สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๘ · ๕๑๗ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๐๗ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๑๒ เปิดเล่ม ๒๘ สฬายตนวรรค: อนิจจวรรคที่ ๑ แห่งสฬายตนสังยุต ว่าด้วยอายตนะภายในภายนอกไม่เที่ยง เล่ม ๒๘ เปิดวรรคใหม่ (สฬายตนวรรค) ต่อจากเล่ม ๒๗ ที่จบขันธวารวรรคทั้งหมด เริ่มด้วยสฬายตนสังยุต อนิจจวรรคที่ ๑ (๑๐ สูตร) แสดงว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (อายตนะภายใน) และรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ (อายตนะภายนอก) ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ผู้เห็นแจ้งย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจนหลุดพ้น มีอรรถกถาอธิบายความหมายของจักษุ ๕ ชนิด (พุทธจักษุ ธรรมจักษุ ฯลฯ) และเหตุผลที่เรียกอายตนะว่าภายใน-ภายนอก
- หน้า ๑๓–๒๔ ยมกวรรคที่ ๒: พระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาคุณโทษของอายตนะก่อนตรัสรู้ และอัสสาทะ-โนอัสสาทะ-อภินันทะ-อุปปาทะแห่งอายตนะ วรรคที่ ๒ (๑๐ สูตร) เริ่มด้วยพระพุทธเจ้าทรงย้อนเล่าว่าก่อนตรัสรู้ทรงพิจารณาหาคุณ โทษ และทางสลัดออกแห่งอายตนะภายในและภายนอกจนตรัสรู้ได้ ตามด้วยสูตรว่าด้วยการแสวงหาและพบคุณ-โทษ-ทางออกแห่งอายตนะ, หากไม่มีคุณสัตว์จะไม่กำหนัด หากไม่มีโทษสัตว์จะไม่เบื่อหน่าย, ผู้เพลิดเพลินอายตนะเท่ากับเพลิดเพลินทุกข์ และความเกิด-ดับแห่งอายตนะคือความเกิด-ดับแห่งทุกข์ โรค ชราและมรณะ
- หน้า ๒๕–๓๒ สัพพวรรคที่ ๓ ตอนต้น: สัพพสูตร - นิยาม "สิ่งทั้งปวง" คืออายตนะ ๑๒ และธรรมที่ควรละ ควรกำหนดรู้ เริ่มวรรคที่ ๓ ด้วยสัพพสูตรอันโด่งดัง ที่ทรงนิยามว่า "สิ่งทั้งปวง" ในพุทธศาสนาหมายถึงอายตนะ ๑๒ คู่ (ตา-รูป, หู-เสียง ฯลฯ) เท่านั้น ผู้อ้างสิ่งอื่นนอกเหนือจากนี้ย่อมตอบคำถามไม่ได้เพราะพ้นวิสัย ตามด้วยปหานสูตรและปริชานสูตรสองคู่ที่แสดงว่าจักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส และเวทนาที่เกิดจากสัมผัสนั้น เป็นสิ่งที่ต้องรู้ยิ่ง กำหนดรู้ และละเสีย จึงจะสิ้นทุกข์ได้ มีอรรถกถาอธิบายสัพพะ ๔ ประเภท
- หน้า ๓๓–๔๐ อาทิตตปริยายสูตร (พระธรรมเทศนาไฟไหม้): ทรงแสดงแก่ชฎิล ๑,๐๐๐ รูปที่คยาสีสะ พร้อมนิทานปฐมเหตุ ๙๒ กัป อาทิตตปริยายสูตร พระธรรมเทศนาที่ตำบลคยาสีสะแก่อดีตชฎิลบูชาไฟ ๑,๐๐๐ รูป ทรงแสดงว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พร้อมอารมณ์ วิญญาณ สัมผัส และเวทนาทั้งปวง "ร้อน" ด้วยไฟราคะ โทสะ โมหะ และไฟชาติชราตาย เมื่อฟังจบภิกษุทั้งพันหลุดพ้นอาสวะทันที อรรถกถาเล่านิทานย้อนหลัง ๙๒ กัป เรื่องพระเจ้ามหินทะกับพระโอรส ๓ องค์ผู้อุปัฏฐากพระปุสสพุทธเจ้า ซึ่งกลับชาติมาเป็นสามพี่น้องชฎิล (แคว้นอุรุเวลา) ผู้ฟังธรรมเทศนานี้
- หน้า ๔๑–๔๙ อันธภูตสูตร (สิ่งทั้งปวงมืดมน) สารุปปสูตร และสัปปายสูตร ๒ สูตร: ข้อปฏิบัติเพิกถอนความยึดถือสิ่งทั้งปวง อันธภูตสูตรทรงแสดงที่เวฬุวันว่าอายตนะทั้งปวงมืดมนเพราะชาติชราตาย เช่นเดียวกับสูตรไฟไหม้ ตามด้วยสารุปปสูตรและสัปปายสูตร ๒ สูตรซึ่งสอนข้อปฏิบัติไม่ให้สำคัญอายตนะทั้งปวงว่าเป็นเรา เป็นของเรา ด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิ สูตรสุดท้ายเป็นบทสนทนาถาม-ตอบระหว่างพระพุทธเจ้ากับภิกษุยืนยันความไม่เที่ยงของอายตนะทีละข้อจนนำไปสู่ความหลุดพ้น ปิดท้ายสัพพวรรคที่ ๓
- หน้า ๕๐–๕๓ ชาติธรรมวรรคที่ ๔: สิ่งทั้งปวงมีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย โศก เศร้าหมอง สิ้นไป เสื่อมไป เหตุเกิด และดับไปเป็นธรรมดา วรรคที่ ๔ (๑๐ สูตรสั้น) ย้ำสูตรเดียวกันซ้ำด้วยหัวข้อต่างกัน ๑๐ แบบว่าอายตนะ ๑๒ พร้อมวิญญาณ สัมผัส เวทนาที่เกี่ยวข้อง มีธรรมดาคือเกิดขึ้น, แก่, เจ็บป่วย, ตาย, โศกเศร้า, เศร้าหมอง, สิ้นไป, เสื่อมไป, มีเหตุให้เกิด และดับไปเป็นธรรมดา ผู้เห็นแจ้งเช่นนี้ย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจนหลุดพ้น หน้า ๕๓ เป็นเพียงบัญชีรายชื่อสูตรท้ายวรรคจึงมีเนื้อหาสั้น
- หน้า ๕๔–๕๖ อนิจจวรรคที่ ๕ (จบปฐมปัณณาสก์): สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อนัตตา ควรรู้ยิ่ง ควรละ และขัดข้อง วรรคที่ ๕ ปิดท้ายปฐมปัณณาสก์แห่งสฬายตนสังยุต ด้วย ๑๐ สูตรสั้นซ้ำแบบเดียวกันว่าอายตนะ ๑๒ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้ ควรละ ควรทำให้แจ้ง วุ่นวาย และขัดข้อง (ถูกเบียดเบียน) จบวรรคนี้แล้วปิดปฐมปัณณาสก์ทั้ง ๕ วรรค (สุทธวรรค ยมกวรรค สัพพวรรค ชาติธรรมวรรค อนิจจวรรค) รวม ๕๐ สูตรแรกของสฬายตนสังยุต
- หน้า ๕๗–๖๓ เริ่มทุติยปัณณาสก์ อวิชชาวรรคที่ ๑: ละอวิชชา สังโยชน์ อาสวะ อนุสัย ด้วยการรู้เห็นอายตนะตามจริง เริ่มปัณณาสก์ที่ ๒ ด้วยอวิชชาวรรคที่ ๑ ภิกษุทูลถามว่ารู้เห็นอย่างไรจึงละอวิชชา สังโยชน์ อาสวะ อนุสัยได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าต้องรู้เห็นอายตนะ ๑๒ โดยความไม่เที่ยง (หรืออนัตตาในบางสูตร) จึงจะละกิเลสเหล่านั้นได้ หลายสูตรย่อไว้ด้วย ฯลฯ ตามแบบสูตรก่อน ตามด้วยปริญญาสูตรและปริยาทานสูตรว่าด้วยธรรมเพื่อกำหนดรู้และครอบงำอุปาทานโดยอาศัยผัสสะ-เวทนาที่เกิดจากอายตนะแต่ละคู่ หน้า ๖๓ จบกลางบทสนทนาถาม-ตอบของทุติยปริยาทานสูตรที่ ๑๐ ยังไม่จบสูตร
- หน้า ๖๔–๖๕ ธรรมเพื่อกำหนดรู้และครอบงำอุปาทานทั้งปวง ปิดท้ายอวิชชาวรรคที่ ๑ (ปริญญาสูตร, ปฐม-ทุติยปริยาทานสูตร) พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า การเห็นความเกิดของผัสสะและเวทนาจากอายตนะภายในภายนอกตามความเป็นจริง จนเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและหลุดพ้น คือธรรมสำหรับกำหนดรู้และครอบงำอุปาทานทั้งปวง สูตรสุดท้ายใช้วิธีถาม-ตอบให้ภิกษุยืนยันว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ควรยึดว่าเป็นตน ปิดท้ายด้วยอรรถกถาอธิบายศัพท์และสรุปรายชื่อ ๑๐ สูตรในอวิชชาวรรคที่ ๑
- หน้า ๖๖–๖๙ ปฐมมิคชาลสูตร: ความหมายของ "ผู้มีปกติอยู่ผู้เดียว" — อยู่ผู้เดียวจริงคือผู้ละตัณหาได้ ไม่ใช่อยู่โดดเดี่ยวทางกาย พระมิคชาละทูลถามว่าอย่างไรเรียกว่าอยู่ผู้เดียว และอย่างไรเรียกว่าอยู่ด้วยเพื่อน พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุที่ยินดีพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ย่อมเกิดความเพลิดเพลินและกำหนัดผูกพัน แม้อยู่ในป่าคนเดียวก็ยังเรียกว่าอยู่กับเพื่อนคือตัณหา ส่วนผู้ไม่ยินดีพอใจในสิ่งเหล่านั้น แม้อยู่ท่ามกลางหมู่คนก็เรียกว่าอยู่ผู้เดียวอย่างแท้จริงเพราะละตัณหาที่เป็นเพื่อนได้แล้ว ท้ายบทมีอรรถกถาอธิบายศัพท์เกี่ยวกับเสนาสนะป่า
- หน้า ๗๐–๗๑ ทุติยมิคชาลสูตร: พระมิคชาละฟังธรรมย่อเรื่องความเพลิดเพลินเป็นเหตุแห่งทุกข์ แล้วบำเพ็ญเพียรจนบรรลุอรหันต์ พระมิคชาละทูลขอพระพุทธเจ้าแสดงธรรมโดยย่อ พระองค์ตรัสว่าเมื่อภิกษุยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ความเพลิดเพลินย่อมเกิด และเพราะความเพลิดเพลินเกิดจึงเกิดทุกข์ ตรงข้ามกัน เมื่อไม่ยินดี ความเพลิดเพลินดับ ทุกข์จึงดับ พระมิคชาละนำไปปฏิบัติจริงจัง หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท จนบรรลุอรหัตผลเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย
- หน้า ๗๒–๗๕ สมิทธิสูตร ๔ สูตร: มาร สัตว์ ทุกข์ และโลก ล้วนเป็นบัญญัติที่อาศัยอายตนะ ๖ เกิดขึ้น พระสมิทธิทูลถามความหมายของคำว่ามาร สัตว์ ทุกข์ และโลก พระพุทธเจ้าตรัสตอบเป็นแบบแผนเดียวกันว่า ที่ใดมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พร้อมอารมณ์และวิญญาณที่รับรู้ ที่นั่นย่อมมีมาร มีสัตว์ มีทุกข์ และมีโลก แสดงว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงบัญญัติที่อาศัยการทำงานของอายตนะภายในภายนอก ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริงต่างหากจากขันธ์ อรรถกถาอธิบายว่าตรัสครอบคลุมทั้งฝ่ายวัฏฏะและวิวัฏฏะ
