มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๑ · ๔๗๑ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๕๗ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๓ ฆฏิการสูตร: ช่างหม้อฆฏิการะและมาณพโชติปาละสมัยพระพุทธเจ้ากัสสป พระพุทธเจ้าทรงแย้มพระโอษฐ์ระหว่างเสด็จจาริกในแคว้นโกศล ตรัสเล่าแก่พระอานนท์ว่าสถานที่นี้เคยเป็นนิคมเวภฬิคะสมัยพระพุทธเจ้ากัสสป มีช่างหม้อฆฏิการะผู้เป็นอุปัฏฐากเอก ชักชวนสหายรักโชติปาลมาณพไปเข้าเฝ้าจนสำเร็จหลังปฏิเสธหลายครั้ง โชติปาละยอมบวชในที่สุด ฆฏิการะเลี้ยงดูมารดาบิดาตาบอด ไม่ค้าขายเงินทอง มีศรัทธาไม่หวั่นไหว พระกัสสปพุทธเจ้าทรงยกย่องคุณธรรมของเขาแก่พระเจ้ากิกิสิราช ท้ายสูตรพระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์เองคือโชติปาลมาณพในชาตินั้น
  2. หน้า ๑๔–๒๔ อรรถกถาฆฏิการสูตร: ขยายความเรื่องการแย้มพระโอษฐ์และเรื่องราวของฆฏิการะ อรรถกถาอธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงแย้มพระโอษฐ์ว่าต่างจากการหัวเราะของปุถุชน อธิบายความคิดพระอานนท์ที่ทูลขอให้ประทับนั่ง ณ สถานที่นั้น ขยายความว่าโชติปาละไม่สนใจไปเข้าเฝ้าเพราะยังยึดโวหารพราหมณ์ เล่าเรื่องพระเจ้ากิกิกาสิราชและพระธิดาอุรัจฉทาที่ทำให้ทรงเลื่อมใสจนเป็นโสดาบัน อธิบายเหตุที่ฆฏิการะไม่ยอมรับข้าวพระราชทานเพราะมักน้อย และปาฏิหาริย์หลังคาเรือนฆฏิการะไม่รั่วตลอดสามเดือนเกิดจากคุณธรรมของมารดาบิดาเขาเอง มิใช่ฤทธิ์พระพุทธเจ้า
  3. หน้า ๒๕–๓๑ รัฏฐปาลสูตร ตอนต้น: รัฐปาลกุลบุตรขอบวชและอดอาหารประท้วงจนได้บวช พระพุทธเจ้าเสด็จถึงนิคมถุลลโกฏฐิตะแคว้นกุรุ รัฐปาลกุลบุตรบุตรตระกูลเลิศฟังธรรมแล้วศรัทธาอยากบวช แต่มารดาบิดาไม่ยอมเพราะเป็นบุตรคนเดียว เขาจึงนอนอดอาหารบนพื้นดินหมายจะตายหรือได้บวช เจ็ดวันผ่านไปสหายช่วยเกลี้ยกล่อมจนมารดาบิดายอมโดยมีข้อแม้ว่าต้องกลับมาเยี่ยม รัฐปาลได้บวชในสำนักพระพุทธเจ้า และไม่นานก็บำเพ็ญเพียรจนบรรลุอรหัตต์ จึงทูลลาพระพุทธเจ้ากลับไปเยี่ยมบ้านเกิด
  4. หน้า ๓๒–๓๕ พระรัฐปาละกลับเยี่ยมบ้าน บิดาล่อด้วยทรัพย์และภรรยาเก่าแต่ท่านไม่หวั่นไหว พระรัฐปาละกลับไปถุลลโกฏฐิตนิคม บิณฑบาตที่บ้านบิดาแต่ถูกด่าว่าพวกสมณะหัวโล้นบวชลูกชายคนเดียวไป ท่านรับขนมกุมมาสบูดที่ทาสีจะทิ้งมาฉัน ทาสีจำนิมิตได้จึงแจ้งมารดา บิดาเชิญไปฉันภัตตาหารวันรุ่งขึ้น จัดกองเงินกองทองมหาศาลและให้ภรรยาเก่ามาอ้อนวอนให้สึก ท่านปฏิเสธ กล่าวคาถาแสดงว่าร่างกายอันวิจิตรนี้แท้จริงเป็นของเน่าเปื่อยหลอกได้แต่คนโง่ หลอกคนแสวงหาพระนิพพานไม่ได้ ฉันเสร็จกล่าวคาถาจบแล้วออกไปยังสวนมิคาจีระ
  5. หน้า ๓๖–๔๖ พระเจ้าโกรัพยะสนทนากับพระรัฐปาละเรื่องความเสื่อม ๔ และธัมมุทเทส ๔ พระเจ้าโกรัพยะเสด็จไปพบพระรัฐปาละที่สวนมิคาจีระ ตรัสถามว่าคนที่บวชมักถึงความเสื่อม ๔ ประการคือแก่ เจ็บไข้ สิ้นทรัพย์ สิ้นญาติ แต่พระรัฐปาละไม่มีความเสื่อมเหล่านั้นเลย เหตุใดจึงบวช พระรัฐปาละตอบว่าบวชเพราะเห็นแจ้งธัมมุทเทส ๔ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงคือ โลกถูกชรานำไปไม่ยั่งยืน โลกไม่มีผู้ต้านทาน โลกไม่มีอะไรเป็นของตนต้องละทิ้งไปหมด และโลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ไม่รู้จักอิ่มเป็นทาสตัณหา จบด้วยคาถายาวสรุปว่าปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์
  6. หน้า ๔๗–๖๓ อรรถกถารัฏฐปาลสูตร: ประวัติชื่อรัฐปาละและขยายความศัพท์ในเนื้อเรื่อง (ยังไม่จบ) อรรถกถาเล่าที่มาของชื่อรัฐปาละย้อนไปสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ เมื่อนาคราชและท้าวสักกะถวายมหาทานแล้วตั้งความปรารถนา ผู้หนึ่งขอเกิดเป็นเช่นสามเณรผู้จะเป็นราหุลกุมาร อีกผู้หนึ่งขอเป็นเช่นกุลบุตรชื่อรัฐปาละผู้บวชด้วยศรัทธา จากนั้นอธิบายศัพท์และเหตุผลในเนื้อเรื่อง เช่นเหตุที่รัฐปาลไม่ทูลขอบวชต่อหน้าพราหมณ์คหบดี เหตุที่ยอมฉันขนมบูด เหตุที่ปฏิเสธทรัพย์และภรรยาเก่าด้วยความอนุเคราะห์บิดามารดา และเหตุที่ต้องเหาะหนีจากบ้านบิดา เนื้อหายังไม่จบต่อเนื่องเกินหน้า ๖๓
  7. หน้า ๖๔ อรรถกถารัฏฐปาลสูตร (ตอนจบ): นางฟ้อนรำล้อมพระรัฐปาละ คาถาว่าด้วยความไม่งามของกาย และเสด็จไปเข้าเฝ้าพระเจ้าโกรัพยะ นางฟ้อนรำในวังบิดาถามพระรัฐปาละว่าบวชเพื่อหวังนางอัปสรหรือไม่ ท่านปฏิเสธ นางเหล่านั้นเสียใจจนสลบเพราะไม่มีที่พึ่งอีกต่อไป ท่านจึงกล่าวคาถาเปรียบร่างกายเป็นก้อนแผล เปรียบบิดามารดาและญาติเหมือนพรานล่าเนื้อ ทรัพย์เหมือนบ่วง แล้วเหาะไปปรากฏที่พระราชอุทยานของพระเจ้าโกรัพยะ อรรถกถาอธิบายศัพท์ต่างๆ และธัมมุทเทส ๔ ว่าด้วยโลกไม่เที่ยง ไม่มีผู้ต้านทาน ไม่มีอะไรเป็นของตน และตกเป็นทาสตัณหา จบด้วยพระรัฐปาละสรุปว่าปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์
