ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๔๔ · ๘๐๕ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๒๐ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๒ ปฐมโพธิสูตร: พุทธอุทานแรกว่าด้วยปฏิจจสมุปบาทฝ่ายอนุโลม ณ ควงโพธิพฤกษ์ เปิดเล่ม ๔๔ ด้วยพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน ภาคที่ ๓ ซึ่งเป็นการเริ่มคัมภีร์ใหม่ (ไม่ปรากฏว่าเป็นเนื้อความต่อจากเล่ม ๔๓) เล่าเหตุการณ์หลังตรัสรู้ใหม่ๆ พระพุทธเจ้าประทับเสวยวิมุตติสุขใต้ควงโพธิพฤกษ์ริมแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา ตลอด ๗ วัน แล้วทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทฝ่ายอนุโลมตลอดปฐมยามแห่งราตรี ทรงเปล่งอุทานว่าความสงสัยของพราหมณ์ผู้เพียรเพ่งย่อมสิ้นไปเมื่อรู้แจ้งธรรมพร้อมด้วยเหตุ จบด้วยคำว่า จบปฐมโพธิสูตรที่ ๑
- หน้า ๓–๘ อารัมภกถา: คำนำอรรถกถาอุทาน ความหมายและสถิติของคัมภีร์อุทาน คำนำของพระอรรถกถาจารย์ (ปรมัตถทีปนี) ก่อนเข้าสู่การอธิบายอุทาน เริ่มด้วยการนอบน้อมพระรัตนตรัย จากนั้นอธิบายว่าอุทานคือถ้อยคำที่เปล่งออกด้วยกำลังปีติและความสังเวช มี ๓ ประเภทคือพุทธภาษิต ปัจเจกพุทธภาษิต และสาวกภาษิต จัดอยู่ในสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พร้อมแจกแจงสถิติของคัมภีร์อุทานว่ามี ๘ วรรค ๘๐ สูตร ๙๕ คาถา ๙ ภาณวารครึ่ง ๘๑ อนุสนธิ ๒๑,๑๐๐ บท และ ๖๗,๓๘๒ อักขระ
- หน้า ๙–๒๙ ไขความบท เอวมฺเม สุตํ: ความหมายหลายนัยของคำว่า เอวํ เม และ สุตํ พระอรรถกถาจารย์วิเคราะห์คำเปิดพระสูตร เอวมฺเม สุตํ (ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้) อย่างละเอียดทีละคำ เอวํ มีความหมายได้หลายนัย เช่น อุปมา คำแนะนำ ความยินดี การรับคำ การชี้แจง และการห้ามความอื่น เม หมายถึงตัวพระอานนท์ผู้กล่าว ส่วนสุตํ แสดงถึงการฟังที่ไม่ขาดไม่เกินไม่วิปริต ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าพระอานนท์มิได้ปรุงแต่งคำสอนขึ้นเอง แต่ทรงจำมาจากพระโอษฐ์จริง เป็นการปลูกศรัทธาและขจัดความไม่เชื่อถือในพระธรรมวินัย
- หน้า ๓๐–๓๗ ไขความ เอกํ สมยํ: ความหมาย ๙ นัยของศัพท์ สมย และเหตุที่ใช้วิภัตติต่างกันในแต่ละปิฎก อธิบายคำว่า เอกํ (การกำหนดนับหนึ่ง) และ สมยํ โดยชี้ว่าศัพท์ สมย มีความหมายได้ถึง ๙ นัย เช่น ความพร้อมเพรียงแห่งเหตุ ขณะ กาลเวลา หมู่คณะ เหตุ ทิฏฐิ การได้เฉพาะ การละ และการแทงตลอด ในบริบทนี้หมายถึงกาลเวลา จากนั้นไขข้อสงสัยว่าเหตุใดพระสูตรใช้ทุติยาวิภัตติ พระอภิธรรมใช้สัตตมีวิภัตติ และพระวินัยใช้ตติยาวิภัตติกับคำว่าสมัย เพราะแต่ละปิฎกมีนัยความหมายต่างกัน
- หน้า ๓๘–๔๐ ไขความศัพท์ ภควา: นิรุกติศาสตร์และความหมายของพระนามพระผู้มีพระภาคเจ้า วิเคราะห์ที่มาของคำว่า ภควา ซึ่งชาวโลกใช้เรียกครู แต่สำหรับพระพุทธเจ้าทรงเป็นครูของสรรพสัตว์เพราะทรงคุณวิเศษทุกประการ อรรถกถาแสดงนิรุกติได้หลายทาง เช่น ผู้มีโชค ผู้จำแนกธรรม ผู้หักกิเลส ผู้คบและคายภคธรรมคือโภคะและยศ โดยยกตัวอย่างการที่ทรงสละราชสมบัติจักรพรรดิเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ชี้ให้เห็นว่าพระนามนี้ประมวลพระคุณทั้งปวงของพระองค์ไว้ในคำเดียว
- หน้า ๔๑–๔๙ เหตุผลที่ยกนิทานขึ้นแสดงในการสังคายนา และสุตตนิกเขป ๔ ประเภทของพระสูตรในคัมภีร์อุทาน อธิบายว่าเหตุใดพระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวคำเริ่มต้น เอวมฺเม สุตํ เมื่อทำสังคายนา ทั้งที่ควรรวบรวมเฉพาะพระพุทธดำรัส คำตอบคือเพื่อให้พระธรรมเทศนาถึงพร้อมด้วยความดำรงมั่นไม่ฟั่นเฟือนและเป็นที่ตั้งศรัทธา จากนั้นจำแนกที่มาของการตั้งพระสูตร (สุตตนิกเขป) เป็น ๔ แบบ คือ เกิดจากอัธยาศัยตนเอง อัธยาศัยผู้อื่น อำนาจคำถาม และการเกิดเรื่องขึ้น พร้อมยกตัวอย่างรายชื่อสูตรในอุทานที่จัดอยู่ในแต่ละประเภท
- หน้า ๕๐–๕๗ เริ่มไขความบทพระสูตรจริง: เตนสมเยน สัตตาหะ ๗ วัน เอกปัลลังกะ และวิมุตติสุข ๕ ประเภท อรรถกถาเริ่มอธิบายเนื้อความจริงของพระสูตรทีละบท นับแต่ เตน สมเยน ไปจนถึงการที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิท่าเดียวเสวยวิมุตติสุขตลอด ๗ วันหลังตรัสรู้ อธิบายวิมุตติ ๕ ประเภท (ตทังคะ วิกขัมภนะ สมุจเฉท ปฏิปัสสัทธิ นิสสรณะ) แล้วลงรายละเอียดเชิงอภิธรรมอย่างลึกซึ้งเรื่องการเข้า การตั้งอยู่ และการออกจากผลสมาบัติของพระอริยบุคคลแต่ละระดับ พร้อมโต้แย้งความเห็นของอาจารย์บางพวกที่ขัดกับพระบาลี
- หน้า ๕๘–๗๑ อรรถกถาปฐมโพธิสูตร: พระพุทธเจ้าทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิด (อนุโลม) ในปฐมยามแห่งสัปดาห์แรกหลังตรัสรู้ หลังเสวยวิมุตติสุข ๗ วัน พระพุทธเจ้าเสด็จออกจากสมาธิ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิดตลอดปฐมยาม อรรถกถาไขศัพท์ อถ โข และวิเคราะห์คำว่าปฏิจจสมุปบาท อนุโลม อธิบายหลักที่ว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด แล้วไล่ลักษณะ กิจ อาการปรากฏ และเหตุใกล้ของธรรมทั้ง ๑๒ ประการตั้งแต่อวิชชาจนถึงชรามรณะโสกะปริเทวะทุกข์โทมนัสอุปายาสอย่างละเอียด ปิดท้ายด้วยพระอุทานแสดงอานุภาพการตรัสรู้เหตุปัจจัยที่ทำให้ความสงสัยทั้งปวงหมดไป
- หน้า ๗๒–๗๖ ทุติยโพธิสูตรและอรรถกถา: พระพุทธเจ้าทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับ (ปฏิโลม) ในมัชฌิมยาม ในยามที่ ๒ ของสัปดาห์แรกหลังตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับ คือเพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ ไล่ไปตามลำดับจนถึงความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น แล้วทรงเปล่งอุทานแสดงความสิ้นสงสัยของผู้รู้แจ้งความสิ้นไปแห่งปัจจัย อรรถกถาอธิบายความต่างระหว่างปฏิโลมกับอนุโลม และชี้ว่าอวิชชาดับเด็ดขาดด้วยอรหัตมรรคเท่านั้น แม้มรรคเบื้องต่ำจะละอวิชชาบางส่วนได้ก็ยังไม่หมดสิ้น
- หน้า ๗๗–๘๐ ตติยโพธิสูตรและอรรถกถา: ทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาททั้งอนุโลมและปฏิโลมสลับกันในปัจฉิมยาม พร้อมเรื่อง ๗ สัปดาห์หลังตรัสรู้ ยามที่ ๓ พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาททั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายดับสลับกัน แสดงความคล่องแคล่วชำนาญในการพิจารณา แล้วเปล่งอุทานเปรียบผู้ตรัสรู้ดุจพระอาทิตย์กำจัดความมืด อรรถกถาสรุปว่าทั้ง ๓ ยามทรงเปล่งอุทานตามลำดับพิจารณาปัจจยาการ พระนิพพาน และมรรค พร้อมเริ่มเล่าเรื่อง ๗ สัปดาห์หลังตรัสรู้ที่ทรงประทับ ณ อนิมิสเจดีย์ รัตนจงกรมเจดีย์ และรัตนฆรเจดีย์ที่ทรงพิจารณาพระอภิธรรม
- หน้า ๘๑–๘๘ อชปาลนิโครธสูตรและอรรถกถา: พราหมณ์ผู้มักตวาดว่า หึ หึ ทูลถามธรรมที่ทำให้เป็นพราหมณ์ หลังพักที่ต้นอชปาลนิโครธ พราหมณ์ผู้มีนิสัยตวาดผู้อื่นว่า หึ หึ เข้าเฝ้าทูลถามว่าเหตุใดบุคคลจึงชื่อว่าพราหมณ์ พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า ผู้ลอยบาปธรรม ไม่มีกิเลสดุจน้ำฝาด สำรวมตน ถึงที่สุดแห่งเวท อยู่จบพรหมจรรย์ ไม่มีกิเลสฟูขึ้นในโลกไหนๆ จึงชื่อว่าพราหมณ์โดยธรรม มิใช่ด้วยชาติกำเนิด อรรถกถาอธิบายที่มาของชื่อต้นอชปาลนิโครธและวิเคราะห์ความหมายคำว่าพราหมณ์ในทางปรมัตถ์ว่าหมายถึงพระอริยะผู้ลอยบาป
- หน้า ๘๙–๙๕ เถรสูตรและอรรถกถา: พระมหาสาวก ๑๐ รูปเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าพราหมณ์ พระมหาสาวกผู้ใหญ่ ๑๐ รูป มีพระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะเป็นต้น เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวัน พระองค์ตรัสเรียกท่านเหล่านั้นว่าพราหมณ์ ภิกษุรูปหนึ่งจึงทูลถามความหมาย ทรงเปล่งอุทานว่าผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ สิ้นสังโยชน์แล้ว ตรัสรู้แล้ว ชื่อว่าพราหมณ์ในโลก อรรถกถาแทรกอธิบายที่มาชื่อเมืองสาวัตถี พระเชตวัน และประวัติการซื้อที่ดินและถวายวัดของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีรวมทรัพย์ ๕๔ โกฏิ
- หน้า ๙๖–๑๐๓ มหากัสสปสูตรและอรรถกถา: พระมหากัสสปะปฏิเสธบิณฑบาตทิพย์จากเทวดา เลือกโปรดคนยากจน พระมหากัสสปะหายจากอาพาธหนักแล้วออกบิณฑบาตในถิ่นคนยากจนและช่างหูก เทวดา ๕๐๐ ตนต้องการถวายบิณฑบาตทิพย์แต่ท่านห้ามไว้เพราะต้องการสงเคราะห์ผู้ขัดสนมากกว่า พระพุทธเจ้าทรงเห็นเหตุการณ์ด้วยทิพยจักษุจึงเปล่งอุทานสรรเสริญว่าผู้ไม่เลี้ยงดูใครอื่น รู้ยิ่ง ฝึกตนแล้ว หมดอาสวะ ชื่อว่าพราหมณ์ อรรถกถาแทรกเรื่องพระพุทธเจ้าเสด็จแสดงโพชฌงคปริตรรักษาอาพาธของพระมหากัสสปะและที่มาชื่อกลันทกนิวาปะ
- หน้า ๑๐๔–๑๑๒ ปาวาสูตรและอรรถกถา: อชกลาปกยักษ์พยายามขู่พระพุทธเจ้าด้วยเสียงและภูตตลอดคืน อชกลาปกยักษ์ผู้หยาบช้าโกรธที่พระพุทธเจ้าประทับในที่อยู่ของตนโดยไม่บอกกล่าว จึงบันดาลฝน เสียงกึกก้อง และเนรมิตหมู่ภูตน่ากลัวมาข่มขู่ตลอดคืน แต่พระองค์ไม่ทรงหวั่นไหวแม้เพียงปลายเส้นผม จึงเปล่งอุทานว่าผู้ถึงฝั่งในธรรมของตนย่อมไม่กลัวปีศาจและเสียงขู่ อรรถกถาพรรณนาความน่าสะพรึงกลัวของเสียงยักษ์อย่างพิสดารและจบด้วยยักษ์เกิดศรัทธาประกาศตนเป็นอุบาสก
- หน้า ๑๑๓–๑๑๘ สังคามชิสูตรและอรรถกถา: พระสังคามชิไม่หวั่นไหวเมื่อภรรยาเก่านำบุตรมาวางตรงหน้า ภรรยาเก่าของพระสังคามชิผู้บรรลุอรหัตตผลแล้วนำบุตรน้อยมาวางตรงหน้าขอให้เลี้ยงดู ท่านนิ่งเฉยไม่แลดูไม่พูดด้วยแม้แต่คำเดียว นางจึงอุ้มบุตรกลับไป พระพุทธเจ้าทรงเห็นด้วยทิพยจักษุจึงเปล่งอุทานสรรเสริญว่าผู้ไม่ยินดีเมื่อภรรยาเก่ามา ไม่เศร้าโศกเมื่อนางจากไป พ้นแล้วจากธรรมเครื่องข้องคือราคะโทสะโมหะมานะทิฏฐิ ชื่อว่าพราหมณ์ อรรถกถาเล่าประวัติการบวชของท่านและความพยายามของครอบครัวที่จะให้ท่านสึก
