อรรถกถาว่า เกี่ยวด้วยคาถาอันสำเร็จมาแต่โสมนัสญาณนั้น กล่าวโดย
ส่วนข้างมาก. ก็โดยมากอุทาน ท่านกล่าวด้วยการปรพันธ์เป็นคาถา
และตั้งขึ้นด้วยอำนาจปีติและโสมนัส แต่อุทาน แม้นอกนี้ ย่อมได้ใน ประโยคมีอาทิว่า อตุถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ ยตฺถ เนว ปฐวี น อาโป ภิกษุ ทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ในที่ที่ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ ไม่มี และได้ใน ประโยคมีอาทิว่า สุขกามานิ ภูตานิ โย ทณฺเฑน วิหึสติ ชนผู้ใดย่อม เบียดเบียนเหล่าสัตว์ผู้ใคร่ความสุข ด้วยอาชญา และได้ในประโยคมีอาทิว่า สเจ ภายถ ทุกฺขสฺส สเจ โว ทุกฺขมปฺปิยํ ถ้าท่านกลัวทุกข์ ถ้าทุกข์ไม่ เป็นที่รักของท่าน อุทานนี้นั้น ดังกล่าวมาฉะนี้เป็นต้น มี ๓ อย่าง คือ เป็นสัพพัญญูพุทธภาษิต ๑ เป็นปัจเจกพุทธภาษิต ๑ เป็นสาวกภาษิต ๑. ใน ๓ อย่างนั้น ปัจเจกพุทธภาษิต มาในขัดควิสาณสูตร โดยนัยมีอาทิว่า
วางอาชญาในสัตว์ทั้งปวง ไม่เบียดเบียนสัตว์
เหล่านั้นแม้ตนหนึ่ง
ฝ่ายสาวกภาษิตมาในเถรคาถา โดยนัยมีอาทิว่า
ราคะทั้งปวงเราละได้แล้ว โทสะทั้งปวงเราถอน
เสียแล้ว โมหะทั้งปวงเราขจัดได้แล้ว เราเป็นผู้ดับ
เย็นสนิทแล้ว
และมาในเถรีคาถาว่า
เราเป็นผู้สำมรวมกาย วาจา และใจถอนตัณหา
พร้อมทั้งรากได้ เป็นผู้ดับเย็นสนิทแล้ว ดังนี้.
ก็อุทานเหล่านั้น เป็นอุทานของพระเถระและพระเถรีเหล่านั้น อย่างเดียวก็หามิได้ โดยที่แท้เป็นชนิดสีหนาท (การบันลือดุราชสีห์)