  8. หน้า ๖๕–๗๗ ๓. มฆเทวสูตร: พระเจ้ามฆเทวะทรงเห็นผมหงอกแล้วออกผนวช ประเพณีสืบราชบรรพชิตจนถึงพระเจ้านิมิราช พระพุทธเจ้าทรงแย้มพระสรวล แล้วเล่าเรื่องพระเจ้ามฆเทวะแห่งเมืองมิถิลา ผู้สั่งช่างกัลบกให้บอกเมื่อพบผมหงอก เมื่อเห็นผมหงอกอันเป็นเทวทูตแล้วทรงมอบราชสมบัติแก่โอรสและออกผนวช ตั้งเป็นวัตรปฏิบัติสืบต่อกันมาแปดหมื่นสี่พันชั่วกษัตริย์ จนถึงพระเจ้านิมิราชผู้ทรงคุณธรรมยิ่งใหญ่ เทวดาดาวดึงส์สรรเสริญ ท้าวสักกะเชิญเสด็จไปเทวโลก แต่พระเจ้านิมิราชเลือกกลับมาบำเพ็ญธรรมในโลกมนุษย์ต่อไป กระทั่งพระราชโอรสกฬารชนกะไม่ทรงผนวชจึงขาดประเพณีนี้
  9. หน้า ๗๘–๘๙ อรรถกถามฆเทวัมพสูตร: ความหมายเทวทูต เรื่องท้าวสักกะพาพระเจ้านิมิราชชมนรก-สวรรค์ และพระพุทธเจ้าทรงเป็นพระเจ้ามฆเทวะในอดีตชาติ อรรถกถาอธิบายว่าผมหงอกชื่อเทวทูตเพราะเป็นทูตของมัจจุราชและของเทพบริสุทธิ์ เล่าเรื่องท้าวสักกะส่งรถทิพย์มารับพระเจ้านิมิราชไปดาวดึงส์ มาตลีเทพบุตรพาชมนรกและสวรรค์ตามทางทั้งสอง พระเจ้านิมิราชตรัสตอบท้าวสักกะเรื่องทานกับศีลว่าศีลมีผลมากกว่า และไม่ทรงยอมประทับในเทวโลกเพราะไม่ใช่บุญของตน สุดท้ายเฉลยว่าพระโพธิสัตว์คือพระเจ้ามฆเทวะเอง แต่วัตรเดิมพาไปเพียงพรหมโลก ส่วนมรรคมีองค์ ๘ ที่ทรงตั้งใหม่นำไปสู่นิพพานได้จริง
  10. หน้า ๙๐–๙๙ ๔. มธุรสูตร: พระมหากัจจานะแสดงความเสมอกันของวรรณะ ๔ แก่พระเจ้ามธุรราชอวันตีบุตร พระเจ้ามธุรราชอวันตีบุตรเสด็จไปถามพระมหากัจจานะเรื่องคำกล่าวอ้างของพราหมณ์ว่าวรรณะพราหมณ์ประเสริฐสุดเพราะเกิดจากปากพรหม พระเถระชี้แจงด้วยตัวอย่างว่าไม่ว่าวรรณะใด หากมีทรัพย์ก็มีคนรับใช้เหมือนกัน หากทำชั่วก็ตกนรกเหมือนกัน หากทำดีก็ขึ้นสวรรค์เหมือนกัน หากบวชมีศีลก็ควรแก่การเคารพเหมือนกัน แสดงว่าคำกล่าวอ้างของพราหมณ์เป็นเพียงคำโฆษณา พระราชาทรงเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
  11. หน้า ๑๐๐–๑๐๑ อรรถกถามธุรสูตร: อธิบายศัพท์และหลักการต้อนรับนักบวชทุกวรรณะเสมอกัน อรรถกถาอธิบายประวัติย่อพระมหากัจจานะว่าเป็นบุตรปุโรหิตแห่งเมืองอุชเชนี อธิบายศัพท์ต่างๆ ในพระสูตร เช่น ความหมายของคำว่าพราหมณ์เป็นบุตรพรหม และขยายความเรื่องการต้อนรับ การถวายไทยธรรม และการคุ้มครองที่ประกอบด้วยธรรมแก่นักบวชทุกวรรณะอย่างเสมอกัน เป็นการปิดท้ายประเด็นความเสมอภาคที่พระมหากัจจานะแสดงไว้ในพระสูตร
  12. หน้า ๑๐๒–๑๒๐ ๕. โพธิราชกุมารสูตร: ความสุขไม่อาจได้ด้วยความสุข พระพุทธเจ้าทรงเล่าการแสวงหาโพธิญาณ ตั้งแต่เรียนกับอาฬารดาบสจนถึงตรัสรู้ โพธิราชกุมารทูลว่าความสุขได้มาด้วยความทุกข์เท่านั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสเล่าพระประวัติการแสวงหาโพธิญาณ ทรงศึกษาสมาบัติกับอาฬารดาบสและอุทกดาบสจนบรรลุแต่ทรงเห็นว่ายังไม่พอ จึงทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างอุกฤษฏ์ กลั้นลมหายใจจนเจ็บปวดแสนสาหัส อดอาหารจนร่างกายซูบผอมเหลือแต่กระดูก แต่ไม่บรรลุธรรม จึงทรงกลับมาเสวยอาหารตามปกติ เจริญฌานทั้งสี่ใต้ต้นหว้า และทรงบรรลุวิชชาสาม ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ตอนท้ายทรงลังเลจะแสดงธรรมจนท้าวสหัมบดีพรหมมาอาราธนา
  13. หน้า ๑๒๑–๑๒๒ ทรงลังเลจะแสดงธรรมเพราะเห็นว่าลึกซึ้งยากเข้าใจ ท้าวสหัมบดีพรหมทูลอาราธนา และทรงเห็นสัตว์โลกดุจดอกบัวสามเหล่า หลังตรัสรู้ พระองค์ทรงเห็นว่าธรรมที่บรรลุนั้นลึกซึ้งสงบประณีตยากที่สัตว์ผู้ยินดีในกามจะเข้าใจได้ จึงทรงน้อมพระทัยไปทางไม่แสดงธรรม ท้าวสหัมบดีพรหมทราบจึงเกรงโลกจะพินาศ เสด็จมาทูลอาราธนาให้แสดงธรรมเพื่อสัตว์ผู้มีกิเลสเบาบาง เมื่อทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นสัตว์มีอุปนิสัยต่างกันดุจดอกบัวในสระที่จมอยู่ใต้น้ำ อยู่เสมอน้ำ และพ้นน้ำแล้ว จึงทรงตกลงพระทัยจะแสดงธรรมโปรดสัตว์โลก
  14. หน้า ๑๒๓–๑๒๘ ทรงดำริหาผู้ฟังธรรมก่อน อาฬารดาบสและอุทกดาบสสิ้นชีพแล้ว พบอุปกาชีวกระหว่างทาง และทรงโปรดปัญจวัคคีย์จนบรรลุธรรม พระองค์ทรงดำริจะแสดงธรรมแก่อาฬารดาบสและอุทกดาบสก่อนเพราะเป็นผู้มีกิเลสเบาบาง แต่ทรงทราบด้วยทิพยจักษุว่าทั้งสองสิ้นชีพไปแล้ว จึงทรงดำริถึงปัญจวัคคีย์ผู้เคยอุปัฏฐาก ระหว่างทางไปพาราณสีทรงพบอุปกาชีวกซึ่งถามถึงผิวพรรณผ่องใส พระองค์ทรงประกาศความเป็นพระอรหันต์แต่อุปกะไม่เชื่อ เมื่อถึงป่าอิสิปตนมิคทายวัน ปัญจวัคคีย์ตั้งกติกาจะไม่ต้อนรับ แต่ในที่สุดก็ยอมรับฟังธรรม และค่อยๆ บรรลุธรรมตามลำดับจนหมดทุกรูป