- หน้า ๑๑๙–๑๒๐ ชฏิลสูตร (เริ่มต้น): พวกชฎิลดำผุดดำว่ายชำระบาปด้วยน้ำ พระพุทธเจ้าตรัสว่าความสะอาดแท้เกิดจากสัจจะและธรรม ที่ท่าน้ำคยาในฤดูหนาวยามหิมะตก พวกชฎิลจำนวนมากพากันดำผุดดำว่าย รดน้ำ และบูชาไฟ ด้วยความเชื่อว่าการกระทำเช่นนี้จะทำให้บริสุทธิ์จากบาป พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นแล้วทรงเปล่งอุทานว่าความสะอาดย่อมไม่มีเพราะน้ำ แม้คนจำนวนมากจะอาบอยู่ในน้ำนั้น แต่ผู้ใดมีสัจจะและธรรมอยู่ในตน ผู้นั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้สะอาดและเป็นพราหมณ์ อรรถกถาเริ่มอธิบายที่มาของชื่อสถานที่คยาและคยาสีสะ เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องในหน้าถัดไป
- หน้า ๑๒๑–๑๒๔ ชฏิลสูตรและอรรถกถา: ความสะอาดที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากน้ำ พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นพวกชฎิลที่แม่น้ำคยาพากันผุดดำอาบน้ำและบูชาไฟท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ ด้วยความเชื่อว่าการกระทำเช่นนี้ทำให้บริสุทธิ์ จึงตรัสอุทานว่าความสะอาดไม่ได้เกิดจากน้ำ แต่เกิดจากสัจจะและธรรมที่มีอยู่ในบุคคล อรรถกถาอธิบายว่าการอาบน้ำไม่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อเหตุแห่งบาปได้ มีแต่อริยมรรคและอริยผลเท่านั้นที่ชำระกิเลสได้จริง
- หน้า ๑๒๕–๑๒๙ พาหิยสูตร: พระพาหิยะทารุจีริยะเข้าใจผิดว่าตนบรรลุอรหัตและได้รับพระโอวาทให้เห็นสักว่าเห็น พระพาหิยะทารุจีริยะอยู่ที่ท่าสุปปารกะได้รับการยกย่องว่าเป็นพระอรหันต์จนเข้าใจผิดคิดว่าตนบรรลุแล้ว เทวดาเตือนให้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่สาวัตถี ท่านรีบเดินทางข้ามคืนถึงที่นั่นและทูลขอฟังธรรมสามครั้ง พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรมสั้นๆ ว่าเมื่อเห็นให้สักว่าเห็น ฟังสักว่าฟัง ทำให้จิตหลุดพ้นจากอาสวะทันที แต่หลังจากนั้นไม่นานท่านถูกแม่โคขวิดถึงแก่ชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสว่าท่านปรินิพพานแล้ว
- หน้า ๑๓๐–๑๓๘ อรรถกถาพาหิยสูตร (1): ปูรพกรรมของพระพาหิยะและเหตุที่หลงเข้าใจว่าตนเป็นพระอรหันต์ อรรถกถาย้อนเล่าปูรพกรรมของพระพาหิยะตั้งแต่สมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้าที่ปรารถนาตำแหน่งเอตทัคคะฝ่ายขิปปาภิญญา ผ่านชาติที่บวชกับพระกัสสปพุทธเจ้าร่วมกับเพื่อนภิกษุอีก ๔ รูปแต่ไม่บรรลุธรรม จนชาติสุดท้ายเป็นพ่อค้าเรือแตกกลางทะเล รอดชีวิตนุ่งเปลือกไม้ที่ท่าสุปปารกะ ผู้คนศรัทธาเข้าใจผิดว่าเป็นพระอรหันต์จนท่านเริ่มหลงเชื่อเช่นนั้นเอง กระทั่งพรหมผู้เป็นสหายเก่ามาปรากฏกายเตือนสติให้รู้ว่ายังไม่บรรลุ และแนะให้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่สาวัตถี
- หน้า ๑๓๙–๑๕๓ อรรถกถาพาหิยสูตร (2): พระพาหิยะเข้าเฝ้าและคำสอน "เห็นสักว่าเห็น" อรรถกถาบรรยายพระคุณสมบัติของพระพุทธเจ้าที่พระพาหิยะเห็นระหว่างเสด็จบิณฑบาต และเหตุที่ทรงห้ามแสดงธรรมถึงสองครั้งเพราะอินทรีย์ของท่านยังไม่แก่กล้าและกายยังกระวนกระวายจากการเดินทางไกล ๑๒๐ โยชน์ เมื่อถึงเวลาอันควรจึงตรัสสอนโดยย่อว่าเมื่อเห็นให้สักว่าเห็น เมื่อฟังสักว่าฟัง ไม่ปรุงแต่งจิตด้วยราคะโทสะโมหะต่ออารมณ์ที่รับรู้ อันเป็นทางตัดกิเลสถึงที่สุดทุกข์ พร้อมทั้งวินิจฉัยคัดค้านความเห็นที่ว่ามีภพระหว่างภพ
- หน้า ๑๕๔–๑๖๐ อรรถกถาพาหิยสูตร (3): มรณกาลของพระพาหิยะและการยกย่องเป็นเอตทัคคะ เมื่อฟังพระโอวาทจบ จิตของพระพาหิยะหลุดพ้นจากอาสวะทันทีบรรลุอรหัตพร้อมปฏิสัมภิทา แต่ยังไม่ทันได้อุปสมบทเพราะขาดบาตรจีวร ระหว่างออกแสวงหาบริขารก็ถูกแม่โคลูกอ่อน (ซึ่งเป็นยักษิณีจำแลง) ขวิดถึงแก่ชีวิต พระพุทธเจ้าทรงบัญชาให้ถวายเพลิงและก่อสถูป ตรัสว่าท่านปรินิพพานแล้วเป็นบัณฑิตผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม และทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้เลิศด้านขิปปาภิญญา
- หน้า ๑๖๑–๑๖๕ มุจจลินทสูตรและอรรถกถา: พญานาคปกป้องพระพุทธเจ้าและสุขอันยอดเยี่ยมของความวิเวก หลังตรัสรู้ใหม่ๆ ขณะประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้มุจลินท์ เกิดฝนตกหนักและลมหนาว ๗ วัน พญานาคมุจลินท์จึงมาขนดกายพันรอบพระวรกาย ๗ รอบ แผ่พังพานปกป้องมิให้ความหนาว ร้อน แมลง และสัตว์เลื้อยคลานเบียดเบียน เมื่อฝนหายจึงตรัสอุทานว่าความสงัดวิเวก ความไม่เบียดเบียน ความปราศจากราคะ และการถอนอัสมิมานะ คือสุขอย่างยิ่งในโลก อรรถกถาอธิบายว่าสุขนี้หมายถึงพระนิพพานอันเกิดจากอุปธิวิเวก
- หน้า ๑๖๖–๑๖๗ ราชสูตร: ภิกษุถกเถียงเรื่องความมั่งคั่งของกษัตริย์ พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องสุขจากความสิ้นตัณหา ภิกษุกลุ่มหนึ่งสนทนากันหลังฉันภัตตาหารว่าพระเจ้าพิมพิสารกับพระเจ้าปเสนทิโกศลพระองค์ใดมีทรัพย์ กำลัง และอานุภาพมากกว่ากัน พระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงตำหนิว่าไม่สมควรแก่กุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธา ทรงสอนว่าเมื่อประชุมกันควรทำเพียงสองอย่างคือสนทนาธรรมหรือนิ่งอย่างพระอริยะ แล้วตรัสอุทานว่าสุขทางกามและสุขทิพย์ทั้งปวงไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของสุขจากความสิ้นตัณหา
- หน้า ๑๖๘–๑๗๗ อรรถกถาราชสูตร: สุขของพระเจ้าจักรพรรดิเทียบไม่ได้กับสุขของพระโสดาบัน อรรถกถาอธิบายศัพท์แสดงพระราชสมบัติ ๗ ประการ และไขความเรื่องกิจ ๒ อย่างที่ภิกษุผู้ประชุมกันพึงทำคือธรรมีกถาหรือความนิ่งอย่างพระอริยะ ว่าเป็นอุบายให้เกิดสัมมาทิฏฐิทั้งฝ่ายโลกิยะและโลกุตระ จากนั้นขยายความอุทานด้วยการเปรียบเทียบว่าแม้พระเจ้าจักรพรรดิผู้ครองทวีปทั้ง ๔ และเสวยทิพยสมบัติในดาวดึงส์ก็ยังไม่พ้นอบาย ต่างจากพระอริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ คือความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและศีลอันเป็นที่รักของพระอริยะ ซึ่งพ้นจากอบายและมีความสุขเหนือกว่าสมบัติจักรพรรดิถึง ๑๖ เท่า
- หน้า ๑๗๘–๑๘๑ ทัณฑสูตรที่ ๓ (บาลี+อรรถกถา): เด็กใช้ท่อนไม้ตีงู กับหลักกรรมของการเบียดเบียนผู้อื่น เด็กกลุ่มหนึ่งใช้ท่อนไม้ตีงูเห่าระหว่างทางเข้าเมืองสาวัตถี พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นขณะเสด็จบิณฑบาต จึงทรงเปล่งอุทานสอนว่าผู้แสวงหาสุขให้ตนด้วยการเบียดเบียนสัตว์อื่นย่อมไม่ได้รับสุขในโลกหน้า ส่วนผู้ไม่เบียดเบียนย่อมได้รับสุข อรรถกถาขยายความถึงการลงโทษทางวาจา กาย และทรัพย์ พร้อมผลของการเบียดเบียนและการอนุเคราะห์ผู้อื่นตามลำดับ
- หน้า ๑๘๒–๑๘๗ สักการสูตรที่ ๔ (บาลี+อรรถกถา): เดียรถีย์อิจฉาลาภสักการะของพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ เมื่อพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ได้รับลาภสักการะจากมหาชนมาก ขณะที่นักบวชนอกศาสนาไม่ได้รับ พวกเดียรถีย์ปริพาชกอิจฉาจึงด่าว่าเบียดเบียนภิกษุด้วยวาจาหยาบทั้งในบ้านและป่า พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานสอนไม่ให้ยึดสุขทุกข์ว่าเป็นของตนหรือผู้อื่น เพราะผัสสะเกิดจากอุปธิ(ขันธ์) หากไม่มีอุปธิผัสสะก็ไม่มีที่ตั้ง ชี้ทางสู่นิพพานอันไม่มีอุปธิ
- หน้า ๑๘๘–๑๙๒ อุปาสกสูตรที่ ๕ (บาลี+อรรถกถา): อุบาสกอิจฉานังคละติดกิจธุระ กับความสุขของผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล อุบาสกชาวบ้านอิจฉานังคละผู้เคยเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นประจำขาดหายไปหลายวันเพราะติดกิจธุระ เมื่อมาเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าตรัสถามเหตุ อุบาสกกราบทูลว่าติดขัดด้วยกิจต่างๆ พระองค์จึงทรงเปล่งอุทานว่าผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลใดๆ เป็นพหูสูตผู้สำเร็จกิจแล้วย่อมมีความสุขแท้ ต่างจากผู้มีกิเลสเครื่องกังวลและผู้ผูกพันเดือดร้อนอยู่ในผู้อื่น
- หน้า ๑๙๓–๑๙๗ คัพภินีสูตรที่ ๖ (บาลี+อรรถกถา): ปริพาชกดื่มน้ำมันจากพระคลังหลวงเพื่อภรรยาใกล้คลอด ภรรยาปริพาชกใกล้คลอดขอให้สามีไปหาน้ำมันมาเตรียมไว้ ปริพาชกไม่มีจะหาจึงไปดื่มน้ำมันจากพระคลังหลวงของพระเจ้าปเสนทิโกศลโดยหวังจะสำรอกออกมาใช้ แต่กลับถ่ายไม่ออกจนปวดท้องทุรนทุราย พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นขณะบิณฑบาตจึงทรงเปล่งอุทานสอนหลักเดียวกับอุปาสกสูตรว่าผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล คือผู้ถึงเวท(อรหันต์)เท่านั้นที่มีความสุขแท้จริง
- หน้า ๑๙๘–๒๐๒ เอกปุตตสูตรที่ ๗ (บาลี+อรรถกถา): บุตรคนเดียวตาย กับการขุดอามิสแห่งมัจจุราช บุตรคนเดียวอันเป็นที่รักของอุบาสกเสียชีวิต อุบาสกจำนวนมากมีผ้าและผมเปียกน้ำมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าตอนเที่ยงวันหลังฌาปนกิจศพและอาบน้ำ พระองค์ตรัสถามเหตุแล้วทรงเปล่งอุทานว่าหมู่เทวดาและมนุษย์ที่ยินดีติดในรูปอันเป็นที่รักย่อมตกอยู่ในอำนาจมัจจุราชเมื่อทุกข์ครอบงำ ส่วนผู้ไม่ประมาทละรูปที่รักได้ย่อมขุดรากอามิสแห่งมัจจุราชอันเป็นมูลทุกข์ที่ล่วงได้ยาก
