ใน ๒ อย่างนั้น ว่าโดยสังเขป ชิ้นเนื้ออันชั้นของตาล้อมไว้ในกระบอกตา มีองค์ประกอบ ๑๓ อย่าง คือ ธาตุ ๔ วรรณะ คันธะ รสะ โอชา สัมภวรูป ชีวิตรูป ภาวรูป จักษุปสาทรูป กายปสาทรูป. แต่เมื่อว่า โดยพิสดาร รูป ๙ เหล่านี้ คือ ธาตุ ๔ วรรณะ คันธะ รสะ โอชา สัมภวรูป ว่าด้วยอำนาจสมุฏฐาน ๔ (๙ x ๔ ) เป็นรูป ๓๖ รูป ที่มีกรรม เป็นสมุฏฐาน ๔ เหล่านี้ คือ ชีวิตรูป ๑ ภาวรูป ๑ จักษุปสาทรูป ๑ กายปสาทรูป ๑ จึงรวมเป็นสสัมภารรูป ๔๐ นี้ชื่อว่า สสัมภารจักษุ. ก็ในสสัมภารจักษุรูปเหล่านี้ รูปใดที่สามารถเพื่ออันเห็นรูปที่ตั้งอยู่ในลูกตา ที่เห็นได้แวดล้อมด้วยแววตาดำที่กำหนดไว้ด้วยลูกตาขาว รูปนี้ ชื่อว่า ปสาท
จักษุ. กถาว่าโดยพิสดารแห่งจักขุปสาทรูปและโสตปสาทรูปเป็นต้นอื่นจาก
จักษุปสาทรูปนั้น กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรคแล.
ในรูปเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาจักขุปสาทรูป จึง ตรัสว่า จกฺขุํ ภิกฺขเว อนิจฺจํ ดังนี้ เป็นต้น. ในพระบาลีนั้น กถาว่า โดยพิสดารท่านประกาศไว้แล้วในหนหลัง โดยนัยมีอาทิว่า จตูหิ การเณหิ อนิจฺจํ อุทยพฺพยวนฺตตาย รูปชื่อว่า ไม่เที่ยงด้วยเหตุ ๔ ประการ
เพราะมีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา. บทว่า โสตญฺจ ท่านประสงค์
เอาเฉพาะโสตปสาทรูป. ฆานปสาทรูป ชิวหาปสาทรูปและกายปสาทรูป
ก็เหมือนกัน. บทว่า มโน ได้แก่ จิตที่ดำเนินไปในการพิจารณา อัน
เป็นไปในภูมิ ๓. ดังนั้นพระสูตรนี้ พระองค์ตรัสไว้ตามอัธยาศัยของสัตว์ ผู้ตรัสรู้ ในเพราะเมื่อพระองค์ตรัสแสดงลักษณะ ๓ ในอายตนะภายใน ๖ ไว้แล้ว.