตี้ยในภพต่อๆ มา รวมถึงชาติปัจจุบันที่หญิงแพศยาเคยหัวเราะเยาะจนท่านเห็นโทษออกบวชสำเร็จอนาคามีก่อนบรรลุอรหัต
- หน้า ๒๔๙–๒๕๓ คำสอนพระลกุณฏกภัททิยะ: อย่าตัดสินคุณธรรมด้วยรูปร่างหรือคำเล่าลือ ต้องรู้แจ้งทั้งภายในภายนอก อรรถกถาอธิบายคาถาที่พระลกุณฏกภัททิยเถระแสดงความยินดีในธรรมและกายคตาสติยิ่งกว่าความบันเทิงทางดนตรีของกามโภคีบุคคล จากนั้นท่านเตือนว่าผู้ที่ตัดสินคุณค่าคนอื่นเพียงจากรูปร่างภายนอกหรือเสียงเล่าลือย่อมตกอยู่ใต้อำนาจฉันทราคะและไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของผู้นั้น ทั้งยังลอยไปตามกระแสคำสรรเสริญหรือนินทาโดยไม่พิจารณา ส่วนผู้มีปัญญาแจ้งชัดทั้งภายในและภายนอกเท่านั้นที่จะไม่หวั่นไหวไปตามเสียงโฆษณาของผู้อื่น
- หน้า ๒๕๔–๒๖๐ พระภัททเถระ: บุตรที่พ่อแม่ถวายแด่พระพุทธเจ้า บวชและบรรลุอรหัตตผลเมื่ออายุ ๗ ขวบ พระภัททเถระเล่าว่าตนเป็นบุตรคนเดียวที่พ่อแม่ได้มาด้วยความยากลำบากหลังอ้อนวอนขอต่อเทวดาไม่สำเร็จ จึงบนไว้กับพระพุทธเจ้าว่าจะถวายบุตรเป็นทาสรับใช้หากได้บุตรสมดังตั้งใจ เมื่อได้บุตรจริงจึงนำมาถวายให้บวชตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ พระพุทธเจ้าทรงสั่งพระอานนท์ให้บรรพชาให้ทันที ก่อนพระอาทิตย์จะตกดินในวันนั้นเองจิตของท่านก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง พระวาจา "จงเป็นภิกษุมาเถิด" ที่ตรัสภายหลังถือเป็นการอุปสมบทของท่าน
- หน้า ๒๖๑–๒๖๘ พระโสปากเถระ: ถูกอาผูกทิ้งไว้กับศพในป่าช้า พระพุทธเจ้าทรงช่วยและให้อุปสมบทด้วยการแก้ปัญหา พระโสปากเถระเล่าประวัติสุดสะเทือนใจว่าเมื่ออายุ ๗ ขวบ อาผู้เลี้ยงดูโกรธที่ทะเลาะกับลูกตน จึงนำไปมัดติดกับศพในป่าช้าหวังให้สัตว์ป่ากัดกิน แต่ด้วยบุญบารมีทำให้ไม่มีอันตราย พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยญาณจึงเสด็จไปช่วยตรัสว่า "มาเถิดโสปากะ อย่ากลัว" ทำให้เด็กหลุดจากเชือกและบรรลุโสดาบันทันที ต่อมาพระองค์ตรัสถามปัญหาธรรม ๑๐ ข้อ (กุมารปัญหา) การตอบปัญหาได้ถูกต้องนั้นเองถือเป็นการอุปสมบทให้แก่ท่าน ก่อนที่ท่านจะบรรลุอรหัตในเวลาต่อมา
- หน้า ๒๖๙–๒๗๗ พระสรภังคเถระ: ไม่ซ่อมกุฎีหญ้าเพราะเห็นโรคคือขันธ์ ๕ ตามรอยพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ จบสัตตกนิบาต พระสรภังคเถระอธิบายเหตุที่ได้ชื่อว่าสรภังคะเพราะเคยหักไม้แขมด้วยมือสร้างกุฎีในคราวเป็นดาบส แต่หลังอุปสมบทท่านไม่ยอมซ่อมแซมกุฎีที่ชำรุดอีก เพราะเห็นแจ้งแล้วว่าโรคคืออุปาทานขันธ์ ๕ นั้นน่ากลัวยิ่งกว่ากุฎีที่พังทลาย ท่านชี้ว่าพระพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์ในอดีต ตั้งแต่วิปัสสี สิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ จนถึงพระโคดม ล้วนเสด็จไปตามเส้นทางเดียวกันคือการแสดงอริยสัจ ๔ นำสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้เหมือนกันทุกพระองค์ ปิดท้ายสัตตกนิบาต
