ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๔๖ · ๕๓๙ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๑๐ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๕ อุรคสูตรที่ ๑ ว่าด้วยการละกิเลสดุจงูลอกคราบ อุรคสูตรเปิดเล่มด้วยคาถา ๑๒ คู่ เปรียบเทียบภิกษุผู้ละกิเลสได้สิ้นเชิงกับงูที่ลอกคราบเก่าทิ้ง แต่ละคาถาชี้กิเลสคนละประเภทที่ต้องกำจัด ได้แก่ ความโกรธ ราคะ ตัณหา มานะ วิตก อกุศลมูล และนิวรณ์ ๕ โดยใช้ปัญญาพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของขันธ์ทั้งปวง เพื่อละทั้งฝั่งในคืออัตภาพตนและฝั่งนอกคือสิ่งภายนอกได้อย่างสิ้นเชิง จบด้วยข้อความ จบอุรคสูตรที่ ๑
  2. หน้า ๖–๘ คำนำอรรถกถา: ที่มาชื่อสุตตนิบาตและโครงสร้าง ๕ วรรค ๗๐ สูตร พระพุทธโฆษาจารย์ผู้แต่งอรรถกถาปรมัตถโชติกาเริ่มด้วยการนอบน้อมพระรัตนตรัย แล้วอธิบายที่มาของชื่อ สุตตนิบาต ว่าเพราะเป็นการรวบรวมพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วมาย่อรวมกัน จากนั้นแจกแจงโครงสร้างคัมภีร์เป็น ๕ วรรค คือ อุรควรรค จูฬวรรค มหาวรรค อัฏฐกวรรค และปารายนวรรค รวม ๗๐ สูตร โดยอุรคสูตรเป็นสูตรแรกมีขนาด ๘ ภาณวาร
  3. หน้า ๙–๑๑ มูลเหตุอุรคสูตร: ภิกษุชาวอาฬวีตัดต้นไม้กระทบเทวดา อรรถกถาอธิบายที่มาของคาถาแรกด้วยวิธีปุจฉา-วิสัชนาว่าใครกล่าว กล่าวที่ไหน เมื่อใด เพราะเหตุใด แล้วเล่าเรื่องภิกษุชาวเมืองอาฬวีตัดต้นไม้ทำนวกรรม จนแขนของลูกเทวดาที่สิงอยู่ถูกฟันเข้า เทวดาคิดจะฆ่าภิกษุแต่ยั้งไว้แล้วนำเรื่องไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสคาถาสอนกำจัดความโกรธแก่เทวดา และภายหลังทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามพรากภูตคามพร้อมตรัสคาถาอุรคสูตรแก่ภิกษุทั้งหลาย
  4. หน้า ๑๒–๑๙ อรรถาธิบายคำว่า วิเนติ ประเภทความโกรธ และวินัย ๑๐ อย่าง อรรถกถาไขความคำว่า โย และ อุปฺปติตํ แล้วจำแนกความโกรธที่บังเกิดขึ้นเป็น ๔ ประเภทตามลักษณะการเกิด (วัตตมานะ ภุตวาปคตะ โอกาสกตะ ภูมิลัทธะ) และอีก ๔ ประเภทย่อย จากนั้นอธิบายคำว่า วิเนติ (ย่อมกำจัด) โดยแบ่งวินัยเป็น ๒ ประเภทใหญ่คือสังวรวินัยและปหานวินัย แต่ละประเภทแบ่งย่อยเป็น ๕ อย่าง รวมเป็นวินัย ๑๐ อย่างที่ใช้กำจัดความโกรธได้
  5. หน้า ๒๐–๒๔ สังวรวินัย ๕ อย่าง และวิธีกำจัดอาฆาต ๕ ประการ อธิบายรายละเอียดสังวรวินัย ๕ อย่าง คือ ศีลสังวร สติสังวร ญาณสังวร ขันติสังวร และวิริยสังวร พร้อมยกพระบาลีประกอบแต่ละข้อ แล้วแสดงวิธีที่ภิกษุกำจัดความโกรธด้วยวินัย ๘ อย่างที่เหลือ (เว้นปฏิปัสสัทธิและนิสสรณวินัย) ปิดท้ายด้วยพระพุทธพจน์ว่าด้วยวิธีกำจัดอาฆาต ๕ อย่าง เช่น การเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และการพิจารณาว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน
  6. หน้า ๒๕–๒๘ โทษของความโกรธและอรรถบท โกธํ วิสฏํ โอสเถภิ ยกพระสูตรว่าด้วยธรรม ๗ ประการที่ศัตรูปรารถนาให้เกิดแก่คนขี้โกรธ เช่น มีผิวพรรณทราม นอนเป็นทุกข์ ไม่มีทรัพย์ ไม่มียศ ตายแล้วไปอบาย พร้อมคาถาเตือนสติเรื่องโทษของความโกรธ จากนั้นอรรถกถาไขความศัพท์ในคาถา ได้แก่ โกธํ (อาฆาตจากอาฆาตวัตถุ ๑๙ อย่าง) วิสฏํ โอสเถภิ เปรียบการกำจัดความโกรธเหมือนหมองูใช้ยาถอนพิษงูที่ซ่านไปทั่วร่างกาย
  7. หน้า ๒๙–๓๒ อธิบาย โอรปารํ (ฝั่งในฝั่งนอก) และอุปมางูลอกคราบ อธิบายบาทคาถา โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ ว่าภิกษุผู้ละความโกรธได้สิ้นเชิงด้วยอนาคามิมรรคชื่อว่าละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แล้วไขความคำว่าฝั่งในฝั่งนอกได้หลายนัย เช่น อัตภาพตน-อัตภาพผู้อื่น อายตนะภายใน-ภายนอก มนุษยโลก-เทวโลก จากนั้นอธิบายอุปมางูลอกคราบอย่างพิสดาร ๔ ลักษณะ เทียบกับภิกษุผู้ปรารภความเพียรจนบรรลุอรหัตตผล ปิดท้ายคาถาที่ ๑
  8. หน้า ๓๓–๓๖ เรื่องภิกษุบุตรช่างทองกับกรรมฐานดอกบัวสีเลือด (คาถาราคะ) เล่าเรื่องภิกษุหนุ่มบุตรช่างทอง ศิษย์พระสารีบุตร ที่ได้รับอสุภกรรมฐานแต่ภาวนาไม่ก้าวหน้าเพราะเคยเกิดเป็นช่างทองมา ๕๐๐ ชาติ พระพุทธเจ้าจึงทรงเนรมิตดอกบัวสีแดงสดให้พิจารณาแทน จนภิกษุนั้นเห็นดอกบัวเหี่ยวแห้งแล้วเกิดอนิจจสัญญา ตามด้วยเห็นภพทั้งสามดุจไฟไหม้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงคาถาว่าด้วยการตัดราคะไม่ให้เหลือ ภิกษุนั้นบรรลุพระอรหัตในที่สุดแห่งเทศนา
  9. หน้า ๓๗–๓๙ เรื่องภิกษุที่สระคัคครา (ตัณหา) และภิกษุเห็นสะพานไม้อ้อ (มานะ) เล่าสองเรื่องสั้นคู่กัน เรื่องแรกภิกษุที่สระคัคคราครุ่นคิดด้วยอำนาจตัณหา พระพุทธเจ้าตรัสคาถาสอนให้เหือดแห้งตัณหาไปทีละน้อยจนบรรลุอรหัตต์ เรื่องที่สองภิกษุริมฝั่งแม่น้ำเห็นสะพานไม้อ้อถูกห้วงน้ำใหญ่พัดพังจนสังเวชใจ พระพุทธเจ้าตรัสคาถาสอนถอนมานะให้หมดสิ้นด้วยอรหัตมรรค เปรียบมานะกับสะพานไม้อ้อที่อ่อนแอ ภิกษุทั้งสองบรรลุอรหัตต์
  10. หน้า ๔๐–๔๒ เรื่องพราหมณ์หาดอกมะเดื่อและคาถาว่าด้วยไม่พบสาระในภพ เล่าเรื่องพราหมณ์ผู้หาดอกไม้ที่ไม่เคยมีใครใช้มาประดับธิดา ถูกเด็กหนุ่มแกล้งให้ไปหาดอกมะเดื่อซึ่งไม่มีจริง จนพบภิกษุนั่งกรรมฐานใต้ต้นมะเดื่อ พระพุทธเจ้าทรงทราบอัธยาศัยภิกษุผู้มีมานะมากจึงตรัสคาถาชุดว่าด้วยการไม่พบสาระในภพทั้งหลายเหมือนหาดอกมะเดื่อ และคาถาว่าด้วยผู้ไม่มีความโกรธในใจเพราะละได้ด้วยอนาคามิมรรค
  11. หน้า ๔๓–๔๖ วิตก ๙ อย่าง มัชฌิมาปฏิปทา และขันธ์ที่แปรผัน อรรถกถาจำแนกวิตก ๙ อย่างเป็น ๓ กลุ่ม (กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก, ญาติวิตก ชนปทวิตก อมรวิตก, และกลุ่มเกี่ยวกับลาภสักการะ) ที่ภิกษุพึงกำจัดด้วยมรรคเบื้องต่ำ อธิบายคำว่า นาจฺจสารี-นปจฺจสารี คือไม่แล่นเลยไปไม่ล้าอยู่ตามมัชฌิมาปฏิปทา และไขความคาถาว่าด้วยขันธ์ที่แปรผันไม่เที่ยง ซึ่งภิกษุพึงรู้แจ้งจนปราศจากโลภะ ราคะ โทสะ และโมหะตามลำดับ
  12. หน้า ๔๗–๕๑ อนุสัย อกุศลมูล ตัณหาดุจป่า และนิวรณ์ ๕ (จบอรรถกถาอุรคสูตร) อธิบายอนุสัยและอกุศลมูล ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ ที่ภิกษุถอนได้ด้วยมรรคทั้ง ๔ ตามลำดับกิเลสและลำดับมรรค จากนั้นไขความกิเลสเครื่องกระวนกระวาย (ทรถชา) และกิเลสดุจป่าคือตัณหา (วนถชา) ที่เป็นเหตุแห่งภพใหม่ ปิดท้ายด้วยนิวรณ์ ๕ ที่ภิกษุละได้ตามลำดับมรรคจนเป็นผู้ไม่มีทุกข์ ข้ามความสงสัย ปราศจากลูกศรกิเลส จบอรรถกถาอุรคสูตร
  13. หน้า ๕๒–๕๖ ธนิยสูตรที่ ๒ บทสนทนานายธนิยะคนเลี้ยงโคกับพระพุทธเจ้า ธนิยสูตรที่ ๒ เป็นบทสนทนาโต้ตอบ ๘ คู่ระหว่างนายธนิยะคนเลี้ยงโคผู้มั่งคั่งริมฝั่งแม่น้ำมหีกับพระพุทธเจ้า นายธนิยะอวดความพร้อมทางวัตถุ เช่น ข้าวสำเร็จ น้ำนม ครอบครัวพร้อมหน้า ฝูงโค ท้าให้ฝนตกลงมา พระพุทธเจ้าตรัสตอบด้วยคุณธรรมภายในคู่ขนาน เช่น ความไม่โกรธ จิตหลุดพ้น ไม่มีความต้องการ จบด้วยนายธนิยะเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะพร้อมภรรยา
  14. หน้า ๕๗ อรรถกถาธนิยสูตร: ประวัตินายธนิยะและบุพกรรม อรรถกถาธนิยสูตรเริ่มเล่าประวัตินายธนิยะ ในอดีตชาติสมัยพระพุทธเจ้าทรงพระนามกัสสปะเคยถวายสลากภัตร ๒๐ ที่แก่สงฆ์ทุกวันนาน ๒ หมื่นปี จุติไปเกิดในเทวโลกจนสิ้นพุทธันดร แล้วมาเกิดเป็นบุตรเศรษฐีเจ้าของฝูงโค ๓๐,๐๐๐ ตัวในนครธรรมโกรัณฑะ ผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงโคและอ่านนิมิตฝนจากพฤติกรรมนกและปู เนื้อหาต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไปนอกช่วง core ของ chunk นี้
