ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๕๙ · ๙๘๔ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๘๐ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๒ อาวาริยชาดก ดาบสถวายโอวาทแด่พระราชาไม่ให้ทรงพิโรธ จนได้รับพระราชทานหมู่บ้านเป็นรางวัล ต่อมาท่านเดินทางผ่านท่าเรือ พบนายท้ายเรือหยาบคายที่เรียกร้องค่าจ้างก่อนแล้วทะเลาะภายหลัง ดาบสจึงมอบโอวาทเดียวกันที่เคยถวายพระราชาให้แก่นายท้ายเรือแทนค่าจ้าง แต่คนพาลไม่เข้าใจคุณค่าของคำสอน กลับโกรธจนทำร้ายดาบสจนเลือดตกยางออก เรื่องนี้สอนว่าผู้ให้โอวาทต้องเลือกให้แก่คนที่เหมาะสม ให้แก่คนพาลย่อมไม่เกิดประโยชน์และอาจนำภัยมาสู่ตนเอง
  2. หน้า ๑๓–๒๔ เสตเกตุชาดก มาณพหนุ่มเสตเกตุผู้ถือตัวเรื่องชาติตระกูลพราหมณ์ ดูหมิ่นคนจัณฑาลว่าเป็นกาลกรรณี จนถูกคนจัณฑาลท้าตอบปัญหาเรื่อง "ทิศ" หากตอบไม่ได้ต้องลอดหว่างขา เมื่อเสตเกตุตอบได้แค่ทิศทั้งสี่ตามภูมิศาสตร์จึงพ่ายแพ้และอับอายอย่างสาหัส อาจารย์ (พระโพธิสัตว์) จึงสอนความหมายที่แท้จริงของ "ทิศ" คือมารดาบิดา ครูอาจารย์ และสมณพราหมณ์ผู้ควรแก่การเคารพบูชา ซึ่งเป็นทิศที่สำคัญยิ่งกว่าทิศทางภูมิศาสตร์ และชี้ว่าพระนิพพานคือทิศอันประเสริฐสุดที่มนุษย์ยังไปไม่ถึง เรื่องสอนว่าความรู้ทางโลกและศักดิ์ศรีวงศ์ตระกูลไร้ความหมายหา...
  3. หน้า ๒๕–๔๔ ทรีมุขชาดก เจ้าชายพรหมทัตกับสหายรักทรีมุขศึกษาศิลปะร่วมกันมาตั้งแต่เด็ก เมื่อพรหมทัตได้ครองราชสมบัติ ทรีมุขเห็นใบไม้เหลืองร่วงจึงบรรลุปัจเจกโพธิญาณทันที ออกบวชในทันใด ส่วนพรหมทัตลุ่มหลงในราชสมบัติจนลืมสหายนานถึง ๔๐ ปี เมื่อระลึกถึงและปรารถนาพบสหายอีกครั้ง พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้าจึงเสด็จมาแสดงธรรมเตือนถึงโทษของกามคุณ เปรียบกามเหมือนหล่มเหมือนบ่อ และเปรียบท้องมารดาว่าเป็นนรกสี่มุมที่สัตว์ต้องทนทุกข์ทรมาน แม้พระราชาจะเห็นด้วยแต่ยังตัดใจสละกามไม่ได้ ทว่าคำสอนนั้นได้ฝังลึกในใจจนสุดท้ายพระองค์สละราชสมบัติให้โ...
  4. หน้า ๔๕–๕๐ เนรุชาดก ฝูงหงส์ทองบินผ่านภูเขาทองชื่อเนรุ พบว่าสัตว์ทุกชนิดไม่ว่ากา สิงห์ เสือ หรือหมาไน ล้วนกลายเป็นสีทองเหมือนกันหมดเมื่ออยู่บนภูเขานั้น น้องหงส์ผู้ไม่รู้เหตุจึงถามพี่ ครั้นทราบคำตอบก็ชี้ให้เห็นว่าภูเขานี้ให้เกียรติทุกคนเท่ากันหมดไม่ว่าคนขยันหรือเกียจคร้าน คนกล้าหรือคนขลาด โดยไม่แยกแยะคุณความดี บัณฑิตย่อมไม่ควรอยู่ในที่ที่ไม่รู้จักแยกแยะคนดีคนเลว หงส์ทั้งสองจึงตัดสินใจละทิ้งภูเขานั้นไป เรื่องสอนเรื่องการเลือกที่อยู่และหมู่คณะที่รู้จักให้เกียรติตามคุณความดีจริง มิใช่ปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนกันหมดโดยไม่...
  5. หน้า ๕๑–๖๔ อาสังกชาดก ดาบสพบทารกหญิงในดอกบัวจึงเลี้ยงดูไว้ ตั้งชื่อในใจว่า "อาสังกา" ตามความแคลงใจของตนเอง ท้าวสักกะประทานปราสาทแก้วและของทิพย์ให้นาง เมื่อพระราชาพบนางแล้วหลงรัก ดาบสจึงท้าให้พระราชาทายชื่อนางให้ถูกจึงจะได้นางไป พระราชาพยายามทายอยู่นานถึง ๓ ปีก็ไม่สำเร็จ นางจึงปลอบด้วยเรื่องเถาอาสาวดีที่ออกผลทุกพันปีแต่เทวดายังอดทนรอ และนกยางที่สมหวังด้วยอานุภาพพระอินทร์ ในที่สุดเมื่อพระราชาท้อใจจะเสด็จกลับ นางจึงเฉลยว่าคำพูดของพระองค์เองที่ว่า "อาสังกา" (ความหวัง/ความแคลงใจ) นั่นแหละคือชื่อจริงของนาง ทำให้พระองค์ไ...
  6. หน้า ๖๕–๖๙ มิคาโลปชาดก พญาแร้งอปรัณเตือนลูกแร้งชื่อมิคาโลปะไม่ให้บินสูงเกินเขตลมกาลวาตเข้าสู่เขตลมเวรัมภวาตอันร้ายแรง แต่มิคาโลปะดื้อดึงไม่เชื่อฟัง บินเลยขอบเขตไปจนถูกลมเวรัมภวาตพัดร่างแหลกละเอียดสิ้นชีวิตกลางอากาศ พร้อมทั้งลูกเมียและแร้งบริวารทั้งหมดที่ติดตามไปด้วย เรื่องนี้สอนว่าผู้ไม่เชื่อฟังคำสอนของผู้ใหญ่หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า ประพฤติล้ำเขตย่อมถึงความพินาศเช่นเดียวกับแร้งตัวนี้
  7. หน้า ๗๐–๘๙ สิริกาลกรรณิชาดก เทพธิดาสองนางคือ กาลกรรณี (เทพีแห่งเคราะห์ร้าย) และ สิริ (เทพีแห่งโชคดี) ต่างมาขอพักอาศัยในบ้านของเศรษฐีสุจิปริวาระ ผู้ตั้งใจให้เฉพาะผู้มีบริวารสะอาดเท่านั้นได้นั่งนอนบนอาสนะที่ยังไม่เปื้อน เมื่อถามถึงลักษณะชายที่แต่ละนางชอบ กาลกรรณีบรรยายถึงคนพาล อกตัญญู มักโกรธ ผลาญทรัพย์ ส่วนสิริบรรยายถึงคนมีศีลธรรม อ่อนน้อมถ่อมตน เศรษฐีจึงขับไล่กาลกรรณีไปและต้อนรับสิริ เรื่องจบด้วยคติที่ว่าคนสร้างโชคดีโชคร้ายด้วยตัวเอง ไม่มีใครมาประทานให้ได้
  8. หน้า ๙๐–๙๖ กุกกุฏชาดก นางแมวตัวหนึ่งซึ่งเคยลอบกินไก่ในฝูงจนหมด ยกเว้นพญาไก่ป่า (พระโพธิสัตว์) ที่ไม่เคยตกเป็นเหยื่อ จึงเปลี่ยนกลยุทธ์มาพูดจาหว่านล้อมขอเป็นภรรยาพญาไก่เพื่อจะกินเมื่อตายใจ แต่พญาไก่รู้ทันเล่ห์กลจึงปฏิเสธและขับไล่นางแมวไปอย่างไม่ไหวหวั่นต่อคำหวาน เรื่องนี้เปรียบเทียบกับภิกษุที่กระสันอยากสึกเพราะหญิงสาว สอนว่าผู้รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมที่เกิดขึ้นฉับพลันจะรอดพ้นจากศัตรู ผู้รู้ไม่ทันจะตกอยู่ในเงื้อมมือศัตรูและเดือดร้อนภายหลัง
  9. หน้า ๙๗–๑๐๓ ธัมมัทธชชาดก กาตัวหนึ่งปลอมตัวเป็นนักบวชผู้ทรงศีล ยืนขาเดียวอ้าปากอ้างว่ากินแต่ลมและสอนธรรมแก่ฝูงนก จนได้รับความไว้วางใจให้เฝ้าไข่และลูกนกยามที่พ่อแม่นกออกหาอาหาร แต่แท้จริงแล้วมันแอบจิกกินไข่และลูกนกจนหมด พญานกโพธิสัตว์จับได้คาหนังคาเขาจึงระดมฝูงนกจิกตีกาหลอกลวงจนตาย เรื่องนี้เตือนภัยคนหน้าไหว้หลังหลอกที่ใช้คำสอนธรรมบังหน้าเพื่อหาผลประโยชน์ ปากว่าอย่างใจคิดอีกอย่าง
  10. หน้า ๑๐๔–๑๑๓ นันทิยมิคราชชาดก เนื้อชื่อนันทิยะเลี้ยงดูพ่อแม่ที่ชราอย่างกตัญญู เมื่อชาวบ้านล้อมป่าต้อนฝูงเนื้อเข้าคอกถวายพระราชาล่า นันทิยะยอมเสียสละตนออกล่อให้พรานเห็นเพื่อพ่อแม่จะได้ปลอดภัย แล้วเข้าคิวรอตาที่จะถูกยิงตามระเบียบโดยไม่หนี เมื่อถึงวาระของตน มันยืนสงบนิ่งไม่หวาดกลัวจนพระราชาไม่อาจปล่อยลูกศรได้ เกิดความเลื่อมใสในคุณธรรม จึงพระราชทานอภัยแก่สัตว์ทั้งปวงในราชอาณาจักร นันทิยะได้กลับไปพบพ่อแม่อีกครั้ง เรื่องนี้สื่อถึงความกตัญญูต่อบิดามารดาและอานุภาพของความสงบใจที่มาจากศีลธรรม
  11. หน้า ๑๑๔–๑๒๖ ขุรปุตตชาดก พระเจ้าเสนกะได้รับมนตร์วิเศษที่ทำให้เข้าใจภาษาสัตว์จากพญานาคที่ตนเคยช่วยชีวิตไว้ แต่มีข้อแม้ว่าถ้าถ่ายทอดมนตร์ให้ผู้อื่นจะต้องตาย พระมเหสีเซ้าซี้อยากได้มนตร์จนพระราชาตัดสินใจยอมสละชีวิตเพื่อมอบให้นาง ระหว่างทางไปกองไฟ พระอินทร์แปลงกายเป็นแพะช่วยชีวิตพระราชาไว้ โดยจัดฉากให้แพะและม้าโต้เถียงกันว่าใครโง่กว่ากัน จนได้ข้อสรุปว่าพระราชาที่ยอมสละชีวิตเพื่อผู้หญิงคนหนึ่งนั้นโง่ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน พระราชาจึงได้สติ และใช้อุบายให้มเหสีเลิกล้มความต้องการมนตร์นั้นเอง เรื่องสอนว่าตนเองสำคัญกว่าสิ่งอันเป็...
