ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๕๘ · ๘๘๕ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๒๕ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๑ สังกัปปราคชาดก ดาบสผู้บำเพ็ญฌานอาศัยอยู่ในพระราชอุทยานนาน 12 ปี วันหนึ่งเห็นพระมเหสีของพระราชาในอาการที่ยั่วยวนโดยไม่ตั้งใจ จิตก็เกิดราคะจนฌานเสื่อมทั้งที่ไม่มีบาดแผลทางกาย กลับเจ็บปวดทรมานใจเหมือนถูกลูกศรแทง จนซูบผอมนอนซมอยู่หลายวัน เมื่อพระราชากลับมาซักถามจึงสารภาพและอุปมาราคะเป็นลูกศรที่มองไม่เห็นแต่เจ็บปวดยิ่งกว่าลูกศรจริง ในที่สุดดาบสสำนึกได้ เจริญฌานกลับคืนมาและเหาะกลับสู่ป่าหิมพานต์ดังเดิม
  2. หน้า ๑๒–๒๑ ติลมุฏฐิชาดก พระราชกุมารไปเรียนศิลปะที่เมืองตักกศิลา ระหว่างนั้นแอบหยิบเมล็ดงาของหญิงชราไปเคี้ยวเล่นสามวันติดต่อกัน อาจารย์จึงให้จับแขนเฆี่ยนตีสั่งสอนสามครั้งเพื่อไม่ให้ทำอีก พระกุมารผูกใจเจ็บแค้น เมื่อได้ครองราชสมบัติจึงคิดเรียกอาจารย์มาลงโทษถึงตาย แต่อาจารย์อธิบายให้ฟังว่าการที่ผู้ใหญ่ลงโทษเด็กเพื่อสั่งสอนไม่ควรนับเป็นการก่อเวรกัน มิฉะนั้นเด็กที่ไม่ถูกอบรมจะเติบโตเป็นโจรและถูกลงโทษหนักกว่านี้ พระราชาสำนึกได้และตั้งอาจารย์เป็นปุโรหิตแทนที่จะฆ่า
  3. หน้า ๒๒–๒๙ มณิกัณฐชาดก พญานาคชื่อมณิกัณฐะแปลงกายเป็นมาณพมาผูกมิตรกับดาบสสองพี่น้องริมแม่น้ำคงคา ดาบสผู้น้องเกิดความกลัวเมื่อพญานาคใช้ขนดหางรัดตัวด้วยความสนิทสนม จนซูบผอมเศร้าหมอง พี่ชายจึงแนะให้ขอแก้วมณีที่พญานาคสวมอยู่เพื่อไล่ให้หนีไป ดาบสน้องทำตามและพญานาคก็ไม่มาหาอีกเลยจริงตามคาด แต่กลับทำให้ดาบสน้องยิ่งซูบผอมหนักกว่าเดิมเพราะอาลัยอาวรณ์ พี่ชายจึงสอนว่าไม่ควรขอสิ่งที่เป็นที่รักยิ่งของผู้อื่น เพราะจะทำให้ตนเองเป็นที่รังเกียจและสูญเสียมิตรภาพไปตลอดกาล
  4. หน้า ๓๐–๓๙ กุณฑกกุจฉิสินธวชาดก หญิงชราเข็ญใจได้ลูกม้าอาชาไนย (สินธพ) มาแทนค่าเช่าบ้าน และเลี้ยงดูด้วยรำข้าวและข้าวตังอย่างรักใคร่เหมือนลูก ต่อมาพ่อค้าม้าผู้เป็นพระโพธิสัตว์สังเกตเห็นลักษณะพิเศษจึงซื้อไปในราคาสูง แล้วทดลองให้กินรำแบบเดิมเพื่อดูใจ ลูกม้าปฏิเสธไม่ยอมกินเพราะรู้คุณค่าของตนว่าเป็นม้าชั้นสูงสมควรได้อาหารดี เมื่อนำไปถวายพระราชาและแสดงฝีเท้าอันเลิศล้ำ ก็ได้รับการยกย่องเลี้ยงดูอย่างสมเกียรติ เรื่องสอนให้รู้ว่าผู้มีคุณสมบัติพิเศษย่อมรู้จักรักษาศักดิ์ศรีของตน และผู้อื่นก็ควรมองเห็นคุณค่าแท้จริงแล้วให้เกียรติอย่างสมควร
  5. หน้า ๔๐–๔๕ สุกชาดก ลูกนกแขกเต้าเลี้ยงดูพ่อแม่ที่ตาบอดด้วยการบินข้ามทะเลไปคาบผลมะม่วงหวานจากเกาะแห่งหนึ่งมาให้ทุกวัน แม้พ่อเตือนว่านกที่ไปเกาะนั้นมักไม่รอดกลับมา แต่ลูกนกไม่เชื่อฟัง วันหนึ่งกินรสมะม่วงจนอิ่มเกินไป บินกลับกลางทะเลด้วยความเหนื่อยล้าจนหลับคาปีกและตกลงในน้ำจมตาย ปลาคาบไปกิน พ่อแม่นกเมื่อไม่ได้อาหารก็ซูบผอมตายตามไปด้วย เรื่องสอนว่าความไม่รู้จักประมาณในการบริโภคนำไปสู่ความพินาศถึงชีวิตทั้งตนเองและผู้ที่พึ่งพา
  6. หน้า ๔๖–๕๐ ชรูทปานชาดก กองเกวียนพ่อค้าขุดบ่อน้ำเก่ากลางทางกันดารเพื่อหาน้ำดื่ม แต่กลับพบแร่เหล็ก ทองแดง เงิน ทอง และรัตนะมากมาย เมื่อได้ทรัพย์มากแล้วก็ยังไม่พอใจ ขุดลึกลงไปอีกจนไปรบกวนวิมานของพญานาคที่อยู่ใต้บ่อ พญานาคโกรธจึงพ่นพิษฆ่าพ่อค้าตายหมดยกเว้นหัวหน้ากองเกวียนซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ที่รู้จักพอและเคยเตือนพวกพ่อค้าแล้วแต่ไม่มีใครฟัง พญานาคกลับตอบแทนความสันโดษของหัวหน้าด้วยการมอบรัตนะให้จนร่ำรวย เรื่องสอนว่าความโลภไม่รู้จักพอนำไปสู่ความพินาศ แม้ในยามได้ลาภก็ควรรู้จักประมาณ
  7. หน้า ๕๑–๗๑ คามณิจันทชาดก เริ่มด้วยพระกุมารอาทาสมุขผู้มีปัญญาแม้ยังพระชนมายุน้อย ทรงพิสูจน์ตนว่าเป็นบัณฑิตด้วยการมองออกว่าลิงที่อำมาตย์แต่งตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ (ดูที่ดิน วินิจฉัยคดี เลี้ยงดูบิดามารดา) แท้จริงเป็นเพียงลิงไม่ใช่คนจริง จึงได้รับการอภิเษกเป็นกษัตริย์ จากนั้นเรื่องราวขยายไปสู่การพิสูจน์ปัญญาผ่านเหตุการณ์ 14 เรื่อง โดยเริ่มจากชายชราชื่อคามณิจันท์ผู้โชคร้ายซ้ำซาก ถูกกล่าวหาผิดๆ ในคดีวัวหาย ถูกกล่าวหาทำให้ภรรยาชาวบ้านแท้งลูก ทำขาม้าหัก และถูกกล่าวหาฆ่าคนทั้งที่ไม่ตั้งใจ จนต้องถูกพาตัวไปเข้าเฝ้าพระราชาเพ…
  8. หน้า ๗๒–๗๙ มันธาตุราชชาดก พระเจ้ามันธาตุทรงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีบุญญาธิการสูงสุด ทรงบันดาลฝนแก้ว ๗ ประการได้ และได้ครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ร่วมกับท้าวสักกะนานถึง ๓๖ ยุค แต่ก็ยังไม่อาจทำกามตัณหาให้เต็มได้ ถึงกับคิดจะฆ่าท้าวสักกะเพื่อครองสวรรค์แต่ผู้เดียว ท้ายที่สุดบุญเสื่อมจนตกจากสวรรค์กลับมาสิ้นพระชนม์ในโลกมนุษย์ เรื่องนี้สอนว่าความอยากไม่มีที่สิ้นสุดแม้จะได้อำนาจและโภคทรัพย์สูงสุดเพียงใดก็ตาม
  9. หน้า ๘๐–๘๗ ติรีติวัจฉชาดก ดาบสติรีติวัจฉะช่วยพระราชาที่หลงป่าและเกือบสิ้นพระชนม์เพราะขาดน้ำ โดยพยุงพระองค์ขึ้นจากบ่อน้ำและดูแลจนหายเหนื่อยล้า ภายหลังพระราชาทรงตอบแทนด้วยสักการะยิ่งใหญ่จนอำมาตย์ไม่พอใจ แต่เมื่อพระราชาเล่าเรื่องที่ดาบสช่วยชีวิตพระองค์ไว้ ทุกคนก็เข้าใจว่าคุณของผู้มีบุญคุณนั้นสมควรได้รับการตอบแทนแม้ไม่ใช่ญาติหรือมิตรแต่เดิม
  10. หน้า ๘๘–๙๒ ทูตชาดก ชายเจ้าเล่ห์คนหนึ่งอยากลิ้มรสพระกระยาหารราคาแพงของพระราชา จึงร้องประกาศตนเป็น "ทูต" แทรกฝูงชนเข้าไปหยิบอาหารเสวยโดยไม่มีใครกล้าห้าม เมื่อถูกซักถามเขาตอบอย่างมีไหวพริบว่าตนเป็นทูตของท้อง ผู้ถูกตัณหาบังคับให้ไปทุกหนแห่ง พระราชาทรงพอพระทัยในคารมจึงประทานรางวัลใหญ่ให้ เป็นเรื่องราวเบาสมองที่สะท้อนว่าสรรพสัตว์ล้วนเป็น "ทาสของท้อง" ไม่ต่างกัน
  11. หน้า ๙๔–๙๘ ปทุมชาดก เศรษฐีบุตร ๓ คนต้องการดอกบัวจากชายเฝ้าสระผู้มีจมูกแหว่ง สองคนแรกใช้คำพูดหลอกล่อเปรียบเทียบว่าจมูกจะงอกขึ้นใหม่ได้เหมือนผมหรือพืชที่ปลูก ทำให้ชายเฝ้าสระโกรธเพราะรู้ว่าเป็นคำเท็จ ส่วนคนที่สามพูดตรงไปตรงมาไม่โอ้อวดหลอกลวง จึงได้รับดอกบัวไป เรื่องสอนว่าคำพูดที่จริงใจย่อมได้ผลดีกว่าคำพูดเสแสร้งหลอกลวง
  12. หน้า ๙๙–๑๐๗ มุทุปาณิชาดก พระราชาผู้ไม่มีโอรสทรงหวังให้พระธิดากับพระภาคิไนย (หลานชาย) แต่งงานกันในอนาคต จึงแยกให้ประทับคนละวัง แต่ทั้งสองมีใจรักกันและใช้คำปริศนาสื่อสารผ่านพี่เลี้ยงว่าต้องการเงื่อนไข ๔ อย่าง (คนรับใช้มือนุ่ม ช้างฝึกดี ค่ำคืนมืด และฝนตก) เพื่อหนีไปพบกัน เมื่อถึงคืนที่ครบเงื่อนไข พระธิดาอาศัยจังหวะขณะสรงน้ำลวงสลับมือกับสาวใช้ให้พระบิดาจับไว้แทน แล้วหนีไปกับพระกุมารได้สำเร็จ พระราชาจึงตระหนักว่าแม้จับมือธิดาไว้เองก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ สะท้อนคำสอนว่าไม่มีใครรักษาสตรีที่มีใจปฏิพัทธ์ไว้ได้จริง
  13. หน้า ๑๐๘–๑๑๔ จุลลปโลภนชาดก เจ้าชายอนิตถิคันธกุมารเกลียดกลัวผู้หญิงมาแต่กำเนิดจนพระราชบิดาต้องจ้างนางระบำมาค่อยๆ เกลี้ยกล่อมด้วยเสียงดนตรีจนสำเร็จ ทำให้เจ้าชายลุ่มหลงกามจัดจนถูกเนรเทศไปอยู่ป่ากับนาง ต่อมามีดาบสเหาะมาเยี่ยมอาศรมขณะเจ้าชายไม่อยู่ ถูกนางเกลี้ยกล่อมจนฌานเสื่อม เมื่อจะเหาะหนีจึงตกลงในทะเล เจ้าชายช่วยเหลือและกล่าวสอนเรื่องภัยของสตรีที่ทำให้แม้ผู้ทรงฌานก็เสื่อมได้ ท้ายเรื่องเจ้าชายเองก็สลดใจ ส่งนางกลับ แล้วออกบวชบำเพ็ญฌานจนสำเร็จ
  14. หน้า ๑๑๕–๑๒๒ มหาปนาทชาดก พระพุทธเจ้าทรงเล่าย้อนอดีตชาติของพระภัททชิเถระผู้เพิ่งบรรลุอรหัตว่าเคยเป็นพระเจ้ามหาปนาท เจ้าของปราสาททองอันมหึมากว้าง ๑๖ ชั่วธนู สูง ๑,๐๐๐ ชั่วธนู มีนางฟ้อน ๖,๐๐๐ นาง เพื่อพิสูจน์คำกล่าวนี้ พระพุทธเจ้าทรงให้พระภัททชิใช้ฤทธิ์ยกปราสาทที่จมอยู่ใต้แม่น้ำคงคาขึ้นมา แต่เมื่อยกขึ้นสัตว์ต่างๆ (ปลา เต่า นาค) ซึ่งเป็นญาติเก่าที่เกิดในปราสาทนั้นพลัดตกน้ำ พระเถระจึงปล่อยปราสาทกลับที่เดิมด้วยความเมตตา แสดงทั้งอิทธิฤทธิ์แห่งฌานและความไม่จีรังของสมบัติอันยิ่งใหญ่
  15. หน้า ๑๒๓–๑๒๗ ขุรัปปชาดก หัวหน้าคนนำทางในป่ารับจ้างพาพ่อค้าข้ามดงอันตรายด้วยค่าจ้าง ๑,๐๐๐ กหาปณะ เมื่อเจอโจร ๕๐๐ คนพร้อมอาวุธ เขากลับไม่หวาดกลัวแต่บุกเข้าต่อสู้จนโจรแตกหนี เมื่อพ่อค้าถามถึงความกล้าหาญ เขาตอบว่าเพราะรับค่าจ้างแล้วก็ถือว่าได้สละชีวิตให้แก่หน้าที่ตั้งแต่ต้นแล้ว ผู้กล้าหาญที่แท้จริงจะทำหน้าที่ได้ก็ต่อเมื่อไม่ยึดติดอาลัยในชีวิตตนเอง
  16. หน้า ๑๒๘–๑๓๔ วาตัคคสินธพชาดก หญิงคนหนึ่งในเมืองสาวัตถีหลงรักกฎุมพีจนอดอาหารเกือบตาย เพื่อนหญิงจึงชวนกฎุมพีมาหา แต่เมื่อเขามาถึงนางกลับไล่เขาไปเพราะกลัวเสียเชิงว่าใจง่ายเกินไป ทำให้เขาไม่กลับมาอีก นางเสียใจจนตาย พระศาสดาตรัสว่าเคยเกิดเรื่องคล้ายกันในอดีต คือนางม้าภัททลีหลงรักม้ามงคลวาตัคคสินธพ ลูกสาวถามมารดาว่าเหตุใดจึงไล่ม้าตัวโปรดของนางหนีไปทั้งที่นางรักม้าตัวนั้นมาก มารดาตอบว่ามิตรภาพที่เกิดขึ้นเร็วเกินไปตั้งแต่แรกพบย่อมทำให้สตรีเสื่อมเสียเกียรติยศ จึงแสร้งไล่ม้าไปเสีย ลูกม้าเคยช่วยพาม้าหนุ่มมาให้ แต่นางม้าก็เตะไล่เขาไปด…
