อำนาจสิกขา อย่างนี้ ในสิกขา ๓ ประการ อธิสีลสิกขา รวมเข้ากับปฐมโอ- กาสาธิคมะ อธิจิตตสิกขา รวมเข้ากับ ทุติยโอกาสาธิคมะ อธิปัญญาสิกขา
รวมเข้ากับตติยโอกาสาธิคมะ. แม้ในสามัญญผล ท่านกล่าวแม้ด้วยสามารถ
แห่งสามัญญผลสูตร อย่างนี้ว่า ตั้งแต่จุลศีล จนถึงปฐมฌาน เป็น โอกาสาธิคมที่ ๑ ตั้งแต่ทุติยฌานจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นโอกาสา- ธิคมะที่ ๒ ตั้งแต่วิปัสสนาจนถึงอรหัตต์ เป็นโอกาสาธิคมะที่ ๓ ส่วนในปิฎก ๓ ประการ พึงกล่าว แม้ด้วยสามารถปิฎกอย่างนี้ว่า วินัยปิฎก บวกเข้ากับ ปฐมโอกาสาธิคมะ สุตตันตปิฎก บวกเข้ากับทุติยโอกาสาธิคมะ อภิธรรมปิฎก บวกเข้ากับตติยโอกาสาธิคมะ.
ได้ยินว่า พระมหาเถระในกาลก่อน ย่อมตั้งพระสูตรนี้เท่านั้นในวัน
วัสสูปนายิกา. เพราะเหตุไร. เพราะพวกเราจักจำแนกปิฎก ๓ กล่าว. เพราะ
เมื่อรวมพระไตรปิฎกกล่าว พระสูตรก็กล่าวได้ยาก เพราะฉะนั้น ใคร ๆ ก็ไม่ อาจ กล่าวได้. สูตรนี้ที่จำแนกไตรปิฎกกล่าว ก็จะกล่าวได้ง่าย.
บทว่า กุสลสฺสาธิคมาย ความว่า เพื่อประโยชน์บรรลุมรรคกุศลและ
ผลกุศล. จริงอยู่ ทั้งสองอย่างนั่น ชื่อว่า เป็นกุศล ด้วยอรรถว่า ไม่มีโทษ
หรือด้วยอรรถว่า เกษม. บทว่า ตตฺถ สมฺมา สมาธิยติ ความว่า ภิกษุตั้ง มั่นชอบ ในกายภายในนั้น ก็จะเป็นเอกัคคตาจิต. บทว่า พหิทฺธา ปรกาเย าณทสฺสนํ อภินิพฺพตฺเตติ ความว่า ส่งญาณอันมุ่งต่อกายคนอื่น จาก
กายตน. ในบททั้งปวงก็มีนัยนี้. พึงทราบสติที่กำหนดกายเป็นต้น ด้วยบทว่า
สติมา ในบททั้งปวง. พึงทราบกายเป็นต้นเทียว กำหนดแล้วด้วยบทว่า โลเก. ก็สติปัฏฐานทั้ง ๔ นั่น พึงทราบว่า ท่านกล่าวเจือด้วยโลกกิยะ และโลกุตตระ.
บริขาร ในบทนี้ว่า สมาธิปริกขารา มี ๓ อย่าง. เครื่องประดับใน บทนี้ว่า รถมีสีขาวเป็นบริขาร มีฌานเป็นเพลา มีวิริยะเป็นล้อ ชื่อว่า บริขาร.