ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๓๙ · ๓๕๙ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๗๓ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑ สรณคมน์ในขุททกปาฐะ - บทถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ (บาลี) บาลีต้นฉบับเปิดเล่มขุททกปาฐะ เล่มแรกของขุททกนิกาย เป็นคำเปล่งวาจาถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะซ้ำสามครั้ง ซึ่งใช้เป็นคำนำก่อนการบรรพชาอุปสมบทของสามเณรและภิกษุมาแต่โบราณ ถือเป็นประตูแรกที่ทุกคนต้องกล่าวเมื่อเข้าสู่พระพุทธศาสนา
- หน้า ๒–๗ ปรมัตถโชติกา: ที่มาของอรรถกถา และขอบเขตของขุททกนิกาย-ขุททกปาฐะ พระอรรถกถาจารย์ปรารภการนอบน้อมพระรัตนตรัยก่อนแต่งอรรถกถาชื่อปรมัตถโชติกา แล้วนิยามว่าขุททกนิกายคือหมวดธรรมเล็กๆ 15 คัมภีร์นอกเหนือพระวินัยและอภิธรรม จากนั้นตั้งคำถาม 5 ข้อวิเคราะห์บทสรณคมน์ว่าใครกล่าว ที่ไหน เมื่อใด เพราะเหตุใด เชื่อมโยงถึงเหตุการณ์พระยสะและสหาย 60 องค์บรรลุอรหัตที่ป่าอิสิปตนะ
- หน้า ๘–๑๖ อธิบายความหมายพระพุทธเจ้า การถึงสรณะ และการขาด-ไม่ขาดแห่งสรณคมน์ อธิบายว่า "พุทธะ" หมายถึงผู้ตรัสรู้เองและปลุกสัตว์โลกให้ตื่นจากอวิชชา ด้วยการไขความหลายสิบนัย จากนั้นชี้แจงว่าการถึงสรณะคือจิตเลื่อมใสเคารพจนกำจัดกิเลส ยกตัวอย่างวิธีถึงสรณะของบุคคลจริง เช่น พ่อค้าตปุสสะ-ภัลลิกะ พระมหากัสสปะ ปิดท้ายด้วยหลักว่าสรณะขาดเมื่อหันไปนับถือศาสดาอื่น ผู้มีสรณะไม่ขาดย่อมไม่ตกอบาย
- หน้า ๑๗–๒๑ พระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ลำดับการกล่าวถึง และอุปมาพระรัตนตรัย อธิบายว่าพระธรรมคือมรรคและวิราคะ พระสงฆ์คือผู้บรรลุมรรคผล 4 พร้อมเหตุผลที่กล่าวถึงพุทธ-ธรรม-สงฆ์ตามลำดับนี้ จากนั้นเปรียบพระรัตนตรัยด้วยอุปมาไพเราะกว่า 20 คู่ เช่น พระพุทธเจ้าดุจจันทร์เพ็ญ พระธรรมดุจรัศมี พระสงฆ์ดุจโลกที่อาบแสง หรือพระพุทธเจ้าดุจแพทย์ผู้ฉลาด พระธรรมดุจยา พระสงฆ์ดุจผู้หายโรค
- หน้า ๒๒ สิกขาบท ๑๐ ในขุททกปาฐะ (บาลี) - ศีลสิบสำหรับสามเณร บาลีต้นฉบับสิกขาบท 10 ข้อที่สามเณรพึงสมาทาน ได้แก่ เว้นจากฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดพรหมจรรย์ พูดเท็จ ดื่มของมึนเมา กินอาหารในเวลาวิกาล ฟ้อนรำขับร้องดูมหรสพ แต่งตัวด้วยดอกไม้ของหอม นั่งนอนที่นอนสูงใหญ่ และรับทองเงิน
- หน้า ๒๓–๒๗ ที่มาของสิกขาบท ๑๐ และความหมายทั่วไปของคำว่าเวรมณี-สิกขาบท เล่าที่มาสิกขาบท 10 ข้อที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้สามเณรศึกษา เมื่อครั้งพระราหุลบรรพชาที่กรุงสาวัตถี หลังสามเณรสงสัยว่าตนต้องศึกษาสิกขาบทกี่ข้อ พร้อมไขความคำว่า "เวรมณี" (เจตนางดเว้น) และ "สิกขาบท" ทั้งโดยพยัญชนะและอรรถะ รวมถึงระบุข้อที่ทั่วไปกับอุบาสกและข้อที่เฉพาะสามเณรเท่านั้น
- หน้า ๒๘–๔๐ วิเคราะห์ ๕ สิกขาบทแรก: ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดพรหมจรรย์ พูดเท็จ ดื่มสุรา วิเคราะห์ศีล 5 ข้อแรกอย่างละเอียดทีละแง่มุม เช่น องค์ประกอบความผิด (ปาณาติบาตต้องมีสัตว์มีชีวิต รู้ว่ามีชีวิต จิตคิดฆ่า พยายาม และตายจริง) ประเภทของประโยคการกระทำ มูลเหตุคือโลภะโทสะโมหะ และปิดท้ายด้วยผลบุญของการรักษาแต่ละข้อ เช่น เว้นฆ่าสัตว์ได้รูปงามอายุยืน เว้นลักทรัพย์ได้ทรัพย์มั่งคั่งไม่ถูกแบ่งด้วยภัย
- หน้า ๔๑–๔๖ วิเคราะห์ ๕ สิกขาบทหลัง และระดับการสมาทานศีลอย่างเลว-กลาง-ประณีต นำวิธีวิเคราะห์แบบเดียวกับศีล 5 ข้อแรกมาใช้กับสิกขาบทหลัง 5 ข้อ คือ กินผิดเวลา ดูมหรสพ แต่งตัวด้วยดอกไม้ของหอม นอนที่นอนสูงใหญ่ และรับเงินทอง พร้อมไขศัพท์เฉพาะแต่ละข้อ ปิดท้ายด้วยการแบ่งระดับการสมาทานศีลเป็นอย่างเลว กลาง หรือประณีต ตามกำลังฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา และปัญญาที่ประกอบ
- หน้า ๔๗ ทวัตติงสาการในขุททกปาฐะ (บาลี) - อาการ ๓๒ ในร่างกาย บาลีต้นฉบับบทพิจารณาอาการ 32 ในร่างกาย ไล่เรียงตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไปจนถึงมันในกระดูกและเยื่อมันสมอง ใช้เป็นบทตั้งต้นของกรรมฐานกายคตาสติเพื่อพิจารณาความไม่งามของร่างกายตนเอง