  17. หน้า ๑๓๕–๑๔๑ สุวรรณกักกฏกชาดก สามีภรรยาคู่หนึ่งถูกโจรจับ ภรรยาอ้อนวอนหัวหน้าโจรจนรอดชีวิตทั้งคู่ พระศาสดาตรัสอดีตชาติว่าเคยมีปูทองยักษ์ขนาดใหญ่อาศัยในหนองน้ำ คอยจับช้างกิน ช้างหนุ่ม(พระโพธิสัตว์)ท้าพิสูจน์ฝีมือจนถูกปูหนีบขาไว้แน่น นางช้างคู่รักไม่ทิ้งไป กล่าวคำเยินยอปูทองว่าเป็นปูที่ประเสริฐที่สุดจนปูใจอ่อนคลายก้าม ช้างจึงเหยียบปูตายและถูกช้างทั้งฝูงย่ำจนแหลกเป็นชิ้นๆ เรื่องจบด้วยตำนานที่มาของกลองอฬัมพรเภรีที่ทำจากก้ามปูลอยไปในทะเล คติสอนใจคือความรักความซื่อสัตย์ของคู่ชีวิตและปัญญาเอาชนะคำยกยอสามารถเอาชนะศัตรูที่แข็งแกร่งได้
  18. หน้า ๑๔๒–๑๔๖ อารามทูสกชาดก ภิกษุพบหลุมในสวนที่ไม่มีต้นไม้ขึ้น สอบถามได้ความว่าบุตรนายอุยยานบาลถอนต้นไม้ดูรากก่อนรดน้ำจนต้นไม้ตาย พระศาสดาเล่าอดีตชาติว่าฝูงลิงได้รับมอบหมายให้รดน้ำต้นไม้ในสวนหลวง หัวหน้าลิงออกความคิดว่าควรถอนต้นไม้ขึ้นดูความยาวรากก่อนแล้วจึงรดน้ำตามสัดส่วน ทำให้ต้นไม้ตายหมด บัณฑิตที่พบเห็นจึงติเตียนว่าปัญญาหัวหน้าลิงก็แค่นี้ แล้วชี้ว่าความเสียหายที่แท้จริงตกอยู่กับผู้ที่มอบหมายงานให้คนโง่ทำ คติสอนใจคือการทำงานอย่างเป็นระบบแต่ขาดปัญญาเข้าใจเป้าหมายที่แท้จริงย่อมก่อความเสียหาย และผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบ…
  19. หน้า ๑๔๗–๑๕๕ สุชาตาชาดก นางสุชาดาสะใภ้เศรษฐีอนาถบิณฑิกะถือตัวจัด ดุร้ายต่อพ่อแม่ผัวและคนรับใช้ พระศาสดาทรงแสดงภรรยา ๗ จำพวก ตั้งแต่ภรรยาเสมอเพชฌฆาต โจร เจ้านาย (ไปนรก) จนถึงภรรยาเสมอมารดา น้องสาว เพื่อน และทาส (ไปสุคติ) นางฟังแล้วบรรลุโสดาบันและขอเป็นภรรยาเสมอทาส พระศาสดาตรัสว่าเคยทรมานนางด้วยวิธีเดียวกันมาแล้วในอดีต คือพระราชาพาราณสีผู้เป็นพระโพธิสัตว์สอนพระมารดาที่ดุร้ายให้เห็นว่านกต้อยตีวิดเสียงกระด้างไม่มีใครรัก ขณะที่นกดุเหว่าแม้ตัวดำไม่สวยแต่เสียงไพเราะกลับเป็นที่รักของทุกคน สอนว่าคำพูดอ่อนหวานสำคัญกว่ารูปลักษณ์…
  20. หน้า ๑๕๖–๑๖๐ อุลูกชาดก เรื่องปัจจุบันเล่าว่ากาและนกเค้าแมวฆ่ากันไปมาจนซากศีรษะกาเกลื่อนพื้นวัดเชตวัน พระศาสดาเล่าย้อนไปถึงกาลปฐมกัปที่หมู่นกประชุมกันเลือกพระราชา เห็นชอบนกเค้าแมวเพราะรูปร่างผึ่งผาย แต่กาตัวหนึ่งคัดค้านว่าหน้าตานกเค้าแมวเวลายังไม่โกรธก็น่ากลัวขนาดนี้ ถ้าโกรธจะยิ่งน่ากลัวเพียงใด ที่ประชุมจึงเปลี่ยนใจเลือกหงส์ทองแทน นกเค้าแมวโกรธไล่จิกกา จึงเป็นที่มาของศัตรูคู่อาฆาตระหว่างกาและนกเค้าแมวตลอดมา คติสอนใจคือการเลือกผู้นำต้องพิจารณาอุปนิสัยใจคอมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก
  21. หน้า ๑๖๒–๑๖๖ อุทปานทูสกชาดก สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งถ่ายมูตรคูถลงบ่อน้ำของภิกษุสงฆ์ที่ป่าอิสิปตนะ ถูกสามเณรปาก้อนดินจนไม่กล้ากลับมาอีก พระศาสดาเล่าอดีตชาติว่าดาบสทั้งหลายจับสุนัขจิ้งจอกที่ทำลายบ่อน้ำเดียวกันนี้มาให้พระโพธิสัตว์ว่ากล่าว สุนัขจิ้งจอกแก้ตัวว่าการถ่ายในที่ที่ดื่มน้ำเป็นธรรมดาสืบทอดมาจากบรรพบุรุษของสุนัขจิ้งจอก ไม่ควรถือโทษ พระโพธิสัตว์ยอมรับเหตุผลแต่สั่งห้ามไม่ให้กลับมาอีก คติสอนใจคือแม้พฤติกรรมบางอย่างจะเป็น "ธรรมชาติ" ของผู้กระทำ แต่หากสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นก็ไม่อาจอ้างเป็นข้อแก้ตัวให้ล่วงละเมิดพื้นที่ของ…
  22. หน้า ๑๖๗–๑๗๓ พยัคฆชาดก พระโกกาลิกะอยู่ร่วมหรือแยกจากพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไม่ได้เลย พระศาสดาเล่าอดีตชาติว่ารุกขเทวดาโง่เขลาตนหนึ่งรำคาญกลิ่นซากสัตว์ที่ราชสีห์กับเสือโคร่งกินเหลือทิ้งไว้ในป่า จึงอยากไล่สัตว์ทั้งสองออกไป แม้เทวดาผู้ฉลาด(พระโพธิสัตว์)เตือนว่าหากไม่มีรอยเท้าสิงห์เสือ มนุษย์จะกล้าเข้ามาโค่นป่า แต่เทวดาโง่ก็ยังขู่ไล่สัตว์ทั้งสองไปจนได้ ผลคือมนุษย์รู้ว่าป่าปลอดภัยจึงเข้ามาถางป่าจนหมดภายในไม่กี่วัน แม้เทวดาจะไปอ้อนวอนขอให้สิงห์เสือกลับมาก็ไม่เป็นผล คติสอนใจคือมิตรหรือพันธมิตรที่ปกป้องผลประโยชน์ของเราแม้…
  23. หน้า ๑๗๔–๑๗๘ กัจฉปชาดก ลิงซุกซนตัวหนึ่งชอบแกล้งเอาอวัยวะเพศแหย่หูดาบสโดยไม่มีใครห้าม วันหนึ่งไปแหย่ปากเต่าที่นอนอ้าปากผิงแดด เต่าตื่นขึ้นงับไว้แน่น ลิงเจ็บปวดทนไม่ไหวจึงอุ้มเต่าไปหาพระโพธิสัตว์ผู้เป็นดาบสให้ช่วย พระโพธิสัตว์แกล้งถากถางลิงก่อน แล้วใช้ปัญญาโน้มน้าวเต่าว่าเต่าตระกูลกัสสปโคตรกับลิงตระกูลโกณฑัญญโคตรเคยแต่งงานกันมาโดยประเพณี จึงควรปล่อยลิงผู้เป็นญาติไป เต่าฟังแล้วพอใจในเหตุผลจึงปล่อย คติสอนใจคือการใช้ปัญญาและอารมณ์ขันคลี่คลายความขัดแย้งได้ผลดีกว่าการใช้กำลัง เป็นเรื่องราวที่ใช้สงบศึกระหว่างอำมาตย์สองคนของพ…
  24. หน้า ๑๗๙–๑๘๔ โลลชาดก ภิกษุโลเลรูปหนึ่งถูกพระศาสดาตำหนิ จึงเล่าอดีตชาติว่ากาจอมโลภตัวหนึ่งเห็นนกพิราบ(พระโพธิสัตว์)อาศัยอยู่ในครัวเศรษฐีที่มีปลาเนื้ออุดมสมบูรณ์ จึงตีสนิทขอเป็นเพื่อนเพื่อหวังได้กินของดี พระโพธิสัตว์เตือนให้กินแต่พอดีอย่าโลภ แต่กาอดใจไม่ไหวบินไปเกาะจานปรุงอาหาร ถูกพ่อครัวจับถอนขนทั้งตัวเหลือแต่หงอน แล้วทาตัวด้วยขิงพริกเปรียง โยนทิ้งบาดเจ็บสาหัส พระโพธิสัตว์กลับมาเห็นก็ล้อเลียนว่าเป็นนกยางมีหงอน กาสารภาพว่าตนเป็นกาโลเลไม่เชื่อฟัง พระโพธิสัตว์เตือนว่าจะทุกข์อีกเพราะสันดานเป็นเช่นนั้น แล้วบินจากไป กาตาย…
  25. หน้า ๑๘๕–๑๘๗ รุจิรชาดก เรื่องราวคล้ายโลลชาดกเกือบทั้งหมด ทั้งเรื่องปัจจุบัน(ภิกษุโลเล)และอดีตชาติ(กาโลภแอบอิงนกพิราบเพื่อหวังกินของดีจากครัวเศรษฐี) เพียงแต่ใช้ถ้อยคำคาถาต่างออกไปเล็กน้อย จบลงด้วยพระโพธิสัตว์เตือนกาที่ถูกถอนขนว่าจะทุกข์อีกเพราะสันดานเช่นนั้น แล้วละทิ้งที่อยู่ไป คติสอนใจเช่นเดียวกับเรื่องก่อนคือความโลภและไม่รู้จักพอนำมาซึ่งความทุกข์ซ้ำซาก
  26. หน้า ๑๘๘–๒๑๔ กุรุธรรมชาดก ภิกษุรูปหนึ่งพนันกับเพื่อนว่าจะใช้ก้อนกรวดดีดตาหงส์ที่บินผ่านจนหงส์ตายจริง ถูกพระศาสดาตำหนิว่าแม้บวชในศาสนาแล้วก็ยังไม่รู้จักสำรวมกาย วาจา ใจ พระศาสดาเล่าอดีตชาติว่าพระเจ้าธนัญชัยโกรัพย์แห่งกรุงอินทปัฏถ์ แคว้นกุรุ (พระโพธิสัตว์) ทรงรักษาศีลห้าอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งพระชนนี มเหสี อุปราช ปุโรหิต และข้าราชบริพารรวม ๑๑ คนต่างก็รักษาศีลห้าเช่นกัน ทรงตั้งโรงทานใหญ่บริจาคทรัพย์วันละหกแสนจนเลื่องลือทั่วชมพูทวีป ต่อมาแคว้นกาลิงคะเกิดภัยแล้งข้าวยากหมากแพงร้ายแรง พระเจ้ากาลิงคราชทรงบำเพ็ญบุญรักษาศีลตามโบ…
  27. หน้า ๒๑๕–๒๒๐ โรมชาดก ดาบสปลอมตัวเข้าไปอยู่ในถ้ำแทนดาบสผู้มีศีลเดิม แล้ววางแผนล่อฆ่านกพิราบที่เคยคุ้นเคยกับดาบสรูปก่อนเพื่อกินเนื้อ โดยแสร้งพูดจาไพเราะถามหาเหตุที่นกไม่เข้าใกล้เหมือนเดิม แต่พญานกพิราบ (พระโพธิสัตว์) ใช้การสังเกตกลิ่นตัวและพฤติกรรมจนจับได้ว่าดาบสมีเจตนาร้าย จึงพานกทั้งหมดหลบหนีและขู่ให้ดาบสปลอมออกไปจากถิ่น เรื่องนี้สอนให้รู้จักสังเกตเจตนาแท้จริงที่ซ่อนอยู่หลังรูปลักษณ์อันน่าเชื่อถือ
  28. หน้า ๒๒๑–๒๒๕ มหิสชาดก ลิงเจ้าเล่ห์ตัวหนึ่งชอบขึ้นไปถ่ายอุจจาระปัสสาวะและแกว่งไกวบนหลังกระบือผู้มีศีล (พระโพธิสัตว์) ซึ่งอดทนไม่ตอบโต้ด้วยเมตตา แม้เทวดาประจำต้นไม้จะยุให้ขวิดเหยียบลิงให้ตาย กระบือกลับคิดว่าปล่อยให้ลิงไปทำแบบเดียวกันกับกระบือดุตัวอื่นจะดีกว่า เพราะตนจะได้พ้นบาปจากการฆ่าสัตว์ ในที่สุดลิงก็ไปทำอนาจารกับกระบือดุตัวใหม่และถูกขวิดเหยียบตาย เรื่องนี้สอนว่าความอดทนของผู้มีคุณธรรมต่างจากความเซ่อของผู้ไม่รู้จักแยกมิตรจากศัตรู ซึ่งท้ายที่สุดพฤติกรรมเลวก็จะนำความพินาศมาสู่ตนเอง
  29. หน้า ๒๒๖–๒๓๓ สตปัตตชาดก มารดาของชายหนุ่มคนหนึ่งตายด้วยความรักลูกแล้วเกิดเป็นแม่สุนัขจิ้งจอกคอยเตือนบุตรไม่ให้เดินเข้าดงที่มีโจรซุ่มอยู่ แต่บุตรกลับไล่ตะเพิดมารดาไปเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นลางร้าย ขณะที่เชื่อฟังนกกระไนซึ่งแท้จริงร้องบอกโจรให้มาปล้นฆ่าเขา หัวหน้าโจร (พระโพธิสัตว์) ผู้เข้าใจภาษาสัตว์จึงจับตัวชายหนุ่มไว้ทัน อธิบายความจริงและคืนทรัพย์ให้ เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจอย่างลึกซึ้งว่าคนโง่มักเข้าใจผิดว่าผู้หวังดี (แม้เป็นมารดา) เป็นศัตรู และหลงเชื่อคำประจบของผู้ที่แท้จริงหวังทำลายตน