- หน้า ๒๐๓–๒๑๖ สุปปวาสาสูตรที่ ๘ (บาลี+อรรถกถาตอนต้น): พระนางสุปปวาสาทรงครรภ์ ๗ ปี กำเนิดพระสีวลีเถระ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรงครรภ์นานถึง ๗ ปีและครรภ์หลงอีก ๗ วัน ทรงอดทนทุกข์ด้วยการระลึกคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และพระนิพพาน เมื่อพระสวามีทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงอวยพรให้ประสูติโดยสวัสดี ทันใดนั้นก็ประสูติพระโอรสซึ่งต่อมาคือพระสีวลีเถระ อรรถกถาเล่าย้อนกรรมเก่าคือการล้อมกรุงพาราณสี ๗ปี๗วัน อันเป็นเหตุแห่งทุกข์นี้ พร้อมเทียบกับอานุภาพพระดำรัสในเรื่องนางปฏาจาราและนางสุปปิยา
- หน้า ๒๑๗–๒๓๔ อรรถกถาสุปปวาสาสูตร (ต่อ): อธิบายความหมายคำว่า "ตถาคต" โดยพิสดาร ๑๖ นัย พร้อมอภินิหาร บารมี ปฏิสัมภิทาญาณ และคติ ๕ (เนื้อหายังไม่จบ) อรรถกถาสุปปวาสาสูตรแตกออกเป็นบทขยายความคำว่า "ตถาคต" อย่างพิสดารถึง ๑๖ นัย (๘ นัยแรกและอีก ๘ นัย) เช่น เสด็จมา/เสด็จไปอย่างถ่องแท้ ตรัสรู้และทรงเห็นธรรมถ่องแท้ มีพระวาจาตรงกับพระทัย และทรงครอบงำสรรพสัตว์ พร้อมอธิบายอภินิหาร ๘ ประการ บารมี ๓๐ทัศ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ เวสารัชชญาณ ๔ และคติ ๕ (นรก ดิรัจฉาน เปรต มนุษย์ เทวดา) เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องไปยัง chunk ถัดไป
- หน้า ๒๓๕–๒๓๖ คติ ๕ ของสัตว์โลก และพระญาณหยั่งรู้จริตอัธยาศัยสัตว์ อธิบายคติ ๕ อันเป็นภพภูมิที่สัตว์ไปเกิดตามผลกรรม ได้แก่ นรก ดิรัจฉาน เปรต มนุษย์ และเทวดา พร้อมความหมายของแต่ละคติ แล้วกล่าวถึงพระญาณของพระพุทธเจ้าที่หยั่งรู้แม่นยำว่ากรรมใดนำไปสู่คติใด รวมถึงอินทริยปโรปริยัตตญาณที่ทรงรู้ระดับกิเลสและอินทรีย์ของสัตว์แต่ละคนอย่างละเอียด
- หน้า ๒๓๗–๒๔๑ มหากรุณาสมาบัติญาณ - พรรณนาความทุกข์ของสัตวโลก และอสาธารณญาณ ๖ พรรณนาพระมหากรุณาของพระพุทธเจ้าที่ทรงเห็นสัตวโลกถูกไฟกิเลสเผา ถูกตัณหาและทิฏฐิผูกมัดดุจติดบ่วง ถูกความแก่ความตายไล่ล่า ไม่มีที่พึ่ง จึงทรงแผ่มหากรุณาช่วยเหลือ จบด้วยอสาธารณญาณ ๖ คือสัพพัญญุตญาณและอนาวรณญาณที่หยั่งรู้สังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งปวงโดยไม่มีอะไรขัดข้อง
- หน้า ๒๔๒–๒๔๖ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ และทศพลญาณ ๑๐ สรุปพระญาณอันถ่องแท้ ๔ หมวดสุดท้ายที่ทำให้ทรงพระนามว่าตถาคต ได้แก่ โพชฌงค์ ๗ องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ อริยมรรคมีองค์ ๘ ทางดับทุกข์ อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ขั้นการเข้าฌานตามลำดับ และทศพลญาณ ๑๐ พระญาณพิเศษเฉพาะพระพุทธเจ้า เช่น รู้เหตุแห่งผล รู้วิบากกรรม รู้จริตสัตว์
- หน้า ๒๔๗–๒๕๓ ตถาคต เพราะเสด็จไปโดยถ่องแท้ - บุรพนิมิตในวันประสูติ อธิบายตถาคตในความหมายที่ ๓ คือทรงเสด็จไปโดยถ่องแท้ตลอดพระชนม์ชีพ ตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้ บัญญัติธรรมวินัย จนถึงปรินิพพาน โดยบรรยายบุรพนิมิต ๓๒ ประการที่เกิดขึ้นขณะประสูติ เช่น หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว คนตาบอดกลับมองเห็น ไฟนรกดับ ต้นไม้ผลิดอกทั่วแผ่นดิน เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จแห่งการตรัสรู้ที่จะตามมา
- หน้า ๒๕๔–๒๕๖ ตถาคต เพราะมีภาวะดำเนินไปโดยถ่องแท้ - พระสัทธรรมและพระสงฆ์ก็ชื่อว่าตถาคต อธิบายตถาคตในนัยที่เหลือ คือทรงมีคุณสมบัติเสมอด้วยพระพุทธเจ้าในอดีตทุกพระองค์ ทรงดำเนินไปด้วยกาย วาจา ใจตามพระทัยโดยไม่มีสิ่งใดขัดขวาง ไม่ปราศจากพระญาณ และพระสัทธรรมกับพระสงฆ์ก็ได้ชื่อว่าตถาคตด้วยเหตุที่ดำเนินตามมรรคผลอย่างถ่องแท้เช่นกัน ปิดท้ายด้วยคาถาที่ท้าวสักกะทรงนมัสการพระธรรมและพระสงฆ์
- หน้า ๒๕๗–๒๖๑ อรรถกถาสุปปวาสาสูตร - พระนางสุปปวาสาตั้งครรภ์ ๗ ปี ประสูติพระสีวลี อรรถกถาสุปปวาสาสูตร เล่าเรื่องพระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาผู้ตั้งครรภ์นาน ๗ ปีและเจ็บครรภ์อยู่ ๗ วันจึงประสูติพระสีวลีเถระผู้มีบุญญาธิการมาก พระพุทธเจ้าทรงให้พระมหาโมคคัลลานะเป็นผู้รับประกันโภคะและชีวิตของอุบาสกสามีนาง เพื่อให้นางได้ถวายภัตตาหารแด่สงฆ์ครบ ๗ วันตามที่ตั้งใจโดยไม่มีอันตราย
- หน้า ๒๖๒–๒๖๗ วิสาขาสูตร - ประโยชน์ที่เนื่องด้วยผู้อื่นนำทุกข์มาให้ วิสาขาสูตรเล่าเหตุการณ์ที่นางวิสาขามิคารมารดาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพราะเรื่องที่พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทรงจัดการให้สำเร็จตามที่นางร้องขอ พระพุทธเจ้าจึงตรัสอุทานว่าประโยชน์ใดที่ขึ้นอยู่กับอำนาจผู้อื่นย่อมนำทุกข์มาให้ ส่วนความเป็นใหญ่แห่งจิตและพระนิพพานที่ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่นเท่านั้นที่นำสุขแท้จริงมาให้
- หน้า ๒๖๘–๒๗๖ กาฬิโคธาภัททิยสูตร - พระภัททิยะเปล่งอุทาน "สุขหนอ" หลังออกบวช กาฬิโคธาภัททิยสูตรเล่าเรื่องพระภัททิยะโอรสพระนางกาฬิโคธาผู้เปล่งอุทาน "สุขหนอ" ซ้ำๆ ขณะอยู่ป่าคนเดียว จนเพื่อนภิกษุเข้าใจผิดคิดว่าคิดถึงราชสมบัติเดิม แต่แท้จริงท่านหมายถึงความสุขจากการหลุดพ้นความหวาดกลัวและภาระการคุ้มกันเมื่อครั้งเป็นกษัตริย์ เปรียบตนดุจเนื้อในป่าที่มีอิสระเสรี ไม่ต้องหวาดระแวงเหมือนสมัยครองราชสมบัติ
- หน้า ๒๗๗–๒๘๒ กรรมสูตร - พระขีณาสพอดทนทุกขเวทนาอันเกิดจากกรรมเก่า กรรมสูตรเล่าเรื่องภิกษุขีณาสพรูปหนึ่งผู้นั่งสมาธิอดกลั้นทุกขเวทนาอย่างรุนแรงที่เกิดจากผลกรรมเก่าโดยไม่หวั่นไหว พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานสรรเสริญว่าพระอรหันต์ผู้ละกรรมทั้งปวงและไม่ยึดถือในร่างกายแล้ว ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องขวนขวายหาหมอรักษาด้วยความอาลัยในชีวิตแบบปุถุชนทั่วไป
- หน้า ๒๘๓–๒๙๑ นันทสูตร - พระนันทะ นางชนบทกัลยาณี และนางอัปสร ๕๐๐ นันทสูตรเล่าเรื่องพระนันทะพระอนุชาต่างมารดาของพระพุทธเจ้าผู้คิดจะสึกเพราะคิดถึงนางชนบทกัลยาณีคู่หมั้นเดิม พระพุทธเจ้าทรงพาไปชมนางอัปสร ๕๐๐ องค์ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่งดงามยิ่งกว่ามาก ทรงรับรองว่าจะให้ได้นางอัปสรหากตั้งใจบวชต่อไป แต่เมื่อถูกเพื่อนภิกษุล้อว่าเป็น "ลูกจ้าง" พระนันทะจึงอับอายและตั้งใจปฏิบัติจนบรรลุอรหัตผลในที่สุด รวมถึงเล่าปฐมเหตุการณ์บวชของท่าน
- หน้า ๒๙๒–๓๐๔ อรรถกถานันทสูตร: เหตุที่พระพุทธเจ้าทรงให้พระนันทะบวช เรื่องนางชนบทกัลยาณี และอุบายทรมานราคะด้วยลิ่มไล่ลิ่ม อธิบายศัพท์ในพระสูตรและเล่าเบื้องหลังละเอียด: วันอภิเษกนันทกุมาร พระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตแล้วไม่ทรงรับบาตรคืนจนนันทกุมารจำใจตามไปถึงวิหารและถูกชวนบวช ทั้งที่นางชนบทกัลยาณีร้องขอให้รีบกลับ อธิบายอุบายที่ทรงแสดงนางลิงถูกไฟไหม้เทียบนางอัปสรเพื่อถอนราคะทีละขั้น เปรียบเหมือนใช้ลิ่มอันใหม่ตอกลิ่มเก่าให้หลุด และไขความหมายของอาสวะ เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
- หน้า ๓๐๕–๓๐๙ ยโสชสูตร: พระยโสชะกับภิกษุ ๕๐๐ ถูกขับไล่เพราะส่งเสียงอื้ออึง แล้วบรรลุวิชชา ๓ ในพรรษาเดียว ภิกษุ ๕๐๐ รูปมีพระยโสชะเป็นหัวหน้าเดินทางถึงสาวัตถีอย่างอึกทึกจนพระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่าเหมือนชาวประมงแย่งปลา แล้วทรงขับไล่ไม่ให้อยู่ในสำนัก ภิกษุเหล่านั้นสำนึกและปรารถนาให้พระองค์พอพระทัย จึงไปตั้งกุฎีที่ริมแม่น้ำวัคคุมุทา เพียรเจริญภาวนาจนบรรลุวิชชา ๓ ครบทุกรูปภายในพรรษาเดียว พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระทัยจึงเสด็จไปพบ และทรงเปล่งอุทานสรรเสริญภิกษุผู้มั่นคงดุจภูเขาไม่หวั่นไหวในสุขทุกข์
- หน้า ๓๑๐–๓๒๒ อรรถกถายโสชสูตร: ปุพพกรรมภิกษุ ๕๐๐ อดีตโจรผู้รักษาศีล และคำอธิบายอาเนญชสมาธิที่พระพุทธเจ้าทรงเข้าร่วมกับภิกษุตลอดคืน เล่าปุพพเหตุว่าภิกษุ ๕๐๐ เคยเป็นโจรที่รับศีล ๕ จากพระเถระแล้วไม่ผิดศีลแม้ถูกฆ่า จึงไปเกิดเป็นเทวดาแล้วมาเกิดเป็นบุตรชาวประมง จับได้ปลาทองนำไปถวายพระพุทธเจ้าจนเกิดความสังเวชออกบวช อธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงนิ่งเข้าอาเนญชสมาธิทั้งคืนแทนการปราศรัยกับภิกษุอาคันตุกะ พร้อมไขความหมายของคำว่า "อาเนญชะ" ๑๖ นัยที่จิตไม่หวั่นไหวต่อกิเลสต่างๆ
- หน้า ๓๒๓–๓๒๕ สารีปุตตสูตร: พระสารีบุตรนั่งสมาธิมั่นคงดุจภูเขาศิลา พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานสรรเสริญ พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นพระสารีบุตรนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติมั่นในที่ไม่ไกล จึงทรงเปล่งอุทานเปรียบภิกษุผู้สิ้นโมหะว่าไม่หวั่นไหวดุจภูเขาหินที่ตั้งมั่นไม่สะเทือนด้วยลม อรรถกถาอธิบายว่าพระสารีบุตรบรรลุอรหัตตผลมาก่อนแล้ว การนั่งครั้งนี้เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบันด้วยอาเนญชสมาธิ มิใช่เพื่อแทงตลอดสัจจะอีกครั้ง
- หน้า ๓๒๖–๓๓๐ โกลิตสูตร: พระมหาโมคคัลลานะเจริญกายคตาสติ พระพุทธเจ้าตรัสอุทานว่าผู้สำรวมอายตนะ ๖ ย่อมรู้แจ้งนิพพานของตน พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นพระมหาโมคคัลลานะนั่งคู้บัลลังก์มีกายคตาสติตั้งมั่นภายใน จึงทรงเปล่งอุทานว่าภิกษุผู้ตั้งกายคตาสติ สำรวมในผัสสายตนะ ๖ มีจิตตั้งมั่นเนืองๆ ย่อมรู้แจ้งนิพพานของตน อรรถกถาอธิบายกายคตาสติทั้งแบบสมถะ (พิจารณาอาการ ๓๒) และแบบวิปัสสนา (กำหนดธาตุ ๔) ที่นำไปสู่การรู้แจ้งนิพพานด้วยปัจจเวกขณญาณ