- หน้า ๔๘–๕๓ อรรถกถาทวัตติงสาการ: คุณของกายคตาสติ และการเตรียมตัวเจริญอสุภกรรมฐาน สรรเสริญกายคตาสติว่าเป็นกรรมฐานที่ไม่เคยมีนอกพุทธกาล ให้ผลถึงความสลดใจและวิมุตติ อธิบายลำดับการเจริญ 14 หมวดในพระสูตร จากนั้นสอนขั้นเตรียมตัวของผู้ปฏิบัติ ตั้งแต่ตัดกังวล 10 ประการ หาอาจารย์ผู้ให้กรรมฐาน จนถึงเลือกที่อยู่ปฏิบัติ โดยเว้นอาวาส 18 ประเภทที่ไม่เกื้อกูล และเลือกเสนาสนะที่มีองค์ 5 เหมาะสม
- หน้า ๕๔–๖๓ เจริญอสุภกรรมฐานทีละอวัยวะ: ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก สอนวิธีพิจารณาอวัยวะแต่ละส่วนตามหลัก 5 แง่มุม คือ สี รูปร่าง ทิศ ที่ตั้ง และขอบเขต พร้อมอุปมาเทียบแต่ละส่วนกับของใกล้ตัวให้จำง่าย เช่น ผมเหมือนหญ้าบนจอมปลวกที่ต่างไม่รู้จักกัน ฟันเหมือนเสาปักในหิน หนังเหมือนหีบหุ้มด้วยหนังสด เพื่อให้เห็นว่าร่างกายไม่ใช่สัตว์บุคคล เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องถึงกระดูกในหน้าถัดไป
- หน้า ๖๔–๖๗ กำหนดกระดูก 300 ชิ้น และเยื่อในกระดูก ระบุจำนวนกระดูกแต่ละส่วนอย่างละเอียด ทั้งมือ เท้า สันหลัง ซี่โครง กะโหลกศีรษะ พร้อมเปรียบรูปร่างกระดูกแต่ละชิ้นกับวัตถุต่างๆ อธิบายว่ากระดูกแต่ละชิ้นตั้งรับกันโดยไม่รู้จักกัน เหมือนอิฐที่ก่อซ้อนกัน มีคาถาสอนให้เห็นร่างกระดูกเป็นของเน่าไม่ควรยึดถือ แล้วต่อด้วยเยื่อในกระดูกที่มีรูปร่างคล้ายหน่อหวายสอดในกระบอกไม้ไผ่
- หน้า ๖๘–๗๒ อวัยวะภายใน: ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด อธิบายสี รูปร่าง และตำแหน่งของไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม และปอด แต่ละอย่างเปรียบเทียบกับสิ่งของในชีวิตประจำวัน เช่น หัวใจเหมือนดอกบัวตูมคว่ำ ตับเหมือนดอกทองหลาง ปอดเหมือนขนมตัดไม่เรียบ พร้อมย้ำหลักเดิมว่าอวัยวะเหล่านี้ไม่รู้จักกันเอง ไม่มีเจตนา ไม่ใช่ตัวตนของใคร
- หน้า ๗๓–๗๕ ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ และอาหารเก่า พรรณนาไส้ใหญ่ที่ขดเป็น 21 ขดยาวหลายศอก ไส้น้อยที่พันไส้ใหญ่ไว้ อาหารใหม่ในกระเพาะที่เต็มไปด้วยหนอน 32 ตระกูลคอยชอนไชและแย่งกินอาหารทุกครั้งที่กลืนกิน เปรียบท้องเหมือนบ่อโสโครกใกล้บ้านคนจัณฑาลที่มีหนอนเกิดจากซากเน่า และอาหารเก่าคืออุจจาระที่ขังอยู่ปลายลำไส้ เพื่อให้เห็นความปฏิกูลของร่างกาย
- หน้า ๗๖–๗๙ มันในสมอง น้ำดี เสลด และหนอง อธิบายมันในสมองที่อยู่ในกะโหลกศีรษะ น้ำดีทั้งสองชนิดคือในถุงและนอกถุงซึ่งเมื่อกำเริบทำให้ตาเหลืองหรือถึงกับคลุ้มคลั่งเสียสติ เสลดในท้องที่ช่วยกลบกลิ่นเหม็น และหนองที่เกิดตามบาดแผลหรือฝีต่างๆ แต่ละอย่างมีสี รูปร่าง และอุปมาเปรียบเทียบเพื่อชี้ว่าไม่ใช่ตัวตน
- หน้า ๘๐–๘๖ เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร พรรณนาของเหลวในร่างกายต่อเนื่องกันหลายชนิด ได้แก่ เลือดขังและเลือดเดิน เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อที่หล่อลื่นข้อต่อ 180 แห่ง และมูตร แต่ละอย่างระบุลักษณะ ตำแหน่งเกิด และเหตุที่ปรากฏออกมา พร้อมอุปมาว่าของเหลวกับที่อยู่อาศัยต่างไม่รู้จักกันเอง
- หน้า ๘๗–๙๓ วิธีเจริญทวัตติงสาการด้วยมนสิการโกศล 10 ประการ หลังกำหนดครบ 32 ส่วนแล้ว สอนวิธีฝึกจิตให้ชำนาญด้วยมนสิการโกศล 10 ข้อ เช่น ทำตามลำดับ ไม่เร็วไม่ช้าเกินไป ป้องกันความฟุ้งซ่าน ล่วงพ้นบัญญัติ ใช้อุปมาคนขึ้นบันไดและการเดินทางไกล อธิบายว่าธรรม 32 อย่างอาจปรากฏโดยความไม่งาม โดยสี(กสิณ) หรือโดยความว่างเปล่า นำไปสู่ฌานและวิปัสสนาตามจริตของผู้ปฏิบัติ
- หน้า ๙๔–๙๖ ปกิณณกนัยและจบกถาพรรณนาทวัตติงสาการ สรุปวิธีวินิจฉัยทวัตติงสาการโดยนัยเบ็ดเตล็ด 5 ทาง คือ โดยนิมิต ลักษณะ ธาตุ ความว่างเปล่า และขันธ์เป็นต้น ชี้ว่ากายนี้ว่างเปล่าเหมือนกองหญ้าไม้ ไม่มีสัตว์บุคคล ปิดท้ายด้วยคาถาว่าผู้เห็นความเกิดดับแห่งขันธ์ย่อมได้ปีติปราโมชอันเป็นอมตะ จบกถาพรรณนาทวัตติงสาการแห่งอรรถกถาขุททกปาฐะ
- หน้า ๙๗–๙๘ สามเณรปัญหา: ที่มาและบทตั้งคำถาม 10 ข้อ เริ่มอรรถกถาสามเณรปัญหา เล่าเหตุเกิดเรื่องว่าท่านโสปากะบรรลุอรหันต์เมื่ออายุ 7 ขวบ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้อุปสมบทด้วยการให้ตอบปัญหา 10 ข้อ ตั้งแต่ 'อะไรชื่อว่าหนึ่ง' ถึง 'อะไรชื่อว่าสิบ' พร้อมอธิบายประโยชน์ของการวางบทนี้ต่อจากทวัตติงสาการ เพื่อแสดงมุขแห่งปัญญาภาวนา
- หน้า ๙๙–๑๐๓ พรรณนาปัญหาข้อ 1-3: อาหาร นามรูป เวทนา อธิบายคำตอบสามข้อแรกของสามเณรปัญหา คือสัตว์ทั้งปวงตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร นามและรูป และเวทนา 3 พร้อมชี้ว่าคำตอบแต่ละข้อโยงถึงการเห็นอนิจจัง ทุกข์ อนัตตา อันเป็นทางแห่งวิสุทธิ และแก้ข้อทักท้วงเรื่องคำว่า 'สัตว์ทั้งปวง' เทียบกับพระบาลีเรื่องอสัญญีสัตว์ที่ไม่มีอาหาร