- หน้า ๒๗๘–๒๘๕ พระมหากัจจายนเถระ: เริ่มอัฏฐกนิบาต ประวัติเอตทัคคะผู้ขยายความย่อ สอนอย่าติดสักการะเปรียบเปือกตม เริ่มอัฏฐกนิบาตด้วยคาถาพระมหากัจจายนเถระ ผู้ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านขยายความธรรมที่ตรัสไว้โดยย่อให้พิสดาร อรรถกถาย้อนเล่าบุญบารมีในอดีตชาติที่ปรารถนาตำแหน่งนี้ไว้ตั้งแต่สมัยพระปทุมุตตระ ก่อนเข้าเรื่องคำสอนที่ท่านให้แก่ภิกษุผู้มัวยุ่งกับงานก่อสร้างและการคลุกคลีกับตระกูลทายก โดยเตือนว่าการไหว้และสักการะจากตระกูลเป็นดุจเปือกตมและลูกศรละเอียดที่ถอนได้ยาก ภิกษุจึงควรหลีกเลี่ยงความผูกพันเหล่านี้เพื่อรักษาประโยชน์แห่งสมณธรรมไว้
- หน้า ๒๘๖–๒๙๐ พระมหากัจจายนะโอวาทพระเจ้าจัณฑปัชโชต: กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ตน ปัญญาสำคัญกว่าทรัพย์ พระมหากัจจายนะแสดงธรรมโอวาทแก่พระราชาผู้เคยหลงเชื่อพราหมณ์จนสั่งฆ่าสัตว์บูชายัญและตัดสินคดีความอย่างไม่เป็นธรรม โดยชี้ว่าคนเราไม่ได้เป็นโจรหรือเป็นมุนีเพียงเพราะคำพูดของผู้อื่น แต่กรรมของแต่ละคนย่อมเป็นเผ่าพันธุ์และเครื่องพิสูจน์ตัวตนที่แท้จริง ผู้มีปัญญาแม้สิ้นทรัพย์ก็ยังดำรงชีวิตอยู่ได้ดี ตรงข้ามกับผู้มีทรัพย์แต่ขาดปัญญา ท่านยังสอนให้รู้จักเลือกเชื่อและเลือกทิ้งสิ่งที่เห็นได้ยินอย่างมีสติ พระราชาทรงเห็นนิมิตฝันและเปลี่ยนพระทัยหันมาทำแต่สิ่งที่ควรทำ
- หน้า ๒๙๑–๒๙๗ สิริมิตตเถรคาถาและอรรถกถา: คุณธรรมของภิกษุผู้ไม่โกรธ มีศีล มีกัลยาณมิตร และมีปัญญา ย่อมไม่เศร้าโศก พระสิริมิตตเถระ หลานท่านสิริคุตต์ บวชแล้วบรรลุอรหัตไม่นาน วันหนึ่งขึ้นสวดปาฏิโมกข์จึงกล่าวคาถาแสดงคุณธรรม คือ ไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด มีทวารคุ้มครอง มีศีลงาม มีกัลยาณมิตร และมีปัญญางาม ว่าเป็นเหตุให้ไม่เศร้าโศกในโลกหน้า และผู้มีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยพร้อมความเห็นตรง ชื่อว่าไม่ขัดสนเพราะมีทรัพย์คืออริยทรัพย์ ชีวิตจึงไม่ไร้ประโยชน์
- หน้า ๒๙๘–๓๐๖ มหาปันถกเถรคาถาและอรรถกถา: ความสลดใจเมื่อเห็นพระศาสดา การสละเหย้าเรือนออกบวช และการบรรลุอรหัต เรื่องพระมหาปันถกเถระ พี่ชายพระจูฬปันถก เกิดระหว่างทางเพราะมารดาลอบหนีตามทาสแล้วถูกตามกลับ จึงได้ชื่อว่าปันถก เมื่อโตขึ้นเห็นพระศาสดาครั้งแรกเกิดความสลดใจ สละบุตรภรรยาออกบวช บำเพ็ญอรูปฌาน ๔ แล้วยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนาจนบรรลุอรหัต เป็นเลิศด้านฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางสัญญา คาถาบันลือสีหนาทถึงความเพียรไม่ลดละจนถอนลูกศรคือตัณหาได้สำเร็จ