- หน้า ๓๓๑–๓๓๖ ปิลินทวัจฉสูตร: พระปิลินทวัจฉะเรียกภิกษุว่า "คนถ่อย" ด้วยความเคยชินจากอดีตชาติพราหมณ์ ๕๐๐ ชาติ มิใช่ความมุ่งร้าย ภิกษุทั้งหลายฟ้องพระพุทธเจ้าว่าพระปิลินทวัจฉะร้องเรียกพวกตนว่า "คนถ่อย" พระองค์ทรงมนสิการบุพเพนิวาสแล้วตรัสว่าท่านเกิดเป็นพราหมณ์ติดต่อกันถึง ๕๐๐ ชาติ วาทะนั้นเป็นเพียงวาสนาเคยชินที่ยังไม่ถูกถอน มิใช่จิตมุ่งร้าย เพราะท่านเป็นพระขีณาสพแล้ว ทรงเปล่งอุทานนิยามพราหมณ์ สมณะ ภิกษุ ว่าคือผู้ไม่มีมายา มานะ โลภ และโกรธ
- หน้า ๓๓๗–๓๔๘ มหากัสสปสูตร: ท้าวสักกะแปลงกายเป็นช่างหูกยากไร้ถวายบิณฑบาตแด่พระมหากัสสปผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ ๗ วัน พระมหากัสสปออกจากนิโรธสมาบัติ ๗ วันแล้วตั้งใจสงเคราะห์คนยากไร้ที่สุดด้วยการรับบิณฑบาต ท้าวสักกะทรงแปลงเป็นช่างหูกชราและให้นางสุชาดาแปลงเป็นภรรยา เพื่อลวงถวายอาหารทิพย์ เมื่อพระเถระจับได้จึงตักเตือน ท้าวสักกะแก้ตัวว่าตนยังต้องการบุญ แล้วเหาะเปล่งอุทานสามครั้งว่าทานนี้ตั้งไว้ดีแล้วในพระกัสสป พระพุทธเจ้าทรงสดับด้วยทิพยโสตจึงตรัสอุทานเดียวกัน สรรเสริญภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเลี้ยงตนเองที่เทวดาและมนุษย์รักใคร่
- หน้า ๓๔๙–๓๕๓ ปิณฑปาตสูตรและอรรถกถา: พระพุทธเจ้าทรงห้ามภิกษุสนทนาเรื่องกามคุณที่ได้จากการบิณฑบาต ภิกษุกลุ่มหนึ่งสนทนากันว่าการถือบิณฑบาตเป็นวัตรทำให้ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รสที่น่าพอใจ ทั้งยังได้รับความเคารพจากมหาชน จึงชวนกันถือธุดงค์ข้อนี้ด้วยเหตุผลดังกล่าว พระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงตำหนิว่าไม่สมควรแก่กุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธา สอนว่าเมื่อประชุมกันควรสนทนาธรรมหรือนิ่งอย่างพระอริยะ แล้วตรัสอุทานว่าเทวดาและมนุษย์ย่อมรักใคร่ภิกษุผู้ไม่อาศัยเสียงสรรเสริญ อรรถกถาอธิบายว่าแม้ภิกษุที่ไม่ถือบิณฑบาตก็อาจได้รับการต้อนรับเช่นนี้จากทายกมั่งมีได้เช่นกัน แต่ไม่แน่นอนเท่าภิกษุบิณฑบาต
- หน้า ๓๕๔–๓๕๙ สิปปสูตรและอรรถกถา: ภิกษุถกกันว่าศิลปะใดเป็นยอด พระพุทธเจ้าสอนว่าผู้ไม่อาศัยศิลปะเลี้ยงชีพประเสริฐกว่า ภิกษุกลุ่มหนึ่งถกเถียงกันว่าศิลปะแขนงใดเลิศที่สุด เช่น ฝึกช้าง ฝึกม้า ขับรถ ยิงธนู นับเลข เขียนหนังสือ แต่งกาพย์กลอน หรือโลกายตศาสตร์ พระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงตำหนิว่าไม่สมควรแก่ผู้บวชด้วยศรัทธา แล้วตรัสอุทานสรรเสริญภิกษุผู้ไม่อาศัยศิลปะเลี้ยงชีพ มีความประพฤติเบาพร้อม สำรวมอินทรีย์ หลุดพ้นในธรรมทั้งปวง ไม่ยึดถือ ไม่มีความหวัง ชนะมารได้ อรรถกถาไล่เรียงศิลปะทั้ง ๑๒ อย่างที่เรียกว่ามหาศิลปะ พร้อมอธิบายความหมายแต่ละคำในอุทานว่าแสดงถึงศีลและคุณธรรมขั้นโลกุตระ
- หน้า ๓๖๐–๓๗๖ โลกสูตรและอรรถกถา: พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุหลังตรัสรู้ ทรงเห็นสัตว์เร่าร้อนด้วยราคะโทสะโมหะ หลังตรัสรู้ใหม่ พระพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุข ๗ วันที่ควงโพธิ์ แล้วทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นหมู่สัตว์เดือดร้อนด้วยราคะโทสะโมหะ ยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นตน จึงตรัสอุทานว่าโลกติดข้องในภพเพราะเข้าใจผิด ทั้งความเห็นว่าหลุดพ้นด้วยภพและหลุดพ้นด้วยความขาดสูญล้วนไม่ใช่ทางออกจริง ทุกข์เกิดเพราะอาศัยอุปธิ ดับเพราะสิ้นอุปาทาน ผู้เห็นภพตามจริงด้วยปัญญาชอบย่อมละภวตัณหาได้ อรรถกถาอธิบายพุทธจักษุ โลก ๓ ระดับ และวิเคราะห์มิจฉาทิฏฐิสองแบบอย่างละเอียด ปิดท้ายนันทวรรคที่ ๓
- หน้า ๓๗๗–๓๘๑ เมฆิยสูตร: พระเมฆิยะขืนใจไปเจริญเพียรผู้เดียวแล้วถูกอกุศลวิตกครอบงำ พระพุทธเจ้าสอนธรรม ๕ ข้อบ่มเจโตวิมุตติ พระเมฆิยะอุปัฏฐากทูลขอไปบำเพ็ญเพียรที่ป่ามะม่วงริมแม่น้ำกิมิกาฬา พระพุทธเจ้าทรงห้าม ๓ ครั้งเพราะญาณยังไม่แก่กล้า แต่ทรงอนุญาต เมื่อไปถึงกลับถูกกามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตกครอบงำหนัก จึงกลับมาทูลเล่า พระพุทธเจ้าตรัสธรรม ๕ ประการที่ทำให้เจโตวิมุตติสุกงอก คือ มีมิตรดี มีศีล ได้ฟังกถาขัดเกลากิเลส มีความเพียร และมีปัญญาเห็นความเกิดดับ พร้อมสอนให้เจริญอสุภะ เมตตา อานาปานสติ และอนิจจสัญญาเพิ่มเติม ปิดท้ายด้วยอุทานว่าผู้มีสติย่อมปิดกั้นวิตกที่ทำใจฟุ้งซ่านได้
- หน้า ๓๘๒–๔๐๕ อรรถกถาเมฆิยสูตร (ตอนต้น): อธิบายกัลยาณมิตร ศีล ปาฏิโมกข์ อาจารโคจร และกถาวัตถุ ๑๐ เริ่มจากอัปปิจฉกถาถึงสันตุฏฐิกถา อรรถกถาขยายความธรรม ๕ ข้อที่ตรัสแก่พระเมฆิยะ เริ่มด้วยความเป็นกัลยาณมิตร (ผู้ถึงพร้อมศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) จากนั้นไขความศีลและปาฏิโมกข์ด้วยนิรุกติหลายนัย อธิบายอาจารโคจรสมบัติ ๓ อย่าง (อุปนิสัย อารักข อุปนิพันธโคจร) แล้วไล่เรียงกถาวัตถุ ๑๐ ทีละหัวข้อ เริ่มจากอัปปิจฉกถา (จำแนกบุคคล ๔ จำพวกตามความปรารถนา และความมักน้อย ๔ ด้าน) ต่อด้วยสันตุฏฐิกถาที่อธิบายสันโดษ ๑๒ แบบในปัจจัย ๔ พร้อมตัวอย่างพฤติกรรมภิกษุจริง เนื้อหายังไม่จบภายในหน้าที่ได้รับมอบหมาย ต่อเนื่องไปยังชุดถัดไป
- หน้า ๔๐๖–๔๑๓ อรรถกถาเมฆิยสูตร (ต่อ): กถาวัตถุ ๑๐ ประการ ธรรม ๕ ของผู้มีกัลยาณมิตร และภาวนา ๔ เพื่อละราคะ พยาบาท วิตก และอัสมิมานะ อธิบายกถาวัตถุ ๑๐ ได้แก่ มักน้อย สันโดษ สงัด ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ โดยแจกแจงประเภทละเอียด เช่น สันโดษ ๑๒ อย่างในปัจจัย ๔ จากนั้นอธิบายธรรม ๕ ที่ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตรพึงหวังได้ และภาวนา ๔ คือ อสุภะแก้ราคะ เมตตาแก้พยาบาท อานาปานสติตัดวิตก และอนิจจสัญญา-อนัตตสัญญาถอนอัสมิมานะ ปิดท้ายด้วยการจำแนกวิตกเล็กวิตกใหญ่ที่ทำจิตให้ฟุ้งซ่าน
- หน้า ๔๑๔–๔๑๗ อุทธตสูตรและอรรถกถา: ภิกษุจิตฟุ้งซ่านตกอยู่ในอำนาจมาร กับอุบายรักษาจิตด้วยสัมมาสังกัปปะและสัมมาทิฏฐิ ภิกษุกลุ่มหนึ่งอยู่ในกุฎีป่าใกล้กรุงกุสินารา มีจิตฟุ้งซ่าน เย่อหยิ่ง ปากกล้า วาจาพล่อย ไม่สำรวมอินทรีย์ พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่าภิกษุผู้ไม่รักษากายจิตและถูกถีนมิทธะครอบงำย่อมตกอยู่ในอำนาจมาร อรรถกถาอธิบายว่าภิกษุพึงรักษาจิตด้วยสติ มีสัมมาสังกัปปะและสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องหน้า เจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตมรรค จึงครอบงำถีนมิทธะและพ้นทุคติทั้งปวงได้
- หน้า ๔๑๘–๔๒๔ โคปาลสูตรและอรรถกถา: นายโคบาลนันทะถวายข้าวปายาสจนบรรลุโสดาบัน แล้วถูกฆ่าตาย พุทธพจน์เรื่องจิตตั้งไว้ผิด นายโคบาลชื่อนันทะผู้เลี้ยงโคให้อนาถบิณฑิกเศรษฐี ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจนบรรลุโสดาปัตติผล ถวายข้าวปายาสต่อเนื่อง ๗ วัน หลังพระพุทธเจ้าเสด็จจากไปไม่นานถูกชายคนหนึ่งฆ่าตายในระหว่างเขตบ้านเพราะแค้นเรื่องแย่งสระน้ำ พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่าจิตที่ตั้งไว้ผิดในอกุศลกรรมบถ ๑๐ ย่อมทำร้ายเจ้าของยิ่งกว่าที่โจรหรือคนมีเวรจะทำแก่กันได้ นำสัตว์ไปสู่อบาย ๔
- หน้า ๔๒๕–๔๓๒ ชุณหสูตรและอรรถกถา: ยักษ์ประหารศีรษะพระสารีบุตรขณะเข้าสมาบัติ ท่านไม่หวั่นไหว พุทธพจน์เรื่องจิตดุจภูเขาหิน ยักษ์สองสหายเห็นพระสารีบุตรนั่งสมาธิกลางแจ้งคืนเดือนหงาย ยักษ์ตนหนึ่งไม่ฟังคำห้ามของสหาย ใช้กำลังประหารศีรษะพระสารีบุตรด้วยแรงที่พึงทำลายภูเขาได้ แต่ท่านรู้สึกเพียงทุกข์เล็กน้อยเพราะพลังสมาบัติคุ้มครองกาย ส่วนยักษ์ผู้ทำร้ายกลับร้อนรุ่มและตกนรกทันที พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานสรรเสริญจิตของพระขีณาสพที่มั่นคงดุจภูเขาหิน ไม่กำหนัดไม่โกรธเคือง จึงไม่มีทุกข์ใดแตะต้องได้
- หน้า ๔๓๓–๔๔๑ นาคสูตรและอรรถกถา: พระพุทธเจ้าหลีกออกจากหมู่ไปอยู่ป่าปาลิไลยกะ เปรียบเทียบกับพญาช้างที่หลีกจากโขลงเช่นกัน เมื่อภิกษุชาวโกสัมพีทะเลาะวิวาทกันไม่เลิก พระพุทธเจ้าทรงหลีกออกจากหมู่ไปประทับที่ป่าปาลิไลยกะแต่ผู้เดียว ขณะเดียวกันพญาช้างเชือกหนึ่งก็เบื่อหน่ายความเกลื่อนกล่นในโขลง จึงออกจากโขลงมาปรนนิบัติพระพุทธเจ้าด้วยตนเอง ทั้งสองต่างได้รับความสุขจากความสงัด พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่าจิตของพญาช้างงางอนสมกับจิตประเสริฐของพระองค์ เพราะทั้งคู่ต่างยินดีอยู่ผู้เดียวในป่า
- หน้า ๔๔๒–๔๔๖ ปิณโฑลภารทวาชสูตรและอรรถกถา: พระปิณโฑลภารทวาชะผู้ถือธุดงค์ กับพุทธพจน์สรุปคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งปวง พระปิณโฑลภารทวาชะผู้ถืออยู่ป่า บังสุกุล ไตรจีวรเป็นวัตร มักน้อยสันโดษ นั่งสมาธิใกล้พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเปล่งอุทานสรุปคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไว้ ๖ ข้อ คือ ไม่ว่าร้ายกัน ไม่เบียดเบียนกัน สำรวมในปาฏิโมกข์ รู้จักประมาณในภัต อยู่ที่นอนที่นั่งอันสงัด และหมั่นประกอบความเพียรในอธิจิต อรรถกถาอธิบายว่าข้อเหล่านี้สงเคราะห์ครบไตรสิกขา พร้อมเล่าที่มาของชื่อปิณโฑละจากการเที่ยวขอก้อนข้าวในอดีต