  15. หน้า ๕๘–๕๙ อรรถกถาธนิยสูตร: บุพกรรมและชีวิตนายธนิยะคนเลี้ยงโค อรรถกถาเล่าที่มาของธนิยสูตร ย้อนบุพกรรมนายธนิยะสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าซึ่งถวายสลากภัตร ๒๐ ที่ทุกวันตลอด ๒ หมื่นปี ได้เกิดในเทวโลกแล้วจุติมาเป็นบุตรเศรษฐีเลี้ยงโค ๓๐,๐๐๐ ตัวริมแม่น้ำมหี รู้นิมิตฝนจากพฤติกรรมนกและปู จึงย้ายที่อยู่ไปที่น้ำท่วมไม่ถึง เตรียมพร้อมรับฤดูฝนแล้วนอนเปล่งอุทานยินดีในสมบัติของตน
  16. หน้า ๖๐–๖๓ พรรณนาศัพท์คาถาที่ ๑ ของนายธนิยะ และการเสด็จมาโปรดทางอากาศ อรรถกถาไขความหมายศัพท์บาลีทีละคำในคาถาที่ธนิยะเปล่งอุทาน เช่น ปกฺโกทโน (ข้าวหุงสุก) พุทฺธขีโร (น้ำนมรีด) ธนิโย โคโป (ชื่อและอาชีพ) อนุตีเร มหิยา (ริมฝั่งแม่น้ำมหี) ฉนฺนา กุฏิ อาหิโต ปวสฺส จนถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบด้วยพุทธจักษุว่าครอบครัวธนิยะพร้อมบรรลุธรรม จึงเสด็จทางอากาศไปประทับเหนือกระท่อมของเขาทันที
  17. หน้า ๖๔–๖๘ คาถาตอบของพระพุทธเจ้า (อกฺโกธโน) และความหมายเชิงโลกุตระ พระพุทธเจ้าตรัสคาถาที่พยัญชนะคล้ายของธนิยะแต่ความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง อรรถกถาไล่อธิบายความโกรธตั้งแต่ขั้นเล็กน้อยจนถึงฆ่าตัวตายซึ่งพระองค์ทรงละได้หมดที่โคนโพธิ์ อธิบายกิเลสดุจหลักตอที่ถูกถอนราก อัตภาพเปรียบเป็นกุฎีที่ไม่มีหลังคากิเลสปกปิดจึงไม่ถูกฝนกิเลสรั่วรด และไฟกิเลส ๑๑ กองที่ดับสนิทด้วยน้ำอริยมรรค
  18. หน้า ๖๙–๗๓ เทียบความยินดีทีละคู่ และอุปมาแพข้ามฝั่งที่ไม่ต้องผูกซ้ำ พระพุทธเจ้าทรงไล่เทียบความยินดีของธนิยะกับความยินดีของพระองค์ทีละข้อ (ข้าวสุก-ความไม่โกรธ, รีดนม-ไม่มีกิเลส, มุงกระท่อม-หลังคาเปิด) เพื่อชี้ว่าธนิยะยินดีด้วยสิ่งที่นำทุกข์มาให้ ธนิยะยังไม่หยุดจึงกล่าวถึงฝูงโคที่ปลอดภัยจากเหลือบยุง พระพุทธเจ้าจึงตรัสอุปมาแพว่าอริยมรรคที่พระองค์ข้ามถึงฝั่งนิพพานแล้วไม่ต้องผูกอีก ต่างจากแพจริงที่ธนิยะยังต้องผูกซ้ำเพื่อข้ามน้ำอยู่ร่ำไป
  19. หน้า ๗๔–๗๙ ความซื่อสัตย์ของภรรยาและความเป็นอิสระ เทียบกับจิตและพระสัพพัญญุตญาณ ธนิยะกล่าวถึงภรรยาผู้ไม่โลเลด้วยความโลเล ๕ ประการ พระพุทธเจ้าตรัสเทียบว่าจิตของพระองค์เชื่อฟังและไม่มีบาปมาตั้งแต่ก่อนตรัสรู้ถึง ๒๙ ปี แม้มารติดตามหาโทษถึง ๗ ปีก็ไม่พบ จากนั้นธนิยะอวดว่าเลี้ยงตนเองไม่เป็นทาสใคร พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ไม่ต้องพึ่งค่าจ้างใดเพราะสิ้นตัณหาและบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้วอย่างแท้จริง
  20. หน้า ๘๐–๘๔ ฝูงโคบริบูรณ์เทียบความไม่มีกิเลส และคาถาแสดงอริยสัจ ๔ ธนิยะอวดฝูงโคหลายประเภทและเชือกผูกโคที่แข็งแรงไม่มีวันขาด พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ไม่มีกิเลสเหล่านั้นเลย แล้วตรัสคาถาสำคัญเปรียบโคตัวใหญ่ทำลายเชือกและช้างทำลายเถาหัวเน่ากับการตัดสังโยชน์เบื้องสูงและเบื้องต่ำได้หมด อรรถกถาประมวลคาถานี้เป็นอริยสัจ ๔ ครบทั้งทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค
  21. หน้า ๘๕–๙๓ ครอบครัวธนิยะบรรลุโสดาบัน มารผจญขวางการบวช และจบเรื่องด้วยอรหัตผล หลังฟังคาถาสัจจะ ๔ นายธนิยะ ภรรยา และธิดา ๒ คนบรรลุโสดาปัตติผลพร้อมกัน พระพุทธเจ้าทรงเปล่งพระรัศมี ฝนตกลงมาพร้อมกัน ธนิยะขอถึงไตรสรณคมน์และขอบวชทั้งคู่กับภรรยา มารผู้มีบาปพยายามห้ามด้วยการยกคุณค่าของการครองเรือนและความเพลิดเพลินในบุตรโค แต่พระพุทธเจ้าทรงย้อนแสดงว่าอุปธิเป็นเหตุแห่งความเศร้าโศกต่างหาก ในที่สุดธนิยะและภรรยาได้บวชและบรรลุพระอรหัตผล
  22. หน้า ๙๔–๑๐๓ ขัคควิสาณสูตร: คาถาผู้เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด รวมพระคาถาของพระปัจเจกพุทธเจ้าที่แสดงเหตุผลควรเที่ยวไปผู้เดียว เริ่มจากไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง ความเยื่อใยในบุตรภรรยาและมิตรเป็นเหตุแห่งทุกข์และความเสื่อม การเห็นโทษในกามคุณดุจหัวฝี การเลือกคบสหายที่ดีหรืออยู่ผู้เดียวดุจราชสีห์และช้างมาตังคะ จนถึงการทำลายสังโยชน์และบรรลุธรรมด้วยตนเองโดยไม่มีผู้ใดแนะนำ
  23. หน้า ๑๐๔–๑๑๓ อรรถกถาขัคควิสาณสูตร: เงื่อนไขการปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ปัจเจกพุทธเจ้า และสาวก อรรถกถาเล่าที่มาของสูตรจากคำถามพระอานนท์เรื่องความปรารถนาและอภินิหาร อธิบายระยะเวลาบำเพ็ญบารมี ๔/๘/๑๖ อสงไขยแสนกัปสำหรับพระพุทธเจ้าตามประเภทปัญญาธิกะ สัทธาธิกะ วิริยาธิกะ สมบัติ ๘ ประการที่ต้องมี อภัพฐานะ ๑๘ ประการที่พระโพธิสัตว์ไม่พึงเป็น รวมถึงเงื่อนไข ๕ ประการของปัจเจกพุทธเจ้า (๒ อสงไขยแสนกัป) และของสาวก ก่อนโยงเข้าสู่ที่มาของขัคควิสาณสูตรจากปัจเจกพุทธเจ้าผู้บวชสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า
  24. หน้า ๑๑๔–๑๒๐ คตปัจจาคตวัตร: จริยาภิกษุผู้บำเพ็ญกรรมฐานระหว่างบิณฑบาต อรรถกถาจำแนกภิกษุ ๔ ประเภทตามการถือกรรมฐานไปและกลับระหว่างบิณฑบาต อธิบายกรรมฐาน ๒ อย่างคือสัพพัตถกกรรมฐาน (เมตตา มรณสติ) และปาริหาริยกรรมฐาน (จตุธาตุววัฏฐานเป็นต้น) พร้อมยกตัวอย่างพระมหาปุสสเทวเถระผู้บำเพ็ญวัตรเคร่งครัด ๑๙ ปีจนบรรลุอรหัต พระมหานาคเถระผู้อธิษฐานเดินจงกรม ๗ ปีแล้วบำเพ็ญวัตรอีก ๑๖ ปี และภิกษุ ๕๐ รูปที่กลัมพติตถวิหารทำกติกาไม่พูดกันจนบรรลุอรหัตทั้งหมดในพรรษาเดียว
  25. หน้า ๑๒๑ ตัวอย่างภิกษุผู้เคร่งครัดในคตปัจจาคตวัตรจนบรรลุอรหัตตผล: พระมหาปุสสเทวเถระ พระมหานาคเถระ และภิกษุ ๕๐ รูป เล่าเรื่องพระมหาปุสสเทวเถระผู้บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรถึง ๑๙ ปีจนชาวบ้านนึกว่าท่านหลงทาง แต่ท่านไม่สนใจคำติเตียนจนบรรลุอรหัตต์ พระมหานาคเถระผู้อธิษฐานเดินจงกรม ๗ ปีก่อนบำเพ็ญวัตรอีก ๑๖ ปี และภิกษุ ๕๐ รูปที่กลัมพติตถวิหารผู้ตั้งกติกาไม่พูดกันจนกว่าจะบรรลุอรหัตต์ ทั้งหมดแสดงถึงพลังของความเพียรไม่ลดละในการรักษาสติ
  26. หน้า ๑๒๒–๑๒๙ พระเจ้าพรหมทัตแห่งกรุงพาราณสี: จากมหาราชสมบัติสู่การเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์แรกผู้ตรัสคาถาสัพเพสุภูเตสุ เล่าชีวิตพระเจ้าพรหมทัตผู้เจริญกสิณจนได้อภิญญาสมาบัติ แต่เสื่อมสมาธิเพราะราชกิจ จึงมอบราชสมบัติแก่อำมาตย์ไปบำเพ็ญสมณธรรม อำมาตย์นั้นกลับล่วงเกินมเหสีจนถูกเนรเทศ แล้วยุยงพระราชาศัตรูให้ยกทัพมาตี แต่พระเจ้าพรหมทัตทรงเมตตาไม่รบ ทำให้ศัตรูยึดเมืองได้ง่ายแล้วหวาดกลัวจนขอสวามิภักดิ์เอง พระองค์จึงเจริญเมตตาฌานและบรรลุปัจเจกโพธิญาณโดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อ
  27. หน้า ๑๓๐–๑๓๔ อรรถาธิบายพยัญชนะคาถาที่ ๑ (สัพเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทัณฑัง) และพรรณนาภูเขาคันธมาทน์ที่ประทับพระปัจเจกพุทธเจ้า ไขความหมายศัพท์ในคาถาแรก เช่น ทัณฑ์หมายถึงทุจริตทางกาย วาจา ใจ และคำว่า เอโก (ผู้เดียว) มีนัยหลายชั้นทั้งด้านเพศบรรพชา การไม่มีเพื่อน การละตัณหาและกิเลส จากนั้นบรรยายภูเขาคันธมาทน์ เงื้อมนันทมูลกะ และโรงรัตนะที่มีลมวิเศษคอยปัดกวาดตกแต่งไว้รับพระปัจเจกพุทธเจ้าทุกองค์ในวันอุโบสถ
  28. หน้า ๑๓๕–๑๔๑ พระราชกุมารอนิตถีคันโธผู้เกลียดสตรีแต่กำเนิด และการบรรลุปัจเจกโพธิญาณเมื่อคู่หมั้นสิ้นพระชนม์กลางทาง (คาถาสังสัคคชาตัสส) เล่าเรื่องพระกุมารที่ไม่ทรงยินดีในสตรีตั้งแต่เด็ก จนบิดามารดาต้องให้ช่างทำรูปสตรีทองคำเพื่อหาคู่ที่งามเทียบเท่า ครั้นได้นางในแคว้นมัททะแล้ว นางกลับสิ้นพระชนม์ระหว่างเดินทางเพราะบอบช้ำจากการเดินทาง พระกุมารทรงเศร้าโศกจนพิจารณาปฏิจจสมุปบาทและบรรลุธรรม ตามด้วยคำอธิบายความเกี่ยวข้อง ๕ อย่างที่นำไปสู่ราคะและความทุกข์