- หน้า ๓๐๗–๓๑๙ ภูตเถรคาถาและอรรถกถา (นวกนิบาต): ความยินดีในวิปัสสนามรรคผล และความสุขสงัดของภิกษุผู้เพ่งพิจารณาธรรมในป่า พระภูตเถระ บุตรเศรษฐีเมืองสาเกต ได้ชื่อว่าภูตะเพราะพวกอมนุษย์คุ้มครองไม่ให้ยักษ์ทำร้าย บวชแล้วบรรลุอรหัตในถ้ำริมฝั่งแม่น้ำอชกรณี คาถา ๙ บทพรรณนาว่าความยินดีในวิปัสสนาและมรรคผลย่อมเหนือกว่าความสุขอื่นใด และบรรยายความสุขสงัดขณะเพ่งพิจารณาธรรมท่ามกลางฝนฟ้าร้อง ป่าเขา และแม่น้ำดอกไม้บาน เมื่อญาติทูลขอให้ท่านอยู่ที่บ้านเกิด ท่านปฏิเสธและกลับสู่ป่า
- หน้า ๓๒๐–๓๓๗ กาฬุทายีเถรคาถาและอรรถกถา (ทสกนิบาต): คำอ้อนวอนทูลเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดพระญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ พระกาฬุทายีเถระ อำมาตย์ผู้เกิดวันเดียวกับพระโพธิสัตว์ ถูกพระเจ้าสุทโธทนะส่งไปทูลเชิญพระพุทธเจ้า บวชแล้วบรรลุอรหัตทันทีที่ฟังธรรม ต่างจากอำมาตย์ ๙ คณะก่อนหน้าที่บรรลุอรหัตแล้วนิ่งเฉยไม่กลับทูล ท่านกล่าวคาถาพรรณนาความงามฤดูฝนอ้อนวอนให้เสด็จโปรดหมู่พระญาติ เปรียบความหวังของตนกับชาวนาและพ่อค้า สุดท้ายนำเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์สำเร็จ ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส
- หน้า ๓๓๘–๓๔๗ เอกวิหาริยเถรคาถาและอรรถกถา: ความปรารถนาอยู่ป่าแต่ผู้เดียวของพระกนิษฐาพระเจ้าอโศกมหาราช สู่การบรรลุอรหัต พระเอกวิหาริยเถระ พระกนิษฐาของพระเจ้าอโศกมหาราช เกิดศรัทธาเมื่อเห็นพระโยนกมหาธรรมรักขิตเถระเหาะอาบน้ำกลางอากาศโดยไม่ทำน้ำแตกกระเซ็น จึงทูลลาผนวชทั้งที่พระราชาทรงทัดทาน คาถาพรรณนาความปรารถนาอยู่ป่าคนเดียวอย่างสงัดเพื่อบำเพ็ญเพียร ผูกใจไม่ออกจากป่าจนกว่าจะสิ้นอาสวะ ภายหลังป่วยเป็นโรคผิวหนังแต่มุ่งวิปัสสนาไม่สนใจรักษาตัว จนหมอช่วยรักษาให้หายแล้วท่านบรรลุอรหัต
- หน้า ๓๔๘ มหากัปปินเถรคาถา (เริ่มต้น): คุณค่าของปัญญาและอานาปานสติที่ทำให้จิตผ่องใส (เนื้อหาต่อในส่วนถัดไป) จุดเริ่มต้นคาถาของพระมหากัปปินเถระ กล่าวว่าผู้มีปัญญาย่อมเห็นแจ้งทั้งประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ล่วงหน้าก่อนศัตรูจะทันเห็นช่อง ผู้เจริญอานาปานสติให้บริบูรณ์ตามลำดับย่อมยังโลกให้สว่างไสวดุจพระจันทร์เพ็ญพ้นเมฆ และปัญญาเป็นเครื่องรักษาชีวิตยิ่งกว่าทรัพย์ เนื้อหาเรื่องราวและอรรถกถาเต็มยังอยู่นอกช่วงหน้าที่วิเคราะห์ในชุดนี้
- หน้า ๓๔๙–๓๕๐ คาถาพระมหากัปปินเถระว่าด้วยปัญญาและการไม่โศกเศร้าถึงผู้ตาย พร้อมปฐมเหตุอดีตชาติสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า คาถาเปิดเรื่องสอนว่าบัณฑิตย่อมมองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าและได้รับความสุขแม้ในยามตกทุกข์ ส่วนการร้องไห้คร่ำครวญถึงผู้ตายหาประโยชน์มิได้ ตามด้วยที่มาในอดีตชาติที่ท่านเคยเป็นตุลาการสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้าตั้งจิตปรารถนาตำแหน่งเอตทัคคะด้านให้โอวาทภิกษุ แล้วสั่งสมบุญต่อเนื่องข้ามภพจนเกิดเป็นเจ้าชายกัปปินะในนครกุกกุฏะ
