ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ-เถรคาถา-เถรีคาถา

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๕๓ · ๕๗๐ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๐๐ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๗ ๑. อธิมุตตเถรคาถา (คาถา+อรรถกถา) ว่าด้วยพระอธิมุตตเถระผู้หลุดพ้นไม่กลัวตายเมื่อถูกโจรจับ พระอธิมุตตเถระบรรลุอรหัตตั้งแต่เป็นสามเณร ระหว่างเดินทางไปลามารดาถูกโจร 500 คนจับเพื่อฆ่าบูชายัญ แต่ท่านไม่หวาดกลัว สีหน้าผ่องใส ท่านแสดงธรรมแก่หัวหน้าโจรว่าผู้สิ้นตัณหาสังโยชน์ย่อมไม่กลัวตาย เปรียบดุจวางภาระหนัก สิ้นโรค ดื่มยาพิษแล้วคาย หรือพ้นจากถูกประหาร โจรเลื่อมใสวางศาสตราวุธ บางพวกขอบวชและบรรลุอรหัตตามท่าน ตามด้วยอรรถกถาขยายความศัพท์บาลี หน้า 1 เริ่มหมวดวีสตินิบาตใหม่ ไม่ใช่เนื้อเรื่องค้างจากเล่ม 52 แต่ต่อเนื่องของหมวดใหญ่เถรคาถาทั้งชุด
  2. หน้า ๑๘–๓๖ ๒. ปาราสริยเถรคาถา (ปาราปริยเถรคาถา) ว่าด้วยโทษของการไม่สำรวมอินทรีย์ พระปาราปริยเถระนั่งเพ่งฌานคิดว่าบุรุษควรประพฤติอย่างไรจึงจะทำกิจของตนสำเร็จและไม่เบียดเบียนใคร คำตอบคือต้องรักษาอินทรีย์ทั้ง 6 มิฉะนั้นจะตกเป็นทาสกิเลสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยเฉพาะกามคุณในสตรี เปรียบร่างกายที่ประดับวิจิตรภายนอกแต่เต็มด้วยของโสโครกภายในดุจมีดโกนทาน้ำผึ้ง สอนให้อบรมอินทรีย์ 5 กำจัดอินทรีย์ฝ่ายกิเลส ดุจตอกลิ่มไม้ด้วยลิ่ม ตามด้วยอรรถกถาเล่าประวัติพระเถระผู้ฟังอินทริยภาวนาสูตรแล้วบวชบรรลุอรหัต
  3. หน้า ๓๗–๕๓ ๓. เตลุกานิเถรคาถา ว่าด้วยการแสวงหาครูสอนธรรมและการถอนลูกศรคือกิเลส พระเตลุกานิเถระย้อนเล่าถึงสมัยเป็นปริพาชกเที่ยวถามสมณพราหมณ์ทั่วไปว่าใครถึงฝั่งอมตธรรมแต่ไม่พบความสงบใจ เปรียบตนเหมือนปลาติดเบ็ดหรือถูกบ่วงคล้องดุจท้าวเวปจิตติ มีลูกศรคือทิฏฐิและกิเลส 30 ประเภทปักในใจหาหมอถอนไม่ได้ จมอยู่ในห้วงน้ำใหญ่คือมายา ริษยา ความแข่งดี จนได้พบพระศาสดาผู้ประทานบันไดคือวิปัสสนาให้ขึ้นสู่ปราสาทสติปัฏฐาน เห็นทางอริยมรรคจนบรรลุอรหัตตผล ตามด้วยอรรถกถาขยายความอุปมาต่างๆ อย่างละเอียด
  4. หน้า ๕๔–๖๓ ๔. รัฏฐปาลเถรคาถา (เริ่มต้น ยังไม่จบ) ว่าด้วยความไม่เที่ยงของร่างกายและประวัติพระรัฏฐปาลเถระ เริ่มด้วยคาถาพระรัฏฐปาลเถระว่าร่างกายที่ประดับวิจิตรแท้จริงเป็นเพียงกระดูก 300 ท่อนหุ้มหนัง เต็มด้วยของโสโครก หลอกคนพาลได้แต่ไม่หลอกผู้แสวงทางพ้นทุกข์ เปรียบกามคุณเหมือนบ่วงดักเนื้อที่สัตว์มีปัญญาไม่ติดกับ กล่าวถึงความโลภไม่รู้จักพอของพระราชาและมนุษย์จนถึงความตาย ตามด้วยอรรถกถาเล่าอดีตชาติของท่านสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้าจนเกิดเป็นบุตรเศรษฐีในถุลลโกฏฐิกนิคม ออกบวชแม้บิดามารดาไม่อนุญาต บรรลุอรหัตแล้วกลับไปโปรดบิดามารดา เนื้อหายังไม่จบ ต่อไปยัง chunk ถัดไป
  5. หน้า ๖๔–๖๖ พระรัฏฐปาลเถระกลับไปโปรดบิดามารดา ปฏิเสธการยั่วยวนของภรรยาเก่าด้วยคาถาว่าด้วยความไม่งามของร่างกาย หลังบรรลุอรหัตแล้ว พระรัฏฐปาลเถระขอพระศาสดาไปเยี่ยมบิดามารดาที่ถุลลโกฏฐิกนิคม ฉันบิณฑบาตในเรือนบิดา เมื่อภรรยาเก่าตกแต่งกายเข้ามาพยายามเกลี้ยกล่อมให้สึก ท่านจึงแสดงธรรมด้วยอุปมาเปรียบร่างกายที่ประดับประดาว่าเป็นเพียงกระดูก ๓๐๐ ท่อนหุ้มหนัง เปรอะเปื้อนของไม่สะอาด และเปรียบผู้ไม่ติดกับดักตัณหาดุจเนื้อฉลาดที่กินเหยื่อโดยไม่ติดบ่วงพราน
  6. หน้า ๖๗–๗๕ พระรัฏฐปาลเถระแสดงธัมมุทเทส ๔ แด่พระเจ้าโกรัพยะ ว่าด้วยโลกไม่เที่ยง ไม่มีที่ต้านทาน ไม่เป็นของตน และพร่องอยู่เป็นนิตย์ บิดาของพระเถระสั่งเฝ้าไม่ให้หนีบวชอีก ท่านจึงเหาะไปพักที่มิคาชินอุทยาน พระเจ้าโกรัพยะเสด็จมาถามเหตุที่ออกบวชทั้งที่ไม่ได้ประสบความเสื่อมใด ๆ พระเถระจึงแสดงธัมมุทเทส ๔ คือโลกถูกชรานำไปไม่ยั่งยืน ไม่มีผู้ต้านทาน ไม่เป็นของตนต้องละทิ้งทุกสิ่งไป และพร่องอยู่เป็นนิตย์เพราะเป็นทาสตัณหา พร้อมอรรถาธิบายศัพท์แต่ละคำโดยละเอียด จบด้วยพระเถระได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะ
  7. หน้า ๗๖–๘๐ มาลุงกยปุตตเถรคาถา: ผู้หลงติดในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ชื่อว่าห่างไกลนิพพาน ผู้มีสติย่อมอยู่ใกล้นิพพาน คาถาแสดงคู่เทียบทางอายตนะทั้ง ๖ ทุกคู่มีรูปแบบซ้ำกัน คือเมื่อรับรู้อารมณ์แล้วมัวใส่ใจว่าเป็นนิมิตที่น่ารัก สติหลงลืม เกิดความกำหนัดยินดียึดมั่น อภิชฌาและวิหิงสาเบียดเบียนจิตให้เดือดร้อน ผู้นั้นชื่อว่าห่างไกลพระนิพพาน ส่วนผู้มีสติเฉพาะหน้าไม่กำหนัดยินดี เห็นตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง ย่อมมีในที่ใกล้พระนิพพาน
  8. หน้า ๘๑–๙๐ อรรถกถามาลุงกยปุตตเถรคาถา: พระธรรมเทศนาโดยย่อเรื่องสักว่าเห็น สักว่าได้ยิน และความหมายของคาถาว่าด้วยอายตนะ ๖ เล่าเหตุที่พระมาลุงกยบุตรทูลขอฟังธรรมโดยย่อ พระศาสดาตรัสสอนว่าในสิ่งที่เห็น ได้ยิน ทราบ รู้แจ้ง ให้เป็นสักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยินเท่านั้น ไม่ยึดติดจนนำไปสู่ความดับทุกข์ พระเถระบรรลุอรหัตแล้วจึงกล่าวคาถาเหล่านี้ซ้ำ พร้อมอรรถาธิบายทีละบทว่าความกำหนัดเกิดขึ้นได้อย่างไร และผู้มีสติย่อมพ้นจากวัฏฏะได้อย่างไร
  9. หน้า ๙๑–๙๕ เสลเถรคาถา: พราหมณ์เสลชมเชยมหาปุริสลักษณะของพระพุทธเจ้า ทูลเชิญให้ครองราชย์ แต่พระองค์ตรัสว่าทรงเป็นธรรมราชาอยู่แล้ว เสลพราหมณ์กล่าวคาถาชมพระวรกายและมหาปุริสลักษณะของพระพุทธเจ้า เชิญให้ทรงลาผนวชไปเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระองค์ตรัสตอบว่าทรงเป็นธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยมอยู่แล้วและมีพระสารีบุตรเป็นเสนาบดีธรรม เสลพราหมณ์เกิดศรัทธาทูลขอบวชพร้อมศิษย์ ๓๐๐ คน ได้รับอุปสมบทแบบเอหิภิกขุทันที และบรรลุอรหัตภายใน ๗ วัน
  10. หน้า ๙๖–๑๐๘ อรรถกถาเสลเถรคาถา: อดีตชาติของพระเสละสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า พบดาบสเกนิยะ และเข้าเฝ้าทูลถามหาเสนาบดีธรรม เล่าว่าในอดีตพระเสลเถระเคยสร้างพระคันธกุฎีถวายพระปทุมุตตรพุทธเจ้าพร้อมบุรุษ ๓๐๐ คน จึงได้เกิดเป็นพราหมณ์ผู้สอนมนต์แก่มาณพ ๓๐๐ คน พบดาบสเกนิยะกำลังเตรียมมหาทานถวายพระพุทธเจ้า จึงเข้าเฝ้าและกล่าวคาถาชมเชย พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระสารีบุตรเป็นผู้ประกาศธรรมจักรตามพระองค์ ทรงอธิบายเหตุที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จนเสลพราหมณ์กับศิษย์ขอบวชและบรรลุอรหัตในไม่ช้า
  11. หน้า ๑๐๙–๑๑๙ อปทานของพระเสลเถระ: มหาทานในนครหังสวดีที่ชนทุกชั้นวรรณะร่วมทำบุญ และคำพรรณนาพุทธคุณอันวิจิตรของดาบสเกนิยะ พระเสลเถระเล่าอดีตชาติว่าเป็นหัวหน้าชักชวนญาติทุกชนชั้นทั้งกษัตริย์ พ่อค้า ช่างฝีมือ และหญิงแพศยาให้ร่วมสร้างโรงฉันถวายสงฆ์ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ได้รับพยากรณ์อนาคต จากนั้นเล่าเหตุการณ์ที่ดาบสเกนิยะกล่าวคาถาพรรณนาพระพุทธคุณด้วยอุปมานับสิบเปรียบพระพุทธเจ้ากับดวงอาทิตย์ พระจันทร์ สมุทร และเขาสุเมรุ ก่อนนิมนต์เสวยภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น
