ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ-เถรคาถา-เถรีคาถา

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๔๙ · ๖๐๗ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๘๒ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๖ เขตตูปมาเปตวัตถุ: อรหันต์เปรียบเหมือนนา และเรื่องเปรตบุตรเศรษฐีผู้เป็นโจร จุดเริ่มต้นเล่ม ๔๙ คือคัมภีร์เปตวัตถุ (เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๑) เป็นเนื้อหาใหม่ ไม่ต่อเนื่องจากเล่ม ๔๘ เปิดด้วยคาถาเปรียบพระอรหันต์ดุจนาที่ให้ผลบุญแก่ผู้ถวายทาน ตามด้วยอรรถกถาปูมหลังคัมภีร์เปตวัตถุ (จัดอยู่ในสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มี ๔ วรรค ๕๑ เรื่อง) แล้วเล่าเรื่องบุตรเศรษฐีผู้ล้างผลาญทรัพย์จนกลายเป็นโจรถูกประหาร แต่ก่อนตายได้ถวายขนมต้มแก่พระโมคคัลลานะ จึงไปเกิดเป็นรุกขเทพแล้วลักพานางสุลสาไปเป็นภรรยา สะท้อนอานิสงส์ของทานแม้เพียงเล็กน้อยที่ถวายแก่ท่านผู้ทรงคุณ
  2. หน้า ๑๗–๒๑ สูกรเปตวัตถุ: เปรตหน้าสุกรเพราะสำรวมกายแต่ไม่สำรวมวาจา พระนารทะพบเปรตกายสีทองแต่มีหน้าเหมือนสุกร จึงถามถึงกรรมเก่า เปรตตอบว่าในอดีตชาติสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าเคยเป็นภิกษุที่สำรวมกายดีแต่ด่าว่าภิกษุอื่นด้วยวาจา ตายแล้วตกนรกสิ้นพุทธันดรหนึ่งก่อนมาเกิดเป็นเปรตเช่นนี้ อรรถกถาอธิบายว่ากายสีทองเป็นผลจากศีลทางกาย ส่วนหน้าสุกรเป็นผลจากวจีทุจริต เตือนใจเรื่องโทษของการพูดจาหยาบคายแม้จะสำรวมกายดีก็ตาม
  3. หน้า ๒๒–๒๙ ปูติมุขเปตวัตถุ: เปรตปากเน่าเพราะพูดส่อเสียดยุยงสงฆ์ให้แตกกัน เรื่องเปรตกายสีทองแต่ปากเน่ามีหนอนไชอยู่ อรรถกถาเล่าว่าในอดีตชาติสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าเป็นภิกษุอาคันตุกะที่มีอัธยาศัยชั่ว ยุยงให้พระเถระสหายสองรูปแตกความสามัคคีกันด้วยคำส่อเสียด จนตนเองเดือดร้อนใจตายไปตกนรก ก่อนมาเกิดเป็นเปรตปากเน่า ขณะที่พระเถระทั้งสองภายหลังคืนดีกันและบรรลุอรหัตตผล เป็นอุทาหรณ์เตือนภัยของวาจาส่อเสียดที่ทำลายความสามัคคีในหมู่สงฆ์
  4. หน้า ๓๐–๓๖ ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุ: ท่านอนาถบิณฑิกะสอนหลานให้ทำบุญอุทิศตุ๊กตาแป้ง หลานสาวท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีร้องไห้เพราะตุ๊กตาแป้งที่สมมติเป็นลูกสาวตกแตก ท่านเศรษฐีจึงถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์อุทิศแก่ตุ๊กตานั้นเพื่อปลอบใจหลาน พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมว่าการอุทิศทานแก่ผู้ล่วงลับหรือแม้สิ่งสมมติย่อมมีอานิสงส์แก่ผู้ให้เสมอ ต่างจากการร้องไห้คร่ำครวญซึ่งไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ตาย เรื่องนี้จุดกระแสให้ครอบครัวเศรษฐีและชาวเมืองสาวัตถีพากันทำมหาทานต่อเนื่องนานถึง ๒ เดือน
  5. หน้า ๓๗–๖๐ ติโรกุฑฑเปตวัตถุ: คาถาอุทิศส่วนบุญแก่เปรตญาติของพระเจ้าพิมพิสาร คาถาติโรกุฑฑะอันโด่งดังที่ใช้สวดกรวดน้ำอุทิศบุญมาจนปัจจุบัน กล่าวถึงเปรตที่มายืนรอส่วนบุญอยู่นอกฝาเรือนของญาติ อรรถกถาเล่าย้อนถึงอดีตชาติของพระเจ้าพิมพิสารและพวกเปรตที่เคยขัดขวางทานในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า จนพระเจ้าพิมพิสารถวายทานแด่พระพุทธเจ้าแต่ลืมอุทิศส่วนบุญ เปรตญาติจึงส่งเสียงร้องน่าสะพรึงกลัวยามค่ำคืน เมื่อทรงอุทิศให้ในวันรุ่งขึ้นจึงเกิดสระบัวและอาหารทิพย์แก่เปรตทันที พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมสรุปว่าทานที่อุทิศให้ผู้ล่วงลับย่อมสำเร็จผล ต่างจากการร่ำไห้ซึ่งไร้ประโยชน์
  6. หน้า ๖๑–๖๓ ปัญจปุตตขาทิกเปติวัตถุ: นางเปรตกินบุตรตนเองเพราะคำสาบานเท็จ (เรื่องเริ่มต้น ยังไม่จบในช่วงหน้านี้) พระเถระพบนางเปรตเปลือยกายเหม็นเน่ามีแมลงวันตอม คลอดบุตรครั้งละ ๕ คนทั้งเช้าเย็นแล้วกินหมดแต่ก็ยังไม่หายหิว อรรถกถาเริ่มเล่าว่าในอดีตนางเป็นหญิงหมันที่ริษยาหญิงร่วมสามีผู้ตั้งครรภ์ จึงว่าจ้างปริพาชิกาให้ทำแท้ง เมื่อถูกญาติซักถามจึงสาบานเท็จปฏิเสธความผิดพร้อมแช่งตนเองว่าจะกินเนื้อบุตร เนื้อเรื่องส่วนที่เหลือ (การเกิดเป็นเปรตและกรรมสนอง) ต่อเนื่องไปเกินหน้า ๖๓ ซึ่งเป็นขอบเขตของ chunk นี้ จะครบถ้วนใน chunk ถัดไป
  7. หน้า ๖๔–๖๙ ปัญจปุตตขาทิกเปติวัตถุ: นางเปรตกินบุตร 5 คนเพราะทำแท้งหญิงร่วมสามีแล้วสาบานเท็จ พระสังฆเถระถามหญิงเปรตเปลือยกายมีกลิ่นเหม็นว่าเป็นใคร นางตอบว่าเคยทำให้หญิงร่วมสามีแท้งลูกด้วยความริษยา แล้วสาบานเท็จปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ พร้อมแช่งตัวเองว่าถ้าโกหกขอให้คลอดบุตรวันละ 10 คนแล้วกินเนื้อบุตรเอง ผลกรรมทำให้ตายไปเกิดเป็นเปรตกินเนื้อบุตรของตนทุกวันแต่ไม่เคยอิ่ม อรรถกถาเล่าที่มาว่าเป็นภรรยาหมันของกฏุมพี ริษยาภรรยาใหม่ที่ตั้งครรภ์จึงว่าจ้างให้ทำแท้ง สุดท้ายพระเถระ 8 รูปพบนางและแนะนำให้ญาติถวายทานอุทิศส่วนกุศลจึงพ้นทุกข์ชั่วคราว
  8. หน้า ๗๐–๗๕ สัตตปุตตขาทิกเปติวัตถุ: นางเปรตกินบุตร 7 คน เพราะดูหมิ่นสามีและทำแท้งภรรยาใหม่ เรื่องคล้ายกับเรื่องก่อนหน้า แต่ต่างกันที่หญิงนี้เคยมีบุตร 2 คนจึงถือตัวดูหมิ่นสามี สามีจึงหาภรรยาใหม่ นางริษยาจึงทำให้ครรภ์ภรรยาใหม่ตกไปแล้วสาบานเท็จปฏิเสธ แช่งตนเองว่าถ้าโกหกขอให้คลอดบุตรวันละ 14 คนแล้วกินเนื้อบุตรเอง ตายไปเกิดเป็นเปรตกินเนื้อบุตรของตนไม่รู้อิ่ม เร่าร้อนดุจถูกไฟเผา อรรถกถาชี้ความต่างจากเรื่องปัญจปุตตขาทิกาว่าอยู่ที่จำนวนบุตรและจำนวนพระเถระผู้พบเห็น (8 รูป เทียบกับหลายรูป)
  9. หน้า ๗๖–๘๓ โคณเปตวัตถุ: สุชาตกุมารให้หญ้าโคตายกิน สอนบิดาให้คลายโศกจากความตายของปู่ กฏุมพีเศร้าโศกร้องไห้ถึงบิดาที่ตายไปจนเหมือนคนบ้า พระศาสดาทรงทราบอุปนิสัยแห่งโสดาบันจึงเสด็จไปเล่านิทานชาดกให้ฟัง ในอดีตชาติบุตรชายชื่อสุชาตะผู้ฉลาด เห็นบิดาโศกเศร้าจึงแสร้งเอาหญ้าและน้ำไปให้โคที่ตายแล้วกิน เมื่อบิดามาต่อว่าว่าเป็นบ้า สุชาตะจึงเทียบว่าโคที่ตายยังมีอวัยวะครบยังพอมีหวังลุกขึ้นได้ แต่บิดากลับร้องไห้ถึงกระดูกปู่ที่เผาไปแล้วไม่มีทางฟื้น บิดาได้คิดจึงคลายโศก พระศาสดาทรงแสดงธรรมจบ ผู้ฟังจำนวนมากบรรลุโสดาปัตติผล และสุชาตกุมารในชาตินั้นคือพระโพธิสัตว์