- หน้า ๗๖–๗๗ อุปเสนสูตร: พระอุปเสนะถูกงูพิษกัดจนกายแตกดับ แต่จิตไม่หวั่นไหวเพราะไม่ยึดขันธ์ว่าเป็นตน ขณะพระอุปเสนะนั่งเย็บจีวรอยู่ในถ้ำ มีลูกงูพิษตกลงมากัดที่บ่า ท่านรู้ว่าพิษกำลังแล่นซ่านทั่วกาย จึงสั่งให้ภิกษุยกกายท่านออกไปนอกถ้ำก่อนที่จะแหลกสลาย พระสารีบุตรแปลกใจที่ท่านไม่มีอาการทางกายหรืออินทรีย์ผิดปกติเลย พระอุปเสนะอธิบายว่าเพราะท่านไม่เคยยึดถือว่าตาหรือใจเป็นเราหรือเป็นของเรา จึงไม่มีความแปรปรวนใดๆ ต่อจิตใจ เมื่อยกกายออกไปแล้ว กายของท่านก็แตกสลายไปประดุจกำแกลบสมจริง
- หน้า ๗๘–๘๐ อุปวาณสูตร: ธรรมที่ผู้บรรลุพึงเห็นได้เอง คือการรู้ทันราคะที่เกิดหรือไม่เกิดในใจตนเมื่อรับรู้อารมณ์ทางอายตนะ พระอุปวาณะทูลถามความหมายของ "ธรรมอันผู้บรรลุพึงเห็นเอง" พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อภิกษุเห็นรูปด้วยตาแล้วรู้เสวยรูป และรู้ชัดว่าตนยังมีราคะหรือไม่มีราคะในรูปนั้นอยู่ภายในตามความเป็นจริง (ไม่ว่าจะยังมีกิเลสอยู่หรือหมดกิเลสแล้ว) นั่นคือธรรมที่ประจักษ์ได้เฉพาะตนไม่ต้องรอเวลา ควรน้อมเข้ามาพิจารณาในตัวเอง ใช้หลักเดียวกันกับหู จมูก ลิ้น กาย และใจ
- หน้า ๘๑–๘๕ ผัสสายตนสูตร ๓ สูตร: ผู้ไม่รู้ชัดความเกิดดับ คุณ โทษ ของผัสสายตนะ ๖ ตามจริง ชื่อว่าไกลจากธรรมวินัย จบมิคชาลวรรคที่ ๒ พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุที่ไม่รู้ชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามจริง ยังชื่อว่าห่างไกลจากธรรมวินัย ภิกษุรูปหนึ่งสารภาพว่าตนเองฉิบหายเพราะไม่รู้เช่นนั้น พระองค์จึงทรงซักถามทีละขั้นให้ภิกษุพิจารณาตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน จนภิกษุเข้าใจและละความยึดถือได้ ปิดท้ายวรรคที่ ๒ ด้วยรายชื่อ ๑๑ สูตร
- หน้า ๘๖–๘๙ ปฐมคิลานสูตร: พระพุทธเจ้าเสด็จเยี่ยมภิกษุอาพาธหนักที่ไม่มีใครรู้จัก ตรัสสอนจนเกิดดวงตาเห็นธรรม มีภิกษุใหม่ไม่ปรากฏชื่อเสียงป่วยหนักอยู่ในวิหาร พระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยมด้วยพระองค์เอง ตรัสถามอาการและซักถามจนพบว่าภิกษุรังเกียจร้อนใจเพราะยังไม่เข้าใจธรรมที่ทรงแสดงเพื่อความคลายกำหนัด เมื่อภิกษุตอบว่าเข้าใจแล้ว พระองค์จึงตรัสสอนเรื่องอายตนะ ๖ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่ใช่ตัวตน เมื่อจบพระธรรมเทศนา ภิกษุนั้นเกิดดวงตาเห็นธรรมว่าสิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา
- หน้า ๙๐–๙๑ ทุติยคิลานสูตร: พระพุทธเจ้าเสด็จเยี่ยมภิกษุอาพาธหนักอีกรูปหนึ่ง ตรัสสอนจนจิตหลุดพ้นจากอาสวะเป็นพระอรหันต์ เหตุการณ์คล้ายสูตรก่อนหน้า มีภิกษุใหม่ป่วยหนักในอีกวิหารหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยม ตรัสถามอาการ พบว่าภิกษุร้อนใจเพราะยังไม่เข้าใจธรรมเพื่อสีลวิสุทธิ แต่เมื่อถูกถามต่อ ภิกษุตอบว่าเข้าใจธรรมเพื่ออนุปาทาปรินิพพานแล้ว พระองค์จึงตรัสสอนเรื่องอายตนะ ๖ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่ใช่ตัวตนเช่นเดิม คราวนี้เมื่อจบพระธรรมเทศนา จิตของภิกษุนั้นหลุดพ้นจากอาสวะโดยไม่ถือมั่นทันที
- หน้า ๙๒–๙๔ ราธสูตร ๓ สูตร: ทรงสอนพระราธะโดยย่อให้ละความพอใจในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน พระราธะทูลขอพระธรรมเทศนาโดยย่อเพื่อนำไปปฏิบัติผู้เดียวอย่างไม่ประมาท พระพุทธเจ้าตรัสสอนสามครั้งเป็นชุด คือ สิ่งใดไม่เที่ยงพึงละความพอใจในสิ่งนั้น สิ่งใดเป็นทุกข์พึงละความพอใจในสิ่งนั้น และสภาพใดไม่ใช่ตัวตนพึงละความพอใจในสภาพนั้น โดยยกตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอารมณ์ที่รับรู้ทั้งหมดเป็นตัวอย่าง ปิดท้ายด้วยอรรถกถาอธิบายสูตรคนไข้และราธสูตรรวมกัน
- หน้า ๙๕–๙๗ ปฐม-ทุติยอวิชชาสูตร: เหตุละอวิชชาให้เกิดวิชชา ด้วยการเห็นอายตนะ ๖ โดยไม่เที่ยงหรือไม่ควรยึดมั่น ภิกษุทูลถามว่ามีธรรมข้อเดียวหรือไม่ที่เมื่อละได้แล้วจะละอวิชชาและเกิดวิชชา พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือตัวอวิชชาเอง แล้วอธิบายสองแนวทาง แนวแรกคือรู้เห็นตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยความไม่เที่ยง แนวที่สองคือรู้ว่าธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น จนเห็นนิมิตทั้งปวงต่างออกไปจากที่เคยยึดถือว่าเป็นตัวตน อรรถกถาขยายความว่าสูตรแรกตรัสด้วยอนิจจลักษณะ สูตรหลังตรัสด้วยอนัตตลักษณะ
- หน้า ๙๘–๙๙ ภิกขุสูตร: วิธีตอบปริพาชกลัทธิอื่นเมื่อถูกถามว่าประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้าเพื่ออะไร คือเพื่อกำหนดรู้ทุกข์ ภิกษุหลายรูปทูลว่าถูกปริพาชกลัทธิอื่นถามว่าประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดมเพื่ออะไร และเมื่อตอบว่าเพื่อกำหนดรู้ทุกข์ พวกเขาตอบถูกต้องหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าถูกต้อง แล้วสอนวิธีตอบต่อไปหากถูกถามซ้ำว่าทุกข์นั้นคืออะไร คือให้ชี้ว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดที่เกิดจากการกระทบนั้นเองคือทุกข์ที่ต้องกำหนดรู้
- หน้า ๑๐๐–๑๐๒ โลกสูตรและผัคคุนสูตร: เหตุที่เรียกว่า "โลก" เพราะต้องแตกสลาย และไม่มีผู้ปรินิพพานด้วยตาหรือใจใดจริง จบคิลานวรรคที่ ๓ ภิกษุทูลถามความหมายของคำว่าโลก พระพุทธเจ้าตรัสว่าเรียกเช่นนั้นเพราะตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และสิ่งที่เกี่ยวข้องล้วนต้องแตกสลายไปเป็นธรรมดา ต่อมาพระผัคคุนะทูลถามว่าจะบัญญัติพระพุทธเจ้าในอดีตผู้ปรินิพพานแล้วด้วยตาหรือใจใดได้หรือไม่ พระองค์ตรัสว่าไม่มีจักษุหรือใจเช่นนั้นเลย เพราะการบัญญัติเช่นนั้นไม่ถูกต้อง ปิดท้ายวรรคที่ ๓ ด้วยรายชื่อ ๑๐ สูตร
- หน้า ๑๐๓–๑๐๘ ฉันนวรรคที่ ๔: ปโลกสูตร สุญญสูตร และสังขิตตสูตร — โลกคือสิ่งที่แตกสลายและว่างเปล่าจากตัวตน ทรงสอนพระอานนท์โดยย่อ พระอานนท์ทูลถามความหมายของโลกและโลกว่างเปล่า พระพุทธเจ้าตรัสว่าโลกคือสิ่งที่มีความแตกสลายเป็นธรรมดา (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอารมณ์ที่เกี่ยวข้อง) ส่วนที่ว่างเปล่าเพราะว่างจากตัวตนหรือของของตัวตน จากนั้นพระอานนท์ทูลขอธรรมย่อเพื่อไปปฏิบัติผู้เดียว พระองค์ทรงซักถามแบบถาม-ตอบให้เห็นว่าอายตนะทั้งหมดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน จนควรเบื่อหน่ายคลายกำหนัดหลุดพ้น
- หน้า ๑๐๙–๑๑๖ ฉันนสูตร: พระฉันนะอาพาธหนักทนไม่ไหวจึงฆ่าตัวตาย พระสารีบุตรทูลถามคติ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีโทษเพราะไม่ยึดขันธ์ว่าเป็นตน พระฉันนะอาพาธหนักปวดร้าวทั่วกายจนทนไม่ไหว แม้พระสารีบุตรและพระมหาจุนทะจะห้ามปรามและเสนอช่วยหาอาหาร ยา และผู้อุปัฏฐาก ท่านก็ยืนยันจะฆ่าตัวตาย เมื่อถูกซักว่ายึดถืออายตนะ ๖ ว่าเป็นตนหรือไม่ ท่านตอบว่าไม่ยึดถือเพราะเห็นความดับของสิ่งเหล่านั้น หลังท่านทั้งสองจากไป พระฉันนะก็ปลงชีวิตตนเอง พระสารีบุตรทูลถามคติของท่าน พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระฉันนะไม่มีความผิดเพราะทอดทิ้งกายนี้โดยไม่ยึดถือกายอื่นต่อ อรรถกถาอธิบายว่าท่านบรรลุอรหัตในวาระสุดท้ายเป็นพระอรหันตสมสีสี
- หน้า ๑๑๗–๑๒๒ ปุณณสูตร: พระพุทธเจ้าทรงทดสอบขันติของพระปุณณะก่อนไปเผยแผ่ธรรมที่สุนาปรันตชนบท พระปุณณะทูลขอโอวาทย่อ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าความเพลิดเพลินในอารมณ์ทั้ง ๖ เป็นเหตุแห่งทุกข์ หากไม่ยินดีทุกข์ก็ดับ เมื่อพระปุณณะจะไปอยู่สุนาปรันตชนบทซึ่งชาวเมืองดุร้าย พระพุทธเจ้าตรัสถามทีละขั้นว่าจะรู้สึกอย่างไรหากถูกด่า ถูกตี ถูกขว้างด้วยก้อนดิน ท่อนไม้ ศัสตรา จนถึงถูกฆ่า พระปุณณะตอบด้วยความอดทนไม่หวั่นไหวทุกขั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาต ภายหลังพระปุณณะให้ชาวเมือง ๕๐๐ คนถึงไตรสรณคมน์และปรินิพพานที่นั่น