  29. หน้า ๑๔๒–๑๔๕ พระราชาผู้เสื่อมจากสมาบัติเพราะเสียงโห่ร้องเรื่องอำมาตย์ทุจริต และลักษณะมิตรแท้ ๔ ประเภท (คาถามิตเตสุหัชเช) เล่าเรื่องพระราชาผู้มอบราชสมบัติแก่อำมาตย์ไปบำเพ็ญสมณธรรม แต่อำมาตย์รับสินบนตัดสินคดีไม่เป็นธรรม เสียงโห่ร้องของประชาชนทำให้พระองค์เข้าสมาบัติไม่ได้ จึงทรงเห็นโทษของความผูกพันในมิตรและกลับมาบำเพ็ญเพียรจนบรรลุธรรม แทรกด้วยพระพุทธพจน์แจกแจงคุณสมบัติมิตรแท้ ๔ ประเภท ได้แก่ มิตรมีอุปการะ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ มิตรแนะประโยชน์ และมิตรอนุเคราะห์
  30. หน้า ๑๔๖–๑๔๘ อุปมากอไผ่: พระปัจเจกพุทธเจ้า ๓ องค์แสดงธรรมเรื่องความไม่เกี่ยวข้องแก่พระราชาผ่านหน่อไม้ที่ยังไม่เกิดกิ่ง (คาถาวังโสวิสาโล) เล่าเรื่องพระปัจเจกโพธิสัตว์ ๓ องค์ องค์หนึ่งเสวยราชสมบัติ อีกสององค์บรรลุธรรมก่อนจึงมาโปรดพระสหาย โดยยืนที่โคนกอไผ่แสดงธรรมว่าพระองค์ทรงเกี่ยวพันด้วยตัณหาดุจกอไผ่ที่รากกิ่งพันกันจนถอนไม่ขึ้น ต่างจากหน่อไม้ใหม่ที่ยังไม่มีกิ่งจึงถอนได้ง่าย เป็นอุปมาความไม่เกี่ยวข้องในบุตรภรรยาที่นำไปสู่การบรรลุปัจเจกโพธิญาณ
  31. หน้า ๑๔๙–๑๕๗ มหาปทุมเทวบุตร: กำเนิดจากดอกบัวของธิดาเศรษฐีผู้ถวายทานด้วยศรัทธา สู่พระราชโอรสผู้บรรลุธรรมจากการดูฝูงเนื้อในป่า (คาถามิโคอรัญญัมหิ) เล่าเรื่องธิดาเศรษฐีผู้ถูกรังเกียจแต่กำเนิด เมื่อถวายบิณฑบาตแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยศรัทธาและตั้งความปรารถนา ๕ ข้อ ก็พ้นเวรกรรมกลายเป็นที่รักและได้ไปเกิดในดอกบัวบนสวรรค์ ต่อมาจุติลงมาเกิดในดอกบัวเป็นพระโอรสพระเจ้ากรุงพาราณสีผู้ไร้ทายาท ทรงเบื่อหน่ายการถูกป้อนของเสวยจากมหาชน จนวันหนึ่งทอดพระเนตรฝูงเนื้อที่หากินอย่างอิสระในป่า ทรงเปรียบเทียบกับชีวิตตนเองและบรรลุปัจเจกโพธิญาณ
  32. หน้า ๑๕๘–๑๖๑ พระราชาผู้เอือมระอาการถูกอำมาตย์ทูลขอสิ่งของไม่หยุดหย่อน (คาถาอามันตนา) และพระเจ้าเอกปุตติกพรหมทัตผู้สูญเสียพระโอรสองค์เดียว (คาถาขิฑฑารติ) รวมสองเรื่องสั้น เรื่องแรกพระราชาทรงเบื่อหน่ายที่ต้องถูกอำมาตย์ทูลขอช้าง ม้า รถ และตำแหน่งอยู่เรื่อยจนทรงผนวช แต่กลับพบว่าอำมาตย์ผู้บวชตามก็ยังแก่งแย่งลาภสักการะกันเอง เรื่องที่สองพระราชาผู้รักพระโอรสองค์เดียวยิ่งชีวิต เมื่อโอรสสิ้นพระชนม์กะทันหันจึงทรงเศร้าโศกจนพิจารณาปฏิจจสมุปบาทและบรรลุปัจเจกโพธิญาณ
  33. หน้า ๑๖๒–๑๖๕ พระราชาทรงห้ามการบูชายัญด้วยการฆ่าสัตว์หลังฟังธรรมจากพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เจริญพรหมวิหาร ๔ (คาถาจาตุททิโส) พระราชาทรงสะดุ้งตื่นกลัวกลางคืนจนปุโรหิตแนะให้บูชายัญด้วยสัตว์นับพัน พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕ องค์ทราบเรื่องจึงมาโปรดโดยทูลว่าตนไม่มีภัยเพราะเจริญเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา พระราชาทรงเปรียบเทียบคำสอนของสมณะกับพราหมณ์แล้วเห็นว่าคำของบรรพชิตบริสุทธิ์กว่า จึงสั่งปล่อยสัตว์ทั้งหมดและทรงเจริญพรหมวิหารจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ
  34. หน้า ๑๖๖–๑๖๗ พระราชาผู้สงเคราะห์โอรสเลี้ยงจนถูกยุยงให้บาดหมาง และบริษัทที่สงเคราะห์ได้ยากทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ (คาถาทุสสังคหา) พระราชาทรงรับพระมเหสีที่มีครรภ์มาอภิเษกและรักพระโอรสเลี้ยงดุจโอรสแท้ แต่บริวารเดิมยุยงให้โอรสแยกตัวจากพระองค์ พระองค์จึงทรงเอือมระอาสละราชสมบัติออกผนวช แต่แม้ในหมู่บรรพชิตก็ยังมีการอิจฉาริษยาเรื่องลาภสักการะ ทำให้ทรงตระหนักว่าทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตบางพวกสงเคราะห์ได้ยากเท่ากัน จึงเสด็จเข้าป่าองค์เดียวจนบรรลุธรรม
  35. หน้า ๑๖๘–๑๗๑ ต้นทองหลางผลัดใบ: อนิจจสัญญาของพระเจ้าจาตุมาสิกพรหมทัตผู้เฝ้าดูต้นไม้เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล (คาถาโอโรปยิตวา) พระราชาเสด็จประทับใต้ต้นทองหลางต้นเดิมทุกฤดูร้อนตลอดสามครั้ง ทรงเห็นต้นไม้เปลี่ยนจากใบเขียวครึ้มเป็นดอกบานสะพรั่งจนใบร่วงหมดต้นเหลือแต่กิ่งแห้งเหมือนตาย ทรงเกิดอนิจจสัญญาเปรียบเทียบว่าแม้ต้นไม้ซึ่งไม่มีจิตใจยังแปรเปลี่ยนได้ นับประสาอะไรกับสังขารมีใจครอง จึงทรงปรารถนาสลัดเพศคฤหัสถ์ดุจต้นไม้สลัดใบ และบรรลุปัจเจกโพธิญาณ
  36. หน้า ๑๗๒–๑๗๔ ราชบุตรและบุตรปุโรหิตเรียนศิลปะความยินดีในการอยู่ผู้เดียวจากพระปัจเจกพุทธเจ้า ต่างคนต่างบรรลุธรรมเมื่อเลิกพึ่งพากัน (คาถาสเจลเภถ) สหายสนิทสองคนบวชแล้วขอเรียนศิลปะจากพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งแท้จริงคือการอยู่ผู้เดียวอย่างมีสมาธิ ราชบุตรกระสันบ่อยจนรบกวนบุตรปุโรหิต เมื่อบุตรปุโรหิตหลบไปที่อื่น ราชบุตรจึงเกิดความละอายใจ ตั้งใจปฏิบัติเองจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ทั้งคู่จึงกล่าวคาถาสรรเสริญการมีสหายดี หากหาไม่ได้ก็ควรอยู่ผู้เดียวดุจพญาช้างละโขลง
  37. หน้า ๑๗๕–๑๗๗ กำไลข้อมือนางทาสีกับอุปมาการอยู่คนเดียวไม่กระทบกระทั่ง: พระราชาผู้บรรลุธรรมจากการสังเกตชีวิตประจำวัน (คาถาอัทธาปสังสาม) พระราชาทรงสังเกตนางทาสีบดจันทน์ที่แขนข้างมีกำไลสองวงกระทบกันเสียงดัง ส่วนแขนข้างมีวงเดียวไม่มีเสียง ทรงเปรียบเทียบว่าการอยู่รวมหมู่ย่อมมีการกระทบกระทั่งดังการอยู่คนเดียว ทรงทดสอบพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ฉันอาหารอย่างไม่รังเกียจทั้งของเลวและของดีจนพอพระทัย ก่อนจะทรงบำเพ็ญตามจนบรรลุธรรมเช่นกัน โดยตอนท้ายเริ่มเกริ่นคาถาที่ ๑๔ ต่อไป
  38. หน้า ๑๗๘–๑๗๙ เรื่องกำไลทองกระทบกันสอนธรรมความสงัด (ทิสฺวา สุวณฺณสฺส) พระราชาทอดพระเนตรนางทาสีบดจันทน์ กำไลทองข้างที่มีวงเดียวไม่กระทบเสียง ส่วนข้างที่มีสองวงกระทบกันดัง ทรงเห็นเป็นนิมิตว่าอยู่รวมหมู่ย่อมกระทบกัน อยู่คนเดียวย่อมสงบ เมื่อพระเทวีเข้ามาไล้จันทน์แทนก็ยิ่งเสียงดังกว่าเดิม พระองค์จึงเบื่อหน่าย ทรงผนวชบำเพ็ญวิปัสสนาจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ
  39. หน้า ๑๘๐–๑๘๓ เรื่องพระราชาพาโอรสเข้าป่าและภัยแห่งความผูกพัน (เอวํ ทุติเยน) พระราชาทรงประวิงการผนวชจนพระโอรสเติบใหญ่แข็งแรงจึงทรงผนวชพาพระโอรสไปด้วย พระโอรสทนความยากลำบากในป่าไม่ไหว พระราชาจึงยอมพาพระโอรสกลับคืนพระมารดา ส่วนพระองค์เสด็จกลับที่พักบำเพ็ญวิปัสสนาจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ทรงเห็นภัยในอนาคตจากการติดพันพูดจาผูกพันกับผู้อื่น จึงตรัสคาถาสอนให้เที่ยวไปผู้เดียว
  40. หน้า ๑๘๔–๑๘๕ เรื่องเศรษฐีบุตรบวชสามครั้งจึงสำเร็จ (กามาหิ จิตฺรา) เศรษฐีบุตรผู้เคยชินกับความสุขสบายขอบวชกับปัจเจกพุทธเจ้า แต่ทนความลำบากของสมณะไม่ไหวจึงลาสิกขาถึงสองครั้ง ครั้งที่สามจึงตั้งใจปฏิบัติจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ตรัสคาถาว่ากามทั้งหลายงามวิจิตรมีรสอร่อยย่อมย่ำยีจิตด้วยรูปแปลกๆ บุคคลเห็นโทษในกามคุณแล้วพึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด
  41. หน้า ๑๘๖–๑๘๗ เรื่องพระราชาเป็นฝีต้องผ่าตัดซ้ำสามครั้ง (อีตี จ) พระราชาเป็นฝีต้องผ่าตัดรักษาแต่เสวยอาหารรสเลิศจนแผลกำเริบซ้ำถึงสามครั้ง แพทย์ทั้งหลายยอมแพ้ พระองค์ทรงเบื่อหน่ายสละราชสมบัติทรงผนวชบำเพ็ญวิปัสสนาเจ็ดปีจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ตรัสคาถาเปรียบกามคุณดุจจัญไร ฝี อุปัทวะ โรค และลูกศรที่พึงเห็นภัยแล้วเที่ยวไปผู้เดียว