  10. หน้า ๘๔–๙๑ มหาเปสการเปติวัตถุ: นางเปรตกินคูถมูตรเพราะด่าสามีผู้ถวายทานด้วยความตระหนี่ ภิกษุรูปหนึ่งถามเทพบุตรว่าเหตุใดหญิงเปรตตนหนึ่งจึงกินอุจจาระปัสสาวะเลือดหนองเป็นอาหาร และผ้าที่ได้รับกลายเป็นแผ่นเหล็กร้อน เทพบุตรตอบว่านางเคยเป็นภรรยาผู้ตระหนี่ของตน เมื่อตนถวายทานแก่สงฆ์นางกลับด่าประณามและสาปแช่งให้ตนได้กินของสกปรกในปรโลก ผลกรรมจึงตกแก่ตัวนางเองหลังตาย ส่วนสามีไปเกิดเป็นรุกขเทวดา อรรถกถาเล่าที่มาเรื่องช่างหูกผู้อุปัฏฐากภิกษุจำพรรษา และจบด้วยภิกษุที่หลงป่าพบเทวดาช่วยแนะนำให้ถวายทานอุทิศให้นางจึงพ้นทุกข์
  11. หน้า ๙๒–๑๐๕ ขัลลาติยเปติวัตถุ: นางเวมานิกเปรตเปลือยกายในวิมานทอง ผลของทานเล็กน้อยและกรรมลักผ้า หัวหน้าพ่อค้าเรือถามหญิงในวิมานทองกลางมหาสมุทรว่าเหตุใดไม่ยอมออกมา นางตอบว่าตนเปลือยกายมีเพียงผมปิดคลุม พ่อค้าจะให้ผ้าแต่ทานที่ให้มือต่อมือไม่สำเร็จแก่นาง ต้องให้อุบาสกนุ่งห่มแล้วอุทิศส่วนบุญจึงจะได้ผล เมื่อทำตามนั้นนางได้ผ้าทิพย์และแสดงตัวออกมา นางเล่าว่าชาติก่อนเคยถวายแป้งคั่วน้ำมันแก่ภิกษุด้วยจิตเลื่อมใสเพียงเล็กน้อยจึงได้วิมานนี้ชั่วคราว แต่เพราะเคยลักผ้าผู้อื่นจึงต้องเปลือยกาย และอีก 4 เดือนจะหมดบุญต้องตกนรกอเวจีเพราะกรรมชั่วอื่นที่เคยทำไว้
  12. หน้า ๑๐๖–๑๑๙ นาคเปตวัตถุ: สามเณรสังกิจจะพบเทพบุตร 3 องค์กับเปรตลุงป้าผู้ตระหนี่ สอนเรื่องผลทานและความไม่เที่ยงของทรัพย์ สามเณรถามขบวนที่มีเทพบุตรขี่ช้างและรถทรง กับเทพธิดาขึ้นวอสว่างไสว เทียบกับเปรต 2 ตนถือฆ้อนร้องไห้ตัวเป็นแผลดื่มเลือดกันเอง คำตอบเผยว่าทั้งหมดเป็นครอบครัวเดียวกัน บุตร 3 คนถวายทานแก่สงฆ์จึงไปเกิดเป็นเทวดา ส่วนบิดามารดาตระหนี่บริภาษสมณะจึงเป็นเปรตทรมาน อรรถกถาเล่าที่มาว่าสามเณรสังกิจจะพาโจร 500 คนบวช และเรื่องครอบครัวพราหมณ์ที่เรือนพังทับตาย ปิดท้ายด้วยคาถาสอนว่าโภคทรัพย์และชีวิตมนุษย์ไม่เที่ยง บัณฑิตพึงทำที่พึ่งด้วยทานก่อนสาย
  13. หน้า ๑๒๐ อุรคเปตวัตถุ (เริ่มเรื่อง): บิดามารดาไม่เศร้าโศกถึงบุตรตาย เปรียบดังงูลอกคราบ (เนื้อหาต่อในหน้าถัดไป) หน้า 120 เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องที่ 12 อุรคเปตวัตถุ ปรากฏเพียงคาถาสั้นๆ ที่พราหมณ์และนางพราหมณีตอบเหตุผลที่ตนไม่ร่ำไห้ถึงบุตรที่ตาย โดยเปรียบสรีระที่ตายไปเหมือนงูลอกคราบทิ้ง และกล่าวว่าบุตรมาเกิดเองไปเองตามกรรมโดยไม่มีใครเชื้อเชิญหรืออนุญาต ยังไม่มีคำอธิบายอรรถกถาหรือที่มาของเรื่องปรากฏในช่วงหน้าที่ได้รับมอบหมาย เนื้อหาเต็มของเรื่องนี้จะอยู่ในหน้าถัดไป
  14. หน้า ๑๒๑–๑๒๒ อุรคเปตวัตถุที่ ๑๒ (มูล): คาถาสอนไม่เศร้าโศกถึงผู้ตาย เปรียบดังงูลอกคราบ คาถาบทตั้งต้นของเรื่องอุรคเปตวัตถุ ว่าด้วยครอบครัวพราหมณ์ที่บุตรเสียชีวิต บิดา มารดา น้องสาว ภรรยา และนางทาสี ต่างกล่าวเหตุผลที่ตนไม่ร้องไห้เศร้าโศกทีละคน โดยเปรียบชีวิตกับงูที่ละทิ้งคราบเก่าไป และเปรียบผู้เศร้าโศกถึงคนตายเหมือนเด็กร้องไห้อยากได้พระจันทร์ สะท้อนหลักธรรมว่าคติของผู้ตายเป็นไปตามกรรม การร้องไห้ไม่ช่วยอะไร
  15. หน้า ๑๒๓–๑๓๑ อรรถกถาอุรคเปตวัตถุที่ ๑๒: ชาดกตระกูลธรรมปาละ ท้าวสักกะทดสอบญาติผู้ไม่เศร้าโศก จบอุรควรรคที่ ๑ เรื่องราวเบื้องหลังคาถาไม่เศร้าโศก คือชาดกตระกูลพราหมณ์ธรรมปาละในเมืองพาราณสี ผู้ฝึกมรณานุสสติเป็นนิสัย เมื่อบุตรถูกงูเห่ากัดตายขณะไถนา บิดาเผาศพโดยไม่โศกเศร้า บุตรไปเกิดเป็นท้าวสักกะ จึงแปลงเป็นพราหมณ์มาทดสอบถามเหตุผลจากบิดา มารดา น้องสาว ภรรยา และทาสีทีละคน แล้วประทานรัตนะ ๗ ประการเป็นรางวัล ปิดท้ายด้วยรายชื่อ ๑๒ เรื่องในอุรควรรคที่ ๑ ซึ่งจบบริบูรณ์ในหน้านี้
  16. หน้า ๑๓๒–๑๓๕ สังสารโมจกเปติวัตถุที่ ๑ (มูล) เริ่มอุพพรีวรรคที่ ๒: พระสารีบุตรถามนางเปรตเปลือยกาย เปิดวรรคใหม่ (อุพพรีวรรคที่ ๒) ด้วยคาถาพระสารีบุตรถามนางเปรตรูปร่างซูบผอมน่าเกลียดว่าเกิดเป็นเปรตเพราะกรรมใด นางตอบว่าไม่เคยมีผู้ชักชวนให้ทำทานจึงต้องทนทุกข์หิวโหยเปลือยกายถึง ๕๐๐ ปี เมื่อขอร้องให้ช่วย พระสารีบุตรถวายข้าวคำหนึ่ง ผ้าผืนเล็ก และน้ำแก่ภิกษุแล้วอุทิศบุญให้ นางได้รับผลทันทีกลายเป็นเทพธิดางดงาม
  17. หน้า ๑๓๖–๑๕๔ อรรถกถาสังสารโมจกเปติวัตถุที่ ๑: ประวัตินางเปรตหมู่บ้านอิฏฐกวดี แทรกเรื่องพระเจ้านันทราชผู้ได้ผ้าทิพย์ เล่าที่มาของนางเปรตในบ้านอิฏฐกวดี แคว้นมคธ ผู้มีมิจฉาทิฏฐิฆ่าตั๊กแตนจำนวนมากและไม่ยอมไหว้พระสารีบุตรเมื่อครั้งเป็นเด็ก ภายหลังตายขณะตั้งครรภ์เกิดเป็นเปรต พระสารีบุตรถวายทานอุทิศบุญให้จนพ้นทุกข์ ระหว่างอธิบายผลบุญ มีเรื่องแทรกยาวเกี่ยวกับพระเจ้านันทราชในอดีตชาติผู้เคยถวายผ้าห่มแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วได้เสวยราชสมบัติพร้อมผ้าทิพย์จากต้นกัลปพฤกษ์ไม่รู้หมด
  18. หน้า ๑๕๕–๑๕๗ สาริปุตตเถรมาตุเปติวัตถุที่ ๒ (มูล): นางเปรตผู้เคยเป็นมารดาพระสารีบุตร คาถาพระสารีบุตรถามเปรตผู้ปรากฏตัวว่าเป็นใคร นางตอบว่าเคยเป็นมารดาของท่านในอดีตชาติ ปัจจุบันต้องกินน้ำลาย น้ำมูก เสมหะ มันเหลวศพที่เผา เลือดหนองของคนและสัตว์ ไม่มีที่พึ่งพิง นอนบนเตียงศพในป่าช้า จึงขอร้องให้บุตรทำทานอุทิศบุญเพื่อช่วยให้พ้นจากสภาพอันน่าสยดสยองนี้
  19. หน้า ๑๕๘–๑๖๔ อรรถกถาสาริปุตตเถรมาตุเปติวัตถุที่ ๒: พราหมณีตระหนี่สาปแช่งผู้มาขอทาน กลายเป็นเปรตมารดาพระสารีบุตร เล่าว่าพราหมณ์ผู้มั่งคั่งในพาราณสีใจบุญ แต่ภรรยาแอบยกเลิกทานที่สามีสั่งไว้ ด่าทอและสาปแช่งผู้เดินทางที่มาขอ ตายไปเกิดเป็นเปรต ภายหลังมาหาพระสารีบุตรผู้เป็นบุตรในชาติที่ ๕ ก่อน พระสารีบุตรร่วมกับพระโมคคัลลานะ อนุรุทธะ กัปปินะ และพระเจ้าพิมพิสารสร้างกุฏิถวายสงฆ์จตุรทิศอุทิศบุญให้ นางพ้นทุกข์เกิดเป็นเทพธิดา
  20. หน้า ๑๖๕–๑๗๑ มัตตาเปติวัตถุที่ ๓ (มูล): บทสนทนานางติสสากับนางเปรตมัตตาอดีตหญิงร่วมสามี บทสนทนาถาม-ตอบระหว่างนางติสสากับนางเปรตมัตตาผู้เคยเป็นภรรยาร่วมสามีกัน มัตตาไล่เรียงกรรมชั่วแต่ละอย่างที่เคยทำต่อติสสาด้วยความริษยา เช่น โปรยฝุ่น โปรยขนคันบนที่นอน ขโมยผ้าและของหอมทิ้งในหลุมคูถ ทำให้ต้องรับผลกรรมเป็นเปรตน่าเกลียด ท้ายที่สุดขอให้ติสสาถวายสงฆ์ ๘ รูปอุทิศบุญ จึงพ้นทุกข์กลายเป็นเทพธิดา