  30. หน้า ๒๓๔–๒๓๗ ปูฏทูสกชาดก คนเฝ้าสวนห่อดอกไม้ผลไม้เป็นห่อๆ ทิ้งไว้ที่โคนต้น แต่มีลิงจ่าฝูงคอยแกะรื้อห่อใบไม้เหล่านั้นทุกครั้งด้วยความคะนอง เมื่อบัณฑิต (พระโพธิสัตว์) ถามว่าคิดจะทำห่อที่ดีกว่าเดิมหรือ ลิงตอบตรงไปตรงมาว่าบรรพบุรุษของตนไม่เคยถนัดสร้างอะไร มีแต่รื้อทำลายของที่คนอื่นทำไว้ เป็นสันดานประจำตระกูล เรื่องนี้สะท้อนธรรมชาติของคนบางประเภทที่ชอบทำลายมากกว่าสร้างสรรค์ และเป็นนิสัยที่ฝังรากลึกจนยากจะเปลี่ยน
  31. หน้า ๒๓๘–๒๕๓ อัพภันตรชาดก ท้าวสักกะแกล้งดาบสจำนวนมากที่มาบำเพ็ญตบะใกล้เมืองพาราณสี โดยแปลงกายไปหลอกพระมเหสีว่าถ้าเสวยมะม่วงทิพย์ชื่ออัพภันตระจะได้พระโอรสเป็นจักรพรรดิ แล้วทำให้มะม่วงในสวนหลวงหายไปจนดาบสถูกกล่าวหาว่าขโมยกินและถูกโบยไล่ออกจากสวน พระราชาจึงส่งลูกนกแขกเต้าเดินทางผจญภัยข้ามภูเขา 7 ลูกในป่าหิมพานต์ไปยังต้นมะม่วงทิพย์ที่มีรากษสหมื่นตนเฝ้าอยู่ ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อเจ้านายจนได้รับความช่วยเหลือจากรากษสและดาบสโชติรสผู้เป็นบริวารท้าวเวสวัณ นำมะม่วงกลับมาถวายสำเร็จ เรื่องนี้เชื่อมโยงกับพระสารีบุตรที่ถวายน้ำมะม่วงแก่พร…
  32. หน้า ๒๕๔–๒๖๐ เสยยชาดก อำมาตย์ของพระเจ้าโกศลผู้ถูกใส่ร้ายจนถูกจองจำอย่างไม่เป็นธรรม แต่กลับใช้เวลาในคุกทำจิตให้สงบจนบรรลุโสดาปัตติผล พระศาสดาตรัสว่าในอดีตก็เคยมีบัณฑิตที่นำโทษมาเป็นคุณเช่นกัน คือพระโพธิสัตว์ผู้ครองเมืองพาราณสีโดยธรรม มีอำมาตย์คนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าก่อการร้ายในวังและถูกถอดยศ จึงไปพึ่งพระราชาเมืองอื่นและยกทัพมาล้อมพระนคร จับพระราชาผู้ทรงธรรมและอำมาตย์ ๑๐๐ คนขังคุก แต่พระองค์ไม่โต้ตอบด้วยกำลัง กลับแผ่เมตตาจิตไปยังพระราชาโจรในคุกนั้นเอง จนพระราชาโจรร้อนรุ่มกายใจราวถูกไฟลวก เมื่อทราบเหตุจึงสำนึกผิด คืนราชสม…
  33. หน้า ๒๖๑–๒๗๒ วัฑฒกีสูกรชาดก หมูที่ช่างไม้เลี้ยงจนโตแล้วปล่อยคืนป่า ได้เป็นผู้นำฝูงหมูป่าด้วยไหวพริบ วางแผนกระบวนทัพ (ปทุมพยูหะ) ขุดหลุมดักและจัดแนวป้องกันจนสามารถฆ่าเสือโคร่งที่เคยไล่ล่าฝูงหมูได้ แล้วยังตามล่าดาบสทุศีลผู้อยู่เบื้องหลังคอยกินเนื้อเสือ จนได้รับการอภิเษกเป็นราชาแห่งหมู เรื่องราวสะท้อนพลังของความสามัคคีและการวางแผนที่ทำให้ผู้อ่อนแอเอาชนะผู้แข็งแกร่งกว่าได้ เชื่อมโยงกับเรื่องพระเถระผู้ฉลาดวางแผนรบช่วยพระเจ้าปเสนทิโกศลชนะพระเจ้าอชาตศัตรู
  34. หน้า ๒๗๓–๒๘๓ สิริชาดก พราหมณ์ผู้ชำนาญการดูสิริ (โชคลาภ) พยายามลักสิริจากเรือนอนาถบิณฑิกเศรษฐีโดยขอไก่มงคล แก้วมณี และไม้เจว็ดที่สิริย้ายไปสถิตตามลำดับ แต่สุดท้ายสิริไปสถิตที่ตัวภรรยาเอกซึ่งพราหมณ์ขอไม่ได้ จึงต้องยอมแพ้และสารภาพความจริง เรื่องอดีตชาติเล่าถึงไก่สองตัวที่ทำนายว่าผู้กินเนื้อส่วนต่างๆ จะได้เป็นใหญ่ ชายหาฟืนได้ยินจึงลอบฆ่าไก่หวังเป็นราชา แต่เนื้อกลับลอยน้ำไปตกเป็นของนายหัตถาจารย์ผู้มีบุญ ซึ่งภายหลังได้ครองราชสมบัติจริงแทน สอนว่าโภคทรัพย์และบุญตกแก่ผู้มีบุญวาสนา ไม่ใช่ผู้ขวนขวายเสมอไป
  35. หน้า ๒๘๔–๒๙๑ มณิสูกรชาดก หมูป่า ๓๐ ตัวที่อาศัยในถ้ำแก้วมณีตกใจเงาราชสีห์ที่สะท้อนในแก้ว จึงพยายามเอาโคลนถูแก้วมณีให้หมองแสงเพื่อไม่ให้เห็นเงา แต่แก้วกลับใสขึ้นกว่าเดิม เมื่อถามดาบสผู้เป็นพระโพธิสัตว์ ท่านตอบว่าแก้วไพฑูรย์บริสุทธิ์ไม่มีใครทำให้หมองได้ แนะให้หมูย้ายที่อยู่แทน เรื่องนี้เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เดียรถีย์วางแผนใส่ร้ายพระพุทธเจ้าด้วยการฆ่านางสุนทรีแต่กลับทำลายตนเอง สื่อว่าคุณธรรมอันบริสุทธิ์แท้จริงไม่มีใครทำลายให้มัวหมองได้
  36. หน้า ๒๙๒–๒๙๖ สาลุกชาดก โคพี่น้องสองตัวที่ทำงานหนักในบ้านนายเห็นหมูชื่อสาลุกะได้กินข้าวยาคูและนอนใต้เตียงอย่างสบาย จึงอิจฉา แต่โคพี่อธิบายว่าหมูถูกขุนให้อ้วนไว้ฆ่าทำแกงเลี้ยงแขกในงานแต่งงาน ไม่กี่วันต่อมาหมูก็ถูกฆ่าจริงตามคาด โคทั้งสองจึงตระหนักว่าการกินง่ายอยู่ง่าย (แม้เพียงแกลบ) ต่างหากคือหนทางแห่งอายุยืน เรื่องปรารภภิกษุที่กระสันเพราะหญิงสาวคนหนึ่ง เตือนว่าความสุขสบายฉาบฉวยอาจนำไปสู่ความพินาศ
  37. หน้า ๒๙๗–๓๐๓ ลาภครหิกชาดก อาจารย์ทิศาปาโมกข์สอนศิษย์ว่าจะได้ลาภสักการะในหมู่คนงมงายต้องทำตัวเป็นเหมือนคนบ้า คนส่อเสียด นักฟ้อนรำ และคนตื่นข่าวเก่ง (สี่วิธีหลอกลวงเพื่อผลประโยชน์) แต่ศิษย์ผู้มีคุณธรรมกลับตำหนิวิธีการนี้ว่าน่ารังเกียจ เห็นว่าการถือบาตรออกบวชเลี้ยงชีพโดยธรรมยังประเสริฐกว่าแสวงหาลาภโดยไม่ชอบธรรม จึงออกบวชเป็นฤๅษี เรื่องปรารภพระสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตรที่ถูกสอนแบบเดียวกันแล้วก็ปฏิเสธเช่นกัน เป็นการเสียดสีวิธีหาผลประโยชน์อย่างไม่สุจริตได้อย่างคมคาย
  38. หน้า ๓๐๔–๓๐๙ มัจฉทานชาดก พี่น้องสองคนแบ่งทรัพย์มรดกพันกหาปณะ พี่ชายเคยให้อาหารเหลือแก่ปลาในแม่น้ำคงคาและอุทิศบุญแก่เทวดาประจำแม่น้ำ ส่วนน้องชายเจ้าเล่ห์พยายามขโมยห่อเงินโดยแสร้งโยนห่อกรวดทิ้งน้ำ แต่กลับโยนห่อเงินจริงลงน้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ เทวดาจึงบันดาลให้ปลากลืนห่อเงินไว้และคุ้มครองจนปลาถูกจับขายกลับมาถึงมือพี่ชายพร้อมเงินครบ เมื่อรู้ความจริงพี่ชายก็ยังคงแบ่งทรัพย์ครึ่งหนึ่งให้น้องชายผู้ทรยศอยู่ดี แสดงทั้งอานิสงส์ของทานและความเมตตาที่ไม่ผูกโกรธ
  39. หน้า ๓๑๐–๓๑๕ นานาฉันทชาดก พราหมณ์ปุโรหิตเก่าที่ถูกถอดตำแหน่งใช้วิชาดูดาวช่วยเตือนพระราชาผู้ปลอมตัวออกตรวจพระนครยามค่ำคืนจนรอดพ้นจากเงื้อมมือโจร พระราชาจึงคืนตำแหน่งและพระราชทานพรให้ เมื่อพราหมณ์กลับไปถามครอบครัว กลับพบว่าแต่ละคนปรารถนาต่างกันสิ้นเชิง ตั้งแต่บ้านส่วย โคนม รถม้า เครื่องประดับ ไปจนถึงนางทาสีที่ขอเพียงครกสากกระด้ง พระราชาก็ทรงประทานให้ทุกคนตามที่ปรารถนา สะท้อนความหลากหลายของความต้องการมนุษย์แต่ละระดับฐานะและความพอใจ
  40. หน้า ๓๑๖–๓๑๙ สีลวีมังสชาดก ปุโรหิตของพระราชาแห่งพาราณสีทดลองศีลของตนเองด้วยการแอบหยิบกหาปณะจากแผ่นกระดานนับเงินทีละเหรียญสองวันติด จนถูกจับได้ในวันที่สามและถูกนำตัวไปเข้าเฝ้า ระหว่างทางเห็นหมองูเล่นกับงูพิษร้ายที่ไม่กัดทำร้ายใครเพราะรู้ตัวว่ามีการควบคุม จึงเกิดความคิดว่าศีลเป็นสิ่งงดงามที่สุด ประกาศจะสมาทานศีลอย่างเคร่งครัด แล้วทูลลาพระราชาออกบวชเป็นฤๅษีจนบรรลุฌานสมาบัติ เรื่องนี้ปิดท้ายวรรค (อัพภันตรวรรคที่ ๔) ด้วยอานิสงส์ของศีลว่าทำให้เป็นที่รักของญาติมิตรและไปสู่สุคติ
  41. หน้า ๓๒๑–๓๒๕ ภัทรฆฏเภทกชาดก นักเลงขี้เมาผลาญทรัพย์ของบิดามารดาจนหมดตัว ท้าวสักกะ (พระโพธิสัตว์) สงสารด้วยความรักในฐานะบิดาในชาติก่อน จึงประทานหม้อสารพัดนึกให้พร้อมกำชับให้รักษาไว้ให้ดี แต่นักเลงยังคงเมามายจนวันหนึ่งโยนหม้อขึ้นฟ้าเล่นแล้วรับพลาด หม้อแตกกระจาย เขาก็กลับไปสู่ความยากจนข้นแค้นจนตาย สอนว่าคนประมาทแม้ได้ลาภวิเศษเพียงใดก็รักษาไว้ไม่ได้ ต้องเดือดร้อนภายหลังเสมอ
  42. หน้า ๓๒๖–๓๓๒ สุปัตตชาดก พญากาสุปัตต์กับมเหสีสุปัสสาผู้กำลังแพ้ท้องอยากเสวยพระกระยาหารของพระเจ้าพาราณสี สุมุขเสนาบดีอาสาเสี่ยงชีวิตนำฝูงกาบุกเข้าไปแย่งชิงอาหารจากคนเชิญเครื่องได้สำเร็จ เมื่อถูกจับได้ก็สารภาพความจงรักภักดีต่อเจ้านายอย่างไม่กลัวตาย พระราชาประทับใจในคุณธรรมของกา จึงตั้งกติกาคุ้มครองฝูงกาสืบมาถึง 700 ปี เรื่องนี้เชื่อมโยงกับพระสารีบุตรที่หาอาหารพิเศษให้มารดาของพระราหุลในชาติปัจจุบัน
  43. หน้า ๓๓๓–๓๓๖ กายนิพพินทชาดก พราหมณ์ผู้มั่งคั่งป่วยเป็นโรคผอมเหลืองอย่างหนัก ตั้งจิตอธิษฐานว่าหากหายป่วยจะออกบวช เมื่อหายจึงเข้าป่าหิมพานต์บวชเป็นฤๅษีบำเพ็ญฌานสมาบัติจนเกิดปีติสุข แล้วเปล่งอุทานสะท้อนความเบื่อหน่ายในร่างกายที่เคยทุกข์ทรมาน ชี้ให้เห็นว่าร่างกายเป็นเพียงของปฏิกูลเน่าเหม็นที่คนพาลหลงเข้าใจผิดว่าน่าใคร่ ควรถือเป็นเหตุปลุกให้เจริญพรหมวิหารมุ่งสู่สุคติ
  44. หน้า ๓๓๗–๓๔๐ ชัมพูขาทกชาดก กาตัวหนึ่งกินผลชมพู่สุกอยู่บนต้น สุนัขจิ้งจอกที่อยากได้ผลไม้จึงยกยอสรรเสริญเสียงกาว่าไพเราะดุจนกยูง กาก็ยกยอตอบว่าสุนัขจิ้งจอกงามดุจเสือโคร่งแล้วเขย่ากิ่งให้ผลหล่นลงมาให้กิน เทวดาประจำต้นไม้เห็นทั้งคู่ยกยอปอปั้นกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนจึงตำหนิว่าเป็นผู้พูดเท็จมาพบกันพอดี แล้วแสดงรูปน่ากลัวไล่ทั้งสองหนีไป เรื่องนี้เปรียบเปรยพระเทวทัตกับพระโกกาลิกะที่ยกยอสรรเสริญคุณกันและกันเพื่อหวังลาภสักการะ
  45. หน้า ๓๔๑–๓๔๓ อันตชาดก สุนัขจิ้งจอกกำลังกินซากโคแก่ที่ถูกทิ้งไว้ กาที่จับอยู่บนต้นละหุ่งใกล้ ๆ จึงยกยอสรรเสริญสุนัขจิ้งจอกว่าสง่างามดุจราชสีห์เพื่อขอแบ่งกินเนื้อด้วย สุนัขจิ้งจอกก็ยกยอกาตอบเชิญให้ลงมากิน เทวดาต้นละหุ่งเห็นเข้าจึงกล่าวเปรียบว่าสัตว์และต้นไม้ที่เลวที่สุดสามอย่าง (สุนัขจิ้งจอก กา ต้นละหุ่ง) มาประชุมพร้อมกันพอดี เป็นการเปรียบเปรยพระเทวทัตกับพระโกกาลิกะซ้ำอีกครั้งในรูปแบบต่างกัน