- หน้า ๓๕๑–๓๕๓ พระเจ้ามหากัปปินะทรงทราบข่าวพระพุทธเจ้าจากพ่อค้า สละราชสมบัติเสด็จข้ามแม่น้ำ ๓ สายด้วยสัจจะอธิษฐานจนพบพระศาสดา เมื่อได้ยินคำว่า พุทฺโธ จากปากพ่อค้าชาวสาวัตถี พระเจ้ามหากัปปินะทรงปีติจนพระราชทานทรัพย์แสนหนึ่งแก่ผู้กล่าวถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ตามลำดับ แล้วตัดสินพระทัยสละราชสมบัติพร้อมอำมาตย์ ๑,๐๐๐ คนออกเดินทาง ทรงอธิษฐานสัจจะขอให้น้ำไม่เปียกแม้กีบม้าจึงเสด็จข้ามแม่น้ำใหญ่ได้ทั้งสามสาย ฝ่ายพระพุทธเจ้าก็เสด็จไปดักรอต้อนรับด้วยพระองค์เอง ทรงแสดงธรรมจนทุกคนบรรลุอรหัตผล
- หน้า ๓๕๔–๓๕๙ อปทานพระมหากัปปินะ คำพยากรณ์อดีตชาติ และการทรงตั้งเป็นเอตทัคคะผู้เลิศด้านให้โอวาทภิกษุ อปทานย้อนเล่าว่าในอดีตชาติท่านเคยเป็นมหาอำมาตย์ผู้พิพากษาถวายภัตตาหารแด่พระปทุมุตตรพุทธเจ้าแล้วปรารถนาตำแหน่งผู้ให้โอวาทภิกษุ ได้รับพยากรณ์ว่าจะเกิดเป็นสาวกชื่อกัปปินะในศาสนาพระโคดม เมื่อบวชและบรรลุอรหัตแล้วท่านสอนภิกษุบริวาร ๑,๐๐๐ รูปให้บรรลุตามจนพระศาสดาทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ และภายหลังท่านยังแสดงธรรมโอวาทแก่ภิกษุณีด้วยคาถาบทเดียวกันนี้อีกด้วย
- หน้า ๓๖๐–๓๖๖ อรรถกถาขยายความคาถาพระมหากัปปินเถระ: ปัญญา อานาปานสติ และโทษของการร้องไห้คร่ำครวญถึงผู้ตาย ท่านไขความศัพท์ในคาถาทีละบท อธิบายว่าปัญญาคือเครื่องเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าและตัดสินสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง การเจริญอานาปานสติให้บริบูรณ์ย่อมทำให้จิตผ่องใสส่องสว่างดุจพระจันทร์พ้นเมฆ ส่วนตอนท้ายอธิบายว่าการร้องไห้ถึงคนตายไม่ก่อประโยชน์ ยังทำลายดวงตาและกำลังกายให้เสื่อม จึงควรแสวงหาบัณฑิตพหูสูตไว้เป็นที่พึ่งของตระกูลแทนความเศร้าโศก
- หน้า ๓๖๗–๓๗๐ คาถาและปฐมเหตุพระจูฬปันถกเถระ: ถูกพี่ชายขับไล่เพราะจำคาถาไม่ได้ใน ๔ เดือน พระศาสดาทรงปลอบด้วยผ้าขาว พระจูฬปันถกเรียนคาถาเพียงบทเดียวจากพระพี่ชายมหาปันถกนานถึง ๔ เดือนก็จำไม่ได้ จนถูกขับไล่ให้กลับไปเรือน ยืนร้องไห้อยู่หน้าซุ้มประตูสังฆารามเพราะยังอาลัยพระศาสนา พระพุทธเจ้าเสด็จมาลูบศีรษะปลอบใจ พาเข้าสังฆารามและประทานผ้าขาวสะอาดให้บริกรรมคำว่า รโชหรณํ เมื่อลูบผ้าจนเปื้อนมือท่านเห็นความไม่เที่ยงของผ้าโยงถึงความไม่เที่ยงของจิต จึงเจริญวิปัสสนาต่อจนบรรลุอรหัต
- หน้า ๓๗๑–๓๗๓ อปทานพระจูฬปันถก อดีตชาติถวายฉัตรดอกบัวแด่พระปทุมุตตรพุทธเจ้า และปาฏิหาริย์เนรมิตภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปที่ชีวกัมพวัน อปทานเล่าว่าในอดีตชาติท่านเคยถวายฉัตรดอกบัวแด่พระปทุมุตตรพุทธเจ้าและได้รับพยากรณ์ว่าจะเกิดเป็นพี่น้องชื่อปันถกทั้งคู่ในศาสนาพระโคดม เมื่อหมอชีวกนิมนต์พระพุทธเจ้าไปฉันแต่พระมหาปันถกกีดกันไม่นิมนต์น้องชายที่ยังไม่บรรลุ พระจูฬปันถกจึงเนรมิตตนเป็นภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปนั่งเต็มวัด ทำให้คนใช้ของหมอชีวกสับสนไม่รู้จะนิมนต์รูปใด