  21. หน้า ๑๗๒–๑๗๗ อรรถกถามัตตาเปติวัตถุที่ ๓: ความริษยาของหญิงเป็นหมันต่อภรรยาน้องผู้มีบุตร (เนื้อหาต่อยังไม่จบ) เล่าเบื้องหลังว่ากฏุมพีชาวสาวัตถีมีภรรยาเดิมชื่อมัตตาเป็นหมันและไม่มีศรัทธา จึงนำนางติสสามาเป็นภรรยาอีกคน ซึ่งมีบุตรและศรัทธาในพระศาสนา มัตตาริษยาจนโปรยฝุ่นใส่ศีรษะติสสา ตายไปเกิดเป็นเปรต แล้วย้อนกลับมาสนทนากับติสสาด้วยคาถาเดิมซ้ำอีกครั้งอย่างละเอียด เนื้อหาในหน้า ๑๗๗ ยังไม่จบบทสนทนา ต่อเนื่องไปยังชุดถัดไป
  22. หน้า ๑๗๘–๑๘๓ อรรถกถามัตตาเปติวัตถุที่ ๓ ว่าด้วยเหตุแห่งกรรมของนางเปรตมัตตาผู้ริษยาหญิงร่วมสามี และการอุทิศทานที่ช่วยให้พ้นทุกข์ อธิบายที่มาของคาถามัตตาเปติวัตถุ กฎุมพีกรุงสาวัตถีมีภรรยาชื่อมัตตาไม่มีศรัทธาและเป็นหมัน จึงนำหญิงชื่อติสสาซึ่งมีศรัทธามาเป็นภรรยาอีกคน มัตตาริษยาจนก่อกรรมชั่วหลายอย่าง เช่น โปรยฝุ่นใส่ ลักผ้า ขโมยของหอม ไม่ทำบุญ ตายไปเกิดเป็นเปรต ภายหลังนางติสสาถวายภัตตาหารแก่ภิกษุ ๘ รูปอุทิศส่วนกุศลให้ นางเปรตจึงพ้นทุกข์กลายเป็นเทพธิดา คาถาอธิบายศัพท์บาลีเชื่อมโยงกรรมแต่ละอย่างกับผลที่ได้รับ
  23. หน้า ๑๘๔–๑๘๗ นันทาเปติวัตถุที่ ๔ ว่าด้วยนางเปรตนันทาผู้ดุร้ายไม่เคารพสามีและด่าแม่ผัว กับการอุทิศทานของนันทิเสนอุบาสก นันทิเสนอุบาสกพบนางเปรตรูปร่างน่าเกลียดผิวดำมีเขี้ยวคล้ายหมู จึงถามจนทราบว่าคือนางนันทาภรรยาเดิมของตน ผู้เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ดุร้าย หยาบคาย ไม่เคารพสามี ด่าแม่ผัวว่าเป็นโจร ตายไปเกิดเป็นเปรต นางบอกว่าผ้าและอาหารที่ให้โดยตรงไม่ช่วยอะไร ต้องถวายแก่ภิกษุผู้มีศีลแล้วอุทิศส่วนบุญให้ นันทิเสนทำตามจนนางพ้นทุกข์ กลายเป็นเทพธิดางดงาม
  24. หน้า ๑๘๘–๑๙๑ อรรถกถานันทาเปติวัตถุที่ ๔ อธิบายที่มาและความหมายคาถาของเรื่องนางเปรตนันทา อรรถกถาขยายความเรื่องนางเปรตนันทา อธิบายว่านันทาเป็นภรรยาของอุบาสกนันทิเสนในหมู่บ้านใกล้กรุงสาวัตถี เป็นคนตระหนี่ดุร้ายไม่เคารพสามีและด่าแม่ผัว ตายแล้วมาปรากฏกายใกล้หมู่บ้าน อธิบายความหมายศัพท์บาลีในบทสนทนาระหว่างนันทิเสนกับนางเปรต และเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่บริษัทหลังทราบเรื่อง
  25. หน้า ๑๙๒–๑๙๓ มัฏฐกุณฑลีเปตวัตถุที่ ๕ และอรรถกถา เหตุที่เรื่องมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรถูกจัดไว้ในหมวดเปตวัตถุ เรื่องสั้นอ้างอิงถึงมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรซึ่งเนื้อหาคาถาเหมือนกับที่ปรากฏในมัฏฐกุณฑลีวิมานวัตถุ อรรถกถาอธิบายเหตุผลที่นำเรื่องของเทพบุตรผู้มีวิมานมารวมไว้ในหมวดเปตวัตถุด้วย เพราะครั้งหนึ่งท่านแปลงกายเป็นคนธรรมดาเดินร้องไห้รอบป่าช้าเพื่อปลอบโยนพราหมณ์อทินนปุพพกะที่โศกเศร้าถึงบุตร ลักษณะนั้นจึงถือว่าเป็นเปรตโดยอ้อมได้
  26. หน้า ๑๙๔–๑๙๗ กัณหเปตวัตถุที่ ๖ ว่าด้วยฆฏบัณฑิตแสร้งเพ้อขอกระต่ายจากดวงจันทร์เพื่อปลอบพระเจ้าวาสุเทพผู้โศกเศร้าเพราะโอรสสิ้นพระชนม์ ฆฏบัณฑิตเทพต้องการปลอบพระเชษฐาคือพระเจ้าวาสุเทพผู้โศกเศร้าจนไม่ทรงลุกจากที่บรรทมเพราะโอรสสิ้นพระชนม์ จึงแสร้งทำเป็นบ้าเดินร้องขอกระต่ายจากดวงจันทร์ทั่วเมือง เมื่อพระเชษฐาตรัสว่าสิ่งนั้นเป็นไปไม่ได้ ฆฏบัณฑิตจึงชี้ให้เห็นว่าการขอคืนโอรสที่ตายแล้วก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน เพราะความตายเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวงไม่ว่าจะมีทรัพย์ ยศ หรือฤทธิ์เพียงใด
  27. หน้า ๑๙๘–๒๐๘ อรรถกถากัณหเปตวัตถุที่ ๖ เรื่องอุบาสกลูกตายฟังชาดกฆฏบัณฑิตแล้วบรรลุโสดาปัตติผล พร้อมอธิบายศัพท์บาลี ที่มา: อุบาสกในกรุงสาวัตถีเศร้าโศกมากจนไม่อาบน้ำไม่กินข้าวเมื่อบุตรตาย พระพุทธเจ้าเสด็จไปตรัสสอนโดยยกชาดกเรื่องฆฏบัณฑิตปลอบพระเจ้าวาสุเทพมาแสดง อรรถกถาอธิบายศัพท์บาลีในคาถาโต้ตอบระหว่างฆฏบัณฑิตกับพระราชาอย่างละเอียด สรุปว่าอุบาสกฟังธรรมแล้วคลายโศกและบรรลุโสดาปัตติผลในที่สุด
  28. หน้า ๒๐๙–๒๑๒ ธนปาลเปตวัตถุที่ ๗ ว่าด้วยเศรษฐีตระหนี่ผู้ทำลายสาธารณสมบัติ ตายไปเกิดเป็นเปรตหิวกระหายนาน ๕๕ ปี เปรตตนหนึ่งพบพ่อค้ากลุ่มหนึ่งกลางทะเลทราย เล่าว่าเมื่อครั้งเป็นธนปาลเศรษฐีในนครเอรกัจฉะ มีทรัพย์มากแต่ตระหนี่ไม่ให้ทาน ห้ามปรามผู้อื่นทำบุญ ทั้งยังทำลายสระน้ำ สวน และสะพานสาธารณะ ตายแล้วเกิดเป็นเปรตหิวกระหายไม่ได้กินข้าวน้ำเลยตลอด ๕๕ ปี และกำลังจะตกนรกต่อไปอีก จึงกล่าวเตือนพ่อค้าให้เลี้ยงดูมารดาบิดาและทำความดีไว้แต่เนิ่นๆ
  29. หน้า ๒๑๓–๒๒๑ อรรถกถาธนปาลเสฏฐิเปตวัตถุที่ ๗ พ่อค้าให้น้ำเปรตไม่สำเร็จเพราะกรรมชั่ว จึงถวายทานแด่พระพุทธเจ้าอุทิศให้แทน อรรถกถาเล่าว่าพ่อค้าตักน้ำให้เปรตธนปาลดื่มแต่น้ำไม่ไหลลงคอเพราะแรงกรรมชั่วของตน เปรตบอกว่าต้องรอให้ญาติถวายทานแด่พระพุทธเจ้าหรือสาวกแล้วอุทิศให้จึงจะพ้นทุกข์ได้ พ่อค้าจึงเดินทางไปกรุงสาวัตถี ถวายทานแด่สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานตลอด ๗ วันแล้วอุทิศส่วนบุญให้ อรรถกถาอธิบายศัพท์บาลีในคาถาอย่างละเอียดด้วย
  30. หน้า ๒๒๒–๒๒๕ จูฬเสฏฐีเปตวัตถุที่ ๘ ว่าด้วยเปรตเศรษฐีตระหนี่ที่พระเจ้าอชาตศัตรูพบยามค่ำคืน และการรับส่วนบุญที่ไม่สำเร็จเพราะพราหมณ์ทุศีล พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเห็นเปรตศีรษะโล้นเปลือยกายซูบผอมเหาะผ่านยามค่ำคืน จึงตรัสถาม ทราบว่าคือจูฬเศรษฐีเปรตผู้ตระหนี่เมื่อครั้งเป็นคฤหบดีในพาราณสี เปรตเดินทางไปรับส่วนบุญที่ธิดาทำอุทิศให้ที่อันธกวินทนครแต่ไม่สำเร็จเพราะพราหมณ์ผู้รับทานเป็นคนทุศีล จึงกลับมาทูลขอให้พระราชาถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและสงฆ์แทน