  46. หน้า ๓๔๔–๓๔๘ สมุททชาดก นกกาน้ำชื่ออนันตปายี (ผู้ไม่รู้จักอิ่ม) บินวนเหนือทะเลห้ามปลาและสัตว์น้ำไม่ให้ดื่มน้ำทะเลเกินประมาณ อวดอ้างว่าตนปรารถนาจะดื่มน้ำมหาสมุทรทั้งหมดให้หมดสิ้น เทพประจำสมุทรจึงเตือนสติว่ามหาสมุทรนั้นไม่มีวันพร่องไม่ว่าจะมีผู้ดื่มมากเท่าใด แล้วแสดงรูปน่ากลัวไล่นกไป เรื่องนี้เปรียบเทียบกับพระอุปนันทะผู้บริโภคปัจจัยมากเกินประมาณและไม่รู้จักพอ
  47. หน้า ๓๔๙–๓๕๒ กามวิลาปชาดก ชายคนหนึ่งถูกราชบุรุษจับเสียบหลาวประจานทั้งเป็น เมื่อเห็นกาบินผ่านก็ร้องขอให้ช่วยไปบอกภรรยาสาวว่าตนถูกลงโทษ พร้อมสั่งเสียมอบทรัพย์สินและเครื่องประดับที่ซ่อนไว้ที่หัวนอนให้นางแทนคำอำลา เขาคร่ำครวญห่วงใยเรื่องกามและความโกรธของภรรยามากกว่าความเจ็บปวดจากหลาว สุดท้ายสิ้นชีวิตไปเกิดในนรกเพราะความยึดติดในกามจนถึงวาระสุดท้าย
  48. หน้า ๓๕๓–๓๕๗ อุทุมพรชาดก ลิงหน้าดำตัวใหญ่ต้องการยึดซอกเขาที่ลิงหน้าแดงตัวเล็กใช้หลบฝนอยู่ จึงหลอกล่อด้วยคำโกหกว่าผลไม้ในป่าสุกงอมมากมายชวนให้ออกไปกิน เมื่อลิงเล็กหลงเชื่อออกไปหาแต่ไม่พบผลไม้จริง กลับมาเห็นลิงใหญ่ยึดที่อยู่ของตนแล้ว จึงคิดอุบายเดียวกันหลอกล่อกลับ แต่ลิงใหญ่ผู้มีประสบการณ์มากไม่หลงเชื่อ เรื่องนี้เปรียบเทียบกับภิกษุอาคันตุกะที่ใช้อุบายหลอกภิกษุเจ้าถิ่นให้ออกจากวิหารแล้วยึดครองเอง
  49. หน้า ๓๕๘–๓๖๓ โกมาริยปุตตชาดก ลิงในสำนักของกลุ่มดาบสที่ชอบเล่นสนุกคะนอง ได้รับการอบรมจากฤๅษีโกมาริยบุตร (พระโพธิสัตว์) ให้สำรวมกายวาจาจนกลายเป็นสัตว์มีระเบียบ เมื่อดาบสกลุ่มเดิมกลับมาเห็นลิงไม่เล่นซนเหมือนก่อนจึงถามเหตุ ลิงอวดอ้างว่าได้ฟังธรรมเรื่องความหมดจดแห่งฌานจากอาจารย์แล้ว ดาบสจึงเตือนสติว่าเพียงได้ฟังโดยไม่ปฏิบัติจริงก็เหมือนหว่านพืชบนแผ่นหิน ไม่มีทางงอกงามเป็นฌานได้จริง เปรียบเทียบกับภิกษุที่ชอบเล่นคะนองพูดคุยเรื่อยเปื่อยแทนที่จะเจริญวิปัสสนา
  50. หน้า ๓๖๔–๓๖๗ พกชาดก นกยางตัวหนึ่งติดอยู่บนหินกลางแม่น้ำที่น้ำท่วมจนหาอาหารไม่ได้ จึงอธิษฐานถือศีลอุโบสถด้วยใจที่ไม่มั่นคง เพียงเพราะจำใจไม่มีทางเลือก ท้าวสักกะทรงทราบความไม่มั่นคงของวัตรนี้จึงแปลงกายเป็นแพะมาทดสอบ นกยางเห็นแพะก็ทิ้งศีลที่สมาทานทันทีบินเข้าไปหมายจะกินเนื้อ แต่จับไม่ได้จึงกลับมานอนทำเป็นถือศีลต่อ ท้าวสักกะจึงเสด็จมาตำหนิว่าการถือศีลด้วยใจไม่มั่นคงเช่นนี้ไร้ประโยชน์ เปรียบเทียบกับภิกษุที่สมาทานธุดงค์ตามกันไปโดยไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติจริง
  51. หน้า ๓๖๙–๓๘๒ จุลลกาลิงคชาดก นางปริพาชิกา 4 นางผู้เก่งกาจด้านวาทะเดินทางท้าประลองปัญญาไปทั่วชมพูทวีป จนถูกพระสารีบุตรเอาชนะด้วยปัญหาง่าย ๆ ว่า "อะไรชื่อว่าหนึ่ง" ทำให้ทั้งสี่ยอมบวชและบรรลุอรหัตตผลในที่สุด พระศาสดาจึงเล่าย้อนชาติว่าเคยเป็นเรื่องพระราชธิดา 4 องค์แห่งกาลิงครัฐที่เที่ยวท้าทายเมืองต่าง ๆ ทั่วชมพูทวีปแต่ไม่มีใครกล้ารับไว้ จนอำมาตย์นันทเสนแห่งแคว้นอัสสกะกล้ารับไว้เป็นมเหสี และใช้สติปัญญาผูกไมตรีกับฤๅษีโพธิสัตว์เพื่อรู้ลางบอกเหตุก่อนศึก แม้เทวดา(ท้าวสักกะ)จะทำนายผิดในตอนแรกว่าฝ่ายกาลิงคะจะชนะ แต่ด้วยความสามัคคีมั่…
  52. หน้า ๓๘๓–๓๙๒ มหาอัสสาโรหชาดก คาถาเปิดเรื่องกล่าวถึงหลักการให้ทานอย่างถูกที่ถูกเวลา และการทำความดีสะสมไว้แต่ปางก่อนย่อมมีผลช่วยเหลือได้ในยามยาก พระราชาแห่งพาราณสีผู้ให้ทานรักษาศีลโดยธรรม ยกทัพไปปราบชายแดนที่กำเริบแต่พ่ายแพ้ ต้องทรงม้าหนีมาถึงหมู่บ้านชายแดน ทรงปลอมพระองค์เป็นสามัญชนออกตรวจราชการ ได้รับการต้อนรับด้วยน้ำใจจากชายชาวบ้านคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าตนเป็นพระราชา ทั้งที่พัก อาหาร และการดูแลม้าอย่างดีหลายวัน เมื่อกลับถึงเมืองพระราชาจึงตามหาชายผู้นั้นมาตอบแทนคุณด้วยราชสมบัติกึ่งหนึ่ง ทำให้อำมาตย์และพระราชโอรสไม่พอใจ พระราชาจ…
  53. หน้า ๓๙๓–๓๙๙ เอกราชชาดก พระเจ้าทุพภิเสนแห่งแคว้นโกศลยกทัพมาจับพระเจ้าพาราณสี (พระโพธิสัตว์) แขวนพระเศียรลงกับธรณีประตู แต่พระองค์เจริญเมตตาภาวนาจนเครื่องพันธนาการขาดหลุด ประทับลอยในอากาศ ทำให้พระเจ้าทุพภิเสนเดือดเนื้อร้อนกายจนต้องขอขมาปล่อยตัว พระโพธิสัตว์ตรัสสอนว่าขันติและตบะเป็นคุณธรรมที่พระองค์ปรารถนามาแต่เดิม แม้ตกทุกข์ก็ไม่ทิ้งความดีที่สั่งสมมา สุดท้ายพระเจ้าทุพภิเสนคืนราชสมบัติให้ ส่วนพระโพธิสัตว์สละราชสมบัติออกบวชเป็นฤๅษี
  54. หน้า ๔๐๐–๔๐๕ ทัททรชาดก นาคราชสองพี่น้อง มหาทัททระ (พี่) และจุลลทัททระ (น้อง) ถูกบิดาลงโทษให้ไปอยู่ในที่เปื้อนคูถในเมืองพาราณสี ๓ ปี เพราะน้องมีนิสัยดุร้ายชอบด่าทอ เมื่อถูกเด็กชาวบ้านที่ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงพากันเยาะเย้ยด่าทอ จุลลทัททระโกรธจะใช้พิษทำลายเด็กเหล่านั้น แต่พี่ชายห้ามปรามและสอนว่าเมื่อไปอยู่ต่างถิ่นที่ไม่มีใครรู้จักฐานะที่แท้จริง ควรอดทนต่อคำหยาบคายเสมือนสร้างฉางเก็บไว้ในใจ ไม่ควรถือตัวหรือใช้กำลังตอบโต้
  55. หน้า ๔๐๖–๔๑๑ สีลวีมังสชาดก อาจารย์ทิศาปาโมกข์ต้องการทดสอบศีลของศิษย์ ๕๐๐ คนเพื่อเลือกคู่ครองให้ธิดา จึงบอกให้ศิษย์แต่ละคนไปลักผ้าและเครื่องประดับมาโดยไม่ให้ใครเห็น ศิษย์ทุกคนไปขโมยมาได้ยกเว้นพระโพธิสัตว์ผู้เดียวที่ไม่ยอมทำ เพราะเห็นว่าไม่มีที่ใดในโลกที่ปราศจากผู้รู้เห็นบาปกรรมอย่างแท้จริง แม้ไม่มีใครเห็นตนเองก็ยังรู้เห็นการกระทำของตนเสมอ อาจารย์จึงยกธิดาให้แก่พระโพธิสัตว์ผู้มีศีลบริสุทธิ์เพียงผู้เดียว ส่วนศิษย์อื่นที่ทุศีลไม่ได้อะไรตอบแทน
  56. หน้า ๔๑๒–๔๑๘ สุชาตาชาดก พระราชาหลงรักธิดาคนขายผักที่เดินขายพุทราหน้าวัง จึงตั้งเป็นอัครมเหสีนามสุชาดา วันหนึ่งพระนางเห็นพระราชาเสวยผลพุทราจึงทูลถามว่าคือผลอะไร พระราชากริ้วที่พระนางลืมกำพืดเดิมของตน ตรัสประชดจะให้นำพระนางกลับไปขายพุทราตามเดิม อำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิต (พระโพธิสัตว์) ทูลขอให้อดโทษ ด้วยเหตุผลว่าคนที่เพิ่งได้ยศใหญ่ย่อมพลั้งเผลอเป็นธรรมดา พระราชาจึงทรงคืนดีกับพระนาง เรื่องนี้พระศาสดาตรัสเล่าเพื่อคืนดีระหว่างพระเจ้าปเสนทิโกศลกับพระนางมัลลิกาที่ทรงหมางใจกันจริง
  57. หน้า ๔๑๙–๔๒๕ ปลาสชาดก พราหมณ์ยากจนบูชาต้นทองกวาวใหญ่ประหนึ่งเทวดาศักดิ์สิทธิ์ ปัดกวาดดูแลอย่างดีทุกวันแม้รู้ว่าต้นไม้ไม่มีจิตใจรับรู้ ด้วยหวังลาภสักการะตอบแทน รุกขเทวดา (พระโพธิสัตว์) ที่สิงอยู่แปลงกายเป็นพราหมณ์แก่มาถามเหตุผล เมื่อได้ฟังคำตอบตรงไปตรงมาว่าทำเพราะหวังทรัพย์ ก็พอใจในความซื่อตรงจึงเผยตัวและชี้บอกขุมทรัพย์ใต้ต้นไม้เลียบให้ไปขุดนำไปใช้ พร้อมสอนให้รู้จักให้ทานรักษาศีล พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่องนี้เพื่อปลอบพระอานนท์ที่กำลังโศกเศร้าก่อนพระองค์ปรินิพพาน ยืนยันว่าการอุปัฏฐากด้วยความกตัญญูย่อมไม่ไร้ผล
  58. หน้า ๔๒๖–๔๒๙ ชวสกุณชาดก นกหัวขวาน (พระโพธิสัตว์) เสี่ยงชีวิตเข้าไปในปากราชสีห์เพื่อเขี่ยกระดูกที่ติดคอออก ต่อมาเมื่อราชสีห์หายดีและกำลังกินซากกระบือป่า นกไปทดสอบถามว่าจะได้รับการตอบแทนบุญคุณอย่างไรบ้าง ราชสีห์กลับตอบอย่างอกตัญญูว่าแค่รอดชีวิตจากปากสัตว์กินเนื้อได้ก็นับว่าเป็นบุญคุณมากพอแล้ว นกจึงตำหนิว่าคนที่ไม่รู้คุณคนไม่ควรคบหาต่อไป ควรค่อยๆ ห่างออกไปโดยไม่ต้องริษยาหรือด่าว่า แล้วบินจากไป เรื่องนี้เปรียบพระเทวทัตผู้อกตัญญูต่อพระพุทธเจ้า
  59. หน้า ๔๓๐–๔๓๖ ฉวชาดก ชายจัณฑาลปีนต้นมะม่วงในพระราชอุทยานหวังขโมยผลมะม่วงสุกไปให้ภรรยาที่แพ้ท้อง แต่ต้องซ่อนตัวจนรุ่งเช้าเพราะกลัวถูกจับ ระหว่างนั้นเห็นพระราชาประทับบนอาสนะสูงเรียนมนต์จากปุโรหิตที่นั่งอาสนะต่ำ ผิดธรรมเนียมที่ศิษย์ควรนั่งต่ำกว่าอาจารย์ เขาจึงตำหนิทั้งสามฝ่ายว่าไม่เคารพธรรม รวมถึงตนเองที่เสี่ยงชีวิตเพราะเมียด้วย ปุโรหิตแก้ตัวว่าพึ่งข้าวสาลีของพระราชาจึงไม่กล้าทวงสิทธิ์ ชายจัณฑาลจึงตำหนิว่าลาภยศที่ได้มาด้วยการประพฤติไม่เป็นธรรมไม่ควรยกย่อง พระราชาประทับใจในปัญญาจึงตั้งให้เป็นผู้รักษาพระนครแม้เป็นคนวรรณ…
  60. หน้า ๔๓๗–๔๔๒ สัยหชาดก บุตรปุโรหิตที่เกิดวันเดียวกับพระราชโอรสและเติบโตมาด้วยกันอย่างสนิทสนม เมื่อพระราชโอรสขึ้นครองราชย์ พระโพธิสัตว์ตัดสินใจสละโอกาสรับตำแหน่งปุโรหิตออกบวชเป็นฤๅษีในป่าหิมพานต์แทน พระราชาส่งสัยหอำมาตย์ไปเชิญกลับมารับตำแหน่งอุปราช แต่พระโพธิสัตว์ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด แม้จะได้ครองราชสมบัติทั้งชมพูทวีปหรือเป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็ไม่ปรารถนา เพราะเห็นว่าการดำรงชีวิตด้วยการขอบิณฑบาตอย่างไม่เบียดเบียนใครประเสริฐกว่าลาภยศที่ได้มาด้วยการเสื่อมจากความสุขในฌานหรือด้วยการประพฤติไม่เป็นธรรม