  42. หน้า ๑๘๘–๑๘๙ เรื่องพระราชาสีตาลุกทนความหนาวร้อนไม่ย้ายที่อยู่ (สีตญฺจ) พระราชาผนวชแล้วประทับในป่าที่ทั้งหนาวร้อนและขาดแคลนภิกษาทรงคิดจะย้ายไปที่สมบูรณ์กว่า แต่ทรงเห็นว่าบรรพชิตไม่ควรตกอยู่ในอำนาจปัจจัย จึงตัดสินใจไม่ย้ายและอดทนอยู่ในป่าเดิมถึงเจ็ดปีจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ตรัสคาถาสอนให้ครอบงำอันตรายทั้งหนาวร้อนหิวกระหายลมแดดเหลือบและสัตว์เลื้อยคลาน
  43. หน้า ๑๙๐–๑๙๒ เรื่องพญาช้างและพระราชาผู้เคยตกนรก (นาโค ว) พระราชาเคยเสวยราชสมบัติแล้วตกนรก จุติมาเกิดเป็นพญาช้างจ่าโขลง เบื่อหน่ายการอยู่รวมหมู่จึงหนีไปหาพระนัดดาผู้เป็นพระราชา และเล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟัง วันหนึ่งขณะประทับบนหลังช้างพระราชาทรงพิจารณาว่าการอยู่เป็นหมู่เป็นทุกข์ อยู่คนเดียวเป็นสุข จึงบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ตรัสคาถาเปรียบกับพญาช้างละโขลงเที่ยวไปในป่าตามอภิรมย์
  44. หน้า ๑๙๓–๑๙๕ เรื่องพระกุมารบวชแต่ยังคลุกคลี ปัจเจกพุทธเจ้าอาทิจจพันธุ์สอน (อฏฺฐานํ ตํ) พระกุมารขอบวชแต่ต้องอยู่ในพระราชอุทยานเท่านั้น พระมารดาบิดาเสด็จเยี่ยมทุกวันจนไม่เคยสงัด ปัจเจกพุทธเจ้าอาทิจจพันธุ์ทราบด้วยญาณจึงมาโปรดชี้ให้เห็นว่าบรรพชิตแท้ต้องสงัด แสดงฤทธิ์ให้เห็นวิหารในหิมวันตประเทศ แล้วกล่าวว่าผู้ยินดีคลุกคลีด้วยหมู่คณะย่อมไม่อาจบรรลุวิมุตติ พระกุมารสำนึกจึงลอบหนีเข้าป่าบำเพ็ญวิปัสสนาจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ
  45. หน้า ๑๙๖–๑๙๘ เรื่องพระราชาถามอำมาตย์เรื่องวิวัฏฏะและทิฏฐิ ๖๒ (ทิฏฺฐีวิสูกานิ) พระราชาทรงสงสัยว่ามีธรรมที่กำจัดวัฏฏะได้หรือไม่ จึงตรัสถามอำมาตย์ แต่อำมาตย์ทั้งหลายตอบด้วยความเห็นสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ พระองค์ทรงเห็นว่าไม่มีใครรู้จริง จึงสละราชสมบัติออกแสวงหาด้วยพระองค์เอง บำเพ็ญวิปัสสนาจนล่วงพ้นทิฏฐิอันเป็นข้าศึกบรรลุปัจเจกโพธิญาณด้วยพระองค์เองโดยไม่มีผู้แนะนำ
  46. หน้า ๑๙๙–๒๐๑ เรื่องพ่อครัวเจ้าเล่ห์หวังรางวัลจากพระราชา (นิลฺโลลุโป) พ่อครัวปรุงอาหารรสเลิศหวังรางวัลจากพระราชา แต่พระราชาไม่ตรัสอะไรเพราะเกรงเสียงติเตียนว่าติดในรส พ่อครัวจึงปรุงอาหารเลวลงเรื่อยๆ เพื่อทดสอบ พระราชาทรงเบื่อหน่ายว่าเสวยมายี่สิบปีก็ไม่เคยได้อาหารดีเพราะความโลภของพ่อครัว จึงสละราชสมบัติทรงผนวช บรรลุปัจเจกโพธิญาณ ตรัสคาถาสอนให้ไม่โลภ ไม่หลอกลวง ไม่มีความกระหาย ไม่ลบหลู่ ครอบงำโลกทั้งปวงได้
  47. หน้า ๒๐๒–๒๐๓ เรื่องอำมาตย์มิจฉาทิฏฐิขัดขวางการให้ทาน (ปาปํ สหายํ) พระราชาทรงประสงค์จะสร้างโรงทานแจกข้าวเปลือกเก่าที่จะทิ้งอยู่แล้ว แต่อำมาตย์เจ้าทิฏฐิทูลค้านซ้ำถึงสามครั้งด้วยความเห็นว่าทานไม่มีผล พระองค์ทรงเบื่อหน่ายว่าไม่อาจแม้แต่ให้ของตนเองเพราะสหายผู้ลามก จึงสละราชสมบัติออกผนวชจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ตรัสคาถาสอนให้เว้นสหายผู้ชี้บอกความฉิบหายและตั้งอยู่ในกรรมอันไม่เสมอ
  48. หน้า ๒๐๔–๒๐๖ เรื่องพระเจ้าสุตพรหมทัตแสวงหาปัจเจกพุทธเจ้าผู้พหูสูต (พหุสฺสุตํ) พระเจ้าสุตพรหมทัตทรงใฝ่ในความเป็นพหูสูตจึงนิมนต์ปัจเจกพุทธเจ้าแปดองค์มาฉัน หวังฟังธรรมอันวิจิตร แต่แต่ละองค์กล่าวเพียงประโยคสั้นเช่นขอให้สิ้นราคะ สิ้นโทสะ ทรงผิดหวังจนพิจารณาลึกซึ้งจึงเข้าใจว่าคำสั้นเหล่านั้นครอบคลุมอรรถอันไม่มีประมาณ ดุจชี้นิ้วที่แผ่นดินก็เป็นอันชี้ทั้งแผ่นดิน จึงทรงผนวชบำเพ็ญจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ
  49. หน้า ๒๐๗–๒๐๘ เรื่องพระราชาหมกมุ่นตกแต่งพระองค์จนปวดหลัง (ขิฑฺฑํ รตึ) พระเจ้าวิภูสกพรหมทัตทรงหมกมุ่นแต่งพระองค์ทุกวันจนไม่มีเวลาเสวยและบรรทม เกิดพระโรคปวดหลังจากความขวนขวายนั้น ทรงตระหนักว่าแม้ตกแต่งเต็มที่ก็ยังไม่พอใจ ความโลภนำไปสู่อบาย จึงสละราชสมบัติทรงผนวชจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ตรัสคาถาสอนให้ไม่พอใจการเล่นความยินดีกามสุขและเว้นจากฐานะแห่งการประดับ
  50. หน้า ๒๐๙–๒๑๐ เรื่องพระราชาหนุ่มเห็นทุกข์ของการครองราชย์ (ปุตฺตญฺจ ทารํ) พระราชโอรสผู้ได้อภิเษกแต่ยังทรงพระเยาว์ทรงพิจารณาว่าการเสวยราชสมบัติทำให้เกิดทุกข์แก่ชนจำนวนมากเพื่อประโยชน์ของคนเดียว จึงทรงสละราชสมบัติออกผนวชบำเพ็ญวิปัสสนาจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ตรัสคาถาสอนให้ละบุตร ภรรยา บิดามารดา ทรัพย์ ข้าวเปลือก พวกพ้อง และกามทั้งหลายแล้วเที่ยวไปผู้เดียว
  51. หน้า ๒๑๑–๒๑๒ เรื่องพระเจ้าปาทโลลพรหมทัตทอดพระเนตรนักฟ้อนสามปราสาท (สงฺโค เอโส) พระราชาเสด็จชมนักฟ้อนสามรุ่นในสามปราสาททุกวันแต่ไม่เคยพอพระราชหฤทัย ทรงตระหนักว่าความเกี่ยวข้องในกามคุณมีสุขน้อยแต่ทุกข์มาก ดุจหัวฝีที่ล่อลวงให้หลงยินดี จึงสละราชสมบัติทรงผนวชบำเพ็ญวิปัสสนาจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ตรัสคาถาสอนบัณฑิตให้ทราบโทษของกามคุณแล้วเที่ยวไปผู้เดียว
  52. หน้า ๒๑๓–๒๑๔ เรื่องไฟป่าและปลาทำลายข่ายเป็นนิมิตสอนธรรม (สนฺทาลยิตฺวาน) พระเจ้าอนิวัตตพรหมทัตทอดพระเนตรไฟป่าลุกลามไปไม่หวนกลับและปลาทำลายข่ายชาวประมงหนีไปได้ ทรงเปรียบกับการเผาผลาญกิเลสด้วยอริยมรรคญาณและการทำลายข่ายคือตัณหาทิฏฐิ จึงสละราชสมบัติทรงผนวชบำเพ็ญวิปัสสนาจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ตรัสคาถาสอนให้ทำลายสังโยชน์เหมือนปลาทำลายข่ายและเหมือนไฟไม่หวนกลับที่ไหม้แล้ว
  53. หน้า ๒๑๕–๒๑๖ เรื่องพระเจ้าจักขุโลลพรหมทัตเพลิดเพลินดูนักฟ้อนจนเกิดราคะ (โอกฺขิตฺตจกฺขุ) พระราชาทรงโปรดการทอดพระเนตรดูนักฟ้อน วันหนึ่งทรงเห็นภรรยาของกุฎุมพีคนหนึ่งแล้วเกิดราคะ ทรงสลดพระทัยว่าหากปล่อยตัณหาเจริญต่อไปจะพลาดสู่อบาย จึงทรงผนวชบำเพ็ญวิปัสสนาจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ตรัสคาถาสอนให้มีจักษุทอดลง ไม่คะนองเท้า มีอินทรีย์และใจอันคุ้มครองรักษาแล้ว ไม่ถูกไฟกิเลสแผดเผา
  54. หน้า ๒๑๗–๒๑๘ เรื่องต้นทองหลางถูกเด็ดจนโล่งเปรียบกับราชสมบัติ (โอหารยิตฺวา) พระเจ้าจาตุมาสิกพรหมทัตทรงเด็ดดอกทองหลางงามหนึ่งดอก ทำให้อำมาตย์และพลกายพากันเด็ดตามจนต้นไม้โล่งเหลือแต่ลำต้น ทรงเห็นว่าต้นไม้นั้นเป็นที่ตั้งของความโลภจึงถึงความย่อยยับเร็ว ราชสมบัติก็เช่นกัน จึงสละราชสมบัติทรงผนวชก่อนจะถูกแย่งชิง บำเพ็ญวิปัสสนาจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ตรัสคาถาสอนให้ละเพศคฤหัสถ์ดุจต้นทองหลางมีใบร่วงหล่น
  55. หน้า ๒๑๙–๒๒๐ เรื่องพระราชาติดรสอาหารเสวยพระองค์เดียว (รเสสุ) พระราชาทรงติดในรสอาหารพิเศษที่พ่อครัวปรุงถวายขณะทรงเล่นน้ำ จนเสวยแต่พระองค์เดียวลืมนึกถึงบริวารที่เคยเสวยด้วยกัน ภายหลังทรงสำนึกผิดว่าถูกความอยากครอบงำ จึงสละราชสมบัติทรงผนวชบำเพ็ญวิปัสสนาจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ตรัสคาถาสอนภิกษุไม่ให้ยินดีในรส ไม่โลเล บิณฑบาตตามลำดับตรอกโดยไม่ผูกพันในตระกูลใด
  56. หน้า ๒๒๑–๒๒๒ เรื่องพระราชาได้ปฐมฌานสละราชสมบัติเพื่อรักษาฌาน (ปหาย ปญฺจาวรณานิ) พระราชาทรงได้ปฐมฌานแล้วสละราชสมบัติเพื่อรักษาฌานไว้ ทรงผนวชบำเพ็ญวิปัสสนาต่อจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ตรัสคาถาแสดงความสำเร็จแห่งการปฏิบัติว่าบุคคลพึงละธรรมเป็นเครื่องกั้นจิตห้าอย่างคือนิวรณ์ บรรเทาอุปกิเลสทั้งปวง ไม่อาศัยทิฏฐิ ตัดโทษคือความเยื่อใยที่ติดตามไตรธาตุได้แล้วจึงเที่ยวไปผู้เดียว
  57. หน้า ๒๒๓ เรื่องพระราชาได้จตุตถฌานสละราชสมบัติ (วิปิฏฺฐิกตฺวาน) พระราชาทรงได้จตุตถฌานแล้วสละราชสมบัติเพื่อรักษาฌาน ทรงผนวชบำเพ็ญวิปัสสนาจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ตรัสคาถาแสดงสัมปทาแห่งการปฏิบัติว่าละสุขทุกข์โสมนัสโทมนัสในก่อนได้ อรรถกถาอธิบายละเอียดว่าแต่ละฌานเป็นฐานละเวทนาใดตามลำดับ จนได้อุเบกขาและสมถะอันบริสุทธิ์ในจตุตถฌาน โดยอ้างอิงอรรถกถาอัฏฐสาลินี
