ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส
ฉบับ มจร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๓๐ · ๕๐๒ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๒๖ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๑๐ วัตถุคาถา: เรื่องพราหมณ์พาวรีส่งศิษย์ไปทูลถามปัญหา เปิดเล่มด้วยวัตถุคาถาเล่าเรื่องพราหมณ์ปิงคทันตะมาขอทรัพย์จากพราหมณ์พาวรีแล้วสาปแช่งให้ศีรษะแตก เทวดาแนะให้ไปถามพระพุทธเจ้าเรื่องศีรษะและธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป พราหมณ์พาวรีจึงส่งศิษย์ ๑๖ คนไปเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าทรงแก้ปัญหาศีรษะแก่อชิตมาณพ (อวิชชาเป็นศีรษะ วิชชาเป็นธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป) และประทานโอกาสให้ทูลถามปัญหาอื่นต่อไป
- หน้า ๑๑–๓๕ มาณวปัญหา (คาถา): ปัญหาของมาณพ ๑๖ คน รวมบทคาถาปัญหาที่ศิษย์ทั้ง ๑๖ คนทูลถามพระพุทธเจ้าตามลำดับ คือ อชิตะ ติสสเมตเตยยะ ปุณณกะ เมตตคู โธตกะ อุปสีวะ นันทะ เหมกะ โตเทยยะ กัปปะ ชตุกัณณิ ภัทราวุธ อุทัย โปสาละ โมฆราช และปิงคิยะ เป็นการรวบรวมบทกวีคำถาม-คำตอบล้วนๆ ยังไม่มีคำอธิบายนิทเทส
- หน้า ๓๖–๓๗ ปารายนัตถุติคาถา (บทคาถา) บทสดุดีพระธรรมเทศนาปารายนะโดยพระธรรมสังคาหกาจารย์ อธิบายว่าเหตุใดธรรมบรรยายชุดนี้จึงได้ชื่อว่า "ปารายนะ" (ธรรมเป็นเหตุให้ถึงฝั่ง) เพราะผู้ปฏิบัติตามปัญหาที่ทรงพยากรณ์แต่ละข้อย่อมถึงฝั่งแห่งชราและมรณะได้
- หน้า ๓๘–๔๒ ปารายนานุคีติคาถา (บทคาถา) บทเพลงขับตามธรรมเป็นเหตุให้ถึงฝั่ง เป็นบทสนทนาระหว่างพระปิงคิยเถระกับพราหมณ์พาวรี พระปิงคิยะพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้าอย่างวิจิตร กล่าวว่าแม้ร่างกายชราไปเฝ้าพระองค์ไม่ได้ แต่ใจไม่เคยห่างจากพระองค์เลย
- หน้า ๔๓–๗๒ อชิตมาณวปัญหานิทเทสที่ ๑ เริ่มส่วนนิทเทส (คำอธิบายแบบละเอียดทุกคำ) ของปัญหาอชิตมาณพ ๘ ข้อคาถา อธิบายคำว่าโลก อวิชชา ความตระหนี่ ๕ อย่าง ความประมาท ตัณหา และทุกข์ กระแส สติ ปัญญา ปฏิจจสมุปบาท การดับนามรูปเพราะวิญญาณดับเชื่อมโยงกับมัคคญาณ ๔ ระดับ และพระอรหันตขีณาสพผู้มีสังขาตธรรมกับพระเสขะผู้ยังต้องศึกษาไตรสิกขา