  61. หน้า ๔๔๔–๔๔๙ ปุจิมันทชาดก โจรขโมยทรัพย์ในบ้านใกล้ประตูเมืองแล้วหนีไปหลบซ่อนที่ป่าช้าใต้ต้นสะเดาซึ่งมีรุกขเทวดา (พระโพธิสัตว์) สิงสถิตอยู่ เทวดาต้นสะเดาเกรงว่าหากโจรถูกจับได้ที่นั่น คนจะตัดกิ่งสะเดาทำหลาวเสียบประหารโจร ทำให้ต้นไม้ถูกทำลาย จึงไล่ให้โจรหนีไปที่อื่น เทวดาต้นอัสสัตถะ (โพธิ์) ข้างเคียงตำหนิว่าไม่ใช่ธุระของเทวดาต้นสะเดาที่จะยุ่งเรื่องการจับโจร แต่เทวดาต้นสะเดาอธิบายว่าเกรงทั้งเรื่องต้นไม้ถูกตัดทำหลาวหรือถูกแขวนศพจนวิมานเหม็นซากศพ จึงต้องป้องกันภัยไว้ก่อน อรรถกถาอธิบายว่าอนาคตภัยมี ๒ อย่าง คือภัยในชาตินี้และภัย…
  62. หน้า ๔๕๐–๔๕๖ กัสสปมันทิยชาดก ภิกษุหนุ่มให้บิดาและน้องชายบวช ระหว่างเดินทางกลับวัดพระเถระผู้เป็นบิดากับสามเณรน้องชายทะเลาะกันจนมืดค่ำ ไม่ทันอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า พระองค์จึงเล่าอดีตชาติที่ดาบสหนุ่ม (พระโพธิสัตว์) เคยเจอเหตุการณ์เดียวกันกับบิดาและน้องชายของตน แล้วสอนบิดาว่าความผิดของเด็กหนุ่มเปรียบเหมือนภาชนะดินที่แตกง่าย ผู้ใหญ่ควรให้อภัย ผู้ที่รู้จักขอโทษกับผู้ที่รู้จักให้อภัยจะยิ่งสนิทสนมกันมากขึ้นและไม่เสื่อมคลาย
  63. หน้า ๔๕๗–๔๖๔ ขันติวาทิชาดก ดาบสผู้เจริญขันติบำเพ็ญตบะอยู่ในพระราชอุทยาน ถูกพระเจ้ากลาปุ(กาสี)ผู้มึนเมาและหึงหวงเมื่อเห็นนางสนมไปฟังธรรม สั่งเพชฌฆาตตัดมือ เท้า หู และจมูกของดาบสทีละส่วน แต่ดาบสไม่โกรธเคืองเลยสักครั้ง ยืนยันว่าขันติของตนตั้งอยู่ในหทัยมิใช่ที่ผิวหนัง เมื่อพระราชาเสด็จพ้นอุทยานแผ่นดินก็แยกออกและพระองค์ถูกดูดลงสู่อเวจีมหานรกทันที เป็นที่มาของคำสอนเรื่องขันติที่โด่งดังมากในพระไตรปิฎก
  64. หน้า ๔๖๕–๔๗๔ โลหกุมภีชาดก พระเจ้าโกศลทรงได้ยินเสียงร้องประหลาด ๔ เสียงยามค่ำคืนจนหวาดกลัว พวกพราหมณ์แนะให้บูชายัญฆ่าสัตว์อย่างละ ๔ เพื่อแก้เคราะห์ แต่พระนางมัลลิกาเทวีแนะให้ไปทูลถามพระพุทธเจ้าแทน พระองค์จึงเล่าอดีตชาติที่ดาบส(โพธิสัตว์)ผู้มีทิพยจักษุช่วยพระราชาพาราณสีในเหตุการณ์เดียวกัน โดยอธิบายว่าเสียงนั้นเป็นเสียงร้องของอดีตราชโอรสที่ผิดลูกเมียผู้อื่นแล้วตกโลหกุมภีนรก พยายามสารภาพบาปเป็นคาถาแต่กล่าวได้เพียงอักขระเดียวก่อนจมกลับลงไป เรื่องนี้ทั้งเตือนภัยกรรมชั่วจากการล่วงประเวณีและคัดค้านการฆ่าสัตว์บูชายัญ
  65. หน้า ๔๗๕–๔๘๐ มังสชาดก เศรษฐีบุตร ๔ คนผลัดกันขอเนื้อจากนายพราน คนแรกพูดจาห้วนหยาบได้แต่เศษพังผืด คนต่อมาเรียก "พี่ชาย" ได้ชิ้นเนื้อธรรมดา คนที่สามเรียก "พ่อ" ได้เนื้อส่วนอร่อย ส่วนคนสุดท้ายเรียกนายพรานว่า "สหาย" จึงได้เนื้อทั้งเกวียนและกลายเป็นมิตรแท้กันตลอดชีวิต แสดงให้เห็นว่าถ้อยคำอ่อนโยนมีอานุภาพเปลี่ยนใจคนได้มากกว่าคำพูดห้วนกระด้าง
  66. หน้า ๔๘๑–๔๘๙ สสปัณฑิตชาดก กระต่ายบัณฑิตกับเพื่อนอีก ๓ ตัวคือลิง สุนัขจิ้งจอก และนาก ตั้งใจรักษาศีลอุโบสถ ท้าวสักกะแปลงกายเป็นพราหมณ์มาขอทานเพื่อทดสอบ สัตว์อื่นต่างมีอาหารเก็บไว้ให้ แต่กระต่ายไม่มีสิ่งใดจึงยอมกระโดดเข้ากองไฟถวายเนื้อตนเองเป็นทาน ไฟที่ท้าวสักกะเนรมิตกลับเย็นราวกับหิมะ ท้าวสักกะจึงวาดรูปกระต่ายไว้บนดวงจันทร์เป็นอนุสรณ์แห่งคุณธรรม เป็นที่มาของตำนานรูปกระต่ายบนดวงจันทร์ที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง
  67. หน้า ๔๙๐–๔๙๕ มตโรทนชาดก กุฎุมพีชาวสาวัตถีเศร้าโศกร่ำไห้จนไม่อาบน้ำไม่กินข้าวเมื่อพี่ชายตาย พระพุทธเจ้าจึงเล่าอดีตชาติที่เศรษฐีบุตร(โพธิสัตว์)ก็เคยสูญเสียพี่ชายเช่นกันแต่ไม่ร้องไห้ ถูกญาติต่อว่าว่าใจแข็ง จึงชี้แจงว่าสัตว์ทุกจำพวกล้วนต้องตายไปตามลำดับ การร้องไห้ถึงคนตายไม่มีประโยชน์ ควรมองความจริงว่าตนเองก็จะต้องตายเช่นกัน คนพาลเท่านั้นที่ไม่รู้ธรรมดาโลกจึงเข้าใจผิดว่าบัณฑิตผู้ไม่ร้องไห้เป็นคนใจร้าย
  68. หน้า ๔๙๖–๕๐๕ กณเวรชาดก โจรรูปงามถูกจับจะถูกประหาร นางคณิกาชื่อสามาผู้โด่งดังพบเห็นแล้วหลงรัก จึงติดสินบนเจ้าหน้าที่โดยให้เศรษฐีบุตรที่หลงรักนางไปตายแทนโจรอย่างลับๆ โจรอยู่กินกับนางระยะหนึ่งแต่ระแวงว่าหากวันหนึ่งนางเบื่อตนก็คงทรยศให้ตนตายเช่นเดียวกับที่ทรยศเศรษฐีบุตรคนก่อน จึงลวงนางเข้าไปในพุ่มไม้ทำให้สลบแล้วปล้นเครื่องประดับหนีไป นางเสียใจส่งนักฟ้อนตามหาด้วยเพลง แต่โจรได้ยินก็ยังไม่ยอมกลับเพราะไม่ไว้ใจว่านางจะซื่อสัตย์ สะท้อนแนวคิดว่าคนที่ทรยศคู่รักเดิมเพื่อคนใหม่ ย่อมทรยศคนใหม่เพื่อคนอื่นได้อีก
  69. หน้า ๕๐๖–๕๑๑ ติตติรชาดก นกกระทาต่อถูกนายพรานฝึกไว้ล่อนกกระทาอื่นด้วยเสียงร้อง เมื่อนกกระทาตัวอื่นถูกฆ่าเพราะมาตามเสียง นกกระทาต่อจึงเกิดความรังเกียจสงสัยว่าตนมีบาปหรือไม่ จึงไปถามดาบส(โพธิสัตว์)ขณะนายพรานนอนหลับ ดาบสอธิบายว่าถ้าใจไม่มีเจตนาชั่วร้ายไม่ยินดีในการฆ่า บาปย่อมไม่แปดเปื้อนผู้นั้น แม้กรรมชั่วจะเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนก็ตาม เป็นคำสอนสำคัญเรื่องเจตนาเป็นตัวชี้วัดบาปบุญ
  70. หน้า ๕๑๒–๕๒๐ สุจจชชาดก คาถาว่าด้วยพระราชาผู้รักษาสัจวาจาแม้ต้องสูญเสียราชสมบัติหรือทรัพย์สมบัติเสมือนภูเขา และคาถาสรรเสริญภรรยาที่ซื่อสัตย์ต่อสามีทั้งยามยากและยามมั่งมี เรื่องราวของโอรสที่ถูกเนรเทศไปอยู่ป่ากับมเหสี ระหว่างทางกลับเมื่อบิดาสวรรคต มเหสีถามเล่นๆ ว่าถ้าภูเขานี้เป็นทองจะประทานอะไรแก่นาง แต่โอรสตอบเย็นชาว่า "เธอเป็นใคร ฉันจักไม่ให้อะไร" เมื่อขึ้นครองราชย์แล้วก็ไม่สนพระทัยมเหสีผู้เคยร่วมทุกข์ยากด้วย จนอำมาตย์ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ใช้อุบายให้พระราชากับพระเทวีต่างเล่าเรื่องเดียวกันต่อหน้าตนจนพระราชาสำนึกได้ถึงคุณ…
  71. หน้า ๕๒๒–๕๒๙ กุฏิทูสกชาดก พระศาสดาเล่าเรื่องนี้เนื่องจากภิกษุหนุ่มโกรธที่พระมหากัสสปะตักเตือนจึงทุบเครื่องใช้เผากุฏิแล้วหนีไป ในอดีตชาติ นกขมิ้น (พระโพธิสัตว์) เห็นลิงนั่งสั่นเพราะหนาวและฝนตกจึงถามว่าเหตุใดจึงไม่สร้างที่อยู่ทั้งที่มีมือมีเท้าเหมือนมนุษย์ ลิงตอบว่าแม้มีร่างกายเหมือนมนุษย์แต่ไม่มีปัญญา เมื่อนกขมิ้นแนะนำให้สร้างที่อยู่ ลิงกลับโกรธและทำลายรังของนกจนแหลกละเอียด คติสอนใจคือ ผู้มีจิตไม่มั่นคง ชอบทำร้ายมิตร แม้ได้รับคำแนะนำที่ดีก็ไม่อาจได้รับประโยชน์และไม่มีความสุขที่แท้จริง
  72. หน้า ๕๓๐–๕๓๗ ทุททุภายชาดก กระต่ายตัวหนึ่งได้ยินเสียงลูกมะตูมสุกหล่นทับใบตาลดังสนั่นก็เข้าใจผิดว่าแผ่นดินถล่มจึงวิ่งหนี ทำให้สัตว์อื่นๆ ที่เห็นพากันหนีตามโดยไม่รู้สาเหตุจนเป็นขบวนสัตว์นับพันแตกตื่น ราชสีห์ (พระโพธิสัตว์) จึงสอบถามไล่จากต้นทางจนถึงกระต่ายตัวแรก แล้วพากระต่ายกลับไปพิสูจน์ที่เกิดเหตุจนรู้ความจริง คติสอนใจคือ คนโง่เขลามักเชื่อคำเล่าลือของผู้อื่นโดยไม่ตรวจสอบ ส่วนบัณฑิตผู้มีศีลและปัญญาย่อมไม่หลงเชื่อสิ่งที่ยังไม่พิสูจน์
  73. หน้า ๕๓๘–๕๔๔ พรหมทัตตชาดก ดาบส (พระโพธิสัตว์) ผู้ได้รับการอุปถัมภ์จากพระราชาปัญจาละต้องการเพียงร่มใบไม้และรองเท้าคู่หนึ่งก่อนเดินทางกลับป่า แต่ไม่กล้าทูลขอต่อหน้าผู้อื่น เพราะเห็นว่าการขอเป็นเหมือนการร้องไห้ และการถูกปฏิเสธก็เป็นการร้องไห้ตอบ จึงรอขอในที่ลับแต่ก็ยังไม่กล้าเอ่ยปากนานถึง ๑๒ ปี จนพระราชาทรงประกาศจะประทานทุกอย่างที่ขอ ดาบสจึงขอเพียงร่มกับรองเท้าเท่านั้น พระราชาทรงเลื่อมใสในความไม่โลภจึงถวายฝูงโคจำนวนมากเป็นรางวัล คติสอนใจคือ ความสันโดษไม่ละโมบและความละเอียดอ่อนในการขอสิ่งใดๆ ย่อมเป็นที่เคารพยกย่อง
  74. หน้า ๕๔๕–๕๔๙ จัมมสาฏกชาดก ปริพาชกนุ่งห่มหนังสัตว์ผู้หนึ่งเดินผ่านฝูงแพะ เห็นแพะตัวหนึ่งย่อตัวลงก็เข้าใจผิดคิดว่าแพะกำลังแสดงความเคารพตน จึงยืนรับด้วยความปลาบปลื้ม ทั้งที่พ่อค้าผู้เป็นบัณฑิตเตือนว่าสัตว์สี่เท้าที่ย่อตัวเช่นนั้นกำลังเตรียมพุ่งชน แต่ปริพาชกไม่ฟัง สุดท้ายแพะพุ่งชนขาจนกระดูกหักและถึงแก่ความตาย คติสอนใจคือ การยกย่องสรรเสริญสิ่งที่ไม่ควรบูชาหรือไว้วางใจผิดที่ผิดคนย่อมนำความพินาศมาสู่ตนเอง
  75. หน้า ๕๕๐–๕๕๔ โคธชาดก ดาบสทุศีลผู้หนึ่งได้ลิ้มรสเนื้อเหี้ยแล้วติดใจ จึงวางแผนซ่อนไม้ฆ้อนไว้ใต้ผ้ากาสาวะ แสร้งทำสงบนิ่งคอยเหี้ย (พระโพธิสัตว์) ที่เคยมาเยี่ยมเยียนเป็นประจำด้วยความเคารพ แต่เหี้ยดมกลิ่นเนื้อพวกเดียวกันติดตัวดาบสจึงรู้ทันและไม่เข้าใกล้ ดาบสจึงขว้างไม้ฆ้อนใส่แต่พลาดถูกเพียงหาง เหี้ยจึงประณามความหน้าซื่อใจคดของดาบสว่าภายนอกดูสงบแต่ภายในเต็มไปด้วยกิเลส แล้วปฏิเสธคำเชิญให้กลับไปกินอาหารดีๆ อีก คติสอนใจคือ รูปลักษณ์ภายนอกอย่างชฎาและหนังเสือไม่ได้บ่งบอกความบริสุทธิ์ในใจ อย่าไว้วางใจผู้ที่แสดงตนเป็นนักบวชแต่ภา…