  15. หน้า ๑๒๙–๑๓๓ โพธิราชกุมารทูลถามระยะเวลาบรรลุธรรม องค์ ๕ ของภิกษุผู้มีความเพียร และเรื่องราวการถึงไตรสรณคมน์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โพธิราชกุมารทูลถามว่าต้องใช้เวลานานเพียงใดจึงจะบรรลุธรรมเมื่อได้พระตถาคตเป็นผู้แนะนำ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบกับการฝึกขึ้นช้าง แล้วทรงแสดงองค์ ๕ ของภิกษุผู้มีความเพียรซึ่งอาจบรรลุได้เร็วเพียงคืนเดียว เมื่อโพธิราชกุมารสรรเสริญพระธรรม มาณพสัญชิกาบุตรแย้งว่าพระองค์ยังไม่ได้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ โพธิราชกุมารจึงเล่าว่าพระมารดาถวายพระองค์เป็นอุบาสกถึงสรณะตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์
  16. หน้า ๑๓๔–๑๔๐ อรรถกถาโพธิราชกุมารสูตร: ที่มาชื่อปราสาทโกกนท เหตุที่ไม่ทรงเหยียบผ้า และปฐมเหตุประสูติของพระเจ้าอุเทน อรรถกถาอธิบายศัพท์ในพระสูตร เช่น โกกนทปราสาทที่สร้างคล้ายดอกบัว และเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงนิ่งไม่เหยียบผ้าที่โพธิราชกุมารปูถวายเพราะทรงทราบว่าพระกุมารจะไม่มีพระโอรส อรรถกถายังเล่าปฐมเหตุที่พระเจ้าอุเทน (พระอัยกาของโพธิราชกุมาร) ประสูติกลางป่าหลังพระมารดาถูกนกหัสดีลิงค์โฉบไป ได้เรียนวิชาจับช้างจากดาบสผู้ได้รับประทานจากท้าวสักกะ จนได้ครองราชย์ และอธิบายรายละเอียดองค์ ๕ ของภิกษุผู้มีความเพียรอย่างละเอียด
  17. หน้า ๑๔๑–๑๔๕ องคุลิมาลสูตร: โจรผู้โหดเหี้ยมพบพระพุทธเจ้ากลางป่า ปาฏิหาริย์เดินตามไม่ทัน และกลับใจขอบวช โจรองคุลิมาลผู้ฆ่าคนตัดนิ้วร้อยเป็นพวงอาศัยอยู่ในแคว้นโกศล ชาวบ้านเตือนพระพุทธเจ้าไม่ให้เสด็จผ่านทางที่โจรซุ่มอยู่แต่พระองค์ทรงนิ่งเสด็จต่อไป เมื่อองคุลิมาลไล่ตามจะปลงพระชนม์กลับวิ่งสุดกำลังก็ไม่ทันพระองค์ผู้เสด็จตามปกติ จึงร้องขอให้หยุด พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์หยุดแล้วเพราะวางอาชญาต่อสัตว์ทั้งปวง ส่วนองคุลิมาลยังไม่หยุดเพราะยังเบียดเบียนสัตว์อยู่ องคุลิมาลสำนึกได้ทิ้งอาวุธและทูลขอบรรพชา พระพุทธเจ้าประทานเอหิภิกขุอุปสมบทให้ทันที
  18. หน้า ๑๔๖–๑๕๓ พระองคุลิมาลตามเสด็จเข้าเมืองสาวัตถี พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จมาเผชิญหน้า ทรงสวดปริตรให้หญิงคลอดง่าย และบรรลุพระอรหัตต์ พระพุทธเจ้าเสด็จกลับสาวัตถีโดยมีองคุลิมาลเป็นปัจฉาสมณะ พระเจ้าปเสนทิโกศลตกพระทัยยกทัพมาปราบโจรแต่กลับเลื่อมใสเมื่อทราบว่าองคุลิมาลบวชแล้ว ต่อมาพระองคุลิมาลบิณฑบาตพบหญิงมีครรภ์แก่คลอดยาก พระพุทธเจ้าทรงสอนให้กล่าวสัจจวาจาว่าไม่เคยแกล้งฆ่าสัตว์ตั้งแต่เกิดในอริยชาติ หญิงนั้นคลอดปลอดภัย (ที่มาอังคุลิมาลปริตร) ไม่นานท่านก็บรรลุอรหัตต์ แต่ยังถูกก้อนดินหินขว้างบาดเจ็บขณะบิณฑบาตอันเป็นผลกรรมเก่า พระพุทธเจ้าทรงปลอบว่าเป็นวิบากที่ควรได้รับในนรกแต่มารับชาตินี้แทน
  19. หน้า ๑๕๔–๑๖๙ อรรถกถาองคุลิมาลสูตร: กำเนิดอหิงสกกุมาร แผนร้ายของศิษย์ร่วมสำนัก และคำอธิบายเรื่องกรรมวิบาก ๔ ประเภท อรรถกถาเล่าว่าองคุลิมาลเดิมชื่ออหิงสกกุมาร บุตรปุโรหิตเมืองโกศล เกิดพร้อมนิมิตอาวุธทั่วเมืองเปล่งแสง ไปเรียนศิลปะที่ตักกสิลาจนเพื่อนศิษย์ริษยาใส่ร้าย อาจารย์จึงหลอกให้ต้องฆ่าคนให้ครบพันเพื่อสำเร็จวิชา จนกลายเป็นโจรร้าย มารดาเสี่ยงชีวิตออกตามหา แต่พระพุทธเจ้าทรงเห็นอุปนิสัยจึงเสด็จไปโปรดก่อน อรรถกถาอธิบายปาฏิหาริย์การเดินตามไม่ทัน ความหมายของสัจจกิริยาที่ทำให้คลอดบุตรง่าย และจำแนกกรรมวิบาก ๔ ชนิดที่อธิบายเหตุที่องคุลิมาลยังถูกทำร้ายทั้งที่บรรลุอรหัตต์
  20. หน้า ๑๗๐–๑๗๗ ปิยชาติกสูตร: บิดาโศกเศร้าเพราะบุตรตาย ทรงแสดงว่าความโศกเกิดจากของที่รัก และพระนางมัลลิกาทรงไต่ถามพระราชาเรื่องความรัก คฤหบดีผู้หนึ่งโศกเศร้าคลุ้มคลั่งเพราะบุตรน้อยคนเดียวตาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าโสกะปริเทวะทุกข์เกิดจากของที่รัก คฤหบดีไม่เห็นด้วยจึงไปปรึกษานักเลงสะกาซึ่งเห็นด้วยกับตน เรื่องทราบถึงพระเจ้าปเสนทิโกศล พระนางมัลลิกาทรงเชื่อพระพุทธเจ้าจึงถูกตำหนิ จึงส่งพราหมณ์นาฬิชังฆะไปทูลถามพระพุทธเจ้าซึ่งทรงยกตัวอย่างคนบ้าตามหาญาติที่ตายยืนยันคำสอนเดิม พระนางมัลลิกาจึงทูลถามพระราชาทีละพระองค์ว่าทรงรักพระธิดา พระมเหสี และเสนาบดีหรือไม่ เพื่อโน้มน้าวให้ทรงยอมรับความจริง
