ทีฆนิกาย มหาวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๑๓ · หน้า ๕๑๖ · ข้อ 186
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

แก่พระราชานั้น แล้วจึงพัก คือนั่งที่หลัง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปัจฉานิ-

ปาตินี. อิตถีรัตนะย่อมขวนขวายกิจอันพึงทำด้วยวาจาว่า ข้าแต่เทวะ หม่อม

ฉันจะทำอะไรแก่พระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กึการปฏิสาวีนี. อิตถีรัตนะ ย่อมพระพฤติ ย่อมกระทำสิ่งที่พอพระราชหฤทัย ของพระราชาเท่านั้น เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า มนาปจารินี. อิตถีรัตนะ ย่อมกล่าวคำที่น่ารักแก่พระราชา เท่านั้น เพราะฉะนั้น. จึงชื่อว่า ปิยวาทินี. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตํ โข ปน เป็นต้น เพื่อทรงแสดงว่า อาจาระของอิตถีรัตนะนี้นั้น บริสุทธิ์ถ่าย เดียว โดยไม่มีสาไถยะเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โน อติจารี ความว่า

ไม่ประพฤติล่วงเกิน. ท่านกล่าวว่า อิตถีรัตนะไม่ปรารถนาชายอื่น แม้ด้วยจิต

นอกจากพระราชา. ในบทนั้น อาจาระเหล่าใดของอิตถีรัตนะนั้น ท่านกล่าว

ว่า อภิรูปา เป็นต้น ในเบื้องต้น และกล่าวว่า ปุพพุฏฐายินีในที่สุด อาจาระ เหล่านั้น เป็นคุณโดยปกติเท่านั้นเอง. ก็สมบัติเป็นต้นว่า อติกฺกนฺตา มา- นุสวณฺณํ พึงทราบว่า บังเกิดขึ้นแล้ว ด้วยอานุภาพกรรมเก่า ตั้งแต่ จักรรัตนะปรากฏขึ้น เพราะอาศัยบุญของพระเจ้าจักรพรรดิ. หรือ สมบัติว่า อภิรูปตา เป็นต้น เกิดบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ตั้งแต่จักรรัตนะปรากฏแล้ว. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า เอวรูปํ อิตฺถีรตนํ ปาตุรโหสิ ดังนี้.

ก็คหบดีรัตนะ เพื่อให้กิจทั้งหลายที่พึงกระทำด้วยทรัพย์ เป็นไปโดย สะดวก ย่อมปรากฏแก่พระเจ้าจักรพรรดิ ผู้มีอิตถีรัตนะ ปรากฏแล้วอย่างนี้. คหบดีนั้น โดยปกติมีโภคะมากเกิดในตระกูลมีโภคะมาก เจริญด้วยกองทรัพย์ ของพระราชา เป็นเศรษฐีคหบดี. ก็ทิพยจักษุอันเป็นเหตุเห็นขุมทรัพย์ภายใน หนึ่งโยชน์แม้ในภายในปฐพี ซึ่งเกิดแต่ผลกรรม สงเคราะห์ด้วยอานุภาพ จักรรัตนะ ย่อมปรากฏแก่คหบดีรัตนะนั้น คหบดีรัตนะนั้น เห็นสมบัตินั้น