- หน้า ๗๓–๘๒ ติสสเมตเตยยมาณวปัญหานิทเทสที่ ๒ อธิบายปัญหาของติสสเมตเตยยมาณพ: ผู้เป็นผู้สันโดษ ไม่มีความหวั่นไหว รู้จบทั้งสองส่วน (ที่สุด) ไม่ติดในท่ามกลาง เป็นผู้ใดที่เรียกว่ามหาบุรุษ นิยามพรหมจรรย์ว่าคืออริยมรรคมีองค์ ๘ อธิบาย 'ที่สุด' คู่ต่างๆ (ผัสสะ/สมุทัย, อดีต/อนาคต) โดยมีปัญญาเป็นตัวรู้ตรงกลาง จบด้วยเหตุที่ทรงเรียกผู้ใดว่ามหาบุรุษเพราะจิตหลุดพ้นแล้ว
- หน้า ๘๓–๑๐๙ ปุณณกมาณวปัญหานิทเทสที่ ๓ อธิบายปัญหาของปุณณกมาณพว่าเหตุใดฤๅษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์จึงบูชายัญแก่เทวดาต่างๆ (รายชื่อลัทธิและเทพที่นับถือหลากหลาย) การบูชายัญนั้นข้ามชาติชราได้หรือไม่ (ไม่ได้ ผู้บูชายัญยังติดภพ) ผู้ใดจึงข้ามได้ (ผู้รู้แจ้งทั้งสองฝั่งแล้วสงบ ปราศจากควัน/ความโกรธ ทุกข์และความหวัง) รวมการวิเคราะห์ 'ควัน' คือความโกรธ ๑๐ เหตุและลำดับขั้นความรุนแรง
- หน้า ๑๑๐–๑๕๔ เมตตคูมาณวปัญหานิทเทสที่ ๔ อรรถกถาขยายความปัญหา-คำตอบทั้ง ๑๒ คาถาของเมตตคูมาณพ: เหตุเกิดทุกข์คืออุปธิ ๑๐, การละอุปธิด้วยปัญญา, ผู้จบเวทและอุเบกขามีองค์ ๖ ของพระพุทธเจ้า, โมเนยยธรรม ๓ และมุนี ๖ จำพวก, การข้ามตัณหาวิสัตติกาด้วยสติ, คุณสมบัติผู้ถึงฝั่ง จบด้วยเมตตคูมาณพบรรลุธรรมและปฏิญาณตนเป็นสาวก
- หน้า ๑๕๕–๑๗๖ โธตกมาณวปัญหานิทเทสที่ ๕ อรรถกถาขยายความปัญหาของโธตกมาณพ: ทูลขอฟังพระวาจาเพื่อศึกษาไตรสิกขา พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีผู้ใดปลดเปลื้องความสงสัยแก่ผู้อื่นได้ ต้องรู้แจ้งด้วยตนเอง (ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้ทาง) ว่าด้วยเทพ ๓ จำพวกและเหตุที่ทรงพระนามว่าสักกะ โธตกะทูลขอวิเวกธรรมที่ไม่ข้องเหมือนอากาศ ทรงแสดงความสงบ (นิพพาน) ที่รู้ประจักษ์ด้วยตนเอง และธรรมชั้นสูง-ต่ำ-กลางที่ไม่ควรก่อตัณหา
- หน้า ๑๗๗–๑๙๔ อุปสีวมาณวปัญหานิทเทสที่ ๖ อุปสีวะทูลถามวิธีข้ามห้วงกิเลสโดยลำพัง พระพุทธเจ้าตรัสให้ใช้อากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่พึ่ง ละกามและความสงสัย พิจารณาความดับตัณหาทั้งวันคืน จากนั้นตรัสตอบด้วยอุปมาเปลวไฟถูกลมพัดดับ: ผู้หลุดพ้นแล้วไม่อาจกล่าวได้ว่ามีหรือไม่มี เพราะถอนรากถอนโคนทางแห่งคำพูดทั้งปวงแล้ว จบด้วยอุปสีวะประกาศตนเป็นสาวก
- หน้า ๑๙๕–๒๑๖ นันทมาณวปัญหานิทเทสที่ ๗ นันทะทูลถามว่าผู้ใดเรียกว่า 'มุนี' ด้วยญาณหรือด้วยการดำเนินชีวิตแบบใด พระพุทธเจ้าตรัสปฏิเสธทั้งการเห็น-ได้ยิน-รู้เฉยๆ และศีลพรตหรือมงคลตื่นข่าวว่ายังไม่พ้นชาติชรา มุนีแท้คือผู้กำจัดเสนามาร ๑๐ กองได้ (ยกคาถา) และกำหนดรู้ตัณหาด้วยปริญญา ๓ ปราศจากอาสวะ ๔ นันทะเลื่อมใสประกาศตนเป็นสาวก