- หน้า ๔๔๗–๔๔๙ สารีปุตตสูตรและอรรถกถา: พระสารีบุตรนั่งสมาธิใกล้พระพุทธเจ้า พุทธพจน์ว่าความโศกไม่มีแก่มุนีผู้มีจิตยิ่งและไม่ประมาท พระสารีบุตรผู้มักน้อยสันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร นั่งสมาธิอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเปล่งอุทานว่าความโศกย่อมไม่มีแก่ผู้มีอธิจิต ไม่ประมาท ศึกษาอยู่ในคลองแห่งมุนี คงที่ สงบ มีสติทุกเมื่อ อรรถกถาอธิบายเชื่อมโยงแต่ละคำเข้ากับไตรสิกขาคืออธิจิตสิกขา อธิศีลสิกขา และอธิปัญญาสิกขา ที่นำไปสู่ความเป็นพระขีณาสพผู้หมดความเศร้าโศกโดยสิ้นเชิง
- หน้า ๔๕๐–๔๖๒ สุนทรีสูตรและอรรถกถา (ตอนต้น): เดียรถีย์วางแผนใช้นางสุนทรีปริพาชิกาใส่ร้ายพระพุทธเจ้าและสงฆ์ พุทธพจน์เรื่องขันติต่อคำพูดหยาบคาย เมื่อพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ได้ลาภสักการะมาก พวกอัญญเดียรถีย์อิจฉาจึงใช้นางสุนทรีปริพาชิกาไปเชตวันบ่อยๆ แล้วจ้างนักเลงฆ่านางทิ้งใกล้วัด ใส่ร้ายว่าภิกษุฆ่าปิดบังความผิด ทำให้ชาวเมืองด่าว่าสงฆ์ทั่วไป พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่าเสียงลือจะหายภายใน ๗ วัน และสอนภิกษุให้โต้ตอบด้วยคาถาเรื่องกรรมของผู้พูดเท็จ ความจริงเริ่มปรากฏเมื่อพวกนักเลงรับจ้างทะเลาะกันเรื่องสุราจนถูกจับได้ เนื้อหายังดำเนินต่อเนื่องเกินหน้า ๔๖๒
- หน้า ๔๖๓–๔๖๗ สุนทรีสูตร: แผนลอบสังหารนางสุนทรีปริพาชิกาเพื่อใส่ร้ายพระพุทธเจ้า และบุพกรรมที่ทรงถูกกล่าวตู่ อธิบายว่าเดียรถีย์วางแผนใช้ปริพาชิกาสุนทรีสร้างข่าวลือเสียหาย แล้วฆ่านางซ้อนความผิดให้ภิกษุ จนความจริงปรากฏเมื่อพวกนักเลงรับจ้างสารภาพขณะเมาสุรา พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าผู้พูดเท็จย่อมถึงทุคติเสมอกัน และทรงอธิบายว่าที่พระองค์ถูกใส่ร้ายเป็นเศษวิบากจากชาติที่เคยเป็นนักเลงมุนาลิใส่ร้ายพระปัจเจกพุทธเจ้าสุรภี รวมถึงกรรมเก่าอื่นๆ ที่ส่งผลเป็นความเจ็บป่วยต่างๆ ในพระชนม์ชีพปัจฉิมภพ
- หน้า ๔๖๘–๔๗๕ อุปเสนวังคันตปุตตสูตร: อุทานว่าด้วยชีวิตและมรณะที่ไม่ทำให้พระขีณาสพเดือดร้อน พระอุปเสนวังคันตบุตรหลีกเร้นพิจารณาว่าตนได้ลาภอันประเสริฐที่ได้บวชในพระศาสนา บรรลุอรหัตตผล มีฤทธิ์มาก ชีวิตก็เจริญ ตายก็เจริญ พระพุทธเจ้าทรงทราบวาระจิตจึงเปล่งอุทานว่าชีวิตย่อมไม่เบียดเบียนผู้มีปัญญาเห็นธรรม ผู้ตัดภวตัณหาได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศกทั้งในยามมีชีวิตและยามใกล้ตาย อรรถกถาขยายความคุณของพระรัตนตรัยและประวัติพระเถระผู้เป็นน้องชายพระสารีบุตร
- หน้า ๔๗๖–๔๗๙ สารีปุตตสูตร: พระสารีบุตรพิจารณาความสงบกิเลสของตน พระพุทธเจ้าเปล่งอุทานสรรเสริญ ขณะพระสารีบุตรนั่งพิจารณาความสงบระงับกิเลสของตนเองในที่ไม่ไกลพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงทราบและเปล่งอุทานว่าภิกษุผู้มีจิตสงบระงับ ตัดภวตัณหาขาดแล้ว สิ้นชาติสงสาร ย่อมพ้นจากเครื่องผูกของมาร อรรถกถาอธิบายว่าความสงบของพระอัครสาวกพิเศษกว่าพระขีณาสพทั่วไปเพราะถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ และเป็นสูตรสุดท้ายปิดท้ายเมฆิยวรรคที่ ๔
- หน้า ๔๘๐–๔๘๕ ราชสูตร: พระเจ้าปเสนทิโกศลและพระนางมัลลิกาตรัสว่าไม่มีผู้ใดเป็นที่รักยิ่งกว่าตน พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามพระนางมัลลิกาว่ามีใครเป็นที่รักยิ่งกว่าตนหรือไม่ ทั้งสองต่างเห็นพ้องว่าไม่มี เมื่อกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์เปล่งอุทานว่าใครตรวจตราทั่วทุกทิศก็ไม่พบผู้เป็นที่รักยิ่งกว่าตน สัตว์อื่นก็รักตนมากเช่นกัน ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น อรรถกถาเล่าปูมหลังพระนางมัลลิกาธิดานายมาลาการผู้ถวายขนมแด่พระพุทธเจ้าจนได้เป็นอัครมเหสี
- หน้า ๔๘๖–๔๙๑ อัปปายุกาสูตร: เหตุที่มารดาพระโพธิสัตว์มีพระชนมายุสั้น สิ้นพระชนม์หลังประสูติ ๗ วัน พระอานนท์กราบทูลว่าพระพุทธมารดาสิ้นพระชนม์หลังประสูติเพียง ๗ วัน พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นธรรมดาของมารดาพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ทรงเปล่งอุทานว่าสัตว์ทั้งปวงที่เกิดแล้วหรือจักเกิดล้วนต้องละร่างกายไป ผู้ฉลาดทราบความเสื่อมนี้พึงมีความเพียรประพฤติพรหมจรรย์ อรรถกถาอธิบายมหาวิโลกนะ ๕ ประการที่พระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาก่อนจุติ และเหตุที่พระมารดาสิ้นพระชนม์พอดีในวัยกลางคน
- หน้า ๔๙๒–๔๙๔ สุปปพุทธกุฏฐิสูตร: คนโรคเรื้อนยากไร้ฟังธรรมบรรลุโสดาบันแล้วถูกแม่โคขวิดตาย สุปปพุทธกุฏฐิ คนโรคเรื้อนขัดสนยากไร้ เข้าไปหวังได้อาหารจากฝูงชนที่ฟังธรรม แต่กลับตั้งใจฟังธรรมจนพระพุทธเจ้าทรงเห็นอุปนิสัยจึงแสดงอนุปุพพีกถาและอริยสัจ เขาบรรลุโสดาปัตติผลในที่นั่งนั้น ประกาศตนเป็นอุบาสก แต่เมื่อลาจากไปไม่นานถูกแม่โคลูกอ่อนขวิดถึงแก่ความตาย พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าเขาเป็นพระโสดาบันไปเกิดเป็นเทวดาชั้นดาวดึงส์
- หน้า ๔๙๕–๕๐๓ อรรถกถาสุปปพุทธกุฏฐิสูตร: พระรัศมีและอานุภาพแห่งอนุปุพพีกถา (ทาน ศีล สวรรค์) เปรียบจิตเหมือนผ้าที่ซักย้อมจนใส อธิบายบรรยากาศที่พระพุทธเจ้าทรงรุ่งโรจน์ด้วยพระรัศมีและมหาปุริสลักษณะ แวดล้อมด้วยภิกษุและอุบาสก ทรงแสดงอนุปุพพีกถาตามลำดับคือทาน ศีล สวรรค์ โทษของกาม และอานิสงส์เนกขัมมะ เพื่อโน้มจิตสุปปพุทธะให้อ่อนโยนพร้อมรับอริยสัจ อรรถกถาเปรียบจิตที่เศร้าหมองเหมือนผ้าเปื้อนมลทิน ศรัทธาเหมือนน้ำชำระ อริยมรรคเหมือนน้ำย้อมทำให้จิตผ่องใสดุจผ้าสะอาด
- หน้า ๕๐๔–๕๑๐ ท้าวสักกะทดลองใจสุปปพุทธะด้วยทรัพย์ให้ปฏิเสธพระรัตนตรัย เขาปฏิเสธด้วยอริยทรัพย์ ๗ และประกาศไตรสรณคมน์ หลังบรรลุโสดาบัน สุปปพุทธะตั้งใจจะกราบทูลคุณที่ได้รับแด่พระศาสดา ท้าวสักกะแปลงมาทดลองเสนอทรัพย์มหาศาลแลกกับการปฏิเสธพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่เขาตอบว่าตนมีอริยทรัพย์ ๗ คือศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ ปัญญา จึงไม่ใช่คนยากไร้ อรรถกถาขยายความการชมเชยพระธรรมเทศนาด้วยอุปมา ๔ ข้อ (หงายของคว่ำ เปิดของปิด บอกทาง จุดประทีป) และการประกาศพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
- หน้า ๕๑๑–๕๑๒ ชาดกเหตุแห่งความตายฉับพลัน: หญิงแพศยาถูกฆ่าชิงทรัพย์ ตั้งจิตอาฆาตเกิดเป็นแม่โคตามฆ่าคนทั้งสี่ทุกภพ อดีตชาติสุปปพุทธกุฏฐิเป็นบุตรเศรษฐีร่วมกับสหายอีก ๓ คนฆ่าหญิงแพศยาชิงทรัพย์ นางตั้งจิตปรารถนาเกิดเป็นยักษิณีตามฆ่าคนทั้งสี่ทุกภพชาติ ทำให้คนทั้งสี่ (ต่อมาคือปุกกุสะ พาหิยทารุจีริยะ เพชฌฆาตเคราแดง และสุปปพุทธกุฏฐิ) ต้องตายกะทันหันด้วยน้ำมือแม่โคหรือสัตว์ในกำเนิดยักษ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อธิบายว่านี่คือเหตุแห่งการตายฉับพลันของสุปปพุทธกุฏฐิหลังฟังธรรมจบ
- หน้า ๕๑๓–๕๑๘ ต้นเหตุกรรมเก่า: พระปัจเจกพุทธเจ้าตครสิขีผู้เกิดจากดอกบัวถูกสุปปพุทธะในอดีตชาติดูหมิ่นว่าเป็นโรคเรื้อน ย้อนอดีตกาลไกล กุลธิดาถวายดอกบัวและข้าวตอกแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าตั้งปรารถนาได้บุตร ๕๐๐ พรานเนื้อ ๕๐๐ ก็ถวายเนื้อตั้งความปรารถนาเป็นบุตรนาง ภายหลังนางเกิดในกลีบบัวได้เป็นอัครมเหสี บุตรทั้ง ๕๐๐ บรรลุปัจเจกโพธิญาณ บุตรเศรษฐีราชคฤห์ (อดีตชาติสุปปพุทธะ) เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าตครสิขีเข้าใจผิดว่าเป็นคนโรคเรื้อนจึงถ่มน้ำลายดูหมิ่น ผลกรรมทำให้ไหม้นรกแล้วเกิดเป็นคนโรคเรื้อนยากไร้ในภพสุดท้าย
- หน้า ๕๑๙ กุมารกสูตร: พระพุทธเจ้าตรัสสอนเด็กจับปลาว่าผู้กลัวทุกข์ไม่ควรทำบาปทั้งที่ลับและที่แจ้ง พระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตพบเด็กหนุ่มจำนวนมากจับปลาอยู่ระหว่างเมืองสาวัตถีกับพระเชตวัน ตรัสถามว่ากลัวทุกข์หรือไม่ เด็กตอบว่ากลัว จึงทรงเปล่งอุทานว่าถ้ากลัวทุกข์และไม่รักทุกข์ ก็ไม่ควรทำบาปทั้งในที่แจ้งและที่ลับ เพราะแม้เหาะหนีก็ไม่พ้นทุกข์จากผลกรรม อรรถกถาเริ่มอธิบายคำว่ากุมารกะหมายถึงเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี และบริบทการจับปลาในหน้าแล้ง (เนื้อหาต่อเนื่องในหน้าถัดไป)
- หน้า ๕๒๐–๕๒๑ กุมารกสูตร: เด็กหนุ่มจับปลาและอุทานสอนเรื่องเว้นบาปเพราะกลัวทุกข์ กุมารกสูตรว่าด้วยพระพุทธเจ้าเสด็จพบเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งกำลังจับปลาตัวเล็กในสระที่แห้งใกล้เชตวัน ทรงถามว่ากลัวทุกข์หรือไม่ เมื่อเด็กตอบว่ากลัว จึงตรัสอุทานสอนว่าผู้กลัวทุกข์ไม่ควรทำบาปทั้งในที่แจ้งและที่ลับ เพราะแม้พยายามเหาะหนีไปที่ใดก็ไม่อาจพ้นผลของกรรมชั่วที่ตนก่อไว้ได้ อรรถกถาขยายความว่าแม้บาปเพียงเล็กน้อยก็ให้ผลติดตามไปทุกภพจนกว่าจะได้รับผล
- หน้า ๕๒๒–๕๒๔ อุโปสถสูตร: พระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงปาติโมกข์เพราะบริษัทไม่บริสุทธิ์ อุโปสถสูตรเล่าเหตุการณ์คืนวันอุโบสถที่พระอานนท์กราบทูลขอให้แสดงปาติโมกข์ถึง ๓ ครั้ง แต่พระพุทธเจ้าทรงนิ่งเพราะทรงทราบว่ามีภิกษุทุศีลปนอยู่ในที่ประชุม พระโมคคัลลานะใช้เจโตปริยญาณตรวจพบแล้วเข้าไปจับแขนฉุดตัวออกไปนอกซุ้มประตูจนกว่าจะยอมออก จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงประกาศว่าตั้งแต่นี้ไปจะไม่ทรงสวดปาติโมกข์เองอีกต่อไป ให้คณะสงฆ์สวดกันเอง เพราะพระตถาคตไม่ควรแสดงธรรมในบริษัทที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นที่มาของธรรมเนียมสวดปาติโมกข์โดยสงฆ์