  76. หน้า ๕๕๕–๕๖๒ กักการุชาดก เทวบุตร ๔ องค์จากดาวดึงส์ประดับดอกไม้ทิพย์ชื่อกักการุมาชมมหรสพในเมือง มนุษย์ต้องการดอกไม้หอมนั้นจึงขอ แต่เทวบุตรบอกว่าดอกไม้นี้เหมาะกับผู้มีคุณธรรม เช่น ไม่ลักขโมย ไม่พูดเท็จ ไม่มัวเมาในยศ หาทรัพย์โดยชอบธรรม ไม่ตระหนี่ และไม่นินทาว่าร้ายผู้อื่นเท่านั้น ปุโรหิตโลภหลอกอ้างว่าตนมีคุณสมบัติครบจึงได้รับดอกไม้มาสวมประดับ แต่ดอกไม้กลับรัดแน่นจนปวดร้าวแสนสาหัสอยู่ ๗ วัน จนเทวบุตรกลับมาอีกครั้งจึงถอดออกให้พร้อมประจานความเท็จของปุโรหิตต่อหน้ามหาชน เรื่องนี้พระศาสดาเล่าเชื่อมโยงกับพระเทวทัตผู้มุสาวาททำลาย…
  77. หน้า ๕๖๓–๕๖๗ กากาติชาดก พญาครุฑแปลงกายเป็นมนุษย์มาเล่นสกากับพระราชา เกิดหลงรักพระนางกากาติมเหสีจึงลักพาตัวไปยังวิมานกลางมหาสมุทร พระราชาให้คนธรรพ์ชื่อนฏกุเวรตามหา นฏกุเวรแอบเกาะปีกพญาครุฑไปจนถึงวิมาน แล้วลักลอบเป็นชู้กับพระนางกากาติในยามที่พญาครุฑไม่อยู่ จากนั้นแอบเกาะปีกกลับมาโดยพญาครุฑไม่รู้ตัว และร้องเพลงเปิดเผยความลับต่อหน้าพระราชาในวงสกา เมื่อพญาครุฑซักถามจนรู้ความจริงว่าตนเองเป็นผู้พาชู้ของนางไปมาโดยไม่รู้ตัว ก็อับอายตำหนิตนเองและคืนพระนางแก่พระราชา คติสอนใจ (ที่ทรงแสดงแก่ภิกษุผู้อยากสึก) คือ ธรรมดาสตรีนั้นแม้ถู…
  78. หน้า ๕๖๘–๕๗๖ อนนุโสจิยชาดก พระศาสดาตรัสสอนกฎุมพีผู้โศกเศร้าจนไม่กินไม่อาบเพราะภรรยาตาย ด้วยเรื่องในอดีตของพระโพธิสัตว์กับนางสัมมิลลหาสินี ผู้แต่งงานกันโดยไม่มีความใคร่ต่อกันเลย ใช้ชีวิตอย่างพรหมจารีทั้งที่เป็นสามีภรรยา ภายหลังทั้งคู่สละทรัพย์ออกบวชเป็นฤๅษี เมื่อนางป่วยและเสียชีวิตขณะพระโพธิสัตว์ออกบิณฑบาต ท่านกลับมาพบแล้วไม่ร้องไห้เสียใจ กลับนั่งฉันอาหารข้างศพนางตามปกติ เมื่อมหาชนแปลกใจถามเหตุ ท่านจึงแสดงธรรมว่าคนตายไปแล้วไม่มีความหมายอะไรต่อกันอีก ผู้ยังมีชีวิตอยู่ต่างหากที่ควรมีเมตตาต่อกัน เพราะทุกคนล้วนต้องตายและอายุส…
  79. หน้า ๕๗๗–๕๘๒ กาฬพาหุชาดก ลิงเผือกสองพี่น้อง ราธะ (พระโพธิสัตว์) และโปฏฐปาทะ ได้รับเลี้ยงดูอย่างดีในวังพระเจ้าธนัญชัย จนมีลิงดำชื่อกาฬพาหุถูกนำมาถวายและได้รับความโปรดปรานแทนที่ ทำให้น้องน้อยใจอยากกลับป่า แต่พี่สอนว่าลาภยศเสื่อมสลายได้เป็นธรรมดา ไม่ควรเศร้าโศก ในที่สุดกาฬพาหุอวดดีขู่พระราชกุมารจนถูกไล่ออกจากวัง ลาภสักการะของสองพี่น้องจึงคืนมา ชาดกนี้เปรียบกาฬพาหุกับพระเทวทัตผู้เสื่อมลาภหลังพยายามทำร้ายพระพุทธเจ้า
  80. หน้า ๕๘๓–๕๘๗ สีลวีมังสชาดก พราหมณ์ปุโรหิต (พระโพธิสัตว์) ทดลองศีลตนเองโดยแสร้งขโมยเงินหลวง 3 วันจนถูกจับได้ แต่ยังยืนยันคุณค่าของศีล จึงออกบวช ระหว่างทางเห็นเหยี่ยวถูกฝูงนกรุมจิกเพราะแย่งเนื้อ พอปล่อยเนื้อก็สงบสุข และเห็นนางทาสีปิงคลาเฝ้ารอชายคนรักทั้งคืนจนหมดหวังจึงหลับสบาย ทำให้เข้าใจว่าความยึดติดและความหวังนำทุกข์มาให้ ส่วนความไม่ยึดติดและสมาธินำสุขที่แท้จริงมาให้ยิ่งกว่าสิ่งใด
  81. หน้า ๕๘๘–๕๙๒ โกกาลิกชาดก อำมาตย์ผู้ฉลาด (พระโพธิสัตว์) หาอุบายเตือนพระราชาผู้ตรัสมากเกินควร โดยยกเรื่องลูกนกดุเหว่าที่นางกาเลี้ยงในรังของตน แต่ลูกนกร้องเสียงดุเหว่าผิดเวลาทั้งที่ปีกยังไม่แข็ง นางกาโกรธจึงจิกตีจนตกจากรังตาย อำมาตย์เปรียบว่าคนพูดเกินกาลอันควรย่อมได้รับอันตรายเช่นนั้น พระราชาสดับแล้วทรงเปลี่ยนเป็นผู้พูดพอประมาณ
  82. หน้า ๕๙๓–๕๙๘ รถลัฏฐิชาดก ปุโรหิตขับรถกระทบเกวียนพ่อค้าจนหน้าผากบวมเพราะด้ามปฏักของตนเองกระดอนกลับมาโดน แต่กลับไปฟ้องพระราชาว่าถูกพวกนายเกวียนทำร้าย พระราชาเชื่อคำโจทก์ฝ่ายเดียวสั่งปรับเกวียนทุกเล่มโดยไม่สอบสวน อำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิต (พระโพธิสัตว์) ทัดทานว่าต้องฟังทั้งสองฝ่ายก่อนตัดสิน ผู้ปกครองต้องไตร่ตรองก่อนกระทำการทุกอย่างจึงจะเจริญ พระราชาจึงสอบสวนใหม่และพบว่าปุโรหิตเป็นฝ่ายผิดเอง
  83. หน้า ๕๙๙–๖๐๕ โคธชาดก ระหว่างพระราชบุตรกับพระราชธิดาหนีภัยในป่า มีพรานให้เหี้ยย่างเป็นอาหาร แต่พระราชบุตรแอบกินคนเดียวจนหมดแล้วโกหกภรรยาว่าเหี้ยหนีไป ต่อมาเมื่อได้ครองราชสมบัติ พระองค์กลับทรงลืมคุณความดีของพระมเหสีไม่สักการะพระนาง อำมาตย์ผู้ฉลาด (พระโพธิสัตว์) จึงใช้อุบายให้พระนางเผยความหลังเรื่องเหี้ยย่างต่อหน้าพระราชา กระตุ้นให้ทรงระลึกคุณความดีของพระมเหสีได้ สอนหลักว่าควรตอบแทนผู้ที่รักและอ่อนน้อมต่อเรา ไม่ควรทอดทิ้งผู้มีบุญคุณ
  84. หน้า ๖๐๖–๖๑๑ ราโชวาทชาดก พระราชาปลอมพระองค์ไปสืบหาคนติเตียนพระองค์แต่ไม่พบใครกล่าวโทษเลย จนถึงป่าหิมพานต์พบดาบส (พระโพธิสัตว์) ผู้ถวายผลไม้หวาน ดาบสอธิบายว่าความหวานของผลไม้ขึ้นกับความเที่ยงธรรมของผู้ปกครอง พระราชาจึงทดลองปกครองอย่างไม่เป็นธรรมชั่วคราว ทำให้ผลไม้กลายเป็นรสขมจริง เป็นอุปมาสอนว่าเมื่อผู้นำ (โคหัวโขน) ประพฤติผิด ผู้ตามก็ประพฤติตาม บ้านเมืองจะทุกข์หรือสุขขึ้นอยู่กับความเที่ยงธรรมของผู้ปกครอง
  85. หน้า ๖๑๒–๖๑๗ ชัมพุกชาดก สุนัขจิ้งจอกอาศัยอยู่กับราชสีห์ (พระโพธิสัตว์) ผู้เลี้ยงดูจนอ้วนพี เกิดความทะนงตนอยากฆ่าช้างกินเนื้อบ้างทั้งที่ราชสีห์ห้ามเพราะรู้ว่าตนไม่มีกำลังพอ สุนัขจิ้งจอกไม่ฟังกระโดดใส่ช้างแต่พลาดถูกช้างเหยียบตายคาที่ ชาดกสอนเรื่องการรู้จักประมาณกำลังตนเอง ไม่ยกตนเทียบผู้ที่เหนือกว่า ผู้ใดใคร่ครวญก่อนลงมือทำจึงจะประสบความสำเร็จ
  86. หน้า ๖๑๘–๖๒๕ พรหาฉัตตชาดก ฉัตตฤๅษี (โอรสพระเจ้าโกศลที่ปลอมตัวเป็นดาบส) รู้วิชาหาทรัพย์ที่ฝังไว้ จึงลอบขุดทรัพย์ของพระเจ้าพาราณสีที่ฝังในตุ่มในพระราชอุทยานไปหมด แล้วเอาหญ้าใส่แทนก่อนหลบหนีไปยึดราชสมบัติเดิมของตนคืน พระเจ้าพาราณสีเสียใจจนเพ้อถึงแต่ "หญ้า" อำมาตย์ผู้ฉลาด (พระโพธิสัตว์) ปลอบพระทัยว่าฉัตตฤๅษีเพียงเอาของตนคืนอย่างฉลาด แต่ก็ตำหนิว่าคนมีความรู้แต่ไร้ศีลธรรมย่อมใช้ความรู้ไปในทางไม่ดี
  87. หน้า ๖๒๖–๖๓๑ ปีฐชาดก ดาบส (พระโพธิสัตว์) ไปบิณฑบาตที่บ้านเศรษฐีแต่มาไม่ตรงเวลาจนไม่มีใครต้อนรับหลายครั้ง เมื่อเศรษฐีทราบภายหลังจึงรีบตามไปขอโทษและปรนนิบัติอย่างดี ดาบสไม่ถือโทษ ยกย่องว่าธรรมเนียมต้อนรับสมณะดุจญาติเป็นประเพณีตระกูลมาแต่บรรพบุรุษ เรื่องนี้เปรียบเทียบกับภิกษุที่ไปบิณฑบาตผิดเวลาแล้วกลับมาตำหนิทายกว่าไม่มีศรัทธา สอนให้เข้าใจสถานการณ์ผู้อื่นก่อนโกรธ
  88. หน้า ๖๓๒–๖๔๐ ถุสชาดก พระโอรสองค์หนึ่งคิดปลงพระชนม์พระราชบิดาเพื่อชิงราชสมบัติถึง 3 ครั้ง (วางยาพิษ พกดาบยืนรอที่บันได แอบซ่อนใต้พระที่บรรทม) แต่พระราชาผู้ทรงปัญญาซึ่งเรียนคาถาป้องกันภัยจากอาจารย์ทิศาปาโมกข์ (พระโพธิสัตว์) ทรงหยั่งรู้ทันทุกครั้งด้วยคาถาที่ทรงจำไว้ พระโอรสตกใจกลัวจึงสารภาพผิด ถูกจองจำ แต่เมื่อพระราชาสวรรคตก็ได้รับการปล่อยตัวขึ้นครองราชสมบัติ เรื่องนี้เชื่อมโยงกับพระเจ้าอชาตศัตรูที่คิดปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารในสมัยพุทธกาล
  89. หน้า ๖๔๑–๖๔๖ พาเวรุชาดก พ่อค้านำกาไปขายที่แคว้นพาเวรุซึ่งไม่เคยมีนกมาก่อน ชาวเมืองจึงบูชากาด้วยเนื้อและผลไม้ราวกับเป็นของวิเศษ แต่เมื่อพ่อค้านำนกยูงเสียงไพเราะรูปงามมาขายอีกครั้ง ลาภสักการะของกาก็เสื่อมหายไปทันที พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบว่าเดียรถีย์ทั้งหลายเคยได้ลาภสักการะก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติ แต่เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมแล้ว ลาภของเดียรถีย์ก็เสื่อมไปเช่นเดียวกับกาที่แพ้นกยูง
  90. หน้า ๖๔๗–๖๕๔ วิสัยหชาดก เศรษฐีวิสัยหะให้ทานมโหฬารจนทำให้อาสน์ของท้าวสักกะร้อนรุ่ม ท้าวสักกะเกรงจะถูกแย่งตำแหน่ง จึงบันดาลให้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเศรษฐีสูญหายไปเพื่อบีบให้เลิกให้ทาน แต่วิสัยหะยังยืนกรานเกี่ยวหญ้าขายแลกอาหารมาแบ่งให้ยาจกจนอดอาหารจะสิ้นชีวิต เมื่อท้าวสักกะมาทดสอบเจตนา วิสัยหะตอบว่าไม่ได้ต้องการเป็นท้าวสักกะหรือพรหม แต่ปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณ ท้าวสักกะจึงพอพระทัยคืนทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้
  91. หน้า ๖๕๕–๖๕๖ กุณฑลิกชาดก เนื้อหาส่วนนี้เป็นเพียงบทคาถาสั้น ๆ เตือนไม่ให้ไว้ใจสตรี โดยเปรียบสตรีเหมือนท่าน้ำที่ใคร ๆ ก็มาใช้ได้ ยกตัวอย่างพระมเหสีของกษัตริย์หลายพระองค์ที่แอบคบชู้กับคนรับใช้แม้จะอยู่ในวังอันมั่นคง อรรถกถาระบุว่ารายละเอียดเรื่องเต็มจะไปปรากฏในกุณาลชาดกที่อื่น เรื่องนี้จึงเป็นเพียงบทสรุปย่อ
  92. หน้า ๖๕๗–๖๖๐ วานรชาดก จระเข้ตัวเมียแพ้ท้องอยากกินหัวใจลิง จระเข้สามีจึงหลอกลิงให้ขึ้นหลังพาข้ามแม่น้ำไปกินมะม่วง แล้วเริ่มดำน้ำหวังจะฆ่า ลิงไหวตัวทันจึงหลอกกลับว่าหัวใจของตนแขวนไว้ที่ต้นมะเดื่อริมฝั่งไม่ได้อยู่ในตัว จระเข้หลงเชื่อพาลิงกลับขึ้นฝั่ง ลิงจึงกระโดดหนีขึ้นต้นไม้ได้สำเร็จ สอนว่าผู้มีปฏิภาณรู้เท่าทันเหตุการณ์ฉับพลันย่อมพ้นภัยจากศัตรู