  12. หน้า ๑๒๐ พระเสลเถระพยากรณ์อรหัตผลหลังบวชได้ ๗ วัน สรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้ตื่นแล้วและปลุกผู้อื่นให้ตื่น พร้อมภิกษุ ๓๐๐ รูปถวายบังคม หลังเล่าผลบุญจากการถวายไม้กลอน เสาศาลา และบัลลังก์ในอดีตชาติจบแล้ว พระเสลเถระกล่าวคาถาพยากรณ์อรหัตผลของตนว่าบวชได้เพียง ๘ วันก็ฝึกอินทรีย์สำเร็จ สรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าทรงเป็นผู้ตื่นแล้วและปลุกผู้อื่นให้ตื่น ทรงข้ามและพาสัตว์ข้ามสังสารวัฏ แล้วทูลเชิญพระองค์ทรงเหยียดพระบาทรับการถวายบังคมจากภิกษุ ๓๐๐ รูปที่บวชพร้อมกัน (เนื้อหาอรรถกถายังไม่จบ ต่อในช่วงถัดไป)
  13. หน้า ๑๒๑ เสลเถรคาถา (ต่อ) - เกณิยพราหมณ์ตามหาพระพุทธเจ้า ตรวจมหาปุริสลักษณะ และพระเสลบวชพร้อมศิษย์ ๓๐๐ คนจนบรรลุอรหัตต์ภายในครึ่งเดือน เกณิยพราหมณ์ค้นหาพระพุทธเจ้าด้วยความกระหาย เปรียบเหมือนคนหิวน้ำค้นหาน้ำ เมื่อพบแล้วตรวจดูมหาปุริสลักษณะ ๓๐ ประการ (ยกเว้น ๒ ที่ทรงแสดงด้วยฤทธิ์) จนแน่ใจว่าเป็นพระพุทธเจ้าแท้จริง จึงบวชพร้อมศิษย์ ๓๐๐ คน และบรรลุอรหัตตผลภายในไม่ถึงกึ่งเดือน ปิดท้ายด้วยคาถาพระเสลเถระยืนยันว่าเพียง ๗ วันหลังถึงสรณะก็ฝึกอินทรีย์สำเร็จ พร้อมอรรถกถาอธิบายศัพท์ปิดเรื่อง
  14. หน้า ๑๒๒–๑๒๔ ภัททิยกาลิโคธาปุตตเถรคาถา - อุทานสรรเสริญสุขในวิเวกที่เหนือกว่าสุขสมบัติกษัตริย์ และรายการธุดงควัตรที่สมาทาน พระภัททิยะ โอรสพระนางกาลิโคธา เปล่งอุทานเปรียบเทียบชีวิตเดิมที่สุขสบายด้วยการขี่ช้าง เครื่องนุ่งห่มจากแคว้นกาสี และอาหารประณีต กับความสุขในวิเวกปัจจุบันซึ่งเหนือกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้ ทิ้งจานทองคำมาใช้บาตรดิน ไล่เรียงธุดงควัตรต่างๆ ที่สมาทานหลังออกบวชทีละข้อจนบรรลุความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง
  15. หน้า ๑๒๕–๑๓๑ อรรถกถาภัททิยเถระ - บุรพกรรม การบวชพร้อมพระอนุรุทธะ และคำอธิบายเหตุที่เปล่งอุทาน "สุขหนอ สุขหนอ" จนภิกษุเข้าใจผิด ย้อนบุรพกรรมพระภัททิยะตั้งแต่ปรารถนาตำแหน่งเอตทัคคะฝ่ายตระกูลสูงสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ทำบุญสร้างที่ฟังธรรมและถวายพัด เวียนเกิดในเทวดาและมนุษย์จนมาเกิดเป็นเจ้าศากยะ บวชพร้อมพระอนุรุทธะแล้วบรรลุอรหัต อธิบายว่าคำอุทาน "สุขหนอ" ที่ภิกษุเข้าใจผิดว่าคิดถึงราชสมบัติ แท้จริงคือความอิ่มใจที่หมดความหวาดกลัว ต่างจากตอนครองราชย์ที่มีทหารคุ้มกันแน่นหนาแต่ยังหวาดระแวงอยู่เป็นนิตย์
  16. หน้า ๑๓๒–๑๓๕ องคุลิมาลเถรคาถา - บทสนทนา "เราหยุดแล้ว เธอสิยังไม่หยุด" การกลับใจ ทิ้งอาวุธ อุปสมบท และอุทานหลังบรรลุอรหัตต์ องคุลิมาลโจรถามพระพุทธเจ้าว่าเหตุใดสมณะเดินอยู่แต่กล่าวว่าหยุดแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์วางอาชญาต่อสัตว์ทั้งปวงแล้วจึงชื่อว่าหยุด ส่วนองคุลิมาลยังไม่สำรวมจึงยังไม่หยุด องคุลิมาลเลื่อมใสโยนอาวุธทิ้งขอบวช ได้รับเอหิภิกขุอุปสมบททันที บรรลุอรหัตแล้วเปล่งอุทานว่าผู้เคยประมาทแล้วกลับไม่ประมาทย่อมทำโลกให้สว่างไสวดุจจันทร์พ้นจากหมอก
  17. หน้า ๑๓๖–๑๔๐ อรรถกถาองคุลิมาล - กำเนิดใต้ฤกษ์โจร ชื่ออหิงสกะ อุบายอาจารย์ตักกศิลาให้ฆ่าคนเอานิ้วมือพันนิ้ว จนกลายเป็นเพชฌฆาตแห่งป่า เล่าปางก่อนและกำเนิดองคุลิมาลในตระกูลพราหมณ์ปุโรหิต วันเกิดอาวุธทั่วเมืองลุกโพลงเป็นลางร้าย โหรทำนายว่าจะเป็นโจรเที่ยวไปคนเดียวจึงตั้งชื่อ "อหิงสกะ" เมื่อไปเรียนศิลปะที่ตักกศิลา ถูกศิษย์ร่วมสำนักริษยาใส่ร้ายจนอาจารย์หลงเชื่อ วางอุบายให้นำนิ้วมือขวาคน ๑,๐๐๐ นิ้วมาเป็นค่าคำนับครูเพื่อหวังให้ถูกฆ่าตาย อหิงสกะจึงกลายเป็นโจรฆ่าคนทำสร้อยนิ้วมือ จนหมู่บ้านทั้งแถบร้างไปหมด
  18. หน้า ๑๔๑–๑๔๔ พระพุทธเจ้าเสด็จสกัดองคุลิมาลกลางป่าเพื่อช่วยมารดา ทรงแสดงฤทธิ์ให้ตามไม่ทัน และตรัสความหมายของคำว่า "หยุดแล้ว" มารดาองคุลิมาลออกตามเกลี้ยกล่อมบุตรด้วยความรักเพราะเกรงจะถูกประหาร พระพุทธเจ้าทรงทราบว่าองคุลิมาลจะฆ่ามารดาเพื่อให้ครบพันนิ้ว จึงเสด็จสกัดกั้นด้วยพระองค์เอง ทรงแสดงฤทธิ์ให้องคุลิมาลวิ่งสุดแรงก็ตามไม่ทันทั้งที่เสด็จดำเนินตามปกติ ตรัสว่า "เราหยุดแล้ว" หมายถึงหยุดเบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง องคุลิมาลสำนึกทิ้งอาวุธทั้งหมดลงบ่อน้ำและเหว ขอบรรพชาและได้รับเอหิภิกขุอุปสมบททันที
  19. หน้า ๑๔๕–๑๕๔ ผลกรรมเก่าของพระองคุลิมาลหลังบรรลุอรหัตต์ คำสอนให้อดทน และคาถาแผ่เมตตาแก่ศัตรูพร้อมอรรถกถาศัพท์โดยละเอียด หลังบวชองคุลิมาลถูกชาวบ้านขว้างก้อนดินและท่อนไม้ขณะบิณฑบาตเป็นผลกรรมเก่าที่เคยฆ่าคน พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้อดกลั้นรับวิบากในปัจจุบันแทนการตกนรกอีกยาวนาน พระเถระจึงแผ่เมตตาสอนแม้ผู้เป็นศัตรูให้ฟังธรรมและคบกัลยาณมิตร เปรียบการฝึกตนด้วยธรรมกับชาวนาไขน้ำ ช่างศรดัดลูกศร ช่างไม้ถากไม้ ปิดท้ายด้วยอรรถกถาอธิบายศัพท์แต่ละบทของคาถาโดยละเอียด
  20. หน้า ๑๕๕–๑๕๘ อนุรุทธเถรคาถา - อุทานสรรเสริญวิเวกสุขเหนือความบันเทิงทางโลก การถือธุดงค์ และรำลึกอดีตชาติเป็นท้าวสักกะและจักรพรรดิ พระอนุรุทธะเปล่งอุทานว่าความบันเทิงด้วยฟ้อนรำดนตรีที่เคยเสวยไม่อาจให้บริสุทธิ์ได้เท่าการเพ่งฌานหลังสละกามคุณ ท่านครองผ้าบังสุกุลที่เก็บมาซักย้อมเอง อธิบายว่าธรรมเศร้าหมองเกิดแก่ผู้มักมากไม่สันโดษ ส่วนผู้มีสติมักน้อยย่อมเจริญโพธิปักขิยธรรม เล่าว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาสอนมหาปุริสวิตกข้อที่ ๘ ด้วยฤทธิ์ทางใจ และรำลึกชาติเป็นท้าวสักกะ ๗ ครั้ง จักรพรรดิ ๗ ครั้ง รวม ๑๔ ชาติ
  21. หน้า ๑๕๙–๑๖๔ อรรถกถาอนุรุทธเถระ - บุรพกรรมถวายประทีปแด่พระพุทธเจ้าสุเมธ กำเนิดเป็นอันนภาระผู้ยากจนถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า จนได้เกิดเป็นเจ้าศากยะ ย้อนบุรพกรรมพระอนุรุทธะตั้งแต่ปรารถนาตำแหน่งเอตทัคคะฝ่ายทิพยจักษุสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ถวายมหาทานและจุดประทีปพันดวงบูชาพระเจดีย์ทอง ต่อมาเกิดเป็นอันนภาระคนยากจนรับจ้าง ถวายอาหารมื้อเดียวแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าอุปริฏฐะด้วยศรัทธา ได้รับทรัพย์และยศเศรษฐีจากสุมนเศรษฐีและพระราชา จนมาเกิดเป็นเจ้าชายศากยะ บวชพร้อมพระภัททิยะ บรรลุทิพยจักษุและอรหัตในพรรษาแรก
  22. หน้า ๑๖๕–๑๗๗ อรรถกถาอนุรุทธเถระ (ต่อ) - อธิบายเหตุการณ์ปรินิพพานขณะทรงอยู่ในจตุตถฌาน เทวดาชาลินีทูลขอให้กลับไปเกิดเป็นเทพ และย้อนเล่าบุรพกรรมอันนภาระโดยละเอียด อรรถกถาอธิบายศัพท์คาถาพระอนุรุทธะโดยละเอียด โดยเฉพาะปรินิพพานของพระพุทธเจ้าที่ทรงออกจากจตุตถฌานก่อนดับขันธ์ ลมหายใจจึงหยุดตั้งแต่ทรงอยู่ในฌานนั้น เปรียบความดับขันธ์เหมือนประทีปหมดเชื้อเพลิงดับไปไม่ปรากฏร่องรอย เล่าเรื่องเทวดาชาลินีผู้เคยเป็นหญิงบำเรอในชาติก่อนมาทูลขอให้ท่านกลับไปเกิดเป็นเทพ ซึ่งท่านปฏิเสธเพราะสิ้นภพชาติแล้ว จบด้วยย้อนเล่าบุรพกรรมอันนภาระอีกครั้งซึ่งยังไม่จบภายในหน้าที่มีข้อมูล
