ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒-พุทธวงศ์-จริยาปิฎก
ฉบับ มมร. · เล่ม ๗๒ · หน้า ๔๓๕ · ข้อ 140
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

และประณีตกว่ารัศมีสีแสงที่มีมาก่อน. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล เมื่อ

ราตรีนั้นล่วงผ่านไป จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้ กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตร สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ ใครกันหนอแล เมื่อปฐมยามแห่ง ราตรีผ่านไป มีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นไห้สว่างไสว เข้าไปเฝ้า พระองค์ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้ถวายบังคมพระองค์ ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้าง หนึ่ง เปรียบเหมือนกองไฟใหญ่ยิ่งมีรัศมีมากกว่า และประณีตกว่ารัศมีสีแสง

ที่มีมาก่อน. พระศาสดาตรัสว่า กัสสป ผู้นั้นคือท้าวสักกะเทวานมินทะ เข้า

มาหาเราก็เพื่อฟังธรรม. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า

พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ซึ่งแม้ท้าวสักกะเทวานมินทะ ก็ยังเข้ามาเฝ้าเพื่อฟังธรรม ถึงอย่างไรก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้ว ประทับอยู่ที่ราวป่านั้นนั่นแล.

จบปาฏิหาริย์ครั้งที่สาม

ลำดับนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหม เมื่อปฐมยามแห่งราตรีผ่านพ้นไป ทรงมีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสวแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคเจ้า ครั้น เข้าไปเฝ้าแล้ว ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เปรียบเหมือนกองไฟอันใหญ่ยิ่ง มีรัศมีมากกว่า และประณีต

กว่าแสงสีที่มีมาก่อน. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลเมื่อราตรีนั้นผ่านพ้น

ไป จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ได้กราบทูลกะ