- หน้า ๑๐๔–๑๐๙ พรรณนาปัญหาข้อ 4-6: อริยสัจ ขันธ์ อายตนะ อธิบายคำตอบข้อ 4-6 คืออริยสัจ 4 อุปาทานขันธ์ 5 และอายตนะภายใน 6 พร้อมไขความหมายว่าเหตุใดจึงเรียกว่าอริยสัจหลายนัย และสอนให้พิจารณาอายตนะภายในโดยความเป็นของว่างเปล่าดุจบ้านร้าง เพื่อให้พ้นจากสายตาของมัจจุราชดังฟองน้ำหรือพยับแดด
- หน้า ๑๑๐–๑๑๗ พรรณนาปัญหาข้อ 7-10: โพชฌงค์ มรรค สัตตาวาส อรหันต์ อธิบายคำตอบข้อ 7-10 คือโพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 สัตตาวาส 9 (ภูมิที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย) และคุณสมบัติ 10 ประการของพระอรหันต์ผู้เป็นอเสขะ พร้อมไขความหมายศัพท์แต่ละคำโดยละเอียดและอ้างพระพุทธพจน์รับรองคำตอบของท่านโสปากะทุกข้อ
- หน้า ๑๑๘–๑๑๙ มงคลสูตร พระคาถาเต็มของมงคลสูตร เทวดาทูลถามถึงมงคลอันอุดม พระพุทธเจ้าตรัสตอบมงคล 38 ประการ เช่น ไม่คบพาล คบบัณฑิต บูชาผู้ควรบูชา บำรุงมารดาบิดา ให้ทาน มีศีล อดทน ฟังธรรมตามกาล เห็นอริยสัจ จนถึงจิตที่ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม อันเป็นมงคลสูงสุดของเทวดาและมนุษย์
- หน้า ๑๒๐ อรรถกถามงคลสูตร: เริ่มเรื่องปฐมมหาสังคายนา เริ่มพรรณนาความมงคลสูตร ชี้แจงประโยชน์ที่ยกเป็นบทตั้งต่อจากกุมารปัญหา แล้วเริ่มเล่าประวัติปฐมมหาสังคายนาครั้งแรก ตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน จนพระมหากัสสปะระลึกถึงคำพูดจ้วงจาบของสุภัททะวุฒบรรพชิตที่ดีใจว่าพ้นจากพระบรมศาสดาแล้ว จึงดำริจะทำสังคายนา
- หน้า ๑๒๑–๑๒๕ เกริ่นอรรถกถามงคลสูตรและมูลเหตุปฐมสังคายนา: พระมหากัสสปะตัดสินใจสังคายนาหลังพุทธปรินิพพาน เริ่มอรรถกถามงคลสูตรด้วยการชี้ประโยชน์ของบทตั้ง แล้วย้อนเล่าที่มาของนิทานวจนะ เอวมฺเม สุตํ ว่าเป็นคำพระอานนท์กล่าวในการทำปฐมสังคายนา จึงเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่พระมหากัสสปะได้ยินคำติเตียนพระธรรมวินัยของสุภัททะหลังพุทธปรินิพพาน ๗ วัน จึงชวนสงฆ์สังคายนา คัดเลือกพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปเว้นที่ไว้ให้พระอานนท์ผู้ยังเป็นเสขะ
- หน้า ๑๒๖–๑๓๔ ดำเนินการปฐมสังคายนาที่ราชคฤห์: พระอานนท์บรรลุอรหัตก่อนวันประชุม อุบาลีวิสัชนาวินัย อานนท์วิสัชนาธรรม เล่ารายละเอียดการเดินทางของพระอานนท์ปลอบมหาชนที่สาวัตถี การซ่อมวัดใหญ่ ๑๘ วัดที่ราชคฤห์โดยความช่วยเหลือของพระเจ้าอชาตศัตรู และเหตุการณ์สำคัญคือพระอานนท์บรรลุพระอรหัตในคืนก่อนวันประชุมขณะกำลังจะเอนกายลง โดยไม่อยู่ในอิริยาบถทั้ง ๔ จากนั้นที่ประชุมสงฆ์ให้พระอุบาลีวิสัชนาพระวินัยก่อน แล้วให้พระอานนท์วิสัชนาพระธรรมรวมทั้งนิทานแห่งมงคลสูตร
- หน้า ๑๓๕–๑๔๖ ไขความศัพท์เปิดพระสูตร เอวํ เม สุตํ เอกํ สมยํ: นิรุตติและความหมายหลากมิติ อธิบายความหมายของศัพท์เปิดพระสูตรโดยละเอียดตามหลักนิรุตติศาสตร์ เอวํ มีความหมายได้หลายอย่างเช่นเปรียบเทียบ แนะนำ ยกย่อง รับคำ เม มีสามความหมาย(อันเรา/แก่เรา/ของเรา) สุตํ หมายถึงการทรงจำด้วยโสตวิญญาณ และเอกํ สมยํ อธิบายความหมายของสมยศัพท์เก้าแบบ พร้อมเหตุผลที่พระสูตรใช้ทุติยาวิภัตติต่างจากอภิธรรมและวินัยปิฎก แสดงถึงคุณสมบัติของพระอานนท์ในฐานะพหูสูต
- หน้า ๑๔๗–๑๕๒ ไขความศัพท์ ภควา: นิรุกติวิเคราะห์พระนามพระพุทธเจ้าโดยพิสดาร อธิบายที่มาของพระนาม ภควา อย่างพิสดาร ว่าเป็นเนมิตตกนามเกิดจากพระคุณมิใช่ผู้ใดตั้งให้ ประมวลความหมายจากภคศัพท์ ๖ นัย(อิสริยะ ธรรมะ ยสะ สิริ กามะ ปยัตตะ) และจากการหักกิเลส การจำแนกธรรม การเสพวิเวก การคายตัณหาในภพทั้งสาม พร้อมคาถาประกอบหลายบท แสดงความสมบูรณ์แห่งพระรูปกายและพระธรรมกายของพระพุทธเจ้า
- หน้า ๑๕๓–๑๖๓ ไขความสถานที่และเหตุการณ์เปิดเรื่อง: สาวัตถี เชตวัน อนาถบิณฑิการาม และเทวดาเข้าเฝ้า อธิบายศัพท์ภูมิศาสตร์และบริบทของเรื่อง ชื่อกรุงสาวัตถีที่มีของใช้ทุกอย่างพร้อมสรรพ เชตวันของเจ้าเชตกุมาร อารามที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีซื้อด้วยทรัพย์รวม ๕๔ โกฏิ ความหมายของวิหรติ อภิกฺกนฺต เกวลกปฺปํ แล้วบรรยายฉากเทวดามาเฝ้ายามใกล้รุ่ง เปล่งรัศมีทั่วเชตวัน ยืน ณ ที่ควรส่วนหนึ่งโดยไม่นั่งด้วยเหตุผลสามประการ
