คลายและเพื่อดับวักทุกข์นั้น ๆ แหละ. บทว่า อุปสมาย ได้แก่ เพื่อสงบ
สรรพกิเลส. บทว่า อภิญฺาย ได้แก่ เพื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งแม้
ทั้งหมด. บทว่า สมฺโพธาย ได้แก่ เพื่อตรัสรู้มรรคจิต ๔. บทว่า
นิพฺพานาย ได้แก่ เพื่ออนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. ก็บรรดาบทเหล่านี้ ตรัสวิปัสสนาด้วยบท ๓ ข้างต้น. ตรัสมรรคด้วยบททั้ง ๒ ตรัสนิพพาน ด้วยบททั้ง ๒. ท่านแสดงว่า อุตริมนุสธรรมทั้งหมดนี้ เริ่มต้นแต่สมถะ และวิปัสสนาจนถึงนิพพานเป็นที่สุด ย่อมเกิดมีแก่ผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐.
บัดนี้ เมื่อจะทรงจำแนกแสดงกถานั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า อปฺ- ปิจฺฉกกถา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปิจฺโฉ แปลว่า ผู้ไม่ปรารถนา. กถาแห่งอัปปิจฉะนั้น ชื่อว่า อัปปิจฉกถา หรือกถาที่เกี่ยวด้วยความเป็น ผู้มักน้อย ชื่อว่า อัปปิจฉกถา. ก็ในที่นี้ ว่าด้วยอำนาจความปรารถนา มีบุคคล ๔ จำพวก คือ อตฺริจฺโฉ ผู้ปรารถนายิ่ง ๆ ขึ้น ๑ ปาปิจฺโฉ ผู้ ปรารถนาลามก ๑ มหิจฺโฉ ผู้มักมาก ๑ อปฺปิจฺโฉ ผู้มักน้อย ๑. ใน บุคคล ๔ จำพวกนั้น ผู้ไม่อิ่มลาภตามที่ตนได้มา ปรารถนาลาภยิ่ง ๆ ขึ้น ชื่อว่า อัตริจฉะ ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า
ท่านได้เสวยนางเวมาณิกเปรต ๔ นาง ได้ประ-
สบ ๘ นาง ได้เสวยนางเวมาณิกเปรต ๘ นาง ได้
ประสบ ๑๖ นาง ได้เสวยนางเวมาณิกเปรต ๑๖ นาง
ได้ประสบ ๓๒ นาง เป็นผู้มักมากเกินไป จึงมายินดี
จักรกรด จักรกรดย่อมพัดผันบนกระหม่อนของท่าน