  21. หน้า ๑๗๘–๑๗๙ ปิยชาติกสูตร: คหบดีสูญเสียบุตร และพระนางมัลลิกาสอนพระเจ้าปเสนทิโกศลว่าโศกเกิดแต่ของที่รัก คหบดีผู้หนึ่งสูญเสียบุตรน้อยจนเสียใจคลุ้มคลั่ง เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงสอนว่าความโศกเศร้าเกิดจากของที่รัก คหบดีไม่เห็นด้วยจึงหลีกไป นักเลงสะกากลับเห็นด้วยกับคหบดี เรื่องทราบถึงพระเจ้าปเสนทิโกศล พระนางมัลลิกาจึงส่งพราหมณ์นาฬิชังฆะไปทูลถามพระพุทธเจ้า ผู้ทรงยืนยันด้วยเรื่องราวคนบ้าเพราะสูญเสียญาติหลายเรื่อง เมื่อกลับมา พระนางมัลลิกาใช้วิธีถามพระราชาทีละคนที่ทรงรักว่าหากสิ่งนั้นแปรเปลี่ยนไปจะโศกเศร้าหรือไม่ จนพระราชาทรงตระหนักและเปล่งอุทานสรรเสริญพระปัญญา
  22. หน้า ๑๘๐–๑๘๑ อรรถกถาปิยชาติกสูตร อรรถกถาอธิบายศัพท์ในปิยชาติกสูตร เช่น ความหมายของอินทรีย์แปรปรวน คำว่าโศก ปริเทวะ และเหตุที่พระนางมัลลิกาตรัสถามพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงบุคคลอันเป็นที่รักไว้ทีหลังสุดคือพระนางเอง เพื่อไม่ให้พระราชาทรงปฏิเสธหรือขัดเคือง อธิบายเหตุผลที่ชายผู้หนึ่งฆ่าภรรยาแล้วฆ่าตนเองตามเพราะความรัก และอธิบายมารยาทการล้างพระหัตถ์ก่อนนมัสการพระศาสดา
  23. หน้า ๑๘๒–๑๙๐ พาหิติยสูตร: พระเจ้าปเสนทิโกศลสนทนากับพระอานนท์ริมแม่น้ำอจิรวดี และถวายผ้าพาหิติกา พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพบพระอานนท์ระหว่างเสด็จโดยคชสาร จึงเสด็จไปสนทนาที่ริมฝั่งแม่น้ำอจิรวดี ตรัสถามว่าพระพุทธเจ้าทรงประพฤติกาย วาจา ใจ ที่สมณพราหมณ์ผู้รู้พึงติเตียนหรือไม่ พระอานนท์ไขปัญหาเป็นลำดับจนแสดงว่าพระพุทธเจ้าทรงละอกุศลกรรมทั้งปวงแล้ว พระราชาพอพระทัยมาก จะถวายช้างแก้ว ม้าแก้ว หมู่บ้านส่วย แต่พระอานนท์ปฏิเสธ ทรงถวายผ้าพาหิติกาที่พระเจ้าอชาตศัตรูส่งมาแทน ซึ่งพระอานนท์รับไว้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลได้ลาภดีที่ได้พบพระอานนท์
  24. หน้า ๑๙๑–๑๙๒ อรรถกถาพาหิติยสูตร อรรถกถาอธิบายศัพท์ในพาหิติยสูตร เช่น ชื่อช้างเอกปุณฑริกะ มหาอำมาตย์สิริวัฒฒะ ความหมายของคำว่ากายสมาจารที่มีโทษและมีความเบียดเบียน ขนาดผ้าพาหิติกา ๑๖ คูณ ๘ ศอก และเล่าว่าเมื่อถวายพระพุทธเจ้าแล้วนำไปทำเป็นเพดานประดับพระคันธกุฎีให้งดงามยิ่งขึ้น
  25. หน้า ๑๙๓–๒๐๒ ธรรมเจติยสูตร: พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสธรรมเจดีย์แสดงความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จประพาสอุทยาน ทรงเห็นความร่มรื่นสงบเงียบจึงทรงระลึกถึงพระพุทธเจ้า เสด็จไปเฝ้าที่นิคมเมทฬุปะ ทรงกราบพระบาทด้วยความเคารพยิ่ง แล้วกราบทูลเหตุแห่งความเลื่อมใสในพระธรรมหลายประการ เช่น ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ตลอดชีวิต สงฆ์อยู่ร่วมกันไม่วิวาทเหมือนน้ำนม ภิกษุผ่องใสร่าเริงต่างจากนักบวชอื่น และช่างไม้ผู้รับใช้พระองค์ยังเคารพพระพุทธเจ้ามากกว่าพระองค์เอง พระพุทธเจ้าทรงเรียกพระดำรัสนี้ว่าธรรมเจดีย์
  26. หน้า ๒๐๓–๒๑๐ อรรถกถาธรรมเจติยสูตร: เรื่องราวพันธุละเสนาบดีและปฐมเหตุแห่งความจงรักภักดีของพระเจ้าปเสนทิโกศล อรรถกถาเล่าเบื้องหลังที่ไม่ปรากฏในพระสูตร คือพระเจ้าปเสนทิโกศลเคยสั่งประหารพันธุละเสนาบดีกับบุตร ๓๒ คนโดยไม่มีความผิด แล้วทรงเสียพระทัยยิ่งเมื่อทรงทราบภายหลังว่าเสนาบดีไม่มีความผิด จึงตั้งทีฆการายนะหลานของเสนาบดีเป็นเสนาบดีแทน ทีฆการายนะผูกใจเจ็บ เมื่อพระราชาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าตามลำพัง จึงถือราชกกุธภัณฑ์หนีไปยกวิฑูฑภะขึ้นเป็นกษัตริย์แทน พระเจ้าปเสนทิโกศลถูกทอดทิ้งจนสวรรคตอย่างอนาถนอกเมืองราชคฤห์ อรรถกถายังอธิบายมารยาทการเคาะประตูและความหมายของธรรมเจดีย์
  27. หน้า ๒๑๑–๒๒๓ กรรณกัตถลสูตร: ปัญหาสัพพัญญุตญาณ วรรณะ ๔ และเทวดา พระเจ้าปเสนทิโกศลเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่มิคทายวันกรรณกัตถละ ทูลถามเรื่องที่มีผู้กล่าวอ้างว่าพระองค์ทรงอวดอ้างความเป็นสัพพัญญูรู้เห็นทุกสิ่งพร้อมกัน พระพุทธเจ้าทรงแก้ไขความเข้าใจผิด จากนั้นตรัสว่าวรรณะทั้งสี่หากมีองค์แห่งความเพียร ๕ ประการเสมอกัน ย่อมบรรลุความหลุดพ้นได้ไม่ต่างกัน ดุจไฟจากไม้ต่างชนิดที่ให้เปลวไฟเหมือนกัน ต่อมาวิฑูฑภเสนาบดีทูลถามเรื่องเทวดา พระอานนท์อธิบายด้วยอุปมาว่าเทวดาที่มีทุกข์มาเกิดในโลกนี้ ส่วนเทวดาที่ไม่มีทุกข์ไม่มา
  28. หน้า ๒๒๔–๒๒๙ อรรถกถากรรณกัตถลสูตร อรรถกถาอธิบายชื่อสถานที่กรรณกัตถละ พระภคินีโสมาและสกุลา เหตุที่พระราชานำข่าวจากสตรีมาทูลเพื่อป้องกันการครหา อธิบายความหมายของการรู้เห็นทุกสิ่งด้วยจิตดวงเดียวว่าเป็นไปไม่ได้ อธิบายความต่างของความเพียรในพระอริยบุคคลระดับต่างๆ ด้วยอุปมาช้างม้าโคที่ฝึกแล้วกับยังไม่ได้ฝึก และอธิบายเหตุที่พระราชาสามารถขับไล่มนุษย์ได้แต่ไม่อาจแม้แต่จะเห็นเทวดาชั้นสูง