  12. หน้า ๑๒๗–๑๓๕ สูจิชาดก บุตรช่างเหล็กยากจน (พระโพธิสัตว์) หลงรักธิดาหัวหน้าช่างเหล็กผู้มั่งคั่งเพียงจากคำเล่าลือ จึงทำเข็มคุณภาพเยี่ยมซ้อนกันเป็นตลับ ๗ ชั้นแล้วเดินทางไปร้องขายเข็มถึงหน้าบ้านในหมู่บ้านช่างเหล็กนั่นเอง หญิงสาวได้ยินเสียงไพเราะออกมาทักถามและตำหนิว่าโง่ที่ขายเข็มผิดที่ เขาจึงสาธิตฝีมือด้วยการทำเข็มบางจนตอกทะลุทั่งเหล็กและลอยอยู่เหนือน้ำในถาดได้พอดี ทำให้ช่างเหล็กนับพันคนยอมรับในฝีมือ หัวหน้าช่างเหล็กจึงยกธิดาให้แต่งงานด้วย เรื่องนี้สอนว่าความสามารถที่แท้จริงต้องแสดงต่อหน้าผู้รู้จึงจะได้รับการยอมรับอย่า...
  13. หน้า ๑๓๖–๑๔๙ ตุณฑิลชาดก หมูสองพี่น้อง มหาตุณฑิละกับจุลตุณฑิละ ถูกหญิงชราเลี้ยงมาอย่างดีเหมือนลูก แต่วันหนึ่งกลับถูกนักเลงมาขอซื้อไปฆ่าเป็นอาหารงานเลี้ยง จุลตุณฑิละตกใจกลัวตายจนตัวสั่น มหาตุณฑิละ (พระโพธิสัตว์) จึงปลอบด้วยธรรมะเปรียบ "ห้วงน้ำ" คือพระนิพพาน "เหงื่อไคล" คือบาป และ "เครื่องลูบไล้ใหม่" คือศีล สอนว่าผู้มีศีลบริสุทธิ์ย่อมไม่หวาดกลัวความตาย เทศนานี้สะเทือนใจคนทั้งเมืองจนพระราชาทรงเลื่อมใสไว้ชีวิตหมูทั้งคู่ และผู้คนทั้งแคว้นหันมารักษาศีลกันทั่วหน้า
  14. หน้า ๑๕๐–๑๖๐ สุวรรณกักกฏกชาดก กาตัวเมียอยากกินดวงตาของพราหมณ์ผู้เลี้ยงปูทองไว้เป็นเพื่อน จึงยุให้กาตัวผู้ไปคบหางูเห่าเพื่อวางแผนให้งูกัดพราหมณ์จนตาย แต่ปูทองผู้ซื่อสัตย์ใช้ก้ามหนีบคองาและงูไว้ทันควัน บังคับให้งูดูดพิษกลับคืนช่วยชีวิตพราหมณ์ก่อน แล้วจึงหนีบทั้งกาและงูจนตายเพื่อตัดปัญหาในอนาคต เรื่องนี้เป็นการปูมเรื่องพระอานนท์ (ปู) เสียสละเพื่อพระพุทธเจ้า (พราหมณ์) จากภัยพระเทวทัต (กา) และช้างนาฬาคิรี (งู)
  15. หน้า ๑๖๑–๑๖๙ มัยหกสกุณชาดก นกมัยหกะบินไปเกาะกินผลไม้แล้วร้อง "ของกู ๆ" แต่ฝูงนกอื่นก็มาแย่งกินจนหมดโดยไม่สนใจเสียงร้องนั้น เปรียบเหมือนคนตระหนี่ที่สะสมทรัพย์ไว้มากมายแต่ไม่ใช้สอยเองและไม่แบ่งปันญาติ สุดท้ายพระราชา โจร หรือทายาทที่ไม่น่ารักก็เอาทรัพย์ไปอยู่ดี ส่วนผู้มีปัญญาที่รู้จักใช้ทรัพย์และสงเคราะห์ญาติจะได้รับเกียรติในโลกนี้และไปสู่สวรรค์ เรื่องเล่านี้มีเรื่องจริงประกอบคือเศรษฐีตระหนี่ที่ฆ่าหลานชายด้วยความโลภ สุดท้ายตายไปอย่างไร้ทายาทรับมรดก
  16. หน้า ๑๗๐–๑๗๙ ปัพพชิตวิเหฐกชาดก วิทยาธรใช้เวทมนตร์ลอบเข้าไปฉุดคร่าพระมเหสีตอนกลางคืน แล้วปลอมเป็นฤาษีบำเพ็ญตบะตอนกลางวัน เมื่อถูกจับได้ก็เหาะหนีไป พระราชาเข้าใจผิดคิดว่าสมณะทั้งปวงเป็นคนหลอกลวง จึงขับไล่นักบวชออกจากแคว้นจนราษฎรไร้ที่พึ่งทางธรรมและตกนรกกันมาก ท้าวสักกะจึงแปลงเป็นชายหนุ่มรูปงามนำพระปัจเจกพุทธเจ้าไปยืนกลางอากาศหน้าพระราชวัง แสดงความนอบน้อมต่อพระปัจเจกพุทธเจ้าแม้ตนจะรูปงามกว่า เพื่อสอนพระราชาว่าการกราบไหว้ผู้ทรงศีลที่แท้จริงย่อมนำมาซึ่งความสุขและสวรรค์ พระราชาจึงเข้าใจถูกและเรียกนักบวชกลับคืนแคว้น
  17. หน้า ๑๘๐–๑๘๖ อุปสิงฆบุปผชาดก ฤาษียืนดมกลิ่นดอกบัวในสระแต่ไกลโดยไม่ได้เด็ดหรือขโมยดอกไม้ เทพธิดาประจำต้นไม้กลับตำหนิว่าเป็น "ผู้ขโมยกลิ่น" ฤาษีแย้งว่าเหตุใดจึงไม่ตำหนิชายที่กำลังขุดเหง้าบัวและเด็ดดอกอยู่จริงๆ เทพธิดาอธิบายว่าคนที่ทำบาปหยาบช้าเป็นปกติเปรอะเปื้อนจนไม่มีอะไรต้องพูดถึง แต่สำหรับผู้แสวงหาความบริสุทธิ์ แม้บาปเพียงเล็กน้อยก็ปรากฏชัดเหมือนเมฆก้อนใหญ่ ฤาษีสำนึกและขอให้เทพธิดาช่วยเตือนตนต่อไป แต่เทพธิดาตอบว่าตนไม่มีหน้าที่ต้องดูแลใคร ตัวฤาษีเองต่างหากที่ต้องรู้ว่ากรรมใดนำไปสู่สุคติ สอนเรื่องมาตรฐานความประพฤติที่สูง...
  18. หน้า ๑๘๗–๑๙๓ วิฆาสาทชาดก พี่น้องฤๅษี 7 คนออกบวชแต่ไม่ทำความเพียร มัวเล่นกีฬาสนุกสนาน ท้าวสักกะแปลงเป็นนกแก้วมากล่าวยกย่องว่า "ผู้กินเดนย่อมมีความสุข" ทำให้ฤาษีเหล่านั้นเข้าใจผิดคิดว่าตนถูกชม แต่นกแก้วชี้แจงว่าพวกเขาเป็นเพียง "ผู้กินซากที่เหลือ" ไม่ใช่ "ผู้กินเดน" ที่แท้จริง เพราะผู้กินเดนที่แท้คือผู้ที่ให้ทานแก่สมณะและผู้ขอก่อนแล้วจึงบริโภคส่วนที่เหลือ เรื่องนี้เตือนสติภิกษุขี้เกียจที่บวชแต่ไม่ปฏิบัติธรรม ให้รู้ว่าการอยู่อย่างเกียจคร้านพึ่งพาผู้อื่นไม่ใช่สิ่งควรภูมิใจ
  19. หน้า ๑๙๔–๑๙๙ วัฏฏกชาดก กาตะกละตัวหนึ่งในเมืองพาราณสีไม่เคยอิ่มแม้กินซากศพช้างม้าโคเป็นอาหาร จึงเข้าป่าหวังหาอาหารดีกว่าเดิม พบนกกระจาบ (พระโพธิสัตว์) ที่กินแต่หญ้าและเมล็ดพืชหยาบๆ แต่กลับอ้วนท้วนสมบูรณ์ นกกระจาบอธิบายว่ากาผอมเพราะต้องหากินท่ามกลางศัตรูด้วยใจหวาดระแวงและได้อาหารมาด้วยวิธีไม่สุจริต ส่วนตนอ้วนเพราะมักน้อย คิดน้อย ไม่ต้องไปหากินไกล และพอใจกับสิ่งที่ได้มา เรื่องจบด้วยการประชุมชาดกว่ากาผู้เหลวไหลได้แก่ภิกษุผู้เหลวไหลในสมัยพุทธกาลซึ่งบรรลุโสดาปัตติผล ส่วนนกกระจาบได้แก่พระพุทธเจ้าเอง สอนเรื่องความสันโดษพอเ...