- หน้า ๒๑๗–๒๒๕ เหมกมาณวปัญหานิทเทสที่ ๘ เหมกะกล่าวว่าคำสอนแบบเดิม (รวมถึงของพาวรี) ล้วนอิงเรื่องเล่าและก่อความตรึกฟุ้งซ่าน จึงทูลขอธรรมกำจัดตัณหา พระพุทธเจ้าตรัสว่านิพพานบทอันไม่แปรผันเป็นเครื่องกำจัดความกำหนัดในปิยรูปทั้งหลาย ผู้มีสติรู้แล้วย่อมสงบทุกเมื่อ ข้ามตัณหาชื่อวิสัตติกาได้แล้ว จบด้วยเหมกมาณพประกาศตนเป็นสาวก
- หน้า ๒๒๖–๒๓๓ โตเทยยมาณวปัญหานิทเทสที่ ๙ โตเทยยมาณพทูลถามลักษณะวิโมกข์ของผู้ไม่มีกาม ไม่มีตัณหา ข้ามความสงสัยได้แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้เช่นนั้นไม่มีวิโมกข์อื่นอีก (ทำกิจเสร็จแล้ว) จากนั้นตอบคำถามต่อเรื่องความหวัง/ปัญญาของพระอรหันต์ และความหมายของพระนาม 'ผู้สักกะ' จบด้วยโตเทยยมาณพบรรลุธรรมประกาศตนเป็นสาวก
- หน้า ๒๓๔–๒๔๔ กัปปมาณวปัญหานิทเทสที่ ๑๐ กัปปมาณพทูลถามหาที่พึ่งของสัตว์ผู้ดำรงอยู่ท่ามกลางสงสาร (เปรียบสงสารเป็น 'สระ') ถูกชราและมัจจุราชครอบงำ มีคำอธิบายยาวเรื่องที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายแห่งสงสารไม่ปรากฏ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่านิพพานอันไม่มีเครื่องกังวลไม่มีเครื่องยึดมั่นเป็นที่พึ่งอันไม่มีที่พึ่งอื่นยิ่งกว่า เป็นที่สิ้นชราและมัจจุ
- หน้า ๒๔๕–๒๕๖ ชตุกัณณิมาณวปัญหานิทเทสที่ ๑๑ ชตุกัณณิมาณพทูลขอสันติบท (อมตนิพพาน) และธรรมเป็นเครื่องละชาติชรา (เปรียบพระเดชญาณดุจดวงอาทิตย์) พระองค์ตรัสตอบให้กำจัดความติดใจในกาม เห็นเนกขัมมะโดยความเกษม สลัดเครื่องกังวลทั้งอดีต-อนาคต-ปัจจุบัน ผู้คลายความติดใจในนามรูปโดยประการทั้งปวงย่อมไม่มีอาสวะเป็นเหตุถึงอำนาจมัจจุ
- หน้า ๒๕๗–๒๖๗ ภัทราวุธมาณวปัญหานิทเทสที่ ๑๒ ภัทราวุธมาณพทูลอาราธนาพระผู้ทรงละห้วงน้ำคืออาลัย ตัดตัณหา หลุดพ้นแล้ว ให้ทรงแสดงธรรมแก่มหาชนจากแคว้นต่างๆ ที่มาชุมนุมฟัง พระองค์ตรัสว่านรชนควรทำลายเครื่องยึดมั่นทั้งชั้นสูงชั้นต่ำชั้นกลาง เพราะมารย่อมติดตามสัตว์ผู้เข้าไปยึดถือขันธ์ใดๆ ภิกษุจึงควรมีสติไม่ยึดถือเครื่องกังวลในโลกทั้งปวง
