มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
ฉบับ มมร. · เล่ม ๒๑ · หน้า ๒๘๑ · ข้อ 603
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

อย่างหนึ่งของตนเหล่านั้น. เพราะฉะนั้น เขาจึงมีความติดอย่างนั้น. พรหมายุ-

พราหมณ์ไม่กล่าวถึงความที่ตนเป็นผู้สูงเป็นต้น กล่าวอย่างนี้ว่า ชิณฺโณ วุฑฺโฒ

เพราะเหตุไร. ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ทรงมีพระกรุณาเมื่อทรงทราบ

ว่าเป็นผู้แก่แล้ว จักประทานโอกาสให้โดยเร็ว ฉะนั้นจึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า โอรมตฺถ โอกาสมกาสิ ความว่า บริษัทนั้นรีบลุกขึ้นแยกออกเป็น ๒ ฝ่าย

ให้โอกาส. บทว่า เย เม เท่ากับ เย มยา. บทว่า นารีสมานสวฺหยา

ความว่า มีชื่อเสมอด้วยนารีเป็นเพศหญิง ชื่อว่านารีสมานสวหยา เพราะ อรรถว่า ร้องเรียกตามเพศแห่งหญิงนั้น พึงกล่าวามเพศแห่งหญิง ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนี้ เพราะเป็นผู้ฉลาดในโวหาร. บทว่า ปหุตชิวฺโห ได้แก่

มีพระชิวหาใหญ่. บทว่า นินฺนามเย แปลว่า ขอพระองค์โปรดนำพระ

ลักษณะนั้นออก. บทว่า เกวลี คือทรงสมบูรณ์ด้วยพระคุณทั้งสิ้น.

บทว่า ปจฺจภาสิ ความว่า เมื่อถูกถามเพียงครั้งเดียว ก็ทรงพยากรณ์ คือได้ตรัสตอบปัญหาถึง ๘ ข้อ. บทว่า โย เวที ความว่า ผู้ใดรู้ คือทราบ ภพเป็นที่อยู่อาศัยในกาลก่อนของผู้ใด ปรากฏแล้ว. บทว่า สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ ความว่า ท่านกล่าวถึงทิพยจักษุญาณ. บทว่า ชาติกฺขยํ ปตฺโต ได้แก่ บรรลุพระอรหัตต์แล้ว. บทว่า อภิญญาโวสิโต ได้แก่ รู้ยิ่งแล้ว ซึ่งพระอรหัตต์นั้น เสร็จกิจแล้ว คือถึงที่สุดแล้ว. บทว่า มุนี ได้แก่ประ- กอบด้วยธรรมเครื่องความเป็นมุนีคือ อรหัตตญาณ.

บทว่า วสุทฺธํ ได้แก่ อันผ่องใส. บทว่า มุตฺตํ ราเคหิ ความว่า พ้น

จากราคกิเลสทั้งหลาย. บทว่า ปหีนชาติมรโณ ได้แก่ ชื่อว่าผู้ละความเกิดได้

เพราะถึงความสิ้นชาติแล้ว ชื่อว่าผู้ละมรณะได้แล้ว เพราะละชาติได้นั่นเอง. บทว่า พฺรหิมจริยสฺส เกวลี ความว่า ผู้ประกอบด้วยคุณล้วนแห่งพรหม จรรย์ทั้งสิ้น หมายความว่า ผู้ปกติอยู่ประพฤติพรหมจรรย์คือมรรค ๔ ทั้งสิ้น.