ก็ฉันนั้นเป็นต้น. จึงย้อนถามว่า ท่านถามด้วยอรรถว่าอะไร เมื่อเขาตอบว่า
ถามด้วยอรรถว่าเห็น จึงพยากรณ์ว่า ไม่ใช่. เมื่อเขาตอบว่า ถามด้วย อรรถว่าไม่เที่ยง จึงพยากรณ์ว่า ใช่. นี้ชื่อว่า ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา. แต่ถูกถามว่า นั้นก็ชีวะ นั้นก็สรีระ เป็นต้น พึงหยุดเสียด้วยกล่าวว่า ข้อนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่พยากรณ์. ปัญหานี้ไม่พึงพยากรณ์. นี้ชื่อว่าปฐนียปัญหา.
ดังนั้น เมื่อปัญหามาถึงโดยอาการนั้น ปัญหาพยากรณ์ ๔ เหล่านี้ ถือเอาเป็น
ประมาณได้. พึงพยากรณ์ปัญหานั้นด้วยอำนาจปัญหาพยากรณ์ ๔ นี้.
ก็ปิฎก ๓ ที่ยกขึ้นสู่สังคีติ ๓ ชื่อว่า สุตตะ ในปกิณณกะมีสุตตะเป็น
ต้น. ข้อที่เข้ากันได้กับกัปปิยะชื่อว่า สุตตานุโลม. อรรถกถาชื่อว่า อาจริยวาท.
ปฏิภาณของตน ตามความคาดหมายตามความรู้ ชื่อว่า อัตตโนมัติ. ในปกิณณกะ เหล่านั้น สุตตะ ใคร ๆ คัดค้านไม่ได้ เมื่อคัดค้านสุตตะนั้น ก็เท่ากับคัดค้าน
พระพุทธเจ้าด้วย. ส่วนข้อที่เข้ากับได้กับกัปปิยะ ควรถือเอาเฉพาะข้อที่สมกับ
สุตตะเท่านั้น นอกนั้นไม่ควรถือเอา. แม้อาจริยวาทเล่า ก็ควรถือเอาแต่ที่สมกับ สุตตะเท่านั้น นอกนั้นไม่ควรถือเอา. ส่วนอัตตโนมัติ เพลากว่าเขาทั้งหมด. แม้อัตตโนมัตินั้น ก็ควรถือเอาแต่ที่สมกับสุตตะเท่านั้น นอกนั้นไม่ควรถือเอา.
ก็สังคีติมี ๓ เหล่านี้คือ ปัญจสติกสังคีติ (สังคายนาครั้งที่ ๑) สัตตสติก สังคีติ (ครั้งที่ ๒) สหัสสิกสังคีติ (ครั้งที่ ๓). แม้สุตตะ. เฉพาะที่มาในสังคีติ ๓ นั้น ควรถือเอาเป็นประมาณ. นอกนั้นเป็นที่ท่านตำหนิ ไม่ควรถือเอา. จริงอยู่ บทพยัญชนะแม้ที่ลงกันได้ในสุตตะนั้น พึงทราบว่า ลงกันไม่ได้ใน พระสูตรและเทียบกันไม่ได้ในพระวินัย.
บทว่า กมฺมารปุตฺตสฺส ได้แก่บุตรของนายช่างทอง เล่ากันมาว่า บุตรของนายช่างทองนั้น เป็นกุฏุมพีให้ผู้มั่งคั่ง เป็นโสดาบัน เพราะเห็นพระผู้มี พระภาคเจ้าครั้งแรกเท่านั้น ก็สร้างวัดในสวนมะม่วงของตนมอบถวาย. ท่าน