  23. หน้า ๑๗๘–๑๗๙ บุรพกรรมของพระอนุรุทธ (อันนภาระถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า) อภิญญา และการปรินิพพาน เล่าบุรพกรรมของพระอนุรุทธ ในอดีตชาติเป็นคนรับจ้างหาบหญ้าชื่ออันนภาระ ได้ถวายอาหารแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านามอุปริฏฐะด้วยศรัทธา ส่งผลให้ได้เกิดเป็นเทพ 7 ครั้ง และเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ 7 ครั้ง จากนั้นอธิบายการได้ทิพยจักษุญาณและจุตูปปาตญาณด้วยอาศัยสมาธิประกอบด้วยองค์ 5 ปิดท้ายด้วยการปรินิพพานของพระอนุรุทธใต้พุ่มไผ่ที่เวฬุวคาม แคว้นวัชชี จบอรรถกถาอนุรุทธเถรคาถา
  24. หน้า ๑๘๐–๑๘๘ คาถาปาราสริยเถระ: ความประพฤติภิกษุสมัยพุทธกาลเทียบกับยุคเสื่อมหลังพุทธปรินิพพาน คาถาของพระปาราสริยเถระ เปรียบเทียบความประพฤติของภิกษุสมัยพุทธกาลกับสมัยหลังพุทธปรินิพพาน ภิกษุแต่ก่อนสันโดษ มักน้อย ไม่ติดในปัจจัยสี่ มุ่งวิเวกและเจริญฌาน แต่บัดนี้พระเถระผู้ทรงคุณเหล่านั้นนิพพานไปหมดแล้ว เหลือน้อยเต็มที กุศลธรรมและปัญญากำลังเสื่อมถอย ตามด้วยอรรถกถาเกริ่นเล่าที่มาของคาถาและความหมายเดิมซ้ำอีกครั้ง
  25. หน้า ๑๘๙–๒๐๑ อรรถกถาขยายความคาถาปาราสริยเถระทีละคำ: ภิกษุยุคก่อนกับภิกษุยุคเสื่อม อรรถกถาขยายความคาถาปาราสริยเถระทีละคำอย่างละเอียด อธิบายลักษณะภิกษุยุคก่อนที่ถ่อมตน เลี้ยงง่าย อ่อนโยน ไม่ปากกล้า เทียบกับภิกษุยุคเสื่อมที่หลอกลวง แสวงลาภด้วยมิจฉาชีพ ทะเลาะแย่งลาภสงฆ์ ตกแต่งร่างกายเหมือนคฤหัสถ์ จบด้วยโอวาทให้ตั้งสติดุจคนไม่สวมรองเท้าเดินในที่มีหนาม และพระปาราสริยเถระปรินิพพานในป่าสาละ
  26. หน้า ๒๐๒–๒๐๖ คาถาพยากรณ์ของพระปุสสเถระ: อนาคตภิกษุจักมีความประพฤติเสื่อมทรามอย่างไร ฤาษีปัณฑรสะเห็นภิกษุผู้น่าเลื่อมใสจำนวนมาก จึงถามพระปุสสเถระว่าในอนาคตภิกษุจะเป็นอย่างไร พระเถระพยากรณ์ว่าภิกษุในอนาคตจักมักโกรธ อวดดี ริษยา มีมานะในธรรมที่ยังไม่รู้จริง ไม่เคารพกันและกัน ยินดีในทรัพย์สมบัติ ไร่นา และบริวาร แต่งกายฟุ้งเฟ้อ แสวงหาลาภสักการะแทนที่จะปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง
  27. หน้า ๒๐๗–๒๑๒ ประวัติพระปุสสเถระและดาบสปัณฑรโคตร พร้อมทวนคาถาพยากรณ์ก่อนอธิบายรายคำ อรรถกถาเล่าประวัติพระปุสสเถระ ผู้เป็นพระราชโอรสออกบวชจนได้อภิญญา 6 และดาบสปัณฑรโคตรผู้เลื่อมใสในภิกษุสงฆ์จึงทูลถามถึงความเป็นไปของภิกษุในอนาคต จากนั้นทวนคาถาพยากรณ์ทั้งหมดซ้ำอีกครั้งอย่างละเอียดครบถ้วน ก่อนจะเข้าสู่การอธิบายความหมายทีละคำในส่วนถัดไป
  28. หน้า ๒๑๓–๒๒๑ อธิบายศัพท์คาถาพยากรณ์ทีละคำ: ลักษณะภิกษุเสื่อมทราม การแต่งกาย และผ้ากาสาวะ อรรถกถาอธิบายศัพท์ในคาถาพยากรณ์ทีละคำ เช่น โกธนา (มักโกรธ) อุปนาหี (ผูกโกรธ) ถมฺภี (หัวดื้อ) จนถึงลักษณะภิกษุที่แต่งผมด้วยน้ำมัน หยอดตา นุ่งจีวรสีเขียวปนแดง เกลียดผ้ากาสาวะอันเป็นธงชัยพระอรหันต์ แต่กลับพอใจผ้าขาวแบบเดียรถีย์ และมุ่งอยู่ในเสนาสนะใกล้บ้านแทนป่าสงัดเพื่อหวังลาภสักการะ
  29. หน้า ๒๒๒–๒๒๖ อุปมาช้างฉัททันต์เคารพผ้ากาสาวะ และเกณฑ์ผู้ควร/ไม่ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ พระเถระยกฉัททันตชาดกมาเป็นอุทาหรณ์ พระยาช้างฉัททันต์แม้ถูกนายพรานยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ เมื่อเห็นผ้ากาสาวะที่นายพรานคลุมกาย ก็ไม่ยอมทำร้ายเพราะเคารพธงชัยของพระอรหันต์ จากนั้นอธิบายเกณฑ์ว่าผู้มีกิเลสหนายังไม่หมดจดไม่ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ส่วนผู้มีศีลบริสุทธิ์ปราศจากราคะเท่านั้นจึงสมควรนุ่งห่มได้อย่างแท้จริง
  30. หน้า ๒๒๗–๒๒๘ ปัจฉิมกาล 5 ยุคของพระศาสนา และคำสอนสรุปว่าด้วยความไม่ประมาท จบอรรถกถาปุสสเถรคาถา อธิบายว่าปัจฉิมกาลคือช่วงเวลาใด โดยแบ่งยุคพระศาสนาเป็น 5 ยุค คือวิมุตติยุค สมาธิยุค ศีลยุค สุตยุค และทานยุค ซึ่งจะเสื่อมถอยตามลำดับจนเหลือเพียงเพศบรรพชิต จากนั้นพระปุสสเถระสรุปให้ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย มีเมตตากรุณาต่อกัน เห็นความประมาทเป็นภัยและความไม่ประมาทเป็นความปลอดภัย เจริญอัฏฐังคิกมรรคเพื่อบรรลุนิพพาน
  31. หน้า ๒๒๙–๒๓๔ คาถาพยากรณ์อรหัตผลของพระสารีบุตร: ลักษณะภิกษุแท้ ศีล สันโดษ และความไม่หวั่นไหว คาถาของพระสารีบุตรเถระพยากรณ์อรหัตผลของตน พรรณนาลักษณะภิกษุที่แท้จริงว่าสมบูรณ์ด้วยศีล มีสติ สันโดษในปัจจัยตามมีตามได้ ไม่ติดในสุข พิจารณาทุกข์ดุจลูกศรปักอยู่ที่ร่าง กล่าวถึงความไม่หวั่นไหวแม้ถูกยักษ์ตีศีรษะขณะเข้าฌาน ดุจภูเขาหินไม่สะเทือน และเตือนให้เร่งบำเพ็ญเพียรเพราะความตายมาถึงได้ทุกขณะ (เนื้อหาต่อเนื่องเลยขอบเขต core page 228 เพื่อความสมบูรณ์ของคาถา)
  32. หน้า ๒๓๕–๒๓๘ อรรถกถาสาริปุตตเถรคาถา: อดีตชาติสรทมาณพ พบพระพุทธเจ้าอโนมทัสสี ย้อนอดีตชาติของพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ เมื่อครั้งเป็นสรทมาณพและสิริวัฑฒกุมารพี สหายเล่นฝุ่นด้วยกัน สรทมาณพสละทรัพย์ออกบวชเป็นฤาษีพร้อมศิษย์ 74,000 คน ได้อภิญญาและสมาบัติ ต่อมาพระพุทธเจ้าอโนมทัสสีเสด็จมาโปรดโดยเหาะลงจากอากาศ สรทดาบสถวายการต้อนรับและปฏิเสธไม่ยอมให้ศิษย์เปรียบตนเทียบเท่าพระพุทธเจ้า
  33. หน้า ๒๓๙–๒๔๑ การถวายอาสนะดอกไม้ 7 วัน และการตั้งความปรารถนาเป็นอัครสาวก ศิษย์ชฎิลถวายผลไม้และปูลาดอาสนะดอกไม้ด้วยฤทธิ์แด่พระพุทธเจ้าและสงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงเข้านิโรธสมาบัติ 7 วันโดยดาบสกั้นฉัตรดอกไม้ถวายตลอด เมื่อออกจากสมาบัติทรงให้พระนิสภะและพระอโนมะแสดงธรรม ศิษย์ 74,000 คนบรรลุอรหัตยกเว้นสรทดาบสผู้ตั้งจิตปรารถนาเป็นอัครสาวกในอนาคตจึงได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระสารีบุตร ฝ่ายสิริวัฑฒะก็ตั้งปรารถนาเป็นอัครสาวกที่สอง
  34. หน้า ๒๔๒–๒๔๔ กำเนิดอุปติสสะ-โกลิตะ บวชกับสัญชัย พบพระอัสสชิ บรรลุโสดาบัน สรทดาบสและสิริวัฑฒะจุติเกิดเป็นอุปติสสะ (บุตรนางรูปสารี) และโกลิตะ (บุตรนางโมคคัลลี) ใกล้กรุงราชคฤห์ ทั้งสองสลดใจต่อความตายขณะดูมหรสพจึงบวชกับสัญชัยปริพาชกพร้อมศิษย์ 500 คน แต่ไม่พบสาระ ตกลงกันว่าใครบรรลุอมตธรรมก่อนจะบอกอีกฝ่าย อุปติสสะพบพระอัสสชิเถระ ฟังคาถา "เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา" บรรลุโสดาบัน แล้วนำโกลิตะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เวฬุวัน
  35. หน้า ๒๔๕–๒๕๒ อปทานคาถา: พรรณนาป่าหิมวันต์ อาศรมสุรุจิดาบสและศิษย์ 24,000 คน บทร้อยกรองอปทานพรรณนาความงามของอาศรมในป่าหิมวันต์ที่พระสารีบุตร (ครั้งเป็นสุรุจิดาบส) อาศัยอยู่ ทั้งแม่น้ำ สระบัว พันธุ์ไม้ดอกไม้ผล และสัตว์นานาชนิด รวมถึงคุณสมบัติของศิษย์ดาบส 24,000 คนผู้มีอภิญญา สำรวมอินทรีย์ เที่ยวไปในอากาศได้ เป็นบทพรรณนาธรรมชาติและวิถีชีวิตนักบวชในอดีตชาติของพระสารีบุตรอย่างวิจิตร