- หน้า ๓๗๔–๓๘๓ พระศาสดาทรงตั้งพระจูฬปันถกเป็นเอตทัคคะผู้เนรมิตกายด้วยใจ ตรัสคาถาสุดท้ายว่าด้วยธุลีคือราคะโทสะโมหะ พร้อมอรรถกถา หลังปาฏิหาริย์เนรมิตกายเป็นที่ประจักษ์ พระศาสดาทรงอธิบายว่าท่านฉลาดในสมาธิจนเปลี่ยนแปลงทางใจได้ต่างจากพี่ชายที่ฉลาดทางวิปัสสนา จึงทรงตั้งท่านเป็นเอตทัคคะด้านนิรมิตกายด้วยใจ เมื่อถูกถามว่าคนโง่ทึบตรัสรู้ได้อย่างไร ท่านเล่าประวัติตนอีกครั้งแล้วพระศาสดาตรัสคาถาสุดท้ายสอนว่าราคะ โทสะ โมหะ คือธุลีแท้จริง ภิกษุผู้ละธุลีเหล่านี้ได้เด็ดขาดจึงชื่อว่าอยู่ในศาสนาอันปราศจากธุลี
- หน้า ๓๘๔–๓๘๗ คาถาและเรื่องพระกัปปเถระ: พระราชาผู้ยินดีในกามคุณฟังอสุภกถาจนเกิดความสังเวชและบรรลุอรหัตขณะปลงผม พระราชามคธรัฐผู้ยินดีมักมากในกามทั้งหลาย ได้ฟังพระพุทธเจ้าเสด็จมาแสดงอสุภกถาพรรณนาความปฏิกูลของร่างกายว่าเต็มไปด้วยของโสโครกดุจบ่อน้ำครำและแผลใหญ่ เกิดความอึดอัดสังเวชต่อร่างกายตนเอง จึงทูลขอบรรพชา และบรรลุอรหัตพร้อมปฏิสัมภิทาในขณะที่มีดโกนจรดศีรษะเท่านั้น เรื่องราวสืบเนื่องจากอดีตชาติที่เคยตั้งต้นกัลปพฤกษ์บูชาสถูปพระสิทธัตถพุทธเจ้า
- หน้า ๓๘๘–๓๙๓ อรรถกถาขยายความคาถาพระกัปปเถระ: อุปมาร่างกายเป็นบ่อน้ำครำ ฝี แผล เอ็น ๖๐ เส้น กระดูก ๓๐๐ ท่อน ท่านไขความศัพท์ในคาถาอสุภกถาทีละบทอย่างละเอียด เปรียบครรภ์มารดาเป็นหลุมคูถใหญ่ ร่างกายเป็นดุจฝีและแผลที่หลั่งของไม่สะอาดตลอดเวลา ผูกรัดด้วยเอ็น ๖๐ เส้น ฉาบด้วยเนื้อ หุ้มด้วยหนัง สืบต่อด้วยกระดูก ๓๐๐ ท่อน ถูกอวิชชาห่อหุ้มและกิเลสผูกรัด สอนว่าปุถุชนผู้ยึดถือกายนี้ว่าเป็นตนย่อมเวียนว่ายในสงสาร ส่วนบัณฑิตผู้ละวางได้ย่อมถึงนิพพาน
- หน้า ๓๙๔–๓๙๗ คาถาและเรื่องพระอุปเสนวังคันตปุตตเถระ: ข้อปฏิบัติภิกษุผู้อยู่ป่า ถูกตำหนิเรื่องให้อุปสมบทก่อนพรรษา แล้วบรรลุอรหัต คาถาสอนข้อปฏิบัติภิกษุผู้อยู่ป่าให้สันโดษในเสนาสนะและปัจจัย ๔ ส่วนเรื่องราวเล่าว่าท่านบวชได้พรรษาเดียวก็ให้กุลบุตรอุปสมบทตาม ถูกพระศาสดาทรงตำหนิว่าเวียนมาเพื่อความเป็นอยู่ฟุ่มเฟือย ท่านจึงมุ่งบำเพ็ญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตไม่นานนัก โดยมีที่มาจากอดีตชาติที่เคยถวายฉัตรดอกกรรณิการ์และภัตตาหารแด่พระปทุมุตตรพุทธเจ้าพร้อมคำพยากรณ์
- หน้า ๓๙๘–๓๙๙ พระอุปเสนได้รับเอตทัคคะด้านนำความเลื่อมใส และให้โอวาทข้อปฏิบัติสงบแก่ภิกษุท่ามกลางสังฆเภทที่กรุงโกสัมพี เมื่อบรรลุอรหัตแล้วท่านสมาทานธุดงคธรรมทั้งหมดและชักชวนภิกษุอื่นปฏิบัติตาม พระศาสดาจึงทรงตั้งท่านเป็นเอตทัคคะผู้นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ ต่อมาเมื่อสงฆ์กรุงโกสัมพีทะเลาะแตกแยกเป็นสองฝ่าย มีภิกษุรูปหนึ่งมาถามท่านว่าควรปฏิบัติอย่างไร ท่านจึงกล่าวคาถาแนะนำข้อปฏิบัติของภิกษุผู้ต้องการความสงบเริ่มจากการอยู่เสนาสนะอันสงัด