  29. หน้า ๒๓๐ รวมพระสูตรที่มีในราชวรรค (บัญชีปิดท้ายวรรค) หน้านี้เป็นบัญชีรวมรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ สูตรในราชวรรคพร้อมอรรถกถา ได้แก่ ฆฏิการสูตร รัฏฐปาลสูตร มฆเทวสูตร มธุรสูตร โพธิราชกุมารสูตร อังคุลิมาลสูตร ปิยชาติกสูตร พาหิติยสูตร ธรรมเจติยสูตร และกรรณกัตถลสูตร ถือเป็นการปิดท้ายวรรคนี้ก่อนขึ้นวรรคใหม่คือพราหมณวรรค
  30. หน้า ๒๓๑–๒๓๔ พรหมายุสูตร (เริ่มพราหมณวรรค): พราหมณ์พรหมายุส่งศิษย์ตรวจสอบมหาปุริสลักษณะของพระพุทธเจ้า เริ่มพราหมณวรรค ด้วยพรหมายุสูตร พราหมณ์ชรานามพรหมายุอายุ ๑๒๐ ปี ผู้เชี่ยวชาญไตรเพทได้ยินกิตติศัพท์พระพุทธเจ้า จึงส่งศิษย์ชื่ออุตตรมาณพไปตรวจสอบมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ อุตตรมาณพเห็นครบเกือบทั้งหมดยกเว้น ๒ ประการที่ซ่อนเร้น พระพุทธเจ้าจึงทรงบันดาลให้เห็นด้วยฤทธิ์ อุตตรมาณพจึงติดตามดูพระจริยาวัตรนาน ๗ เดือน แล้วกลับไปรายงานพรหมายุพราหมณ์ เริ่มไล่เรียงมหาปุริสลักษณะทีละข้อ เนื้อหายังดำเนินต่อเนื่องเกินหน้า ๒๓๔
  31. หน้า ๒๓๕–๒๓๙ มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการและพระจริยาวัตรอันงดงามของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงบันดาลฤทธิ์ให้อุตตรมาณพเห็นลักษณะทั้ง ๒ ที่ยังสงสัย มาณพจึงตัดสินใจติดตามดูพระอิริยาบถ กลับไปเล่าแก่พรหมายุพราหมณ์ถึงมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการโดยละเอียด เช่น ฝ่าพระบาทเรียบ ลายจักรใต้ฝ่าพระบาท ฉวีวรรณดังทองคำ พระทนต์ ๔๐ ซี่ พร้อมบรรยายพระจริยาวัตรอันสำรวมทุกอิริยาบถ ทั้งการเดิน การรับบิณฑบาต การฉันอาหารด้วยองค์ ๘ ประการ และการแสดงธรรมด้วยพระสุรเสียงไพเราะ
  32. หน้า ๒๔๐–๒๔๗ พรหมายุพราหมณ์เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า บรรลุธรรม และมรณกาล อุตตรมาณพรายงานอาจารย์หลังติดตามพระพุทธเจ้า ๗ เดือน พรหมายุพราหมณ์จึงเดินทางไปเฝ้าที่มฆเทวอัมพวัน เมืองมิถิลา ตรวจสอบลักษณะแล้วทูลถามด้วยคาถาว่าอย่างไรจึงชื่อว่าพราหมณ์ ผู้จบเวท มีวิชชา ๓ เป็นอรหันต์ เป็นมุนี และเป็นพุทธะ พระพุทธเจ้าตรัสตอบ พรหมายุเลื่อมใสถึงกับหมอบกราบพระบาท ฟังอนุปุพพิกถาจนบรรลุธรรม ถวายทานตลอด ๗ วัน หลังพระพุทธเจ้าเสด็จจากไปไม่นาน พรหมายุก็ถึงแก่กรรมและพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอนาคามี
  33. หน้า ๒๔๘–๒๕๓ อรรถกถาพรหมายุสูตร: ความหมายศัพท์และคุณลักษณะพระเจ้าจักรพรรดิ เริ่มอรรถกถาพรหมายุสูตร ไขความศัพท์ต่างๆ เช่น นิฆัณฑุ เกฏุภะ อิติหาสะ และเล่าที่มาของตำรามหาปุริสลักษณะในคัมภีร์พระเวทว่าเทวดาชั้นสุทธาวาสแปลงกายมาสอนไว้ล่วงหน้าเพื่อให้มนุษย์รู้จักพระตถาคตเมื่ออุบัติ จากนั้นอธิบายความหมายของพระเจ้าจักรพรรดิ แก้ว ๗ ประการ และกองทัพนับพันของพระราชโอรส
  34. หน้า ๒๕๔–๒๕๙ พระนาคเสนวิสัชนาปัญหาพระเจ้ามิลินท์เรื่องการแสดงลิ้น และอุตตรมาณพติดตามพระพุทธเจ้า ๗ เดือน อธิบายความหมายคำว่า ผู้มีหลังคาอันเปิดแล้ว (อรหันต์-สัมมาสัมพุทธเจ้า) แล้วอ้างบทสนทนาพระนาคเสนกับพระเจ้ามิลินท์ว่าพระพุทธเจ้ามิได้ทรงแสดงพระคุยหฐานจริง แต่ทรงเนรมิตเงาด้วยฤทธิ์เท่านั้น จากนั้นเล่าว่าอุตตรมาณพติดตามพระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิดนานถึง ๗ เดือนเพื่อจับผิดทุกอิริยาบถแต่ไม่พบข้อบกพร่องเลย จึงเลื่อมใสยิ่งและกลับไปรายงานอาจารย์
  35. หน้า ๒๖๐–๒๗๑ อรรถกถาไขความมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการโดยละเอียดทีละข้อ อรรถกถาอธิบายมหาปุริสลักษณะแต่ละข้อโดยเปรียบเทียบกับคนทั่วไป เช่น ฝ่าพระบาทเรียบสม่ำเสมอ พระองคุลียาว พระชงฆ์เรียวดังเนื้อทราย พระกายตรงดังพรหม พระทนต์ ๔๐ ซี่ พระชิวหาและพระสุรเสียงดังพรหม พร้อมแทรกเรื่องพระนางอสันธิมิตตาให้จับนกการเวกมาฟังเสียงเปรียบเทียบกับพระสุรเสียงพระพุทธเจ้าจนทรงบรรลุโสดาปัตติผลพร้อมนางสนม ๗๐๐
  36. หน้า ๒๗๒–๒๘๓ สรุปมหาปุริสลักษณะ ๔ ด้าน อธิบายพระจริยาวัตร และจบอรรถกถาพรหมายุสูตร สรุปว่ามหาปุริสลักษณะแต่ละข้อแสดงกรรม ผล ลักษณะ และอานิสงส์ จากนั้นอรรถกถาอธิบายพระจริยาวัตรของพระพุทธเจ้าอย่างละเอียด ทั้งการทรงพระดำเนิน การรับและล้างบาตร การเสวยภัตตาหาร การแสดงธรรมด้วยพระสุรเสียง ๘ องค์ประกอบ ปิดท้ายด้วยการไขความคาถา ๘ ข้อที่พรหมายุทูลถามและพระพุทธเจ้าทรงตอบ จบอรรถกถาพรหมายุสูตรที่ ๑