- หน้า ๑๖๔–๑๖๙ มูลเหตุเกิดมงคลปัญหา: ข้อถกเถียงมงคลลุกลามทั่วหมื่นจักรวาลนาน ๑๒ ปี เล่าเรื่องราวที่มาของคำถามเรื่องมงคล เริ่มจากมนุษย์สามฝ่ายในชมพูทวีปโต้เถียงกันว่าสิ่งที่เห็น(ทิฏฐมังคลิกะ) เสียงที่ได้ยิน(สุตมังคลิกะ) หรือสิ่งที่รู้สึก(มุตมังคลิกะ)เป็นมงคล ความเห็นแตกต่างลุกลามผ่านเทวดาชั้นต่างๆจนถึงพรหมโลกนานถึง ๑๒ ปีเกิดเป็นมงคลโกลาหลหนึ่งในห้าโกลาหล จนท้าวสักกะแนะให้ส่งเทพบุตรไปทูลถามพระพุทธเจ้าโดยตรงแทนการเดาคำตอบกันเอง
- หน้า ๑๗๐ พรรณนาคาถาแรก พหู เทวา มนุสฺสา จ: เทพบุตรกล่าวคาถาทูลถามมงคลแทนสรรพสัตว์ ไขความคำในคาถาแรกที่เทพบุตรทูลถาม อธิบายเทวา ๓ ประเภท(สมมติ อุปปัตติ วิสุทธิ) มนุษย์ ๔ ทวีป ความหมายของมงคล อจินตยุง โสตถานัง และบรรยายฉากเทวดาจากหมื่นจักรวาลเนรมิตกายละเอียดยืนห้อมล้อมพระพุทธเจ้าเพื่อฟังคำตอบ เทพบุตรจึงกล่าวคาถาถอนความสงสัยของทั้งเทวดาและมนุษย์ที่ไม่ได้มาร่วมประชุม
- หน้า ๑๗๑–๑๗๔ ไขความ อเสวนา จ พาลานํ: นิยามคนพาล โทษของการคบพาลด้วยอุปมาปลาเน่าและไฟไหม้เรือน พระพุทธเจ้าตรัสตอบด้วยคาถา อเสวนา จ พาลานํ อธิบายว่าเหตุใดจึงตรัสเรื่องไม่คบพาลก่อนดุจบุรุษฉลาดทางบอกทางที่ควรเลี่ยงก่อน นิยามคนพาลว่าคือผู้ประกอบอกุศลกรรมบถ ยกตัวอย่างเทวทัตและพี่ชายทีฆวิทะที่พาตนเองและผู้อื่นพินาศ เปรียบคนพาลดุจปลาเน่าที่ทำให้ใบไม้ห่อเหม็นไปด้วย และดุจไฟที่ลามไหม้ทุกเรือนไม่เว้นเรือนยอด
- หน้า ๑๗๕–๑๗๗ ไขความ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา: นิยามบัณฑิต คุณค่าการคบบัณฑิตด้วยอุปมาไม้หอม และบทสนทนาท้าวสักกะกับอกิตติบัณฑิต อธิบายต่อเรื่องการคบบัณฑิต นิยามบัณฑิตว่าคือผู้ประกอบกุศลกรรมบถ ๑๐ ยกตัวอย่างพระพุทธเจ้า พระสาวก และบัณฑิตในอดีตเช่นมโหสถ วิธุระ อกิตติบัณฑิต เปรียบบัณฑิตดุจไม้หอมกฤษณาที่ทำให้ใบห่อหอมฟุ้งไปด้วย พร้อมยกบทสนทนาระหว่างท้าวสักกะกับอกิตติบัณฑิตเรื่องเหตุผลที่ควรเลี่ยงพาลและควรคบบัณฑิต ปิดท้ายด้วยการเชื่อมสู่มงคลข้อบูชาผู้ควรบูชา
- หน้า ๑๗๘–๑๘๐ อธิบายคาถาแรกมงคลสูตร: ไม่คบพาล คบบัณฑิต บูชาผู้ควรบูชา อธิบายความหมายมงคลข้อแรกตามคาถา "อเสวนา จ พาลานํ" ว่าด้วยลักษณะคนพาลและบัณฑิต เปรียบคบคนพาลเหมือนห่อปลาเน่า คบบัณฑิตเหมือนห่อของหอม พร้อมคาถาสนทนาระหว่างท้าวสักกะกับอกิตติบัณฑิต และเรื่องนายสุมนมาลาการที่บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้จนได้รับพยากรณ์เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคต
- หน้า ๑๘๑–๑๘๔ คาถาที่สอง: อยู่ถิ่นเหมาะสม เคยทำบุญไว้ก่อน ตั้งตนไว้ชอบ อธิบายมงคลคาถาที่สอง "ปฏิรูปเทสวาโส จ" ว่าด้วยการอยู่ในถิ่นที่เหมาะสมต่อการสร้างบุญ เช่น ที่พระพุทธศาสนาเจริญหรือสถานที่สำคัญทางพุทธประวัติ ความเป็นผู้เคยสั่งสมบุญไว้แต่ปางก่อน และการตั้งตนไว้ในทางที่ถูกต้อง เช่น ปรับตนจากทุศีลสู่ศีล จากไร้ศรัทธาสู่มีศรัทธา
- หน้า ๑๘๕–๑๘๖ คาถาที่สาม: ความเป็นพหูสูต ศิลปะ วินัย วาจาสุภาษิต อธิบายมงคลคาถาที่สาม "พาหุสจฺจญฺจ" ครอบคลุมความเป็นพหูสูตทั้งทางโลกและทางธรรม ศิลปะของคฤหัสถ์และบรรพชิตที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น วินัยของคฤหัสถ์และบรรพชิต และวาจาสุภาษิตที่ประกอบด้วยองค์ ๔ คือกล่าวแต่ธรรม คำน่ารัก คำสัตย์ ไม่กล่าวเพ้อเจ้อ
- หน้า ๑๘๗–๑๙๒ คาถาที่สี่: บำรุงมารดาบิดา สงเคราะห์บุตรภรรยา การงานไม่อากูล อธิบายมงคลคาถาที่สี่ ว่าด้วยการบำรุงมารดาบิดาด้วยปัจจัยสี่และการดูแลใกล้ชิด เปรียบมารดาบิดาเป็นพรหมและบูรพาจารย์ของบุตร การสงเคราะห์บุตรภรรยาตามหน้าที่ทิศเบื้องหลัง และการประกอบอาชีพโดยไม่ปล่อยปละละเลย ซึ่งล้วนนำมาซึ่งทรัพย์และความเจริญในปัจจุบัน
- หน้า ๑๙๓–๑๙๔ คาถาที่ห้า: ทาน ธรรมจริยา สงเคราะห์ญาติ การงานไม่มีโทษ อธิบายมงคลคาถาที่ห้า แบ่งทานเป็นอามิสทานและธรรมทาน ชี้ว่าธรรมทานประเสริฐกว่าทานทั้งปวง อธิบายธรรมจริยาคือการประพฤติกุศลกรรมบถ ๑๐ การสงเคราะห์ญาติที่ตกยากด้วยกำลังทรัพย์ และการงานที่ไม่มีโทษ เช่น รักษาศีลอุโบสถ ปลูกสวนป่า สร้างสะพาน
- หน้า ๑๙๕–๑๙๗ คาถาที่หก: งดเว้นบาป สำรวมสุรา ไม่ประมาทในกุศลธรรม อธิบายมงคลคาถาที่หก จำแนกวิรัติ ๓ ระดับคือสัมปัตตวิรัติ สมาทานวิรัติ และสมุจเฉทวิรัติ อธิบายโทษของการดื่มของเมาที่ทำให้ขาดสติและเสื่อมทั้งภพนี้ภพหน้า และความไม่ประมาทในกุศลธรรมว่าเป็นเหตุแห่งการบรรลุอมตธรรม