- หน้า ๔๐๐–๔๐๕ อรรถกถาขยายความคาถาพระอุปเสน: เสนาสนะสงัด จีวรเศร้าหมอง บิณฑบาตตามลำดับ สันโดษ และการเจริญสมถวิปัสสนาให้สมดุล ท่านไขความศัพท์ทีละบทในคาถาข้อปฏิบัติของภิกษุผู้อยู่ป่า อธิบายเสนาสนะสงัดจากผู้คนแต่มีสัตว์ร้าย การเก็บผ้าเปื้อนจากกองหยากเยื่อมาทำจีวร บิณฑบาตตามลำดับตรอกโดยไม่เลือกรส การไม่คลุกคลีทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ความฉลาดในการสังเกตจิตที่หดหู่หรือฟุ้งซ่านเพื่อปรับสมถะและวิปัสสนาให้พอดี จบด้วยว่าเมื่อปฏิบัติเช่นนี้อาสวะย่อมสิ้นและถึงนิพพาน ปิดท้ายอรรถกถาบทนี้
- หน้า ๔๐๖–๔๐๙ คาถาและประวัติพระโคตมเถระ: สิ่งที่สมควรแก่สมณะ และการบรรลุอรหัตขณะปลงผม คาถาพระโคตมเถระแจกแจงสิ่งที่สมควรแก่สมณะ ได้แก่ การรู้ประโยชน์ตน มีมิตรดี เคารพพระรัตนตรัย มีอาชีวะบริสุทธิ์ เจริญอนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา และเจริญโพธิปักขิยธรรม ตามด้วยประวัติว่าท่านเคยเป็นพราหมณ์ผู้เรียนจบไตรเพทชอบโต้วาทะจนหาเรื่องทะเลาะ ภายหลังเข้าเฝ้าพระศาสดาขอบวชและบรรลุอรหัตทันทีที่มีดโกนเพิ่งจรดเส้นผม
- หน้า ๔๑๐–๔๑๕ อรรถกถาโคตมเถรคาถา: อธิบายศัพท์คุณธรรมของสมณะและโพธิปักขิยธรรม ๓๗ จบทสกนิบาต ไขความหมายศัพท์ในคาถาพระโคตมเถระทีละบท เช่น กัลยาณมิตร สิกขา ๓ ความเคารพพระรัตนตรัย อาจาระโคจร อาชีพบริสุทธิ์ จตุปาริสุทธิศีล พาหุสัจจะ และโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ปิดท้ายด้วยสรุปว่าในทสกนิบาตนี้มีพระเถระ ๗ องค์ได้เปล่งคาถาองค์ละ ๑๐ คาถา รวม ๗๐ คาถา แล้วเข้าสู่เอกาทสกนิบาต
- หน้า ๔๑๖–๔๒๔ พระสังกิจจเถระ: กำเนิดอัศจรรย์จากมารดาที่สิ้นชีวิตในป่าช้า และคาถาสรรเสริญความสงัด เล่าความเป็นมาของพระสังกิจจเถระ มารดาป่วยสิ้นชีวิตขณะตั้งครรภ์ ถูกนำไปเผาที่ป่าช้าแต่มดลูกไม่ไหม้ไฟ เด็กในท้องรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ บวชเป็นสามเณรบรรลุอรหัตพร้อมปฏิสัมภิทาขณะปลงผม อยู่ป่ากับภิกษุ ๓๐ รูป ต่อมาอุบาสกอ้อนวอนให้ท่านอยู่ใกล้หมู่บ้าน ท่านตอบด้วยคาถาแสดงความยินดีในป่าและความไม่ห่วงใยในกาม รอวันปรินิพพานอย่างสงบ
- หน้า ๔๒๕–๔๓๖ พระสีลวเถระ: รอดพ้นการปลงพระชนม์ด้วยช้างซับมัน และคาถาอานิสงส์ของศีล พระสีลวเถระเป็นโอรสพระเจ้าพิมพิสาร ถูกพระเจ้าอชาตศัตรูพยายามปลงพระชนม์ด้วยช้างดุร้ายแต่ไม่ตาย พระศาสดาให้พระโมคคัลลานะนำตัวมาด้วยฤทธิ์ ฟังธรรมแล้วบวชบรรลุอรหัต ภายหลังราชบุรุษที่ถูกส่งมาฆ่าท่านกลับเลื่อมใสขอบวชด้วย ท่านแสดงคาถาพรรณนาคุณของศีลว่าเป็นกำลัง อาวุธ เกราะ สะพาน และกลิ่นหอมทวนลม นำไปสู่ทั้งโลกิยสุขและนิพพาน