  58. หน้า ๒๒๔–๒๒๘ เรื่องพระเจ้าขุททกราชผู้ยากจนแต่มีปัญญาพิชิตชมพูทวีป (อารทฺธวิริโย) พระราชาผู้มีทหารเพียงพันคนแต่ทรงกล้าหาญและมีปัญญาส่งสาสน์ท้ารบพระราชาใหญ่ ทหารพันคนยอมสละชีวิตตามเสด็จจนทรงชนะและได้พระราชาถึง ๑๐๑ พระองค์แวดล้อม ครองชมพูทวีปทั้งสิ้น ภายหลังทรงเห็นว่าความเพียรทางโลกไม่นำไปสู่นิพพิทา จึงสละราชสมบัติทรงผนวชบำเพ็ญวิปัสสนาจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ตรัสคาถาสอนให้ปรารภความเพียรเพื่อบรรลุปรมัตถประโยชน์
  59. หน้า ๒๒๙ เรื่องซ้ำกับอาวรณคาถา สอนเรื่องความสงัดและฌาน (ปฏิสลฺลานํ) คาถานี้มีเรื่องราวเดียวกับอาวรณคาถา แต่อรรถกถาขยายความคำว่าปฏิสัลลานะคือความหลีกเร้นอยู่ผู้เดียวและฌานทั้งสมถะแปดสมาบัติและวิปัสสนามรรคผล สอนให้ไม่ละทิ้งการหลีกเร้นและฌาน ประพฤติตามธรรมในขันธ์ทั้งหลายเนืองนิตย์ พิจารณาเห็นโทษในภพทั้งสามด้วยวิปัสสนาอันถึงยอดจึงเที่ยวไปผู้เดียว
  60. หน้า ๒๓๐–๒๓๒ เรื่องพระราชาหลงรักภรรยาผู้อื่นทั้งที่มีนักฟ้อนสองหมื่นนาง (ตณฺหกฺขยํ) พระราชาผู้มีนักฟ้อนสองหมื่นนางบำเรออยู่แล้วยังเกิดตัณหาในภรรยาของกุฎุมพีคนหนึ่งที่ทอดพระเนตรเห็นจากหน้าต่าง ทรงเห็นโทษว่าตัณหานี้จะฉุดไปสู่อบาย จึงสละราชสมบัติทรงผนวชบำเพ็ญวิปัสสนาจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ตรัสคาถาสอนผู้ปรารถนาความสิ้นตัณหาให้ไม่ประมาท มีสติ มีธรรมอันกำหนดรู้แล้วและมีความเพียร
  61. หน้า ๒๓๓–๒๓๔ เรื่องลูกราชสีห์ ลม และดอกปทุมเป็นนิมิตสอนความไม่หวั่นไหว (สีโห ว) - ยังไม่จบในช่วงนี้ พระราชาทอดพระเนตรลูกราชสีห์ที่ไม่สะดุ้งแม้ถูกทดลองตีกลองสามครั้ง ต่อมาทรงเห็นลมพัดผ่านข่ายชาวประมงโดยไม่ติดขัดและดอกปทุมที่ไม่เปียกน้ำแม้อยู่ในน้ำ ทรงถือเป็นนิมิตปรารถนาจะไม่สะดุ้งไม่ติดไม่เปียกดุจสามสิ่งนั้น จึงสละราชสมบัติทรงผนวชบำเพ็ญวิปัสสนา เรื่องและคำอธิบายคาถายังดำเนินต่อเนื่องข้ามหน้า 234 ไปยัง chunk ถัดไป
  62. หน้า ๒๓๕ คาถาที่ ๓๗ อสันตสันตคาถา - ราชสีห์ ลม และดอกปทุมเป็นอุปมาความไม่สะดุ้งไม่ติดข้อง พระราชาทอดพระเนตรลูกราชสีห์ที่ไม่สะดุ้งเสียงกลอง เห็นลมพัดไม่ติดตาข่ายจับปลา และเห็นดอกบัวไม่เปียกน้ำ ทรงนำนิมิตทั้งสามมาเทียบกับการไม่สะดุ้งต่อไตรลักษณ์ ไม่ติดข้องในขันธ์อายตนะ และไม่แปดเปื้อนกิเลสตัณหา จนออกผนวชบรรลุปัจเจกโพธิญาณ อรรถกถาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสมถะ วิปัสสนา กับศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์
  63. หน้า ๒๓๖–๒๓๘ คาถาที่ ๓๘ ทาฐพลิคาถา - พระราชาพบราชสีห์บันลือสีหนาทกลางป่าจนออกผนวช พระราชาเสด็จปราบชายแดนผ่านป่าดงดิบ ทรงให้ตีกลองทดลองราชสีห์ที่นอนอยู่ เมื่อราชสีห์บันลือสีหนาทช้างม้าตื่นตกใจวิ่งเตลิด ช้างทรงพาพระองค์หลงเข้าป่าจนพบพระปัจเจกพุทธเจ้า ตรัสถามเรื่องความไม่กลัวเสียง แล้วขอบวชเพื่อฝึกจิตไม่ให้หวาดกลัวเช่นนั้น ทรงบำเพ็ญวิปัสสนาจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ เปรียบผู้เที่ยวไปผู้เดียวดังราชสีห์มีเขี้ยวเป็นกำลังครอบงำหมู่เนื้อ
  64. หน้า ๒๓๙–๒๔๐ อัปปมัญญาคาถา - พระราชาสละราชสมบัติเพื่อรักษาเมตตาฌาน พร้อมอรรถาธิบายพรหมวิหารสี่ พระราชาผู้ทรงได้เมตตาฌานทรงเห็นว่าราชสมบัติเป็นอันตรายต่อความสุขในฌาน จึงสละราชสมบัติออกผนวชจนบรรลุปัจเจกโพธิญาณ อรรถกถาอธิบายความหมายของเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาวิมุตติว่าเป็นธรรมที่พ้นจากธรรมฝ่ายตรงข้ามของตน และวิธีเจริญตามลำดับด้วยฌานหมวดสามและหมวดสี่ พร้อมอ้างอิงถึงอรรถกถาอัฏฐสาลินี หมายเหตุ: ต้นฉบับพิมพ์เลขคาถาซ้ำเป็น ๓๕ ทั้งที่ควรเป็น ๓๙
  65. หน้า ๒๔๑–๒๔๒ ชีวิตสังขยคาถา - พระปัจเจกพุทธเจ้ามาตังคะปรินิพพานเมื่อทราบข่าวพระโพธิสัตว์อุบัติ พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อมาตังคะ องค์สุดท้ายในยุคนั้น อาศัยกรุงราชคฤห์ ได้ยินเทวดาประกาศว่าพระพุทธเจ้าอุบัติแล้วในโลก จึงทราบว่าถึงเวลาสิ้นชีวิตของตน เหาะไปยังภูเขามหาปปาตในหิมวันตประเทศอันเป็นที่ปรินิพพานของปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย กล่าวคาถาว่าด้วยการละราคะโทสะโมหะทำลายสังโยชน์ไม่สะดุ้งในความตาย แล้วปรินิพพานทันทีเมื่อจบคาถา
  66. หน้า ๒๔๓–๒๔๕ คาถาที่ ๔๑ การณัตถคาถา - พระราชาทดสอบความจงรักภักดีของอำมาตย์ จบขัคควิสาณสูตร พระราชาประชวรหนักจนอำมาตย์คิดว่าจะไม่รอด จึงพากันไปสวามิภักดิ์กษัตริย์องค์อื่น เมื่อหายประชวรทรงแสร้งประชวรซ้ำทดสอบถึง ๔ ครั้ง อำมาตย์เหล่านั้นก็หนีไปทุกครั้งเพราะหวังประโยชน์ตน ทรงเบื่อหน่ายมิตรที่คบเพราะเหตุแห่งตนจึงออกผนวชบรรลุปัจเจกโพธิญาณ เป็นคาถาสุดท้ายจบวรรคที่ ๔ และจบอรรถกถาขัคควิสาณสูตรทั้ง ๔๑ คาถา
  67. หน้า ๒๔๖–๒๕๐ กสิภารทวาชสูตร - ศรัทธาเป็นพืช ความเพียรเป็นฝน ปัญญาเป็นแอกไถ พราหมณ์ชาวนาบรรลุอรหัตผล พระผู้มีพระภาคเสด็จไปยังที่ไถนาของกสิภารทวาชพราหมณ์ผู้ท้าทายว่าพระองค์ไม่ทำนาแล้วเสวยได้อย่างไร พระองค์ตรัสตอบด้วยคาถาอันโด่งดังเปรียบการปฏิบัติธรรมกับการทำนา ศรัทธาเป็นพืช ความเพียรเป็นฝน ปัญญาเป็นแอกไถ หิริเป็นงอนไถ สติเป็นผาลปฏัก เมื่อพราหมณ์น้อมถวายข้าวปายาส พระองค์ทรงปฏิเสธเพราะได้มาจากการแสดงธรรม ให้เทลงน้ำเกิดเสียงเดือดพล่านอัศจรรย์ พราหมณ์เลื่อมใสขอบวชจนบรรลุอรหัตผล
  68. หน้า ๒๕๑–๒๕๕ อรรถกถากสิภารทวาชสูตร - เหตุที่เสด็จโปรดพราหมณ์ และพุทธกิจประจำวัน อรรถกถาอธิบายว่าพระพุทธเจ้าทรงเห็นด้วยพุทธจักษุว่ากสิภารทวาชพราหมณ์ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยพระอรหัต จึงเสด็จไปตั้งกถาขึ้น จากนั้นพรรณนาพุทธกิจสองส่วนคือปุเรภัตกิจ (การเสด็จบิณฑบาต ปาฏิหาริย์ระหว่างทาง การแสดงธรรมโปรดชาวบ้าน) และปัจฉาภัตกิจ (การโอวาทภิกษุ ให้กรรมฐาน แบ่งราตรีเป็นสี่ส่วนเพื่อจงกรม บรรทม เข้าผลสมาบัติ และตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ) ก่อนตัดสินพระทัยเสด็จไปโปรดพราหมณ์
  69. หน้า ๒๕๖–๒๖๐ อรรถาธิบายบทเปิดพระสูตร เอวมฺเม สุตํ และพรรณนาพิธีแรกนาขวัญอันวิจิตรของพราหมณ์ อธิบายความหมายของบทเปิดพระสูตร เอวมฺเม สุตํ ตามหลักไวยากรณ์บาลี และคำว่า วิหรติ มคเธสุ ทักขิณาคิรี เอกนาฬาโดยละเอียด จากนั้นพรรณนาความยิ่งใหญ่ของพิธีไถนามงคลของกสิภารทวาชพราหมณ์ที่มีโคพลิพัท ๓,๐๐๐ ตัวประดับทองเงิน ไถ ๕๐๐ คัน บุรุษไถนา ๕๐๐ คน และนางพราหมณีเลี้ยงดูด้วยข้าวปายาสในภาชนะทองเงินสำริดทองแดง สะท้อนภาพสังคมพราหมณ์ผู้มั่งคั่งในสมัยพุทธกาล
  70. หน้า ๒๖๑–๒๖๘ พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าที่เลี้ยงดูด้วยพระรัศมี เหตุที่พราหมณ์ทูลท้าทายและตรัสว่าศรัทธาเป็นพืช พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังที่เลี้ยงดูของพราหมณ์ด้วยพระประสงค์อนุเคราะห์ ทรงเปล่งพระรัศมีให้ทุกสิ่งดุจทองคำ ชาวบ้านแวดล้อมชื่นชม อรรถกถาวิเคราะห์จิตใจพราหมณ์ว่าเหตุใดจึงทูลท้าทายว่าตนไถนาจริงแต่พระพุทธเจ้าไม่มีเครื่องมือไถ และเหตุที่พระองค์ตรัสอุปมาศรัทธาเป็นพืชทั้งที่พราหมณ์มิได้ทูลถามถึงพืช เพื่ออนุเคราะห์ผู้มีปัญญาแต่ขาดศรัทธาให้ตั้งมั่นในศรัทธาก่อน