- หน้า ๑๙๘–๒๐๓ คาถาที่เจ็ด: ความเคารพ ถ่อมตน สันโดษ ๑๒ แบบ กตัญญู ฟังธรรมตามกาล อธิบายมงคลคาถาที่เจ็ด ว่าด้วยความเคารพต่อผู้ควรเคารพ ความถ่อมตนปราศจากมานะ สันโดษของภิกษุ ๑๒ แบบในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย (ตามได้ ตามกำลัง ตามสมควร) ความกตัญญูรู้คุณ และการฟังธรรมตามกาลเพื่อบรรเทาความสงสัยและนิวรณ์
- หน้า ๒๐๔–๒๐๗ คาถาที่แปด: ขันติ ความว่าง่าย เห็นสมณะ สนทนาธรรมตามกาล อธิบายมงคลคาถาที่แปด ยกตัวอย่างขันติวาทีดาบสและพระปุณณเถระผู้อดทนต่อการด่าว่า อธิบายความเป็นผู้ว่าง่ายเมื่อถูกตักเตือน อานิสงส์ของการเข้าไปหาและเห็นสมณะผู้สงบกิเลส และการสนทนาธรรมตามกาลเพื่อชำระจิตที่ฟุ้งซ่านหรือหดหู่
- หน้า ๒๐๘–๒๐๙ คาถาที่เก้า: ตบะ พรหมจรรย์ เห็นอริยสัจ ทำนิพพานให้แจ้ง อธิบายมงคลคาถาที่เก้า ตบะคือความเพียรเผาผลาญกิเลสและความเกียจคร้าน พรหมจรรย์ครอบคลุมความหมายทั้งเมถุนวิรัติ สมณธรรม ศาสนา และมรรค การเห็นอริยสัจ ๔ และการทำพระนิพพานให้แจ้งอันได้แก่อรหัตผล
- หน้า ๒๑๐–๒๑๑ คาถาที่สิบ: จิตไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรมแปด อธิบายมงคลคาถาที่สิบ ว่าด้วยจิตของพระอรหันตขีณาสพเท่านั้นที่ไม่หวั่นไหวเมื่อกระทบโลกธรรม ๘ เปรียบเหมือนภูเขาหินแท่งเดียวไม่ไหวด้วยลม เป็นจิตไร้โศก ปราศจากละอองกิเลส และเกษมปลอดจากโยคะทั้งสี่
- หน้า ๒๑๒–๒๑๔ คาถาสุดท้ายมงคลสูตร: สรุปมงคล ๓๘ ประการและผลของการปฏิบัติ สรุปพระธรรมเทศนามงคลสูตรทั้ง ๓๘ ประการ ผู้ปฏิบัติตามย่อมไม่พ่ายแพ้แก่มาร ๔ และถึงความสวัสดีในที่ทั้งปวง เมื่อจบเทศนามีเทวดาบรรลุพระอรหัตนับแสนโกฏิ พระพุทธเจ้าตรัสสั่งพระอานนท์ให้เรียนและสอนมงคลปริยายนี้สืบต่อกันมา จบพรรณนามงคลสูตร
- หน้า ๒๑๕–๒๑๘ พระบาลีรัตนสูตร: รัตนะอันประณีตในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บทพระบาลีรัตนสูตรฉบับเต็ม เรียกหมู่ภูตทั้งปวงให้ตั้งใจฟังและแผ่เมตตาคุ้มครองมนุษย์ พรรณนาคุณอันประณีตหาที่เปรียบมิได้ของพระพุทธเจ้า พระธรรม (สมาธิและมรรคผล) และพระสงฆ์ (พระอริยบุคคล ๘ จำพวก และพระโสดาบัน) ปิดท้ายด้วยคาถาที่ท้าวสักกะตรัสนอบน้อมพระรัตนตรัย
- หน้า ๒๑๙–๒๒๗ ที่มารัตนสูตรและตำนานกรุงเวสาลี: กำเนิดเจ้าลิจฉวีถึงการอาราธนาพระพุทธเจ้าดับภัย ๓ อย่าง ชี้แจงเหตุที่จัดรัตนสูตรไว้ต่อจากมงคลสูตรเพื่อคุ้มครองผู้อื่นจากอมนุษย์ เล่าตำนานกำเนิดเจ้าลิจฉวีจากชิ้นเนื้อที่ดาบสเก็บได้ริมแม่น้ำคงคาจนสร้างกรุงเวสาลี ต่อมาเวสาลีประสบภัย ๓ อย่างคือทุพภิกขภัย อมนุษยภัย และโรคภัย จึงอาราธนาพระพุทธเจ้าจากกรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารจัดขบวนเสด็จพร้อมปาฏิหาริย์ฝนโบกขรพรรษ เมื่อถึงเวสาลีพระอานนท์ทรงเรียนรัตนสูตรแล้วประพรมน้ำพระพุทธมนต์ขับไล่อมนุษย์จนภัยสงบ
- หน้า ๒๒๘–๒๓๔ อรรถกถารัตนสูตร คาถาต้น: เรียกหมู่ภูตฟังธรรมและแผ่เมตตาคุ้มครองมนุษย์ อธิบายคาถาต้นรัตนสูตร คำว่า "ภูต" มีหลายความหมายแต่ในที่นี้หมายถึงอมนุษย์ทั้งที่อยู่พื้นดินและอากาศ ทรงเรียกให้มีใจดีและตั้งใจฟังธรรมโดยเคารพ จากนั้นตรัสให้แผ่เมตตาแก่มนุษย์ผู้นำพลีกรรมมาบูชาทั้งกลางวันกลางคืน และเริ่มอธิบายคาถาสัจจวจนะเปรียบเทียบทรัพย์และรัตนะต่างๆ กับพระรัตนตรัย
- หน้า ๒๓๕–๒๔๓ ความหมายของ "รัตนะ" และรัตนะ ๗ ประการของพระเจ้าจักรพรรดิโดยพิสดาร ไขความคำว่า "รัตนะ" ว่าหมายถึงสิ่งมีค่า หายาก น่ายำเกรง เพื่อเตรียมเปรียบเทียบกับพุทธรัตนะ แล้วพรรณนารัตนะ ๗ ของพระเจ้าจักรพรรดิอย่างพิสดาร ได้แก่ จักรรัตนะ หัตถิรัตนะ อัสสรัตนะ มณีรัตนะ อิตถีรัตนะ คหปติรัตนะ และปริณายกรัตนะ พร้อมบรรยายการเสด็จตรวจพิชิตทวีปทั้ง ๔ ของพระเจ้าจักรพรรดิด้วยอานุภาพจักรรัตนะ
- หน้า ๒๔๔–๒๔๗ เหตุผลที่ไม่มีรัตนะใดเสมอพระพุทธเจ้า และสัจจวจนะแรก "อิทมฺปิ พุทฺเธ รตนํ ปณีตํ" เปรียบเทียบความยินดีที่รัตนะทางโลกให้แก่พระเจ้าจักรพรรดิกับความยินดีในฌานและมรรคผลที่พระพุทธเจ้าประทานแก่เทวดามนุษย์ ซึ่งประณีตกว่ามาก แล้วจัดลำดับชั้นรัตนะจากอวิญญาณกรัตนะจนถึงสัมมาสัมพุทธรัตนะซึ่งเลิศที่สุด ปิดท้ายด้วยสัจจวจนะแรกยืนยันว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นรัตนะอันประณีตที่สุด