- หน้า ๕๒๕–๕๒๙ อัศจรรย์ ๘ ประการของมหาสมุทรเทียบกับธรรมวินัย พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอันน่าอัศจรรย์ ๘ ประการของมหาสมุทร เช่น ลาดลุ่มลึกตามลำดับไม่ชันเหมือนเหว ไม่ล้นฝั่ง ไม่มีซากศพค้าง แม่น้ำที่ไหลลงล้วนละชื่อเดิม มีรสเดียวคือรสเค็ม มีรัตนะมากมาย และเป็นที่อยู่ของสัตว์ใหญ่ แล้วทรงเปรียบเทียบกับธรรมวินัยที่มีการศึกษาไปตามลำดับ สาวกไม่ล่วงศีลแม้เพราะชีวิต มีรสเดียวคือวิมุตติ มีรัตนะคือโพธิปักขิยธรรม และเป็นที่พำนักของพระอริยบุคคล ปิดท้ายด้วยอุทานว่าฝนคือกิเลสย่อมรั่วรดเฉพาะสิ่งที่ปกปิดไว้เท่านั้น
- หน้า ๕๓๐–๕๓๓ อรรถกถาอุโปสถสูตร: เหตุที่ทรงนิ่งและฉากพระโมคคัลลานะฉุดภิกษุทุศีลออกจากสงฆ์ อรรถกถาอธิบายว่าเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงนิ่งเฉยไม่แสดงปาติโมกข์ เพราะทรงเห็นภิกษุทุศีลปนอยู่ในหมู่สงฆ์ด้วยพระญาณ หากทรงแสดงธรรมต่อหน้าเขา ศีรษะของเขาจะแตกเป็นเจ็ดเสี่ยง จึงทรงดุษณีเพื่ออนุเคราะห์ผู้นั้น อรรถกถาไขความศัพท์บรรยายลักษณะภิกษุทุศีล เช่น ผู้เน่าใน ผู้อันราคะรั่วรด ผู้เป็นดุจหยากเยื่อ และเล่าฉากพระโมคคัลลานะจับแขนฉุดภิกษุนั้นออกไปนอกซุ้มประตูแล้วใส่กลอนหลังถูกเตือนถึงสามครั้งแล้วไม่ยอมลุกหนีเอง
- หน้า ๕๓๔–๕๓๙ อรรถกถา: ปาติโมกข์ ๒ ประเภท และภูมิศาสตร์สระอโนดาตกับแม่น้ำใหญ่ ๕ สาย อรรถกถาอธิบายว่าปาติโมกข์มี ๒ ชนิด คือ อาณาปาติโมกข์ที่สงฆ์สวดกันเองทุกกึ่งเดือน กับโอวาทปาติโมกข์ที่มีแต่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเองในช่วง ๒๐ พรรษาแรกเท่านั้น จากนั้นขยายความอุปมาแม่น้ำใหญ่ที่ไหลจากสระอโนดาตบนภูเขาหิมพานต์ อธิบายภูมิศาสตร์สระอโนดาต ยอดเขาทั้งห้าที่ล้อมรอบทำด้วยทอง แก้ว และเงิน และเส้นทางน้ำที่ไหลวนสระจนแตกเป็นแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู และมหี อย่างละเอียด
- หน้า ๕๔๐–๕๔๖ อรรถกถา: รัตนะ ๘ ในธรรมวินัย (สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท พละ โพชฌงค์ อริยมรรค) อรรถกถาไขความอัศจรรย์ ๘ ประการฝ่ายธรรมวินัยเทียบกับมหาสมุทรต่อจากตอนก่อน อธิบายไตรสิกขาที่ต้องศึกษาไปตามลำดับไม่อาจบรรลุอรหัตผลโดยตรง ศีลที่สาวกไม่ล่วงแม้เพราะชีวิต ธรรมวินัยมีรสเดียวคือวิมุตติรส และรัตนะ ๘ ในธรรมวินัยได้แก่สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และอริยมรรคมีองค์ ๘ พร้อมอธิบายรากศัพท์และความหมายของแต่ละหมวดธรรมว่าเหตุใดจึงเรียกว่ารัตนะ
- หน้า ๕๔๗–๕๕๑ โสณสูตร: โสณโกฏิกัณณะขอบวชกับพระมหากัจจานะแล้วสวดพระสูตรถวายพระพุทธเจ้า โสณสูตรเล่าเรื่องอุบาสกโสณโกฏิกัณณะผู้เลื่อมใสธรรมของพระมหากัจจานะจนคิดออกบวช แต่พระเถระห้ามถึงสองครั้งเพราะพรหมจรรย์มีภัตหนเดียวนอนผู้เดียวทำได้ยาก จนครั้งที่สามจึงยอมให้บวช และล่วงไปสามปีกว่าจะรวบรวมสงฆ์ครบอุปสมบทได้เพราะอวันตีมีภิกษุน้อย เมื่ออุปสมบทแล้วพระโสณะเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้พักในพระคันธกุฎีเดียวกัน และสวดพระสูตร ๑๖ สูตรถวายด้วยเสียงไพเราะจนได้รับคำชม
- หน้า ๕๕๒–๕๕๔ อรรถกถาโสณสูตร: เปรตพ่อค้าโกงและเปรตเด็กที่โสณะพบระหว่างทาง อรรถกถาเล่าที่มาความสลดใจของโสณะอุบาสกก่อนตัดสินใจบวช ระหว่างเดินทางค้าขายไปเมืองอุชเชนีถูกหมู่เกวียนทิ้งไว้กลางป่าโดยไม่รู้ตัว จึงพบเปรตพ่อค้าโกงที่ต้องเคี้ยวกินเนื้อตนเองเพราะเคยด่าว่าพระสงฆ์ที่มาบิณฑบาต และพบเปรตเด็กสองตนมีเลือดไหลจากปากเพราะเคยสาปแช่งพระขีณาสพที่มารดานิมนต์มาฉัน เมื่อกลับมาเล่าให้พระมหากัจจานะฟังก็ยิ่งเกิดความสังเวชจนตัดสินใจขอบวชอย่างแน่วแน่
- หน้า ๕๕๕–๕๖๓ อรรถกถาโสณสูตร: บรรลุโสดาบันก่อนอุปสมบท และเอตทัคคะด้านผู้มีวาจาไพเราะ อรรถกถาขยายความศัพท์พรหมจรรย์แบบมีภัตหนเดียวนอนผู้เดียว อธิบายเหตุที่พระมหากัจจานะห้ามโสณะบวชถึงสองครั้งเพราะญาณยังไม่แก่กล้า และเล่าว่าโสณะบรรลุโสดาบันก่อนอุปสมบทเสียอีก เมื่ออุปสมบทแล้วเจริญวิปัสสนาจนได้อภิญญา ๖ ภายในพรรษาเดียว ก่อนเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งทรงให้พักในพระคันธกุฎีเดียวกัน ตรัสถามความเป็นอยู่และพรรษา แล้วทรงยกย่องท่านเป็นเอตทัคคะด้านผู้มีวาจาไพเราะที่สุด
- หน้า ๕๖๔–๕๖๖ กังขาเรวตสูตร: การละความสงสัยด้วยความเพียรในพรหมจรรย์ กังขาเรวตสูตรเล่าถึงพระกังขาเรวตะนั่งพิจารณาความหมดจดแห่งการข้ามพ้นความสงสัยของตนอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า ผู้ทรงเปล่งอุทานว่าความสงสัยไม่ว่าในภพนี้หรือภพหน้า ในความรู้ของตนหรือของผู้อื่น ผู้เพ่งพินิจมีความเพียรประพฤติพรหมจรรย์ย่อมละได้ทั้งหมดด้วยอำนาจอริยมรรค อรรถกถาเล่าว่าท่านเคยได้ฉายาว่ากังขาเรวตะเพราะเคร่งครัดสงสัยในพระวินัยมาก่อนบวช ภายหลังบรรลุอภิญญาและได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านผู้มีฌาน
- หน้า ๕๖๗–๕๗๐ อานันทสูตร: พระเทวทัตประกาศแยกทำสังฆกรรมและอุทานเรื่องความดีความชั่ว อานันทสูตรเล่าเหตุการณ์พระเทวทัตประกาศต่อพระอานนท์ในวันอุโบสถว่าจะแยกทำอุโบสถและสังฆกรรมต่างหากจากพระพุทธเจ้าและสงฆ์ เมื่อพระอานนท์กราบทูล พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่าความดีคนดีทำได้ง่าย ความดีคนชั่วทำได้ยาก ความชั่วคนชั่วทำได้ง่าย แต่ความชั่วพระอริยะทำได้ยาก อรรถกถาอธิบายวิธีทำสงฆ์แตก ๕ อย่างคือด้วยกรรม อุทเทส การชักชวน การสวดประกาศ และการจับสลาก ซึ่งพระเทวทัตเตรียมพรรคพวกไว้ครบทุกขั้นตอนแล้ว
- หน้า ๕๗๑–๕๗๓ สัททายมานสูตร: มาณพส่งเสียงอื้ออึงและอุทานเตือนผู้พูดพร่ำไม่รู้ตัว สัททายมานสูตรเล่าเหตุการณ์ระหว่างเสด็จจาริกในแคว้นโกศล มีกลุ่มมาณพหนุ่มพากันส่งเสียงอื้ออึงเยาะเย้ยผ่านไปใกล้พระพุทธเจ้า จึงทรงเปล่งอุทานตำหนิว่าคนผู้มีสติหลงลืมแต่อวดอ้างตนเป็นบัณฑิต พูดพร่ำไปตามใจปรารถนาโดยไม่รู้ตัวว่าคำพูดของตนจะนำพาไปสู่สิ่งใด อรรถกถาไขความว่าเป็นพวกที่พูดเอาแต่ถ้อยคำเป็นอารมณ์โดยไม่กำหนดรู้เนื้อความหรือเคารพผู้อื่น
- หน้า ๕๗๔–๕๗๖ จูฬปันถกสูตร: อุทานว่าด้วยการควบคุมสติในทุกอิริยาบถ (จบโสณเถรวรรค) จูฬปันถกสูตรเล่าว่าพระจูฬปันถกนั่งขัดสมาธิตั้งกายตรงดำรงสติไว้เฉพาะหน้าใกล้พระพุทธเจ้า ผู้ทรงเปล่งอุทานสอนว่าภิกษุผู้มีกายและใจตั้งมั่น ไม่ว่ายืน นั่ง หรือนอน หากควบคุมสติไว้ได้เช่นนี้ ย่อมได้คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายจนถึงที่ที่มัจจุราชมองไม่เห็น อรรถกถาเล่าประวัติท่านผู้ได้อภิญญา ๖ และเป็นเอตทัคคะด้านเนรมิตกายด้วยใจและฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางใจ เป็นสูตรสุดท้ายจบโสณเถรวรรคที่ ๕
- หน้า ๕๗๗–๕๗๘ จูฬปันถกสูตร: ภิกษุควบคุมสติทุกอิริยาบถ และรายชื่อพระสูตรในโสณเถรวรรคที่ ๕ พระจูฬปันถกนั่งขัดสมาธิดำรงสติมั่นคงใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงเปล่งอุทานสรรเสริญภิกษุผู้ตั้งกายและจิตไว้ชอบ ควบคุมสติในทุกอิริยาบถทั้งยืนนั่งนอน ย่อมได้คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายจนถึงที่สุดแห่งมัจจุราช อรรถกถาเล่าประวัติพระจูฬปันถกผู้สำเร็จอภิญญา ๖ เป็นเอตทัคคะถึง ๒ ตำแหน่ง และอธิบายความหมายของสมถะวิปัสสนาที่นำไปสู่พระอรหัต ปิดท้ายวรรคด้วยรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ สูตรในโสณเถรวรรคที่ ๕
- หน้า ๕๗๙–๕๙๖ อายุสมโอสัชชนสูตร: พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขารที่ปาวาลเจดีย์ กำหนดปรินิพพานในอีก ๓ เดือน ที่ปาวาลเจดีย์เมืองเวสาลี พระพุทธเจ้าตรัสใบ้แก่พระอานนท์ถึง ๓ ครั้งว่าผู้เจริญอิทธิบาท ๔ พึงดำรงชนม์ได้ตลอดกัป แต่พระอานนท์ถูกมารดลใจจึงไม่ทูลอาราธนาให้ทรงพระชนม์อยู่ต่อ เมื่อพระอานนท์ลาไปพักผ่อน มารเข้าเฝ้าทูลขอให้ปรินิพพาน พระองค์จึงทรงปลงอายุสังขารกำหนดปรินิพพานในอีก ๓ เดือน เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ทรงเปล่งอุทานว่าทรงปล่อยวางเครื่องปรุงแต่งภพได้เด็ดขาดดุจทหารทำลายเกราะ อรรถกถาอธิบายเหตุที่ไม่ทรงรับคำอ้อนวอนของพระอานนท์แต่ทรงรับคำขอของมาร เพราะพุทธกิจสำเร็จแล้วและเวไนยสัตว์หมดสิ้น
- หน้า ๕๙๗–๖๐๖ ปฏิสัลลานสูตร: พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามหาพระอรหันต์ในหมู่นักบวชที่แท้จริงเป็นราชบุรุษปลอมตัว พระเจ้าปเสนทิโกศลทอดพระเนตรเห็นนักบวชนุ่งเปลือยหลายกลุ่มผ่านไป ทรงคุกเข่าประนมมือประกาศพระนามของพระองค์เอง แล้วทูลถามพระพุทธเจ้าว่าท่านเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์หรือไม่ พระองค์ตรัสว่าคฤหัสถ์ผู้ยังยินดีในกามยากจะหยั่งรู้ได้ ต้องอาศัยเวลานาน การอยู่ร่วมกัน และปัญญาพิจารณาศีล ความสะอาด กำลังใจยามมีภัย และปัญญาจากการสนทนา ท้ายเรื่องพระราชาสารภาพว่านักบวชเหล่านั้นแท้จริงเป็นราชบุรุษปลอมตัวสอดแนม ทรงเปล่งอุทานเตือนบรรพชิตไม่ควรรับใช้ผู้อื่นหรือนำธรรมไปค้าขายเพื่อทรัพย์
- หน้า ๖๐๗–๖๑๒ อาหุสูตร: พระพุทธเจ้าทรงพิจารณากิเลสที่ทรงละได้เด็ดขาดและคุณธรรมที่บริบูรณ์แล้ว พระพุทธเจ้าประทับนั่งพิจารณาอกุศลบาปธรรมมากมายที่พระองค์ทรงละได้แล้ว และกุศลธรรมมากมายที่ถึงความเจริญบริบูรณ์ ทรงเปล่งอุทานว่าสิ่งที่เคยมีในกาลก่อนบัดนี้ไม่มี สิ่งที่ไม่เคยมีในกาลก่อนบัดนี้มีแล้ว อรรถกถาไล่เรียงรายการกิเลสและคุณธรรมนับพันหมวดหมู่อย่างละเอียด ตั้งแต่กิเลส ๑๐๐๕ จนถึงพุทธธรรม ๑๘ และญาณต่างๆ แสดงถึงความไพศาลของพระคุณที่แม้พระพุทธเจ้าเองก็มิอาจพรรณนาได้หมดสิ้นแม้ตลอดกัป