  20. หน้า ๒๐๐–๒๐๔ มณิชาดก นกพิราบ (พระโพธิสัตว์) พบกาเพื่อนเก่าที่ถูกพ่อครัวถอนขนปีกออกแล้วผูกเศษกระเบื้องไว้ที่คอ กาจึงโอ้อวดว่าตนเลียนแบบมนุษย์ชั้นสูงที่ประดับแก้วมณี นกพิราบแกล้งชมเชยเยาะเย้ยแล้วเสนอจะให้ช่างตกแต่งให้เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็บอกความจริงและบินจากไป ส่วนกาต้องตายอยู่ที่นั่นเพราะความหลงตัวเองและไม่รู้ตัวว่าตกเป็นเหยื่อของพ่อครัว คติสอนใจเรื่องความอวดดีโอ้อวดที่นำไปสู่ความพินาศ
  21. หน้า ๒๐๖–๒๑๕ กุกกุชาดก พระราชาผู้ปกครองโดยไม่เป็นธรรม รีดนาทาเร้นภาษีราษฎรอย่างหนัก อำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิต (พระโพธิสัตว์) ใช้อุปมาสามเรื่องสอนพระราชาอย่างแยบยล คือยอดโดมของพระตำหนักที่ทรงตัวอยู่ได้เพราะจันทันค้ำยัน เปรียบกับพระราชาที่มั่นคงได้เพราะองคมนตรีซื่อสัตย์ค้ำจุน การปอกเปลือกผลมะงั่วแต่พอดีให้ได้รสอร่อย เปรียบกับการเก็บภาษีแต่พอควรไม่บีบคั้นราษฎร และดอกบัวที่ไม่เปื้อนโคลนตม เปรียบกับพระราชาที่ทรงมีพระราชกิจบริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อนบาป พระราชาทรงรับฟังและหันมาปกครองโดยธรรมตั้งแต่นั้น
  22. หน้า ๒๑๖–๒๒๓ มโนชชาดก สิงห์โตหนุ่มชื่อมโนชะรับสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ชื่อคิริยะไว้เป็นบริวารทั้งที่พ่อ (พระโพธิสัตว์) ทัดทานว่าสุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์ทุศีล สุนัขจิ้งจอกยุยงให้มโนชะไปตะครุบม้าหลวงในเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถูกนายขมังธนูซุ่มยิงตาย สุนัขจิ้งจอกได้ยินเสียงธนูก็ทิ้งเพื่อนหนีไปทันทีโดยไม่เหลียวแล ครอบครัวสิงห์โตคร่ำครวญว่าการคบคนเลวนำมาซึ่งความพินาศ จบด้วยพุทธพจน์สอนว่าควรคบแต่คนที่สูงกว่าตนจึงจะเจริญ
  23. หน้า ๒๒๔–๒๓๕ สุตนชาดก พระเจ้าพาราณสีถูกยักษ์มฆเทพจับตัวได้ใต้ต้นไทรหลังเสด็จล่าเนื้อ ต้องทรงสัญญาส่งคนพร้อมอาหารไปให้ยักษ์กินทุกวันจนนักโทษในคุกหมด สุตนะ ชายหนุ่มยากจนผู้เลี้ยงมารดาเพียงลำพัง อาสาไปแลกกับเงินรางวัลให้มารดา โดยขอยืมฉลองพระบาท ฉัตร และพระขรรค์จากพระราชาไปด้วย เพื่อไม่ต้องเหยียบพื้นดินหรือยืนใต้ร่มไม้อันเป็นเขตอำนาจของยักษ์ ใช้ปัญญาต่อรองจนยักษ์ยอมแพ้ สุตนะจึงสอนศีล ๕ ให้ยักษ์แล้วพากลับเมือง ได้รับตำแหน่งเสนาบดีเป็นรางวัล คติสอนใจเรื่องปัญญาและความกตัญญูเอาชนะอันตรายได้
  24. หน้า ๒๓๖–๒๔๐ คิชฌชาดก พญาแร้งผู้เลี้ยงดูพ่อแม่แก่เฒ่าตาบอดที่ถ้ำเขาคิชฌกูฏ ติดบ่วงของนายพรานที่ป่าช้า แทนที่จะร่ำไห้กลัวตายเพื่อตนเอง กลับร่ำไห้ห่วงว่าพ่อแม่จะอดอาหารตาย นายพรานได้ยินคำโอดครวญที่ไม่ใช่เพื่อตัวเองแต่เพื่อพ่อแม่ เกิดความเมตตาสงสารจึงปล่อยแร้งไป คติสอนใจเรื่องความกตัญญูและเมตตาสามารถเปลี่ยนใจแม้ศัตรูได้
  25. หน้า ๒๔๑–๒๕๒ ทัพพปุปผชาดก นากสองตัวช่วยกันจับปลาตะเพียนแดงตัวใหญ่ได้ แต่แบ่งกันไม่ลงตัวจนทะเลาะกัน สุนัขจิ้งจอกชื่อทรรพบุบผาผ่านมาพบจึงอาสาเป็นผู้ตัดสิน แบ่งปลาให้นากตัวหนึ่งได้หัว อีกตัวได้หาง ส่วนท่อนกลางซึ่งอร่อยที่สุดหยิบเอาไปเป็นค่าตัดสินแล้วหนีไปต่อหน้าต่อตา นากทั้งสองได้แต่นั่งเสียใจที่ทะเลาะกันจนเสียประโยชน์ให้คนกลาง เรื่องนี้พระศาสดาตรัสเปรียบกับพระอุปนันทะที่ยุให้พระแก่สองรูปทะเลาะกันเรื่องแบ่งผ้าจำนำพรรษาแล้วริบผ้าชิ้นดีที่สุดไปเอง คติสอนใจเรื่องโทษของการวิวาทกันที่ทำให้บุคคลที่สามฉวยประโยชน์ไป
  26. หน้า ๒๕๓–๒๖๕ ทสัณณกชาดก พระเจ้ามคธทรงเศร้าโศกหนักจนประชวร เพราะเคยประทานพระอัครมเหสีให้แก่บุตรปุโรหิตตามคำสัญญาที่ตรัสไว้ แล้วทั้งสองพากันหลบหนีไป เสนกบัณฑิต (พระโพธิสัตว์) วางแผนให้อายุรบัณฑิตและปุกกุสบัณฑิตทูลตอบปัญหาต่อพระพักตร์ทีละขั้นว่า สิ่งที่ทำยากกว่าการกลืนดาบคือการพูดว่า "จะให้" และยากยิ่งกว่านั้นคือการให้จริงตามที่พูดไว้ เพื่อให้พระราชาทรงระลึกได้ว่าพระองค์เองได้ทำสิ่งที่ยากที่สุดสำเร็จไปแล้วจริง ทำให้ความเศร้าโศกค่อยๆ เบาบางลงจนหายประชวรสนิท เรื่องจบด้วยการประชุมชาดกว่าพระราชาในเรื่องเปรียบได้กับภิกษุผู้...
  27. หน้า ๒๖๖–๒๘๕ เสนกชาดก พราหมณ์แก่ยากจนถูกภรรยาสาวใช้ให้ออกไปขอทานหาเงินซื้อทาส เมื่อได้เงิน 700 กหาปณะแล้วเดินทางกลับ งูเห่าเลื้อยเข้าไปในไถ้ข้าวตูโดยไม่รู้ตัว เทวดาต้นไม้บอกเป็นปริศนาว่าถ้าไปถึงบ้านภรรยาจะตาย แต่ถ้าค้างระหว่างทางตนเองจะตาย พราหมณ์ตื่นตระหนกจนมาเจอเสนกบัณฑิตกำลังแสดงธรรม ท่านใช้ปัญญาไหวพริบสืบสาวจนรู้ว่ามีงูอยู่ในไถ้และช่วยชีวิตพราหมณ์ไว้ได้ทันเวลา หลังจากนั้นเสนกบัณฑิตยังจับได้อีกว่าภรรยาของพราหมณ์นอกใจและขโมยเงินที่พราหมณ์นำมาไปให้ชู้ จึงคลี่คลายคดีจนได้เงินคืนและลงโทษคนทำผิด เรื่องนี้แสดงให้เห็น...
  28. หน้า ๒๘๖–๒๙๖ อัฏฐิเสนชาดก ฤๅษีอัฏฐิเสนะได้รับการอุปัฏฐากจากพระเจ้าพาราณสีและถูกปวารณาให้ขออะไรก็ได้ตามใจปรารถนา แต่ท่านไม่เคยทูลขอสิ่งใดเลย เมื่อพระราชาตรัสถามเหตุผล ท่านอธิบายว่าผู้ขอย่อมไม่เป็นที่รักของผู้ให้ และผู้ไม่ให้ก็ไม่เป็นที่รักของผู้ขอ จึงหลีกเลี่ยงเพื่อรักษาไมตรี ท่านยังสอนว่าพระอริยเจ้าไม่เอ่ยปากขอ เพียงยืนบิณฑบาตเฉยๆ ให้ผู้มีปัญญาสังเกตความต้องการเอง แม้พระราชาจะถวายโคนมพันตัว ท่านก็ปฏิเสธเพราะนักบวชไม่ควรมีภาระกังวลใดๆ
  29. หน้า ๒๙๗–๓๐๔ กปิชาดก ฝูงลิงสองฝูงอาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน ลิงหัวโจกฝูงหนึ่งถ่ายอุจจาระใส่หัวปุโรหิตจนถูกผูกใจเจ็บ พระโพธิสัตว์ผู้เป็นหัวหน้าลิงอีกฝูงเตือนว่าอย่าอยู่ในที่ที่มีคนจองเวร แล้วพาบริวารหนีไป แต่ลิงหัวดื้อไม่ยอมฟัง ต่อมาปุโรหิตแนะนำพระราชาว่ามันเหลวลิงรักษาแผลไฟไหม้ช้างได้ ทหารจึงฆ่าลิงในฝูงนั้นตายหมดยกเว้นหัวหน้าที่หนีมาตายที่ฝูงพระโพธิสัตว์ ท่านจึงแสดงธรรมเตือนสติเรื่องการเลือกผู้นำและการเชื่อฟังคำแนะนำของบัณฑิต โดยเปรียบเทียบผู้นำโง่เขลากับนกต่อที่พาพวกพ้องตายเอง
  30. หน้า ๓๐๕–๓๑๘ พกพรหมชาดก พกพรหมหลงเชื่อว่าพรหมโลกของตนเที่ยงแท้ถาวรไม่มีวันเสื่อม (มิจฉาทิฏฐิสัสสตทิฏฐิ) พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังพรหมโลกเพื่อแก้ความเห็นผิดนั้น โดยบอกว่าอายุของพกพรหมแม้ยาวนานมหาศาลก็ยังมีที่สิ้นสุด และทรงระลึกชาติในอดีตของพกพรหมเมื่อครั้งเป็นฤๅษีเกสวะผู้ทำความดีอันยิ่งใหญ่ เช่น เนรมิตน้ำช่วยพ่อค้าที่หลงทางกลางทะเลทราย ช่วยเชลยที่ถูกโจรจับ และแปลงกายเป็นครุฑช่วยคนจากพญานาคที่โกรธแค้น เมื่อพกพรหมได้ฟังก็คลายความยึดมั่นและเทวดาหมื่นองค์บรรลุธรรม เรื่องนี้แสดงให้เห็นพุทธปัญญาที่หยั่งรู้แม้กระทั่งจักรวาลวิทย...