  36. หน้า ๒๕๓–๒๕๖ อปทานคาถา: สรรเสริญพระพุทธคุณอโนมทัสสีและคำพยากรณ์สารีบุตร สุรุจิดาบสสรรเสริญพระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธเจ้าอโนมทัสสีว่าไม่อาจประมาณได้ดุจน้ำในมหาสมุทรหรือแผ่นดิน จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าดาบสนี้จะได้เกิดเป็นสารีบุตร บุตรนางพราหมณีชื่อสารี มีปัญญาคมกล้าไม่มีที่สุด เปรียบด้วยแม่น้ำคงคาไหลสู่มหาสมุทร และจะได้เป็นอัครสาวกฝ่ายขวาของพระพุทธเจ้าโคดม
  37. หน้า ๒๕๗–๒๖๗ อปทานคาถา: เผากิเลส ระลึกคุณพระอัสสชิ และพระศาสดาทรงตั้งเอตทัคคะ พระสารีบุตรเล่าต่อว่าหลังบวชกับสัญชัยได้พบพระอัสสชิผู้เป็นอาจารย์ให้แสงสว่างทางธรรมจนบรรลุโสดาบันและชักชวนโกลิตะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ท่านแสดงความกตัญญูด้วยการนอนหันศีรษะไปทางทิศที่พระอัสสชิอยู่เสมอ ปิดท้ายด้วยพระศาสดาทรงตั้งพระสารีบุตรเป็นเอตทัคคะผู้เลิศด้วยปัญญาท่ามกลางสงฆ์ที่พระเชตวันมหาวิหาร
  38. หน้า ๒๖๘–๒๗๓ คาถาสารีปุตตเถรคาถาฉบับเต็ม อ้างซ้ำเพื่อนำสู่การไขศัพท์ หลังพระศาสดาทรงตั้งพระสารีบุตรเป็นเอตทัคคะด้านปัญญาแล้ว ท่านพระธรรมเสนาบดีจึงกล่าวคาถาพยากรณ์อรหัตผลอีกครั้งเพื่อประกาศความประพฤติของตนแก่เพื่อนพรหมจรรย์ เนื้อหาคาถาเช่นเดียวกับตอนต้นเรื่อง ว่าด้วยคุณสมบัติภิกษุผู้สมบูรณ์ศีล สันโดษ ไม่ติดธรรมเนิ่นช้า และคำเตือนให้เร่งบำเพ็ญสัมมาปฏิบัติก่อนความตายมาถึง อรรถกถาระบุว่าบางคาถาพระเถระกล่าวเอง บางคาถาพระพุทธเจ้าตรัสปรารภท่าน
  39. หน้า ๒๗๔–๒๗๘ อรรถกถาไขศัพท์: ความสันโดษในอาหาร จีวร เสนาสนะ และเวทนา อธิบายศัพท์แต่ละบทในคาถาโดยละเอียด เช่น ยถาจารี ยถาสโต สตีมา อัชฌัตตรโต เอโก สันตุสิโต และขยายความสันโดษด้วยปัจจัย 4 ทั้งการฉันอาหารพอประมาณเหลือ 4-5 คำแล้วดื่มน้ำแทน การนุ่งห่มจีวรกัปปิยะเพียงพอกันหนาว การนั่งเสนาสนะขนาดพอตัวไม่เปียกฝน และการพิจารณาเวทนาทั้งสามว่าเป็นทุกข์ไม่ควรยึดถือเป็นตัวตน
  40. หน้า ๒๗๙–๒๘๓ บุคคลไม่ควรคบ กัลยาณมิตรผู้ชี้โทษ เรื่องพระเรวตะและพระราธะ อรรถกถาอธิบายคาถาที่พระสารีบุตรตำหนิภิกษุปรารถนาลามกเกียจคร้าน สรรเสริญผู้เป็นพหูสูตมีศีล และสอนเรื่องการไม่ติดในธรรมเครื่องเนิ่นช้า พร้อมเล่าเรื่องพระเรวตเถระน้องชายผู้อยู่ป่ากันดารอย่างสงบใจ และพระราธะพราหมณ์ทุคตะที่พระสารีบุตรบวชให้ อธิบายลักษณะกัลยาณมิตรผู้ชี้โทษเปรียบดั่งผู้บอกขุมทรัพย์ให้
  41. หน้า ๒๘๔–๒๘๙ เรื่องพระอัสสชิ-พระปุนัพพสุกะที่กีฏาคิรี พระมหาโกฏฐิกะ และพระเทวทัต เล่าเหตุการณ์ที่พระสารีบุตรไปห้ามภิกษุอลัชชีที่กีฏาคิรีชนบท อธิบายลักษณะผู้ควรคบและควรห้ามปรามจากอกุศลธรรม ยกเรื่องทีฆนขปริพาชกผู้เป็นเหตุให้ท่านบรรลุที่สุดสาวกบารมีญาณ กล่าวถึงพระมหาโกฏฐิกะผู้สงบระงับ และเตือนไม่ให้ไว้วางใจปุถุชนบางพวกดังกรณีภิกษุวัชชีบุตรที่หลงเชื่อพระเทวทัตผู้เสื่อมจากคุณวิเศษภายหลัง
  42. หน้า ๒๙๐–๒๙๑ มหาพุทธิ มหามติของพระสารีบุตร และการจำแนกปัญญาใหญ่ ปุถุปัญญา หาสปัญญา อรรถกถาไขความคำว่ามหาพุทธิ มหามติ ที่พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญพระสารีบุตรว่าเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก กว้างขวาง ร่าเริง ว่องไว แหลมคม ชำแรกกิเลส อธิบายองค์ประกอบความเป็นบัณฑิต 4 ประการ และเริ่มจำแนกประเภทปัญญาตามพระบาลีขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ได้แก่ ปัญญาใหญ่ ปุถุปัญญา และหาสปัญญา เนื้อหายังต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไป
  43. หน้า ๒๙๒–๒๙๔ ขยายความปัญญาใหญ่ ๔ ประเภทของพระสารีบุตรตามพระบาลีปฏิสัมภิทามรรค อธิบายรายละเอียดปัญญาอันยิ่งใหญ่ของพระสารีบุตรตามพระบาลีปฏิสัมภิทามรรค ได้แก่ มหาปัญญา (กำหนดอรรถธรรมได้กว้างขวางถึงนิพพาน) ปุถุปัญญา (รู้แจ้งในขันธ์ธาตุอายตนะปฏิจจสมุปบาทเป็นอันมาก) หาสปัญญา (ปัญญาประกอบด้วยความร่าเริงยินดีขณะบำเพ็ญศีลสมาธิ) และชวนปัญญา (ปัญญาแล่นไปเห็นความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาได้รวดเร็วจนถึงนิพพาน)
  44. หน้า ๒๙๕–๒๙๙ ติกขปัญญา นิพเพธิกปัญญา และอนุปทสูตรว่าด้วยฌานสมาบัติตามลำดับของพระสารีบุตร จบอรรถกถาสารีบุตรเถรคาถา อธิบายติกขปัญญา (ปัญญาคมกล้าทำลายกิเลสได้ไว) และนิพเพธิกปัญญา (ปัญญาเบื่อหน่ายทำลายราคะโทสะโมหะ) แล้วยกอนุปทสูตรแสดงว่าพระสารีบุตรเห็นแจ้งธรรมตามลำดับบทได้ในกึ่งเดือน โดยเข้าฌานที่ 1-8 จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ พิจารณาความเกิดดับของธรรมแต่ละขั้นด้วยปัญญาไม่ยินดียินร้าย จบอรรถกถาสารีบุตรเถรคาถา สรุปพระเถระ 3 รูปในติงสนิบาตรวม 105 คาถา
  45. หน้า ๓๐๐–๓๐๒ คาถาพระอานนท์ว่าด้วยความเป็นผู้ทรงธรรม เตือนเรื่องมิตรดีมิตรชั่วและอานิสงส์ความเป็นพหูสูต คาถาต้นเรื่องของพระอานนท์เตือนไม่ให้คบมิตรชอบส่อเสียดมักโกรธตระหนี่ ควรคบคนมีศรัทธา ศีล ปัญญา และเป็นพหูสูตแทน เปรียบร่างกายว่าเป็นเพียงโครงกระดูก 300 ท่อนไม่ยั่งยืน สรรเสริญพระอานนท์ว่าเป็นพหูสูตผู้รักษาคลังพระธรรม 84,000 พระธรรมขันธ์ และเตือนภิกษุผู้ตระหนี่กายไม่บำเพ็ญเพียรว่าจะไม่พบความผาสุกทางสมณะ
  46. หน้า ๓๐๓–๓๐๔ พระอานนท์รำลึกอุปัฏฐากพระศาสดา ๒๕ ปี และความหวาดเสียวเมื่อพระศาสดาปรินิพพาน จบติงสนิบาต พระศาสดาตรัสกับพระอานนท์ไม่ให้ห้ามประชาชนต่างเมืองที่มาเข้าเฝ้าแม้ล่วงเวลา พระอานนท์รำลึกถึงการอุปัฏฐากด้วยเมตตากายวจีมโนกรรมตลอด 25 ปีดุจเงาตามพระองค์ ยังเป็นพระเสขะเมื่อพระศาสดาปรินิพพานจึงเกิดความหวาดเสียวขนพองสยองเกล้า ปิดท้ายด้วยคาถาสรรเสริญพระอานนท์โดยพระสังคีติกาจารย์ จบอานันทเถรคาถาและติงสนิบาตรวม 3 พระเถระ
  47. หน้า ๓๐๕–๓๐๙ อรรถกถาอานันทเถรคาถา: ชาติก่อนเป็นสุมนกุมารถวายทานแด่พระพุทธเจ้าปทุมุตตระและปรารถนาเป็นพุทธอุปัฏฐาก เล่าประวัติอดีตชาติของพระอานนท์ว่าเคยเกิดเป็นสุมนกุมาร พระราชโอรสต่างมารดาของพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ทรงขอพรบำรุงพระศาสดาและภิกษุสงฆ์แสนรูปตลอด 3 เดือน สร้างวิหารถวายด้วยทรัพย์มากมาย ประทับใจในพระสุมนเถระอุปัฏฐากผู้มีฤทธิ์ดำลงดินเข้าเฝ้าได้ จึงตั้งความปรารถนาจะได้เป็นอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตเช่นเดียวกัน
  48. หน้า ๓๑๐–๓๑๒ พระอานนท์เกิดเป็นเจ้าชายศากยะ บวช และได้รับเลือกเป็นพุทธอุปัฏฐากประจำพร้อมพร ๘ ประการ หลังบำเพ็ญบุญนับแสนกัป พระโพธิสัตว์และพระอานนท์จุติจากดุสิตมาเกิดพร้อมกัน อานนท์ประสูติในศากยวงศ์ บวชตามเสด็จและบรรลุโสดาบัน เมื่อพระศาสดาไม่มีอุปัฏฐากประจำตลอด 20 ปีแรกจนทรงชราภาพ ภิกษุทั้งหลายเชิญพระอานนท์รับตำแหน่ง ท่านทูลขอพร 8 ประการรวมข้อห้าม 4 ข้อเพื่อป้องกันคำครหาว่าอุปัฏฐากเพื่อหวังลาภ
  49. หน้า ๓๑๓–๓๑๗ พระอานนท์ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะ ๕ ประการ และเร่งบำเพ็ญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตก่อนปฐมสังคายนา พระศาสดาทรงตั้งพระอานนท์ในตำแหน่งเอตทัคคะ 5 ประการด้านพหูสูต สติ คติ ธิติ และอุปัฏฐาก หลังพระศาสดาปรินิพพาน พระอานนท์ยังเป็นพระเสขะจึงเร่งเจริญวิปัสสนาทั้งคืนก่อนวันสังคายนา ขณะเอนกายจะจำวัดเท้าพ้นพื้นแต่ศีรษะยังไม่ถึงหมอน จิตหลุดพ้นจากอาสวะบรรลุอรหัตพร้อมอภิญญา 6 ตรงตามที่พระพุทธเจ้าปทุมุตตระเคยพยากรณ์ไว้ในชาติที่ถวายฉัตรบูชา
