ทองเป็นต้น ประกาศว่า ชนทั้งหลายจงนำเอาทรัพย์ที่เราให้แล้วไปเถิดแล้ว ละเรือนไปเมื่อวงศ์ญาติร่ำไห้อยู่ ได้พาน้องสาวออกจากกรุงพาราณสีข้าม แม่น้ำไป ๒-๓ โยชน์ ออกบวชสร้างบรรณศาลาอยู่ ณ ภูมิภาคน่ารื่นรมย์ ท่าที่อกิตติดาบสข้ามแม่น้ำไปชื่อ ท่าอกิตติ. พวกมนุษย์ชาวบ้านชาวนิคม และชาวเมืองหลวงได้ฟังว่า อกิตติบัณฑิตบวชแล้ว ต่างมีใจจดจ่อด้วยคุณ-
ธรรมของอกิตติดาบสจึงพากันบวชตาม. อกิตติดาบสได้มีบริวารมาก. ลาภ
และสักการะเป็นอันมากเกิดขึ้นดุจพุทธุปาทกาล. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์
ดำริว่า ลาภและสักการะอันมากนี้แม้บริวารก็มาก แม้เพียงกายวิเวกก็ไม่ได้ ในที่นี้ เราควรอยู่แต่ผู้เดียว เพราะเป็นผู้มีความมักน้อยอย่างยิ่ง และเพราะ เป็นผู้น้อมไปในวิเวกจึงไม่ให้ใคร ๆ รู้ออกไปผู้เดียว ถึงแคว้นทมิฬตามลำดับ
อยู่ในสวนใกล้ท่ากาวีระยังฌานและอภิญญาให้เกิด. แม้ ณ ที่นั้นลาภและ
สักการะใหญ่ก็เกิดขึ้นแก่อกิตติดาบสนั้น. อกิตติดาบสรังเกียจลาภและ
สักการะใหญ่นั้นจึงทิ้งเหาะไปทางอากาศหยั่งลง ณ การทวีป, ในครั้งนั้น การทวีปมีชื่อว่า อหิทวีป. อกิตติดาบสอาศัยต้นหมากเม่าใหญ่ ณ ที่นั้น
สร้างบรรณศาลาพักอาศัยอยู่. แต่เพราะความเป็นผู้มักน้อยจึงไม่ไปในที่
ไหน ๆ บริโภคผลไม้ในกาลที่ต้นไม้นั้นมีผล เมื่อยังไม่มีผลก็บริโภคใบไม้ ชงน้ำ ยังกาลเวลาให้น้อมไปด้วยฌานและสมาบัติ.
ด้วยเดชแห่งศีลของอกิตติดาบสนั้น ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าว
สักกะนั้นแสดงอาการเร่าร้อน. ท้าวสักกะรำพึงอยู่ว่า ใครหนอประสงค์ให้