  37. หน้า ๒๘๔–๒๙๑ เสลสูตร ตอนต้น: เกณิยชฎิลเลี้ยงพระ และเสลพราหมณ์เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเสด็จถึงอาปณนิคม เกณิยชฎิลกราบทูลนิมนต์ฉันภัตตาหารหลังตรัสห้ามถึง ๒ ครั้งเพราะภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เกณิยจึงจัดเตรียมงานเลี้ยง เสลพราหมณ์อาจารย์มาณพ ๓๐๐ คนมาพบเข้าจึงถามไถ่ ทราบเรื่องพุทโธจึงพามาณพไปเข้าเฝ้า ตรวจดูมหาปุริสลักษณะเว้น ๒ ประการเช่นเดิม พระพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยฤทธิ์ เสลพราหมณ์กล่าวคาถาสรรเสริญเชิญครองราชสมบัติ แต่พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าทรงเป็นธรรมราชาผู้ประกาศธรรมจักร เรื่องดำเนินต่อไปยังหน้าถัดไป
  38. หน้า ๒๙๒–๒๙๔ เสลสูตร: พราหมณ์เสละพบพระพุทธเจ้าที่อาปณนิคม ทรงบันดาลให้เห็นมหาปุริสลักษณะครบ ๓๒ ประการ แล้วบวชพร้อมศิษย์ ๓๐๐ คนสำเร็จอรหัตต์ภายใน ๗ วัน พระพุทธเจ้าเสด็จถึงอาปณนิคมพร้อมภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป เกณิยชฎิลนิมนต์ฉันภัตตาหาร พราหมณ์เสละผู้เป็นอาจารย์มาณพ ๓๐๐ คนได้ยินกิตติศัพท์จึงไปเข้าเฝ้า ตรวจดูมหาปุริสลักษณะแต่ยังสงสัยอยู่ ๒ ประการ พระพุทธเจ้าจึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขารให้เห็นพระคุยหฐานและพระชิวหาใหญ่ เสละเกิดศรัทธาชมเชยด้วยคาถาเชิญให้ครองราชสมบัติ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์เป็นธรรมราชาผู้ประกาศธรรมจักรอยู่แล้ว เสละพร้อมศิษย์ ๓๐๐ คนขอบวชและบรรลุอรหัตตผลภายใน ๗ วัน
  39. หน้า ๒๙๕–๓๐๓ อรรถกถาเสลสูตร: ไขความศัพท์และเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธคำนิมนต์ของเกณิยชฎิลถึง ๓ ครั้งก่อนทรงรับ อรรถกถาขยายความเสลสูตร อธิบายว่าเกณิยชฎิลเดิมเป็นพราหมณ์มหาศาลที่บวชเป็นดาบสเพื่อรักษาทรัพย์ ค้าขายด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม มีต้นตาลทองคำในอาศรม อธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธคำนิมนต์บ่อยครั้งเพราะทรงเกรงภิกษุ ๑,๒๕๐ รูปจะได้ภัตตาหารไม่พอและทรงรักษาศรัทธาของพราหมณ์ทั้งหลายไว้ด้วย ไขความคาถาชมเชยของเสลพราหมณ์ และเรื่องราวชาติก่อนของเสละกับศิษย์ที่เคยสร้างบุญร่วมกันในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า
  40. หน้า ๓๐๔–๓๑๗ อัสสลายนสูตร: มาณพหนุ่มอัสสลายนะโต้วาทะกับพระพุทธเจ้าเรื่องความบริสุทธิ์ของวรรณะพราหมณ์ แต่จนแต้มด้วยเหตุผลเรื่องกำเนิดและกรรม พราหมณ์ ๕๐๐ คนในเมืองสาวัตถีต้องการหักล้างคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องความบริสุทธิ์ทั่วไปทุกวรรณะ จึงส่งมาณพอัสสลายนะไปโต้วาทะ พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าพราหมณ์ก็เกิดจากครรภ์มารดาเช่นเดียวกับวรรณะอื่น ในแคว้นโยนกกัมโพชมีเพียง ๒ วรรณะที่สลับกันได้ ผลกรรมดีชั่วไม่เลือกวรรณะ ทุกวรรณะเจริญเมตตาและก่อไฟได้เหมือนกัน ทรงเล่าเรื่องฤาษีอสิตเทวละซักไซ้พราหมณ์ฤาษี ๗ ตนจนตอบไม่ได้ว่าตนสืบเชื้อสายบริสุทธิ์จริงหรือไม่ อัสสลายนะจนแต้มและยอมเป็นอุบาสก
  41. หน้า ๓๑๘–๓๒๑ อรรถกถาอัสสลายนสูตร: ไขความศัพท์และปมเหตุผลที่ใช้หักล้างทิฐิเรื่องวรรณะ อรรถกถาขยายความศัพท์ในอัสสลายนสูตร อธิบายเหตุที่พราหมณ์มั่นใจว่าตนบวชแล้วไม่มีวันแพ้ ชี้ว่าหากพราหมณ์เกิดจากปากพรหมจริง ครรภ์และช่องคลอดของนางพราหมณีก็ต้องเป็นอกและปากของพรหม อธิบายเรื่องวรรณะที่ ๕ อันเกิดจากการผสมข้ามวรรณะซึ่งทำให้คำกล่าวอ้างวรรณะ ๔ บริสุทธิ์ไม่แน่นอน และประวัติว่าอัสสลายนพราหมณ์ในกาลต่อมาสร้างเจดีย์ไว้ในบ้าน อันเป็นประเพณีสืบมาถึงลูกหลาน
  42. หน้า ๓๒๒–๓๓๖ โฆฏมุขสูตร: พระอุเทนแสดงธรรมแก่พราหมณ์โฆฏมุขะผู้เห็นว่าการบวชไม่มีจริง จนกลับใจเลื่อมใสสร้างโรงฉันถวายสงฆ์ พราหมณ์โฆฏมุขะกล่าวว่าการบวชโดยชอบธรรมไม่มีจริง ท่านพระอุเทนจึงแสดงบุคคล ๔ จำพวก คือผู้ทำตนเดือดร้อน ผู้ทำผู้อื่นเดือดร้อน ผู้ทำทั้งสอง และผู้ไม่ทำทั้งสอง แล้วจำแนกโดยพิสดารถึงนักบวชเปลือยประพฤติทรมานตน คนฆ่าสัตว์เลี้ยงชีพ กษัตริย์บูชายัญเบียดเบียนผู้อื่น และภิกษุผู้ดำเนินตามมรรคจนบรรลุฌานและอาสวักขยญาณ โฆฏมุขะเลื่อมใสขอถึงสรณะ แต่ทราบว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วจึงถึงสรณะโดยความเคารพ และถวายเบี้ยเลี้ยงสร้างโรงฉันแก่สงฆ์ที่เมืองปาตลีบุตร
  43. หน้า ๓๓๗–๓๓๙ อรรถกถาโฆฏมุขสูตร: ไขความศัพท์ และเรื่องเทพบุตรโฆฏมุขะกลับมาบอกน้องสาวให้ขุดทรัพย์สร้างโรงฉันต่อ อรรถกถาขยายความศัพท์ในโฆฏมุขสูตร เล่าเสริมว่าเมื่อโฆฏมุขพราหมณ์สิ้นชีวิตได้ไปเกิดเป็นเทพบุตรเพราะบุญที่สร้างโรงฉัน วันหนึ่งสงฆ์ประชุมกันปฏิสังขรณ์โรงฉันเก่า เทพบุตรจึงแปลงกายมาถามภิกษุ ทราบว่าตนตายแล้วและมีน้องสาวยังอยู่ จึงไปบอกน้องสาวให้ขุดทรัพย์ที่ฝังไว้มาสร้างโรงฉันและเลี้ยงดูเด็กๆ ต่อ แล้วเหาะกลับสู่เทวโลก