  31. หน้า ๒๒๖–๒๓๔ อรรถกถาจูฬเสฏฐิเปตวัตถุที่ ๘ เชื่อมโยงเหตุการณ์พระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระบิดา กับการถวายทานที่ทำให้เปรตพ้นทุกข์กลายเป็นยักษ์มีฤทธิ์ อรรถกถาเล่าเบื้องหลังว่าพระเจ้าอชาตศัตรูทรงนอนไม่หลับเพราะเดือดร้อนพระทัยจากการที่พระเทวทัตต์ยุยงให้ปลงพระชนม์พระบิดา จึงเสด็จจงกรมบนปราสาทยามดึกและพบเปรตจูฬเศรษฐี เมื่อพระองค์ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและสงฆ์อุทิศให้ เปรตก็พ้นทุกข์กลายเป็นยักษ์มีฤทธิ์มาก แสดงอานุภาพให้ทอดพระเนตรก่อนทูลลากลับ อรรถกถาอธิบายศัพท์บาลีประกอบ
  32. หน้า ๒๓๕–๒๓๙ อังกุรเปตวัตถุที่ ๙ บาลีเดิม: พราหมณ์กับอังกุรพาณิชโต้แย้งเรื่องต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ และรุกขเทวดาเผยประวัติเป็นเปรต พราหมณ์พ่อค้าเห็นของวิเศษไหลจากฝ่ามือรุกขเทวดาจึงคิดจะจับเทวดาไปด้วย อังกุรพาณิชคัดค้านโดยยกหลักกตัญญูว่าไม่ควรทำร้ายผู้มีอุปการะแม้เพียงร่มเงา เทวดาโกรธแล้วเผยว่าตนเป็นเปรต เคยเป็นช่างหูกยากจนในโรรุวนคร ไม่มีอะไรจะให้ทาน ได้แต่ชี้มือขวาบอกทางบ้านอสัยหเศรษฐีผู้ใจบุญแก่ยาจก เพียงเท่านี้ก็ทำให้ฝ่ามือของตนกลายเป็นที่ไหลออกแห่งของวิเศษ
  33. หน้า ๒๔๐ เปรตปากเบี้ยวมือหงิก: โทษของการบุ้ยปากใส่ยาจก และอังกุรพาณิชตำหนิอสัยหเศรษฐีที่ไม่ให้ทานด้วยมือตนเอง ระหว่างทางอังกุรพาณิชพบเปรตอีกตนหนึ่งมีนิ้วมืองอหงิก ปากเบี้ยว ตาทะเล้น เปรตเล่าว่าเคยเป็นคฤหบดีที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลโรงทานของอสัยหเศรษฐี แต่เมื่อเห็นยาจกมาขอกลับหลีกไปบุ้ยปากด้วยความตระหนี่ จึงได้รับผลกรรมเช่นนี้ อังกุรพาณิชตำหนิทั้งเปรตและตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดอสัยหเศรษฐีจึงให้ผู้อื่นจัดแจงทานแทนตนเอง แล้วประกาศว่าตนจะให้ทานด้วยมือตนเองเมื่อกลับถึงทวารกะนคร
  34. หน้า ๒๔๑–๒๔๔ อังกุรพาณิชบำเพ็ญมหาทานที่ทวารกะนคร: บทสนทนากับสินธุมาณพ และคำเตือนของโสณกะเรื่องการให้ทานเกินประมาณ อังกุรพาณิชกลับถึงทวารกะนครแล้วเปิดโรงทานใหญ่ให้ข้าวน้ำผ้าที่พักแก่ทุกคนทุกเช้าเย็น เมื่อยาจกซาลง ท่านกลับรู้สึกไม่สบายใจจึงบ่นกับสินธุมาณพว่านอนเป็นทุกข์เมื่อไม่เห็นยาจก และตั้งความปรารถนาขอพรจากท้าวสักกะให้มีอาหารทิพย์และยาจกผู้มีศีลปรากฏทุกเช้าโดยทรัพย์ไม่หมด โสณกะผู้ฉลาดด้านนิติศาสตร์ทัดทานว่าไม่ควรให้ทานจนหมดตัว ควรรักษาทรัพย์ไว้ด้วยเพราะทรัพย์สำคัญกว่าทาน
  35. หน้า ๒๔๕–๒๔๖ จบบาลีเดิมอังกุรเปตวัตถุ: พระพุทธเจ้าตรัสถามอังกุรเทพบุตรเหตุใดจึงนั่งไกล และอินทกเทพบุตรแสดงธรรมเรื่องเนื้อนาบุญ ในที่ประชุมเทวดาหมื่นโลกธาตุ ณ ดาวดึงส์ พระพุทธเจ้าตรัสถามอังกุรเทพบุตรผู้นั่งไกลถึง ๑๒ โยชน์ว่าเหตุใดทั้งที่เคยให้มหาทานมายาวนานจึงนั่งไกลกว่าอินทกเทพบุตรผู้อยู่ใกล้ อังกุรทูลตอบว่าทานของตนว่างเปล่าจากทักขิไณยบุคคล อินทกเทพบุตรจึงแสดงธรรมเปรียบเทียบพืชที่หว่านในนาดีกับนาเลว สรุปว่าทานแม้น้อยที่ให้แก่ผู้มีศีลย่อมมีผลมากกว่าทานมากมายที่ให้แก่ผู้ทุศีล จบเนื้อหาบาลีเดิมของเรื่องที่ ๙
  36. หน้า ๒๔๗–๒๔๙ อรรถกถาอังกุรเปตวัตถุ: ที่มา ๑๑ กษัตริย์แห่งราชวงศ์กังสะ กำเนิดอังกุระ และช่างหูกยากจนผู้ชี้ทางบุญ พระศาสดาทรงปรารภอังกุรเปรตขณะประทับที่สาวัตถี อรรถกถาเล่าย้อนถึงพระนางอัญชนเทวีและน้องชาย ๑๐ องค์รวมทั้งอังกุระผู้ยกอาณาจักรส่วนตนให้พี่สาวแล้วหันไปค้าขายบำเพ็ญทาน และเล่าประวัติชายหลานทาสที่หนีความอับอายไปเป็นช่างหูกยากไร้ในโรรุวนคร ได้เพียงชี้มือบอกทางบ้านอสัยหเศรษฐีแก่ยาจก ตายแล้วไปเกิดเป็นภุมเทพยดาที่ต้นไทรกลางทะเลทราย มีฝ่ามือประทานสิ่งที่ปรารถนาได้
  37. หน้า ๒๕๐–๒๕๕ อรรถกถา: อังกุระพ่อค้าหลงทางในทะเลทรายพบต้นไทรเทวดา พราหมณ์คิดจับตัวไปด้วย อธิบายศัพท์คาถาโต้แย้งเรื่องต้นไม้ อรรถกถาเล่าว่าอังกุระกับพราหมณ์บรรทุกสินค้าคนละ ๕๐๐ เล่มเกวียนหลงทางในทะเลทรายจนขาดน้ำและอาหาร เทพยดาที่ต้นไทรระลึกถึงบุญคุณเก่าจึงชี้ให้เห็นต้นไทรใหญ่ ให้น้ำและของกินแก่ทุกคน เมื่ออันตรายสงบ พราหมณ์คิดร้ายอยากลักพาเทวดาไปด้วย อรรถกถาอธิบายคำศัพท์บาลีในคาถาโต้แย้งกันเรื่องการทำร้ายต้นไม้ที่ให้ร่มเงา ซึ่งอังกุระยกเป็นหลักกตัญญูคัดค้านพราหมณ์
  38. หน้า ๒๕๖–๒๖๖ อรรถกถา: เทวดาประกาศภาวะที่ใครข่มขู่มิได้ และอธิบายคำศัพท์ประวัติช่างหูกผู้ชี้ทางบุญกับชะตากรรมของอสัยหเศรษฐี อรรถกถาอธิบายว่าเทวดาประกาศตนว่ามีฤทธิ์มากไม่มีผู้ใดข่มขู่ได้ แล้วขยายความคาถาที่เทวดาเล่าว่าเคยเป็นช่างหูกยากไร้ในโรรุวนคร ไม่มีสิ่งใดให้ทาน ได้เพียงชี้มือขวาบอกทางเรือนอสัยหเศรษฐีผู้เป็นทานบดีแก่ยาจกวณิพก จึงได้ฝ่ามือประทานสิ่งที่ปรารถนา และอธิบายว่าเทวดาไม่ทราบภพภูมิของอสัยหเศรษฐีแน่ชัด เพียงได้ฟังจากท้าวเวสวัณว่าท่านไปเกิดเป็นสหายท้าวสักกะในดาวดึงส์
  39. หน้า ๒๖๗–๒๗๓ อรรถกถา: ขยายความเปรตปากเบี้ยวมือหงิก การกลับสู่ทวารกะนคร และเริ่มมหาทานพร้อมบทสนทนากับสินธกมาณพ อรรถกถาอธิบายว่าเปรตมือหงิกปากเบี้ยวเคยได้รับแต่งตั้งดูแลโรงทานของอสัยหเศรษฐีแต่กลับหลีกหน้าบุ้ยปากใส่ยาจกด้วยความตระหนี่จึงวิบัติเช่นนี้ อังกุระพาณิชติเตียนแล้วเดินทางกลับถึงทวารกะนคร เริ่มโรงทานใหญ่มีช่างกัลบกพ่อครัวชาวมคธป่าวร้องเชิญชวนทุกเช้าเย็น เมื่อยาจกบางลงกลับรู้สึกทุกข์ จึงปรารภกับสินธกมาณพผู้ขวนขวายในทานว่านอนไม่เป็นสุขหากไม่เห็นยาจก
  40. หน้า ๒๗๔–๒๘๐ อรรถกถา: ขยายความคำเตือนของโสณกะเรื่องรักษาทรัพย์ไม่ให้ทานเกินควร และคำตอบของอังกุรพาณิชเรื่องปีติในการให้ทาน อรรถกถาอธิบายคาถาที่โสณกะผู้ฉลาดด้านนิติศาสตร์ทัดทานอังกุรพาณิชว่าไม่ควรให้ทรัพย์ทั้งหมดแก่ผู้อื่น ควรแบ่งใช้ ทำการงาน และเก็บสำรองไว้ยามคับขัน เพราะทรัพย์เป็นรากฐานของทาน การให้เกินประมาณทำให้ตระกูลล่มสลาย บัณฑิตไม่สรรเสริญทั้งความตระหนี่และการให้เกินควร แต่อังกุรพาณิชยืนยันจะให้ทานต่อไปเพราะเห็นว่าความเบิกบานใจก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้คือความสมบูรณ์แห่งยัญที่แท้จริง