- หน้า ๑๒๓–๑๓๑ อรรถกถาปุณณสูตร: ประวัติพ่อค้าผู้บวชแล้วปราบอมนุษย์ ทำทะเลสงบ รับเสด็จพระพุทธเจ้าทางอากาศสู่สุนาปรันตะ อรรถกถาเล่าประวัติพระปุณณะ อดีตพ่อค้าเกวียนผู้ฟังธรรมที่เชตวันแล้วบวช เมื่อภาวนาไม่ก้าวหน้าจึงกลับสุนาปรันตชนบทบ้านเกิด อาศัย ๔ แห่ง ใช้ฤทธิ์ทำทะเลเงียบและไล่ฝูงนกอึกทึก ปราบอมนุษย์เจ้าป่าไม้จันทน์ที่จะฆ่าพ่อค้า ๕๐๐ คน ทำให้คนเหล่านั้นถึงไตรสรณคมน์ทั้งครอบครัวและช่วยสร้างศาลากลมถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเสด็จทางอากาศด้วยเรือนยอด ๕๐๐ หลังไปโปรด มีผู้บรรลุธรรม ๘๔,๐๐๐ แล้วเสด็จประทานรอยพระบาทแก่พญานาคนัมมทาและโปรดดาบสสัจจพันธ์ผู้ถือมิจฉาทิฏฐิ
- หน้า ๑๓๒–๑๓๕ พาหิยสูตร: ทรงแสดงความไม่เที่ยงแห่งอายตนะ ๖ แก่พระพาหิยะ (คนละองค์กับพาหิยทารุจีริยะ) จนบรรลุอรหัตตผล พระพาหิยะทูลขอโอวาทย่อ พระพุทธเจ้าตรัสถามตอบทีละอายตนะว่าจักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส และเวทนาที่เกิดจากผัสสะเที่ยงหรือไม่ พระพาหิยะตอบว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวตน ทำครบทั้ง ๖ ทวาร เมื่อเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น พระพาหิยะปฏิบัติตามแล้วบรรลุอรหัตตผลในเวลาไม่นาน อรรถกถาสั้นมากเพราะเนื้อความเข้าใจง่ายไม่ต้องขยายความ
- หน้า ๑๓๖–๑๓๙ ปฐมเอชสูตร-ทุติยเอชสูตร: ความหวั่นไหว (ตัณหา) เป็นโรคเป็นฝีเป็นลูกศร ภิกษุไม่พึงสำคัญมั่นหมายอายตนะ ๖ พระพุทธเจ้าตรัสว่าความหวั่นไหว (เอชา คือตัณหา) เป็นโรค เป็นฝี เป็นลูกศร พระตถาคตไม่หวั่นไหวเพราะปราศจากลูกศรนี้ ภิกษุผู้หวังความไม่หวั่นไหวไม่พึงสำคัญมั่นหมายจักษุ รูป และอายตนะอื่นว่าเป็นตน เป็นของตน หรือมีอยู่ในตน เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดในโลกก็ไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสได้เฉพาะตน สูตรที่ ๘ ทวนเนื้อความเดียวกันในรูปคำสอนตรงไม่มีบุคคลถาม-ตอบ
- หน้า ๑๔๐–๑๔๕ ปฐมทวยสูตร-ทุติยทวยสูตร: ธรรมคู่ ๖ คู่ และวิญญาณเกิดขึ้นอาศัยธรรมคู่ที่ไม่เที่ยง จบฉันนวรรคที่ ๔ พระพุทธเจ้าทรงแสดง 'ส่วนสอง' (ทวยะ) คือจักษุกับรูป โสตะกับเสียง ฯลฯ ผู้ใดอ้างจะบัญญัติส่วนสองอย่างอื่นย่อมอธิบายไม่ได้เพราะไม่ใช่วิสัย จากนั้นทรงแสดงว่าวิญญาณแต่ละทางเกิดขึ้นอาศัยธรรมคู่ที่ไม่เที่ยง ผัสสะ เวทนา เจตนา สัญญาที่ตามมาก็ไม่เที่ยงเช่นกัน อรรถกถาอธิบายว่าสูตรนี้แสดงขันธ์ ๕ ครบทั้ง ๖ ทวาร รวมเป็นขันธ์ ๓๐ จบฉันนวรรคที่ ๔ พร้อมสรุปรายชื่อสูตรทั้ง ๑๐ ในวรรค
- หน้า ๑๔๖–๑๕๐ ปฐมสังคัยหสูตร (เริ่มฉฬวรรคที่ ๕): ผัสสายตนะ ๖ ที่ไม่ฝึกฝนนำทุกข์มาให้ ที่ฝึกฝนดีนำสุขมาให้ พร้อมคาถาสอนวางใจ เริ่มฉฬวรรคที่ ๕ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผัสสายตนะ ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) หากไม่ฝึกฝน ไม่คุ้มครอง ไม่สำรวมย่อมนำทุกข์หนักมาให้ แต่หากฝึกฝนดี คุ้มครองดีย่อมนำสุขมากมาให้ จากนั้นตรัสคาถาสอนว่าเมื่อเห็นรูป ได้ยินเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องสัมผัสทั้งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ควรบรรเทาราคะและโทสะ วางใจเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย จึงจะถึงฝั่งพ้นชาติและมรณะ
- หน้า ๑๕๑–๑๖๑ ทุติยสังคัยหสูตร: พระมาลุกยบุตรผู้ชราขอโอวาทย่อ ทรงสอน 'ในสิ่งที่เห็นจักเป็นเพียงสักว่าเห็น' จนบรรลุอรหัตตผล พระมาลุกยบุตรชราแล้วขอโอวาทย่อ พระพุทธเจ้าทรงเตือนเหตุใดเพิ่งขอในวัยชรา แล้วตรัสถามว่าในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสธรรมารมณ์ที่ไม่เคยรับรู้มาก่อนมีความกำหนัดหรือไม่ ท่านตอบว่าไม่มี จึงสอนหลักสำคัญว่า 'ในสิ่งที่เห็นจักเป็นเพียงสักว่าเห็น ในสิ่งที่ได้ยินจักเป็นเพียงสักว่าได้ยิน' เมื่อไม่ถูกราคะโทสะโมหะย้อมก็ไม่พัวพันในอารมณ์ใด นี่คือที่สุดแห่งทุกข์ พระมาลุกยบุตรขยายความด้วยคาถาว่าผู้ลืมสติย่อมสั่งสมทุกข์ ผู้มีสติย่อมใกล้นิพพาน แล้วท่านก็บรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๑๖๒–๑๖๕ ปริหานสูตร: ความเสื่อมและไม่เสื่อมจากกุศลธรรม กับอภิภายตนะ ๖ เมื่อกิเลสเกิดจากการรับรู้ทางอายตนะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงปริหานธรรม (ความเสื่อม) คือเมื่ออกุศลบาปธรรมที่เป็นไปในสังโยชน์เกิดขึ้นจากการเห็นรูป ฟังเสียง ฯลฯ แล้วภิกษุปล่อยให้กิเลสครอบงำไม่ละไม่บรรเทา ย่อมเสื่อมจากกุศลธรรม ส่วนอปริหานธรรม (ความไม่เสื่อม) คือเมื่อละกิเลสนั้นได้ทันที ส่วนอภิภายตนะ ๖ คือภาวะที่อกุศลบาปธรรมไม่เกิดขึ้นเลยเพราะครอบงำอายตนะนั้นได้แล้ว
- หน้า ๑๖๖–๑๖๙ ปมาทวิหารีสูตร และสังวรสูตร: ผู้อยู่ด้วยความประมาทกับไม่ประมาท การสำรวมและไม่สำรวมอินทรีย์ ปมาทวิหารีสูตรสอนว่าภิกษุไม่สำรวมอินทรีย์ จิตแส่ไปในอารมณ์ ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิไม่เกิด จิตไม่ตั้งมั่น ธรรมไม่ปรากฏ ชื่อว่าอยู่ด้วยความประมาท ส่วนผู้สำรวมอินทรีย์ดี จิตไม่แส่ไป ปราโมทย์ ปีติ ความสงบกาย จิตตั้งมั่น ธรรมปรากฏ ชื่อว่าไม่ประมาท สังวรสูตรสอนหลักเดียวกันในแง่ความสำรวม-ไม่สำรวมต่ออารมณ์ที่น่าปรารถนา ว่าหากยินดีพัวพันคือเสื่อม หากไม่ยินดีพัวพันคือความสำรวมไม่เสื่อม
- หน้า ๑๗๐–๑๗๑ สมาธิสูตร และปฏิสัลลีนสูตร: เจริญสมาธิและหลีกเร้นเพียรเพื่อรู้ความไม่เที่ยงแห่งอายตนะตามความเป็นจริง สมาธิสูตรสอนสั้นๆ ว่าภิกษุพึงเจริญสมาธิ เพราะผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมรู้ตามความเป็นจริงว่าจักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส เวทนาที่เกิดจากผัสสะ ตลอดจนใจและธรรมารมณ์ล้วนไม่เที่ยง ปฏิสัลลีนสูตรสอนหลักเดียวกันโดยเน้นการหลีกเร้นอยู่ในที่สงัดแล้วประกอบความเพียร อรรถกถาทั้งสองอธิบายสั้นว่าทรงเห็นผู้เสื่อมจากสมาธิหรือกายวิเวกจึงตรัสสอน
- หน้า ๑๗๒–๑๗๗ นตุมหากสูตรทั้งสอง และอุททกสูตร: ละสิ่งที่ไม่ใช่ของตนดุจหญ้าไม้ในเชตวัน กับคำอวดอ้างเท็จของอุททกดาบสรามบุตร นตุมหากสูตรทั้งสองสอนว่าจักษุ รูป และอายตนะทั้งปวงไม่ใช่ของภิกษุ พึงละเสียเพื่อประโยชน์สุข เปรียบเหมือนหญ้าไม้ใบไม้ในเชตวันที่ไม่ใช่ตัวตน ใครขนไปเผาก็ไม่ทุกข์ร้อน จากนั้นอุททกสูตรเล่าว่าอุททกดาบสรามบุตรอวดอ้างว่าตนจบเวท ชนะทุกอย่าง ขุดรากทุกข์ได้แล้วทั้งที่ยังไม่บรรลุจริง พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าภิกษุแท้จริงย่อมจบเวทและขุดรากทุกข์ (ตัณหา) ได้ด้วยรู้แจ้งความเกิดดับคุณโทษและทางออกแห่งผัสสายตนะ ๖ อรรถกถาอธิบายต่อถึงลักษณะกายไม่เที่ยง (ยังไม่จบในหน้า ๑๗๗)
- หน้า ๑๗๘ อุททกสูตร: ผู้อวดอ้างจบเวทกับผู้จบเวทที่แท้จริง จบฉฬวรรคและทุติยปัณณาสก์ พระพุทธเจ้าทรงยกคำกล่าวอวดของอุททกดาบสรามบุตรที่ว่าตนจบเวท ชนะทุกอย่าง และขุดรากทุกข์ได้แล้วทั้งที่ยังไม่จริง มาสอนว่าภิกษุที่แท้จริงย่อมเป็นผู้จบเวทเมื่อรู้ความเกิดดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ และขุดรากทุกข์ (ตัณหา) ได้จริงเมื่อละตัณหาจนไม่งอกขึ้นอีก ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรในฉฬวรรค และจบทุติยปัณณาสก์ทั้งหมด
- หน้า ๑๗๙–๑๘๐ โยคักเขมีสูตร: เริ่มตติยปัณณาสก์ ผู้ละกามคุณได้ชื่อว่าเกษมจากโยคะ เปิดตติยปัณณาสก์ด้วยโยคักเขมีวรรคที่ ๑ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าพระองค์ (ตถาคต) ทรงละรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์อันน่าใคร่ได้เด็ดขาดแล้ว จึงทรงเป็นผู้เกษมจากโยคะ (พ้นจากเครื่องผูกมัด) อรรถกถาอธิบายว่าเกษมจากโยคะเพราะทรงละโยคะได้จริง มิใช่เพียงได้ชื่อเรียกเฉยๆ
- หน้า ๑๘๑–๑๘๕ อุปาทายสูตร ทุกขสูตร โลกสูตร: ความเกิดดับแห่งสุขทุกข์และโลกผ่านปฏิจจสมุปบาท สามสูตรนี้อธิบายว่าสุขทุกข์ภายในและ "โลก" ล้วนอาศัยอายตนะทั้งหกเกิดขึ้นและดับไปตามกระบวนการปฏิจจสมุปบาท คือ อาศัยอายตนะและอารมณ์เกิดวิญญาณ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ จนถึงชราและมรณะ เมื่อตัณหาดับโดยไม่เหลือ กระบวนการทั้งสายจึงดับตามกันไปจนถึงความดับทุกข์ทั้งมวล อรรถกถาระบุว่า "โลก" ในที่นี้หมายถึงสังขารโลก
