เมื่อทรงแสดงอาการชมเชยปรารภญาติทั้งหลายของเปรตเหล่านั้น ที่เสวยผล แห่งกุศลกรรม อันบังเกิดเพราะอาศัยพวกญาติอีก จึงตรัสกึ่งหลังแห่งคาถา ที่ ๕ ว่า จิรํ ชีวนฺตุ และกึ่งต้นแห่งคาถาที่ ๖ ว่า อมฺหากญฺจ กตา ปูตา.
กึ่งหลังและกึ่งต้นแห่งคาถาเหล่านั้นมีความว่า บทว่า จิรํ ชีวนฺตุ ได้แก่มีชีวิตอยู่นาน ๆ มีอายุยืน. บทว่า โน าตี แปลว่า ญาติทั้งหลาย
ของพวกเรา. บทว่า เยสํ เหตุ ได้แก่ เพราะอาศัยญาติเหล่าใด เพราะ
เหตุแห่งญาติเหล่าใด. บทว่า ลภามฺหเส แปลว่า ได้. หมู่เปรตกล่าวอ้าง
สมบัติที่ตนได้ในขณะนั้น.
จริงอยู่ ทักษิณา ย่อมสำเร็จผล คือ ให้เกิดผลในขณะนั้นได้ ก็ ด้วยองค์ ๓ คือ ด้วยการอนุโมทนาด้วยตนเองของเปรตทั้งหลาย ๑ ด้วย การอุทิศของทายกทั้งหลาย ๑ ด้วยการถึงพร้อมแห่งทักขิไณยบุคคล ๑.
บรรดาองค์ทั้ง ๓ นั้น ทายกทั้งหลายเป็นเหตุพิเศษ ด้วยเหตุนั้น
เปรต. ทั้งหลายจึงกล่าวว่า เยสํ เหตุ ลภามฺหเส ย่อมได้เพราะเหตุแห่งญาติ
[ที่เป็นทายก] เหล่าใด. บทว่า อมฺหากญฺจ กตา ปูชา ความว่า และ ญาติทั้งหลายที่อุทิศทานนี้อย่างนี้ว่า อทานนี้จงมีแก่ญาติทั้งหลายของเรา ดังนี้ ชื่อว่า ทำการบูชาพวกเราแล้ว. ทายกา จ อนิปฺผลา ความว่า กรรมที่ สำเร็จมาแต่การบริจาค อันทายกทำแล้วในสันดานใด ทายกทั้งหลาย ชื่อว่า ไม่ไร้ผล ก็เพราะกรรมนั้น ให้ผลในสันดานนั้นเท่านั้น. ในข้อนี้ผู้ทักท้วงกล่าว ว่า ญาติทั้งหลายที่เข้าถึงปิตติวิสัยได้เท่านั้นหรือ หรือว่า แม้คนอื่น ๆ ก็ได้. ขอชี้แจงดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ถูกพราหมณ์ ชื่อ ชาณุสโสณิ ทูลถาม แล้ว ก็ทรงพยากรณ์ข้อนี้ไว้ดังนี้ว่า ในข้อนี้ เราจะพึงกล่าวคำอะไร. สมจริง ดังที่พระสังคีติกาจารย์กล่าวไว้๑ดังนี้ว่า
๑. อัง.ทสก. ๒๔/ข้อ ๑๖๖ ชาณุสโสณีสูตร.