  41. หน้า ๒๘๑–๒๘๕ อรรถกถา: มหาทานทำให้คลังหลวงร่อยหรอ อังกุรพาณิชย้ายไปให้ทานในแดนทมิฬจนสิ้นชีวิตไปเกิดดาวดึงส์ เทียบกับอินทกเทพบุตร อรรถกถาเล่าว่าอังกุรพาณิชให้ทานมากจนราษฎรละทิ้งอาชีพมาพึ่งพา ทำให้คลังหลวงของกษัตริย์ต่าง ๆ ร่อยหรอ ท่านจึงย้ายไปตั้งโรงทานใหญ่ในแดนทมิฬใกล้มหาสมุทรจนสิ้นอายุแล้วไปเกิดในดาวดึงส์ อรรถกถาขยายความคาถาบรรยายความยิ่งใหญ่ของมหาทาน (โภชนะวันละ ๖๐,๐๐๐ เล่มเกวียน พ่อครัว ๓,๐๐๐ คน) และอธิบายว่าอินทกเทพบุตรผู้ถวายภิกษาทัพพีเดียวแก่พระอนุรุทธเถระกลับรุ่งเรืองเหนือกว่าอังกุระถึง ๑๐ ฐานะ
  42. หน้า ๒๘๖–๒๙๑ อรรถกถา: ยมกปาฏิหาริย์ที่สาวัตถี เทวดาประชุม ณ ดาวดึงส์ อังกุรกับอินทกเทพบุตรนั่งต่างระยะ และคำสอนเรื่องเลือกเนื้อนาบุญ อรรถกถาเล่าเหตุการณ์พระพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ที่ประตูสาวัตถี แล้วเสด็จสู่ดาวดึงส์ทรงแสดงอภิธรรม เทวดาหมื่นโลกธาตุมาเฝ้า อังกุรเทพบุตรนั่งไกล ๑๒ โยชน์ ส่วนอินทกเทพบุตรนั่งใกล้และรุ่งเรืองกว่า พระพุทธเจ้าตรัสถามเหตุ อังกุรทูลว่าทานของตนว่างเปล่าจากทักขิไณยบุคคล อรรถกถาขยายความคาถาเปรียบพืชในนาดีกับนาเลว สรุปว่าควรเลือกให้ทานแก่ผู้ทรงศีลจึงมีผลมาก ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปเรื่อง
  43. หน้า ๒๙๒ อรรถกถาอังกุรเปตวัตถุที่ ๙ (ตอนจบ): อังกุรเทพบุตรกับอินทกเทพบุตร เปรียบเทียบผลแห่งทาน อธิบายศัพท์ต่อจากเนื้อเรื่องอังกุรเปรตผู้ให้มหาทานยาวนาน แล้วเล่าว่าอังกุรเทพบุตรแม้ให้ทานมากมายแต่ไม่ได้ทักขิไณยบุคคลที่ดี กลับรุ่งเรืองน้อยกว่าอินทกเทพบุตรผู้ถวายภิกษาเพียงทัพพีเดียวแด่พระอนุรุทธเถระ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบทานเหมือนพืชที่หว่านในนาดีย่อมให้ผลไพบูลย์ สอนว่าคุณภาพของผู้รับสำคัญกว่าปริมาณทาน จบด้วยอรรถกถาอังกุรเปตวัตถุที่ ๙
  44. หน้า ๒๙๓–๓๐๐ อุตตรมาตุเปติวัตถุที่ ๑๐: มารดาผู้ตระหนี่แช่งบุตรจนน้ำคงคากลายเป็นเลือด เล่าเรื่องมารดาของอุตตรอุบาสกผู้ถวายทานแด่พระมหากัจจายนะและคณะสงฆ์ด้วยศรัทธาอย่างยิ่ง แต่มารดาตระหนี่ไม่พอใจจึงสาปแช่งว่าขอให้ทานนั้นกลายเป็นเลือดแก่บุตรในปรโลก นางตายไปเกิดเป็นเปรตริมฝั่งแม่น้ำคงคา เมื่อจะดื่มน้ำ น้ำกลับกลายเป็นเลือด ต้องรอรับส่วนบุญที่พระกังขาเรวตเถระอุทิศให้จึงพ้นทุกข์ สอนเรื่องผลของความตระหนี่และอานุภาพแห่งทักษิณาที่อุทิศให้ผู้ล่วงลับ
  45. หน้า ๓๐๑–๓๑๑ สุตตเปตวัตถุที่ ๑๑: หญิงถวายด้ายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ถูกเวมานิกเปรตลักพาไปเป็นคู่ครอง เด็กหญิงผู้เคยถวายด้ายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยศรัทธา เมื่อตายไปเกิดเป็นเทพี ถูกอมนุษย์ (เวมานิกเปรต) ผู้เคยลวงขอด้ายแทนพระปัจเจกพุทธเจ้าเพราะหลงรัก พาไปอยู่ในวิมานนานถึง ๗๐๐ ปีทิพย์ แต่นางรู้สึกเพียง ๗ ปี เกิดความเบื่อหน่ายขอกลับมนุษยโลกเพื่อทำบุญเพิ่ม เวมานิกเปรตยอมส่งกลับ นางบำเพ็ญมหาทาน ๗ วันแล้วตายไปเกิดในดาวดึงส์ สอนอานิสงส์ของทานแม้เพียงเล็กน้อยที่ถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า
  46. หน้า ๓๑๒–๓๒๙ กัณณมุณฑเปติวัตถุที่ ๑๒: ภรรยานอกใจสาบานเท็จ ถูกสุนัขหูด้วนกัดกินทุกเที่ยงคืน หญิงผู้นอกใจสามีแล้วสาบานเท็จปฏิเสธ ขอให้สุนัขหูด้วนกัดกินตนหากพูดเท็จ ตายไปเกิดเป็นเวมานิกเปรตมีวิมานงดงามยามกลางวัน แต่ทุกเที่ยงคืนถูกสุนัขทิพย์กัดจนเหลือแต่กระดูกแล้วฟื้นคืนในสระโบกขรณี พระเจ้าพาราณสีเสด็จไปพบผ่านผลมะม่วงทิพย์ลอยน้ำ ทรงปลงชีวิตสุนัขช่วยนางให้พ้นทุกข์ นางขอร้องให้ประทับอยู่ด้วยแต่พระองค์เสด็จกลับพระนคร สอนผลแห่งมุสาวาทและการประพฤตินอกใจสามี
  47. หน้า ๓๓๐–๓๔๖ อุพพรีเปติวัตถุที่ ๑๓: พระนางอุพพรีคร่ำครวญถึงพระเจ้าพรหมทัต ดาบสสอนสังสารวัฏไม่มีที่สุด (จบปรมัตถทีปนี เปตวัตถุ) พระนางอุพพรีเศร้าโศกคร่ำครวญหาพระเจ้าพรหมทัตพระสวามีผู้สวรรคต ดาบส (พระโพธิสัตว์) ชี้ว่าในป่าช้านี้มีพระราชานามพรหมทัตถูกถวายพระเพลิงแล้วถึง ๘๖,๐๐๐ พระองค์ และพระนางเคยเป็นทั้งมเหสีของทุกพระองค์ ทั้งเคยเกิดเป็นชายและสัตว์ดิรัจฉานมานับไม่ถ้วนในสังสารวัฏ พระนางสลดใจ ออกบวชเจริญเมตตาจิตจนไปเกิดในพรหมโลก ปิดท้ายด้วยการจบบริบูรณ์อรรถกถาเปตวัตถุ (ปรมัตถทีปนี) และอุพพรีวรรคที่ ๒ รวม ๑๓ เรื่อง
  48. หน้า ๓๔๗–๓๔๘ เริ่มจูฬวรรคที่ ๓ - อภิชชมานเปตวัตถุที่ ๑: เปรตเปลือยครึ่งตัวในแม่น้ำคงคา (เนื้อหายังไม่จบในช่วงนี้) ขึ้นวรรคใหม่คือจูฬวรรคที่ ๓ เริ่มเรื่องอภิชชมานเปตวัตถุ โกสิยมหาอำมาตย์ของพระเจ้าพิมพิสารถามเปรตเปลือยกายมีร่างเป็นเปรตครึ่งหนึ่งที่เดินอยู่ในแม่น้ำคงคาว่าจะไปไหน เปรตตอบว่าจะไปบ้านจุนทัฏฐิละ อำมาตย์จึงถวายข้าวสัตตูและผ้าอุทิศให้ เปรตได้รับทักษิณาทันที จากนั้นเริ่มกล่าวถึงเปรตอื่นๆ ที่ทุกข์ทรมานเพราะไม่ทำบุญ แต่เนื้อหายังไม่จบในหน้าที่ได้รับมาในชุดนี้ ต่อในหน้าถัดไป
  49. หน้า ๓๔๙–๓๖๔ อภิชชมานเปตวัตถุที่ ๑ (จูฬวรรคที่ ๓): เปรตครึ่งตัวเปลือยกับผลกรรมของความตระหนี่และการให้ทาน โกลิยอำมาตย์พบเปรตเปลือยครึ่งตัวเดินทวนน้ำในแม่น้ำคงคา เดิมเป็นพรานผู้ตระหนี่แม้เนื้อชิ้นเล็กแก่เด็ก ตายไปเกิดเป็นเปรต ได้รับผ้าและอาหารจากทานที่โกลิยะอุทิศให้ พระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงบันดาลให้มหาชนเห็นเปรตจำนวนมากซึ่งเปลือยกาย หิวโหย เที่ยวโอดครวญเพราะตระหนี่ในชาติก่อน ต่างจากผู้ให้ทานที่ไปเสวยสุขในนันทนวัน ทรงแสดงธรรมจนสัตว์ 84,000 บรรลุธรรม
  50. หน้า ๓๖๕–๓๘๓ สานุวาสีเถรเปติวัตถุที่ ๒: พระเถระถวายสังฆทานอุทิศส่วนกุศลช่วยเปรตญาติให้พ้นทุกข์ตามลำดับ พระสานุวาสีเถระ (เดิมชื่อโปฏฐปาทะ) พบเปรตพี่ชายเปลือยกายทุกข์ทรมานคุกเข่าขอความช่วยเหลือ แจ้งว่าบิดามารดาก็เป็นเปรตเช่นกันเพราะทำบาปไว้ พระเถระจึงถวายสังฆทานอุทิศส่วนกุศลติดต่อกันหลายครั้ง เปรตทั้งสามได้อาหาร ผ้านุ่งห่ม เรือน น้ำดื่ม และยานพาหนะตามลำดับจนพ้นทุกข์ มีความสุขดุจเทวโลก แล้วมาแสดงตนขอบคุณพระเถระผู้เปี่ยมกรุณา เรื่องนี้แสดงหลักการอุทิศบุญแก่ผู้ล่วงลับ
  51. หน้า ๓๘๔–๓๙๒ รถการีเปติวัตถุที่ ๓: มาณพปรารถนาอยู่ร่วมกับนางเวมานิกเปรตในวิมานแก้วไพฑูรย์ มาณพเห็นนางเวมานิกเปรตผู้มีวิมานงดงามล้วนแก้วไพฑูรย์ สระบัวและหงส์เสียงไพเราะ จึงขอร่วมเสวยสุขในวิมานนั้น นางบอกว่าต้องสร้างกุศลกรรมของตนเองและน้อมจิตมาสู่ที่นี้จึงจะได้อยู่ร่วมกัน มาณพกลับไปยังโลกมนุษย์บำเพ็ญบุญตามที่ตั้งใจ ไม่นานก็ตายไปบังเกิดในวิมานเดียวกันเป็นสหายของนาง เรื่องนี้พระมหาโมคคัลลานะเป็นผู้พบวิมานและนำมาเล่าภายหลัง