- หน้า ๑๘๖–๑๙๑ เสยยสูตรถึงอุปัสสุติสูตร: จบโยคักเขมีวรรคที่ ๑ กลุ่มสูตรสั้นปิดท้ายวรรคที่ ๑ ได้แก่ เสยยสูตร (ความถือตัวว่าเลิศ เสมอ หรือด้อยกว่าผู้อื่น เกิดจากยึดมั่นอายตนะที่ไม่เที่ยง), สังโยชนสูตรและอุปาทานสูตร (ความกำหนัดพอใจในอายตนะคือตัวสังโยชน์/อุปาทาน), สองสูตรว่าด้วยผู้ไม่กำหนดรู้อายตนะย่อมไม่สิ้นทุกข์ และอุปัสสุติสูตรที่ภิกษุรูปหนึ่งแอบฟังธรรมแล้วพระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรียนจดจำไว้เพราะเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
- หน้า ๑๙๒–๑๙๔ มารปาสสูตรที่ ๑-๒: อายตนะเป็นบ่วงของมาร เริ่มโลกกามคุณวรรคที่ ๒ เปิดวรรคใหม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์อันน่าใคร่น่าพอใจนั้นเปรียบเหมือนบ่วงของมาร ภิกษุที่เพลิดเพลินหมกมุ่นในอารมณ์เหล่านี้ชื่อว่าตกอยู่ในอำนาจมาร ถูกมารคล้องรัดมัดไว้ ส่วนภิกษุที่ไม่เพลิดเพลินไม่หมกมุ่นย่อมพ้นจากบ่วงมาร มารทำอะไรตามใจปรารถนาไม่ได้ สอนซ้ำสองสูตรด้วยถ้อยคำต่างกันเล็กน้อยเพื่อเน้นย้ำความหมาย
- หน้า ๑๙๕–๒๐๓ ปฐมโลกกามคุณสูตร: พระอานนท์อธิบายที่สุดแห่งโลกแทนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสย่อว่าไม่อาจถึงที่สุดโลกด้วยการเดินทาง และผู้ยังไม่ถึงที่สุดโลกย่อมทำที่สุดทุกข์ไม่ได้ แล้วเสด็จเข้าวิหารโดยไม่ทรงขยายความ ภิกษุทั้งหลายจึงไปเรียนถามพระอานนท์ ท่านอธิบายด้วยอุปมาคนหาแก่นไม้ที่มองข้ามรากและลำต้นไปหาที่กิ่งใบ แล้วชี้ว่า "โลก" ในทางพระวินัยของอริยะคือสิ่งที่บุคคลรู้จักและยึดถือว่าเป็นโลกผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง เมื่อภิกษุนำไปกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าคำอธิบายของพระอานนท์ถูกต้องตรงกับที่พระองค์จะตรัสเอง
- หน้า ๒๐๔–๒๐๙ ทุติยโลกกามคุณสูตร: ความดำริก่อนตรัสรู้เรื่องกามคุณและความดับแห่งอายตนะ พระพุทธเจ้าทรงเล่าย้อนถึงสมัยเป็นพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ ทรงพิจารณาว่ากามคุณ ๕ ที่เคยสัมผัสนั้นล่วงไปแล้ว แต่จิตอาจยังโหยหาอดีตหรืออนาคตมากกว่าปัจจุบัน จึงทรงตั้งความไม่ประมาทและสติรักษาจิตไว้ ทรงสอนภิกษุให้ทำเช่นเดียวกัน แล้วสรุปว่าอายตนะใดดับ สัญญาที่เกี่ยวกับอายตนะนั้นก็ดับตามไปด้วย ซึ่งหมายถึงพระนิพพาน
- หน้า ๒๑๐–๒๑๓ สักกสูตรและปัญจสิขสูตร: เหตุที่สัตว์ปรินิพพานหรือไม่ปรินิพพานในปัจจุบัน ท้าวสักกะและปัญจสิขเทพบุตรทูลถามพระพุทธเจ้าแยกกันว่าเหตุใดสัตว์บางพวกจึงไม่ปรินิพพานในปัจจุบัน บางพวกจึงปรินิพพานได้ พระองค์ตรัสตอบเหมือนกันว่า ผู้เพลิดเพลินหมกมุ่นในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ย่อมเกิดวิญญาณและอุปาทานที่อาศัยตัณหา จึงยังไม่ปรินิพพาน ส่วนผู้ไม่เพลิดเพลินย่อมไม่มีอุปาทานและปรินิพพานได้
- หน้า ๒๑๔–๒๑๕ สารีปุตตสูตร: เหตุที่ภิกษุสึกและวิธีคุ้มครองอินทรีย์ให้ประพฤติพรหมจรรย์ได้ตลอดชีวิต ภิกษุรูปหนึ่งเล่าให้พระสารีบุตรฟังว่าสัทธิวิหาริกของท่านลาสิกขา พระสารีบุตรอธิบายว่าผู้ไม่คุ้มครองทวารอินทรีย์ ไม่รู้ประมาณในโภชนะ ไม่ประกอบความเพียร ย่อมประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ตลอดชีวิตไม่ได้ แล้วอธิบายสามข้อนี้ คือ ไม่ถือนิมิตอนุพยัญชนะเมื่อรับรู้อารมณ์ทางอินทรีย์หก ฉันอาหารพอประมาณเพื่อดำรงกายมิใช่เพื่อสนุกหรือประดับ และเพียรชำระจิตทั้งกลางวันกลางคืนโดยพักผ่อนแต่น้อย
- หน้า ๒๑๖–๒๒๔ ราหุลสูตร: พระราหุลบรรลุอรหัตต์จากคำถามเรื่องความไม่เที่ยงของอายตนะ จบโลกกามคุณวรรคที่ ๒ พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าญาณบารมีของพระราหุลแก่กล้าแล้ว จึงพาไปป่าอันธวันแล้วตรัสถามทีละอายตนะทั้งภายในภายนอก วิญญาณ สัมผัส และเวทนาที่เกิดจากสัมผัสนั้นว่าเที่ยงหรือไม่ ทุกข์หรือสุข ควรเห็นเป็นตัวตนหรือไม่ พระราหุลตอบว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่ควรยึดถือทุกข้อ เมื่อจบเทศนา จิตของพระราหุลหลุดพ้นจากอาสวะโดยไม่ถือมั่น เทวดาหลายพันได้ดวงตาเห็นธรรม ปิดท้ายด้วยสังโยชนสูตรและอุปาทานสูตรสรุปว่าความกำหนัดพอใจในอายตนะคือสังโยชน์และอุปาทาน แล้วจบวรรคที่ ๒
- หน้า ๒๒๕–๒๒๖ เวสาลีสูตร: เริ่มคหปติวรรคที่ ๓ คฤหบดีอุคคะทูลถามเหตุปรินิพพาน เปิดคหปติวรรคที่ ๓ ที่กรุงเวสาลี อุคคคฤหบดีทูลถามพระพุทธเจ้าถึงเหตุที่สัตว์บางพวกไม่ปรินิพพานและบางพวกปรินิพพานในปัจจุบัน พระองค์ตรัสตอบตามหลักเดิมว่าขึ้นอยู่กับการเพลิดเพลินหรือไม่เพลิดเพลินในรูปและธรรมารมณ์อันน่าใคร่ อรรถกถาระบุว่าอุคคคฤหบดีได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านผู้ถวายของประณีต
- หน้า ๒๒๗–๒๓๐ วัชชีสูตรและนาฬันทสูตร: คฤหบดีต่างเมืองทูลถามเหตุปรินิพพานซ้ำหลักเดียวกัน อุคคคฤหบดีชาวหัตถิคามแคว้นวัชชี (วัชชีสูตร) และอุบาลีคฤหบดีเมืองนาฬันทา (นาฬันทสูตร) ทูลถามพระพุทธเจ้าด้วยคำถามเดียวกับเวสาลีสูตรว่าเหตุใดสัตว์บางพวกจึงปรินิพพานหรือไม่ปรินิพพานในปัจจุบัน พระองค์ตรัสตอบซ้ำหลักการเดิมคือความเพลิดเพลินหมกมุ่นหรือไม่ในรูปและธรรมารมณ์เป็นเหตุให้เกิดหรือไม่เกิดวิญญาณและอุปาทานที่อาศัยตัณหา
- หน้า ๒๓๑–๒๓๔ ภารทวาชสูตร: พระเจ้าอุเทนถามพระบิณโฑลภารทวาชะเหตุที่ภิกษุหนุ่มประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ได้นาน พระเจ้าอุเทนตรัสถามพระบิณโฑลภารทวาชะว่าเหตุใดภิกษุหนุ่มจึงประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ได้ตลอดชีวิต ท่านตอบตามสามข้อที่พระพุทธเจ้าทรงสอน คือ ตั้งจิตดุจมารดาพี่น้องสาวธิดาต่อสตรี, พิจารณากายเป็นของไม่งามด้วยอาการ ๓๒, และสำรวมอินทรีย์ทั้งหกไม่ถือนิมิตอนุพยัญชนะ พระเจ้าอุเทนทรงเห็นด้วยและเล่าประสบการณ์ตนเองว่าเมื่อไม่สำรวมกายวาจาใจ ราคะย่อมครอบงำ แล้วทรงประกาศตนเป็นอุบาสก เนื้อหาต่อเนื่องไปถึงอรรถกถาที่เล่าประวัติท่านปิณโฑลภารทวาชะ ยังไม่จบในหน้านี้
- หน้า ๒๓๕–๒๓๘ อรรถกถาภารทวาชสูตรที่ ๔ เรื่องพระปิณโฑลภารทวาชะกับพระเจ้าอุเทนและรังมดแดง อธิบายว่าพระปิณโฑลภารทวาชะเดิมเป็นพราหมณ์ยากจนบวชเพื่อหวังอาหาร แต่ภายหลังบรรลุอรหัตต์ เล่าเรื่องขณะท่านนั่งพักในพระราชอุทยาน หญิงบำเรอของพระเจ้าอุเทนพากันมาฟังธรรมขณะพระราชาบรรทมหลับ เมื่อตื่นทรงกริ้วจะเอามดแดงทำร้ายพระเถระแต่รังมดแดงหล่นใส่พระองค์เอง ภายหลังทรงสำนึกและเสด็จไปสดับธรรมจนเลื่อมใส พร้อมไขความหมายศัพท์ต่างๆในสูตร
- หน้า ๒๓๙ โสณสูตรที่ ๕ ว่าด้วยเหตุปัจจัยที่สัตว์ปรินิพพานหรือไม่ปรินิพพาน (สูตรสั้น) บุตรคฤหบดีชื่อโสณะทูลถามพระพุทธเจ้าที่กรุงราชคฤห์เรื่องเดียวกับสูตรก่อนหน้าคือเหตุที่สัตว์ปรินิพพานหรือไม่ปรินิพพานในปัจจุบัน พระองค์ตรัสตอบโดยอ้างอิงถึงคำตอบเดิมในสูตรที่ ๑ (ข้อ ๑๙๑-๑๙๒) ไม่มีเนื้อความใหม่ อรรถกถาระบุว่าเข้าใจง่ายไม่ต้องอธิบายเพิ่ม
- หน้า ๒๔๐–๒๔๑ โฆสิตสูตรที่ ๖ ว่าด้วยความแตกต่างแห่งธาตุที่ทำให้เกิดเวทนาต่างกัน โฆสิตคฤหบดีถามพระอานนท์ที่โฆสิตารามว่าความแตกต่างแห่งธาตุคืออะไร พระอานนท์อธิบายว่าเมื่อจักขุธาตุกระทบรูปที่น่าพอใจย่อมเกิดสุขเวทนา กระทบรูปไม่น่าพอใจย่อมเกิดทุกขเวทนา กระทบรูปกลางๆย่อมเกิดอุเบกขาเวทนา เช่นเดียวกันในทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจ อรรถกถาขยายความว่านี่คือการแสดงธาตุ ๒๓ ผ่านทวารทั้งหกและอารมณ์ วิญญาณ และขันธ์ที่เกิดร่วม
- หน้า ๒๔๒–๒๔๓ หาลิททกานิสูตรที่ ๗ ว่าด้วยความต่างแห่งผัสสะเป็นเหตุให้เวทนาต่างกัน หาลิททกานิคฤหบดีถามพระมหากัจจายนะในแคว้นอวันตีว่า ความต่างแห่งผัสสะเกิดจากความต่างแห่งธาตุ และความต่างแห่งเวทนาเกิดจากความต่างแห่งผัสสะได้อย่างไร ท่านอธิบายว่าเมื่อภิกษุเห็นรูปแล้วรู้ชัดว่าน่าพอใจหรือไม่น่าพอใจหรือเฉยๆ ผัสสะและวิญญาณที่ต่างกันนั้นเองเป็นเหตุให้เกิดสุข ทุกข์ หรืออุเบกขาเวทนาตามลำดับ เช่นเดียวกันในอายตนะอื่นๆ
- หน้า ๒๔๔ นกุลปิตุสูตรที่ ๘ ว่าด้วยเหตุปัจจัยที่สัตว์ปรินิพพานหรือไม่ปรินิพพาน (สูตรอ้างอิง) นกุลบิดาคฤหบดีทูลถามพระพุทธเจ้าที่เภสกฬาวันเรื่องเดียวกับสูตรก่อนๆ คือเหตุปัจจัยที่สัตว์ปรินิพพานหรือไม่ปรินิพพานในปัจจุบัน คำตอบอ้างอิงถึงเนื้อความในสูตรที่ ๑ ทั้งสองตอน ไม่มีเนื้อความใหม่ อรรถกถาระบุว่าเข้าใจง่ายไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม
- หน้า ๒๔๕–๒๔๙ โลหิจจสูตรที่ ๙ พระมหากัจจายนะแสดงธรรมแก่มาณพหาฟืนและโลหิจจพราหมณ์ มาณพศิษย์โลหิจจพราหมณ์เที่ยวเล่นเสียงดังล้อเลียนพระที่กุฏีพระมหากัจจายนะว่าเป็นคนวรรณะต่ำ ท่านจึงแสดงคาถาว่าความประเสริฐอยู่ที่ศีลและการสำรวมทวารมิใช่ชาติกำเนิด มาณพโกรธไปฟ้องอาจารย์ โลหิจจพราหมณ์จึงมาถามเองจนเข้าใจความหมายของผู้มีทวารคุ้มครองและไม่คุ้มครอง แล้วเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๒๕๐–๒๕๓ อรรถกถาโลหิจจสูตรที่ ๙ ไขความศัพท์และคติความเชื่อเรื่องวรรณะของพราหมณ์ อธิบายศัพท์ต่างๆในสูตร เช่น มาณพหมายรวมถึงศิษย์แก่ อธิบายความเชื่อของพราหมณ์ยุคนั้นว่าพราหมณ์เกิดจากปากพรหม กษัตริย์จากอก แพศย์จากสะดือ ศูทรจากเข่า และสมณะเกิดจากหลังเท้าพรหม อธิบายความหมายคาถาที่พระมหากัจจายนะแสดงเรื่องศีลของพราหมณ์เก่าเทียบกับความหลงวรรณะของพราหมณ์ปัจจุบัน และอธิบายคำว่าเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ
- หน้า ๒๕๔–๒๕๗ เวรหัญจานีสูตรที่ ๑๐ พระอุทายีแสดงธรรมเรื่องเหตุบัญญัติสุขทุกข์แก่พราหมณี มาณพศิษย์พราหมณีเวรหัญจานีนิมนต์พระอุทายีมาฉันภัตตาหารสองครั้ง ครั้งแรกพราหมณีนั่งบนอาสนะสูงคลุมศีรษะขอให้แสดงธรรม ท่านไม่แสดงเพราะไม่เป็นการแสดงความเคารพธรรม ครั้งที่สองพราหมณีนั่งอาสนะต่ำเปิดศีรษะแล้วถามว่าเหตุใดพระอรหันต์จึงบัญญัติสุขทุกข์ ท่านตอบว่าเพราะมีจักษุเป็นต้นจึงบัญญัติได้ พราหมณีเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ จบวรรคที่ ๓
- หน้า ๒๕๘–๒๕๙ เทวทหสูตรที่ ๑ เริ่มเทวทหวรรค ว่าด้วยภิกษุที่ควรและไม่ควรไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖ พระพุทธเจ้าตรัสที่นิคมเทวทหะว่า พระอรหันต์ผู้สิ้นกิจแล้วไม่จำเป็นต้องทำกิจด้วยความไม่ประมาทในอายตนะทั้งหกอีก เพราะทำเสร็จแล้ว ส่วนพระเสขะผู้ยังไม่บรรลุอรหัตต์ยังต้องไม่ประมาทในอายตนะทั้งหก เพราะเมื่อกระทบอารมณ์ที่น่าและไม่น่ายินดีแล้วไม่ยึดจิต ความเพียรและสติจึงตั้งมั่น กายและจิตจึงสงบเป็นสมาธิได้
- หน้า ๒๖๐–๒๖๒ ขณสูตรที่ ๒ ว่าด้วยนรกและสวรรค์ชื่อผัสสายตนิกะ ๖ และคุณค่าของความเป็นมนุษย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงเห็นนรกและสวรรค์ที่เรียกว่าผัสสายตนิกะ ๖ ในนรกสัตว์รับรู้อารมณ์ทางทวารทั้งหกแต่ล้วนไม่น่าปรารถนา ในสวรรค์รับรู้แต่อารมณ์น่าปรารถนาโดยส่วนเดียว ตรัสว่าภิกษุทั้งหลายโชคดีที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ซึ่งมีทั้งสุขทุกข์ระคนกัน จึงเป็นภูมิที่เหมาะแก่การประพฤติพรหมจรรย์ อรรถกถาขยายว่านรกมีทุกข์ล้วนและสวรรค์มีสุขล้วนจึงไม่เอื้อต่อการเจริญมรรค
- หน้า ๒๖๓–๒๖๖ ปฐมรูปารามสูตรที่ ๓ เทวดามนุษย์ยินดีในรูปจึงเป็นทุกข์ ตถาคตไม่ยินดีจึงเป็นสุข พระพุทธเจ้าตรัสว่าเทวดาและมนุษย์ยินดีเพลิดเพลินในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ เมื่อสิ่งเหล่านั้นแปรปรวนดับไปจึงเป็นทุกข์ ส่วนตถาคตรู้แจ้งคุณโทษและทางออกจึงไม่ยินดี จึงอยู่เป็นสุข พร้อมตรัสคาถาอันโด่งดังว่าสิ่งที่ชาวโลกเห็นเป็นสุขพระอริยะเห็นเป็นทุกข์ สิ่งที่ชาวโลกเห็นเป็นทุกข์พระอริยะเห็นเป็นสุข เพราะนิพพานเป็นธรรมที่รู้เห็นได้ยากสำหรับผู้ถูกกิเลสครอบงำ
- หน้า ๒๖๗–๒๗๔ ทุติยรูปารามสูตรถึงทุติยเหตุพาหิรสูตร (๔-๑๐) ว่าด้วยอายตนะไม่ใช่ของตนและเป็นไตรลักษณ์ จบเทวทหวรรค กลุ่มสูตรสั้นเจ็ดสูตรสอนเรื่องเดียวกันในหลายแง่มุม คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสธรรมารมณ์ ล้วนไม่ใช่ของเราจึงควรละ เปรียบดังหญ้าไม้ในเชตวันที่ไม่ใช่ตัวตนของภิกษุ และล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เพราะเกิดจากเหตุปัจจัยที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาเช่นกัน ผู้เห็นแจ้งดังนี้ย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจนหลุดพ้น จบเทวทหวรรคที่ ๔
- หน้า ๒๗๕–๒๗๗ กรรมสูตรที่ ๑ เริ่มนวปุราณวรรค ว่าด้วยกรรมเก่ากรรมใหม่และมรรคดับกรรม พระพุทธเจ้าทรงแสดงกรรมเก่าคืออายตนะภายในหกอย่าง (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ซึ่งเกิดจากเจตนาในอดีตเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา ส่วนกรรมใหม่คือกรรมที่ทำทางกายวาจาใจในปัจจุบัน ความดับแห่งกรรมคือนิโรธที่ถูกต้องวิมุตติเมื่อกายวจีมโนกรรมดับ และปฏิปทาให้ถึงความดับกรรมคืออริยมรรคมีองค์แปด ทรงเตือนให้ภิกษุเจริญเพียรไม่ประมาทในที่สงบ
- หน้า ๒๗๘–๒๘๑ ปฐมถึงจตุตถสัปปายสูตร (๒-๕) ว่าด้วยปฏิปทาที่เป็นสัปปายะแก่นิพพาน กลุ่มสี่สูตรสอนปฏิปทาอันเป็นสัปปายะเกื้อกูลแก่นิพพานในสามลักษณะคือ เห็นอายตนะภายในภายนอกวิญญาณผัสสะและเวทนาว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา สูตรที่สี่ใช้วิธีถาม-ตอบกับภิกษุทั้งหลายให้ยืนยันด้วยตนเองทีละขั้นว่าตาไม่เที่ยงจึงเป็นทุกข์จึงไม่ควรยึดว่าเป็นของเราจนนำไปสู่ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและหลุดพ้น อรรถกถาสรุปว่าทั้งสี่สูตรแสดงมรรคพร้อมวิปัสสนาตามลำดับ
- หน้า ๒๘๒–๒๘๓ อนันเตวาสิกานาจริยสูตรที่ ๖ ว่าด้วยภิกษุมีศิษย์มีอาจารย์ (กิเลส) ในตัวจึงเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาว่าภิกษุที่มีอกุศลธรรมเกิดขึ้นเพราะเห็นรูปฟังเสียงเป็นต้นแล้วสะสมอยู่ภายในและครอบงำใจ ชื่อว่าเป็นผู้มีอันเตวาสิกและมีอาจารย์ (คือกิเลสนั้นเอง) ย่อมอยู่เป็นทุกข์ไม่สำราญ ส่วนภิกษุที่อกุศลธรรมไม่เกิดหรือเกิดแล้วไม่ครอบงำ ชื่อว่าไม่มีอันเตวาสิกไม่มีอาจารย์ ย่อมอยู่เป็นสุขสำราญ
- หน้า ๒๘๔–๒๘๕ ติตถิยสูตรที่ ๗ วิธีตอบนักบวชนอกศาสนาที่ถามจุดประสงค์การประพฤติพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าทรงสอนภิกษุให้ตอบปริพาชกอัญญเดียรถีย์ที่ถามว่าประพฤติพรหมจรรย์เพื่ออะไร ว่าเพื่อกำหนดรู้ทุกข์ อันได้แก่ทุกข์คือตา รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส และเวทนาที่เกิดจากผัสสะทางตาหูจมูกลิ้นกายใจทั้งหมด อรรถกถาอธิบายคำว่าอันเตวาสิกและอาจารย์ในสูตรก่อนว่าหมายถึงกิเลสภายในและภายนอกตามลำดับ
- หน้า ๒๘๖–๒๘๙ ปริยายสูตรที่ ๘ ว่าด้วยการพยากรณ์อรหัตตผลด้วยปัญญาไม่ใช่ด้วยศรัทธา พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุพยากรณ์อรหัตตผลของตนได้โดยไม่ต้องอาศัยความเชื่อผู้อื่น ความชอบใจ การฟังต่อกันมา การนึกเดาตามเหตุ หรือความเห็นของตนเอง แต่รู้ได้ด้วยปัญญาที่เห็นเองว่าราคะโทสะโมหะมีอยู่หรือไม่มีอยู่ในตนขณะเห็นรูปได้ยินเสียงเป็นต้น อรรถกถาอธิบายรายละเอียดฐานะทั้งห้าที่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์ และยืนยันว่าต้องรู้ด้วยญาณของตนเองเท่านั้น
- หน้า ๒๙๐–๒๙๑ อินทริยสูตรที่ ๙ และธรรมกถิกสูตรที่ ๑๐ ว่าด้วยผู้สมบูรณ์อินทรีย์และผู้เป็นธรรมกถึก จบนวปุราณวรรค ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามความหมายของผู้ถึงพร้อมด้วยอินทรีย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือผู้พิจารณาเห็นความเกิดดับในอินทรีย์ทั้งหกจนเบื่อหน่ายคลายกำหนัดหลุดพ้น อีกรูปหนึ่งถามความหมายของธรรมกถึก ตรัสว่าผู้แสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดดับตาและใจเป็นต้นชื่อว่าธรรมกถึก ผู้ปฏิบัติตามนั้นชื่อว่าปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ผู้หลุดพ้นแล้วชื่อว่าบรรลุนิพพานในปัจจุบัน จบนวปุราณวรรคที่ ๕
- หน้า ๒๙๒ อินทริยสูตรและธรรมกถิกสูตร: ความหมายของผู้ถึงพร้อมด้วยอินทรีย์และผู้เป็นธรรมกถึกที่แท้จริง ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามความหมายของคำว่าภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยอินทรีย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือผู้พิจารณาเห็นความเกิดดับของอินทรีย์ทั้ง ๖ จนเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้น และรู้ชัดว่าหลุดพ้นแล้ว จากนั้นมีภิกษุอีกรูปทูลถามความหมายของธรรมกถึก ทรงตอบว่าผู้แสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดดับอายตนะ ชื่อว่าธรรมกถึก ผู้ปฏิบัติตามชื่อว่าปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ผู้หลุดพ้นแล้วชื่อว่าบรรลุนิพพานในปัจจุบัน ปิดท้ายด้วยการจบนวปุราณวรรคที่ ๕ และตติยปัณณาสก์