  50. หน้า ๓๑๘–๓๒๖ อธิบายศัพท์คาถาพระอานนท์ตอนต้น: คำเตือนเรื่องพระเทวทัตและอานิสงส์การคบพหูสูต ไขความศัพท์ในคาถาพระอานนท์ทีละบท เช่น ปิสุณะ (พูดส่อเสียด) โกธนะ (มักโกรธ) ชี้ว่าคาถาแรกมุ่งเตือนภิกษุฉัพพัคคีย์ผู้คลุกคลีกับฝ่ายพระเทวทัต จากนั้นอธิบายคุณสมบัติกัลยาณมิตรที่ควรคบคือผู้มีศรัทธา ศีล ปัญญา และพหูสูต พร้อมอธิบายอานิสงส์การฟังธรรมและการรักษาสุตะที่เล่าเรียนมาไม่ให้เสื่อมสูญเพราะเป็นรากฐานแห่งพรหมจรรย์
  51. หน้า ๓๒๗–๓๓๓ อธิบายศัพท์คาถาพระอานนท์ตอนปลาย: ความเสื่อมเมื่อขาดกัลยาณมิตร จบอรรถกถาอานันทเถรคาถา อธิบายต่อว่าพหูสูตผู้ทรงธรรมควรแก่การบูชา ส่วนภิกษุผู้ตระหนี่กายย่อมเสื่อมจากธรรม จากนั้นไขความคาถาที่พระอานนท์รำพันเมื่อพระสารีบุตรนิพพานว่าทิศทั้งปวงมืดมนดุจขาดกัลยาณมิตร อธิบายเหตุการณ์พระศาสดาอนุญาตให้ประชาชนเข้าเฝ้าและการอุปัฏฐาก 25 ปีด้วยเมตตากายวจีมโนกรรม ปิดท้ายจบอรรถกถาอานันทเถรคาถาและปรมัตถทีปนีติงสนิบาต
  52. หน้า ๓๓๔–๓๓๘ เถรคาถาจัตตาลีสนิบาต: คาถาพระมหากัสสปะว่าด้วยการไม่คลุกคลีหมู่คณะและข้อปฏิบัติอันดีงาม คาถาของพระมหากัสสปะสอนไม่ให้คลุกคลีหมู่คณะหรือตระกูลเพราะทำจิตฟุ้งซ่าน เล่าเหตุการณ์ท่านรับบิณฑบาตจากคนโรคเรื้อนโดยไม่รังเกียจ สรรเสริญภิกษุผู้ไม่ดูหมิ่นปัจจัย 4 บรรยายความสุขจากการขึ้นเขาเพ่งฌานท่ามกลางธรรมชาติ เตือนไม่ให้ทำงานมากจนขาดสมาธิหรือถือตัวว่าประเสริฐกว่าผู้อื่น และเล่าเหตุการณ์เทวดาพรหมพากันบูชาพระสารีบุตรผู้เข้าฌานลึกซึ้ง
  53. หน้า ๓๓๙–๓๔๒ จบจัตตาลีสนิบาต และเริ่มอรรถกถากัสสปเถรคาถา: ชาติเป็นกุฎุมพีเวเทหะถวายทานแด่พระพุทธเจ้าปทุมุตตระ สรุปว่าจัตตาลีสนิบาตมีพระมหากัสสปะรูปเดียวกล่าวคาถารวม 40 คาถา จากนั้นเริ่มอรรถกถาเล่าอดีตชาติว่าเคยเป็นกุฎุมพีเวเทหะสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ถวายมหาทานแด่สงฆ์ 6,800,000 รูปรวมพระมหานิสภเถระผู้เป็นเอตทัคคะด้านธุดงค์ เกิดความเลื่อมใสในปฏิปทาของพระเถระนั้นจนตั้งความปรารถนาจะได้เป็นเอตทัคคะด้านธุดงค์เช่นกันในอนาคต
  54. หน้า ๓๔๓–๓๔๔ เรื่องเอกสาฎกพราหมณ์: ถวายผ้าห่มผืนเดียวแด่พระพุทธเจ้าวิปัสสีเอาชนะความตระหนี่ เล่าชาติหนึ่งของพระมหากัสสปะเป็นพราหมณ์ยากจนมีผ้าห่มผืนเดียวใช้ร่วมกับภรรยาสมัยพระพุทธเจ้าวิปัสสี เมื่อไปฟังธรรมเกิดปีติอยากถวายผ้าแต่ความตระหนี่ขัดขวางอยู่ตลอดคืน ในที่สุดตัดสินใจถวายพร้อมเปล่งวาจาสามครั้งว่า เราชนะแล้ว จนพระเจ้าพันธุมราชทรงเลื่อมใสถวายผ้ากัมพลราคาแสนตำลึงและทรงตั้งเป็นปุโรหิต
  55. หน้า ๓๔๕–๓๔๘ ชาติต่อมาของพระมหากัสสปะ: ถวายผ้าแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าและเรื่องภรรยากับน้องสาวใส่บาตร (เนื้อหาต่อเนื่องไปหน้าถัดไป) เล่าชาติต่อมาเป็นกุฎุมพีในพาราณสีถวายผ้าอนุวาตแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ทำจีวรไม่พอ ต่อมาภรรยากับน้องสาวทะเลาะกันเรื่องใส่บาตร ภรรยาโกรธจึงเทเปือกตมใส่บาตรแต่กลับใจล้างถวายภัตประณีตแทน ด้วยผลกรรมทำให้ชาติต่อมานางเกิดเป็นธิดาเศรษฐีมีกลิ่นตัวเหม็นถูกสามีขับไล่ซ้ำ 7 ครั้ง จนบูชาเจดีย์พระกัสสปพุทธเจ้าด้วยอิฐทองจึงหายกลิ่นเหม็น เรื่องยังไม่จบในหน้านี้
  56. หน้า ๓๔๙–๓๕๐ กำเนิดใหม่เป็นบุตรอำมาตย์ ออกเดินทางแสวงบุญ รถทรงเสี่ยงทายเลือกเป็นกษัตริย์กรุงพาราณสี ชายคู่บุญเกิดใหม่ในตระกูลอำมาตย์ใกล้กรุงสาวัตถี ส่วนหญิงเกิดเป็นราชธิดา เมื่อเติบใหญ่เขาไม่พอใจผ้าเนื้อหยาบที่มารดาให้ มารดาจึงบอกว่าตนมีบุญพอจะได้ครองราชสมบัติกรุงพาราณสี เขาเดินทางไปนอนรอที่อุทยานตรงกับวันที่กษัตริย์เมืองนั้นสวรรคตครบเจ็ดวันพอดี อำมาตย์จึงปล่อยรถทรงเสี่ยงทายซึ่งมาหยุดตรงหน้าเขาและอัญเชิญขึ้นครองราชสมบัติ
  57. หน้า ๓๕๑ พิธีอภิเษกกษัตริย์ใหม่ ต้นกัลปพฤกษ์ผุดขึ้นสี่ทิศ เสด็จเข้าครองพระนคร หลังรถทรงเสี่ยงทายเลือกกุมารเป็นกษัตริย์ อำมาตย์จัดพิธีอภิเษกให้แก่ราชธิดาคู่กัน เมื่อกุมารรังเกียจผ้าหยาบที่นำมาถวาย จึงวักน้ำจากเหยือกทองประพรมสี่ทิศ ทำให้ต้นกัลปพฤกษ์ผุดขึ้นทำลายแผ่นดินให้ผ้าทิพย์และของวิเศษ เขานุ่งห่มผ้าทิพย์ ให้ประกาศงดปั่นด้ายทั่วแว่นแคว้น แล้วเสด็จเข้าสู่พระนครขึ้นครองราชสมบัติอันยิ่งใหญ่
  58. หน้า ๓๕๒ พระเทวีชวนถวายทานแด่พระอรหันต์สี่ทิศ พระปัจเจกพุทธเจ้ามหาปทุมะพร้อมบริวาร ๕๐๐ รับนิมนต์ พระเทวีทรงเห็นสมบัติอันมากแล้วชวนพระราชาสร้างกุศลแก่อนาคต จึงจัดทานถวายทั้งสี่ทิศ สามวันแรกไม่พบพระอรหันต์ จนวันที่สี่ที่ประตูทิศอุดร พระปัจเจกพุทธเจ้ามหาปทุมะพร้อมพระปัจเจกพุทธเจ้าบริวาร ๕๐๐ องค์ผู้อยู่หิมวันตประเทศรับนิมนต์ เสด็จมาทางอากาศ พระราชาและพระเทวีต้อนรับถวายภัตตาหารแล้วจัดที่พักถวายในพระอุทยานพร้อมบรรณศาลาและที่จงกรมอย่างละ ๕๐๐ แห่ง
  59. หน้า ๓๕๓ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๕๐๐ ปรินิพพานขณะพระราชาเสด็จปราบปัจจันตชนบท พระเทวีสร้างเจดีย์บรรจุพระธาตุ ระหว่างพระราชาเสด็จไปปราบความไม่สงบชายแดน อายุสังขารของพระปัจเจกพุทธเจ้ามหาปทุมะและบริวารสิ้นลงพร้อมกัน โดยยืนพิงแผ่นกระดานปรินิพพานทีละองค์ เมื่อพระเทวีส่งคนไปตามพบว่าทุกองค์ปรินิพพานแล้วจึงทรงกันแสง จัดการฌาปนกิจพระสรีระอย่างสมเกียรติ แล้วนำพระธาตุมาสร้างเจดีย์ประดิษฐานไว้
  60. หน้า ๓๕๔ พระราชาทรงสังเวชในความตาย เสด็จออกผนวชพร้อมพระเทวี บังเกิดในพรหมโลก แล้วมาเกิดเป็นปิปผลิและภัททกาปิลานี เมื่อพระราชากลับมาทราบข่าวปัจเจกพุทธเจ้าปรินิพพานทั้งหมด ทรงสังเวชว่าความตายเกิดแม้กับบัณฑิต จึงมอบราชสมบัติแก่โอรสแล้วเสด็จออกผนวชในอุทยานนั้นเอง พระเทวีก็ทรงผนวชตาม ทั้งสองบำเพ็ญฌานจนบังเกิดในพรหมโลก ก่อนจะจุติมาเกิดเป็นปิปผลิมาณพบุตรกบิลพราหมณ์และนางภัททกาปิลานีธิดาโกสิยโคตรพราหมณ์ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน
  61. หน้า ๓๕๕–๓๕๗ ปิปผลิมาณพสร้างรูปทองปฏิเสธการแต่งงาน พราหมณ์ตามหาจนพบนางภัททกาปิลานีที่คล้ายรูปทอง จดหมายลับถูกปลอมบังคับให้แต่งงาน ปิปผลิมาณพไม่ต้องการครองเรือน จึงให้สร้างรูปหญิงทองคำอ้างว่าจะแต่งงานก็ต่อเมื่อพบหญิงเช่นนั้น มารดาส่งพราหมณ์ตามหาจนพบนางภัททกาปิลานีในสาคลนครที่งามสมกับรูปทอง ทั้งสองต่างไม่ประสงค์แต่งงานจึงเขียนจดหมายลับขอให้อีกฝ่ายแต่งงานกับผู้อื่นแทน แต่คนกลางดักฉีกจดหมายจริงแล้วปลอมเป็นข้อความยินยอมแทน ทำให้ทั้งคู่ถูกจับคู่แต่งงานกันโดยไม่รู้ตัว
  62. หน้า ๓๕๘–๓๕๙ ชีวิตคู่พรหมจรรย์ของปิปผลิและภัททา ทดสอบด้วยพวงมาลัยไม่แตะต้องกัน ครองสมบัติมหาศาล แม้แต่งงานกันแล้ว ทั้งสองตกลงไม่แตะต้องร่างกายกัน โดยวางพวงดอกไม้กลางที่นอนคอยดูว่าฝ่ายใดเกิดราคะจะทำให้ดอกไม้เหี่ยว ทั้งคู่ไม่เคยหลับหรือคลุกคลีกันตลอดเวลาที่บิดามารดายังมีชีวิต ระหว่างนั้นครอบครองทรัพย์มหาศาลถึง ๘๗ โกฏิ สระน้ำผูกเครื่องยนต์ ๖๐ สระ บ้านส่วย ๑๔ ตำบล และยานพาหนะนานาชนิด สะท้อนความมั่งคั่งที่ทั้งคู่ไม่ยึดติด