- หน้า ๖๑๓–๖๒๖ ปฐมกิรสูตร: อุปมาคนตาบอดคลำช้าง สะท้อนการยึดติดทิฏฐิเพียงด้านเดียวว่าเป็นความจริงทั้งหมด สมณพราหมณ์เจ้าลัทธิต่างๆ ในสาวัตถีทะเลาะวิวาทกันด้วยทิฏฐิ ๑๐ แบบ เช่น โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง มีที่สุดหรือไม่ ชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกันหรือต่างกัน พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาว่าพระราชาให้คนตาบอดแต่กำเนิดคลำช้างคนละส่วน แล้วต่างทึกทักว่าช้างเป็นเหมือนสิ่งที่ตนคลำได้จนทะเลาะกัน แสดงว่าเดียรถีย์ต่างๆ ก็ยึดถือความเห็นเพียงบางส่วนของตนว่าถูกต้องทั้งหมดเช่นกัน ทรงเปล่งอุทานว่าผู้เห็นแต่ด้านเดียวย่อมวิวาทกันไม่รู้จบ อรรถกถาจำแนกทิฏฐิ ๖๒ ประการอย่างละเอียด
- หน้า ๖๒๗–๖๓๑ ทุติยกิรสูตร: ทิฏฐิ ๑๖ แบบเรื่องตนและโลก เหตุแห่งการวิวาทที่ไม่ถึงฝั่งนิพพาน สูตรคล้ายปฐมกิรสูตรแต่ขยายเป็นทิฏฐิ ๑๖ แบบเกี่ยวกับตนและโลก เช่น เที่ยงหรือไม่เที่ยง ตนสร้างหรือผู้อื่นสร้าง เกิดขึ้นลอยๆ มีสุขทุกข์หรือไม่ สมณพราหมณ์ในสาวัตถีวิวาทกันด้วยทิฏฐิเหล่านี้จนไม่อาจเข้าถึงพระนิพพาน ทรงเปล่งอุทานว่าผู้ข้องอยู่ในทิฏฐินิสัยเหล่านี้ย่อมจมอยู่กลางกระแสสงสารไม่ถึงฝั่ง อรรถกถาขยายความหมายของทิฏฐิแต่ละแบบและคำว่าโอคธํ ซึ่งหมายถึงอริยมรรคและพระนิพพานอันเป็นที่หยั่งลง
- หน้า ๖๓๒–๖๓๓ ติตถสูตร: อุปมาทิฏฐิเป็นดุจลูกศรปักใจ หมู่สัตว์แข่งมานะในทิฏฐิไม่ล่วงพ้นสงสาร สมณพราหมณ์ในสาวัตถีวิวาทกันด้วยทิฏฐิเรื่องตนและโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยงอีกครั้งในรูปแบบเดียวกับสองสูตรก่อนหน้า พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานเปรียบว่าหมู่สัตว์ที่ข้องอยู่ในทิฏฐิว่าตนสร้างหรือผู้อื่นสร้างเป็นดุจถูกลูกศรปักใจโดยไม่รู้ตัว ผู้เห็นทิฏฐิวิปริตนั้นว่าเป็นลูกศรจึงจะปล่อยวางความเห็นทั้งสองแบบได้ หมู่สัตว์ที่ยึดมานะแข่งดีกันในทิฏฐิย่อมไม่ล่วงพ้นสงสาร อรรถกถาในหน้า 633 เพิ่งเริ่มต้นและยังไม่จบ เนื้อหาต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไปนอกช่วงที่ได้รับมอบหมายในชุดนี้
- หน้า ๖๓๔–๖๓๗ ๖. ติตถสูตร: อหังการและปรังการ เหตุแห่งมานะที่กั้นทางพ้นสงสาร เนื้อความคล้ายทุติยกิรสูตร แต่คาถาอุทานเน้นทิฏฐิว่าตนและโลก 'เราสร้างสรรค์เอง' (อหังการ) หรือ 'ผู้อื่นสร้างสรรค์' (ปรังการ) ซึ่งเป็นลูกศรทิ่มแทงที่ผู้ไม่รู้ตามจริงมองไม่เห็น อรรถกถาอธิบายว่าทิฏฐิทั้งสองแบบไม่สมเหตุสมผล เพราะไม่มีใครปรารถนาทุกข์ให้ตนเอง และผู้สร้างก็ไม่อาจให้แต่สุขได้ทั้งหมด หมู่สัตว์ที่ยึดมั่นด้วยมานะ แข่งดีกันในทิฏฐิ ย่อมไม่ล่วงพ้นสงสารไปได้
- หน้า ๖๓๘–๖๔๐ ๗. สุภูติสูตร: พระสุภูติเข้าสมาธิไม่มีวิตก ผู้กำจัดวิตกไม่กลับมาเกิด พระสุภูตินั่งคู้บัลลังก์เข้าสมาธิอันไม่มีวิตกใกล้พระพุทธเจ้า พระองค์เปล่งอุทานสรรเสริญผู้กำจัดมิจฉาวิตกได้หมดสิ้นภายใน มีความสำคัญในพระนิพพานอันเป็นอรูป ล่วงพ้นโยคะ 4 ย่อมไม่กลับมาเกิดอีก อรรถกถาเล่าประวัติพระสุภูติผู้สร้างบุญบารมีมาแสนกัป บรรลุอภิญญา 6 และได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านอยู่อย่างไม่มีกิเลส (อรณวิหารี) พร้อมอธิบายว่าอวิตักกสมาธิในที่นี้หมายถึงอรหัตผลสมาธิที่มีจตุตถฌานเป็นบาท
- หน้า ๖๔๑–๖๔๘ ๘. คณิกาสูตร: นักเลงฆ่ากันแย่งหญิงแพศยา สู่คำสอนเรื่องส่วนสุดสองอย่าง นักเลงสองพวกในราชคฤห์หลงรักหญิงแพศยาคนเดียวกันจนวิวาทถึงตาย พระพุทธเจ้าเปล่งอุทานชี้ว่ากามคุณทั้งที่ได้แล้วและจะพึงได้ล้วนเกลื่อนกล่นด้วยราคะ ทรงแสดงส่วนสุดโต่งสองด้าน คือการหมกมุ่นในกามสุข กับการทรมานตนด้วยศีลพรตที่ยึดถือผิด ทั้งสองทางเป็นเหตุขยายตัณหาและทิฏฐิ อรรถกถาอธิบายรายละเอียดที่มาของเรื่องและไขความหมายมัชฌิมาปฏิปทาที่ก้าวพ้นส่วนสุดทั้งสองนี้
- หน้า ๖๔๙–๖๕๓ ๙. อุปาติสูตร: แมลงเม่าบินเข้ากองไฟ อุปมาผู้ยึดทิฏฐิถึงความพินาศ ยามค่ำคืนที่ประทีปน้ำมันลุกโพลง แมลงเม่าจำนวนมากบินเข้ากองไฟจนตายหรือบาดเจ็บ พระพุทธเจ้าทรงเห็นแล้วเปล่งอุทานเปรียบสมณพราหมณ์ที่ยึดถือสิ่งที่ตนเห็นและได้ยินมาโดยไม่ถึงธรรมอันเป็นสาระ ว่าพอกพูนเครื่องผูกใหม่ๆ เหมือนแมลงเม่าตกในเปลวไฟ อรรถกถาเล่าบริบทว่าคืนนั้นอุบาสกจุดประทีปบูชาพระพุทธเจ้าและสงฆ์ในวันอุโบสถ พร้อมอธิบายว่าผู้ยึดทิฏฐิผิดย่อมตกในหลุมถ่านเพลิงคือภพ 3 ไม่อาจเงยศีรษะขึ้นได้
- หน้า ๖๕๔–๖๕๙ ๑๐. อุปปัชชันติสูตร: หิ่งห้อยกับพระอาทิตย์ จบชัจจันธวรรคที่ ๖ พระอานนท์ทูลถามว่าก่อนพระตถาคตอุบัติ เดียรถีย์เคยได้ลาภสักการะมาก แต่เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติแล้วกลับเสื่อมลง พระองค์ทรงรับรองและเปล่งอุทานเปรียบเดียรถีย์กับหิ่งห้อยที่ส่องแสงได้ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเท่านั้น เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นก็หมดรัศมี อรรถกถาเล่าเรื่องพระอรหันต์ 60 องค์แรกออกประกาศศาสนาจนชาวอังคะมคธนับแสนหันมานับถือ ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรทั้ง 10 ในชัจจันธวรรคที่ ๖
- หน้า ๖๖๐–๖๖๔ จูฬวรรคที่ ๗ เริ่มต้น - ปฐมภัททิยสูตร: พระลกุณฐกภัททิยะบรรลุอรหัต เปิดวรรคใหม่ (จูฬวรรคที่ ๗) ด้วยเรื่องพระสารีบุตรแสดงธรรมชี้แจงให้พระลกุณฐกภัททิยะเห็นแจ้งจนจิตหลุดพ้นจากอาสวะ พระพุทธเจ้าเปล่งอุทานว่าผู้พ้นวิเศษแล้วในสิ่งทั้งปวงทั้งเบื้องบนเบื้องต่ำ ไม่ตามเห็นว่า 'เราเป็นนี้' ย่อมข้ามโอฆะที่ไม่เคยข้ามได้ อรรถกถาอธิบายว่าอุทฺธํ หมายถึงรูปธาตุอรูปธาตุ อโธ หมายถึงกามธาตุ และไขความหมายการละสังโยชน์เบื้องสูงเบื้องต่ำทั้งหมด
- หน้า ๖๖๕–๖๖๘ ๒. ทุติยภัททิยสูตร: พระสารีบุตรแสดงธรรมซ้ำโดยไม่รู้ว่าท่านบรรลุอรหัตแล้ว พระสารีบุตรสำคัญว่าพระลกุณฐกภัททิยะยังเป็นเสขบุคคล จึงแสดงธรรมชี้แจงซ้ำเกินความจำเป็น ทั้งที่ท่านบรรลุอรหัตผลไปแล้วตั้งแต่โอวาทแรก แต่ท่านฟังด้วยความเคารพในพระสัทธรรมโดยไม่ทักท้วง พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพุทธานุภาพจึงเปล่งอุทานว่าผู้ตัดวัฏฏะได้แล้วบรรลุนิพพานอันไร้ตัณหา ตัณหาที่เหือดแห้งแล้วย่อมไม่ไหลอีก วัฏฏะที่ตัดขาดแล้วย่อมไม่เป็นไป นี้คือที่สุดแห่งทุกข์
- หน้า ๖๖๙–๖๗๑ ๓. ปฐมกามสูตร: ชาวสาวัตถีหมกมุ่นในกามเกินเวลา มนุษย์ในสาวัตถีจำนวนมากพากันข้องและหมกมุ่นในกามเกินควร ภิกษุนำเรื่องนี้ไปกราบทูล พระพุทธเจ้าเปล่งอุทานว่าสัตว์ที่ข้องในกามและติดในสังโยชน์โดยไม่เห็นโทษ ย่อมข้ามโอฆะอันกว้างใหญ่ไม่ได้เลย อรรถกถาเล่าบริบทว่าขณะนั้นชาวเมืองกำลังเล่นมหรสพกันทั่วเมือง มีเพียงพระอริยสาวกที่งดเว้น และอธิบายคำศัพท์แสดงความติดพันในกามอย่างละเอียด เช่น กำหนัด มัวเมา พัวพัน
- หน้า ๖๗๒–๖๗๕ ๔. ทุติยกามสูตร: ปลาติดไซและลูกโคตามแม่ อุปมาสัตว์ติดกามจนถึงมรณะ เนื้อความคล้ายปฐมกามสูตรแต่ครั้งนี้พระพุทธเจ้าทรงเห็นความหมกมุ่นในกามของชาวสาวัตถีด้วยพระองค์เอง จึงเปล่งอุทานว่าสัตว์ผู้มืดมนเพราะกามถูกข่ายตัณหาปกคลุมและถูกมารผูกพันไว้ ย่อมไปสู่ชราและมรณะเหมือนปลาในปากไซหรือลูกโคที่ยังดื่มนมตามแม่โค อรรถกถาเล่าว่าระหว่างเสด็จกลับวิหาร ทรงเห็นปลาติดไซในแม่น้ำอจิรวดีและลูกโคตามแม่จริง จึงทรงนำมาเป็นอุปมาในอุทานนี้
- หน้า ๖๗๖–๖๗๙ ๕. ลกุณฐกภัททิยสูตร: อัตภาพเปรียบดังรถที่มีศีลเป็นองค์ประธาน พระลกุณฐกภัททิยะรูปร่างค่อมเตี้ยไม่น่าดู ถูกภิกษุจำนวนมากดูหมิ่น จึงเดินตามหลังสงฆ์แต่ไกล พระพุทธเจ้าตรัสประกาศแก่ภิกษุทั้งหลายว่าท่านมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก บรรลุสมาบัติที่หาได้ยากจนถึงที่สุดพรหมจรรย์แล้ว จึงเปล่งอุทานเปรียบอัตภาพท่านเป็นรถที่มีศีลไร้โทษเป็นองค์ประธาน มีสติเป็นกำเดียว ไม่มีทุกข์ ตัดกระแสตัณหาแล้วไม่มีเครื่องผูกใดๆ อรรถกถาไขความหมายอุปมารถแต่ละส่วนโดยละเอียด
- หน้า ๖๘๐–๖๘๓ ๖. ตัณหักขยสูตร: พระอัญญาโกณฑัญญะพิจารณาความสิ้นตัณหา พระอัญญาโกณฑัญญะนั่งคู้บัลลังก์พิจารณาความหลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหาใกล้พระพุทธเจ้า พระองค์เปล่งอุทานว่าพระอริยบุคคลผู้ไม่มีอวิชชาเป็นราก ไม่มีแผ่นดินคืออาสวะและนิวรณ์ ไม่มีเถาวัลย์คือมานะ ไม่มีใบคือความมัวเมาประมาท ใครเล่าจะควรนินทาท่านผู้พ้นจากเครื่องผูก แม้เทวดาและพรหมก็สรรเสริญ อรรถกถาเล่าว่าท่านเป็นผู้ตรัสรู้อริยสัจก่อนสาวกทั้งปวง และไขความหมายอุปมารากเถาวัลย์ใบไม้อย่างละเอียด
- หน้า ๖๘๔–๖๘๗ ๗. ปปัญจขยสูตร: พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาการละกิเลสเครื่องเนิ่นช้าของพระองค์ พระพุทธเจ้าประทับนั่งพิจารณาการละส่วนสัญญาอันสหรคตด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า (ปปัญจธรรม คือ ราคะ โทสะ โมหะ ทิฏฐิ มานะ) ของพระองค์เอง แล้วเปล่งอุทานว่าผู้ก้าวล่วงที่ต่อคือตัณหาทิฏฐิและลิ่มคืออวิชชาได้ โลกพร้อมเทวโลกไม่อาจดูหมิ่นผู้นั้น อรรถกถาเล่าว่าทรงระลึกถึงกิเลสในอดีตชาตินับแสนโกฏิที่ทรงละได้เด็ดขาดแล้วเทียบกับสันดานสัตว์ที่ยังเปื้อนกิเลสแสนยาก จึงทรงเกิดปีติปราโมทย์เปล่งอุทานนี้ นับเป็นสูตรที่พระองค์ตรัสปรารภพระองค์เองโดยตรง