  31. หน้า ๓๑๙–๓๓๑ คันธารชาดก พระเจ้าคันธาระและพระเจ้าวิเทหะต่างสละราชสมบัติออกผนวชเป็นฤๅษีเพราะเห็นดวงจันทร์ถูกราหูบดบัง แล้วมาพบกันในป่าโดยไม่รู้จักกันมาก่อนจนสนิทสนมกัน ต่อมาวิเทหดาบสเก็บเกลือส่วนเกินไว้ใช้ในวันหน้า พระโพธิสัตว์ (คันธารดาบส) ตำหนิอย่างตรงไปตรงมาว่ายังมีความโลภแม้เพียงก้อนเกลือทั้งที่สละราชสมบัติมาแล้ว วิเทหดาบสไม่พอใจที่ถูกตำหนิรุนแรงจนเกิดการโต้เถียงกัน แต่ในที่สุดวิเทหดาบสสำนึกผิดและขอขมาคันธารดาบสที่เคยล่วงเกินท่านด้วยวาจา ทั้งสองจึงคืนดีกันและกลับไปบำเพ็ญเพียรร่วมกันที่ป่าหิมพานต์ คันธารดาบสสอนกสิณ...
  32. หน้า ๓๓๒–๓๔๓ มหากปิชาดก พญาวานรโพธิสัตว์ผู้เป็นหัวหน้าฝูงลิงแปดหมื่นตัว เมื่อพระราชาพาราณสีล้อมจับฝูงลิงที่กำลังกินมะม่วงวิเศษริมฝั่งแม่น้ำคงคา พญาวานรจึงยึดเถาวัลย์ผูกเอวโดดข้ามลำน้ำไปผูกตัวเองเป็นสะพานให้ลิงทั้งฝูงเหยียบหลังหนีไปได้อย่างปลอดภัย แต่พระเทวทัต (เกิดเป็นลิงในฝูงนั้น) กระโดดลงเหยียบหลังพญาวานรอย่างแรงจนหัวใจแตกตาย พระราชาซาบซึ้งในความเสียสละจึงจัดการถวายพระเพลิงอย่างสมเกียรติ และพญาวานรก่อนสิ้นใจได้สอนพระราชาว่าผู้ปกครองที่ดีต้องเสียสละเพื่อความสุขของผู้ใต้ปกครองเช่นเดียวกับตน
  33. หน้า ๓๔๔–๓๖๑ กุมภการชาดก ช่างปั้นหม้อผู้เป็นพระโพธิสัตว์ได้ฟังพระปัจเจกพุทธเจ้า ๔ องค์ (อดีตกษัตริย์ ๔ แคว้น) เล่าเหตุที่ทำให้แต่ละองค์สลดใจจนออกบวช เช่น เห็นต้นมะม่วงมีผลจนถูกคนรุมเก็บหักย่อยยับ เห็นกำไลข้างเดียวไม่มีเสียงแต่พอสวมสองข้างกลับกระทบกันดังอึกทึก เห็นนกถูกฝูงนกรุมจิกแย่งเหยื่อ และเห็นวัวตัวผู้ขวิดกันตายเพราะแย่งวัวตัวเมีย ช่างปั้นหม้อเกิดความสังเวชใจตามจึงออกบวช ส่วนภรรยาแอบหนีตามไปบวชก่อน ทิ้งให้เขาเลี้ยงลูกจนโตพอเลี้ยงตัวเองได้จึงออกบวชตามภายหลัง เรื่องสอนให้เห็นว่าความมีทรัพย์สมบัติหรือสิ่งที่น่าปรารถ...
  34. หน้า ๓๖๒–๓๗๒ ทัฬหธัมมชาดก พระศาสดาทรงเล่าที่มาของเรื่องนี้จากเหตุการณ์จริงที่ทรงช่วยให้พระเจ้าอุเทนฟื้นฟูเกียรติยศแก่ช้างพังภัททวดีที่ชราแล้วถูกทอดทิ้ง ในชาดกกล่าวถึงช้างพังโอฏฐิพยาธิที่เคยรับใช้พระเจ้าทัฬหธรรมอย่างเสี่ยงชีวิตทั้งในสงครามและงานสื่อสาร แต่เมื่อแก่ตัวลงกลับถูกพระราชายึดยศคืนและประทานให้ช่างหม้อใช้ลากเกวียนขนมูลสัตว์ อำมาตย์ผู้เป็นพระโพธิสัตว์จึงทูลเตือนพระราชาให้รู้จักบุญคุณคนที่เคยทำประโยชน์ให้ พระราชาสำนึกได้จึงคืนยศให้ช้างตามเดิม เรื่องสอนเรื่องความกตัญญูรู้คุณคน ไม่ทอดทิ้งผู้มีบุญคุณเมื่อเขาหมดประโย...
  35. หน้า ๓๗๓–๓๘๐ โสมทัตตชาดก ดาบสองค์หนึ่งเลี้ยงลูกช้างที่พบในป่าไว้ต่างบุตรบุญธรรม ตั้งชื่อว่าโสมทัตตะ ต่อมาลูกช้างกินอาหารมากเกินจนอาหารไม่ย่อยและตายลง ดาบสเสียใจร้องไห้คร่ำครวญถึงลูกช้างราวกับเป็นลูกแท้ๆ ท้าวสักกะ (พระโพธิสัตว์) เสด็จลงมาเตือนสติว่าผู้ออกบวชไม่ควรโศกเศร้าถึงสัตว์ที่ตาย เพราะทุกชีวิตล้วนต้องตายเป็นธรรมดา หากร้องไห้แล้วคนตายฟื้นได้จริงก็ควรพากันร้องไห้ถึงญาติทุกคนตลอดไป ดาบสได้สติคลายความโศกและขอบคุณท้าวสักกะที่ช่วยถอนลูกศรแห่งความโศกออกจากใจ
  36. หน้า ๓๘๑–๓๙๔ สุสีมชาดก พระเจ้าสุสีมะทรงเป็นกษัตริย์หนุ่มที่เคยยกราชสมบัติให้พระสหายเพื่อรักษาชีวิตพระราชมารดา วันหนึ่งพระมเหสีเกรงว่าพระองค์จะเบื่อชีวิตครองเรือนแล้วออกผนวช จึงลวงว่าทรงพบผมหงอกบนพระเศียร (ที่จริงเป็นผมหงอกของตนเอง) หวังยั่วให้ทรงเสียดายความหนุ่มและครองราชสมบัติต่อไป แต่กลับกลายเป็นเหตุให้พระเจ้าสุสีมะสลดพระทัยคิดถึงความไม่เที่ยงของวัยและร่างกาย ทรงเปรียบเทียบความงามของหญิงสาวกับความชราของคนแก่หลังค่อมเดินสั่นเทา จนตัดสินพระทัยสละราชสมบัติออกผนวชทันที
  37. หน้า ๓๙๕–๔๐๑ โกฏสิมพลิชาดก เทวดาผู้สิงสถิตที่ต้นงิ้วใหญ่ (โกฏสิมพลี) สนทนากับพญาครุฑเรื่องความหวาดกลัว พญาครุฑแม้ตัวใหญ่กว่าและเฉี่ยวคาบพญานาคยาวพันวาไปกินได้โดยไม่หวั่นกลัว แต่เทวดาต้นงิ้วกลับสั่นสะท้านเมื่อเห็นนกตัวเล็กๆ มาเกาะกิ่ง เพราะหยั่งเห็นว่านกกินลูกไทร ลูกกร่าง ลูกมะเดื่อ ลูกโพธิ์ แล้วมาถ่ายมูลรดต้นงิ้ว ทำให้เมล็ดพืชเหล่านั้นงอกขึ้นเบียดบังปกคลุมต้นงิ้วจนตายในระยะยาว ครุฑแรกทีเดียวไม่เข้าใจแต่เมื่อฟังเหตุผลก็ยอมรับและไล่นกไปให้ พร้อมกล่าวสรุปว่าบัณฑิตควรระแวงภัยที่ยังมองไม่เห็นในปัจจุบันแต่จะเกิดในอนาคต เรื่อ...
  38. หน้า ๔๐๒–๔๐๘ ธูมการิชาดก พราหมณ์เลี้ยงแพะชื่อธูมการีก่อไฟควันไล่ยุงในป่าจนชะมดสีทองพากันมาอาศัยพักหนียุง เขาหลงใหลเสน่หาชะมดจนทอดทิ้งไม่ดูแลฝูงแพะของตนเอง เมื่อถึงฤดูที่ยุงซาลง ชะมดพากันจากไปสู่ป่าเขา ส่วนแพะที่ถูกทอดทิ้งก็หายสาบสูญไปหมด เขาจึงซูบผอมเศร้าโศกเพราะสูญเสียทั้งสองอย่าง. พระโพธิสัตว์ (วิธูรบัณฑิต) เล่าเรื่องนี้ถวายพระราชาผู้ทรงปราชัยศึกเพราะสงเคราะห์ทหารใหม่จนทหารเก่าน้อยใจไม่ยอมรบ สอนว่าผู้ที่ทอดทิ้งคนของตนไปเอาใจคนที่จรมาใหม่ ในที่สุดจะสูญเสียทั้งสองฝ่ายและเศร้าโศกเอง
  39. หน้า ๔๐๙–๔๑๖ ชาครชาดก เทวดาถามปริศนาดาบสผู้เดินจงกรมทั้งคืนไม่ยอมนอนว่า "เมื่อคนอื่นตื่น ใครหลับ เมื่อคนอื่นหลับ ใครตื่น" ดาบสตอบว่าเมื่อเทียบกับพระอริยเจ้าผู้หมดกิเลสแล้ว ตนยังนับว่า "หลับอยู่" เพราะยังละราคะโทสะโมหะไม่หมด แต่เมื่อเทียบกับปุถุชนที่มัวเมาประมาทไม่รู้จักสำรวมกายใจ ตนกลับเป็นผู้ "ตื่น" อยู่เพราะไม่ประมาท. เรื่องเล่ากรอบเปิดด้วยอุบาสกที่เดินจงกรมไม่หลับทั้งคืนจนโจร 500 คนไม่กล้าปล้นกองเกวียน สื่อว่าความไม่ประมาทและสติที่ตื่นอยู่เสมอคือเครื่องป้องกันภัยและเป็นบันไดสู่ความหลุดพ้น
  40. หน้า ๔๑๗–๔๓๙ กุมมาสปิณฑชาดก ลูกจ้างยากจนคนหนึ่งถวายขนมกุมมาส (ขนมแป้งนึ่งจืดๆ) เพียง 4 ก้อนแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า 4 องค์ด้วยจิตเลื่อมใส ผลบุญนั้นทำให้ชาติต่อมาเขาเกิดเป็นพระราชาแห่งพาราณสีผู้มั่งคั่งพรั่งพร้อมด้วยราชสมบัติมหาศาล และเมื่อทรงระลึกชาติได้ก็ทรงขับร้องเพลงสรรเสริญผลแห่งทานนั้นในวันฉัตรมงคลจนเป็นที่ลือเลื่อง พระมเหสีของพระองค์ก็เคยเป็นทาสีที่ถวายภัตตาหารส่วนของตนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งเช่นกัน. เรื่องกรอบคือพระนางมัลลิกาเทวีถวายขนม 3 ก้อนแด่พระพุทธเจ้าแล้วได้เป็นอัครมเหสีพระเจ้าโกศลในวันเดียวกัน สื่อว่าทาน...