  63. หน้า ๓๖๐ จุดเปลี่ยนสู่การออกบวช ปิปผลิเห็นนกจิกไส้เดือนจากรอยไถ ภัททาเห็นกาจิกแมลงในเมล็ดงา ต่างสำนึกถึงบาปที่ตนต้องรับ ขณะปิปผลิมาณพตรวจงานที่นาเห็นฝูงกาจิกกินไส้เดือนที่ถูกไถทำลาย เมื่อถามว่าบาปนั้นตกแก่ใครได้คำตอบว่าตกแก่ตนเอง จึงคิดว่าทรัพย์สมบัติทั้งปวงไม่มีประโยชน์หากต้องแบกรับบาปเช่นนี้ ในเวลาเดียวกันนางภัททาก็เห็นกาจิกกินแมลงในเมล็ดงาที่ตากอยู่และได้คำตอบเดียวกัน ทั้งสองจึงตัดสินใจแยกกันว่าจะสละทรัพย์ทั้งหมดให้แก่กันแล้วออกบวช
  64. หน้า ๓๖๑ ปลงผมให้กันและกัน สละทาสให้เป็นไท ออกบวชแล้วแยกทางกันที่ทางสองแพร่งเพื่อเลี่ยงครหา แผ่นดินไหวเมื่อจากกัน ปิปผลิและภัททามอบทรัพย์ทั้งหมดให้แก่กัน จัดหาผ้าย้อมฝาดและบาตรดิน ปลงผมให้กันเองแล้วออกบวชอุทิศพระอรหันต์ในโลก เหล่าทาสกรรมกรร้องขอไม่ให้ทิ้ง แต่ทั้งสองปลดปล่อยให้เป็นไทแล้วจากไป เมื่อเดินทางร่วมกันพระเถระเกรงผู้คนจะครหาว่าบวชแล้วยังพรากจากกันไม่ได้ จึงชวนแยกทางที่ทางสองแพร่ง แผ่นดินใหญ่สั่นสะเทือนราวกับร้องไห้อาลัยคุณธรรมของทั้งสอง
  65. หน้า ๓๖๒–๓๖๓ พระพุทธเจ้าเสด็จรับปิปผลิมาณพเป็นสาวกใต้ต้นพหุปุตตกนิโครธ ประทานโอวาท ๓ ข้อ แลกเปลี่ยนจีวรกับพระเถระ แผ่นดินไหวสะเทือนถึงพระเชตวัน พระศาสดาทรงทราบด้วยพระญาณจึงเสด็จไปรับปิปผลิมาณพด้วยพระองค์เองที่ต้นพหุปุตตกนิโครธ ปิปผลิเห็นพระรัศมีจึงถวายบังคมขอเป็นสาวก พระองค์ประทานอุปสมบทด้วยโอวาท ๓ ข้อ แล้วทรงแลกจีวรเก่าของพระเถระมาห่มเอง ซึ่งไม่เคยมีสาวกรูปใดได้รับเกียรตินี้มาก่อน พระเถระบำเพ็ญธุดงค์และบรรลุพระอรหัตในวันที่ ๘
  66. หน้า ๓๖๔–๓๖๕ อปทานคาถา มหากัสสปเถระย้อนรำลึกบุญเก่าตั้งแต่ครั้งพระปทุมุตตระพุทธเจ้า เป็นพระเจ้าจักรพรรดิถึง ๓๐ ครั้ง ในอปทาน พระมหากัสสปเถระเล่าถึงบุญที่สร้างไว้สมัยพระปทุมุตตระพุทธเจ้า สร้างเจดีย์และปราสาทสูงเสียดฟ้า จนได้เสวยสมบัติทิพย์และเป็นพระเจ้าจักรพรรดิครองนครรัมมณะถึง ๓๐ ครั้งในภัทรกัปนี้ ก่อนมาเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ผู้สละทรัพย์ ๘๐ โกฏิออกบวชและบรรลุปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖
  67. หน้า ๓๖๖–๓๗๐ พระศาสดาทรงตั้งพระมหากัสสปะเป็นเอตทัคคะด้านธุดงค์ พระเถระแสดงโอวาทเรื่องสันโดษและเรื่องบุรุษโรคเรื้อน พระศาสดาทรงสรรเสริญพระมหากัสสปะดุจดวงจันทร์ผู้ไม่คะนองกายใจในตระกูล และทรงตั้งไว้เป็นเอตทัคคะด้านทรงธุดงค์ พระเถระแสดงคาถาสอนภิกษุให้เว้นการคลุกคลีหมู่คณะและตระกูลเพราะทำใจฟุ้งซ่าน เล่าเรื่องเคยรับบิณฑบาตจากบุรุษโรคเรื้อนที่นิ้วขาดหล่นในบาตรโดยไม่รังเกียจ สรรเสริญความสันโดษในป่าเขา และเทวดาหมื่นองค์พากันบูชาพระสารีบุตรด้วยความอัศจรรย์ใจ
  68. หน้า ๓๗๑–๓๘๑ อรรถกถาไขความคาถามหากัสสปเถระเป็นรายคำ ปิดท้ายจัตตาลีสนิบาต ส่วนนี้เป็นอรรถกถาอธิบายความหมายคำภาษาบาลีในคาถาของพระมหากัสสปเถระทีละคำ เช่น อธิบายว่าเหตุใดภิกษุไม่ควรคลุกคลีหมู่คณะและตระกูล ขยายความเรื่องปัจจัย ๔ ที่ภิกษุไม่พึงดูหมิ่น และความหมายของอุปมาต่าง ๆ ในคาถา ก่อนจบลงด้วยการปิดชุดจัตตาลีสนิบาตแห่งเถรคาถา ซึ่งมีพระมหากัสสปเถระเป็นผู้แสดงคาถาไว้เพียงรูปเดียว
  69. หน้า ๓๘๒–๓๘๘ เถรคาถาพระตาลปุฏะ ปัญญาสนิบาต บทเมื่อไรหนอ ปรารถนาความสันโดษในป่าเขา ขึ้นต้นปัญญาสนิบาตด้วยคาถาของพระตาลปุฏเถระ ตั้งคำถามซ้ำ ๆ ว่า 'เมื่อไรหนอ' จะได้อยู่ผู้เดียวในภูเขาซอกเขาโดยไม่มีตัณหาเป็นเพื่อน เห็นแจ้งความไม่เที่ยงของภพทั้งปวง ถือดาบคือปัญญาตัดตัณหา ทนต่อความหิวร้อนหนาวแมลงรบกวนได้โดยไม่หวั่นไหว และมีใจเป็นกลางไม่ว่าจะถูกติเตียนหรือสรรเสริญ สะท้อนความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อชีวิตสมณะในป่า
  70. หน้า ๓๘๙–๓๙๓ พระตาลปุฏเถระต่อว่าจิตของตน ย้อนรำลึกภพชาติที่จิตเคยพาท่องเที่ยว ตั้งใจฝึกจิตดุจควาญช้างฝึกช้างซับมัน ต่อจากบทเมื่อไรหนอ พระเถระหันมาต่อว่าจิตตนเองที่เคยชักชวนให้ออกบวชแต่กลับเกียจคร้าน ทวงสัญญาที่จิตเคยให้ไว้เรื่องการเจริญฌานและอัฏฐังคิกมรรค ย้อนรำลึกว่าจิตเคยพาท่องเที่ยวเกิดเป็นพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร เทวดา อสูร สัตว์นรก สัตว์ดิรัจฉาน และเปรตมานับไม่ถ้วน ในที่สุดตั้งปณิธานจะข่มและฝึกจิตด้วยสติเหมือนควาญช้างผู้ชำนาญฝึกช้างตกมันด้วยขอ
  71. หน้า ๓๙๔–๔๐๕ อรรถกถาต้นเรื่องพระตาลปุฏเถระ อดีตหัวหน้าคณะนักฟ้อนถามพระศาสดาเรื่องนักแสดงตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาหัวเราะร่าเริงหรือไม่ พระองค์ทรงเฉลยว่าไปนรก อรรถกถาเล่าว่าพระตาลปุฏเถระเคยเป็นนฏคามณีหัวหน้าคณะนักฟ้อนชื่อดังทั่วชมพูทวีป มีมาตุคาม ๕๐๐ เป็นบริวาร วันหนึ่งทูลถามพระศาสดาว่านักแสดงที่ทำให้คนร่าเริงด้วยคำจริงเท็จตายแล้วเกิดเป็นเทวดาหัวเราะจริงหรือไม่ พระองค์ทรงห้ามถึงสามครั้งก่อนตรัสตอบครั้งที่สี่ว่าผู้มีมิจฉาทิฏฐิเช่นนั้นย่อมไปนรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เขาร้องไห้เสียใจที่ถูกอาจารย์นักฟ้อนหลอกลวงมาตลอด จึงบวชและบรรลุอรหัตด้วยวิปัสสนาอย่างรวดเร็ว จากนั้นอรรถกถายกคาถาเดิมของท่านมากล่าวซ้ำเพื่อเตรียมไขความเป็นรายคำต่อไป
  72. หน้า ๔๐๖ ดูก่อนจิต - บทสนทนาของพระตาลปุฏเถระกับจิตของตนเอง หลังบวชแล้ว พระตาลปุฏเถระหันมาตักเตือนจิตของตนที่เคยชักชวนให้ใฝ่ฝันชีวิตป่า แต่กลับเกียจคร้านละทิ้งสมถวิปัสสนา ท่านทวงคำมั่นที่จิตเคยให้ไว้ ชี้ว่าจิตเป็นต้นเหตุพาท่องเที่ยวเวียนว่ายในภพต่าง ๆ นับชาติไม่ถ้วน ทั้งเป็นพราหมณ์ กษัตริย์ เปรต และสัตว์นรก แล้วประกาศเจตนารมณ์จะฝึกข่มจิตให้อยู่ในอำนาจดุจควาญช้างฝึกช้างซับมัน มุ่งสู่นิพพานเท่านั้น ไม่หวนกลับเรือน
  73. หน้า ๔๐๗–๔๒๒ อรรถกถาตาลปุฏเถรคาถา ตอนที่ 1 - ไขความศัพท์บาลีคาถาเมื่อไรหนอและดูก่อนจิตตอนต้น พระอรรถกถาจารย์ไขความหมายศัพท์บาลีในคาถาตาลปุฏเถระทีละบทอย่างละเอียด เช่น กทา นุ อหํ, อทฺทุติโย (ไม่มีตัณหาเป็นเพื่อนสอง), อนิจฺจโต วิปสฺสํ, ภยชนนึ และอุปมาช้างซับมันทำลายปลอกโซ่ อธิบายทั้งความหมายตามตัวอักษรและนัยทางธรรมที่แฝงอยู่ในแต่ละวรรค เพื่อให้เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเถระในการสละเรือนออกบวชอย่างลึกซึ้ง
  74. หน้า ๔๒๓–๔๓๑ อรรถกถาตาลปุฏเถรคาถา ตอนจบ - ไขความคาถาดูก่อนจิตและปิดท้ายอรรถกถา ไขความศัพท์บาลีในช่วงท้ายของคาถาดูก่อนจิต อธิบายเรื่องจิตกวัดแกว่งดุจลิงที่ต้องข่มด้วยโยนิโสมนสิการ อุปมาช้างซับมันถูกฝึกด้วยขอ อุปมาบุรุษปลูกต้นไม้แล้วอยากโค่นเพราะไม่ได้ผล และความเข้าใจผิด 4 ประการ (วิปลาส) ปิดท้ายด้วยการประกาศจบอรรถกถาตาลปุฏเถรคาถาที่ 1 และจบปรมัตถทีปนีในหมวดปัญญาสนิบาต
  75. หน้า ๔๓๒–๔๓๔ มหาโมคคัลลานเถรคาถา ตอนต้น - โอวาทภิกษุผู้อยู่ป่า และเตือนหญิงแพศยาผู้มาเกี้ยวพาน เริ่มหมวดสัฏฐิกนิบาตด้วยคาถาของพระมหาโมคคัลลานเถระ คาถาแรกสอนภิกษุผู้ถืออยู่ป่าและบิณฑบาตเป็นวัตรให้ทำลายเสนามัจจุราชได้ดุจช้างทำลายเรือนไม้อ้อ จากนั้นท่านตอบโต้หญิงแพศยาที่มาเกี้ยวพานด้วยการพรรณนาร่างกายว่าเป็นถุงหนังเต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีช่องเก้าช่องไหลออก จนนางเกิดความสลดใจ ท่านจึงเปรียบจิตท่านว่าเสมออากาศ ไม่มีสิ่งใดย้อมติด