- หน้า ๒๖๘–๒๘๒ อุทยมาณวปัญหานิทเทสที่ ๑๓ อุทัยมาณพทูลขอให้ตรัสบอกอัญญาวิโมกข์อันเป็นเครื่องทำลายอวิชชา พระองค์ตรัสตอบเรื่องอัญญาวิโมกข์ (ละความพอใจในกามและโทมนัส บริสุทธิ์ด้วยอุเบกขาและสติ) แล้วตอบคำถามชุดที่สอง-สาม: โลกถูกความเพลิดเพลินร้อยรัด ความตรึก ๙ อย่างเป็นเหตุเที่ยวไป ละตัณหาได้จึงเรียกว่านิพพาน และผู้ไม่ยินดีเวทนาภายในภายนอกมีสติเที่ยวไปวิญญาณจึงดับสนิท
- หน้า ๒๘๓–๒๙๗ โปสาลมาณวปัญหานิทเทสที่ ๑๔ โปสาลมาณพทูลถามถึงญาณของผู้ไม่มีรูปสัญญา ผู้ได้อรูปสมาบัติ (อากิญจัญญายตนสมาบัติ) พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าทรงรู้ยิ่งวิญญาณัฏฐิติทั้ง ๗ และทรงรู้จักบุคคลผู้น้อมไปในสมาบัตินั้น ผู้บรรลุอากิญจัญญายตนสมาบัติย่อมรู้กัมมาภิสังขารและอรูปราคะเป็นเครื่องผูก แล้วออกจากสมาบัติเห็นแจ้งโดยไตรลักษณ์ จบด้วยโปสาลมาณพประกาศตนเป็นสาวก
- หน้า ๒๙๘–๓๒๓ โมฆราชมาณวปัญหานิทเทสที่ ๑๕ โมฆราชทูลถามถึง ๓ ครั้งก่อนพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ นิทเทสอธิบายพระจักษุ ๕ ชนิดของพระพุทธเจ้าอย่างพิสดารและความหมายของ 'เทพฤๅษี' จากนั้นอธิบายคาถาตอบอันโด่งดัง 'จงพิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่า' ด้วยวิธีพิจารณาความว่าง ๒, ๖, ๑๐ และ ๑๒ อาการ อ้างพระสูตรเรื่องโลกว่างและเรื่องภิกษุผู้ทำให้มารตาบอด
- หน้า ๓๒๔–๓๓๒ ปิงคิยมาณวปัญหานิทเทสที่ ๑๖ ปิงคิยะพราหมณ์ชราภาพ (๑๒๐ ปี) ทูลขอธรรมก่อนตาย พระพุทธเจ้าตรัสตอบด้วยภาพความทุกข์ที่สัตว์ได้รับเพราะรูป ทรงสอนให้ละรูป จากนั้นปิงคิยะถามถึงทิศ ๑๐ ที่พระพุทธเจ้าทรงรู้เห็นหมด ได้รับคำตอบให้พิจารณาหมู่มนุษย์ผู้ถูกตัณหาครอบงำแล้วละตัณหา จบลงด้วยปิงคิยะได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นการปิดวงจรปัญหาทั้ง ๑๖ ข้อของปารายนวรรค
- หน้า ๓๓๓–๓๔๕ ปารายนัตถุติคาถานิทเทสที่ ๑๗ นิทเทสสรุปปิดท้ายปารายนวรรค: อธิบายคาถาสรุปว่าพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ปัญหาของพราหมณ์ ๑๖ คนครบถ้วนแล้ว ระบุรายชื่อพราหมณ์ทั้ง ๑๖ (อชิตะ ถึง ปิงคิยะ) อธิบายความหมายคำว่า "พระพุทธเจ้า" อย่างพิสดาร และนิรุกติศัพท์คำว่า "ปารายนะ" (ฝั่งแห่งชราและมรณะ = นิพพาน, มรรค = อายนะ)
- หน้า ๓๔๖–๓๙๒ ปารายนานุคีติคาถานิทเทสที่ ๑๘ พระปิงคิยเถระกล่าวคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้าแด่พราหมณ์พาวรีผู้เป็นลุงท่ามกลางชุมชน บรรยายพุทธคุณอย่างพิสดาร เปรียบเทียบการละอาจารย์เดิมไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเหมือนหงส์โผลงสู่สระใหญ่ บทสนทนาโต้ตอบกับพาวรีเรื่องการไม่เคยห่างจากพระพุทธเจ้า (ระลึกด้วยใจทั้งกลางวันกลางคืน) ปิดท้ายด้วยปิงคิยะทูลว่าจิตน้อมไปสู่นิพพานแน่แท้ไม่มีความสงสัย จบนิทเทสที่ ๑๘ อันเป็นนิทเทสสุดท้ายของปารายนวรรค