  41. หน้า ๔๔๐–๔๕๒ ปรันตปชาดก เมื่อพระราชาถูกอุปราช (พระโอรส) แย่งบัลลังก์ จึงพาพระมเหสี ปุโรหิต และทาสชื่อปรันตปะหนีเข้าป่า พระมเหสีลอบเป็นชู้กับปรันตปะแล้วสั่งให้ฆ่าพระราชาขณะสรงน้ำ โดยมีปุโรหิตแอบเห็นเหตุการณ์แต่เขย่ากิ่งไม้หนีจนถูกจับได้ว่ามีคนรู้เห็น ปุโรหิตจึงปลอมเป็นคนตาบอดเพื่อเอาชีวิตรอด และคอยพร่ำบ่นเป็นปริศนาให้พระมเหสีและปรันตปะหวาดระแวงอยู่หลายปีโดยไม่รู้ว่าตนถูกจับได้. เมื่อพระโอรสที่เกิดจากพระมเหสี (แท้จริงคือลูกปรันตปะ) เติบใหญ่ ปุโรหิตจึงเฉลยความจริงทั้งหมด พระโอรสจึงแก้แค้นสังหารปรันตปะ ณ ท่าน้ำแห่งเดียว...
  42. หน้า ๔๕๔–๔๖๘ กัจจานิชาดก หญิงชรานางหนึ่งชื่อกัจจานีถูกลูกสะใภ้ทุบตีขับไล่ออกจากบ้านหลังคลอดบุตร แต่หลังจากนั้นลูกสะใภ้กลับได้ครองเรือนและมีบุตรสมหวัง นางจึงเข้าใจว่า "ธรรม" คือความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ได้สูญสิ้นไปจากโลกแล้ว จึงตั้งใจไปทำพิธีเซ่นศพให้แก่ "ธรรม" กลางป่าช้าโดยใช้กะโหลกศีรษะมนุษย์ ๓ หัวก่อไฟทำอาหารเซ่น ท้าวสักกเทวราชแปลงเป็นพราหมณ์มาไต่ถามและเปิดเผยตนเอง ขู่จะทำให้ลูกสะใภ้และหลานกลายเป็นเถ้าธุลี แต่หญิงชรากลับใจอ่อนขอร้องให้ยกโทษเพราะยังรักหลาน ท้าวสักกะจึงบันดาลให้ครอบครัวกลับมาคืนดีและอยู่ร่วมกันอย่างมีคว...
  43. หน้า ๔๖๙–๔๘๔ อัฏฐสัททชาดก พระเจ้าพาราณสีทรงได้ยินเสียงประหลาด 8 เสียงกลางดึกจนหวาดกลัว พวกพราหมณ์แนะนำให้บูชายัญฆ่าสัตว์อย่างละ 4 เพื่อแก้เคล็ด แต่ดาบสโพธิสัตว์ทูลไขความจริงว่าแต่ละเสียงล้วนมีเหตุธรรมดา เช่น นกยางร้องเพราะสระแห้งขาดอาหาร แม่การ้องเพราะลูกถูกควาญช้างรังแก แมลงภู่ นกดุเหว่า เนื้อ ลิง และกินนรที่ถูกกักขังต่างร้องเพราะคิดถึงอิสรภาพและคู่ของตน ส่วนเสียงสุดท้ายคือพระปัจเจกพุทธเจ้าเปล่งอุทานถึงการหลุดพ้นก่อนปรินิพพาน พระราชาจึงทรงเลิกบูชายัญ ปล่อยสัตว์ทั้งหมด และประกาศห้ามฆ่าสัตว์ทั่วเมือง คติสอนใจคือความกลั...
  44. หน้า ๔๘๕–๔๙๔ สุลสาชาดก นางสุลสาหญิงโสเภณีตกหลุมรักโจรสัตตุกะที่ตนช่วยไถ่ชีวิตออกมาจากการถูกจับ แต่โจรกลับวางแผนพานางขึ้นเขาไปฆ่าเพื่อชิงเครื่องประดับ นางรู้ทันจึงออกอุบายขอกอดและเดินเวียนขวาโจรก่อนตายตามประเพณี แล้วฉวยจังหวะผลักโจรตกเหวลึกตายก่อนตนเอง เทวดาที่สิงอยู่บนเขาจึงกล่าวสรรเสริญว่าสตรีก็มีปัญญาไหวพริบได้เช่นกัน ผู้ใดรู้เท่าทันเหตุการณ์เฉพาะหน้าย่อมรอดพ้นจากศัตรู ส่วนผู้ที่คิดไม่ทันย่อมถูกทำร้ายเสียเอง
  45. หน้า ๔๙๕–๕๐๙ สุมังคลชาดก นายสุมังคละคนเฝ้าสวนยิงธนูถูกพระปัจเจกพุทธเจ้าโดยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเนื้อในความมืด ทำให้พระปัจเจกพุทธเจ้าปรินิพพาน นายสุมังคละหนีไปด้วยความกลัว แต่เมื่อเวลาผ่านไปสามปีอำมาตย์สังเกตว่าความโกรธของพระราชาเบาบางลงแล้วจึงพาเขากลับมาเข้าเฝ้า พระราชาทรงให้อภัยเพราะเป็นอุบัติเหตุ และตรัสสอนหลักการปกครองว่ากษัตริย์ที่ดีต้องไม่ลงโทษผู้ใดขณะยังโกรธจัด ต้องไตร่ตรองด้วยใจที่ผ่องใสก่อนตัดสินทุกครั้งจึงจะไม่เผาทั้งตนเองและผู้อื่น คติสอนใจคือความยุติธรรมของผู้ปกครองอยู่ที่ความอดทนและการไม่ตัดสินด้วยอารมณ์
  46. หน้า ๕๑๐–๕๓๐ คังคมาลชาดก ชายยากจนคนหนึ่งถือศีลอุโบสถเพียงครึ่งวันก่อนตายด้วยลมสัตถกวาต ด้วยอานิสงส์นั้นได้เกิดใหม่เป็นเจ้าชายอุทัยผู้ระลึกชาติได้ ต่อมาพระองค์ทรงพบชายรับจ้างยากจนที่เดินฝ่าแดดร้อนอย่างร่าเริงเพื่อไปเอาเงินครึ่งมาสกไปเที่ยวกับคนรัก จึงทรงทดสอบและมอบราชสมบัติครึ่งหนึ่งให้เป็น "พระเจ้าอัฑฒมาสกราช" ภายหลังพระเจ้าอัฑฒมาสกราชเกือบปลงพระชนม์พระเจ้าอุทัยราชด้วยความโลภ แต่ข่มใจได้ทันจึงสารภาพผิดและออกผนวชแทนเพื่อละกิเลสกาม ต่อมานายช่างกัลบกชื่อคังคมาลได้ฟังความจริงเรื่องอุทานลึกลับของพระเจ้าอุทัยราชแล้วเกิดศรั...
  47. หน้า ๕๓๑–๕๕๑ เจติยราชชาดก พระเจ้าอุปริจรเจติยราชเคยมีฤทธิ์เหาะเหินได้เพราะทรงเคารพกปิลดาบสผู้เป็นปุโรหิตเดิม แต่เมื่อโกรกลัมพกะน้องชายของกปิลดาบสยุยงให้พระองค์ตรัสเท็จว่าตนเป็นน้องส่วนโกรกลัมพกะเป็นพี่เพื่อแย่งตำแหน่งปุโรหิต ทุกครั้งที่ตรัสมุสาวาทพระองค์จะถูกแผ่นดินสูบลึกลงไปทีละน้อยพร้อมกับฤทธิ์ที่เสื่อมไป แม้กปิลดาบสเตือนสติหลายครั้งพระราชาก็ไม่ฟัง จนตรัสเท็จครั้งที่ ๗ แผ่นดินแยกออกและเปลวไฟจากอเวจีคลอกพระองค์ทั้งเป็น เรื่องนี้สอนว่าการทำลายธรรมคือการทำลายตนเอง ผู้ลุอำนาจฉันทาคติย่อมพบความพินาศ
  48. หน้า ๕๕๒–๕๗๐ อินทริยชาดก นารทดาบสหลงรักหญิงงามที่ริมแม่น้ำจนเสื่อมจากฌานและซูบผอมเพราะกิเลส สรภังคดาบสผู้เป็นอาจารย์ใหญ่จึงสอนว่าผู้ตกอยู่ในอำนาจอินทรีย์ย่อมพบทุกข์ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า พร้อมยกตัวอย่างนายพรานผู้ฆ่าสัตว์เลี้ยงชีพจนต้องกลายเป็นเปรตทรมานร่างกาย ซึ่งพระเจ้าสีวิราชพบเข้าและกลับใจไปบำเพ็ญทาน เรื่องนี้เตือนใจให้สำรวมอินทรีย์และอดทนต่อความลำบากเพื่อบรรลุสุขที่แท้จริง
  49. หน้า ๕๗๑–๕๘๔ อาทิตตชาดก พระเจ้าเภรุวมหาราชและพระนางสมุททวิชยาปรารถนาถวายทานแด่ผู้ทรงศีลแท้จริง จึงอธิษฐานโปรยดอกมะลิเชิญพระปัจเจกพุทธเจ้าจากป่าหิมพานต์มารับทาน เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้า ๗ องค์มาถึง แต่ละองค์แสดงธรรมเปรียบการให้ทานเหมือนการรีบขนของออกจากเรือนที่กำลังไฟไหม้ (ชีวิตที่ถูกชราและมรณะเผาผลาญ) และเปรียบการให้ทานด้วยใจเด็ดเดี่ยวว่าเสมอด้วยนักรบผู้กล้าหาญ แต่ท้ายที่สุดสอนว่าธรรมคือการเจริญสมถวิปัสสนาจนถึงนิพพานประเสริฐยิ่งกว่าทาน
  50. หน้า ๕๘๕–๕๙๕ อัฏฐานชาดก มหาธนกุมารบุตรเศรษฐีเคยให้ทรัพย์วันละพันแก่หญิงนครโสเภณีจนหมดสิ้นเพื่อความรัก แต่วันหนึ่งที่ไปหาโดยไม่ได้นำทรัพย์มา นางกลับสั่งให้ลากคอไล่เขาออกจากเรือนทันที ทำให้เขาสิ้นหวังในความรักและออกบวชเป็นฤาษี เมื่อพระราชาทรงบังคับให้นางไปตามตัวกลับมา ฤาษีปฏิเสธด้วยชุดคำอุปมาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในโลกถึง ๑๑ บท เช่น แม่น้ำคงคาจะเต็มไปด้วยดอกบัว กาจะเป็นมิตรกับนกเค้า หรือเด็กเล็กจะขับเรือใหญ่กลางทะเลด้วยมือเปล่า เพื่อยืนยันว่าตนจะไม่มีวันกลับไปคบหากับนางผู้อกตัญญูอีก ในที่สุดหญิงนั้นสำนึกผิดขอขมาและพระราช...