  76. หน้า ๔๓๕–๔๔๑ มหาโมคคัลลานเถรคาถา - ปรารภปรินิพพานพระสารีบุตร โอวาทภิกษุ และคุกคามมารที่เภสกฬาวัน พระมหาโมคคัลลานะกล่าวคาถาสลดใจเมื่อพระสารีบุตรนิพพานว่าสังขารไม่เที่ยง ตามด้วยโอวาทภิกษุให้รีบละกามดุจถอนหอกจากตน ยกย่องพระมหากัสสปะว่าการไหว้ท่านมีอานิสงส์เหนือการไหว้พราหมณ์ตระกูลสูงร้อยชาติ และตอนเด่นคือพระเถระข่มขู่มารที่เบียดเบียนพระสาวกวิธูระ ยืนยันว่ามารจะได้รับทุกข์เองดุจคนพาลเข้ากองไฟ จนมารหวาดกลัวหายไปจากป่าเภสกฬาวัน
  77. หน้า ๔๔๒–๔๔๔ จบสัฏฐิกนิบาต และอรรถกถา - ปางก่อนพระโมคคัลลานะเป็นนาคราชวรุณถวายทานพระพุทธเจ้าอโนมทัสสี ปิดท้ายคาถา 60 บทของพระมหาโมคคัลลานเถระ แล้วเริ่มอรรถกถาเล่าเรื่องท่านฟังธาตุกรรมฐานจากพระศาสดาจนบรรลุอรหัตต์ในวันที่ 7 หลังบวช จากนั้นย้อนเล่าปางหลังในอปทาน ท่านเคยเป็นนาคราชชื่อวรุณถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าอโนมทัสสีพร้อมสงฆ์ ได้รับพยากรณ์ว่าจะเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ชื่อโกลิตะ เป็นอัครสาวกองค์ที่สองของพระโคดมพุทธเจ้า แต่ยังมีกรรมเก่าฐานฆ่ามารดาบิดาที่จะส่งผลในภพสุดท้าย
  78. หน้า ๔๔๕–๔๕๓ อรรถกถามหาโมคคัลลานเถรคาถา - ทรงตั้งเอตทัคคะ และคาถาบาลีฉบับเต็มยกมาทบทวน พระศาสดาทรงตั้งพระมหาโมคคัลลานะไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้เลิศด้านฤทธิ์ในท่ามกลางสงฆ์ ณ เชตวันมหาวิหาร จากนั้นพระธรรมสังคาหกาจารย์ยกคาถาทั้งหมดของท่านที่ร้อยกรองในสังคีติกาลมาแสดงซ้ำโดยละเอียดอีกครั้ง ตั้งแต่คาถาสอนภิกษุอยู่ป่า โอวาทหญิงแพศยา จนถึงบทคุกคามมารที่เภสกฬาวัน เตรียมเข้าสู่การไขความหมายศัพท์เป็นรายบทในลำดับถัดไป
  79. หน้า ๔๕๔–๔๖๒ อรรถกถามหาโมคคัลลานเถรคาถา - ไขความศัพท์บาลีรายบท จากโอวาทภิกษุถึงเรื่องพราหมณ์หลานพระสารีบุตร พระอรรถกถาจารย์ไขความหมายศัพท์บาลีในคาถามหาโมคคัลลานเถระทีละบท เริ่มจากคาถาโอวาทภิกษุผู้อยู่ป่า ตามด้วยอุปมาร่างกายเป็นกระท่อมโครงกระดูกเต็มไปด้วยของไม่สะอาดที่ใช้เตือนหญิงแพศยา จิตที่เสมออากาศไม่มีอะไรย้อมติด อานิสงส์การไหว้พระมหากัสสปะเทียบกับพราหมณ์ตระกูลสูงร้อยชาติ และเรื่องพราหมณ์หลานพระสารีบุตรผู้เห็นผิดที่พระเถระแนะให้กลับใจไหว้พระอริยะแทนการดูหมิ่น
  80. หน้า ๔๖๓–๔๖๖ พระสารีบุตรสรรเสริญพระโมคคัลลานะ และเรื่องทุสสีมารถูกลงทัณฑ์ในนรก พระสารีบุตรสรรเสริญพระมหาโมคคัลลานะว่าเป็นผู้อันเทวดามนุษย์บูชา รู้แจ้งพันโลกธาตุในขณะจิตเดียว พระโมคคัลลานะจึงประกาศฤทธานุภาพของตนเทียบเท่าพระสารีบุตรผู้เลิศด้วยปัญญา จากนั้นเล่าเรื่องทุสสีมารผู้เคยทำร้ายพระวิธุระอัครสาวกของพระกกุสันธพุทธเจ้า ต้องถูกนายนิรยบาลตอกหลาวเหล็กร้อนกลางหัวใจในอุสสทนรกนานถึง ๑,๐๐๐ ปีเป็นผลกรรม
  81. หน้า ๔๖๗ พระโมคคัลลานะเขย่ามิคารมาตุปราสาทเพื่อเตือนสติภิกษุหนุ่ม เมื่อภิกษุใหม่จำนวนมากนั่งสนทนาเดรัจฉานกถาบนปราสาทของนางวิสาขาโดยไม่สนพระทัยพระพุทธเจ้า พระองค์จึงรับสั่งให้พระมหาโมคคัลลานะแสดงฤทธิ์ เข้าฌานแล้วเอานิ้วหัวแม่เท้ากดปราสาทให้โอนเอียงจนภิกษุตกใจวิ่งลงมาหาพระศาสดา จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจนบางพวกบรรลุตั้งแต่โสดาบันถึงอรหัตผล
  82. หน้า ๔๖๘ พระโมคคัลลานะเขย่าเวชยันตปราสาทเพื่อเตือนท้าวสักกะผู้ประมาท หลังท้าวสักกะทูลถามเรื่องวิมุตติเพราะสิ้นตัณหาจากพระพุทธเจ้าแล้วกลับไปด้วยความประมาทในทิพยสมบัติ พระมหาโมคคัลลานะจึงไปเขย่าเวชยันตปราสาทสูง ๑,๐๐๐ โยชน์ในดาวดึงส์ด้วยนิ้วหัวแม่เท้าให้สะเทือน จนท้าวสักกะสลดพระทัยและพยากรณ์ปัญหาเรื่องตัณหักขยวิมุตติได้ถูกต้องตามที่พระศาสดาทรงแสดงไว้จริง
  83. หน้า ๔๖๙–๔๗๔ พกพรหมสูตร — ปราบทิฏฐิพรหมผู้เชื่อว่าไม่มีสมณะขึ้นมาถึงพรหมโลกได้ พรหมองค์หนึ่งเกิดความเห็นผิดว่าไม่มีสมณะพราหมณ์ใดขึ้นมาถึงพรหมโลกได้ พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปประทับเหนือเศียรพรหมนั้น พร้อมพระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระมหากัปปินะ และพระอนุรุทธะที่ตามไปนั่งล้อมสี่ทิศ พระโมคคัลลานะกล่าวคาถาทักท้วงทิฏฐิของพรหม จนพรหมยอมรับว่าตนเข้าใจผิดไปแล้วและไม่กล้ายืนยันความเที่ยงแท้อีก
  84. หน้า ๔๗๕–๔๗๙ พระโมคคัลลานะทรมานพญานาคนันโทปนันทะที่บดบังทางเสด็จดาวดึงส์ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จนำภิกษุ ๕๐๐ รูปผ่านวิมานพญานาคนันโทปนันทะไปดาวดึงส์เพื่อรับนิมนต์ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี นาคราชโกรธที่ถูกละเมิดจึงขนดกายพันรอบเขาสิเนรุปิดบังไว้ ภิกษุหลายรูปอาสาทรมานแต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต จนพระมหาโมคคัลลานะขออาสา แปลงกายต่อสู้ด้วยฤทธิ์หลายรูปแบบจนนาคราชยอมแพ้และถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
  85. หน้า ๔๘๐–๔๘๓ พระโมคคัลลานะขู่มาร และวิบากกรรมเก่าที่นำสู่การถูกโจรทำร้ายจนปรินิพพาน พระเถระเตือนมารว่าไฟไม่ได้ตั้งใจเผา แต่คนพาลเองที่เข้าใกล้จนถูกไหม้ ฉันใดมารที่กระทบพระอริยสาวกก็จะเผาตนเองฉันนั้น จากนั้นอรรถกถาสรุปวาระสุดท้ายว่าด้วยกรรมเก่าที่ท่านเคยฆ่าบิดามารดาเพราะหลงเมียชั่ว จึงถูกโจรที่เดียรถีย์ว่าจ้างทุบตีสาหัสก่อนปรินิพพานทั้งที่บรรลุอรหัตต์แล้ว ปิดท้ายด้วยอปทานเล่าอดีตชาติถวายทานแด่พระปทุมุตตรพุทธเจ้า จบอรรถกถามหาโมคคัลลานเถรคาถา (จบสัฏฐินิบาต)
  86. หน้า ๔๘๔–๔๘๖ เริ่มมหานิบาต — คาถาพระวังคีสเถระสอนตนให้พ้นราคะด้วยอุปมานักธนู เมื่อพระวังคีสเถระบวชใหม่ๆ เห็นสตรีแต่งกายงดงามเดินเข้าวัดจนเกิดความกำหนัด ท่านจึงแต่งคาถาสอนตนเองเปรียบความตรึกกามคุณเหมือนบุตรนักธนูยิงศรรอบตัวศัตรู แต่ตนตั้งมั่นในธรรมแล้วจึงไม่หวั่นไหว สอนภิกษุให้ละความยินดีในบุตรภรรยา เห็นสรรพสิ่งเป็นอนิจจัง ไม่ติดในกามคุณห้า จึงชื่อว่าเป็นมุนีผู้แท้จริง
  87. หน้า ๔๘๗ คาถาละมานะและพระอานนท์สอนดับความเร่าร้อนแห่งกามราคะ พระวังคีสะเตือนภิกษุรูปหนึ่งให้ละความเย่อหยิ่งเพราะจะนำไปสู่นรก ผู้ปฏิบัติชอบชนะกิเลสด้วยมรรคจึงไม่เศร้าโศก ต่อมาเมื่อเกิดความเร่าร้อนด้วยกามราคะ พระอานนทเถระจึงสอนให้ละนิมิตอันงาม อบรมจิตด้วยอสุภสัญญาและกายคตาสติ เจริญอนิมิตตานุปัสสนาตัดอนุสัยมานะ และกล่าวคาถาว่าด้วยวาจาสุภาษิตที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
  88. หน้า ๔๘๘–๔๘๙ พระวังคีสะสรรเสริญพระสารีบุตร วันปวารณา และได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะ พระวังคีสะกล่าวคาถาชื่นชมพระสารีบุตรผู้แสดงธรรมไพเราะดุจเสียงนกสาริกา ชมภิกษุ ๕๐๐ รูปที่ประชุมวันปวารณาว่าล้วนสิ้นอาสวะ และสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้ทรงแสดงนิพพาน เมื่อภิกษุครหาว่าท่านไม่ใส่ใจศึกษาแต่งกาพย์กลอนไปวันๆ พระพุทธเจ้าทรงถามทดสอบให้กล่าวคาถาสรรเสริญพระองค์ทันที แล้วทรงยกย่องพระวังคีสะเป็นเอตทัคคะผู้เลิศด้านปฏิภาณ