  93. หน้า ๖๖๑–๖๖๗ กุนตินีชาดก นางนกกะเรียนซึ่งเป็นนกส่งสาสน์ของพระราชา มีลูกนกถูกเด็กในวังฆ่าตายระหว่างที่นางออกไปทำภารกิจ นางจึงล่อเด็กเหล่านั้นให้เข้าไปใกล้เสือโคร่งที่เลี้ยงไว้จนถูกกัดกินเป็นการแก้แค้น แล้วทูลลาพระราชาไปอยู่ป่าหิมพานต์ พระราชาทรงห้ามโดยตรัสว่ามิตรภาพที่แตกแล้วยังเชื่อมกลับได้สำหรับบัณฑิต แต่นางยืนยันว่าใจไม่อาจไว้วางใจอีกจึงขอจากไป
  94. หน้า ๖๖๘–๖๗๓ อัมพชาดก ชฎิลโกงเฝ้าสวนมะม่วง เมื่อธิดาเศรษฐี 4 คนเดินผ่านเข้ามาในสวน ก็กล่าวหาว่าขโมยมะม่วงทั้งที่ไม่ได้ทำ บังคับให้สาบานแช่งตัวเองด้วยถ้อยคำรุนแรง (เช่นขอให้ได้สามีแก่ ไม่มีใครรัก) เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แท้จริงมะม่วงร่วงเพราะท้าวสักกะบันดาลขึ้นเพื่อทดสอบและเปิดโปงความโลภหลอกลวงของนักบวชปลอมผู้นี้ ท้ายเรื่องท้าวสักกะแสดงรูปน่ากลัวขับไล่ชฎิลโกงหนีไป
  95. หน้า ๖๗๔–๖๗๘ คชกุมภชาดก อำมาตย์ผู้ฉลาดต้องการปลุกพระราชาผู้เกียจคร้านให้สำนึก จึงชี้ตัวสัตว์ที่เดินเชื่องช้ามาก (คชกุมภะ) แล้วถามว่าหากไฟป่าลุกไหม้จะทำอย่างไร สัตว์นั้นตอบว่าคงต้องตายเพราะไปไม่ทันหลบเข้าโพรงไม้ อำมาตย์จึงสรุปสอนพระราชาว่า ผู้ใดทำเรื่องที่ควรช้ากลับรีบทำเร็ว หรือทำเรื่องที่ควรเร่งกลับทำช้า ย่อมพลาดประโยชน์เหมือนคนเหยียบใบตาลแห้งแตกละเอียด ส่วนผู้รู้จักจังหวะทำถูกเวลาย่อมสำเร็จประโยชน์ พระราชาฟังแล้วก็เลิกเกียจคร้าน
  96. หน้า ๖๗๙–๖๘๗ เกสวชาดก เกสวดาบสผู้เป็นครูหมู่ฤๅษี ได้รับการอุปถัมภ์อย่างดีจากพระราชาด้วยอาหารประณีต แต่กลับล้มป่วยเป็นโรคลงโลหิตเพราะคิดถึงกัปปดาบสศิษย์ผู้ใกล้ชิดที่แยกไปอยู่ป่าหิมพานต์ เมื่อถูกส่งไปพบกัปปดาบสอีกครั้ง โรคก็หายเป็นปลิดทิ้งเพียงเพราะได้กินข้าวฟ่างธรรมดาที่ปรุงด้วยมือของศิษย์ผู้คุ้นเคย เกสวดาบสอธิบายว่าความคุ้นเคยสนิทสนมเป็นรสที่ยอดเยี่ยมกว่าอาหารเลิศรสของคนแปลกหน้า
  97. หน้า ๖๘๘–๖๙๒ อยกูฏชาดก พระราชาผู้ทรงห้ามราษฎรฆ่าสัตว์บูชายัญแก่เทวดา ทำให้ยักษ์ทั้งหลายไม่ได้รับพลีกรรมโกรธแค้น จึงส่งยักษ์ร้ายถือพะเนินเหล็กใหญ่มาสังหารพระองค์ยามหลับ แต่ท้าวสักกะเสด็จมาคุ้มครองอย่างเงียบ ๆ ทำให้ยักษ์ไม่อาจทำร้ายได้ พระราชาทรงกล่าวอย่างองอาจว่าแม้ไม่เห็นผู้คุ้มครอง ก็ไม่หวั่นเกรงภัยจากยักษ์ปีศาจใด ๆ เพราะเชื่อมั่นในธรรมที่ทรงประพฤติ
  98. หน้า ๖๙๓–๖๙๗ อรัญญชาดก ดาบสหนุ่มที่เติบโตในป่าถูกหญิงสาวผู้หนีโจรมาล่อลวงให้ผิดศีลและชวนหนีตามไปอยู่ด้วยกัน แต่เขารอให้บิดากลับมาก่อนจึงตัดสินใจ เมื่อบิดามาถึง ดาบสหนุ่มจึงถามถึงวิธีเลือกคบคนเมื่อต้องออกไปอยู่ในเมือง บิดาสอนให้คบเฉพาะผู้ที่อดทนความคุ้นเคย รับฟัง และให้อภัยได้ ดุจลูกในอ้อมอก และเตือนไม่ให้คบคนใจง่ายเปลี่ยนแปลงเร็วเหมือนสีย้อมขมิ้น แม้จะต้องอยู่คนเดียวทั่วทั้งชมพูทวีปก็ตาม ท้ายที่สุดดาบสหนุ่มตัดสินใจไม่ไปเมือง เลือกอยู่กับบิดาต่อ
  99. หน้า ๖๙๘–๗๐๔ สันธิเภทชาดก โคผู้กับราชสีห์กลายเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่รุ่นแม่ จนกระทั่งสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งอยากกินเนื้อทั้งสอง จึงยุยงส่อเสียดให้แต่ละฝ่ายเข้าใจผิดกันจนถึงขั้นต่อสู้และตายทั้งคู่ สุนัขจิ้งจอกจึงได้กินเนื้อทั้งสองสมใจ พระราชาผู้พบเห็นซากทั้งสองตรัสสรุปว่าคำส่อเสียดสามารถตัดมิตรภาพที่ไม่มีเหตุขัดแย้งกันเลยให้แตกสลายได้ ผู้ใดไม่เชื่อคำส่อเสียดย่อมมีความสุขดุจอยู่สวรรค์
  100. หน้า ๗๐๕–๗๐๖ เทวตาปัญหาชาดก เทวดาผูกปริศนาถามพระราชาว่าใครคือผู้ที่ทำร้ายคนอื่นด้วยมือเท้าและปาก ด่าว่าผู้อื่น กล่าวคำไม่จริง และหยิบฉวยข้าวของคนอื่นไป แต่กลับยังเป็นที่รักของผู้ถูกกระทำ อรรถกถาบอกเพียงว่ารายละเอียดคำตอบ (คือทารกน้อยที่ซุกซนแต่ยังเป็นที่รักของพ่อแม่) จะกล่าวไว้ในมหาอุมมังคชาดก จึงไม่มีเนื้อเรื่องประกอบให้ในตอนนี้ เป็นการปิดท้ายวรรคและปิดท้ายจตุกกนิบาตทั้งหมด
  101. หน้า ๗๐๗–๗๑๒ มณิกุณฑลชาดก พระราชาพาราณสี (พระโพธิสัตว์) ถูกพระเจ้าโกศลยกทัพมายึดครองและจองจำไว้ในคุก แต่พระองค์เข้าฌานลอยนั่งขัดสมาธิกลางอากาศอย่างสงบ เมื่อพระราชาโจรร้อนใจถามเหตุที่ไม่ทุกข์โศกทั้งที่เสียราชสมบัติทั้งหมด พระองค์ตรัสสอนว่าโภคทรัพย์ไม่เที่ยงแท้ เปรียบเหมือนพระจันทร์พระอาทิตย์ที่ขึ้นแล้วก็ลับไป และตรัสเตือนว่ากษัตริย์ควรใคร่ครวญให้รอบคอบก่อนลงมือทำสิ่งใด พระราชาโจรสำนึกได้ ขอขมาและคืนราชสมบัติให้
  102. หน้า ๗๑๓–๗๑๙ สุชาตชาดก บิดาของสุชาตกุมารเศร้าโศกไม่หายหลังปู่เสียชีวิต เวียนร้องไห้ที่สถูปกระดูกทุกวันจนละเลยกิจวัตรทั้งปวง สุชาตกุมาร (พระโพธิสัตว์) ผู้เป็นบุตรจึงคิดอุบายนำหญ้าและน้ำไปวางเลี้ยง "โคตาย" กลางบ้านให้คนเห็นว่าเป็นบ้า เมื่อบิดามาต่อว่า สุชาตชี้ให้เห็นว่าโคตายยังมีร่างกายครบทุกส่วนยังลุกไม่ได้ แต่บิดากลับร้องไห้ให้กระดูกปู่ที่ไม่เหลือรูปร่างเลยยิ่งไร้เหตุผลกว่า บิดาได้สติเลิกโศกเศร้าเพราะปัญญาของบุตร
  103. หน้า ๗๒๐–๗๒๙ เวนสาขชาดก อาจารย์ทิศาปาโมกข์เตือนพรหมทัตกุมารผู้มีนิสัยกักขฬะหยาบช้าว่าอำนาจที่ได้มาด้วยความรุนแรงจะไม่ยั่งยืน แต่กุมารไม่ฟัง เมื่อขึ้นครองราชย์ ถูกปุโรหิตชั่วชื่อปิงคิยะยุให้จับกษัตริย์นับพันองค์มาควักพระเนตรและปลงพระชนม์เพื่อบวงสรวงต้นไทรหวังชัยชนะในสงคราม แต่สุดท้ายพระองค์เองกลับถูกยักษ์และแร้งทำให้ตาบอดทั้งสองข้างเช่นเดียวกับที่ตนเคยทำกับผู้อื่น จึงระลึกคำสอนอาจารย์ได้ว่ากรรมชั่วย่อมสนองคืน ก่อนสิ้นพระชนม์และตกนรก
  104. หน้า ๗๓๐–๗๔๒ อุรคชาดก พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตชาติของพราหมณ์ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ที่สอนสมาชิกครอบครัวทั้งหมด 6 คนให้เจริญมรณสติเป็นประจำ เมื่อบุตรชายถูกงูพิษกัดตายกลางนา ทุกคนในบ้านทั้งพ่อ แม่ น้องสาว ภรรยา และทาสี ต่างไม่ร้องไห้คร่ำครวญ แต่ละคนกล่าวคาถาอธิบายเหตุผลว่าความตายเป็นธรรมดา ร่ำไห้ไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะคนตายไม่รู้สึกอะไรแล้ว จนท้าวสักกะเทวราชเลื่อมใสในปัญญาของทุกคนจึงประทานทรัพย์ให้
  105. หน้า ๗๔๓–๗๔๙ ธังกชาดก พระเจ้าฆฏราช (พระโพธิสัตว์) ถูกพระเจ้าธังกราชยึดราชสมบัติและจองจำ แต่ทรงเข้าฌานอยู่อย่างสงบไม่ทุกข์ร้อน เมื่อถูกถามว่าเหตุใดจึงไม่โศกเศร้าทั้งที่เสียราชสมบัติ ตรัสว่าความเศร้าโศกไม่อาจนำสิ่งที่ผ่านไปแล้วกลับคืนมาได้ มีแต่ทำให้ร่างกายซูบผอมและทำให้ศัตรูดีใจ พระเจ้าธังกราชสำนึกผิดคืนราชสมบัติให้ ส่วนพระองค์สละราชสมบัติออกผนวชเป็นฤาษี
  106. หน้า ๗๕๐–๗๕๖ การันทิยชาดก อาจารย์ทิศาปาโมกข์มีนิสัยชอบให้ศีลแก่คนที่ไม่ได้ขอศีลจนถูกศิษย์ทักท้วง ศิษย์ชื่อการันทิยะจึงแสดงอุบายเปรียบเทียบด้วยการขนก้อนหินไปถมซอกเขาโดยอ้างว่าจะทำให้แผ่นดินทั้งหมดราบเรียบ เมื่ออาจารย์ทักว่าเป็นไปไม่ได้ ศิษย์จึงเปรียบเทียบว่าการบังคับให้คนที่มีความเห็นต่างกันรักษาศีลโดยไม่สมัครใจก็เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน อาจารย์สำนึกได้และเลิกให้ศีลแก่คนที่ไม่ได้ขอ
  107. หน้า ๗๕๗–๗๖๔ ลฏุกิกชาดก นางนกไส้วางไข่ไว้ในทางเดินของโขลงช้าง เมื่อพญาช้างจ่าโขลงผ่านมาจึงขอร้องให้ระวังลูกน้อย พญาช้างมีเมตตาให้ความคุ้มครอง แต่ช้างโทน (ที่เที่ยวไปตัวเดียว) ซึ่งตามมาทีหลังกลับไม่ยินยอมและเหยียบย่ำลูกนกตายอย่างโหดร้าย นางนกไส้จึงผูกใจแค้นและรวมพลังกับกา แมลงวันหัวเขียว และกบ วางแผนให้กาจิกตาช้างให้บอด แมลงวันวางไข่ในแผล และกบหลอกล่อช้างตาบอดให้เดินพลัดตกเหวตาย
  108. หน้า ๗๖๕–๗๗๔ จุลลธรรมปาลชาดก พระเจ้ามหาปตาปะ (พระเทวทัตในอดีตชาติ) หวาดระแวงพระโอรสธรรมปาลกุมารวัยเพียง 7 เดือน เพราะเห็นพระมเหสีจันทาเทวีเอาใจใส่บุตรจนไม่ยอมลุกขึ้นรับเสด็จพระองค์ (ทั้งที่ยังเป็นทารก) จึงกริ้วและตัดสินใจสั่งเพชฌฆาตให้นำตัวกุมารไปประหารโดยตัดพระหัตถ์ พระบาท และพระเศียรทีละส่วน พระนางจันทาเทวีทรงกันแสงอ้อนวอนขอพระราชทานอภัยโทษบุตรและขอให้ตัดอวัยวะของพระนางแทนซ้ำถึง 3 ครั้งแต่ไม่เป็นผล จนพระนางสิ้นพระชนม์ด้วยความโศกเศร้า และแผ่นดินสูบพระราชาลงสู่อเวจีมหานรกทันที เรื่องจบด้วยการเฉลยชาติว่าพระราชาคือพระเทวทัต…
  109. หน้า ๗๗๕–๗๘๔ สุวรรณมิคชาดก พญาเนื้อทองคำ (พระโพธิสัตว์) เท้าติดบ่วงพราน นางเนื้อภรรยาไม่ยอมหนีไปกับฝูงแต่ขอร้องนายพรานให้ฆ่าตนก่อนแล้วจึงฆ่าสามี นายพรานประทับใจที่สัตว์เดรัจฉานยังเสียสละชีวิตเพื่อกันและกันและพูดภาษามนุษย์ได้ จึงไว้ชีวิตทั้งคู่ พญาเนื้อตอบแทนด้วยแก้วมณีและสอนให้นายพรานเลิกทำบาปหันมาทำบุญ เรื่องปรารภหญิงสาวผู้เปลี่ยนสามีและครอบครัวสามีจากมิจฉาทิฏฐิมานับถือพระรัตนตรัยจนบรรลุอรหัตด้วยกันทั้งคู่ สอนเรื่องพลังของความรักและความเสียสละที่เอาชนะความตายได้