  51. หน้า ๕๙๖–๖๐๔ ทีปิชาดก แม่แพะตัวหนึ่งพลัดหลงฝูงเจอเสือเหลืองขวางทางออก จึงพยายามเอาตัวรอดด้วยวาจาไพเราะเรียกเสือว่า "ลุง" และอ้างเหตุผลต่างๆ ว่าตนไม่ได้ล่วงเกิน แต่เสือเหลืองหาเหตุผลมาโต้แย้งทุกข้อ (แม้จะฟังไม่ขึ้นเช่นอ้างว่าหางยาวคลุมทั่วทวีป) สุดท้ายก็จับแม่แพะกินโดยไม่สนใจคำวิงวอนใดๆ คติสอนว่าคนพาลหรือคนใจร้ายไม่มีวันฟังเหตุผลหรือวาจาไพเราะ ควรหลีกเลี่ยงให้พ้นดีกว่าไปเจรจา
  52. หน้า ๖๐๕–๖๑๓ คิชฌชาดก พญาแร้งหนุ่มชื่อสุปัตมีกำลังมากชอบบินสูงและไกล บิดาจึงสอนให้สังเกตขอบเขตที่ปลอดภัย (เมื่อเห็นแผ่นดินกลมดุจกงจักรให้รีบกลับ) แต่วันหนึ่งสุปัตไม่เชื่อฟัง บินเลยขอบเขตจนถูกลมเวรัมพวาตพัดจนแหลกละเอียด ทำให้ทั้งบิดามารดา บุตรภรรยา และบริวารพลอยเดือดร้อนไปด้วย เรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบเทียบกับภิกษุว่ายากที่ไม่เชื่อฟังคำสอนของอุปัชฌาย์อาจารย์
  53. หน้า ๖๑๔–๖๒๖ โกสัมพิยชาดก พระวินัยธรกับพระธรรมกถึกในเมืองโกสัมพีทะเลาะกันจากเรื่องเล็กน้อย (การเหลือน้ำในภาชนะเป็นอาบัติหรือไม่) ลุกลามจนสงฆ์แตกแยกเป็นสองฝ่าย พระพุทธเจ้าเสด็จไปห้ามหลายครั้งแต่ภิกษุไม่ยอมสามัคคีกัน จึงตรัสสอนหลักธรรมสำคัญว่า "เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร แต่ระงับได้ด้วยการไม่จองเวร" พร้อมยกเรื่องพระเจ้าพรหมทัตกับพระเจ้าทีฆีติโกศลที่ฆ่าล้างวงศ์กันแต่สุดท้ายคืนดีกันได้ และสอนว่าหากหาสหายที่ดีไม่ได้ ควรอยู่คนเดียวดีกว่าคบคนพาล เมื่อภิกษุยังไม่ฟัง พระพุทธเจ้าจึงเสด็จหลีกไปอยู่ป่าปาริไลยกะแทน
  54. หน้า ๖๒๗–๖๓๘ มหาสุวราชชาดก พญานกแขกเต้าอาศัยกินผลต้นมะเดื่อต้นหนึ่งมานาน เมื่อต้นไม้แห้งไม่มีผลเหลือ นกตัวอื่นพากันบินจากไปหมด แต่พญานกแขกเต้ายังคงอยู่กินเศษผงจากลำต้นและไม่ยอมจากไป ด้วยเห็นว่าต้นไม้เป็นทั้งญาติและเพื่อนที่เคยเลี้ยงดูตน ท้าวสักกะแปลงเป็นพญาหงส์มาทดสอบความกตัญญูนี้ เมื่อเห็นว่าจริงใจจึงประทานพรให้ต้นไม้กลับมีผลอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เชื่อมโยงกับภิกษุที่ไม่ควรทอดทิ้งที่อยู่อาศัยเพียงเพราะบิณฑบาตฝืดเคือง
  55. หน้า ๖๓๙–๖๔๖ จุลลสุวกราชชาดก เรื่องราวคล้ายกับมหาสุวราชชาดกก่อนหน้าแทบทุกประการ คือนกแขกเต้าอีกตัวยึดมั่นรักษาไมตรีกับต้นไม้แห้งที่เคยเลี้ยงดูตนมาแม้ไม่มีผลเหลือแล้ว ท้าวสักกะแปลงเป็นหงส์มาทดสอบและประทานพรให้ต้นไม้กลับสมบูรณ์อีกครั้ง พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเพื่อเปรียบเทียบกับพระองค์เองที่ทรงมักน้อยสันโดษ ไม่ทรงติดใจในบิณฑบาตแม้ยามยากลำบากที่เมืองเวรัญชา
  56. หน้า ๖๔๗–๖๕๘ หริตจชาดก พระหาริตดาบสผู้ทรงอภิญญาและเป็นที่เคารพศรัทธาของพระราชาและราษฎรอย่างสูง วันหนึ่งขณะไปรับบิณฑบาตในวัง ได้เห็นพระวรกายพระราชเทวีโดยบังเอิญ กิเลสราคะที่สะสมมานานก็กำเริบขึ้นจนฌานเสื่อม และได้เสพสังวาสกับพระราชเทวีอยู่หลายวัน เมื่อพระราชาทรงทราบและมาสอบถาม ดาบสยอมรับความจริงทั้งหมดโดยไม่ปิดบัง แล้วอาศัยคำเตือนของพระราชาปลุกสติกลับมาพิจารณาโทษของกาม จนสามารถข่มราคะและกลับได้ฌานคืน ในที่สุดก็เข้าถึงพรหมโลก คติสำคัญคือกิเลส (ราคะ โทสะ โมหะ มทะ) มีกำลังกล้ามาก แม้ผู้ทรงคุณธรรมสูงก็พลาดพลั้งได้ แต่ควา...
  57. หน้า ๖๕๙–๖๘๓ ปทกุสลมาณวชาดก เรื่องเปิดด้วยเด็กที่ฉลาดในการสังเกตรอยเท้าจนตามหาบิดาได้ พระศาสดาจึงเล่าชาดกอดีตชาติคือเด็กหนุ่มผู้เกิดจากยักษิณีหน้าม้ากับพราหมณ์ที่ถูกจับเป็นสามี ภายหลังพาบิดาหนีข้ามแม่น้ำได้สำเร็จด้วยวิชาสะกดรอยเท้าที่มารดาสอนให้ก่อนนางจะเสียใจจนสิ้นชีวิต เด็กหนุ่มได้เป็นผู้เชี่ยวชาญสะกดรอยในราชสำนักพาราณสี และถูกใช้ให้สืบหาคนร้ายที่ขโมยของมีค่าไป ซึ่งแท้จริงคือพระราชากับปุโรหิตจัดฉากขึ้นเอง เขาจึงเล่านิทานซ้อนหลายเรื่องเป็นอุปมาว่า "ภัยเกิดขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว" (น้ำ ไฟ แผ่นดิน ลม ต้นไม้ ลูกสะใภ้ บุตร...
  58. หน้า ๖๘๔–๖๙๖ โลมกัสสปชาดก ฤาษีโลมสกัสสปะผู้มีตบะแก่กล้าจนบัลลังก์พระอินทร์สะเทือน ถูกท้าวสักกะวางแผนร่วมกับพระเจ้าพาราณสีเพื่อทำลายตบะ โดยแรกทีเดียวฤาษีปฏิเสธคำล่อลวงด้วยราชสมบัติทั่วชมพูทวีปทั้งหมด แต่เมื่อพระราชาส่งพระธิดาจันทวดีที่งดงามไปหลอกล่อ ฤาษีกลับหวั่นไหวด้วยกิเลสยินยอมประกอบพิธีบูชายัญฆ่าสัตว์เพื่อแลกกับนาง แต่ในวินาทีที่จะลงมือ เสียงร้องด้วยความหวาดกลัวตายของสัตว์ที่จะถูกฆ่าทำให้ฤาษีสะดุ้งคิดได้ สลดใจในกรรมที่ทำ จึงสละทั้งราชสมบัติและพระธิดา กลับไปบำเพ็ญตบะจนสิ้นชีวิต คติสอนใจคือกามคุณและความโลภสามารถทำลาย...
  59. หน้า ๖๙๗–๗๐๙ จักกวากชาดก กาตัวหนึ่งที่เที่ยวกินซากศพและของสกปรกในเมืองจนไม่อิ่ม พบนกจักรพราก (เป็ดแดง) สีทองงดงามกินสาหร่ายอยู่ริมสระ จึงถามถึงอาหารวิเศษที่ทำให้สีสวย เมื่อรู้ว่านกกินแต่สาหร่ายกับน้ำโดยไม่เบียดเบียนใคร กาก็ดูหมิ่นอาหารนั้นว่าไม่น่าอภิรมย์ อวดอ้างว่าตนกินของดีมีรสเลิศแต่กลับไม่มีสง่าราศี นกจักรพรากจึงชี้แจงว่าการหากินด้วยการลักขโมยแอบฉวยโอกาสของกาต่างหากที่ทำให้เสื่อมทั้งวรรณะและกำลัง ส่วนผู้ที่กินแต่น้อยแต่ไม่เบียดเบียนผู้อื่นย่อมมีสง่าราศีที่แท้จริง เป็นการเปรียบเทียบระหว่างความสงบสำรวมกับความละโมบเ...
  60. หน้า ๗๑๐–๗๑๗ หลิททราคชาดก ดาบสหนุ่มถูกหญิงสาวคนหนึ่งที่ทำลายศีลของหมู่ดาบสไปแล้วหลอกล่อว่าศีลที่รักษาในป่าไม่มีผลมาก ชวนให้ออกไปรักษาศีลในเมืองด้วยกัน แต่นางกลับทิ้งเขาไปก่อน ทำให้ดาบสหนุ่มซึมเศร้าจนบิดาสังเกตเห็นความผิดปกติ เมื่อรู้เรื่องราวบิดาจึงสอนวิธีเลือกคบคนอย่างละเอียด ทั้งลักษณะคนดีที่ควรคบ (อดทน ตั้งใจฟัง ประพฤติธรรมไม่ถือตัว) และคนพาลที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด (จิตใจกลับกลอกเหมือนผ้าย้อมขมิ้นที่รักง่ายจางเร็ว) ดาบสหนุ่มฟังแล้วสำนึกได้ ตัดใจไม่กลับไปหาโลกภายนอกอีก มุ่งบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จฌานสมาบัติ
  61. หน้า ๗๑๘–๗๒๙ สมุคคชาดก ยักษ์ทานพตนหนึ่งลักพาหญิงสาวรูปงามมาเป็นภรรยา ด้วยความหวงแหนจึงเก็บนางไว้ในตลับ (สมุค) แล้วกลืนตลับนั้นเข้าไปไว้ในท้องของตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้ใครแย่งชิงได้ แต่ทุกครั้งที่ทานพลงอาบน้ำแล้วปล่อยนางออกมาตากอากาศข้างนอก นางกลับแอบมีชู้กับวิทยาธรที่เหาะผ่านมา โดยซ่อนชายชู้ไว้ในตลับแทน ทานพผู้ไม่ทันสังเกตก็กลืนตลับกลับเข้าไปทั้งที่มีคนแอบอยู่ข้างในโดยไม่รู้ตัว ดาบสโพธิสัตว์ผู้มีทิพยจักษุเห็นเหตุการณ์จึงทักทายทานพว่า "ท่านมาสามคน" ทำให้ทานพแปลกใจซักถามจนรู้ความจริงว่าภรรยานอกใจและวางแผนใช้วิทยาธรฆ่...