- หน้า ๔๓๗–๔๔๖ พระสุนีตเถระ: จากคนเทดอกไม้วรรณะต่ำสู่พระอรหันต์ที่เทวดาพากันนมัสการ พระสุนีตเถระเกิดในตระกูลต่ำ ทำอาชีพเทดอกไม้และชำระอุจจาระ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง วันหนึ่งพบพระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาต จึงทูลขอบวช พระองค์ตรัสรับด้วยพระองค์เองว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด ท่านบำเพ็ญเพียรในป่าคืนเดียวบรรลุวิชชา ๓ เทวดาและพรหมนับร้อยพากันมานมัสการ แสดงให้เห็นว่าความเป็นพราหมณ์แท้อยู่ที่คุณธรรมมิใช่ชาติกำเนิด
- หน้า ๔๔๗–๔๕๖ พระโสณโกฬิวิสเถระ: เศรษฐีฝ่าเท้าละเอียดผู้เกือบสึกเพราะเพียรเกินไป พระโสณะเป็นบุตรเศรษฐีจัมปานครมีฝ่าเท้าอ่อนละเอียดผิดปกติ บวชแล้วตั้งใจเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตกแต่ไม่บรรลุธรรม เกิดท้อใจคิดจะสึก คาถาแสดงพยากรณ์อรหัตผลของท่านโดยย้อนบุญเก่าตั้งแต่สมัยพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า และคาถาสอนเรื่องการตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ-บนและเจริญอินทรีย์ ๕ ให้ครบเพื่อข้ามโอฆะ
- หน้า ๔๕๗–๔๖๒ อรรถกถาโสณโกฬิวิสเถรคาถา: อุปมาสายพิณสอนความเพียรพอดี อธิบายศัพท์ในคาถาพระโสณะ เรื่องการตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ-บน ๕ และธรรมเป็นเครื่องข้อง ๕ จากนั้นเล่าเหตุการณ์พระศาสดาเสด็จไปโปรดพระโสณะที่คิดจะสึกเพราะเพียรเกินไป ทรงเปรียบความเพียรกับสายพิณว่าตึงเกินหรือหย่อนเกินก็ไม่มีเสียงไพเราะ ต้องพอดีจึงได้ผล ท่านฟังแล้วปรับความเพียรจนบรรลุอรหัต (เนื้อหาต่อเนื่องเกินหน้า 462 ยังไม่จบตอน)
- หน้า ๔๖๓–๔๖๔ โสณโกฬิวิสเถรคาถา (จบ) - อุปมาสายพิณ และปิดท้ายอรรถกถาเตรสกนิบาต ปิดท้ายคำพยากรณ์อรหัตผลของพระโสณโกฬิวิสะ พร้อมอรรถกถาไขความ: ตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ-บนรวม ๑๐ เจริญอินทรีย์ ๕ ระวังไม่ประพฤติกิจที่ไม่ควร (แต่งบาตรจีวรเกินควร) แล้วอธิบายเหตุการณ์สำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงเปรียบความเพียรกับสายพิณ - ตึงเกินไปฟุ้งซ่าน หย่อนเกินไปเกียจคร้าน ต้องสม่ำเสมอ เป็นที่มาที่ท่านเลิกคิดจะสึกและบรรลุอรหัตในที่สุด ปิดท้ายด้วยการจบอรรถกถาเตรสกนิบาต
- หน้า ๔๖๕–๔๗๕ เรวตเถรคาถา (ขทิรวนิยเรวตะ) - เมตตาภาวนา ภูเขาศิลา และปรินิพพานด้วยเตโชกสิณ พระขทิรวนิยเรวตเถระประกาศว่าตั้งแต่บวชไม่เคยมีความดำริร้าย มีแต่เจริญเมตตาหาประมาณมิได้ เปรียบภิกษุผู้สิ้นโมหะดังภูเขาศิลาไม่หวั่นไหว สอนให้คุ้มครองทวารทั้ง ๖ เหมือนเมืองหน้าด่าน อรรถกถาเล่าเหตุการณ์ท่านถูกโจรกล่าวหาเป็นขโมยเพราะห่อของถูกทิ้งไว้ใกล้ตัว ท่านแสดงธรรมแก้ข้อกล่าวหาต่อพระราชา ก่อนจบด้วยการเข้าฌานมีเตโชธาตุเป็นอารมณ์แล้วปรินิพพานท่ามกลางเปลวไฟ