- หน้า ๓๙๓–๔๓๒ ขัคควิสาณสุตตนิทเทสที่ ๑๙ ปฐมวรรค (คาถา ๑-๑๐) เริ่มต้นนิทเทสใหม่ทั้งหมด — อรรถกถาสูตรขัคควิสาณ (นอแรด) วรรคที่ ๑ ว่าด้วยความหมายของ 'ผู้เดียว' ๖ นัย, ปฏิจจสมุปบาท, ความประพฤติ ๘ อย่าง, โทษของความรัก/ความเกี่ยวข้อง/ตัณหา(วิสัตติกา)พร้อมพรรณนานรกโดยพิสดาร, ภัยแห่งการคลุกคลี, พรหมวิหาร ๔, สันโดษในปัจจัย ๔, การสละเครื่องหมายคฤหัสถ์
- หน้า ๔๓๓–๔๕๒ ขัคควิสาณสุตตนิทเทสที่ ๑๙ ทุติยวรรค (คาถา ๑๑-๒๐) อรรถกถาคาถา ๑๑-๒๐: คุณสมบัติสหายที่ควรคบ, พระราชาสละแคว้นบวช, สหายสัมปทา, การเลี้ยงชีพโดยชอบเทียบกับมิจฉาชีพภิกษุ, อุปมากำไลทอง ๒ วง, โทษ/ภัยกามคุณ ๕ โดยพิสดาร, ภัยธรรมชาติ, อุปมาช้างนาคะละทิ้งโขลง, วิมุตติที่เกิดจากการอยู่ผู้เดียว, พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าดุจนาคะไม่กลับมาหากิเลส
- หน้า ๔๕๓–๔๘๓ ขัคควิสาณสุตตนิทเทสที่ ๑๙ ตติยวรรค (คาถา ๒๑-๓๑) อธิบาย ๑๑ คาถา: ล่วงพ้นสักกายทิฏฐิ ๒๐ ถึงนิยาม (มรรค ๔) มีญาณเกิดเองไม่ต้องมีผู้แนะนำ; ไม่โลภไม่หลอกลวง (ความหลอกลวง ๓ อย่าง: ปัจจัย อิริยาบถ การพูดเลียบเคียง); ละเว้นสหายชั่วผู้มีมิจฉาทิฏฐิ ๑๐; คบมิตรพหูสูตทรงธรรม; ไม่ชื่นชมการเล่น-กามสุข; ละบุตรทาระบิดามารดาทรัพย์พวกพ้อง; กามดุจขอเหล็ก; ทำลายสังโยชน์ ๑๐ ดุจปลาทำลายข่าย; ไม่ผูกพันในตระกูล
- หน้า ๔๘๔–๕๐๒ ขัคควิสาณสุตตนิทเทสที่ ๑๙ จตุตถวรรค (คาถา ๓๒-๔๑, จบทั้งเล่ม) อธิบาย ๑๐ คาถาสุดท้าย: ละนิวรณ์ ๕; ได้จตุตถฌานมีอุเบกขาสมถะบริสุทธิ์; ตั้งความเพียรแรงกล้าเพื่อบรรลุอมตนิพพาน; ไม่ละการหลีกเร้นและฌาน พิจารณาไตรลักษณ์; ไม่สะดุ้งเหมือนราชสีห์ ไม่ติดข่ายเหมือนลม ไม่เปียกน้ำเหมือนบัว; เจริญพรหมวิหาร ๔; ละราคะโทสะโมหะทำลายสังโยชน์ ไม่สะดุ้งเมื่อสิ้นชีวิต; ปิดท้ายด้วยคาถามิตรแท้หายาก จบด้วย "จตุตถวรรคจบ" และ "ขัคควิสาณสุตตนิทเทสที่ ๑๙ จบ" ตามด้วยอุทานสรุปรายนามพราหมณ์ ๑๖ ท่านและประโยคปิดเล่ม "นิทเทสที่ควรรู้ทั้ง ๒ ภาค ท่านกำหนดทำไว้บริบูรณ์ดีแล้ว" ปิดฉากคัมภีร์
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