- หน้า ๒๔๘ นิพพานธรรมรัตนะ - พรรณนาคาถา "ขยํ วิราคํ" อธิบายเหตุที่พระนิพพานได้ชื่อว่า ขยะ วิราคะ อมตะ และประณีต เพราะเป็นที่สิ้นกิเลส ปราศจากราคะ ไม่มีความเกิดดับ และสูงสุดเหนือธรรมทั้งปวง พระศากยมุนีทรงบรรลุพระนิพพานนั้นด้วยพระองค์เอง จบด้วยสัจจวจนะยืนยันว่าพระนิพพานเป็นธรรมรัตนะอันประณีตซึ่งไม่มีธรรมใดเทียบได้
- หน้า ๒๔๙–๒๕๐ มรรคธรรมรัตนะ - อนันตริกสมาธิที่ไม่มีสมาธิใดเสมอ (ยมฺพุทฺธเสฏฺโ) อธิบายว่าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดทรงสรรเสริญอริยมรรคสมาธิว่าเป็น "อนันตริกสมาธิ" เพราะให้ผลแน่นอนในลำดับถัดไปไม่มีอันตรายขัดขวาง ต่างจากรูปาวจรและอรูปาวจรสมาธิที่ยังพาไปเกิดในอบายได้ จบด้วยสัจจวจนะยืนยันว่ามรรคธรรมนี้เป็นรัตนะอันประณีตซึ่งไม่มีสมาธิใดเสมอเหมือน
- หน้า ๒๕๑–๒๕๔ คุณสังฆรัตนะ - พระอริยบุคคล ๘/๑๐๘ จำพวก และพระขีณาสพผู้เสวยผลสมาบัติ จำแนกพระอริยบุคคลผู้ควรแก่ทักษิณาเป็น ๘ จำพวกโดยย่อ หรือ ๑๐๘ จำพวกโดยพิสดาร (โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ แต่ละประเภทย่อย) รวมเป็น ๔ คู่ อธิบายว่าทานแม้เล็กน้อยที่ถวายท่านเหล่านี้มีผลมาก จากนั้นกล่าวถึงพระขีณาสพผู้ประกอบด้วยศีลสมาธิปัญญา บรรลุอมตะโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เสวยผลสมาบัติที่ระงับกิเลส
- หน้า ๒๕๕–๒๕๘ อุปมาโสดาบันดุจเสาเขื่อนไม่หวั่นไหวต่อวาทะเดียรถีย์ (ยถินฺทขีโล) เปรียบพระโสดาบันผู้หยั่งเห็นอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญาว่าเหมือนเสาเขื่อนที่ฝังรากลึกในดิน ลมพัดมาทั้ง ๔ ทิศก็ไม่อาจทำให้หวั่นไหวได้ ฉันใด สัตบุรุษผู้เห็นอริยสัจก็ไม่มีวาทะของเดียรถีย์ใดสามารถทำให้คลอนแคลนจากทัสสนะนั้นได้ฉันนั้น พร้อมอ้างพระสูตรเปรียบเทียบเสาเหล็กที่ไม่หวั่นไหวต่อลมฝนทั้ง ๔ ทิศ
- หน้า ๒๕๙–๒๖๐ คุณของพระโสดาบันสัตตักขัตตุปรมะ - ไม่ถือภพที่ ๘ และละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ อธิบายพระโสดาบันสัตตักขัตตุปรมะ (ประเภทที่เวียนว่ายอย่างมากที่สุด ๗ ครั้ง) แม้ประมาทเพียงใดก็ไม่ถือเอาภพที่ ๘ เพราะนามรูปดับไปก่อนถึงภพนั้น และด้วยความถึงพร้อมแห่งโสดาปัตติมรรค ท่านละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้เด็ดขาดพร้อมกัน
- หน้า ๒๖๑–๒๖๓ โสดาบันพ้นอบาย ๔ ไม่ทำอภิฐาน ๖ และไม่ปกปิดบาปกรรมที่ทำแล้ว อธิบายว่าพระโสดาบันหลุดพ้นจากอบายทั้ง ๔ (นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย) และไม่อาจทำอภิฐาน ๖ เช่น ฆ่ามารดาบิดาหรือพระอรหันต์ ทำโลหิตพระพุทธเจ้าให้ห้อ ยุยงสงฆ์แตกกัน หรือเข้ารีตศาสนาอื่น แม้ท่านอาจประมาทล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง แต่จะไม่ปกปิดบาปนั้น รีบเปิดเผยแก่พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์ทันที เปรียบดั่งเด็กที่เหยียบถ่านไฟแล้วชักมือเท้ากลับทันที
- หน้า ๒๖๔–๒๖๕ ปริยัติธรรมเปรียบดั่งพุ่มไม้ในป่ายอดบานสะพรั่ง (วนปฺปคุมฺเพ) เปรียบพระปริยัติธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยพระมหากรุณา มิใช่เพื่อลาภสักการะ ว่างดงามดุจพุ่มไม้รุ่นในป่าที่ยอดกิ่งดอกบานสะพรั่งในฤดูคิมหันต์ต้น เพราะสง่างามด้วยอรรถนานาประการ ทั้งขันธ์ อายตนะ สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน ศีลขันธ์และสมาธิขันธ์ ซึ่งล้วนนำไปสู่พระนิพพาน
- หน้า ๒๖๖–๒๖๙ โลกุตรธรรม ๙ ประการ และการดับกิเลสของพระขีณาสพดุจประทีปดับ สรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าด้วยโลกุตรธรรม ๙ ประการผ่านพระนามต่างๆ เช่น วโร วรัญญู วรโท วราหโร อนุตตโร แล้วอธิบายว่าพระขีณาสพผู้สิ้นกรรมเก่าไม่ก่อกรรมใหม่ มีจิตปราศจากกำหนัดในภพหน้า ย่อมดับสนิทเหมือนประทีปดวงหนึ่งที่เขาตามบูชาเทวดาประจำเมืองดับไปต่อหน้าพระพักตร์ในขณะทรงแสดงธรรม
- หน้า ๒๗๐–๒๗๕ ท้าวสักกะตรัส ๓ คาถาปิดท้าย และเรื่องสังขพราหมณ์ผู้ถอนหญ้าลานเจดีย์ ท้าวสักกะเทวราชตรัส ๓ คาถาสุดท้ายนอบน้อมพระรัตนตรัยตามอย่างพระพุทธเจ้า จบเทศนามีสัตว์ ๘๔,๐๐๐ ตรัสรู้ธรรม ตามด้วยเรื่องราวสมัยพุทธกาลที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่าการบูชาสักการะยิ่งใหญ่ที่ทรงได้รับมิใช่ด้วยพุทธานุภาพ แต่เกิดจากบุญเล็กน้อยในอดีตชาติที่ทรงเป็นสังขพราหมณ์ถอนหญ้าโรยทรายบูชาลานเจดีย์พระสุสีมปัจเจกพุทธเจ้า