  89. หน้า ๔๙๐–๔๙๗ พระวังคีสะสรรเสริญพระโกณฑัญญะ พระพุทธเจ้า และถามชะตาพระอุปัชฌาย์ผู้ล่วงลับ พระวังคีสะแต่งคาถาสรรเสริญพระอัญญาโกณฑัญญะ พระพุทธเจ้าและหมู่สาวก ณ อิสิคิลิบรรพตและสระคัคครา แล้วเล่าประวัติตนที่เคยเป็นนักท่องกาพย์กลอนก่อนได้ฟังธรรมจนบวช สุดท้ายทูลถาม ๑๒ คาถาว่าพระนิโครธกัปปเถระอุปัชฌาย์ผู้มรณภาพแล้วบรรลุนิพพานหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบเพียงคาถาเดียวว่าท่านตัดตัณหาข้ามชาติมรณะได้หมดสิ้นแล้ว ทำให้พระวังคีสะปีติยินดียิ่ง
  90. หน้า ๔๙๘–๔๙๙ จบพระเถรคาถาทั้งหมด — ๒๖๔ พระเถระ ๑,๓๖๐ คาถา พระวังคีสะกล่าวคาถาอวสานนมัสการพระนิโครธกัปปเถระผู้ข้ามบ่วงมารไปได้แล้ว ปิดท้ายมหานิบาตและคัมภีร์เถรคาถาทั้งเล่ม อรรถกถาสรุปว่าพระวังคีสเถระองค์เดียวกล่าวคาถารวม ๗๑ คาถาในมหานิบาต และพระเถระทั้งหมดในคัมภีร์นี้มี ๒๖๔ รูป กล่าวคาถารวม ๑,๓๖๐ คาถา ล้วนบรรลุนิพพานดับไปเหมือนกองไฟที่สิ้นเชื้อ ถือเป็นจุดสิ้นสุดของพระบาลีเถรคาถาทั้งเล่ม
  91. หน้า ๕๐๐–๕๐๒ อรรถกถาวังคีสเถรคาถา — กำเนิดนักเคาะกะโหลกทำนายภพและการบรรลุอรหัตต์ เริ่มอรรถกถามหานิบาต เล่าประวัติพระวังคีสะผู้เกิดเป็นพราหมณ์เรียนมนตร์ฉวสีสะ ใช้เล็บเคาะกะโหลกศพทำนายภพภูมิจนมีชื่อเสียงและร่ำรวย เมื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ถูกทดสอบด้วยกะโหลก ๔ ใบ ทำนายถูกสามใบแต่เคาะกะโหลกพระขีณาสพไม่ออก จึงละอายขอบวชเพื่อเรียนมนตร์ที่แท้จริง เจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตต์
  92. หน้า ๕๐๓–๕๐๙ อปทานพระวังคีสะ — อดีตชาติถวายทานแด่พระปทุมุตตรพุทธเจ้าและคำพยากรณ์ อปทานเล่าอดีตชาติของพระวังคีสะครั้งเป็นพราหมณ์เมืองหังสวดี ได้นิมนต์พระปทุมุตตรพุทธเจ้าพร้อมสงฆ์ฉันภัตตาหาร ๗ วันและกล่าวสดุดีคุณพระพุทธเจ้าจนได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นเอตทัคคะด้านปฏิภาณในสมัยพระโคดมพุทธเจ้า พร้อมเล่าถึงกรรมชั่วที่เคยฆ่าบิดามารดาซึ่งจะให้ผลในภพสุดท้าย จบด้วยการบรรลุปฏิสัมภิทาและอภิญญาครบถ้วน
  93. หน้า ๕๑๐–๕๑๙ อรรถกถายกคาถาพระวังคีสะซ้ำประกอบชีวประวัติ (ต่อเนื่องถึงเรื่องพระนิโครธกัปปเถระ) หลังเล่าการบรรลุอรหัตต์ อรรถกถายกคาถาเดิมของพระวังคีสะที่ปรากฏในพระบาลีมหานิบาตกลับมาอ้างซ้ำทั้งหมดตามลำดับ ตั้งแต่คาถาสอนตนเรื่องราคะ การละมานะ การสรรเสริญพระสารีบุตรและพระพุทธเจ้าในวันปวารณา ไปจนถึงคาถาสรรเสริญพระโกณฑัญญะและคำถามเรื่องพระนิโครธกัปปเถระ เพื่อยืนยันว่าเป็นภาษิตที่พระสังคีติกาจารย์รวบรวมไว้ในการสังคายนา เนื้อหาต่อเนื่องไปถึงหน้าถัดไป
  94. หน้า ๕๒๐ พระวังคีสะสรรเสริญพระอัญญาโกณฑัญญะและพระพุทธเจ้าพร้อมหมู่สาวกที่อิสิคิลิบรรพต แล้วทูลถามถึงการปรินิพพานของพระนิโครธกัปปะ คาถาพระวังคีสะยกย่องพระอัญญาโกณฑัญญเถระผู้มีอานุภาพมาก จากนั้นชมพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ อิสิคิลิบรรพตท่ามกลางพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะ เปรียบดังพระจันทร์พระอาทิตย์ไร้มลทิน แล้วท่านทูลถามถึงพระนิโครธกัปปเถระผู้เป็นอุปัชฌาย์ของตนซึ่งมรณภาพที่อัคคาฬวเจดีย์ ว่าท่านบรรลุนิพพานประเภทใด ยังเหลือเบญจขันธ์หรือหลุดพ้นสิ้นเชิงแล้ว ขอพระศาสดาทรงคลายความสงสัยของหมู่สงฆ์
  95. หน้า ๕๒๑–๕๒๔ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าพระนิโครธกัปปะปรินิพพานแล้ว อรรถกถาเล่าที่มาคาถากามราคะและไขศัพท์คาถาสอนเจริญอสุภและอนิจจานุปัสสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่าพระนิโครธกัปปะตัดตัณหาข้ามชาติมรณะได้หมดสิ้นแล้ว พระวังคีสะโสมนัสทูลสรรเสริญ จากนั้นอรรถกถาย้อนเล่าที่มาของคาถากามราคะ ว่าเมื่อพระวังคีสะบวชใหม่เห็นหญิงสาวแต่งกายงามพากันมาวัดเกิดความกำหนัด จึงเปิดเผยแก่พระอานนท์ ผู้แนะนำให้เจริญอสุภสัญญาและอนิมิตตานุปัสสนาเพื่อละราคะและมานะ พร้อมไขความศัพท์บาลีในคาถาเหล่านี้ทีละคำ
  96. หน้า ๕๒๕–๕๓๓ อรรถกถาไขคำศัพท์คาถาเจริญวิปัสสนาเห็นไตรลักษณ์ การละกิเลสมาร คาถาสุภาษิต และบทสรรเสริญพระสารีบุตรผู้แสดงธรรมไพเราะ อรรถกถาอธิบายศัพท์ในคาถาที่พระวังคีสะพิจารณาเห็นรูปนามทั้งปวงตกอยู่ในไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จนบรรลุอรหัต ตัดกิเลสมารได้ ต่อด้วยคาถาสุภาษิตว่าด้วยวาจาที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เป็นวาจาสัตย์นำถึงนิพพาน ปิดท้ายด้วยคาถาสรรเสริญพระสารีบุตรผู้มีปัญญาลึกซึ้ง แสดงธรรมไพเราะดุจเสียงนกสาลิกาและคลื่นมหาสมุทร
  97. หน้า ๕๓๔–๕๔๕ อรรถกถาไขคาถาสรรเสริญพระสารีบุตรและพระอัญญาโกณฑัญญะ เหตุการณ์วันปวารณาที่บุพพาราม และพระวังคีสะเกือบเสียทีราคะครั้งที่สอง อรรถกถาไขความคาถาสรรเสริญพระสารีบุตรผู้แสดงอริยสัจสี่ได้แจ่มแจ้ง จากนั้นอธิบายคาถาชมพระอัญญาโกณฑัญญเถระผู้มีอภิญญามาก และคาถาที่พระวังคีสะกล่าวในวันปวารณา ณ ปราสาทมิคารมารดา เมื่อภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้ตัดสังโยชน์แล้วห้อมล้อมพระศาสดาดุจพระจักรพรรดิ ตอนท้ายเล่าเหตุที่พระวังคีสะตามพระอานนท์ไปบิณฑบาต เห็นสตรีในเรือนอำมาตย์แต่งกายงามจนเกิดราคะขึ้นอีกครั้ง
  98. หน้า ๕๔๖–๕๕๕ อรรถกถาไขคำถามของพระวังคีสะเรื่องปรินิพพานของพระนิโครธกัปปะ คำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้า และคาถาโสมนัสถวายบังคม อรรถกถาอธิบายคาถา ๑๒ คาถาที่พระวังคีสะทูลถามพระพุทธเจ้าถึงชะตากรรมของพระนิโครธกัปปเถระผู้เป็นอุปัชฌาย์ซึ่งมรณภาพโดยไม่มีท่านอยู่ด้วย เปรียบการทูลถามดุจเทวดาอ้อนวอนท้าวสักกะ จากนั้นไขความคาถาพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าว่าท่านตัดตัณหาข้ามชาติมรณะสิ้นแล้ว ปิดท้ายด้วยคาถาที่พระวังคีสะเปล่งโสมนัสถวายบังคมทั้งพระพุทธเจ้าและพระนิโครธกัปปะผู้เป็นดังโอรสของพระศาสดา
  99. หน้า ๕๕๖–๕๖๕ บัญชีรายนามพระมหาสาวก ๘๐ องค์ และการจำแนกพระอริยสาวกในเถรคาถาโดยประเภทการอุปสมบท วิโมกข์ และปฏิปทา อรรถกถาสรุปพระมหาเถระ ๒๖๔ องค์ที่ปรากฏในเถรคาถา ตั้งแต่พระสุภูติถึงพระวังคีสะ อธิบายประเภทการอุปสมบท ๔ แบบ (เอหิภิกขุ สรณคมน์ รับโอวาท พยากรณ์ปัญหา) ระบุรายชื่อพระอสีติมหาสาวก ๘๐ องค์ครบถ้วน พร้อมจำแนกพระอริยสาวกโดยวิโมกข์ ๓ (สุญญตะ อนิมิตตะ อัปปณิหิตะ) และปฏิปทา ๔ ประเภทตามความยากง่ายและช้าเร็วในการบรรลุมรรคผล
  100. หน้า ๕๖๖–๕๗๐ การจำแนกพระอรหันต์โดยอินทรีย์และคุณวิเศษต่างๆ ขยายจนถึง ๑,๒๐๐ ประเภท และบทปิดท้ายอรรถกถาวังคีสเถรคาถา จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาจำแนกพระอริยสาวกโดยความยิ่งด้วยอินทรีย์ ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) และโดยคุณวิเศษ เช่น บารมี ปฏิสัมภิทา อภิญญา ๖ วิชชา ๓ สุกขวิปัสสก ขยายจำแนกซ้อนกันไปจนถึง ๑,๒๐๐ ประเภทตามธุระ ปฏิปทา และวิมุตติ ปิดท้ายด้วยคำสรุปว่าท่านผู้ได้ทำให้แจ้งปฏิสัมภิทา วิโมกข์ อภิญญาแล้ว จบด้วยคำลงท้าย 'จบอรรถกถาวังคีสเถรคาถาที่ ๑ จบปรมัตถทีปนี' และระบุนามผู้แต่งคือพระอาจารย์ธัมมปาลเถระแห่งพทรติตถมหาวิหาร ซึ่งเป็นการปิดฉากอรรถกถาเถรคาถาทั้งเล่ม