  52. หน้า ๓๙๓–๓๙๘ ภุสเปตวัตถุที่ ๔: บุพกรรมเปรต ๔ ตนในครอบครัวเดียวกัน ผลแห่งคำสาบานเท็จและความอาฆาต พระมหาโมคคัลลานะถามบุพกรรมเปรต ๔ ตนที่เสวยทุกข์ต่างกัน พ่อค้าโกงข้าวปนแกลบต้องโปรยแกลบไฟใส่ศีรษะตนเอง บุตรผู้ตีศีรษะมารดาต้องทุบศีรษะตนเองด้วยค้อนเหล็ก ลูกสะใภ้ผู้ลักกินเนื้อแล้วสาบานเท็จต้องกรีดเนื้อหลังตนเองกิน ส่วนภรรยาผู้ปกปิดของและสาบานเท็จต้องกินคูถ เพราะคำสาบานที่ตนเปล่งออกกลับกลายเป็นผลจริงในภพเปรต แสดงว่ากรรมไม่สูญเปล่า
  53. หน้า ๓๙๙–๔๐๕ กุมารเปตวัตถุที่ ๕ (ตอนต้น): พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์เด็กถูกทิ้งป่าช้าผู้รอดด้วยบุญเก่า เด็กชายที่มารดาให้นำไปทิ้งป่าช้าตั้งแต่แรกเกิดรอดชีวิตด้วยอำนาจบุญ ดื่มน้ำนมจากนิ้วมือตนเอง ไม่ถูกยักษ์ งู หรือสัตว์ร้ายเบียดเบียน แม้สุนัขและฝูงนกยังพากันมาปกป้องดูแล พระพุทธเจ้าเสด็จมาทอดพระเนตรเห็นแล้วทรงพยากรณ์ว่าเด็กนี้จะมีตระกูลสูงและโภคทรัพย์มาก เหตุเพราะเคยกล่าววาจาหยาบต่อสงฆ์แต่ภายหลังกลับใจถวายข้าวยาคู ๗ วัน (เนื้อหาต่อเนื่องไปหน้าถัดไป)
  54. หน้า ๔๐๖–๔๑๐ กุมารเปตวัตถุที่ ๕ - เด็กที่ถูกทิ้งในป่าช้ารอดชีวิตด้วยบุญ ภายหลังเป็นคฤหบดีมั่งคั่ง พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์เด็กที่ถูกมารดาทิ้งในป่าช้าหลังคลอด เพราะในชาติก่อนเคยกล่าววาจาหยาบต่อหน้าพิธีถวายทานแก่สงฆ์ แต่ภายหลังสำนึกผิดถวายข้าวยาคูแก่พระพุทธเจ้า ๗ วัน เด็กจึงรอดชีวิตในป่าช้าด้วยอำนาจบุญคุ้มครองจากยักษ์ งู และสัตว์ร้าย เติบโตเป็นคฤหบดีมั่งคั่ง และจะได้เป็นโอรสท้าวสักกะในเทวโลกเมื่อสิ้นอายุ
  55. หน้า ๔๑๑–๔๑๙ เสรินีเปติวัตถุที่ ๖ - หญิงตระหนี่ตายเป็นเปรตหิวกระหาย ฝากทรัพย์ซ่อนไว้ให้มารดาทำทาน นางเสรินี หญิงงามเมืองผู้ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เคยให้ทานแม้เพียงเล็กน้อยแม้มีสมณะมาขอ ตายไปเกิดเป็นเปรตทนทุกข์ทรมานด้วยความหิวกระหายอย่างแสนสาหัส แม่น้ำกลับว่างเปล่าและร่มไม้กลับกลายเป็นแดดเผาเมื่อนางเข้าใกล้ นางฝากอุบาสกไปบอกมารดาให้นำทรัพย์ ๔๐๐,๐๐๐ ที่ซ่อนใต้เตียงไปทำทานอุทิศส่วนกุศลให้ตน มารดาทำตามแล้วนางจึงพ้นทุกข์มีความสุข
  56. หน้า ๔๒๐–๔๒๗ ปฐมมิคลุททกเปตวัตถุ - นายพรานเนื้อที่งดเว้นฆ่าสัตว์เฉพาะกลางคืน เป็นเวมานิกเปรตสุขคืนทุกข์วัน นายพรานเนื้อแห่งกรุงราชคฤห์ผู้ฆ่าสัตว์เป็นอาจิณ มีสหายอุบาสกคอยห้ามปรามแต่เขาทำไม่ได้ตลอด จึงยอมงดเว้นปาณาติบาตเฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น ตายแล้วเกิดเป็นเวมานิกเปรตที่ได้เสวยกามสุขกับเทพบุตรเทพธิดาในยามค่ำคืน แต่พอถึงกลางวันกลับถูกฝูงสุนัขดุร้ายรุมกัดกินจนเหลือแต่กระดูก สะท้อนหลักกรรมที่แบ่งผลตามช่วงเวลาที่ตนประพฤติดีหรือชั่ว
  57. หน้า ๔๒๘–๔๓๒ ทุติยมิคลุททกเปตวัตถุ - เรื่องซ้ำของพรานเนื้ออีกรายที่งดเว้นฆ่าสัตว์เฉพาะกลางคืน เรื่องคู่แฝดของมิคลุททกเปตวัตถุที่ ๑ กล่าวถึงมาณพนักล่าชื่อมาควิกะแห่งกรุงราชคฤห์ ผู้ได้รับคำแนะนำจากพระขีณาสพเถระให้งดเว้นปาณาติบาตอย่างน้อยในเวลากลางคืน เขาทำตามได้เพียงบางส่วน ตายไปเกิดเป็นเวมานิกเปรตที่รื่นรมย์ด้วยกามคุณ ๕ ยามค่ำคืนแต่ต้องทนทุกข์ในป่าช้ายามกลางวัน เนื้อหาและคาถาเกือบซ้ำกับเรื่องก่อนหน้าทุกประการเพื่อตอกย้ำหลักกรรม
  58. หน้า ๔๓๓–๔๓๘ กูฏวินิจฉยิกเปตวัตถุที่ ๙ - ผู้พิพากษาโกงพูดเท็จ ตายเป็นเปรตจิกกินเนื้อหลังตนเอง ผู้พิพากษาตัดสินความผู้มีวาจาส่อเสียดและรับสินบน กราบทูลพระเจ้าพิมพิสารเท็จว่าตนรักษาอุโบสถทั้งที่ไม่ได้ทำ ภายหลังถูกสหายท้าทายจึงอดอาหารรักษาอุโบสถจริงหนึ่งคืนจนขาดใจตาย ไปเกิดเป็นเวมานิกเปรตมีนางฟ้าหมื่นนางแวดล้อมบำเรอ แต่ด้วยผลกรรมพูดส่อเสียดโกหกหลอกลวง ต้องจิกเนื้อหลังของตนเองกินเป็นอาหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นอุทาหรณ์เรื่องวจีทุจริต
  59. หน้า ๔๓๙–๔๔๖ ธาตุวิวัณณเปตวัตถุที่ ๑๐ - เศรษฐีห้ามครอบครัวบูชาพระธาตุ ตายเป็นเปรตถูกเชือดเนื้อรดน้ำแสบ (จบจูฬวรรคที่ ๓) เศรษฐีผู้มั่งคั่งในกรุงราชคฤห์ห้ามภรรยา ธิดา และลูกสะใภ้ไม่ให้นำดอกไม้ไปบูชาพระบรมสารีริกธาตุหลังพุทธปรินิพพาน ตายไปเกิดเป็นเปรตถูกนายนิรยบาลเฉือนปากรดด้วยน้ำแสบตลอดเวลา ขณะที่ครอบครัวของตนกลับได้เกิดเป็นเทวดามั่งคั่งจากอานิสงส์บูชาธาตุ พระมหากัสสปะใช้ฤทธิ์ให้มหาชนเห็นเปรตนี้ เปรตสำนึกผิดหวังจะเกิดเป็นมนุษย์และบูชาสถูปเสมอ ปิดท้ายด้วยการสรุปจบจูฬวรรคที่ ๓ รวมเรื่องเปตวัตถุ
  60. หน้า ๔๔๗–๔๖๒ อัมพสักขรเปตวัตถุ (เริ่มมหาวรรคที่ ๔) - กษัตริย์ลิจฉวีสนทนากับเปรตผู้เมตตาบุรุษที่ถูกเสียบหลาว พระเจ้าอัมพสักขระแห่งแคว้นวัชชีทอดพระเนตรเห็นเปรตตนหนึ่งคอยดูแลบุรุษที่ถูกเสียบหลาวด้วยความเมตตา ไม่ยอมปลอบให้อยากมีชีวิตอยู่เพราะเกรงบุรุษจะสิ้นใจตกนรก จึงตรัสถามจนทราบว่าเปรตเป็นญาติของบุรุษนั้น ทรงซักถามผลกรรมต่างๆ ที่ทำให้เปรตได้ม้าขาว รัศมีกาย กลิ่นหอม แต่ต้องเปลือยกาย จนทรงเชื่อเรื่องกรรม แล้วทรงถวายผ้าแก่พระกัปปิตกเถระอุทิศส่วนกุศลแก่เปรต และทรงปล่อยบุรุษที่ถูกเสียบหลาวตามคำขอ เรื่องราวยังไม่จบและต่อเนื่องเกินหน้า ๔๖๒
  61. หน้า ๔๖๓–๔๖๕ อัมพสักขรเปตวัตถุ (คาถา, ตอนจบ): เปรตพาพระราชาพบพระกัปปิตกเถระ ถวายผ้า ปล่อยชายจากหลาว บรรลุโสดาบัน ส่วนท้ายของคาถาอัมพสักขรเปตวัตถุ เปรตเปลือยกายบอกพระเจ้าอัมพสักขระว่าจะพ้นจากภาวะเปลือยได้ด้วยการถวายผ้าแด่พระกัปปิตกเถระผู้เป็นพระอรหันต์แล้วอุทิศส่วนบุญให้ พระราชาทรงถวายผ้า ๘ คู่ เห็นเปรตแปลงกายเป็นเทวดาทรงเครื่องประดับ จึงเลื่อมใส ทรงปล่อยชายผู้ถูกเสียบหลาวตามคำขอของเปรต สมาทานศีล ๕ และอุโบสถศีล บรรลุโสดาปัตติผล ส่วนชายผู้รอดตายออกบวชภายหลัง เรื่องแสดงพลังของทานที่อุทิศให้ผู้ล่วงลับและผลของศรัทธาที่เปลี่ยนราชาผู้โหดร้ายให้เป็นอุบาสก