- หน้า ๒๗๖–๒๗๗ ติโรกุฑฑสูตร - บทพระคาถาว่าด้วยการอุทิศส่วนบุญแก่ผู้ล่วงลับ บทพระคาถาที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสาร พรรณนาฝูงเปรตที่มายืนรอนอกฝาเรือน ทางแพร่ง และประตู หวังรับส่วนบุญจากญาติ สอนว่าทานที่ญาติผู้เอ็นดูอุทิศให้ย่อมสำเร็จผลแก่เปรตดุจน้ำไหลจากที่สูงสู่ที่ลุ่ม ไม่ควรร่ำไห้เศร้าโศกเพราะไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ล่วงลับ ทักษิณาที่ตั้งไว้ดีในสงฆ์เท่านั้นจึงสำเร็จประโยชน์ยั่งยืน
- หน้า ๒๗๘–๒๘๓ ที่มาติโรกุฑฑสูตร - เรื่องในอดีต ๙๒ กัป กำเนิดเปรตจากความริษยาตระหนี่ เล่าที่มาของติโรกุฑฑสูตรย้อนไป ๙๒ กัป สมัยพระเจ้าชัยเสนแห่งกรุงกาสี พระราชโอรส ๓ พระองค์ขอพรอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าปุสสะตลอดไตรมาส แต่คนบางพวกริษยาตระหนี่ทำลายทานจนไปเกิดเป็นเปรต ต่อมาในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าเปรตเหล่านั้นทราบว่าจะได้รับส่วนบุญเมื่อพระเจ้าพิมพิสารซึ่งเคยเป็นญาติถวายทานแด่พระพุทธเจ้าโคดมในอนาคต
- หน้า ๒๘๔–๒๘๕ พระเจ้าพิมพิสารทรงอุทิศทานแก่เปรตญาติหลังเสียงประหลาดยามค่ำคืน พระเจ้าพิมพิสารถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าแต่ลืมอุทิศส่วนกุศลแก่เปรตญาติที่รอคอยอยู่ ทำให้เปรตสิ้นหวังส่งเสียงน่าสะพรึงกลัวในวังยามค่ำคืน วันรุ่งขึ้นพระพุทธเจ้าทรงอธิบายสาเหตุ พระราชาจึงถวายทานอีกครั้งพร้อมอุทิศให้ญาติเปรตโดยเฉพาะ ทำให้เปรตได้รับสระบัว ข้าวน้ำทิพย์ และเครื่องอลังการทิพย์ตามลำดับ
- หน้า ๒๘๖–๒๙๑ พรรณนาคาถาที่ ๑-๖ แห่งติโรกุฑฑสูตรโดยละเอียด ไขความคาถาติโรกุฑฑสูตรทีละคาถา อธิบายศัพท์ ติโรกุฑฑะ (นอกฝาเรือน) สนธิสิงฆาฏกะ (ทางแพร่ง) เหตุที่ญาติระลึกถึงเปรตไม่ได้เพราะกรรมเป็นปัจจัย อธิบายการให้ทานอุทิศ "ขอทานนี้จงมีแก่ญาติทั้งหลาย" และองค์ ๓ ที่ทำให้ทักษิณาสำเร็จผลทันที คือการอนุโมทนาของเปรต การอุทิศของทายก และความถึงพร้อมแห่งทักขิไณยบุคคล
- หน้า ๒๙๒–๒๙๕ ทานที่ญาติอุทิศให้เปรตสำเร็จผลทันที และชาณุสโสณิสูตร: ทานอุทิศถึงเปรตญาติได้เมื่อใด อรรถกถาอธิบายว่าทานที่ญาติผู้มีเมตตาอุทิศให้เปรตย่อมสำเร็จผลทันทีเมื่อเปรตอนุโมทนาด้วยความเคารพ พร้อมสอดแทรกชาณุสโสณิสูตรที่พราหมณ์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าทานที่อุทิศแก่ญาติผู้ล่วงลับสำเร็จผลจริงหรือไม่ พระองค์ตรัสตอบว่าทานสำเร็จผลเฉพาะแก่ผู้เกิดในปิตติวิสัย (ภูมิเปรตที่พึ่งอาหารจากมนุษย์ได้) เท่านั้น ส่วนผู้เกิดในนรก เดรัจฉาน หรือเทวโลก ทานนั้นไม่สำเร็จผลแก่เขาโดยตรง แต่ผู้ให้ก็ไม่ไร้ผลบุญเสมอไป
- หน้า ๒๙๖–๓๐๑ อุปมาน้ำไหลจากที่สูงสู่ที่ต่ำ การให้ทานอุทิศระลึกคุณผู้ล่วงลับ และจบอรรถกถาติโรกุฑฑสูตร อรรถกถาเปรียบทานที่ญาติอุทิศจากโลกมนุษย์ว่าเหมือนน้ำฝนที่ไหลจากที่ดอนลงสู่ที่ลุ่มและรวมเป็นทะเล ย่อมถึงเปรตในปิตติวิสัยเสมอ สอนให้กุลบุตรระลึกถึงคุณที่ผู้ล่วงลับเคยทำไว้แล้วอุทิศทักษิณา ชี้ว่าการร้องไห้คร่ำครวญไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ตายเลย มีแต่ทำตนเดือดร้อน สรรเสริญทานพระเจ้าพิมพิสารว่าทั้งบูชาเปรตและเพิ่มกำลังแก่สงฆ์ จบเทศนามีผู้บรรลุธรรม ๘๔,๐๐๐ คน และจบอรรถกถาติโรกุฑฑสูตร
- หน้า ๓๐๒–๓๐๔ พระคาถานิธิกัณฑสูตร: ขุมทรัพย์ฝังดินเสื่อมสลายได้ แต่ขุมทรัพย์คือบุญติดตามตนไปได้ตลอด ตัวบทนิธิกัณฑสูตรเปรียบเทียบขุมทรัพย์เงินทองที่บุคคลฝังไว้ในดินเพื่อใช้ยามคับขัน ซึ่งอาจสูญหายเพราะเคลื่อนที่ ลืมตำแหน่ง ถูกขโมย หรือสิ้นบุญ กับขุมทรัพย์คือบุญที่สำเร็จด้วยทาน ศีล ความสำรวมและการฝึกตน ซึ่งใครแย่งชิงไม่ได้และติดตามผู้ทำไปทุกภพ อำนวยผลตั้งแต่ความงาม เสียงไพเราะ ความเป็นใหญ่ ไปจนถึงสมบัติมนุษย์ เทวโลก และพระนิพพาน
- หน้า ๓๐๕–๓๑๒ เหตุเกิดนิธิกัณฑสูตร: เศรษฐีสาวัตถีถวายทานแทนไปเข้าเฝ้าพระราชา และนิธิ ๔ ประเภท อรรถกถาเล่าเหตุเกิดสูตรว่ากุฎุมพีผู้มีศรัทธาในกรุงสาวัตถีกำลังถวายทานแด่พระพุทธเจ้าเมื่อราชบุรุษมาเรียกตัวไปเข้าเฝ้าพระราชา เขาตอบเลี่ยงว่าจะไปฝังขุมทรัพย์ก่อน โดยหมายถึงทานที่กำลังถวายนั่นเอง พระพุทธเจ้าจึงตรัสนิธิกัณฑสูตรอนุโมทนา จากนั้นอธิบายนิธิ ๔ ประเภทคือทรัพย์อยู่กับที่ ทรัพย์เคลื่อนที่ได้ ความรู้ความชำนาญ และบุญที่ติดตามไปได้ โดยสูตรนี้มุ่งกล่าวถึงขุมทรัพย์ประเภทหลังสุด