  110. หน้า ๗๘๕–๗๙๒ สุสันธีชาดก พญาครุฑ (พระโพธิสัตว์) หลงรักพระนางสุสันธีมเหสีพระเจ้าตัมพราชจึงลักพาตัวไปไว้ที่เกาะของตน พระราชาส่งนักขับร้องคนธรรพ์ชื่ออัคคะไปตามหา แต่เรืออับปางเขาลอยไปติดเกาะเดียวกัน พระนางสุสันธีกลับลอบคบชู้กับอัคคะด้วย เมื่ออัคคะขับร้องเล่าเรื่องทั้งหมดถวายพระราชา พญาครุฑได้ยินจึงสิ้นความผูกพันเพราะเห็นว่าแม้ตนมีฤทธิ์ก็ยังรักษาหญิงคนรักไว้ไม่ได้ จึงคืนพระนางแก่พระราชาแล้วไม่กลับมาอีก เรื่องปรารภภิกษุที่อยากสึกเพราะเห็นสตรีแต่งตัว สอนว่าสตรี (หรือกิเลสตัณหา) ไม่มีผู้ใดรักษาไว้ได้แม้ด้วยฤทธิ์เดช
  111. หน้า ๗๙๓–๗๙๙ วรรณาโรหชาดก สุนัขจิ้งจอกที่อาศัยกินเดนราชสีห์และเสือโคร่งคิดยุแยงให้สัตว์ทั้งสองแตกคอกันโดยไปบอกแต่ละฝ่ายว่าอีกฝ่ายพูดดูหมิ่นตน หวังจะได้กินซากเมื่อทั้งคู่ต่อสู้กันตาย แต่เมื่อเสือโคร่งไปถามราชสีห์ตรงๆ ราชสีห์กลับกล่าวถึงคุณค่าของมิตรแท้ที่ไม่หวั่นไหวต่อคำยุแหย่ เสือโคร่งจึงสำนึกผิดขอโทษ สุนัขจิ้งจอกต้องหนีไป เรื่องปรารภพระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะที่มีคนพยายามยุให้แตกกันแต่ไม่สำเร็จ สอนเรื่องมิตรแท้ที่ไม่ถูกคำยุยงทำลายได้
  112. หน้า ๘๐๐–๘๐๖ สีลวีมังสชาดก พราหมณ์ปุโรหิตสงสัยว่าพระราชาทรงเคารพตนเพราะศีลหรือเพราะความรู้ (สุตะ) จึงทดลองแอบหยิบเงินจากคลังหลวงถึง ๓ ครั้งจนถูกจับได้ เมื่อสอบสวนจึงเฉลยความจริงและสรุปว่าศีลสำคัญกว่าความรู้ ชาติ หรือวรรณะมากนัก เพราะศีลเท่านั้นที่นำสุขในภพหน้ามาให้ได้ไม่ว่าคนชั้นวรรณะใด จากนั้นจึงทูลลาบวชเป็นฤๅษีบำเพ็ญฌานสมาบัติ สอนหลักธรรมว่าคุณธรรมความประพฤติสำคัญกว่าความรู้และชาติกำเนิด
  113. หน้า ๘๐๗–๘๑๑ หิริชาดก เศรษฐีเมืองพาราณสีกล่าวสอนเรื่องมิตรแท้เมื่อทราบข่าวว่าบริวารของเศรษฐีชาวชนบทถูกปล้นทรัพย์และหนีไป โดยชี้ว่าผู้ที่ปากบอกว่าเป็นมิตรแต่ไม่ยอมช่วยเหลือทำกิจอันดีงามแก่กันย่อมไม่ใช่มิตรแท้ ส่วนผู้ที่ไม่หาช่องจับผิดและไม่หวั่นไหวต่อคำยุยงจึงนับเป็นมิตรแท้ที่ให้ความอุ่นใจดุจบุตรนอนแนบอกมารดา คาถาสุดท้ายกล่าวถึงรสแห่งความสงบวิเวกและธรรมปีติว่าทำให้ผู้บรรลุหมดความกระวนกระวายและหมดบาป สอนเรื่องการแยกแยะมิตรแท้มิตรเทียมและคุณค่าของความสงบภายใน
  114. หน้า ๘๑๒–๘๑๓ ขัชโชปนกชาดก คาถาเปรียบเทียบคนโง่ที่มีไฟอยู่แล้วแต่ยังไปเที่ยวแสวงหาไฟอื่น เห็นหิ่งห้อยในเวลากลางคืนก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นไฟ แม้พยายามโปรยแกลบและหญ้าก็ไม่อาจให้ไฟติดได้ เปรียบได้กับคนที่หาผลประโยชน์โดยใช้อุบายผิดวิธีย่อมไม่มีวันสำเร็จ เหมือนรีดนมจากเขาโคที่ไม่มีน้ำนม ส่วนพระเจ้าแผ่นดินจะครองแผ่นดินได้ก็ด้วยอำมาตย์ผู้เป็นประมุขที่ดีและคำแนะนำที่ถูกต้อง อรรถกถาในเล่มนี้ย่อมาก โดยอ้างว่ารายละเอียดเต็มอยู่ในมหาอุมังคชาดก
  115. หน้า ๘๑๔–๘๑๙ อหิตุณฑิกชาดก หมองูเมาสุราเคยตีลิงที่ตนฝึกเล่นกับงูถึง ๓ ครั้งระหว่างทาง ต่อมาเมื่อลิงหนีขึ้นต้นมะม่วงได้ หมองูพยายามใช้คำหวานหลอกล่อขอให้ลิงโยนมะม่วงลงมาให้ แต่ลิงจดจำการกระทำอันโหดร้ายในอดีตได้ดี จึงปฏิเสธและกล่าวว่าแม้จะได้ราชสมบัติก็ไม่ให้มะม่วงแม้สักผลเดียว เพราะความไว้ใจถูกทำลายไปแล้ว เรื่องปรารภภิกษุแก่ที่บวชและทำร้ายสามเณรซ้ำๆ จนสามเณรไม่ยอมกลับไปหาอีก สอนว่าความไว้เนื้อเชื่อใจที่ถูกทำลายด้วยความโหดร้ายยากจะกลับคืนมา
  116. หน้า ๘๒๐–๘๒๕ คุมพิยชาดก ยักษ์ชื่อคุมพิยะวางก้อนน้ำอ้อยผสมยาพิษที่มีสีกลิ่นรสเหมือนน้ำผึ้งไว้ล่อคนเดินทางในป่า หัวหน้าพ่อค้าเกวียน (พระโพธิสัตว์) เตือนล่วงหน้าไม่ให้กินของแปลกโดยไม่ถาม บางคนโลภกินเข้าไปก็ตาย บางคนกินครึ่งหนึ่งพระโพธิสัตว์ช่วยให้สำรอกออกทันจึงรอดชีวิต พระพุทธเจ้าทรงเปรียบกามคุณ ๕ ว่าเป็นดั่งยาพิษที่ดูงดงามล่อลวงแต่นำความตายมาให้ ผู้มีปัญญาย่อมพิจารณาเห็นภัยแล้วหลีกเลี่ยงได้ เรื่องปรารภภิกษุที่อยากสึกเพราะเห็นสตรี เป็นคาถาที่มีชื่อเสียงมากเรื่องหนึ่งในการสอนเรื่องกาม
  117. หน้า ๘๒๖–๘๒๙ สาลิยชาดก หมอเจ้าเล่ห์ที่ไม่มีงานทำหลอกเด็ก (พระโพธิสัตว์) ว่ามีลูกนกสาลิกาบนต้นไม้ ให้ไปจับมา ทั้งที่ความจริงคืองูเห่าหลับอยู่ หวังให้เด็กถูกงูกัดจะได้รับจ้างรักษา แต่เมื่อเด็กจับได้และรู้ว่าเป็นงูก็เหวี่ยงทิ้งไป งูกลับไปตกที่คอหมอแทนและกัดหมอตายคาที่ พระโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่ผู้คนที่มามุงดูว่าผู้ปองร้ายคนบริสุทธิ์ที่ไม่คิดร้ายตอบ ย่อมได้รับผลกรรมนั้นสนองตนเองเหมือนฝุ่นที่ซัดทวนลมย้อนกลับมาใส่ผู้ซัด เรื่องปรารภพระเทวทัตที่พยายามปองร้ายพระพุทธเจ้าแต่ไม่เคยสำเร็จ
  118. หน้า ๘๓๐–๘๓๕ ตจสารชาดก ต่อจากเรื่องหมอถูกงูกัดตาย ชาวบ้านกล่าวหาเด็กกลุ่มหนึ่งว่าเป็นผู้ฆ่าคน จึงจับมัดด้วยไม้ไผ่ (ไม้ตะโหงก) นำตัวไปถวายพระราชาที่เมืองพาราณสี ระหว่างทางพระโพธิสัตว์ให้กำลังใจเพื่อนเด็กไม่ให้หวาดกลัวและให้แสดงสีหน้าร่าเริงเมื่อเข้าเฝ้า พระราชาทรงแปลกพระทัยที่เด็กเหล่านี้ถูกจับมาในสภาพน่าจะหวาดกลัวแต่กลับร่าเริง จึงตรัสถามเหตุผล พระโพธิสัตว์แสดงธรรมว่าความเศร้าโศกร่ำไห้ไม่ก่อประโยชน์ใด ๆ กลับทำให้ศัตรูดีใจ บัณฑิตควรใช้อุบาย 5 ประการ (ร่ายมนตร์ ปรึกษาผู้รู้ วาจาไพเราะ ให้สินบน อ้างเชื้อสาย) เพื่อเอาชนะ…
  119. หน้า ๘๓๖–๘๔๐ มิตตวินทุกชาดก นายมิตตวินทุกะถูกโยนทิ้งทะเล ได้พบนางเวมานิกเปรตเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ (4, 8, 16, 32 นาง) แต่ด้วยความโลภไม่รู้จักพอจึงเดินทางต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงอุสสุทนรก เข้าใจผิดคิดว่าเป็นเมือง เห็นจักรกรดหมุนอยู่บนหัวสัตว์นรกนึกว่าเป็นเครื่องประดับจึงขอสวมใส่ ทำให้ต้องทนทุกข์ทรมานไม่สิ้นสุด เทพบุตร (พระโพธิสัตว์) อธิบายว่าตัณหาไม่มีขอบเขต ยิ่งได้ยิ่งอยากได้มากขึ้น
  120. หน้า ๘๔๑–๘๔๗ ปลาสชาดก พญาหงส์ทองเตือนรุกขเทพที่สิงอยู่ต้นทองหลางว่าต้นไทรที่ขึ้นแทรกที่ค่าคบจะเติบโตทำลายต้นทองหลางในที่สุด แต่รุกขเทพไม่เชื่อ กลับหวังพึ่งพาต้นไทรนั้นดุจลูก เมื่อต้นไทรโตขึ้นจริงก็หักโค่นต้นทองหลางจนวิมานของเทพพังทลาย เทพจึงสำนึกได้ว่าน่าจะเชื่อคำเตือนของพญาหงส์ตั้งแต่แรก
  121. หน้า ๘๔๘–๘๕๓ ทีฆีติโกสลชาดก พระเจ้าทีฆีติแห่งแคว้นโกศลถูกพระเจ้าพรหมทัตแห่งพาราณสียึดครองแผ่นดินและสำเร็จโทษ ทีฆาวุกุมารโอรสหนีรอดและตั้งใจแก้แค้น ภายหลังมีโอกาสจับพระเจ้าพาราณสีบรรทมหลับในป่าเพียงลำพัง เงื้อดาบจะฆ่า แต่นึกถึงคำสอนสุดท้ายของบิดาว่า "เวรไม่ระงับด้วยเวร แต่ระงับด้วยการไม่จองเวร" จึงระงับใจไว้ พระราชาสำนึกในบุญคุณ คืนราชสมบัติและยกธิดาให้อภิเษกด้วย ทั้งสองฝ่ายจึงคืนดีกัน
  122. หน้า ๘๕๔–๘๖๐ มิคโปตกชาดก ฤๅษีชราเลี้ยงลูกเนื้อกำพร้าดุจลูกของตนเอง เมื่อลูกเนื้อกินหญ้ามากเกินไปจนตาย ฤๅษีเศร้าโศกร่ำไห้อย่างหนัก ท้าวสักกะเสด็จมาเตือนสติว่าการร้องไห้คร่ำครวญไม่อาจทำให้ผู้ตายฟื้นคืนมาได้ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม ฤๅษีฟังแล้วสำนึกได้ว่าความเศร้าโศกไร้ประโยชน์ จึงคลายทุกข์ลง
  123. หน้า ๘๖๑–๘๖๙ มูสิกชาดก อาจารย์ทิศาปาโมกข์แต่งคาถา 3 บทมอบให้ศิษย์ผู้เป็นราชกุมารก่อนกลับเมือง พร้อมกำชับให้ท่องบ่นในช่วงเวลาต่าง ๆ เมื่อขึ้นครองราชย์ ต่อมาโอรสของพระองค์คิดปลงพระชนม์เพื่อชิงราชสมบัติ ซุ่มทำร้ายถึง 3 ครั้ง แต่ทุกครั้งพระราชาบังเอิญท่องคาถาที่อาจารย์ให้ไว้พอดี ทำให้ดูเหมือนทรงล่วงรู้แผนการ โอรสตกใจเลิกล้มความคิดร้ายทุกครั้งจนถูกจับได้ในที่สุด พระราชาจึงรอดพ้นจากการถูกลอบปลงพระชนม์ด้วยคาถาที่อาจารย์มอบให้
  124. หน้า ๘๗๐–๘๗๙ จุลลธนุคคหชาดก จุลลธนุคคหบัณฑิตนักธนูฝีมือเยี่ยมพาภรรยา (ธิดาของอาจารย์) เดินทางกลับเมือง ระหว่างทางฆ่าช้างร้ายและปราบโจร 50 คนด้วยลูกศรได้เกือบหมด เหลือแต่หัวหน้าโจรที่ล้มลง เมื่อสั่งภรรยาส่งดาบมาเพื่อฆ่าหัวหน้าโจร ภรรยากลับผลักดาบให้โจรและยื่นฝักให้สามีแทน ทำให้โจรฆ่าสามีตายแล้วพานางไปเป็นภรรยา ต่อมาโจรคิดได้ว่าหญิงที่ทรยศสามีเก่าได้ก็ทรยศตนได้เช่นกัน จึงหลอกขนของมีค่าข้ามแม่น้ำแล้วทิ้งนางไว้คนเดียว ท้าวสักกะแปลงกายมาแกล้งให้นางเห็นบทเรียนเรื่องความโลภ (สุนัขจิ้งจอกไล่ทั้งปลาทั้งเนื้อจนไม่ได้อะไรเลย)
  125. หน้า ๘๘๐–๘๘๕ กโปตกชาดก นกพิราบกับกาอาศัยรังเดียวกันในโรงครัวเศรษฐี วันหนึ่งกาเห็นเนื้อปลามากมายจึงแกล้งป่วยไม่ไปหากินกับนกพิราบ หวังจะแอบกินเนื้อปลาคนเดียว แต่ถูกพ่อครัวจับได้ ถอนขนแล้วทาเครื่องเทศแสบร้อนทั่วตัว ผูกกระเบื้องไว้ที่คอ นกพิราบกลับมาเห็นสภาพกาจึงพูดแซว กาเจ็บแค้นแต่ก็ยอมรับว่าเป็นผลจากความโลภของตน สุดท้ายกาตายเพราะบาดเจ็บ นกพิราบจึงบินจากไป เป็นชาดกสุดท้ายปิดท้ายเล่ม