  44. หน้า ๓๔๐–๓๔๘ จังกีสูตร: พราหมณ์จังกีแย้งพวกพราหมณ์ว่าตนควรไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเอง แล้วเริ่มสนทนาเรื่องความเชื่อคัมภีร์พระเวทที่สืบทอดกันมาโดยไม่มีใครเคยประจักษ์แจ้งจริง พระพุทธเจ้าเสด็จถึงหมู่บ้านโอปาสาทะ พราหมณ์จังกีถูกพราหมณ์ ๕๐๐ คนทัดทานไม่ให้ไปเฝ้าเพราะตนมีคุณสมบัติสูงส่งกว่า แต่จังกีแย้งว่าพระพุทธเจ้าทรงมีคุณสมบัติเหนือกว่าทุกประการจึงต้องไปเฝ้าเอง มาณพหนุ่มกาปทิกะทูลถามเรื่องความเชื่อมั่นในคัมภีร์มนต์โบราณของพราหมณ์ พระพุทธเจ้าทรงซักว่ามีบุรพาจารย์คนใดเคยกล่าวว่ารู้เห็นความจริงด้วยตนเองบ้างหรือไม่ กาปทิกะตอบว่าไม่มี ทรงเปรียบด้วยอุปมาแถวคนตาบอดจูงต่อกันไปโดยไม่มีใครเห็นทางจริง
  45. หน้า ๓๔๙–๓๕๗ จังกีสูตร: จังกีพราหมณ์เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และกาปทิกมาณพทูลถามเรื่องการตามรักษา การตรัสรู้ และการบรรลุสัจจะ จังกีพราหมณ์ผู้ปกครองหมู่บ้านโอปาสาทะได้ยินกิตติศัพท์พระพุทธเจ้า พวกพราหมณ์อื่นคัดค้านไม่ให้ไปเฝ้าโดยอ้างว่าจังกีสูงส่งกว่า แต่จังกีแย้งว่าพระพุทธเจ้าทรงมีคุณเหนือกว่าทุกด้านจึงพาคณะไปเฝ้า ที่นั่นกาปทิกมาณพหนุ่มทูลถามว่าจะรักษาความจริงอย่างไรโดยไม่ยึดถือความเชื่อ การฟังตามกันมา หรือการเพ่งด้วยทิฐิโดยส่วนเดียว พระพุทธเจ้าตรัสไล่เรียงเหตุปัจจัยตั้งแต่ศรัทธาจนถึงการตรัสรู้และบรรลุสัจจะ จบด้วยกาปทิกมาณพเลื่อมใสขอถึงไตรสรณะ
  46. หน้า ๓๕๘–๓๗๑ อรรถกถาจังกีสูตร: อธิบายศัพท์และเรื่องประกอบ เช่น การวัดพระวรกายพระพุทธเจ้าและท้าวอสุรินทราหู อธิบายศัพท์ในจังกีสูตร เช่น ความหมายของเทววัน หมู่บ้านโอปาสาทะที่จังกีพราหมณ์ปกครอง ราชทรัพย์และพรหมไทย และคุณสมบัติต่างๆ ที่พราหมณ์กล่าวสรรเสริญ พร้อมนิทานประกอบ เช่น พราหมณ์พยายามวัดขนาดพระวรกายพระพุทธเจ้าด้วยไม้ไผ่แต่ไม่สำเร็จ และท้าวอสุรินทราหูผู้สูงใหญ่จนไม่กล้าก้มดูพระพุทธเจ้า จนพระองค์ทรงบรรทมให้ราหูมองเห็นได้ อธิบายอุปมาแถวคนตาบอดที่ไม่มีใครเห็นทางจริง เปรียบกับความเชื่อของพราหมณ์ที่สืบทอดกันมาโดยไม่มีผู้รู้แจ้งจริง
  47. หน้า ๓๗๒–๓๘๑ เอสุการีสูตร: พระพุทธเจ้าทรงคัดค้านการบัญญัติการบำเรอและทรัพย์ตามวรรณะของพราหมณ์ เอสุการีพราหมณ์ทูลถามเรื่องพราหมณ์บัญญัติให้แต่ละวรรณะบำเรอกันตามลำดับชั้น พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ ตรัสว่าควรบำเรอสิ่งที่นำมาซึ่งความดีเท่านั้นไม่ว่าวรรณะใด แล้วตรัสเรื่องทรัพย์ 4 อย่างที่พราหมณ์บัญญัติตามวรรณะ (การขอ แล่งธนู กสิกรรม เคียวไม้คาน) ทรงชี้ว่าทรัพย์แท้คือโลกุตตรธรรมซึ่งทุกวรรณะบรรลุได้เท่าเทียมกัน ทรงเปรียบไฟที่จุดจากไม้ต่างชนิดก็ให้แสงสว่างเท่ากัน จบด้วยเอสุการีพราหมณ์เลื่อมใสถึงไตรสรณะ
  48. หน้า ๓๘๒–๓๘๓ อรรถกถาเอสุการีสูตร: อธิบายอุปมาธรรมของพ่อค้าเกวียนและเหตุที่พราหมณ์ต้องเที่ยวภิกขาจาร อธิบายศัพท์ในเอสุการีสูตร เปรียบการบัญญัติการบำเรอของพราหมณ์กับธรรมของพ่อค้าเกวียนที่แขวนเนื้อขายแก่คนทั่วไปโดยไม่เลือกหน้า และอธิบายว่าเหตุใดพราหมณ์แต่โบราณแม้มีทรัพย์มากก็ยังต้องออกเที่ยวภิกขาจารเพื่อรักษาประเพณีมิให้ถูกครหาว่าละทิ้งธรรมเนียมเดิม
  49. หน้า ๓๘๔–๔๐๑ ธนัญชานิสูตร: พระสารีบุตรสอนธนัญชานิพราหมณ์เรื่องกรรมและพรหมวิหาร 4 ก่อนสิ้นชีวิต พระสารีบุตรทราบว่าธนัญชานิพราหมณ์ประมาท เอาเปรียบทั้งราษฎรและราชสำนัก จึงไปเตือนว่าไม่ควรประพฤติผิดธรรมแม้เพื่อเลี้ยงดูมารดาบิดา บุตรภรรยา หรือรักษาร่างกาย เพราะกรรมชั่วนั้นผู้ทำต้องรับเองไม่มีใครรับแทนได้ ต่อมาธนัญชานิป่วยหนักใกล้ตาย พระสารีบุตรไปเยี่ยมและสอนพรหมวิหาร 4 เป็นทางไปสู่พรหมโลก ธนัญชานิสิ้นชีวิตไปเกิดในพรหมโลก แต่พระพุทธเจ้าทรงตำหนิพระสารีบุตรที่สอนเพียงเท่านั้นทั้งที่ธนัญชานิยังสามารถบรรลุธรรมที่สูงกว่าได้
  50. หน้า ๔๐๒–๔๐๓ อรรถกถาธนัญชานิสูตร: อธิบายพฤติกรรมฉ้อฉลของธนัญชานิพราหมณ์และเหตุที่พระสารีบุตรสอนเพียงพรหมวิหาร อธิบายศัพท์ เช่น ทักขิณาคิรีชนบทและประตูตัณฑุลปาละแห่งกรุงราชคฤห์ ขยายความพฤติกรรมฉ้อฉลของธนัญชานิพราหมณ์ที่อาศัยพระราชาปล้นราษฎรและอาศัยราษฎรปล้นพระราชา และอธิบายเหตุที่พระสารีบุตรสอนเพียงพรหมวิหาร 4 แก่ธนัญชานิในยามป่วยหนักใกล้ตาย โดยพระพุทธเจ้าทรงส่งพระสารีบุตรไปแสดงธรรมแก่พราหมณ์นั้นอีกครั้ง