  62. หน้า ๗๓๐–๗๔๑ ปูติมังสชาดก สุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะกับภรรยาชื่อเวณีใช้กลลวงฆ่าแพะกินทีละตัวจนเกือบหมดฝูง เหลือแพะฉลาดชื่อเมณฑิกมาตาที่รู้ทันเล่ห์กล เมื่อสุนัขจิ้งจอกแสร้งทำตายเพื่อให้แพะเข้าใกล้แล้วถูกลอบกัด มันกลับอดใจไม่ไหวชะเง้อมองในจังหวะที่ไม่ควร ทำให้แพะจับพิรุธหนีรอดได้ทั้งสองครั้ง เรื่องนี้พระศาสดาทรงเล่าเตือนภิกษุที่ไม่สำรวมอินทรีย์ว่า การจ้องมองด้วยกิเลสในเวลาที่ไม่ควรย่อมนำความเสื่อมมาให้ เหมือนสุนัขจิ้งจอกที่พลาดโอกาสเพราะอดใจไม่ได้
  63. หน้า ๗๔๒–๗๕๕ ทัททรชาดก (ติตติรชาดก) นกกระทาผู้แอบฟังอาจารย์ทิศาปาโมกข์สอนศิษย์จนจำเวทได้ทั้งสาม เมื่ออาจารย์ตาย นกกระทาจึงรับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนศิษย์ ๕๐๐ คนแทน อยู่มาวันหนึ่งขณะศิษย์ไปงานมหรสพ ดาบสจรชั่วร้ายที่มาพักอาศัยกลับฆ่าลูกเหี้ย ลูกโค แม่โค และนกกระทาบัณฑิตกินหมด แม่เหี้ย เสือโคร่ง และราชสีห์ช่วยกันสืบจนรู้ความจริงจากรอยขนนกกระทาที่ติดชฎาดาบส และลงโทษประหารดาบสอกตัญญูผู้นั้น เรื่องนี้พระศาสดาทรงเล่าเปรียบกับพระเทวทัตที่พยายามปลงพระชนม์พระองค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สอนว่าคนอกตัญญูแม้ให้สมบัติทั้งแผ่นดินก็ไม่มีวันพอใจหรือสำนึกบุ...
  64. หน้า ๗๕๗–๗๗๐ จตุทวารชาดก มิตตวินทุกะ บุตรเศรษฐีผู้ไม่เชื่อฟังมารดา ฝ่าฝืนคำเตือนออกเรือไปค้าขายทางทะเลจนเรือหยุดนิ่งเพราะดวงตกของตน ถูกเพื่อนร่วมเรือทิ้งลงทะเล แต่กลับได้พบเกาะสวรรค์ที่มีนางเทพธิดาเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ (๔, ๘, ๑๖, ๓๒ นาง) ทว่าความอยากที่ไม่รู้จักพอทำให้เขาเดินทางต่อจนถึงนครนรกที่เข้าใจผิดว่าเป็นเมืองสวยงาม และไปขอ "ดอกบัว" จากสัตว์นรกตนหนึ่งซึ่งแท้จริงคือจักรกรดที่พัดบดขยี้ศีรษะไม่หยุด เทวดา (พระโพธิสัตว์) อธิบายว่านี่คือผลกรรมจากการทำร้ายมารดาและความโลภที่ไม่มีที่สิ้นสุด เรื่องนี้เตือนใจว่าความอยากที...
  65. หน้า ๗๗๑–๗๙๒ กัณหชาดก กัณหกุมารบุตรเศรษฐีผิวดำสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดออกบวชเป็นฤๅษีอยู่ป่าอย่างมักน้อยสันโดษที่สุด จนศีลของท่านทำให้บัลลังก์ของท้าวสักกะร้อนผิดปกติ ท้าวสักกะจึงลงมาทดสอบด้วยการดูหมิ่นสีผิว อาหาร และที่อยู่ของท่าน แต่กัณหฤๅษีตอบว่าความดำที่แท้จริงคือบาปกรรม ไม่ใช่สีผิว เมื่อท้าวสักกะพอใจจะประทานพร ฤๅษีขอพรให้ตนปราศจากความโกรธ โทสะ โลภะ และความสิเนหา พร้อมอธิบายโทษของกิเลสแต่ละตัวอย่างละเอียดว่านำไปสู่ความรุนแรงและความทุกข์อย่างไร ก่อนขอพรสุดท้ายให้กาย วาจา ใจของตนไม่เคยเบียดเบียนผู้ใดเลย
  66. หน้า ๗๙๓–๗๙๘ จตุโปสถิกชาดก เรื่องราวการโต้ตอบกันของนาค ครุฑ ท้าวสักกะ และพระเจ้าโกรัพยะแห่งกุรุรัฐ ว่าคุณธรรมใดควรเป็นเครื่องวัดความเป็น "สมณะ" แต่ละฝ่ายยกย่องคุณธรรมของตน (ขันติ การไม่เบียดเบียน การละความยินดี ความไม่มีกังวล) วิฑุรบัณฑิตตัดสินว่าคุณธรรมทั้งสี่ถูกต้องทั้งหมดเมื่อประกอบกัน เปรียบเหมือนกำรถที่สอดเข้าดุมพอดี ทั้งสี่จึงมอบของบูชาให้ด้วยความพอใจ คติสอนใจคือคุณธรรมหลายด้านล้วนเป็นองค์ประกอบของความสมบูรณ์แบบ ไม่มีคุณธรรมใดเพียงอย่างเดียวเพียงพอ
  67. หน้า ๗๙๙–๘๑๔ สังขชาดก สังขพราหมณ์ผู้ใจบุญถวายรองเท้าและร่มแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าที่เดินเท้าเปล่าบนทรายร้อน ต่อมาเรือของสังขพราหมณ์ที่แล่นไปค้าขายอับปางกลางมหาสมุทร คนตายหมดเว้นตัวสังขพราหมณ์กับคนรับใช้ที่ว่ายน้ำอยู่ 7 วัน ระหว่างนั้นยังรักษาอุโบสถศีลอย่างเคร่งครัด แม้นางเทพธิดามณีเมขลานำอาหารทิพย์มาเชิญก็ปฏิเสธเพราะกำลังถืออุโบสถอยู่ สุดท้ายนางเทพธิดาเนรมิตเรือแก้ว 7 ประการพาทั้งสองกลับถึงบ้านปลอดภัย คติสอนใจ: อานิสงส์ของทานแม้เพียงเล็กน้อย (รองเท้าคู่เดียว) สามารถช่วยพ้นภัยใหญ่ในยามคับขันได้ และการรักษาศีลมั่นคงแม้...
  68. หน้า ๘๑๕–๘๓๐ จุลลโพธิชาดก โพธิกุมารและภรรยาสละทรัพย์มหาศาลออกบวชเป็นดาบสด้วยกัน วันหนึ่งพระราชาเสด็จผ่านมาพบนางปริพพาชิกาผู้งดงามก็หลงรัก จึงทดสอบดาบสด้วยคำถามว่าจะทำอย่างไรหากมีคนแย่งชิงนางไป ดาบสตอบว่าแม้ความโกรธจะเกิดขึ้นก็จะระงับด้วยเมตตาภาวนาโดยพลัน พระราชาไม่เชื่อจึงให้คนพรากนางไปเป็นของตนจริงๆ แต่ดาบสยังคงสงบนิ่งเย็บจีวรต่อไปไม่แสดงความโกรธ จนพระราชาเลื่อมใสในความอดกลั้น จึงคืนนางให้และขอขมาโทษ คติสอนใจ: ความโกรธเป็นไฟที่เผาผลาญตัวผู้โกรธเองก่อนผู้อื่น ผู้มีปัญญาพึงข่มระงับความโกรธด้วยเมตตาแม้ในยามถูกกระทำร้ายแ...
  69. หน้า ๘๓๑–๘๕๐ มัณฑัพยชาดก (กัณหทีปายนชาดก) ทีปายนดาบสและอาณิมัณฑัพยดาบส สหายผู้บวชด้วยกัน วันหนึ่งอาณิมัณฑัพยดาบสถูกใส่ร้ายเป็นโจรและถูกพระราชาสั่งประหารด้วยหลาว แต่หลาวไม่อาจเสียบทะลุร่างท่านได้เพราะเป็นผลกรรมเก่าที่เคยเอาหนามแทงแมลงวัน ทีปายนดาบสสหายเข้าไปนั่งเฝ้าดูแลอย่างไม่หวั่นไหวจนพระราชาทรงทราบความจริงและถอนโทษ ภายหลังทีปายนดาบสไปเยี่ยมสหายคฤหัสถ์ชื่อมัณฑัพยะ ซึ่งบุตรชื่อยัญญทัตตกุมารถูกงูพิษกัดจนสลบ ทีปายนดาบส บิดา และมารดาต่างทำสัจกิริยาอ้างความจริงใจของตน (การอดทนบวชแม้ไม่เต็มใจ, การให้ทานแม้ไม่เต็มใจ, ความไม่รักสามีอย่างแท้...
  70. หน้า ๘๕๑–๘๖๔ นิโครธชาดก นิโครธกุมาร สาขกุมาร และโปติกะ สามสหายเกิดวันเดียวกัน (นิโครธกุมารเป็นพระโพธิสัตว์ที่แม่เลี้ยงลวงว่าเป็นบุตรตนเพื่อรักษาสถานะในตระกูล) ไปเรียนวิชาที่ตักกศิลาด้วยกัน คืนหนึ่งได้ยินไก่สองตัวบนต้นไม้ทะเลาะกัน ไก่ตัวบนเผยว่าผู้ใดกินเนื้อส่วนต่างๆ ของมันจะได้เป็นพระราชา เสนาบดี หรือขุนคลัง โปติกะจึงฆ่าไก่แบ่งเนื้อให้เพื่อนตามนั้น ต่อมาราชรถเสี่ยงทายมาพบนิโครธกุมารนอนหลับในพระราชอุทยานจึงอัญเชิญขึ้นเป็นพระราชาสมจริงตามคำทำนาย เมื่อครองราชย์แล้วทรงให้สาขะเสนาบดีไปรับมารดาบิดาของพระองค์ แต่สาขะปฏิเสธ...
