ตบะ เพราะเผาความเศร้าหมองคือตัณหา และความเกียจคร้าน. อนึ่ง
บารมีเหล่านั้นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญอย่างยอดเยี่ยมในอัตภาพนี้. อันที่จริง
ควรจะกล่าวว่า ขนฺติปารมิตานุภาเวน ด้วยอานุภาพแห่งขันติบารมี เพราะ
ขันติสังวรเข้าถึงความยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
ว่า ขนฺตี ปรมํ ตโป ขันติเป็นตบะอย่างยิ่ง. บทว่า สนฺตตฺโต ท้าวสักกะ ทรงร้อนพระทัย ความว่า ท้าวสักกะทรงร้อนพระทัยด้วยอาการแสดงความ เร่าร้อนของปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์อันศักดิ์สิทธิ์ ตามธรรมดาที่เกิดด้วยอานุ-
ภาพของคุณธรรมที่กล่าวแล้ว. บทว่า ติทิวาภิภู ผู้เป็นใหญ่ในไตรทิพย์
คือผู้เป็นใหญ่ในเทวโลกได้แก่ท้าวสักกะ. ใบหมากเม่าแม้ถือเอาในที่ใกล้
บรรณศาลา ท่านกล่าวว่า ปวนา อาภตํ นำมาจากป่า เพราะบรรณศาลา อยู่ท่ามกลางป่า.
บทว่า อเตลญฺจ อโลณิกํ ไม่มีน้ำมัน ทั้งไม่มีความเค็ม ท่านกล่าว เพื่อแสดงความรุ่งเรืองอย่างใหญ่หลวงแห่งทานบารมี ด้วยความสมบูรณ์ แห่งอัธยาศัย แม้ไทยธรรมจะไม่ใหญ่โตนัก. บทว่า มม ทฺวาเร คือใกล้
ประตูบรรณศาลาของเรา. ด้วยบทนี้ว่า สกฏาเหน อากิรึ ให้หมดพร้อม
ทั้งภาชนะ ท่านอกิตติดาบสแสดงถึงความที่ตนให้ไม่มีอะไร ๆ เหลือ.
บทว่า ปุเนสกํ ชหิตฺวาน ละการแสวงหาใบหมากเม่าใหม่คือท่าน อกิตติดาบสคิดว่า การแสวงหาของบริโภควันหนึ่งสองครั้ง ไม่เป็นการขัด เกลากิเลส จึงไม่แสวงหาอาหารใหม่ในวันนั้น เป็นดุจว่าอิ่มด้วยความอิ่ม ในทาน.