- หน้า ๒๙๓–๒๙๖ จตุตถปัณณาสก์ นันทิขยวรรค: ปฐม-จตุตถนันทิขยสูตร ว่าด้วยความสิ้นไปแห่งความเพลิดเพลินและราคะ เริ่มปัณณาสก์ที่ ๔ ด้วยนันทิขยวรรค มีสูตรสั้น ๔ สูตรสอนหลักเดียวกันคือ เมื่อภิกษุเห็นอายตนะภายในและภายนอก (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) ว่าไม่เที่ยงตามความเป็นจริง จะเกิดความเห็นชอบ เบื่อหน่าย ราคะและความเพลิดเพลิน(นันทิ)สิ้นไปพร้อมกัน จิตจึงหลุดพ้นดีแล้ว อรรถกถาอธิบายว่านันทิกับราคะมีอรรถอย่างเดียวกัน
- หน้า ๒๙๗–๒๙๘ ปฐม-ทุติยชีวกัมพวนสูตร: เจริญสมาธิและหลีกเร้นเพียรเพื่อเห็นสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริง ณ ชีวกัมพวัน กรุงราชคฤห์ พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุให้เจริญสมาธิ (สูตรที่๑) และหลีกเร้นบำเพ็ญเพียร (สูตรที่๒) เพราะเมื่อจิตตั้งมั่นหรือเมื่อหลีกเร้นอยู่ สิ่งทั้งปวงคืออายตนะภายในภายนอกและเวทนาที่เกิดจากสัมผัสจะปรากฏตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง อรรถกถาอธิบายว่าสูตรแรกตรัสแก่ภิกษุที่ยังบกพร่องด้านสมาธิ ส่วนสูตรที่สองตรัสแก่ผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้วแต่ยังขาดการหลีกเร้น
- หน้า ๒๙๙–๓๐๓ ปฐม-ตติยมหาโกฏฐิกสูตร: พระมหาโกฏฐิกะทูลขอธรรมโดยย่อ ทรงสอนให้ละความพอใจในสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ท่านพระมหาโกฏฐิกะทูลขอพระพุทธเจ้าแสดงธรรมโดยย่อเพื่อนำไปปฏิบัติอยู่ผู้เดียวอย่างไม่ประมาท พระองค์ตรัสสอนสามครั้งด้วยหลักเดียวกันว่า สิ่งใดไม่เที่ยง(สูตรที่๗) เป็นทุกข์(สูตรที่๘) หรือเป็นอนัตตา(สูตรที่๙) พึงละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย โดยไล่ทั่วอายตนะภายใน ๖ อารมณ์ วิญญาณ สัมผัส และเวทนาที่เกิดจากสัมผัสนั้นทั้งหมด อรรถกถาระบุว่าตรัสเฉพาะธรรมที่บ่มวิมุตติของพระเถระ
- หน้า ๓๐๔–๓๐๖ มิจฉาทิฏฐิสูตร สักกายทิฏฐิสูตร อัตตานุทิฏฐิสูตร: การรู้เห็นอายตนะตามจริงเป็นเหตุละมิจฉาทิฏฐิ ภิกษุทูลถามว่าบุคคลรู้เห็นอย่างไรจึงจะละมิจฉาทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ และอัตตานุทิฏฐิได้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบเป็นสามสูตรคล้ายกันว่า ต้องรู้เห็นอายตนะภายในทั้ง ๖ พร้อมอารมณ์ วิญญาณ สัมผัส และเวทนาที่เกิดขึ้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง(ละมิจฉาทิฏฐิ) เป็นทุกข์(ละสักกายทิฏฐิ) หรือเป็นอนัตตา(ละอัตตานุทิฏฐิ) ตามลำดับ ปิดท้ายด้วยการจบนันทิขยวรรคที่ ๑ พร้อมรายชื่อสูตรทั้ง ๑๒ สูตรในวรรคนี้
- หน้า ๓๐๗–๓๓๗ สัฏฐิเปยยาลวรรคที่ ๒: ๖๐ สูตรสั้นสอนละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะในอายตนะทั้งหมดโดยกาลทั้งสาม วรรคนี้ประกอบด้วยพระสูตรสั้นมาก ๖๐ สูตรเรียงต่อกันเป็นชุดซ้ำแบบเปยยาล สอนหลักเดียวกันซ้ำหลายมุมว่า พึงละฉันทะ ราคะ และฉันทราคะ ในอายตนะภายในและภายนอกทั้ง ๖ คู่ ไม่ว่าจะเป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน และไม่ว่าจะพิจารณาโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตา อรรถกถาอธิบายว่าแต่ละสูตรตรัสเจาะจงตามอัธยาศัยของบุคคลต่างกัน และเมื่อจบแต่ละสูตรมีภิกษุบรรลุพระอรหัตสูตรละ ๖๐ รูป
- หน้า ๓๓๘–๓๔๒ สมุททวรรคที่ ๓ ปฐม-ทุติยสมุททสูตร: อุปมาอายตนะภายในเป็นสมุทรที่ต้องข้ามให้พ้น พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าสมุทรแท้จริงในวินัยพระอริยะไม่ใช่ห้วงน้ำใหญ่ แต่คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งมีกำลังเกิดจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ที่น่าใคร่น่าพอใจ ผู้ใดอดกลั้นกำลังแห่งอารมณ์นั้นได้ ชื่อว่าข้ามสมุทรที่มีคลื่น น้ำวน สัตว์ร้าย ผีเสื้อน้ำ ถึงฝั่งคือนิพพาน สูตรที่๒ย้ำภาพเดียวกัน สรุปว่าสัตว์โลกจมอยู่ในสมุทรนี้ยุ่งเหยิงดุจด้ายช่างหูก มีเพียงผู้คลายราคะโทสะโมหะข้ามพ้นได้ อรรถกถาขยายความอุปมาคลื่น วังวน สัตว์ร้าย ผีเสื้อน้ำเทียบกิเลส
- หน้า ๓๔๓–๓๔๔ พาลิสิกสูตร: อุปมาอายตนะทั้ง ๖ เป็นเบ็ด ๖ ชนิดของมาร พระพุทธเจ้าทรงเปรียบรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์อันน่าใคร่น่าพอใจว่าเป็นเบ็ด ๖ ชนิดที่มารหย่อนไว้ล่อสัตว์ ดุจพรานเบ็ดหย่อนเบ็ดมีเหยื่อในห้วงน้ำ ภิกษุที่เพลิดเพลินสรรเสริญหมกมุ่นในอารมณ์เหล่านี้ชื่อว่ากลืนกินเบ็ดของมาร ถึงความวิบัติพินาศ ถูกมารทำได้ตามใจ ส่วนภิกษุที่ไม่เพลิดเพลินไม่หมกมุ่น ชื่อว่าทำลายเบ็ด ตัดเบ็ดได้ ไม่ตกอยู่ในอำนาจของมาร
- หน้า ๓๔๕–๓๔๘ ขีรรุกขสูตร: อุปมากิเลสเหมือนยางไม้ที่ยังไม่ถูกตัด พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุหรือภิกษุณีที่ยังไม่ละราคะ โทสะ โมหะในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ แม้อารมณ์เพียงเล็กน้อยมาปรากฏก็ยังครอบงำจิตได้ เปรียบเหมือนต้นไม้มียาง(ต้นโพธิ์ ไทร กร่าง มะเดื่อ)ที่ยังสดอยู่ แม้ฟันเพียงเล็กน้อยยางก็ไหลออก ส่วนผู้ละกิเลสได้แล้ว แม้อารมณ์ใหญ่มาปรากฏก็ครอบงำจิตไม่ได้ เหมือนต้นไม้แห้งผุที่ฟันแล้วไม่มียางไหลออกมา
- หน้า ๓๔๙–๓๕๒ โกฏฐิกสูตร ว่าด้วยปัญหาของพระมหาโกฏฐิกะ เรื่องสังโยชน์ พระมหาโกฏฐิกะถามพระสารีบุตรว่าตากับรูป (และอายตนะคู่อื่นๆ) ต่างเป็นสังโยชน์ผูกกันเองหรือไม่ พระสารีบุตรตอบว่าไม่ใช่ แต่ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยทั้งสองต่างหากที่เป็นสังโยชน์ผูกไว้ เปรียบเหมือนโคดำโคขาวผูกติดกันด้วยเชือก ไม่ใช่โคตัวหนึ่งผูกอีกตัวหนึ่ง และยกตัวอย่างพระพุทธเจ้าเองที่มีอายตนะครบแต่ไม่มีฉันทราคะ จึงมีจิตหลุดพ้น
- หน้า ๓๕๓–๓๕๖ กามภูสูตรและอุทายีสูตร ว่าด้วยสังโยชน์และวิญญาณอนัตตา พระกามภูถามพระอานนท์ในทำนองเดียวกับสูตรก่อน ได้คำตอบเดียวกัน (สังโยชน์คือฉันทราคะที่อาศัยอายตนะคู่เกิดขึ้น) จากนั้นพระอุทายีถามพระอานนท์ว่าวิญญาณเป็นอนัตตาได้อย่างไร พระอานนท์อธิบายว่าวิญญาณเกิดจากเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยดับ วิญญาณก็ไม่ปรากฏ เปรียบเหมือนหาแก่นในต้นกล้วยไม่พบฉันใด ก็หาตัวตนในผัสสายตนะ ๖ ไม่พบฉันนั้น
- หน้า ๓๕๗–๓๖๓ อาทิตตปริยายสูตร ว่าด้วยโทษของการถือนิมิตในอารมณ์ทั้งหก พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าการแทงตาด้วยหลาวเหล็กร้อน หรือทำลายอินทรีย์อื่นๆ ด้วยของมีคมที่ร้อนจัด ยังดีกว่าการถือนิมิตอนุพยัญชนะในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ เพราะการถือนิมิตอาจนำไปสู่นรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรฉานเมื่อตายขณะจิตเศร้าหมอง ทรงสอนให้อริยสาวกพิจารณาความไม่เที่ยงของอายตนะแทน จนเบื่อหน่ายคลายกำหนัดหลุดพ้น อรรถกถาอธิบายศัพท์นิมิตและอนุพยัญชนะโดยละเอียด
- หน้า ๓๖๔–๓๖๖ หัตถปาทปัพพสูตรที่ ๑-๒ ว่าด้วยอายตนะเปรียบกับมือเท้า พระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่า เมื่อมีมือมีเท้ามีข้อต่อมีท้อง การจับวาง ก้าวเดิน คู้เหยียด หิวกระหายจึงปรากฏ ฉันใด เมื่อมีตาหูจมูกลิ้นกายใจ สุขทุกข์อันเป็นภายในจึงเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ฉันนั้น หากไม่มีอายตนะเหล่านั้น สุขทุกข์ก็ไม่เกิด จบวรรคที่ ๓ (สมุททวรรค) พร้อมสรุปรายชื่อสูตรทั้ง ๑๐ ในวรรค