- หน้า ๓๑๓–๓๒๐ วัตถุที่ควรฝังขุมทรัพย์คือบุญ: เจดีย์ สงฆ์ บุคคล แขก มารดาบิดาพี่ชาย และเหตุที่บุญไม่มีใครแย่งชิง อรรถกถาระบุว่าขุมทรัพย์คือบุญฝังไว้ดีเมื่อทำในเจดีย์ สงฆ์ บุคคลผู้ควรแก่ทาน แขกผู้มาเยือน มารดา บิดา หรือพี่ชาย เพราะวัตถุเหล่านี้อำนวยผลยาวนาน ต่างจากขุมทรัพย์เงินทองที่ใครๆ อาจแย่งชิงหรือขุดเอาไปได้ เมื่อถึงคราวตายบุคคลต้องละทิ้งโภคทรัพย์ทั้งปวงไว้ข้างหลัง แต่บุญที่ทำไว้จะติดตามไปกับผู้ทำได้เสมือนไม่เคยพรากจากกัน
- หน้า ๓๒๑–๓๒๗ อานิสงส์บุญนิธิขั้นสูงสุด: ความเป็นจักรพรรดิ เทวราช นิพพาน และจบอรรถกถานิธิกัณฑสูตร อรรถกถาไล่เรียงอานิสงส์บุญนิธิจากสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ความเป็นพระราชาเฉพาะถิ่น พระเจ้าจักรพรรดิ ไปจนถึงความเป็นราชาแห่งเทวดา สมบัติมนุษย์ ความสุขในเทวโลก และท้ายที่สุดคือพระนิพพาน รวมถึงคุณวิเศษของพระอริยะ เช่น ปฏิสัมภิทา สาวกบารมี ปัจเจกโพธิ และพุทธภูมิ จบเทศนาด้วยกุฎุมพีเจ้าของเรื่องและมหาชนได้บรรลุโสดาปัตติผล พระราชาทรงชื่นชม ปิดท้ายด้วยการจบอรรถกถานิธิกัณฑสูตร
- หน้า ๓๒๘–๓๓๐ พระคาถาเมตตสูตร (กรณียเมตตสูตร): คุณสมบัติผู้บำเพ็ญเพียรและการแผ่เมตตาไม่มีประมาณแก่สัตว์ทั้งปวง ตัวบทเมตตสูตรกล่าวถึงกิจที่ผู้ปรารถนาบรรลุความสงบพึงทำ คือมีความอาจหาญ ซื่อตรง ว่าง่าย อ่อนโยน สันโดษ เลี้ยงง่าย มีกิจน้อย และไม่ประพฤติสิ่งที่วิญญูชนติเตียน จากนั้นสอนให้แผ่ไมตรีจิตแก่สัตว์ทุกประเภทไม่มีประมาณ เปรียบเหมือนมารดาถนอมบุตรคนเดียวด้วยชีวิต ผู้เจริญเมตตาเช่นนี้ครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยศีลและทัสสนะ ย่อมไม่กลับมาเกิดในครรภ์อีก
- หน้า ๓๓๑–๓๔๑ เหตุเกิดเมตตสูตร: ภิกษุ ๕๐๐ รูปจำพรรษาป่าหิมวันต์ถูกเทวดาหลอกหลอนจนป่วย พระพุทธเจ้าประทานเมตตสูตรเป็นเครื่องป้องกัน อรรถกถาเล่าว่าภิกษุ ๕๐๐ รูปรับกรรมฐานแล้วไปจำพรรษาในป่าใกล้หิมวันต์ รุกขเทวดาที่ถูกแย่งที่อยู่จึงเนรมิตรูปยักษ์น่ากลัวและกลิ่นเหม็นหลอกหลอนตอนกลางคืน ทำให้ภิกษุจิตไม่สงบ ผอมเหลืองป่วยไข้ เมื่อกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเห็นว่าไม่มีที่อื่นเหมาะสมกว่านี้ จึงตรัสสอนให้กลับไปอยู่ที่เดิมพร้อมประทานเมตตสูตรไว้ใช้เป็นทั้งเครื่องป้องกันภัยจากอมนุษย์และเป็นกรรมฐานเจริญวิปัสสนา
- หน้า ๓๔๒–๓๕๐ คุณสมบัติภิกษุผู้อยู่ป่า: สันโดษ เลี้ยงง่าย ไม่คะนอง และการแผ่เมตตาแก่สัตว์ทุกจำพวกโดยทุกะติกะ อรรถกถาขยายความคุณสมบัติภิกษุผู้อยู่ป่าอย่างละเอียด คือสันโดษด้วยของตน เลี้ยงง่ายไม่ต่อว่าอาหารที่ได้ มีกิจน้อยไม่ยุ่งงานก่อสร้าง มีอินทรีย์สงบและไม่คะนองกายวาจาใจ พร้อมระบุความคะนองทางกาย ๘ อย่างและวาจา ๔ อย่างที่ควรเว้น เช่น นั่งรัดเข่าในสงฆ์ แย่งอาสนะ พูดโดยไม่ขอโอกาส จากนั้นสอนการแผ่เมตตาแก่สัตว์ทุกประเภทอย่างไม่เหลือ ทั้งที่สะดุ้งกลัวหรือมั่นคง ตัวยาวหรือสั้น เห็นแล้วหรือไม่เคยเห็น อยู่ใกล้หรือไกล เกิดแล้วหรือกำลังแสวงหาที่เกิด
- หน้า ๓๕๑–๓๕๗ ไม่หลอกลวงไม่ดูหมิ่นกัน อุปมามารดารักษาบุตร แผ่เมตตาไม่มีประมาณทุกทิศ และจบอรรถกถาเมตตสูตร อรรถกถาสอนไม่ให้หลอกลวงหรือดูหมิ่นผู้อื่นไม่ว่าที่ใด ไม่ปรารถนาทุกข์แก่กันเพราะโกรธเคือง เปรียบผู้เจริญเมตตาดุจมารดาถนอมบุตรคนเดียวด้วยชีวิต สอนให้แผ่เมตตาไม่มีประมาณทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง รักษาสติไว้ไม่ว่ายืนเดินนั่งนอน เรียกการอยู่เช่นนี้ว่าพรหมวิหาร ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลและทัสสนะย่อมไม่กลับมาเกิดในครรภ์อีก ท้ายเรื่องภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปบรรลุพระอรหัตภายในพรรษาเดียวกัน จบอรรถกถาเมตตสูตร
- หน้า ๓๕๘–๓๕๙ นิคมกถา: พระพุทธโฆสาจารย์สรุปปิดท้ายอรรถกถาขุททกปาฐะ ชื่อปรมัตถโชติกา ครบทั้ง ๙ หมวด บทส่งท้ายของพระพุทธโฆสาจารย์ผู้รจนา สรุปว่าได้แต่งอรรถกถาขุททกปาฐะครบ ๙ หมวดคือ สรณะ สิกขาบท ทวัตติงสาการ กุมารปัญหา มงคลสูตร รัตนสูตร ติโรกุฑฑสูตร นิธิกัณฑสูตร และเมตตสูตร อุทิศกุศลขอให้พระสัทธรรมตั้งมั่น พรรณนาคุณของพระพุทธโฆสะผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก ปิดท้ายด้วยคาถาอวยพรให้คัมภีร์ดำรงอยู่ตราบเท่าพระนามพระพุทธเจ้ายังปรากฏในโลก ข้อความปิดท้ายจริงคือ "จบอรรถกถาขุททกปาฐะ แห่ง อรรถกถาขุททกปาฐะ ชื่อว่า ปรมัตถโชติกา" นับเป็นจุดจบสมบูรณ์ของอรรถกถาขุททกปาฐะทั้งเล่ม
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