ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
ฉบับ มมร. · เล่ม ๔๖ · หน้า ๖๙ · ข้อ 295
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ชื่อว่ายินดี เพราะเหตุที่เรือนได้มุงบังไว้แล้ว ก็แม้เมื่อท่านมุงเรือนแล้วก็ตาม ท่านเมื่อถูกห้วงน้ำใหญ่ทั้ง ๔ ที่เกิดขึ้นจากฝน คือกิเลสซึ่งรั่วรดกระท่อมคือ อัตภาพของท่านได้พัดไปอยู่ ก็จะถึงความพินาศ เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านก็พึงชื่อว่า เป็นผู้ยินดีด้วยสิ่งที่ไม่ควรยินดีนั่นเอง แต่ข้าพเจ้ายินดีอยู่ว่า " กระท่อมมี หลังคาอันเปิดแล้ว " ชื่อว่ายินดีโดยความที่กระท่อม คืออัตภาพไม่มีหลังคา คือกิเลส ก็เมื่อเราเปิดกระท่อมแล้วอย่างนี้ เราถูกห้วงน้ำทั้ง ๔ ที่เกิดขึ้นจาก ฝน ซึ่งรั่วรดกระท่อม คืออัตภาพของเรานั้น ไม่ได้พัดไปอยู่ จะไม่พึงถึง ความพินาศได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้ยินดี ด้วยสิ่งที่ควรยินดีเท่านั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า " ไฟดับแล้ว " ชื่อว่าย่อมแสดงว่า ดูก่อนธนิยะ ท่านยินดีว่า " เราได้ก่อไฟแล้ว " คิดว่า เราผู้ไม่ได้สร้างเครื่อง ป้องกันอันตรายเลย ได้เป็นผู้สร้างเครื่องป้องกันอันตรายแล้ว แต่ข้าพเจ้า ยินดีอยู่ว่า " ไฟดับแล้ว " ชื่อว่ายินดีแล้ว เพราะเหตุที่เราได้ทำเครื่องป้องกัน อันตรายไว้แล้ว เพราะไม่มีเครื่องเร่าร้อนแต่ไฟ ๑๑ กอง.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัสว่า " แน่ะฝน เมื่อเป็นเช่นนี้ หากว่า ท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด " ชื่อว่าย่อมแสดงว่า คำนี้ย่อมงาม (ย่อมถูก ต้อง) สำหรับคนทั้งหลายเช่นเราผู้ปราศจากความทุกข์แล้ว ผู้ประสบความสุข แล้ว ผู้ได้ทำกิจทั้งปวงแล้ว เพราะฉะนั้น แน่ะฝน ถ้าท่านปรารถนาก็เชิญตกลง มาเถิด เพราะเมื่อท่านตกหรือไม่ตกก็ตาม ความเจริญหรือความเสื่อมก็หามีแก่

เราไม่. ส่วนตัวท่านกล่าวอย่างนี้เพราะเหตุไร ?

เพราะฉะนั้น พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว ชื่อว่า ตรัสไว้แล้วโดยชอบทีเดียว เพราะว่า ก็พระองค์เมื่อตรัสอย่างนี้ ชื่อว่า