  71. หน้า ๒๖๙–๒๘๐ อรรถาธิบายอุปมาการไถนาธรรมโดยละเอียด - ศรัทธาเป็นพืชจนถึงความเพียรนำถึงนิพพานไม่หวนกลับ อรรถกถาขยายความอุปมาแต่ละข้อในคาถาอย่างละเอียด ศรัทธาเป็นรากเหง้าของกุศลดุจพืชที่งอกเป็นรวงข้าว ปัญญาเป็นแอกไถทำลายกิเลสดุจไถทำลายก้อนดิน หิริเป็นงอนไถค้ำจุนปัญญา ใจเป็นเชือกผูกธรรมทั้งหลายให้เป็นหนึ่งเดียว สติเป็นผาลปฏักป้องกันความเกียจคร้าน และความเพียรที่นำไปสู่นิพพานโดยไม่หวนกลับ เปรียบเทียบกับการบำเพ็ญบารมีตลอดสี่อสงไขยแสนกัปจำเดิมแต่พระทีปังกรพุทธเจ้าจนถึงตรัสรู้
  72. หน้า ๒๘๑–๒๘๖ พระพุทธเจ้าปฏิเสธข้าวปายาสที่ได้จากการแสดงธรรม เทลงน้ำเกิดปาฏิหาริย์เสียงเดือดพล่าน เมื่อพราหมณ์น้อมถวายข้าวปายาสด้วยเหตุที่ทรงแสดงธรรม พระพุทธเจ้าตรัสว่าโภชนะที่ได้จากการขับกล่อมด้วยคาถาไม่ควรบริโภคเพราะไม่ใช่จารีตของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงแนะให้ถวายแก่ผู้สิ้นอาสวะแทน เมื่อพราหมณ์ถามว่าจะถวายใครได้อีก ตรัสว่าไม่มีผู้ใดในโลกย่อยข้าวปายาสนั้นได้นอกจากพระตถาคตและสาวก ให้เทลงน้ำที่ปราศจากสัตว์ ข้าวปายาสจึงมีเสียงดังจิจจิฏะเป็นควันกลุ้มด้วยพุทธานุภาพ ยังความสลดใจแก่พราหมณ์
  73. หน้า ๒๘๗–๒๙๑ กสิภารทวาชพราหมณ์เลื่อมใสถึงไตรสรณคมน์ ขอบวชและบรรลุอรหัตผล จบพระสูตร พราหมณ์สลดใจขนลุกซู่หมอบแทบพระบาท กล่าวสรรเสริญพระธรรมเทศนาด้วยอุปมาสี่ข้อคือหงายของคว่ำ เปิดของปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง และตามประทีปในที่มืด แล้วขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิตพร้อมขอบรรพชาอุปสมบท อรรถกถาอธิบายความหมายของสรณคมน์และคำอุปสมบท ท้ายที่สุดพระภารทวาชะหลีกออกอยู่ผู้เดียวไม่ประมาทมีความเพียรจนบรรลุอรหัตผลในเวลาไม่นาน จบกสิภารทวาชสูตร
  74. หน้า ๒๙๒ อรรถกถากสิภารทวาชสูตร: พราหมณ์ถึงไตรสรณคมน์ ขอบรรพชาอุปสมบท และบรรลุพระอรหัตผล อธิบายว่าพระธรรมเทศนาในสูตรนี้ครอบคลุมขันธ์ ๓ และอริยสัจ ๔ โดยนัย จากนั้นเล่าว่าพราหมณ์หมอบแทบพระบาททูลขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต แล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบทด้วยศรัทธาที่เห็นพระพุทธเจ้าทรงสละราชสมบัติออกผนวช เมื่อบวชแล้วท่านหลีกออกอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร ไม่นานก็บรรลุพระอรหัตผล พร้อมอธิบายความหมายคำว่า ชาติสิ้นแล้ว ในแง่ปรมัตถ์ จบอรรถกถากสิภารทวาชสูตร
  75. หน้า ๒๙๓–๒๙๕ จุนทสูตรที่ ๕ (คาถา): นายจุนทกัมมารบุตรทูลถามเรื่องสมณะ ๔ จำพวก คาถาพระสูตรบันทึกบทสนทนาระหว่างนายจุนทกัมมารบุตรกับพระพุทธเจ้า นายจุนทะทูลถามว่าโลกมีสมณะกี่จำพวก พระองค์ตรัสตอบว่ามีสมณะ ๔ จำพวกเท่านั้น ไม่มีจำพวกที่ ๕ คือ สมณะผู้ชนะกิเลสด้วยมรรค สมณะผู้แสดงมรรคแก่ผู้อื่น สมณะผู้เป็นอยู่ในมรรค และสมณะผู้ประทุษร้ายมรรค พร้อมสอนว่าไม่ควรทำให้สมณะบริสุทธิ์เสมอกับสมณะทุศีล
  76. หน้า ๒๙๖–๓๐๘ อรรถกถาจุนทสูตร: อธิบายสมณะ ๔ จำพวกโดยพิสดาร และเรื่องภิกษุลักภาชนะทองคำเป็นเหตุแห่งการถาม อรรถกถาเล่าความเป็นมาว่านายจุนทกัมมารบุตรเห็นภิกษุทุศีลรูปหนึ่งลักภาชนะทองคำใส่ถุงย่ามด้วยไถยจิตขณะรับอังคาสที่บ้าน จึงทูลถามเรื่องสมณะ อรรถกถาไขความศัพท์บาลีแต่ละคำในคาถา อธิบายลักษณะสมณะทั้ง ๔ จำพวกอย่างพิสดาร โดยเฉพาะสมณะผู้ประทุษร้ายมรรคที่อาศัยเพศสมณะปกปิดความทุศีล เปรียบเหมือนแกลบที่ดูคล้ายข้าวสารแต่ไม่มีแก่นสารภายใน
  77. หน้า ๓๐๙–๓๑๓ ปราภวสูตรที่ ๖ (คาถา): เทวดาทูลถามความเสื่อม ๑๒ ประการ เทวดาองค์หนึ่งเปล่งรัศมีสว่างไสวทั่ววิหารเชตวัน เข้าเฝ้าทูลถามพระพุทธเจ้าถึงทางแห่งความเสื่อมของคนทีละข้อ พระองค์ตรัสตอบรวม ๑๒ ประการ เช่น เกลียดธรรม คบอสัตบุรุษ เกียจคร้านชอบนอน ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดา หลอกลวงด้วยมุสาวาท ตระหนี่กินคนเดียว ถือตัวเพราะชาติทรัพย์โคตร เป็นนักเลงหญิงสุราการพนัน คบชู้ ผัวแก่หึงเมียสาว ตั้งคนไม่ดีไว้ในตำแหน่งใหญ่ และมักใหญ่ใฝ่สูงเกินฐานะ
  78. หน้า ๓๑๔–๓๒๕ อรรถกถาปราภวสูตร: ไขความคาถาความเสื่อม ๑๒ ข้อโดยพิสดาร และผลเทวดาบรรลุมรรคผล อรรถกถาเล่าความเป็นมาว่าเทวดาในหมื่นจักรวาลมาประชุมฟังหลังมงคลสูตรตรัสแต่ความเจริญ จึงอยากทราบความเสื่อมบ้าง จากนั้นไขความคาถาความเสื่อมทั้ง ๑๒ ข้อทีละบทอย่างละเอียด อธิบายเหตุผลว่าเหตุใดแต่ละพฤติกรรมจึงนำไปสู่ความเสื่อมทั้งชาตินี้และชาติหน้า ปิดท้ายด้วยผลของพระธรรมเทศนาที่เทวดาจำนวนมากมายบรรลุโสดาปัตติผลจนถึงอนาคามิผลนับไม่ถ้วน
  79. หน้า ๓๒๖–๓๓๑ วสลสูตรที่ ๗ (คาถา): พราหมณ์อัคคิกภารทวาชะด่าพระพุทธเจ้าว่าคนถ่อย ทรงแสดงคนถ่อย ๒๐ จำพวก ขณะเสด็จบิณฑบาต อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ผู้กำลังบูชาไฟกล่าวคำหยาบขับไล่พระพุทธเจ้าว่าเป็นคนถ่อย พระองค์ตรัสถามว่าพราหมณ์รู้จักคนถ่อยหรือธรรมที่ทำให้เป็นคนถ่อยหรือไม่ เมื่อทูลว่าไม่รู้ จึงตรัสแสดงลักษณะคนถ่อย ๒๐ จำพวก เช่น มักโกรธมีมายา เบียดเบียนสัตว์ ลักทรัพย์ ตระบัดหนี้ ฆ่าคนชิงทรัพย์ เป็นพยานเท็จ ล่วงภรรยาผู้อื่น ไม่เลี้ยงดูบิดามารดา อวดอ้างเป็นพระอรหันต์ทั้งที่ไม่ใช่ สรุปว่าคนถ่อยและพราหมณ์กำหนดด้วยกรรมมิใช่ชาติกำเนิด พราหมณ์เลื่อมใสขอถึงสรณะ
  80. หน้า ๓๓๒–๓๔๘ อรรถกถาอัคคิกภารทวาชสูตร (วสลสูตร): ไขความคนถ่อย ๒๐ จำพวกโดยพิสดาร และเรื่องมหาโจร ๕ จำพวก (ยังไม่จบ) อรรถกถาเล่าความเป็นมาว่าพระพุทธเจ้าทรงเห็นอุปนิสัยพราหมณ์อัคคิกภารทวาชะจึงเสด็จไปโปรด ไขความศัพท์สาธุ ๕ ความหมาย และอธิบายคนถ่อย ๒๐ จำพวกทีละข้ออย่างละเอียด รวมถึงเรื่องมหาโจร ๕ จำพวกในพระศาสนา เช่น ภิกษุหวังลาภสักการะ ภิกษุขโมยพระธรรม ภิกษุกำจัดพรหมจารีผู้บริสุทธิ์ด้วยข้อกล่าวหาไม่จริง และภิกษุอวดอุตริมนุสธรรมซึ่งถือเป็นยอดมหาโจรที่เลวที่สุด เนื้อหายังไม่จบในหน้า ๓๔๘ ต่อ chunk ถัดไป
  81. หน้า ๓๔๙ อรรถกถาวสลสูตร: สรุปคนถ่อย ๓๓-๓๔ จำพวกตลอดพระสูตร และหลักการ "ไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ แต่เป็นคนถ่อยเพราะกรรม" พระอรรถกถาจารย์ประมวลลักษณะคนถ่อยที่ตรัสไว้ตลอด ๒๐ คาถาก่อนหน้าเข้าเป็นหมวดเดียวกัน รวม ๓๓-๓๔ จำพวก จากนั้นอธิบายคาถาสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธความเชื่อเรื่องวรรณะของพราหมณ์ ว่าบุคคลไม่เป็นคนถ่อยหรือพราหมณ์เพราะกำเนิด แต่เป็นเพราะการกระทำ (กรรม) ของตนเองเท่านั้น
  82. หน้า ๓๕๐–๓๖๑ เรื่องมาตังคบัณฑิต: จัณฑาลผู้บรรลุอภิญญาและเข้าถึงพรหมโลก ตัวอย่างยืนยันหลักกรรมวาทะเหนือชาติวาทะ เรื่องเล่าประกอบอรรถกถา ว่าด้วยมาตังคะ บุตรคนจัณฑาลผู้ถูกนางพราหมณี ทิฏฐมังคลิกา รังเกียจจนถูกทุบตีเกือบตาย แต่ออกบวชเป็นดาบสจนได้สมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ใช้ปาฏิหาริย์ทรมานนางและบุตรชื่อมัณฑัพยะผู้หยิ่งทะนงในชาติกำเนิดให้ละทิฏฐิ รวมถึงปราบดาบสชาติมันตดาบสผู้ถือตัวเรื่องชาติ ก่อนบังเกิดในพรหมโลกเมื่อสิ้นอายุ
  83. หน้า ๓๖๒–๓๖๓ เมตตสูตรที่ ๘: พระคาถาว่าด้วยการเจริญเมตตาจิตไม่มีประมาณในสรรพสัตว์ พระคาถาต้นฉบับของเมตตสูตร สอนกุลบุตรผู้ใคร่บรรลุสันตบทให้มีศีลาจารวัตรงดงาม อาจหาญ ซื่อตรง ว่าง่าย สันโดษ แล้วเจริญเมตตาแผ่ไปในสัตว์ทุกจำพวกไม่มีประมาณ ดุจมารดารักษาบุตรคนเดียว ทั้งในอิริยาบถยืน เดิน นั่ง นอน จนกว่าจะหมดความง่วงเหงา และเมื่อไม่เข้าไปอาศัยทิฏฐิย่อมไม่กลับมานอนในครรภ์อีก
  84. หน้า ๓๖๔–๓๖๘ อรรถกถาเมตตสูตร: เหตุเกิดพระสูตร — ภิกษุ ๕๐๐ รูปถูกเทวดาป่าหิมพานต์หลอกหลอนจนซูบผอมเป็นโรค เล่าที่มาของเมตตสูตร ภิกษุ ๕๐๐ รูปเรียนกรรมฐานจากพระพุทธเจ้าแล้วไปจำพรรษาในป่าใกล้เขาหิมวันต์ รุกขเทวดาที่เสียที่อยู่แสดงรูปน่ากลัวและกลิ่นเหม็นรบกวนจนภิกษุซูบผอมเป็นโรค จึงกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าไม่มีเสนาสนะอื่นที่เหมาะสมกว่านั้นแล้ว จึงประทานเมตตสูตรเป็นเครื่องคุ้มครองและเป็นกรรมฐานแก่ภิกษุเหล่านั้น