- หน้า ๖๘๘–๖๙๐ ๘. มหากัจจานสูตร (เริ่ม): พระมหากัจจานะเจริญกายคตาสติ พระมหากัจจานะนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง มีกายคตาสติตั้งมั่นดีใกล้พระพุทธเจ้า พระองค์เปล่งอุทานว่าผู้ตั้งกายคตาสติไว้มั่นเนืองนิตย์ พิจารณาเห็นว่าไม่มีสิ่งใดพ้นจากขันธ์ห้า ไม่มีสิ่งใดเป็นของเรา ไม่มีตนพ้นจากขันธ์ ย่อมข้ามตัณหาได้ในกาลที่อริยมรรคเกิดขึ้น อรรถกถาเริ่มไขความหมายคำว่าอัชฌัตตะหลายนัย และเล่าว่าท่านเจริญฌานด้วยกายคตาสติกัมมัฏฐานเป็นบาทก่อนบรรลุอรหัต เนื้อหาต่อเนื่องเกินหน้า 690 ยังไม่จบในช่วงนี้
- หน้า ๖๙๑–๖๙๒ มหากัจจานสูตรที่ ๘: พระมหากัจจานะเจริญกายคตาสติ อุทานว่าด้วยการไม่ยึดถือขันธ์ ๕ ว่าเป็นตน พระมหากัจจานะนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง เจริญกายคตาสติมั่นคง พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นแล้วทรงเปล่งอุทานสรรเสริญผู้มีสติในกายเนืองๆ ไม่ยึดถือสิ่งใดว่าเป็นตนหรือของตนนอกเหนือขันธ์ ๕ อรรถกถาอธิบายว่าท่านเจริญฌานโดยมีกายคตาสติเป็นบาท แล้วเจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตผล
- หน้า ๖๙๓–๗๐๑ อุทปานสูตรที่ ๙: พราหมณ์ถมบ่อน้ำกันภิกษุดื่มน้ำ พระอานนท์ตักน้ำแล้วบ่อกลับใสสะอาดล้นขึ้นเอง พราหมณ์และคหบดีชาวถูณคามไม่พอใจพระพุทธเจ้า จึงเอาหญ้าและแกลบถมบ่อน้ำกันมิให้สงฆ์ดื่ม เมื่อพระอานนท์เดินเข้าไปตักน้ำตามพุทธบัญชา น้ำในบ่อกลับล้นขึ้นใสสะอาดพัดหญ้าแกลบออกไปเองอย่างอัศจรรย์ พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่าผู้ตัดรากตัณหาแล้วไม่จำเป็นต้องเที่ยวแสวงหาน้ำ ชาวบ้านสำนึกผิดพากันขอขมาและเลื่อมใสในพระรัตนตรัย
- หน้า ๗๐๒–๗๑๐ อุเทนสูตรที่ ๑๐: หญิง ๕๐๐ มีพระนางสามาวดีเป็นประมุขถูกไฟไหม้ตาย จากอุบายพระนางมาคัณฑิยา เมื่อวังพระเจ้าอุเทนถูกไฟไหม้ หญิง ๕๐๐ มีพระนางสามาวดีอริยสาวิกาเป็นประมุขเสียชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสว่าทุกนางบรรลุมรรคผลไม่สูญเปล่า อรรถกถาเล่าว่าไฟเกิดจากอุบายพระนางมาคัณฑิยาผู้ผูกอาฆาต และย้อนบุพกรรมชาติก่อนที่หญิงเหล่านี้เคยเผาพระปัจเจกพุทธเจ้าโดยไม่ตั้งใจ อุทานกล่าวถึงสัตวโลกที่ถูกโมหะและอุปธิผูกพันจนหลงว่าสิ่งต่างๆ เที่ยงแท้ ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ ในจูฬวรรคที่ ๗
- หน้า ๗๑๑–๗๑๙ ปฐมนิพพานสูตรที่ ๑ (ปาฏลิคามิยวรรค): อายตนะนิพพานที่ไม่มีดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีมาไม่มีไป เป็นที่สุดแห่งทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเรื่องนิพพานแก่ภิกษุ ตรัสว่ามีอายตนะหนึ่งปราศจากธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ปราศจากอรูปฌานทั้งสี่ ปราศจากโลกนี้โลกหน้า ไม่มีการมา การไป การตั้งอยู่ การจุติหรืออุปบัติ เป็นที่สุดแห่งทุกข์ อรรถกถาอธิบายละเอียดว่านิพพานเป็นอสังขตธาตุที่มีอยู่จริงโดยปรมัตถ์ มีสภาวะตรงข้ามกับสังขตธรรมทั้งปวงโดยสิ้นเชิง
- หน้า ๗๒๐–๗๒๒ ทุติยนิพพานสูตรที่ ๒: นิพพานเห็นได้ยากเพราะไม่มีตัณหาให้น้อมไป ผู้แทงตลอดตัณหาแล้วไม่มีกังวล พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่านิพพานเป็นสัจธรรมที่เห็นได้ยากยิ่ง เพราะปุถุชนถูกกิเลสบดบังปัญญามานาน อรรถกถาอธิบายคำว่า อนตะ ว่าหมายถึงภาวะที่ไม่มีตัณหาน้อมไปในอารมณ์ใดๆ เมื่อผู้ปฏิบัติแทงตลอดตัณหาด้วยปัญญาประกอบอริยมรรคตามความเป็นจริง กิเลสวัฏ กัมมวัฏ และวิปากวัฏย่อมดับไปพร้อมกัน ไม่เหลือกังวลใดๆ
- หน้า ๗๒๓–๗๒๗ ตติยนิพพานสูตรที่ ๓: ธรรมชาติที่ไม่เกิด ไม่ปรุงแต่ง (นิพพาน) มีอยู่จริง จึงมีทางสลัดออกจากสังขตธรรมได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีธรรมชาติที่ไม่เกิด ไม่เป็น ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ คือนิพพาน หากธรรมชาตินี้ไม่มีอยู่ การสลัดออกจากสิ่งที่เกิดและปรุงแต่งแล้วย่อมเป็นไปไม่ได้เลย อรรถกถาอธิบายว่านิพพานเป็นอสังขตธาตุที่มีอยู่จริงโดยปรมัตถ์ เป็นอารมณ์ของอริยมรรคญาณซึ่งตัดกิเลสได้เด็ดขาด ต่างจากญาณอื่นที่เพียงข่มกิเลสไว้ชั่วคราว
- หน้า ๗๒๘–๗๓๐ จตุตถนิพพานสูตรที่ ๔: เมื่อไม่มีตัณหาทิฏฐิเป็นที่อาศัย ความหวั่นไหวจึงไม่มี นำสู่ความดับสนิทไม่มีมาไม่มีไป อุทานแสดงลำดับเหตุปัจจัยย้อนกลับว่า ผู้ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิอาศัยย่อมไม่หวั่นไหว เมื่อไม่หวั่นไหวจิตก็สงบระงับ เมื่อสงบแล้วก็ไม่มีความยินดีติดข้อง เมื่อไม่มีความยินดีก็ไม่มีการมาการไป ไม่มีจุติอุปบัติ โลกนี้โลกหน้าจึงไม่มี นี่คือที่สุดแห่งทุกข์ อรรถกถาอธิบายว่าเป็นอุบายบรรลุนิพพานด้วยการเจริญวิปัสสนาจนตัดตัณหาได้เด็ดขาดด้วยอริยมรรค
- หน้า ๗๓๑–๗๔๗ จุนทสูตรที่ ๕: พระพุทธเจ้าเสวยสูกรมัททวะของนายจุนทะเป็นภัตตาหารมื้อสุดท้าย ทรงประชวรหนักแต่เสด็จมุ่งสู่กุสินารา นายจุนทกัมมารบุตรถวายภัตตาหารมีสูกรมัททวะเป็นมื้อสุดท้าย พระพุทธเจ้าให้ฝังส่วนที่เหลือเพราะไม่มีผู้ใดย่อยได้นอกจากพระองค์ หลังเสวยทรงอาพาธกล้าถึงลงพระโลหิตแต่อดกลั้นเสด็จมุ่งสู่กุสินารา ระหว่างทางให้พระอานนท์ตักน้ำจากลำธารขุ่นซึ่งกลับใสสะอาดอย่างอัศจรรย์ ทรงสั่งมิให้นายจุนทะเดือดร้อนใจ เพราะบิณฑบาตก่อนตรัสรู้กับก่อนปรินิพพานมีอานิสงส์เท่ากัน อรรถกถาขยายความเหตุที่ทรงเลือกปรินิพพานที่กุสินารา
- หน้า ๗๔๘–๗๔๙ อรรถกถาจุนทสูตร: เหตุผลที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานที่กุสินารา อธิบายว่าหลังเสวยภัตตาหารของนายจุนทะ พระพุทธองค์ทรงประชวรอย่างแรงกล้า (ลงพระโลหิต) ซึ่งเวทนานี้เคยข่มไว้ด้วยสมาบัติมานาน แต่ทรงปล่อยให้ปรากฏเพื่อสังเวชใจสัตว์โลก ทรงเลือกเสด็จปรินิพพานที่กุสินาราด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ ให้สุภัททะบวชและบรรลุอรหัตเป็นปัจฉิมสาวก ให้แสดงมหาสุทัสสนสูตร และให้โทณพราหมณ์ช่วยระงับศึกแย่งพระธาตุ ปิดท้ายด้วยข้อสรุปว่าบิณฑบาตของนางสุชาดาและของนายจุนทะมีผลเท่ากัน เพราะทั้งสองครั้งทรงเข้าสมาบัติเสมอกันก่อนปรินิพพาน จบอรรถกถาจุนทสูตรที่ ๕
- หน้า ๗๕๐–๗๕๖ ปาฏลิคามิยสูตร: โทษของความทุศีลและอานิสงส์ของการมีศีล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงปาฏลิคาม อุบาสกทูลถวายเรือนพัก ทรงแสดงธรรมแก่อุบาสกชาวปาฏลิคามว่า ผู้ทุศีลมีโทษ 5 ประการ คือ เสื่อมโภคะ กิตติศัพท์ลามก ไม่แกล้วกล้าในบริษัท หลงตาย และตายแล้วเข้าอบาย ส่วนผู้มีศีลมีอานิสงส์ตรงข้ามทั้ง 5 ประการ ทรงแสดงธรรมจนดึกแล้วส่งอุบาสกกลับ ก่อนเสด็จเข้าสุญญาคาร
- หน้า ๗๕๗–๗๘๐ อรรถกถาปาฏลิคามิยสูตร: พุทธรัศมีโชติช่วงและคำพยากรณ์นครปาฏลีบุตร พรรณนาการจัดแจงอาวสถาคารอย่างวิจิตร และพรรณนาพุทธรัศมี 6 ประการแผ่ไปไกล 80 ศอกรอบพระวรกายอย่างวิจิตรบรรจงเมื่อเสด็จเข้าปาฏลิคาม จากนั้นเล่าเรื่องมหาอำมาตย์สุนีธะและวัสสการะสร้างเมืองโดยเทวดานับพันคอยชี้นำที่ตั้งบ้าน พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าเมืองนี้จะเป็นนครเอกทางการค้า แต่จะพินาศได้ 3 ทาง คือ ไฟ น้ำ และการแตกสามัคคี ปิดท้ายด้วยปาฏิหาริย์เสด็จข้ามแม่น้ำคงคาที่น้ำเต็มฝั่ง พร้อมอุทานเปรียบเทียบการข้ามห้วงสงสารด้วยอริยมรรค
- หน้า ๗๘๑–๗๘๕ ทวิธาปถสูตร: พระนาคสมาละไม่เชื่อฟังจนถูกโจรทำร้าย พระนาคสมาละปัจฉาสมณะกราบทูลให้เสด็จทางลัดถึง 3 ครั้ง แต่พระพุทธเจ้าทรงทราบว่ามีอันตรายจึงไม่ทรงเห็นด้วย ท่านจึงวางบาตรจีวรไว้แล้วเดินไปทางนั้นเอง ถูกโจร 500 คนทุบตีและฉีกจีวร พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานเปรียบผู้มีปัญญาแม้คลุกคลีกับคนพาลก็รู้จักละเว้นความชั่วได้ เหมือนนกกระเรียนดื่มแต่น้ำนมทิ้งน้ำที่เจือปน
- หน้า ๗๘๖–๗๙๒ วิสาขาสูตร: มีสิ่งที่รักมากเท่าไร ก็มีทุกข์มากเท่านั้น นางวิสาขามิคารมารดามีผ้าและผมเปียกเข้าเฝ้าเพราะหลานที่รักตาย พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าอยากมีบุตรหลานเท่าคนทั้งเมืองสาวัตถีหรือไม่ เมื่อนางเห็นว่าคนตายวันละหลายคนในเมืองก็ไม่อาจร้องไห้ให้ทุกคนได้ จึงตรัสสูตรสำคัญว่าผู้มีสิ่งที่รัก 100 ก็มีทุกข์ 100 ไล่ลงจนถึงผู้ไม่มีสิ่งที่รักเลยก็ไม่มีทุกข์เลย สรุปว่าผู้ปรารถนาความไม่โศกไม่ควรผูกพันตนกับสิ่งใดในโลก
- หน้า ๗๙๓–๗๙๙ ปฐมทัพพสูตร: พระทัพพมัลลบุตรเหาะขึ้นฟ้าเข้าเตโชสมาบัติแล้วปรินิพพาน พระทัพพมัลลบุตร พระอรหันต์ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ทูลลาปรินิพพานเมื่ออายุสังขารใกล้สิ้น เหาะขึ้นสู่อากาศ แสดงปาฏิหาริย์ตามพุทธบัญชา แล้วเข้าเตโชธาตุสมาบัติเผาสรีระตนเองจนไม่เหลือแม้เถ้าถ่านหรือเขม่า เหมือนเนยใสถูกไฟเผา ส่วนหนึ่งเพื่อให้ผู้ไม่เลื่อมใสหลังถูกภิกษุเมตติยะภุมมชกะใส่ร้ายกลับเกิดศรัทธา พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่าขันธ์ทั้ง 5 ดับสนิทไม่เหลือเชื้อ
- หน้า ๘๐๐–๘๐๕ ทุติยทัพพสูตรและบทปิดท้าย: จบปาฏลิคามิยวรรค จบคัมภีร์อุทานทั้งเล่ม ที่เชตวัน พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่องพระทัพพมัลลบุตรปรินิพพานกลางอากาศไม่เหลือเถ้าถ่านซ้ำแก่ภิกษุสงฆ์ ทรงเปล่งอุทานเปรียบคติพระขีณาสพผู้หลุดพ้นโดยชอบกับไฟที่ถูกค้อนเหล็กตีจนดับสนิทจนไม่รู้คติ จบปาฏลิคามิยวรรคที่ 8 ตามด้วยคาถาปิดท้ายของพระธรรมปาลาจารย์แห่งพทรติฏฐวิหาร ผู้รจนาอรรถกถาปรมัตถทีปนี 34 ภาณวาร แล้วสรุปรายชื่อสูตรทั้ง 10 ในวรรคและวรรคทั้ง 8 รวม 80 สูตรในคัมภีร์อุทาน ปิดท้ายด้วยคำว่า จบอุทาน อันเป็นจุดจบสมบูรณ์ทั้งพระบาลีอุทานและอรรถกถาทั้งเล่ม
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐
หน้า ๖๐๑–๖๕๐
หน้า ๖๕๑–๗๐๐
หน้า ๗๐๑–๗๕๐
หน้า ๗๕๑–๘๐๐