  51. หน้า ๔๐๔–๔๐๕ วาเสฏฐสูตร (เริ่มต้น): วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพโต้เถียงกันว่าอะไรทำให้เป็นพราหมณ์ วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพเดินเล่นและโต้เถียงกันว่าอะไรทำให้บุคคลเป็นพราหมณ์ ภารทวาชมาณพเห็นว่าเป็นเพราะชาติกำเนิดบริสุทธิ์ 7 ชั่วบรรพบุรุษ ส่วนวาเสฏฐมาณพเห็นว่าเป็นเพราะศีลและวัตร ตกลงกันไม่ได้จึงพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ราวป่าอิจฉานังคละเพื่อทูลถาม วาเสฏฐมาณพเริ่มทูลถามด้วยคาถา เนื้อหายังไม่จบในหน้า 405 ต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไป
  52. หน้า ๔๐๖–๔๑๔ วาเสฏฐสูตร: พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าความเป็นพราหมณ์เกิดจากกรรม มิใช่จากชาติกำเนิด วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพโต้เถียงกันว่าคนจะเป็นพราหมณ์ได้เพราะชาติกำเนิดหรือเพราะความประพฤติ จึงไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสตอบด้วยคาถายาวว่า หญ้า ต้นไม้ และสัตว์ต่างๆ มีเพศต่างกันตามชาติกำเนิดจริง แต่มนุษย์ไม่มีลักษณะเช่นนั้น ผู้เลี้ยงชีพด้วยอาชีพต่างๆ เรียกชื่อตามอาชีพไม่ใช่ตามชาติ บุคคลจะชื่อว่าพราหมณ์หรือคนชั่วก็ด้วยกรรมของตน ผู้สิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์เท่านั้นจึงชื่อว่าพราหมณ์แท้จริง ทั้งสองมาณพเลื่อมใสขอถึงไตรสรณคมน์
  53. หน้า ๔๑๕–๔๒๗ อรรถกถาวาเสฏฐสูตร: ไขความหมายคาถาว่าด้วยความเป็นพราหมณ์เพราะกรรม อธิบายที่มาของเรื่อง วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพเป็นศิษย์ของพราหมณ์ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านอิจฉานังคละ อธิบายคำศัพท์ในคาถาที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบอย่างละเอียด ทั้งเรื่องชาติกำเนิดของหญ้าต้นไม้สัตว์ต่างๆ และคุณสมบัติของผู้ที่ควรเรียกว่าพราหมณ์ เช่น ผู้ตัดสังโยชน์ ผู้มีขันติ ผู้ไม่ติดในกาม ผู้รู้จุติและอุปบัติของสัตว์ สรุปว่าชื่อและโคตรเป็นเพียงสมมติเรียกขาน ความเป็นพราหมณ์แท้จริงเกิดจากกรรมอันประเสริฐ คือ ตบะ พรหมจรรย์ ความสำรวม และการฝึกตน
  54. หน้า ๔๒๘–๔๔๒ สุภสูตร: พระพุทธเจ้าทรงแก้ข้อกล่าวหาของพราหมณ์เรื่องคฤหัสถ์กับบรรพชิต และธรรม ๕ ประการเพื่อบุญ สุภมาณพโตเทยยบุตรทูลถามพระพุทธเจ้าถึงคำกล่าวของพราหมณ์ว่าคฤหัสถ์เท่านั้นยินดีกุศลธรรม พระองค์ตรัสว่าขึ้นอยู่กับการปฏิบัติถูกหรือผิด ไม่ใช่ที่สถานะ จากนั้นตรัสอธิบายธรรม ๕ ประการที่พราหมณ์บัญญัติ (สัจจะ ตบะ พรหมจรรย์ การเรียนมนต์ การบริจาค) ว่าไม่มีพราหมณ์คนใดเคยบรรลุผลจริง เปรียบเหมือนแถวคนตาบอด สุภมาณพโกรธแต่ยอมรับด้วยเหตุผล และท้ายสุดตรัสแสดงพรหมวิหารเป็นทางสู่ความเป็นสหายกับพรหม สุภมาณพเลื่อมใสถึงไตรสรณคมน์
  55. หน้า ๔๔๓–๔๕๐ อรรถกถาสุภสูตร: ความงามของโปกขรสาติพราหมณ์และไขความหมายธรรม ๕ ประการ อธิบายที่มาของสุภมาณพบุตรโตเทยยพราหมณ์ พรรณนาความงามของโปกขรสาติพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ที่สุภมาณพอ้างถึง อธิบายอุปมาไฟกับปีติที่อาศัยกามและปีติที่พ้นจากกาม และไขความหมายธรรม ๕ ประการที่พราหมณ์บัญญัติ ชี้ว่าบรรพชิตบำเพ็ญได้บริบูรณ์กว่าคฤหัสถ์เพราะมีภาระน้อยกว่า พร้อมเล่าเรื่องมหาทัตตเสนาบดีผู้ทำกรรมชั่วเห็นนรกก่อนตาย
  56. หน้า ๔๕๑–๔๖๗ สคารวสูตร: พระพุทธเจ้าทรงเล่าประวัติการแสวงหาโพธิญาณตั้งแต่ออกผนวชจนตรัสรู้ นางธนัญชานีพราหมณีเปล่งอุทานสรรเสริญพระพุทธเจ้าโดยไม่ตั้งใจจนสคารวมาณพบุตรศิษย์โกรธ แต่ภายหลังไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเล่าประวัติส่วนพระองค์ตั้งแต่ออกผนวช ศึกษากับอาฬารดาบสและอุทกดาบสจนได้ฌานสูงสุดแต่ไม่พอพระทัย จึงทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างอุกฤษฏ์จนร่างกายซูบผอมแต่ไม่บรรลุ จึงเปลี่ยนมาเสวยอาหารและเจริญฌานทั้งสี่ จนบรรลุวิชชาสาม ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า สคารวมาณพเลื่อมใสถึงไตรสรณคมน์ จบพราหมณวรรค
  57. หน้า ๔๖๘–๔๗๑ อรรถกถาสคารวสูตร: ครอบครัวนางธนัญชานีพราหมณีบวชบรรลุอรหัต จบคัมภีร์ปปัญจสูทนี เล่าความเป็นมาของนางธนัญชานีพราหมณีผู้เป็นโสดาบัน สามีเคยโกรธที่นางเปล่งอุทานสรรเสริญพระพุทธเจ้าขณะเลี้ยงพราหมณ์ จนพราหมณ์ทั้งหลายไม่รับอาหาร สามีไปโต้วาทะกับพระพุทธเจ้ากลับบวชบรรลุอรหัต ตามด้วยน้องชายสามคนคือ อักโกสกภารทวาชะ สุนทริกภารทวาชะ และปิงคลภารทวาชะ ที่บวชบรรลุอรหัตเช่นกัน ไขความหมายศัพท์ในพระสูตร จบวรรคที่ ๕ และจบอรรถกถามัชฌิมปัณณาสก์ทั้ง ๕๐ สูตร ๕ วรรค ชื่อปปัญจสูทนี