- หน้า ๓๖๗–๓๙๓ อาสีวิสสูตร ว่าด้วยอสรพิษ ๔ จำพวก อุปมาการหลุดพ้นจากวัฏฏะ พระพุทธเจ้าทรงเล่าอุปมาบุรุษผู้หนีอสรพิษ ๔ ตัว เพชฌฆาต ๕ คน เพชฌฆาตสอดแนมคนที่ ๖ โจรผู้ฆ่าชาวบ้าน ๖ คน แล้วข้ามห้วงน้ำใหญ่ด้วยแพหญ้าไปสู่ฝั่งปลอดภัยเป็นพราหมณ์ ทรงเฉลยว่าอสรพิษคือมหาภูตรูป ๔ เพชฌฆาต ๕ คือขันธ์ ๕ เพชฌฆาตคนที่ ๖ คือนันทิราคะ บ้านร้างคืออายตนะภายใน ๖ โจร ๖ คืออายตนะภายนอก ๖ ห้วงน้ำคือโอฆะ ๔ ฝั่งโน้นคือนิพพาน แพคืออริยมรรคมีองค์ ๘ พราหมณ์คือพระอรหันต์ อรรถกถาขยายความอสรพิษ ๔ ชนิดอย่างพิสดารและอธิบายกรรมฐานตามอุปมานี้จนถึงพระอรหัตอย่างละเอียด
- หน้า ๓๙๔–๓๙๙ รถสูตร ว่าด้วยธรรม ๓ ประการ (คุ้มครองทวาร รู้ประมาณในโภชนะ ตื่นอยู่) พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๓ ประการที่ทำให้ภิกษุมากด้วยสุขโสมนัสและปรารภเหตุสิ้นอาสวะ คือ คุ้มครองทวารอินทรีย์ (ไม่ถือนิมิตอนุพยัญชนะ) เปรียบเหมือนสารถีฝึกม้าเก่ง รู้ประมาณในการบริโภคอาหาร (ไม่บริโภคเพื่อเล่นหรือประดับ) และประกอบความเพียรตื่นอยู่ทั้งวันทั้งคืน อรรถกถาเล่านิทานสามเณรวัย ๗ ขวบผู้รู้ประมาณในการรับจนพระเจ้าติสสะทรงเลื่อมใส และเรื่องอุบาสกติสสะผู้รักษาศีลไม่ยอมฆ่าไก่แม้ถูกขู่ประหารชีวิต
- หน้า ๔๐๐–๔๐๕ อรรถกถารถสูตร (ต่อ) เรื่องพระราชากับนกกระทา และการนอนแบบสีหะ เล่าเรื่องพระเจ้าติสสมหาราชทรงอดกลั้นความอยากเสวยเนื้อนกกระทาถึง ๓ ปีเพราะเกรงจะมีการฆ่าสัตว์เพื่อพระองค์ จนทรงประชวรน้ำหนวก แล้วทรงทดลองอุบาสกและสามเณรผู้รู้ประมาณในการรับ จนทรงเลื่อมใสถวายภัตตาหารมากมาย จากนั้นอรรถกถาอธิบายการนอน ๔ แบบ (ผู้บริโภคกาม เปรต สีหะ ตถาคต) โดยเน้นการนอนแบบสีหะ (ตะแคงขวา มีสติสัมปชัญญะ) ว่าเป็นอิริยาบถอันประเสริฐของภิกษุผู้บำเพ็ญเพียร
- หน้า ๔๐๖ การนอน ๔ แบบและอานิสงส์การนอนอย่างราชสีห์ จบอรรถกถารถสูตรที่ ๒ อธิบายการนอน ๔ แบบ คือของผู้บริโภคกาม (นอนตะแคงซ้าย) ของเปรต (นอนหงาย) ของราชสีห์ (นอนตะแคงขวาสอดหางในหว่างขาอย่างสง่างามและตื่นอย่างรวดเร็ว) และของพระตถาคต (นอนในจตุตถฌาน) เน้นว่าท่านอนแบบราชสีห์เป็นท่าสูงสุด และภิกษุผู้มีสติสัมปชัญญะในการนอนคือไม่ละกรรมฐานตลอดทุกอิริยาบถก่อนหลับและขณะตื่น จบอรรถกถารถสูตรที่ ๒
- หน้า ๔๐๗–๔๐๘ กุมมสูตรที่ ๓ ว่าด้วยการคุ้มครองทวารในอินทรีย์ (อุปมาเต่ากับสุนัขจิ้งจอก) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเต่าที่หดอวัยวะทั้ง ๕ เข้ากระดองจนสุนัขจิ้งจอกหมดโอกาสทำร้าย กับภิกษุผู้สำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ ย่อมพ้นจากโอกาสของมารผู้คอยจ้องหาช่องทางจักษุ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พร้อมอรรถกถาอธิบายศัพท์ เปรียบมโนวิตกที่ตั้งมั่นไม่อิงอาศัยตัณหาและทิฏฐิ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เหมือนเต่าไม่ให้โอกาสแก่สุนัขจิ้งจอก
- หน้า ๔๐๙–๔๑๑ ปฐมทารุขันธสูตรที่ ๔ อุปมาท่อนไม้ลอยน้ำกับการท่องเที่ยวในสังสารวัฏ พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรท่อนไม้ลอยน้ำในแม่น้ำคงคา ตรัสอุปมาว่าหากไม่เข้าฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ไม่จมกลางน้ำ ไม่เกยบก ไม่ถูกมนุษย์หรืออมนุษย์จับ ไม่ติดวังวน ไม่เน่าใน ก็จะลอยถึงทะเลได้ฉันใด ภิกษุผู้ไม่ติดอายตนะภายในภายนอกก็ย่อมถึงนิพพานได้ฉันนั้น ปิดท้ายด้วยเรื่องนายนันทโคบาลผู้ฟังธรรมแล้วขอบวชและบรรลุอรหัตต์อย่างรวดเร็ว
- หน้า ๔๑๒–๔๑๔ อรรถกถาปฐมทารุขันธสูตรที่ ๔ พรรณนาท่อนไม้ ๘ ลักษณะที่ไม่งดงามในสาคร อรรถกถาพรรณนาลักษณะท่อนไม้ ๘ แบบที่แม้ลอยลงสู่แม่น้ำคงคาแล้วก็ไม่อาจงดงามในมหาสมุทรได้ เช่น ต้นไม้เกิดไกลแม่น้ำถูกปลวกกัดตาย ต้นไม้มีรากนอกกิ่งในฝั่ง ต้นไม้กลางน้ำที่รากมั่นคง ต้นไม้ถูกทรายกลบจนเน่า ต้นไม้เกิดในซอกหิน ต้นไม้กลางแจ้งที่เปียกน้ำเป็นครั้งคราว เตรียมความไว้เปรียบเทียบกับบุคคล ๘ จำพวกที่ไม่บรรลุนิพพานในตอนถัดไป
- หน้า ๔๑๕–๔๒๐ เทียบอุปมาท่อนไม้กับบุคคล ๘ จำพวกที่ไม่บรรลุนิพพาน เทียบเคียงอุปมาท่อนไม้กับบุคคลที่ไม่บรรลุนิพพาน ได้แก่ ผู้มีมิจฉาทิฏฐิ ภิกษุที่ตัดใจจากคฤหัสถ์ไม่ขาดจนกลายเป็น "สมณกุฎุมพี" หาทรัพย์เลี้ยงชีพ ภิกษุที่บวชผิดที่จนขาดอาชีวะเอาทรัพย์สงฆ์มาปรนเปรอตน และภิกษุเกียจคร้านกินจุที่ถูกนิวรณ์ ๕ ครอบงำ เล่าเป็นบทสนทนาที่นิวรณ์แต่ละตัวผลัดกันเข้าครอบงำอย่างมีชีวิตชีวา รวมถึงภิกษุมีทิฏฐิดิ่งเหมือนพระอริฏฐะและสามเณรกัณฐกะ
- หน้า ๔๒๑–๔๒๖ เรื่องภิกษุแก่ผู้ไม่รู้ธรรมและภิกษุหนุ่มเสียงไพเราะติดลาภสักการะ เล่าเรื่องภิกษุบวชเมื่อแก่อยู่ชนบทปลายแดนที่ไม่รู้ธรรมแม้แต่งวินัยเป็นเลศจนชาวบ้านหลงศรัทธาสร้างวัดถวาย และเรื่องภิกษุหนุ่มเสียงไพเราะที่ถูกคณะภิกษุชวนไปเรียนกรรมฐานแต่ผัดผ่อนไม่ไปเพราะเสียดายลาภสักการะ ภายหลังกลายเป็นผู้บริหารทรัพย์สินวัด แย่งชิงลาภจากวัดเก่าจนวุ่นวายทั่วทั้งวิหาร แสดงบุคคลที่ติดลาภสักการะจนไม่อาจบรรลุนิพพานเพราะ "นอนขวางในพระศาสนา"
- หน้า ๔๒๗–๔๓๐ อธิบายศัพท์นันทิราคะ อัสมิมานะ กามคุณ ๕ และจบอรรถกถาปฐมทารุขันธสูตร อธิบายศัพท์ในอุปมาท่อนไม้ต่อ เช่น ฝั่งนี้-ฝั่งโน้นคืออายตนะภายใน-ภายนอก จมกลางคือนันทิราคะ เกยบกคืออัสมิมานะ วังวนคือกามคุณ ๕ ความเน่าในคือภิกษุทุศีลที่ปฏิญาณตนเป็นสมณะทั้งที่ไม่บริสุทธิ์ ปิดท้ายด้วยเรื่องนายนันทโคบาลผู้ทูลขอบวชหลังฟังธรรมจบและมอบฝูงโคคืนเจ้าของก่อนบวช จบอรรถกถาปฐมทารุขันธสูตรที่ ๔
- หน้า ๔๓๑ ทุติยทารุขันธสูตรที่ ๕ (แสดงแก่พระกิมมิละ) และอรรถกถา พระพุทธเจ้าประทับใกล้เมืองกิมมิละ ทรงแสดงอุปมาท่อนไม้ลอยน้ำแก่พระกิมมิละเช่นเดียวกับสูตรก่อน โดยเพิ่มนิยามความเป็นผู้เน่าในว่าคือภิกษุที่ต้องอาบัติเศร้าหมองแล้วไม่ปรากฏการออกจากอาบัตินั้น พร้อมอรรถกถาอธิบายศัพท์อาบัติเศร้าหมองและวิธีออกจากอาบัติด้วยปริวาส มานัต และอัพภาน
- หน้า ๔๓๒–๔๓๗ อวัสสุตสูตรที่ ๖: เจ้าศากยะถวายสัณฐาคารใหม่ และพระโมคคัลลานะแสดงอวัสสุตปริยาย เจ้าศากยะกรุงกบิลพัสดุ์สร้างสัณฐาคารใหม่ ทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงใช้ก่อน พระองค์เสด็จแสดงธรรมตลอดคืนแล้วให้พระมหาโมคคัลลานะแสดงอวัสสุตปริยาย คือภิกษุผู้มีใจชุ่มด้วยกามยึดติดอารมณ์ทั้ง ๖ ทำให้มารได้ช่อง และอนวัสสุตปริยาย คือภิกษุผู้ไม่ยึดติดมารหาช่องไม่ได้ เหมือนไฟไม่อาจไหม้เรือนที่ฉาบดินแน่นหนา พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญธรรมเทศนานี้
- หน้า ๔๓๘–๔๔๒ อรรถกถาอวัสสุตปริยายสูตร: ที่มาคำว่าสัณฐาคารและการตกแต่งรับเสด็จ อธิบายที่มาของคำว่าสัณฐาคาร (ที่ประชุมว่าราชการของเจ้าศากยะ) และพรรณนาการตกแต่งสัณฐาคารอย่างวิจิตรด้วยเครื่องลาด อาสนะ ตุ่มน้ำหอม ประทีปน้ำมัน รวมถึงการประดับประดาทั่วกรุงกบิลพัสดุ์ ปัดกวาดถนนโยชน์หนึ่ง จุดประทีปทั่วเมือง เพื่อรับเสด็จพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์
- หน้า ๔๔๓–๔๔๗ พรรณนากระบวนเสด็จอันรุ่งโรจน์ของพระพุทธเจ้าเข้าสู่กรุงกบิลพัสดุ์ อรรถกถาพรรณนากระบวนเสด็จของพระพุทธเจ้าและหมู่ภิกษุสงฆ์เข้าสู่สัณฐาคารอย่างโอ่อ่างามวิจิตร บรรยายพระรัศมี พระวรกาย และพระอิริยาบถการเสด็จดำเนินอย่างพิสดารเปรียบด้วยพญาช้างฉัททันต์ พญาหงส์ธตรัฏฐ์ พระจันทร์เพ็ญท่ามกลางหมู่ดาว พร้อมคาถาพรรณนาพระคุณการเสด็จดำเนินอันงดงามของพระพุทธเจ้า
- หน้า ๔๔๘–๔๕๐ คาถาพรรณนาพระคุณต่อและอานิสงส์การถวายวิหาร พรรณนาพระพุทธคุณต่อจากคาถาโบราณาจารย์ กล่าวถึงพระผู้เป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึกประทับนั่งท่ามกลางหมู่ภิกษุ จากนั้นทรงแสดงธรรมีกถาเรื่องอานิสงส์การถวายวิหาร (เสนาสนะ) ว่าป้องกันร้อนหนาวสัตว์ร้ายงูยุง เอื้อต่อการเร้นอยู่เพ่งฌานและเจริญวิปัสสนา เป็นทานอันเลิศที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญ
- หน้า ๔๕๑–๔๕๓ เหตุที่ทรงส่งเจ้าศากยะกลับ อธิบายอาการปวดหลัง และจบอรรถกถาอวัสสุตสูตร อธิบายเหตุที่ทรงส่งเจ้าศากยะกลับหลังแสดงธรรมสามยามเพื่ออนุเคราะห์ทั้งเจ้าศากยะและภิกษุสงฆ์ และเหตุที่ทรงมีอาการปวดหลังว่ามิใช่เพราะโรคแต่เพื่อทรงใช้สอยสัณฐาคารครบทั้ง ๔ อิริยาบถ จากนั้นอธิบายศัพท์อวัสสุตปริยาย เช่น มาร โอตาระ นฬาคาร (เรือนไม้อ้อ) เปรียบกับอายตนะที่กิเลสเกิดง่ายหรือยาก จบอรรถกถาอวัสสุตปริยายสูตรที่ ๖