  62. หน้า ๔๖๖–๔๖๙ อรรถกถาอัมพสักขรเปตวัตถุ: นิทานต้นเรื่อง พ่อค้าใจดีเกิดเป็นเปรต และแผนลวงของพระราชาที่นำไปสู่การเสียบหลาวชายผู้บริสุทธิ์ ปูมหลังเรื่อง พ่อค้าผู้เอาหัวโคปูสะพานข้ามเปือกตมและมักกล่าวคำชื่นชมผู้อื่นตายไปเกิดเป็นภุมเทพมีม้าทิพย์ แต่เปลือยกายเพราะเคยซ่อนผ้าเพื่อนเล่น เขาเห็นหลานถูกเสียบหลาวเพราะขโมยของจึงมาปลอบใจทุกคืน ขณะเดียวกันพระเจ้าอัมพสักขระทรงหลงรักหญิงมีสามี วางแผนส่งสามีไปเก็บดินสีอรุณไกล ๓๐๐ โยชน์โดยกำหนดเวลาที่ทำไม่ทัน แล้วสั่งปิดประตูเมืองก่อนเวลา ทำให้ชายผู้บริสุทธิ์ถูกใส่ความและถูกเสียบหลาวในที่สุด
  63. หน้า ๔๗๐–๔๘๔ อรรถกถา: ไขคำศัพท์และบทสนทนาว่าด้วยกรรมและผลแห่งกรรม พระราชาผู้ไม่เชื่อซักถามเปรตจนยอมรับหลักกรรมวิบาก ไขความหมายคำศัพท์ในคาถาที่พระราชาซักถามเปรตเรื่องชะตากรรมของชายผู้ถูกเสียบหลาว สลับกับบทสนทนาเชิงปรัชญา พระราชาไม่เชื่อว่ากรรมดีกรรมชั่วมีผลจริง ทวงถามว่าจะรู้ได้อย่างไรและใครจะพิสูจน์ให้เชื่อ เปรตตอบว่าสิ่งที่เห็นและได้ยินมาเองควรเชื่อ และอธิบายว่าเพราะสัตว์ทำกรรมดีกรรมชั่วต่างกันจึงไปสู่สุคติทุคติต่างกัน คนพาลผู้ไม่เห็นเหตุผลทั้งสองฝ่ายย่อมเดือดร้อนเมื่อรับผลกรรมชั่ว เป็นแก่นคำสอนเรื่องกฎแห่งกรรมที่ยืนยันผ่านปากเปรต
  64. หน้า ๔๘๕–๕๐๖ อรรถกถา: เปรตอธิบายเหตุที่เปลือยกาย พระราชาถวายผ้าแด่พระกัปปิตกเถระ เปรตปรากฏกายเป็นพยาน พระราชาบรรลุโสดาบัน เปรตอธิบายว่าตนเปลือยกายเพราะไม่มีใครถวายทานอุทิศให้ พระราชาจึงถามหาวิธีแก้ไข เปรตบอกให้ถวายผ้าแด่พระกัปปิตกเถระผู้ทรงคุณธรรมยิ่งแต่ไม่มีชื่อเสียงเพราะปกปิดคุณ พระราชาทรงถวายผ้า ๘ คู่ เปรตปรากฏกายทรงเครื่องประดับทิพย์เป็นพยานยืนยันผลบุญ พระราชาเลื่อมใสสมาทานสรณะและศีล ปล่อยชายจากหลาว บรรลุโสดาปัตติผล ชายผู้รอดชีวิตบวชและบรรลุอรหัตต์ พระกัปปิตกเถระนำเรื่องไปกราบทูลพระพุทธเจ้าที่กรุงสาวัตถี
  65. หน้า ๕๐๗ เสรีสกเปตวัตถุที่ ๒ และอรรถกถา: เรื่องย่อ อ้างอิงถึงเสรีสกวิมานในวิมานวัตถุ เรื่องเสรีสกเปตวัตถุถูกกล่าวถึงอย่างสั้นมากเพียงบทเดียวว่าด้วยคำเจรจาของเทวดาและพวกพ่อค้า พร้อมระบุให้ไปดูรายละเอียดเต็มในเรื่องที่ ๑๐ แห่งสุนิกขิตตวรรคที่ ๗ ในวิมานวัตถุ อรรถกถาก็ระบุเช่นกันว่าเนื้อหาไม่ต่างจากเรื่องเสรีสกวิมานที่พระอรรถกถาจารย์อธิบายไว้แล้วในคัมภีร์ปรมัตถทีปนี (อรรถกถาวิมานวัตถุ) จึงไม่อธิบายซ้ำในที่นี้
  66. หน้า ๕๐๘–๕๑๑ นันทกเปตวัตถุที่ ๓ (คาถา): พระเจ้าปิงคละหลงทาง พบเปรตนันทกะผู้เคยเป็นมิจฉาทิฏฐิที่ต้นไทร พระเจ้าปิงคละแห่งสุรัฏฐประเทศเสด็จกลับจากเข้าเฝ้าเจ้าพระโมริยะ ทรงเห็นทางลัดที่ดูปลอดภัยซึ่งแท้จริงเป็นทางที่เปรตนิรมิตหลอกล่อ กองทัพหลงทางเข้าเขตอมนุษย์ จนพบต้นไทรใหญ่มีเปรตแปลงกายคล้ายเทวดาถวายน้ำและขนมทิพย์ เมื่อถูกถามจึงเปิดเผยตนว่าเป็นเปรตชื่อนันทกะ อดีตเคยเป็นมิจฉาทิฏฐิสุดโต่ง ปฏิเสธผลแห่งทาน ศีล ความเพียร ชนชั้น และการเกิดใหม่ทุกรูปแบบ
  67. หน้า ๕๑๒–๕๑๖ นันทกเปตวัตถุที่ ๓ (ต่อ): เปรตนันทกะเผยชะตากรรมในนรกและบุญของธิดาอุตตราที่ไถ่บาป พระเจ้าปิงคละทรงถึงไตรสรณคมน์ เปรตนันทกะเล่าทฤษฎีวิญญาณแบบวัตถุนิยมที่เคยยึดถือ แล้วพยากรณ์ว่าอีก ๖ เดือนจะตายและตกนรกสี่เหลี่ยมกำแพงเหล็กร้อนแรงนานนับแสนโกฏิปีเพราะมิจฉาทิฏฐิ แต่เล่าว่าธิดาชื่ออุตตราผู้เป็นอุบาสิกาถวายน้ำและขนมแด่พระขีณาสพแล้วอุทิศบุญให้บิดา ทำให้ตนได้เสวยผลทานทิพย์ทันที จึงทูลชักชวนพระเจ้าปิงคละให้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะและรักษาศีล ๕ พระราชาทรงเลื่อมใสรับคำสอนแล้วเสด็จกลับพระนคร
  68. หน้า ๕๑๗–๕๑๙ อรรถกถานันทกเปตวัตถุที่ ๓: ปฐมเหตุ นันทกเสนาบดีมิจฉาทิฏฐิตายเกิดเป็นเวมานิกเปรต ธิดาอุตตราทำบุญอุทิศจนสำนึกผิด นิรมิตทางลวงพระเจ้าปิงคละ (เนื้อหาต่อยังไม่จบ) อรรถกถาเล่าที่มาของเรื่อง ๒๐๐ ปีหลังพุทธปรินิพพาน เสนาบดีนันทกะแห่งสุรัฏฐ์เป็นมิจฉาทิฏฐิสอนคนอื่นว่าทานไม่มีผล ธิดาชื่ออุตตราเป็นอุบาสิกาแต่งงานออกเรือน เมื่อนันทกะตายไปเกิดเป็นเวมานิกเปรตที่ต้นไทรในดงไฟไหม้ นางอุตตราถวายน้ำและขนมแด่พระขีณาสพอุทิศให้บิดา ทำให้เปรตเห็นผลทานทันทีจึงสำนึกผิด รอโอกาสขณะพระเจ้าปิงคละเสด็จกลับจากเข้าเฝ้าพระเจ้าธรรมาโศก จึงนิรมิตหนทางลวงล่อพระราชาให้มาพบตน เนื้อหาต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไป
  69. หน้า ๕๒๐–๕๓๖ อรรถกถานันทกเปตวัตถุ: ที่มาเรื่องเสนาบดีนันทกะผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ พร้อมอรรถาธิบายศัพท์บาลีในคาถาโดยละเอียด อรรถกถาเล่าปูมหลังว่า 200 ปีหลังพุทธปรินิพพาน เสนาบดีนันทกะแห่งสุรัฐเป็นมิจฉาทิฏฐิ (นัตถิกทิฏฐิ) ตายไปเกิดเป็นเวมานิกเปรตที่ต้นไทร ต่อมาธิดาถวายทานอุทิศให้ เปรตจึงนิรมิตทางลวงพระเจ้าปิงคละให้หลงมาเฝ้าและแสดงธรรมโปรดจนพระราชาละมิจฉาทิฏฐิ ส่วนใหญ่ของช่วงนี้เป็นการไขความศัพท์บาลีในคาถาทีละบทอย่างละเอียด
  70. หน้า ๕๓๗–๕๓๘ เรวดีเปติวัตถุที่ 4: นางเรวดีถูกโยนลงอุสสทนรก เนื้อความสั้นเพราะซ้ำกับเรวตีวิมานวัตถุ บุรุษของพระยายมราชจะจับนางเรวดีผู้มีธรรมชั่วช้าโยนลงอุสสทนรก เนื้อความสั้นมากเพราะอ้างอิงให้ไปดูรายละเอียดในเรื่องที่ 2 แห่งมหารถวรรคที่ 5 ในวิมานวัตถุ อรรถกถาชี้ว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่าเรวตีวิมานวัตถุ จึงให้ศึกษาจากอรรถกถาปรมัตถทีปนีของวิมานวัตถุแทนการอธิบายซ้ำ
  71. หน้า ๕๓๙–๕๔๔ อุจฉุเปตวัตถุที่ 5: เปรตมีไร่อ้อยใหญ่แต่กินไม่ได้ เพราะชาติก่อนไม่ยอมให้อ้อยแก่เด็กที่ร้องขอ เปรตถามพระมหาโมคคัลลานะว่าเหตุใดมีไร่อ้อยใหญ่แต่เข้าไปกินไม่ได้ ต้องทนหิวกระหายทรมาน พระเถระเฉลยว่าชาติก่อนเขากินอ้อยเดินไปโดยไม่แบ่งให้เด็กที่ติดตามขอ จึงแนะให้ไปถือเอาอ้อยจากด้านหลังจึงจะกินได้ อรรถกถาเล่าว่าที่จริงคือบุรุษขว้างท่อนอ้อยให้เด็กด้วยความไม่เต็มใจ ภายหลังเปรตถวายอ้อยแด่พระพุทธเจ้าแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์
