สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๒๘ · หน้า ๔๖๑ · ข้อ 338
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ทั้งหลายมีราคะเป็นต้นเกิดขึ้นแล้ว เพราะทราบโดยวาระแห่งชวนจิต ที่สองว่า กิเลสทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ชวนจิตสหรคตด้วยสังวรก็จะ แล่นไปในวาระแห่งชวนจิตที่สาม ก็ขอที่ภิกษุผู้เจริญวิปัสสนา พึงข่มกิเลส ทั้งหลายได้ในวาระแห่งชวนจิตที่สามไม่ใช่เรื่อง น่าอัศจรรย์เลย.

อนึ่งในจักษุทวาร เมื่ออิฏฐารมณ์ ( อารมณ์ที่น่าปรารถนา ) มา สู่ครอง ภวังคจิตก็จะระลึก ครั้นเมื่ออาวัชชนจิตเป็นต้นเกิดขึ้น ก็จะห้าม วาระแห่งชวนจิตที่มีกิเลสคละเคล้าเสีย ต่อจากโวฏฐัพพนจิตแล้วให้วาระ

แห่งชวนจิตที่เป็นกุศลเกิดขึ้นแทนทันที. ก็นี้เป็นอานิสงส์ของการที่ภิกษุ

ผู้เจริญวิปัสสนา ดำรงมั่นอยู่ในการพิจารณาภาวนา.

บทว่า อภิหฏฺฐุํ ปวาเรยฺยุํ ความว่า ( พระราชาหรือราชอำมาตย์ ก็ดี มิตรหรืออำมาตย์ ญาติหรือสาโลหิตก็ดี ) พึงนำรตนะ ๗ ประการมา มอบให้ตามกาล เหมือนที่นำมามอบ ให้แก่พระสุทินเถระ และพระรัฐบาล กุลบุตร หรือกล่าวปวารณา ด้วยวาจาว่า ท่านปรารถนาทรัพย์ของเรา จำนวนเท่าใด จนเอาไปเท่านั้น.๑

บทว่า อนุทหนฺติ ความว่า ผ้ากาสาวะทั้งหลาย ชื่อว่าเผาไหม้ให้ เกิดความเร่าร้อน เพราะปกคลุมร่างกาย. อีกอย่างหนึ่ง หมายความว่า คล้องติดแนบสนิทอยู่ที่ร่างกายซึ่งเกิดเหงื่อไคลไหลย้อย.

๑. ปาฐะว่า ... กาเล สตฺตรตนานิ อภิหริตฺวา ตฺยา วา... แต่ฉบับพม่าเป็น

กาเยน วา สตฺตรตนานิ อภิหริตฺวา วาจาย วา... แปลตามฉบับพม่า.

หัวข้อ (สรุปโดย AI) อรรถกถาทุกขธรรมสูตรที่ ๗: อธิบายศัพท์และกำลังของวิปัสสนา
เข้าสู่ระบบเพื่อบันทึกความคืบหน้า