- หน้า ๔๗๖–๔๘๗ โคทัตตเถรคาถา - อุปมาโคอาชาไนย เรื่องโคสาปแช่ง และโลกธรรม ๘ พระโคทัตตเถระเปรียบบุคคลผู้บริบูรณ์ด้วยปัญญาดังโคอาชาไนยที่ไม่ทอดทิ้งภาระ ไม่ดูหมิ่นผู้อื่น สอนความไม่หวั่นไหวต่อลาภเสื่อมลาภ ยศเสื่อมยศ นินทาสรรเสริญ สุขทุกข์ ดุจหยาดน้ำไม่ติดใบบัว อรรถกถาเล่าว่าท่านเคยเป็นพ่อค้าเกวียนแทงโคจนโคสาปแช่ง เกิดความสังเวชจึงออกบวชและบรรลุอรหัตอย่างรวดเร็ว ปิดท้ายด้วยการจบจุททสกนิบาตทั้งพระคาถาและอรรถกถา
- หน้า ๔๘๘–๔๙๐ อัญญาโกณฑัญญเถรคาถา (บทกวี) - สักกะสรรเสริญธรรม และโอวาทศิษย์ผู้ว่ายาก เปิดโสฬสกนิบาตด้วยคาถาที่ท้าวสักกเทวราชตรัสสรรเสริญธรรมอันมีรสประเสริฐที่ทรงสดับจากพระเถระ ตามด้วยคาถาของท่านเองสอนหลักไตรลักษณ์ - พิจารณาสังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ว่าเป็นทางแห่งความหมดจด และคาถาตักเตือนสัทธิวิหาริกผู้เกียจคร้าน คบมิตรชั่วไม่เชื่อฟังคำสอน จนท่านกล่าวว่าไม่มีประโยชน์ด้วยศิษย์เช่นนี้ ท่านชอบความสงัดกว่า
- หน้า ๔๙๑–๕๐๗ อรรถกถาอัญญาโกณฑัญญเถระ - ตำนานข้ามภพชาติ ถึงปฐมเทศนา และปรินิพพานที่สระฉัททันตะ อรรถกถาไล่เรียงบุญบารมีของพระโกณฑัญญะตั้งแต่ครั้งพระปทุมุตตรพุทธเจ้าและพระวิปัสสีพุทธเจ้า เกิดเป็นพราหมณ์หนุ่มที่สุดในแปดพราหมณ์ผู้ทำนายลักษณะพระราชกุมารสิทธัตถะแต่ผู้เดียวที่ทำนายว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน ตามเสด็จออกบวช อุปัฏฐากก่อนแยกไป แล้วเป็นผู้แรกที่บรรลุโสดาบันในปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร บรรลุอรหัตด้วยอนัตตลักขณสูตร ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะฝ่ายรัตตัญญู ไปพำนักที่สระฉัททันตะ ๑๒ ปี และปรินิพพานที่นั่น
- หน้า ๕๐๘–๕๐๙ อุทายีเถรคาถา (บทกวี) - อุปมาพระพุทธเจ้าเป็นช้างนาคผู้ประเสริฐ พระอุทายีเถระประพันธ์อุปมาอันวิจิตรเปรียบพระพุทธเจ้าดังช้างตัวประเสริฐ (นาค): ศรัทธาเป็นงวง อุเบกขาเป็นงาขาว สติเป็นคอ ปัญญาเป็นศีรษะ วิเวกเป็นหาง มั่นคงไม่หวั่นไหวทุกอิริยาบถ ไม่ติดโลกดุจดอกบัวไม่ติดน้ำ และจักปรินิพพานไม่มีอาสวะเหมือนไฟที่ดับเพราะหมดเชื้อ นับเป็นบทเปรียบเทียบที่ยาวและวิจิตรที่สุดบทหนึ่งในเถรคาถา
- หน้า ๕๑๐–๕๑๕ อรรถกถาอุทายีเถรคาถา - ไขความอุปมาช้างนาค ปิดท้ายอรรถกถาเถรคาถาโสฬสกนิบาต (จบเล่ม) อรรถกถาเล่าว่าท่านอุทายีแต่งคาถานี้หลังเห็นมหาชนสรรเสริญช้างเผือกประดับเครื่องอลังการ จึงต้องการสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้เป็นมหานาคที่แท้จริงแทน ไขความอุปมาทีละอวัยวะ (งวง งา คอ ศีรษะ ท้อง หาง) ว่าหมายถึงคุณธรรมใด จบด้วยคำอธิบายว่าพระพุทธเจ้าจักปรินิพพานด้วยขันธปรินิพพาน หน้า ๕๑๕ เป็นหน้าสุดท้ายจริงของเล่ม ปิดท้ายด้วย "จบอรรถกถาอุทายีเถรคาถาที่ ๒ จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา โสฬสกนิบาต" ปิดอรรถกถานิบาต ๑๖ คาถาสมบูรณ์ แต่เถรคาถายังไม่จบทั้งหมด มีนิบาตสูงกว่านี้ต่อในเล่มถัดไป
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