ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส
ฉบับ มจร. · เล่ม ๓๐ · หน้า ๔๓๙ · ข้อ 135
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

เมื่อสืบสาน ก็ย่อมประพฤติ คือ อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงชีวิต ดำเนินไป ยังชีวิตให้ดำเนินไป รวมความว่า ๒ วง ... กระทบกันอยู่ที่ข้อมือ จึงประพฤติอยู่ ผู้เดียว เหมือนนอแรด ด้วยเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า

บุคคลเห็นกำไลทอง ๒ วง อันสุกปลั่ง

ที่ช่างทองทำสำเร็จอย่างดี กระทบกันอยู่ที่ข้อมือแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียว เหมือนนอแรด

{๗๑๘}[๑๓๕] (พระปัจเจกสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า)

ด้วยอาการอย่างนี้ การกล่าววาจา

หรือความเกี่ยวข้องกับเพื่อน พึงมีแก่เรา

เราเมื่อเพ่งเห็นภัยนี้ต่อไป

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียว เหมือนนอแรด (๕)

{๗๑๙}คำว่า ด้วยอาการอย่างนี้ ... กับเพื่อน พึงมีแก่เรา อธิบายว่า ตัณหาเป็น เพื่อนก็มี บุคคลเป็นเพื่อนก็มี

ตัณหาเป็นเพื่อน เป็นอย่างไร

คำว่า ตัณหา ได้แก่ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพ- ตัณหา ธัมมตัณหา ผู้ใดยังละตัณหานี้ไม่ได้ ผู้นั้นเรียกว่า ผู้มีตัณหาเป็นเพื่อน

(สมจริงดังคาถาประพันธ์ว่า)

บุรุษมีตัณหาเป็นเพื่อน

ท่องเที่ยวไปตลอดกาลนาน

ย่อมไม่ล่วงพ้นสังสารวัฏ

ที่มีความเป็นอย่างนี้และความเป็นอย่างอื่น๑ ตัณหาเป็นเพื่อน เป็นอย่างนี้

บุคคลเป็นเพื่อน เป็นอย่างไร

คือ คนบางคนในโลกนี้ ฟุ้งซ่าน มีจิตไม่สงบ มิใช่เพราะเหตุที่เป็นประโยชน์ มิใช่เพราะมีเหตุการณ์ เป็นบุคคลที่ ๒ ของคนผู้เดียว เป็นที่ ๓ ของบุคคล ๒ คน