ก็การที่กิเลสทั้งหลายสงบระงับไปในขณะแห่งผล ชื่อว่า ปฏิปัสสัทธิ ปหาน.
ส่วนพระนิพพาน ที่ละสังขตธรรมทั้งปวงเสียได้ เพราะสลัดสังขตธรรม ทั้งปวงออกไปได้ ชื่อว่า นิสสรณปหาน.
ก็เพราะเหตุที่การละแม้ทั้งหมดนี้ ชื่อว่า ปหาน เพราะอรรถว่าสละ ชื่อว่าวินัย เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องกำจัด ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ปหานวินัย.
อีกอย่างหนึ่ง การละนี้ท่านเรียกว่า ปหานวินัย ก็เพราะความมีอยู่ แห่งวินัยนั้น ๆ โดยการละความประพฤติล่วงละเมิดข้อนั้น ๆ เสียได้ แม้ ปหานวินัยนี้ พึงทราบว่า แบ่งเป็น ๕ อย่าง ดังพรรณนามาฉะนี้.
วินัยเหล่านี้ จัดเป็น ๑๐ อย่าง เพราะวินัยข้อหนึ่ง แบ่งเป็น ๕ ด้วยประการฉะนี้.
ในวินัยทั้ง ๑๐ อย่างนี้ เว้นปฏิปัสสัทธิวินัย และนิสสรณวินัยเสียแล้ว วินัยนี้ ท่านเรียกว่า วิเนติ (ย่อมกำจัด) ด้วยปริยายนั้น ๆ ด้วยวินัย ๘ อย่าง ที่เหลือ ย่อมกำจัดอย่างไร ? คือ ด้วยว่า บุคคลเมื่อกำจัดกายทุจริตและ วจีทุจริต ด้วยศีลสังวร ชื่อว่า ย่อมกำจัดความโกรธที่ประกอบด้วยกายทุจริต และวจีทุจริตนั้น แม้กำจัดอยู่ ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสเป็นต้น ด้วยสติสังวร และปัญญาสังวร ชื่อว่าย่อมกำจัดความโกรธที่ประกอบด้วยโทมนัส แม้เมื่อ อดทนความหนาว เป็นต้น ด้วยขันติสังวรอยู่ ชื่อว่า ย่อมกำจัดความโกรธ อันเกิดแต่อาฆาตวัตถุนั้น ๆได้ แม้กำจัดพยาบาทวิตก ด้วยวิริยสังวรอยู่ ชื่อว่า ย่อมกำจัดความโกรธ ที่ประกอบด้วยพยาบาทวิตกนั้นได้