ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
ฉบับ มมร. · เล่ม ๔๔ · หน้า ๖๘๒ · ข้อ 152
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ชื่อว่าธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เพราะเป็นเหตุสิ้นคือเป็นเหตุละตัณหา. ชื่อว่าตัณหาสังขยวิมุตติ เพราะวิมุตติเป็นผลหรือเป็นที่สุด แห่งอริยมรรค โดยนิปปริยาย ได้แก่สมาบัติอันสัมปยุตด้วยอรหัตผล. เป็นผู้นั่งพิจารณา

สมาบัติอันสัมปยุตด้วยอรหัตนั้น. จริงอยู่ ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะนี้

เข้าผลสมาบัติมาก. เพราะฉะนั้น แม้ในที่นี้ท่านก็ได้ทำอย่างนี้.

บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า พระองค์ครั้นทรงทราบ การ พิจารณาอรหัตผล ของพระอัญญาโกณฑัญญะนี้แล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงความนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส มูลํ ฉมา นตฺถิ ความว่า พระ- อริยบุคคลใด ไม่มีอวิชชาอันเป็นดุจรากของต้นไม้คืออัตภาพ และไม่มี แผ่นดิน กล่าวคือ อาสวะ นีวรณ์ และอโยนิโสมนสิการ อันเป็นที่ตั้ง อาศัยของอวิชชานั่นเอง เพราะถอนขึ้นได้ด้วยอรหัตมรรค. พึงทราบ สัมพันธ์บท ในบทว่า ปณฺณา นตฺถิ กุโต ลตา นี้ว่า เครือเถาไม่มี ใบ-

ไม้จะมีแต่ที่ไหน. อธิบายว่า แม้เครือเถา กล่าวคือกิ่งใหญ่กิ่งน้อยเป็นต้น

อันต่างด้วยมานะและอติมานะเป็นต้น ย่อมไม่มี ใบไม้คือ มทะ ปมาทะ มายา และสาไถยเป็นต้น จักมีแต่ที่ไหนเล่า. อีกอย่างหนึ่ง. บทว่า ปณฺณา นตฺถิ กุโต ลตา ความว่า เมื่อหน่อไม้งอกงามขึ้น ใบไม้ก็ บังเกิดขึ้นก่อน ภายหลัง ท่านกล่าวตั้งชื่อว่า ลตา คือ กิ่งใหญ่ กิ่งน้อย. ในคำนั้น มูลคืออวิชชา และกิเลสมีอาสวะเป็นต้น อันเป็นที่ตั้งอาศัยของ มูลคืออวิชชานั้น ย่อมไม่มีแก่ต้นไม้ คืออัตภาพใด อันควรแก่การเกิด ขึ้น ในเมื่อไม่มีการเจริญอริยมรรค เพราะเจริญอริยมรรคแล้ว. ก็ในที่นี้