  71. หน้า ๘๖๕–๘๗๘ ตักกลชาดก ภรรยาของสวิฏฐกะยุยงให้สามีนำพ่อแก่ที่ป่วยไปฝังทั้งเป็นในป่าช้าเพื่อกำจัดภาระ ลูกชายวัย ๗ ขวบผู้ฉลาดแอบตามไปด้วยและแสร้งขุดหลุมอีกหลุม บอกว่าขุดไว้ฝังพ่อเองยามแก่ตามอย่างที่พ่อทำกับปู่ คำพูดนี้สะกิดใจให้สวิฏฐกะสำนึกได้ จึงพาปู่กลับบ้านและขับไล่ภรรยา ก่อนที่นางจะสำนึกผิดและกลับมาดูแลพ่อผัวอย่างดีในภายหลัง เรื่องนี้สอนเรื่องกรรมสนองกรรมในการเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่า ว่าลูกจะปฏิบัติต่อเราเช่นเดียวกับที่เราปฏิบัติต่อพ่อแม่ของเรา
  72. หน้า ๘๗๙–๘๙๒ มหาธัมมปาลชาดก เมื่อบุตรชายอาจารย์ทิศาปาโมกข์ตาย ธรรมปาลกุมารศิษย์คนเดียวไม่ร้องไห้เหมือนคนอื่น เพราะในตระกูลของเขาไม่เคยมีใครตายตั้งแต่ยังหนุ่มเลย อาจารย์แปลกใจจึงนำกระดูกแพะไปหลอกบิดาของธรรมปาละว่าลูกชายตายแล้ว แต่บิดากลับหัวเราะเพราะมั่นใจว่าลูกยังไม่ตาย และอธิบายว่าตระกูลของตนรักษาศีลธรรม พูดความจริง ให้ทาน เลี้ยงดูผู้ยากไร้ จึงไม่มีใครตายก่อนวัยอันควร เรื่องนี้สอนว่าธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม และเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่พระเจ้าสุทโธทนไม่ทรงเชื่อข่าวลือว่าเจ้าชายสิทธัตถะสิ้นพระชนม์
  73. หน้า ๘๙๓–๙๐๒ กุกกุฏชาดก เหยี่ยวตัวหนึ่งจับไก่ในฝูงกินไปเรื่อยๆ จนเหลือไก่พญาโพธิสัตว์ตัวเดียวที่ไม่ประมาทจึงจับไม่ได้ เหยี่ยวจึงเปลี่ยนกลยุทธ์มาพูดจาหว่านล้อมชวนเป็นเพื่อน แต่พญาไก่รู้ทันไม่ยอมคบด้วยและแสดงธรรมเตือนภัยว่าไม่ควรคุ้นเคยกับคนพูดหวานแต่ใจคด คนเทียมมิตรที่หวังผลประโยชน์ เหยี่ยวจึงต้องหนีไปที่อื่น เรื่องนี้สอนให้รู้จักสังเกตคนที่แสร้งทำเป็นมิตรแต่แท้จริงหวังทำร้าย และเชื่อมโยงกับความพยายามปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าของพระเทวทัต
  74. หน้า ๙๐๓–๙๑๒ มัฏฐกุณฑลิชาดก พราหมณ์เศร้าโศกร้องไห้คร่ำครวญถึงบุตรที่ตายไปจนไม่ทำกิจวัตรใดๆ เทพบุตร (ซึ่งเป็นบุตรที่ตายไปเกิดใหม่) จึงแปลงกายเป็นชายหนุ่มมาร้องไห้ในป่าช้าอ้างว่าอยากได้พระจันทร์พระอาทิตย์มาทำเป็นล้อรถทองคำ พราหมณ์หาว่าโง่เพราะขอสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เทพบุตรจึงชี้ให้เห็นว่าการร้องไห้อยากให้คนตายฟื้นคืนมาก็โง่เขลาไม่ต่างกัน เพราะดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ยังเห็นได้แต่คนตายแล้วไม่มีวันกลับมา พราหมณ์จึงสร่างโศกและเลิกร้องไห้ เรื่องนี้เป็นอุบายสอนธรรมเรื่องการปล่อยวางความเศร้าโศกจากการสูญเสียคนรัก
  75. หน้า ๙๑๓–๙๓๐ พิลารโกสิยชาดก เศรษฐีในตระกูลที่เคยให้ทานสืบต่อกันมาหลายชั่วคน (บรรพบุรุษที่ให้ทานได้ไปเกิดเป็นท้าวสักกะ พระจันทร์ พระอาทิตย์ มาตลี และปัญจสิขะตามลำดับ) แต่เศรษฐีรุ่นที่ ๖ ชื่อพิลารโกสิยะกลับตระหนี่สุดขีด รื้อโรงทานเผาทิ้งและไล่ยาจก ท้าวสักกะจึงทรงพาเทพบุตรทั้ง ๔ ปลอมเป็นพราหมณ์ผลัดกันมาขอทานและแสดงธรรมเตือนสติเรื่องโทษของความตระหนี่ทีละคน เมื่อเศรษฐีสั่งให้ทาสีนำข้าวเปลือกและข้าวสำหรับโคไปให้พราหมณ์ที่มาขอ พราหมณ์ (ซึ่งแท้จริงคือปัญจสิขเทพบุตร) แสร้งทำเป็นสำลักตายเพื่อประจานความใจแคบของเศรษฐีต่อหน้ามหาชน ท...
  76. หน้า ๙๓๑–๙๓๘ จักกวากชาดก กาผู้ไม่พอใจกับอาหารซากศพที่หาได้ ไปถามนกจักรพราก (เป็ดแดง) ริมฝั่งแม่น้ำคงคาว่าทำไมมีสีสวยงามเช่นนั้น นกจักรพรากตอบว่าเพราะกินแต่สาหร่ายแหนโดยไม่เบียดเบียนใคร จึงไม่มีภัยและไม่ต้องหวาดกลัวใคร ต่างจากกาที่กินของที่ได้มาด้วยการแย่งชิงเบียดเบียนสัตว์อื่น จึงต้องหวาดผวาอยู่เสมอจนสีกายหมองคล้ำ นกจักรพรากแนะให้กาเลิกทำบาปแล้วจะเป็นที่รักของโลก แต่กาไม่ฟังคำสอน บินไปกินของโสโครกตามเดิม คติสอนใจคือผู้ไม่เบียดเบียนใครย่อมมีความสุขปลอดภัยและเป็นที่รักของสรรพสัตว์
  77. หน้า ๙๓๙–๙๔๒ ภูริปัญหาชาดก เป็นบทสนทนาโต้ตอบเกี่ยวกับปัญญาและความอดทนของบัณฑิตที่แม้ประสบทุกข์ก็ไม่ละทิ้งธรรม พร้อมระบุ "คนไม่ดี 4 จำพวก" ได้แก่ คฤหัสถ์ผู้เกียจคร้านในกามคุณ บรรพชิตผู้ไม่สำรวม พระราชาที่ทำราชกิจโดยไม่ไตร่ตรอง และบัณฑิตที่มักโกรธง่าย สอนว่าผู้นำควรพิจารณารอบคอบก่อนตัดสินใจเสมอ อรรถกถาในเล่มนี้สั้นมากเพียงบอกว่าเนื้อเรื่องเต็มอยู่ในมหาอุมมังคชาดก จึงไม่มีเนื้อเรื่องเล่าละเอียดในช่วงนี้
  78. หน้า ๙๔๓–๙๖๐ มหามังคลชาดก เล่าที่มาของ "มงคลสูตร" อันโด่งดัง เดิมมนุษย์ถกเถียงกันไม่จบว่าอะไรคือมงคล แบ่งเป็น 3 ฝ่ายคือเชื่อสิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน และสิ่งที่สัมผัส แม้เทวดาก็ตอบไม่ได้ ท้าวสักกะจึงไปทูลถามพระพุทธเจ้า ซึ่งทรงนำเรื่องในอดีตชาติมาเล่าว่าพระโพธิสัตว์เป็นฤๅษีรักขิตดาบสเคยตอบปัญหานี้แก่ศิษย์มาแล้ว โดยแสดงมงคล 38 ประการ เช่น เมตตาต่อสรรพสัตว์ ความอ่อนน้อมถ่อมตน การไม่ดูหมิ่นมิตร ความซื่อสัตย์ต่อมิตร คุณสมบัติภรรยาที่ดี ความจงรักภักดีของข้าราชบริพาร และสรุปว่ามงคลที่แท้จริงคือพระนิพพาน ไม่ใช่สิ่งที่เห็น ได้...
  79. หน้า ๙๖๑–๙๘๓ ฆตบัณฑิตชาดก เรื่องเริ่มจากพระเจ้าวาสุเทพ (เกสวราช) แห่งทวารวดีทรงเศร้าโศกจนคลุ้มคลั่งเพราะพระโอรสสิ้นพระชนม์ ฆตบัณฑิตน้องชายจึงใช้อุบายแสร้งเป็นบ้าเที่ยวขอ "กระต่ายจากดวงจันทร์" เมื่อพระเชษฐาตำหนิว่าเป็นไปไม่ได้ ฆตบัณฑิตก็ชี้ให้เห็นว่าการหวังให้ลูกที่ตายแล้วฟื้นคืนมาก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน ทำให้พระเชษฐาคลายโศกได้ อรรถกถาต่อจากนั้นเล่าตำนานยาวเกี่ยวกับวงศ์กัณหะ (คล้ายตำนานพระกฤษณะ) ที่พี่น้อง 10 คนแย่งชิงบัลลังก์ทวารวดีได้สำเร็จ แต่ภายหลังถูกฤๅษีกัณหทีปายนสาปแช่งเพราะถูกพี่น้องทั้ง 10 ทดลองและสังหารอย่างอยุ...
  80. หน้า ๙๘๔ รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ (สารบัญปิดท้ายทสกนิบาตชาดก) หน้าสุดท้ายของเล่ม 59 เป็นสารบัญสรุปรายชื่อชาดกทั้ง 16 เรื่องในทสกนิบาตชาดก (หมวดชาดกที่มี 10 คาถาขึ้นไป) ตั้งแต่จตุทวารชาดกจนถึงฆตบัณฑิตชาดก ปิดท้ายด้วยข้อความ "จบ ทสกนิบาตชาดก" ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของหมวดนี้และของเล่ม 59