  85. หน้า ๓๖๙–๓๘๐ อรรถกถาเมตตสูตร: อธิบายคุณสมบัติของผู้เจริญเมตตา — สันโดษ เลี้ยงง่าย มีกิจน้อย ไม่คะนองกายวาจาใจ ไม่พัวพันในสกุล ไขความคำแต่ละคำในคาถาเมตตสูตรว่าด้วยคุณสมบัติที่ภิกษุผู้อยู่ป่าพึงมีก่อนเจริญเมตตาภาวนา ได้แก่ความสันโดษ ๑๒ อย่าง ความเป็นผู้เลี้ยงง่ายไม่แสดงอาการไม่พอใจในอาหาร มีกิจน้อยไม่ขวนขวายนอกเหนือสมณธรรม มีความประพฤติเบาไม่สะสมบริขาร เว้นความคะนองกายวาจาใจในฐานะต่างๆ และไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย
  86. หน้า ๓๘๑–๓๙๓ อรรถกถาเมตตสูตร: การแผ่เมตตาไม่มีประมาณสู่สรรพสัตว์ทุกจำพวก และผลแห่งเมตตาฌานเป็นบาทวิปัสสนาจนบรรลุอนาคามิผล อธิบายวิธีแผ่เมตตาให้ครอบคลุมสัตว์ทุกประเภททั้งที่สะดุ้งกลัวและมั่นคง ยาวสั้นใหญ่เล็ก เห็นแล้วหรือยังไม่เห็น อยู่ไกลหรือใกล้ เกิดแล้วหรือยังแสวงหาที่เกิด เปรียบด้วยมารดารักษาบุตรคนเดียว แผ่ไปทั้งเบื้องบนเบื้องต่ำเบื้องขวางไม่มีประมาณ แล้วออกจากฌานพิจารณาสังขารจนละกามราคะได้ ไม่กลับมาเกิดในครรภ์อีก จบด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูปบรรลุพระอรหัตในพรรษานั้น
  87. หน้า ๓๙๔–๔๐๐ เหมวตสูตรที่ ๙: บทสนทนาระหว่างยักษ์สาตาคิระและเหมวตะซักถามคุณธรรมของพระพุทธเจ้าก่อนเข้าเฝ้า ยักษ์สาตาคิระชวนเหมวตะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าในคืนวันเพ็ญ เหมวตะซักถามทีละข้อว่าพระโคดมทรงมีจิตตั้งมั่นในสัตว์ทั้งปวง ไม่ถือเอาของที่เขาไม่ให้ ไม่ตรัสเท็จ ไม่ยินดีในกาม ถึงพร้อมด้วยวิชชาจรณะและสิ้นอาสวะหรือไม่ สาตาคิระยืนยันทุกข้อ แล้วยักษ์บริวารพันตนพากันเข้าเฝ้าทูลถามธรรมเรื่องเหตุเกิดโลกและทางพ้นทุกข์
  88. หน้า ๔๐๑–๔๐๕ อรรถกถาเหมวตสูตร: เหตุเกิด — ภิกษุธรรมวาทีและอธรรมวาทีวิวาทกันในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า จนไม่ได้ไปเกิดในสวรรค์ ย้อนเล่าที่มาของยักษ์เหมวตะและสาตาคิระ ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้ามีภิกษุสองรูปเป็นหัวหน้าคณะใหญ่ รูปหนึ่งปกป้องภิกษุผู้ประพฤติผิดไม่ให้พระวินัยธรวินิจฉัยตามธรรม จนเกิดความแตกแยกในหมู่สงฆ์ ภิกษุที่รักษาตัวบุคคลมากกว่ารักษาพระศาสนาเมื่อตายไปแล้วไม่อาจเกิดในสวรรค์ กลับมาเกิดเป็นยักษ์และบริวารยักษ์แทน (เรื่องขยายเกินหน้า 399 เล็กน้อยเพื่อให้ครบเนื้อหาเหตุเกิด)
  89. หน้า ๔๐๖ อรรถกถาเหมวตสูตร: ที่มาของเรื่อง ภิกษุธรรมวาทีและอธรรมวาทีทะเลาะกันจนเกิดเป็นยักษ์ อธิบายความเป็นมาของเหมวตสูตรย้อนไปสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า กุลบุตรสองคนบวชแล้วเลือกบำเพ็ญปริยัติธุระก่อนจนมีลาภและบริวารมาก เมื่อภิกษุอธรรมวาทีประพฤติไม่งามและใช้เล่ห์เอาใจอาจารย์จนพระวินัยธรไม่กล้าวินิจฉัยตามธรรม ภิกษุบริวารสลดใจที่ทำลายพระศาสนา ตายไปเกิดเป็นยักษ์แทนที่จะได้สวรรค์
  90. หน้า ๔๐๗–๔๑๐ เหมวตยักษ์และสาตาคิรยักษ์พบกัน ตั้งกติกาเล่าความอัศจรรย์ จนถึงวันตรัสรู้ เหมวตยักษ์และสาตาคิรยักษ์ผู้เคยเป็นอาจารย์ร่วมกันมาแต่ชาติก่อนพบกันในที่ประชุมยักษ์ ตั้งกติกาว่าจะเล่าความอัศจรรย์ที่พบให้กันฟัง ผ่านไปหลายพุทธันดรจนพระโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า สาตาคิรยักษ์ได้เห็นปาฏิหาริย์วันแสดงปฐมเทศนาแต่เหมวตยักษ์ไม่ทัน ทั้งสองจึงชวนกันไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่กรุงราชคฤห์
  91. หน้า ๔๑๑–๔๒๑ อรรถาธิบายคุณของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็น "ผู้คงที่" ผ่านเรื่องราวในชาดกต่างๆ อธิบายคำถามของเหมวตยักษ์ว่าพระทัยพระพุทธเจ้าตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในอารมณ์ดีร้ายหรือไม่ พร้อมยกตัวอย่างชาติก่อนที่ทรงคงที่แม้ถูกทำร้าย เช่น พญาช้างฉัททันต์ถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ มหากปิถูกทุบศีรษะด้วยศิลา วิธุรบัณฑิตถูกเหวี่ยงลงเหว แสดงลักษณะผู้คงที่ ๕ อย่างของพระอริยบุคคล
  92. หน้า ๔๒๒–๔๓๗ อรรถาธิบายความบริสุทธิ์ทางกาย วาจา ใจ วิชชาจรณสัมปทา และอุบาสิกากาฬีบรรลุโสดาบัน อธิบายคำถามคำตอบเรื่องความบริสุทธิ์ทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของพระพุทธเจ้า และความถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ๑๕ จบด้วยเรื่องอุบาสิกากาฬี กุรรฆริกาฟังบทสนทนาพุทธคุณของยักษ์จากหน้าต่างปราสาทแล้วบรรลุโสดาปัตติผล และยักษ์หนึ่งพันตนบรรลุธรรมเมื่อจบพระธรรมเทศนา
  93. หน้า ๔๓๘–๔๔๑ อาฬวกสูตร: ยักษ์ขู่ทำร้ายพระพุทธเจ้าหากตอบปัญหาไม่ได้ แล้วทูลถามเรื่องทรัพย์และการข้ามพ้นทุกข์ อาฬวกยักษ์ไล่พระพุทธเจ้าเข้าออกที่ประทับสี่ครั้งแล้วขู่จะทำร้ายหากตอบปัญหาไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงตอบว่าศรัทธาเป็นทรัพย์ประเสริฐสุด สัจจะเป็นรสยอดเยี่ยม ชีวิตที่ดำเนินด้วยปัญญาประเสริฐที่สุด และสอนวิธีข้ามโอฆะด้วยศรัทธา ข้ามอรรณพด้วยความไม่ประมาท ล่วงทุกข์ด้วยความเพียร บริสุทธิ์ด้วยปัญญา
  94. หน้า ๔๔๒–๔๔๖ ที่มาอาฬวกสูตร: พระเจ้าอาฬวกะทำกติกากับยักษ์ส่งคนเป็นอาหารจนต้องส่งพระโอรสของตน เล่าที่มาว่าพระเจ้าอาฬวกะทรงถูกยักษ์จับได้ขณะล่าเนื้อ จึงทำกติกาส่งคนและอาหารให้ทุกวันแลกกับชีวิตตน ต่อมาชาวเมืองหมดสิ้นทั้งนักโทษและเด็กที่จะส่งให้ยักษ์กิน จนอำมาตย์ต้องเสนอให้ส่งพระราชโอรสอาฬวกุมารเองในที่สุด พระพุทธเจ้าทรงทราบเหตุด้วยพุทธจักษุจึงเสด็จไปโปรดล่วงหน้า
  95. หน้า ๔๔๗–๔๔๙ พระพุทธเจ้าเสด็จไปที่อยู่ของอาฬวกยักษ์ขณะยักษ์ไม่อยู่ พบยักษ์เฝ้าประตูคัทรภะ พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังที่อยู่ของอาฬวกยักษ์แต่เช้าตรู่ขณะยักษ์ไปประชุมในหิมวันตประเทศ ยักษ์เฝ้าประตูชื่อคัทรภะทูลเตือนถึงความดุร้ายของอาฬวกยักษ์ถึงสามครั้งแต่พระองค์ยืนยันจะประทับพัก เมื่อสาตาคิรยักษ์และเหมวตยักษ์ผ่านมาเห็นก็แนะนำให้อาฬวกยักษ์ถือเป็นลาภที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับ
  96. หน้า ๔๕๐–๔๕๖ อาฬวกยักษ์โกรธจัดใช้ฤทธิ์และทุสสาวุธโจมตีพระพุทธเจ้าแปดอย่างแต่ไม่อาจทำอันตรายได้ เมื่อทราบว่าพระพุทธเจ้าประทับในวิมานของตน อาฬวกยักษ์โกรธจัดร้องประกาศดังกึกก้องทั่วชมพูทวีป บันดาลลม ฝน หิน อาวุธ ถ่านเพลิง เถ้ารึง ทราย เปือกตม และความมืดรวมแปดอย่าง รวมทั้งปล่อยทุสสาวุธที่ไม่มีใครต้านทานได้ แต่ทุกอย่างกลับกลายเป็นดอกไม้ทิพย์เมื่อมาถึงพระพุทธเจ้า แสดงพุทธานุภาพอันยิ่งใหญ่เหนือกำลังยักษ์
  97. หน้า ๔๕๗–๔๖๒ อาฬวกยักษ์ทดสอบพระพุทธเจ้าด้วยการไล่เข้าออก แล้วพระองค์ทรงปวารณาตอบปัญหาทุกข้อ อาฬวกยักษ์ไล่ให้พระพุทธเจ้าออกแล้วเรียกกลับเข้ามาซ้ำสี่ครั้งเพื่อทดสอบความว่าง่าย พระองค์ทรงยอมทำตามเพื่อกล่อมจิตยักษ์ให้อ่อนลงดุจนางนมปลอบทารก เมื่อยักษ์คิดร้ายจะทำอันตรายอีกจึงตรัสปฏิเสธความหวาดกลัวและทรงปวารณาตอบปัญหาทุกข้อที่ยักษ์สืบทอดมาจากสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า
  98. หน้า ๔๖๓–๔๖๗ พระพุทธเจ้าทรงตอบปัญหา ๔ ข้อแรกของอาฬวกยักษ์ ศรัทธาคือทรัพย์ประเสริฐสุด สัจจะคือรสเลิศ ปัญญาคือชีวิตประเสริฐ อาฬวกยักษ์ทูลถามปัญหา ๔ ข้อที่สืบทอดจากพระกัสสปพุทธเจ้า ว่าอะไรคือทรัพย์ ความสุข รสเลิศ และชีวิตประเสริฐ พระพุทธเจ้าทรงตอบว่าศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันประเสริฐสุดเพราะนำสุขทั้งโลกิยะโลกุตระ ธรรมที่ประพฤติดีนำความสุขมาให้ สัจจะเป็นรสที่เลิศกว่ารสทั้งปวงเพราะพาข้ามพ้นชาติมรณะ และชีวิตที่เป็นอยู่ด้วยปัญญาทั้งของคฤหัสถ์และบรรพชิตประเสริฐที่สุด