  72. หน้า ๕๔๕–๕๕๐ กุมารเปตวัตถุที่ 6: พระราชโอรส 2 องค์แห่งโกศลมัวเมาในกาม ตายไปเกิดเป็นเปรตหลังคูร้องคร่ำครวญยามค่ำคืน พระราชโอรส 2 พระองค์ของพระเจ้าโกศลลุ่มหลงกามคุณ คบชู้ภรรยาผู้อื่น ไม่เห็นสุขในอนาคต ตายไปเกิดเป็นเปรตที่หลังคูนอกเมือง ร้องคร่ำครวญยามค่ำคืนจนชาวบ้านหวาดกลัว พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าแม้มีไทยธรรมและพระทักขิไณยบุคคลพร้อม แต่ความเมาในความเป็นใหญ่ทำให้พลาดโอกาสทำบุญ ทรงเตือนให้ละความถือตัวเพื่อไปสู่สวรรค์
  73. หน้า ๕๕๑–๕๕๘ ราชปุตตเปตวัตถุที่ 7: ราชโอรสทุบทำลายบาตรพระปัจเจกพุทธเจ้าสุเนตตะด้วยความคะนอง ตกนรก 84,000 ปีก่อนมาเป็นเปรตอดอยาก ราชโอรสของพระเจ้ากิตวะเสวยสุขทางกามอย่างมัวเมา พบพระปัจเจกพุทธเจ้าสุเนตตะบิณฑบาต จึงยกบาตรทุ่มพื้นให้แตกด้วยความคะนอง ผลกรรมทำให้ตกนรกหมกไหม้พลิกกลับท่านอนต่างๆ นาน 84,000 ปี ก่อนมาเกิดเป็นเปรตอดอยากอีก เรื่องนี้เชื่อมโยงกับเรื่องสานุวาสิเปรตในหนหลัง สอนเรื่องโทษของความมัวเมาในอำนาจและการไม่เคารพผู้ทรงศีล เนื้อหาอรรถกถาต่อเนื่องถึงหน้า 558
  74. หน้า ๕๕๙–๕๖๕ คูถขาทิกเปตวัตถุที่ 8-9: เจ้าอาวาสอิจฉาริษยายุยงให้ด่าภิกษุอาคันตุกะ ตายไปเป็นเปรตกินอุจจาระในเว็จ ภิกษุเจ้าอาวาสผู้ริษยาตระหนี่ยุยงให้กัฏุมพีด่าว่าภิกษุอาคันตุกะ ทั้งสองตายไปเกิดเป็นเปรตในหลุมคูถ กัฏุมพีผู้ตามด่าเกิดเป็นเปรตยืนอยู่บนศีรษะของภิกษุชีต้นผู้เป็นต้นเหตุ ต้องกินอุจจาระที่คนอื่นถ่ายเป็นอาหาร แล้วภิกษุชีต้นก็กินสิ่งที่เปรตนั้นถ่ายต่ออีกทอด เรื่องที่ 9 เป็นเหตุการณ์คล้ายกันของนางเปรต เกิดจากอุบาสิกาสร้างวิหาร แสดงโทษของการว่าร้ายผู้ทรงศีล
  75. หน้า ๕๖๖–๕๗๑ คณเปตวัตถุที่ 10: หมู่เปรตเปลือยกายผอมโซหิวกระหายจนล้มสลบ เพราะมีไทยธรรมแต่ไม่เคยทำบุญ กลุ่มคนในกรุงสาวัตถีไม่เคยทำบุญแม้เพียงเล็กน้อยทั้งที่มีทักขิไณยบุคคลและไทยธรรมพร้อม ตายไปเกิดเป็นหมู่เปรตเปลือยกายซูบผอมเห็นซี่โครง วิ่งหาน้ำและร่มเงาแต่กลับกลายเป็นที่ว่างเปล่าและแดดเผา เดินหาอาหารไกลหลายโยชน์ก็ไม่ได้จนล้มสลบเอาศีรษะชนกัน เปรตเหล่านั้นตั้งใจว่าหากได้เกิดเป็นมนุษย์อีกจะรู้จักให้ทานและถือศีล
  76. หน้า ๕๗๒–๕๗๖ ปาฏลีปุตตเปตวัตถุที่ 11: วิมานเปรตหลงรักหญิงจนขวางเรือกลางสมุทร ภายหลังสำนึกและส่งนางกลับเมือง พ่อค้าที่ตายเพราะจิตปฏิพัทธ์ในหญิงคนหนึ่งเกิดเป็นวิมานเปรตกลางมหาสมุทร ขวางไม่ให้เรือที่นางโดยสารแล่นผ่านจนต้องจับสลากทิ้งนางลงแพ เปรตพานางไปอยู่ด้วยหนึ่งปี ก่อนนางขอร้องให้พาไปส่งเมืองปาฏลีบุตร เปรตพานางชมนรกและภพภูมิต่างๆ ให้เห็นผลกรรมด้วยตนเอง แล้วสอนให้ทำกุศลให้มากก่อนส่งนางกลับทางอากาศ
  77. หน้า ๕๗๗–๕๘๔ อัมพวนเปตวัตถุที่ 12: พ่อค้าถูกโจรฆ่าเป็นเปรต ธิดาถวายข้าวยาคูมะม่วงอุทิศส่วนบุญ เปรตได้วิมานสวนมะม่วงและสระโบกขรณี คฤหบดีถูกโจรปล้นฆ่าตายขณะซ่อนทรัพย์ กลายเป็นเปรตหวงทรัพย์ ธิดาผู้เป็นกำพร้าได้กัฏุมพีสหายบิดาอุปการะ นางถวายข้าวยาคูและมะม่วงสุกแด่พระพุทธเจ้าอุทิศส่วนบุญให้บิดา เปรตจึงได้วิมาน สวนมะม่วง และสระโบกขรณีทิพย์ทันที ต่อมาเปรตแบ่งทรัพย์ที่ซ่อนไว้ให้ธิดาใช้หนี้ นางได้แต่งงานเป็นสะใภ้เศรษฐีและบรรลุโสดาบันเมื่อฟังธรรม
  78. หน้า ๕๘๕–๕๘๗ อักขรุกขเปตวัตถุที่ 13: ภุมมเทวดาผู้เคยช่วยซ่อมเพลาเกวียนให้พ่อค้า มาเตือนให้ตื่นทำทานอย่าประมาท บุรุษผู้เคยช่วยซ่อมเพลาเกวียนที่หักให้พ่อค้ากลางป่าด้วยความเมตตา ตายไปเกิดเป็นภุมมเทวดาในป่านั้น ระลึกถึงกุศลกรรมของตน จึงไปยืนหน้าบ้านพ่อค้ายามค่ำคืนกล่าวเตือนว่าสิ่งที่ให้ไปแม้ไม่คงอยู่ในมือ แต่ผลบุญที่น่าปรารถนากลับมีมาก จึงขอให้พ่อค้าให้ทานเพื่อพ้นทุกข์ทั้งปัจจุบันและภายหน้า อย่าได้ประมาท
  79. หน้า ๕๘๘–๕๙๐ โภคสังหรณเปติวัตถุที่ 14: นางพ่อค้าโกงตาชั่งสะสมทรัพย์ ตายเป็นเปรตร้องคร่ำครวญว่าทรัพย์ตกเป็นของคนอื่น หญิง 4 คนในราชคฤห์ค้าขายเนยใส น้ำผึ้ง น้ำมัน ข้าวเปลือกด้วยเครื่องชั่งโกง สะสมทรัพย์ทั้งโดยชอบและไม่ชอบธรรมด้วยความตระหนี่ ไม่เคยให้ทานแก่ใคร ตายไปเกิดเป็นเปรตที่หลังคูนอกเมือง ร้องคร่ำครวญยามค่ำคืนว่าทรัพย์ที่ตนเก็บสะสมไว้กลับตกเป็นของผู้อื่นใช้สอย ส่วนตนต้องรับทุกข์ทรมานเพราะไม่เคยเผื่อแผ่แบ่งปัน
  80. หน้า ๕๙๑–๕๙๖ เสฏฐิปุตตเปตวัตถุที่ 15: บุตรเศรษฐี 4 คนเสพชู้ตกโลหกุมภีนรก 60,000 ปี พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงหวั่นเสียงร้องจนเกือบบูชายัญ พระนางมัลลิกาทัดทาน บุตรเศรษฐี 4 คนมัวเมาในโภคทรัพย์ ล่วงประเวณีภรรยาผู้อื่น ตายไปไหม้ในโลหกุมภีนรก 60,000 ปี ยามค่ำคืนพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงได้ยินเสียงร้องประหลาดจนตกพระทัย ปุโรหิตแนะให้บูชายัญใหญ่ แต่พระนางมัลลิกาเทวีทูลให้ไปทูลถามพระพุทธเจ้าแทน พระองค์ทรงเฉลยว่าเป็นเสียงเปรตในนรกบอกว่าที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี เพราะไม่เคยให้ทาน พระราชาจึงทรงเลิกพระทัยเรื่องบูชายัญและเรื่องหญิงชาวบ้าน
  81. หน้า ๕๙๗–๖๐๕ สัฏฐีกูฏสหัสสเปตวัตถุที่ 16 (จบมหาวรรค): เปรตถูกฆ้อนเหล็กหกหมื่นทุบศีรษะไม่เว้นวัน เพราะดีดกรวดฆ่าพระปัจเจกพุทธเจ้าสุเนตตะ — ปิดท้ายเปตวัตถุบริบูรณ์ทั้งคัมภีร์ ชายที่ฝึกวิชาดีดก้อนกรวดจนชำนาญ นำไปทดลองทำลายศีรษะพระปัจเจกพุทธเจ้าสุเนตตะจนถึงแก่มรณภาพ ถูกชาวบ้านรุมทำร้ายตายและตกอเวจีมหานรกหลายพันปี ก่อนมาเกิดเป็นเปรตใกล้ราชคฤห์ ถูกฆ้อนเหล็ก 60,000 อันกระหน่ำศีรษะทั้งเช้าเที่ยงเย็นไม่เว้นวัน พระมหาโมคคัลลานะซักถามจนได้ความ ท้ายเรื่องเป็นบทสรุปจบมหาวรรคที่ 4 รวม 16 เรื่อง และคำว่า "จบ เปตวัตถุบริบูรณ์" ปิดท้ายเนื้อความพระบาลีเปตวัตถุทั้งคัมภีร์
  82. หน้า ๖๐๖–๖๐๗ กถาสรุปท้าย: คำอนุโมทนาปิดท้ายอรรถกถาปรมัตถทีปนีเปตวัตถุทั้งเล่มโดยพระภัททันตาจาริยธรรมปาละ (หน้า 607 ปิดฉากทั้งคัมภีร์) บทร้อยกรองส่งท้ายที่พระอรรถกถาจารย์ธรรมปาลเถระผู้แต่งปรมัตถทีปนีอรรถกถาเปตวัตถุ กล่าวสรุปว่าท่านได้แต่งอรรถกถานี้จบบริบูรณ์แล้วโดยพระบาลีประมาณ 15 ภาณวาร แล้วอุทิศบุญกุศลขอให้สรรพสัตว์หยั่งลงสู่พระศาสนา ขอพระศาสนาดำรงอยู่นาน และขอฝนตกต้องตามฤดูกาล ปิดท้ายด้วยคำว่า "จบ สังวรรณนาเปตวัตถุ...จบ บริบูรณ์" ซึ่งเป็นการปิดฉากทั้งอรรถกถาเปตวัตถุ และเป็นหน้าสุดท้ายจริงของเล่ม 49