- หน้า ๔๕๔–๔๕๘ ทุกขธรรมสูตรที่ ๗: อุปมาหลุมถ่านเพลิงและป่าหนาม ว่าด้วยกามและสังวร ว่าด้วยภิกษุผู้รู้เหตุเกิดและความดับแห่งทุกขธรรม (ขันธ์ ๕) ตามจริง จึงเห็นกามเหมือนหลุมถ่านเพลิงที่ไม่มีใครยอมพลัดตกทั้งที่รู้ตัว และเห็นสิ่งอันน่ารักเป็นดังหนามในป่าที่ต้องระวังทุกด้าน อธิบายอสังวรและสังวร และยืนยันว่าภิกษุผู้จิตน้อมสู่วิเวกแล้วจะไม่มีวันหวนคืนสู่ฆราวาสได้อีก เปรียบดังแม่น้ำคงคาที่ไม่มีใครทำให้ไหลย้อนกลับได้
- หน้า ๔๕๙–๔๖๑ อรรถกถาทุกขธรรมสูตรที่ ๗: อธิบายศัพท์และกำลังของวิปัสสนา อรรถกถาอธิบายศัพท์ เช่น ทุกขธรรม (ขันธ์ที่เป็นเหตุแห่งทุกข์) อุปมาหลุมถ่านเพลิงและป่าหนามที่แสดงโทษของกาม และอธิบายว่าเหตุใดสติจึงเกิดขึ้นช้าในวาระจิตแรก แต่เมื่อเกิดแล้วชวนจิตฝ่ายสังวรจะแล่นเข้าข่มกิเลสได้ทันในวาระถัดมา แสดงให้เห็นกำลังของวิปัสสนาในการข่มกิเลสอย่างรวดเร็ว
- หน้า ๔๖๒ กิงสุกสูตรที่ ๘: ว่าด้วยเหตุเกิดและความดับแห่งผัสสายตนะ ๖ (เริ่มเรื่อง) เริ่มต้นกิงสุกสูตรที่ ๘ ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปถามภิกษุหลายรูปว่าทัศนะของภิกษุหมดจดดีด้วยเหตุเพียงไร ได้คำตอบต่างกันไป เช่น รู้ชัดเหตุเกิดและความดับแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามจริง และรู้ชัดเหตุเกิดและความดับแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ตามจริง แต่ภิกษุผู้ถามยังไม่พอใจคำตอบแต่ละคำ จึงเดินหน้าถามภิกษุรูปอื่นต่อไปเรื่อยๆ (เนื้อหาต่อเนื่องในหน้าถัดไป)
- หน้า ๔๖๓–๔๖๖ กิงสุกสูตรที่ ๘ - ทัศนะบริสุทธิ์ต่างกันตามฐานที่บรรลุ ภิกษุรูปหนึ่งถามภิกษุหลายรูปว่าทัศนะของภิกษุหมดจดด้วยเหตุใด แต่ละรูปตอบต่างกันตามฐานที่ตนบรรลุ (ผัสสายตนะ ขันธ์ อุปาทาน มหาภูตรูป หรือหลักอนิจจังทั่วไป) ทำให้ไม่พอใจจึงไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสอุปมาคนไม่เคยเห็นต้นทองกวาว ถามคนต่างกัน ๔ คนซึ่งเคยเห็นต้นทองกวาวในต่างฤดู จึงได้คำตอบต่างกันไปตามที่ตนเห็น แต่ทุกคำตอบถูกต้องตามที่ตนเห็นจริง จากนั้นตรัสอุปมาเมืองชายแดนมี ๖ ประตูและนายประตูคือสติ เพื่อแสดงเส้นทางสู่นิพพาน
- หน้า ๔๖๗–๔๗๗ อรรถกถากิงสุกสูตรที่ ๘ (ตอนต้น) - เรื่องเล่าอุปมาต้นทองกวาว อรรถกถาขยายความกิงสุกสูตร อธิบายว่าทัสสนะหมายถึงโสดาปัตติมรรคที่เห็นนิพพานครั้งแรกพร้อมละกิเลส แล้วเล่าเรื่องเต็มของอุปมาต้นทองกวาว คือชายเป็นวัณโรคจากหมู่บ้านต่างทิศ ๔ คนรักษาหายด้วยยาต้นทองกวาว แต่ชายคนที่ ๕ ไม่เคยเห็นต้นทองกวาว ถามคน ๔ คนได้คำตอบขัดแย้งกันเพราะแต่ละคนเห็นต้นทองกวาวคนละช่วงเวลา จนต้องไปถามแพทย์ผู้เป็นอาจารย์จึงหายสงสัย อรรถกถาเทียบแพทย์กับพระพุทธเจ้า และพระขีณาสพ ๔ ประเภทกับลูกศิษย์แพทย์ที่บรรลุทัสสนวิสุทธิด้วยอารมณ์กัมมัฏฐานต่างกัน
- หน้า ๔๗๘–๔๘๔ อรรถกถากิงสุกสูตรที่ ๘ (ตอนปลาย) - อุปมาเมืองชายแดนกับราชโอรสเกเร อรรถกถาขยายอุปมาเมืองชายแดนต่อจากกิงสุกสูตร เล่าเรื่องพระราชาส่งราชโอรสไปครองเมืองชายแดน แต่ราชโอรสคบมิตรชั่วจนกลายเป็นนักเลงสุรา ละเลยราชกิจ พระราชาจึงส่งอำมาตย์ผู้ฉลาดไปตักเตือนโดยขู่จะตัดพระเศียร ทำให้ราชโอรสยอมรับโองการและได้รับการอภิเษกใหม่ อรรถกถาเทียบนครกับกาย ประตู ๖ กับอายตนะ นายประตูกับสติ ราชทูตคู่กับสมถะ-วิปัสสนา ทางสามแพร่งกับหทยวัตถุ ถ้อยคำจริงกับนิพพาน และเส้นทางกลับกับอริยมรรคมีองค์ ๘ แสดงอริยสัจ ๔ โดยย่อ จบด้วยภิกษุผู้ถามบรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๔๘๕–๔๘๗ วีณาสูตรที่ ๙ - อุปมาเสียงพิณกับขันธ์ ๕ พระพุทธเจ้าสอนภิกษุภิกษุณีให้ห้ามจิตจากความพอใจกำหนัดขัดเคืองในอารมณ์ทั้ง ๖ ด้วยการพิจารณาว่าเป็นทางมีภัยมีหนาม เปรียบด้วยชาวนาที่ตีวัวขโมยกินข้าวกล้าจนเข็ดจำ แล้วทรงแสดงอุปมาเสียงพิณ พระราชาไม่เคยได้ยินเสียงพิณ อยากได้เสียงจึงให้นำพิณมาผ่าเป็นชิ้นๆ เผาเป็นเถ้าโปรยลมและลอยน้ำ แต่ไม่พบเสียงพิณอยู่ที่ใดเลย เพราะเสียงเกิดจากองค์ประกอบหลายอย่างรวมกัน เปรียบกับขันธ์ ๕ ที่เมื่อแสวงหาคติของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ไม่พบสิ่งใดที่จะยึดถือว่าเป็นเราหรือของเรา
- หน้า ๔๘๘–๔๙๗ อรรถกถาวีณาสูตรที่ ๙ - คติ ๕ อย่างของรูป อรรถกถาวีณาสูตรอธิบายศัพท์ฉันทะราคะโทสะปฏิฆะโมหะว่าครอบคลุมจิตอกุศล ๑๒ ดวง อธิบายรายละเอียดที่พระราชาทรงผ่าพิณและเผาหาเสียงไม่พบจนทรงตำหนิว่าพิณเป็นของเลวเหมือนหญิงประโลมโลก จากนั้นอธิบายว่าขันธ์ ๕ เปรียบดั่งพิณ พระโยคาวจรเปรียบดั่งพระราชาผู้แสวงหาแต่ไม่พบสิ่งที่ยึดถือได้ อธิบายคติ ๕ อย่างของรูป คือ การท่องเที่ยวในภพภูมิ สถานที่เกิด ลักษณะเฉพาะที่แตกดับ ความไม่มีภพ(นิพพาน) และความแตกต่างของรูป ปิดท้ายด้วยโศลกว่าสูตรนี้แสดงศีล สมาธิ และนิพพานตามลำดับ
- หน้า ๔๙๘–๕๐๐ ฉัปปาณสูตรที่ ๑๐ - อุปมาสัตว์ ๖ ชนิดผูกรวมกัน เปิดด้วยอุปมาคนตัวเป็นแผลเข้าป่าหญ้าคาย่อมเจ็บปวดมากกว่าปกติ เทียบกับภิกษุผู้ประพฤติไม่ดีเมื่อถูกทักท้วงยิ่งทุกข์ใจมาก จากนั้นแสดงอุปมาอสังวรและสังวรด้วยสัตว์ ๖ ชนิดต่างนิสัย คือ งู จระเข้ นก สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก ลิง ผูกติดกันด้วยเชือกแล้วปล่อย แต่ละตัวจะดึงไปหาที่อยู่ของตน แทนอายตนะ ๖ ที่ฉุดจิตไม่มีสติไปตามอารมณ์ที่ชอบ แต่หากผูกสัตว์ทั้ง ๖ ไว้กับเสาหลักมั่นคง (แทนกายคตาสติ) สัตว์เหล่านั้นจะหมดพยศและยืนนิ่งอยู่กับเสา สอนให้เจริญกายคตาสติเป็นหลักยึด
- หน้า ๕๐๑–๕๐๖ อรรถกถาฉัปปาณสูตรที่ ๑๐ - นิสัยสัตว์ ๖ ชนิดเทียบอายตนะ อรรถกถาฉัปปาณสูตรอธิบายว่าสัตว์แต่ละชนิดชอบถิ่นต่างกันอย่างไร เปรียบกับอายตนะ ๖ เช่น งูชอบที่รกทึบเหมือนตาชอบดูสิ่งวิจิตร จระเข้ชอบน้ำลึกเหมือนหูที่ได้ยินชัดในที่แคบ นกชอบบินโล่งเหมือนจมูกอาศัยลมรับกลิ่น สุนัขบ้านชอบเตาไฟเหมือนลิ้นชอบอาหารชุ่มน้ำลาย สุนัขจิ้งจอกชอบป่าช้าเหมือนกายที่สัมผัสพื้นแข็งอ่อน ลิงชอบต้นไม้สูงเหมือนใจที่เที่ยวไปในอารมณ์นานาชนิด อธิบายว่าจักษุจะไม่ฉุดผู้ที่กายคตาสติผูกอายตนะไว้มั่นแล้ว
- หน้า ๕๐๗–๕๐๙ ยวกลาปิสูตรที่ ๑๑ และอรรถกถา - ฟ่อนข้าวเหนียวถูกไม้คานฟาด ฟ่อนข้าวเหนียววางไว้ที่ทางสี่แพร่งถูกชาย ๖ คนถือไม้คานฟาดกระหน่ำจนเกือบแหลก แล้วชายคนที่ ๗ มาฟาดซ้ำจนแหลกเหลวหมด เปรียบปุถุชนผู้ไม่ได้สดับถูกรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสธรรมารมณ์ทั้งที่พอใจและไม่พอใจกระทบอายตนะ ๖ เหมือนไม้คาน ๖ อัน หากยังคิดอยากเกิดต่อไปอีก ก็เหมือนถูกไม้คานอันที่ ๗ คือกิเลสที่ปรารถนาภพมาซ้ำเติมให้ทุกข์หนักยิ่งขึ้นไปอีก อรรถกถาระบุว่าอารมณ์ที่น่าและไม่น่าปรารถนารวม ๑๘ อย่างกระทบอายตนะ ๖ ก่อนถูกตัณหาในภพซ้ำเติม
- หน้า ๕๑๐–๕๑๓ เทวาสุรสังคามสูตรที่ ๑๒ - เครื่องผูกของท้าวเวปจิตติกับเครื่องผูกของมาร เล่าเรื่องสงครามเทวดากับอสูร ท้าวเวปจิตติจอมอสูรพ่ายแพ้ถูกเทวดาจองจำด้วยเครื่องพันธนาการ ๕ ที่คอ เมื่อคิดว่าเทวดาตั้งอยู่ในธรรมก็รู้สึกว่าตนถูกจองจำ แต่เมื่อคิดว่าอสูรเป็นฝ่ายธรรมกลับรู้สึกเป็นอิสระเสวยกามคุณทิพย์ แสดงว่าเครื่องผูกนั้นละเอียดอ่อนขึ้นกับความคิด พระพุทธเจ้าตรัสว่าเครื่องผูกของมารละเอียดยิ่งกว่านั้น คือการสำคัญตนด้วยตัณหามานะทิฏฐิผ่านสูตรต่างๆ ทรงแจกแจงความสำคัญ ความหวั่นไหว ความดิ้นรน และความถือตัว ว่าล้วนเป็นโรค เป็นฝี เป็นลูกศรที่ต้องละ
- หน้า ๕๑๔–๕๑๗ อรรถกถาเทวาสุรสังคามสูตรที่ ๑๒ - ปิดวรรคและปิดสฬายตนสังยุตต์ อรรถกถาอธิบายว่าเครื่องผูกของท้าวเวปจิตติแม้ละเอียดเหมือนใยบัวก็ยังตัดไม่ได้ด้วยมีดขวาน แต่เครื่องผูกของมารละเอียดยิ่งกว่า ผูกและหลุดได้ด้วยญาณเท่านั้น อธิบายความหมายของสูตรสำคัญตนแต่ละแบบ ปิดท้ายด้วยอรรถกถาเทวาสุรสังคามสูตรที่ ๑๒ ซึ่งปิดอาสีวิสวรรคที่ ๔ และปิดอรรถกถาสฬายตนสังยุตต์ทั้งหมด หน้า ๕๑๗ สรุปรายชื่อพระสูตรและวรรคทั้งหมดในจตุตถปัณณาสก์ ปิดท้ายด้วยคำว่า จบจตุตถปัณณาสก์ จบสฬายตนสังยุต ตรงกับหน้าสุดท้ายของเล่มพอดี
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