  99. หน้า ๔๖๘–๔๗๔ ปัญหาชุดที่สอง การข้ามโอฆะด้วยศรัทธา-ไม่ประมาท-เพียร-ปัญญา และเหตุแห่งปัญญา ๔ อย่าง อาฬวกยักษ์บรรลุโสดาปัตติผล อาฬวกยักษ์ทูลถามต่อว่าบุคคลข้ามโอฆะได้อย่างไร พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าข้ามด้วยศรัทธา ข้ามอรรณพด้วยความไม่ประมาท ล่วงทุกข์ด้วยความเพียร และบริสุทธิ์ด้วยปัญญา อันแทนโสดาปัตติมรรคจนถึงอรหัตมรรคตามลำดับ เมื่อจบคาถานี้ยักษ์ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลทันที จากนั้นทรงแสดงเหตุ ๔ ประการแห่งการได้ปัญญา คือ ศรัทธา เข้าไปหา ฟังธรรมโดยเคารพ และไม่ประมาท รวมถึงเหตุแห่งทรัพย์ ชื่อเสียง และมิตร
  100. หน้า ๔๗๕–๔๗๘ อาฬวกยักษ์สิ้นสงสัยเลื่อมใสสนิท ถวายหัตถกอาฬวกกุมารคืนแด่พระพุทธเจ้า จบอรรถกถาอาฬวกสูตร อาฬวกยักษ์ทูลว่าไม่จำเป็นต้องถามสมณพราหมณ์อื่นอีกเพราะทราบประโยชน์ปัจจุบันและภพหน้าแล้วด้วยตนเอง เมื่อจบคาถา ราตรีสว่างพร้อมเสียงสาธุการ ยักษ์นำพระกุมารที่เตรียมฆ่าบูชายัญมาถวายพระพุทธเจ้าแทนการเคี้ยวกิน พระองค์ทรงรับและประทานพรจนกุมารได้ชื่อว่าหัตถกอาฬวกะ ภายหลังบรรลุอนาคามีและได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านสงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุ ๔ ปิดท้ายด้วยการจบอรรถกถาอาฬวกสูตร เนื้อหาต่อเนื่องถึงหน้า 478
  101. หน้า ๔๗๙–๔๘๕ วิชยสูตร ว่าด้วยความปฏิกูลของกาย และเรื่องนางอภิรูปนันทา-นันทาชนบทกัลยาณีผู้เย่อหยิ่งในรูปโฉม วิชยสูตรพรรณนากายว่าประกอบด้วยกระดูก เอ็น หนัง เนื้อ และของไม่สะอาดที่ไหลออกทุกทวาร อรรถกถาเล่าอุบัติว่านางอภิรูปนันทาและนางนันทาชนบทกัลยาณีบวชโดยไม่เต็มใจ หลงระเริงในรูปของตน ไม่ยอมเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพราะกลัวถูกติเตียนเรื่องรูป จนถึงวาระต้องมารับโอวาทตามลำดับที่ทรงกำหนดไว้
  102. หน้า ๔๘๖–๔๙๑ นางนันทาเห็นสตรีเนรมิตแปรจากสาวสู่ชราและตายเน่าเปื่อยจนบรรลุโสดาบัน กับอุบัติเรื่องนางสิริมาผู้เสียชีวิต พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตสตรีรูปงามให้นางนันทาเห็นความเสื่อมของวัยไล่เรียงจนตายและเน่าเปื่อย นางเกิดสังเวชจนบรรลุโสดาปัตติผล อุบัติที่สองเล่าเรื่องนางสิริมาคณิกาผู้ตาย พระพุทธเจ้าทรงพาภิกษุผู้หลงรักนางไปดูซากศพในป่าช้า แล้วตรัสคาถาว่าความเคลื่อนไหวของกายเป็นเพียงวาโยธาตุที่เกิดตามจิตบงการ หาใช่สัตว์บุคคลใดไม่ เพื่อแสดงสุญญตากรรมฐาน
  103. หน้า ๔๙๒–๕๐๐ อรรถกถาอธิบายอสุภกรรมฐานโดยละเอียด กายเน่าเปื่อยไหลของไม่สะอาดทั้งเก้าทวาร นางนันทาบรรลุอรหัต จบอรรถกถาวิชยสูตร ทรงอธิบายกายว่าเต็มด้วยไส้ ตับ มูตร มันสมอง และของไม่สะอาดที่ไหลออกทางทวารทั้งเก้าทุกเมื่อ เปรียบกายที่มีวิญญาณครองกับซากศพว่าไม่ต่างกัน เพื่อให้ภิกษุคลายความยึดถือทั้งภายในภายนอก เมื่อจบเทศนา นางนันทาภิกษุณีบรรลุอรหัตภายใน ๒-๓ วัน และสิริมาเทพกัญญาบรรลุอนาคามีในฐานะที่สอง ปิดท้ายด้วยการจบอรรถกถาวิชยสูตร เนื้อหาต่อเนื่องถึงหน้า 500
  104. หน้า ๕๐๑–๕๑๑ มุนิสูตร ว่าด้วยลักษณะของมุนี อุบัติจากเรื่องแม่ลูกบวชแล้วลุ่มหลงเสพอสัทธรรมต่อกันจนต้องสึก มุนิสูตรแสดงลักษณะของมุนีหลายแง่มุม อรรถกถาเล่าว่ามารดาม่ายให้บุตรบวชและตนเองบวชเป็นภิกษุณี ต่างไปมาหาสู่กันบ่อยจนคุ้นเคยเกินขอบเขต เสพอสัทธรรมและต้องสึกในที่สุด พระพุทธเจ้าทรงติเตียนแล้วตรัสคาถา ๔ บทว่าด้วยภัยที่เกิดจากความเชยชมเกินควร และมุนีผู้ตัดกิเลสที่เกิดแล้วไม่ปลูกให้เกิดใหม่จนเห็นสันติบทและความสิ้นชาติ
  105. หน้า ๕๑๒–๕๑๗ อุปกาชีวกพบพระพุทธเจ้าแต่ไม่เชื่อ ภายหลังลุ่มหลงนางฉาวาจนกลับมาบรรลุอนาคามี และพระเรวตเถระถูกครหาว่าเป็นนวกรรม อุปกาชีวกพบพระพุทธเจ้าใต้ต้นโพธิ์แต่สั่นศีรษะไม่เชื่อว่าตรัสรู้แล้ว ภายหลังลุ่มหลงนางฉาวาลูกสาวพรานจนแต่งงานมีบุตรชื่อสุภัททะ ถูกภรรยาแซวด้วยเพลงกล่อมบุตรจึงมุ่งหน้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าอีกครั้งและบรรลุอนาคามี ภิกษุนินทาว่าทรงแสดงธรรมแก่สมณะเปลือยไร้สิริก่อน พระพุทธเจ้าตรัสว่าเทศนาไม่มีมลทิน แล้วเล่าเรื่องพระเรวตเถระผู้อยู่ป่าตะเคียนถูกครหาว่าเป็นนวกรรมทั้งที่เป็นพระอรหันต์แล้ว
  106. หน้า ๕๑๘–๕๒๑ พระพุทธเจ้าไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมเมื่อครั้งเฝ้าพระราชบิดา และเมื่อถูกนางจิญจมาณวิกาใส่ร้ายกลางบริษัทสี่ เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะทรงตรัสชมผ้ากาสี พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระองค์เป็นมุนีผู้ไม่หวั่นไหวด้วยนินทาสรรเสริญ ดุจราชสีห์ไม่สะดุ้งเสียง ดุจลมไม่ติดข่าย ดุจบัวไม่ติดน้ำ เป็นผู้นำที่ไม่มีใครนำไปได้ ต่อมาเมื่อเดียรถีย์ใช้นางจิญจมาณวิกาใส่ร้ายพระองค์กลางบริษัทสี่ พระพุทธเจ้าก็ทรงคงที่ดุจเสาไม้ที่ท่าน้ำ ไม่หวั่นไหวทั้งต่อคำติและคำชม
  107. หน้า ๕๒๒–๕๒๓ ธิดาเศรษฐีถือกระสวยทอผ้าที่ตรงเป็นนิมิตกรรมฐาน จนเห็นไตรลักษณ์และบรรลุโสดาปัตติผล ธิดาเศรษฐีเห็นช่างทอผ้าสอดกระสวยที่เป็นธรรมชาติตรง จึงตั้งจิตปรารถนาให้ตนมีจิตตรงเช่นนั้น หมั่นนึกถึงนิมิตนี้บ่อย ๆ จนเห็นอนิจจัง ทุกข์ อนัตตา ภพทั้งสามปรากฏดุจถูกไฟไหม้ พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงเปล่งรัศมีปรากฏแก่นางแล้วตรัสคาถาว่าผู้มีจิตตรงดุจกระสวย เกลียดชังบาป พิจารณากรรมทั้งที่เสมอและไม่เสมอด้วยมรรคปัญญา ชื่อว่ามุนี นางบรรลุโสดาปัตติผลทันทีในเวลาจบคาถา
  108. หน้า ๕๒๔–๕๒๗ เด็กหญิงลูกช่างหูกเมืองอาฬวีตอบปัญหาทราบ-ไม่ทราบอย่างลึกซึ้งจนบรรลุโสดาบัน แล้วถูกกระสวยพุ่งถึงแก่ความตาย พระพุทธเจ้าตรัสถามเด็กหญิงว่ามาจากไหน จะไปไหน ทราบหรือไม่ นางตอบสลับกันจนมหาชนงุนงง แต่นางอธิบายได้ว่าหมายถึงปฏิสนธิ จุติ และความตายที่ไม่แน่นอน จนบรรลุโสดาปัตติผลกลางที่นั้น เมื่อกลับถึงบ้านบิดาโกรธที่มาช้าจึงพุ่งกระสวยแรงถูกท้องนางถึงแก่ความตายทันที บิดาตกใจหลบหนีไปบวชในป่าและบรรลุพระอรหัตในเวลาต่อมา
  109. หน้า ๕๒๘–๕๓๓ พราหมณ์ปัญจัคคทายกผู้ตระหนี่ถูกภรรยาบังพัดไม่ให้เห็นพระพุทธเจ้า และบุตรเศรษฐีบวชสึกถึง ๓ ครั้งก่อนบรรลุอรหัตในครั้งที่ ๔ นางพราหมณีบังพัดไม่ให้พราหมณ์ผู้ตระหนี่เห็นพระพุทธเจ้าเพราะกลัวต้องถวายอาหารซ้ำ แต่พระองค์ทรงเปล่งรัศมีจนพราหมณ์เห็นและนางบรรลุโสดาบันทันที ตามด้วยพราหมณ์เองบรรลุโสดาบันหลังถวายภัตและฟังธรรม จากนั้นเล่าเรื่องบุตรเศรษฐีในกรุงสาวัตถีผู้บวชแล้วสึกถึง ๓ ครั้งเพราะยังติดใจสมบัติ กระทั่งบวชครั้งที่ ๔ จึงบรรลุพระอรหัตไม่คิดสึกอีกเลย
  110. หน้า ๕๓๔–๕๓๙ พระนันทะคลายราคะด้วยอุบายทอดพระเนตรนางฟ้า เรื่องภิกษุกับพรานผู้ต่างวิถี อุปมานกยูงกับหงส์ จบอุรควรรคที่ ๑ บริบูรณ์ พระนันทะกระสันจะสึกเพราะคิดถึงนางชนบทกัลยาณี พระพุทธเจ้าทรงพาไปดูนางฟ้าเท้าดุจนกพิราบให้ถือเป็นอุบายจนคลายราคะและบรรลุอรหัต ตามด้วยเรื่องภิกษุกับพรานผู้คุ้นเคยกันแต่วิถีชีวิตต่างกันสิ้นเชิงจึงไม่ชื่อว่าเลี้ยงชีพร่วมกัน และอุปมานกยูงสู้ความเร็วหงส์ไม่ได้ฉันใด คฤหัสถ์ผู้บรรลุโสดาก่อนก็สู้ภิกษุผู้บรรลุภายหลังด้วยเชาว์ปัญญาไม่ได้ฉันนั้น หน้า ๕๓๙ ปิดท้ายด้วยการจบอรรถกถามุนิสูตรและจบอุรควรรคที่ ๑ บริบูรณ์ พร้อมรายชื่อสูตรทั้ง ๑๒ สูตรในวรรค