มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
ฉบับ มมร. · เล่ม ๒๑ · หน้า ๘๗ · ข้อ 463
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ก็นางเทพธิดาทิพระองค์หมายถึงนั้น

ชื่อภรณี เมื่อมีชีวิตอยู่รนโลก (มนุษย์ )

เป็นทาสีเกิดแต่ทาสี ในเรือนของ

พราหมณ์ผู้หนึ่ง นางรู้แจ้งซึ่งแขก มีกาล

อันถึงแล้ว (ให้นั่งในอาสนะ อังคาสด้วย

สลากภัตร ที่ถึงแก่ตนโดยเคารพ ยินดีต่อ

ภิกษุนั้นเป็นนิจ) ดุจมารดายินดีต่อบุตร

ผู้จากไปนาน มาถึงในครั้งเดียวฉะนั้น

เป็นผู้สำรวม (มีศีล) เป็นผู้จำแนกทาน (มี

จาคะ) จึงมาบังเกิดรื่นเริงอยู่ในวิมาน.

ก็เมือพระโพธิสัตว์เสด็จไปอย่างนี้ พอกงรถกระทบพื้นธรณีซุ้มประตูจิตกูฏ

เทพนครก็มีความโกลาหล. หมู่เทพพากันละทิ้งท้าวสักกเทวราชไว้แต่พระองค์

เดียว ไปทำการต้อนรับพระมหาสัตว์. ท้าวสักกะทรงเห็นพระมหาสัตว์นั้นมา ถึงเทวดาทั้งหลายแล้ว เมื่อไม่ทรงอาจธำรงพระทัยได้ จึงตรัสว่า ดูก่อน มหาราช ขอพระองค์จงทรงอภิรมย์ในเทวโลกทั้งหลาย ด้วยเทวานุภาพเถิด. ได้ยินว่า ท้าวสักกะนั้น ทรงมีพระดำริอย่างนี้ว่า พระราชานี้เสด็จมาในวันนี้แล้ว ทรงทำหมู่เทพให้อยู่พร้อมหน้าตน เพียงวันเดียวเท่านั้น ถ้าจักประทับอยู่สิ้น หนึ่งวันสองวัน พวกเทพก็จะไม่ดูแลเรา ดังนี้. ท้าวสักกะนั้น ทรงริษยา จึงตรัสอย่างนั้น ด้วยพระประสงค์นี้ว่า ดูก่อนมหาราช การที่พระองค์ประทับ อยู่ในเทวโลกนี้จะไม่มีบุญ ขอพระองค์จงประทับอยู่ด้วยบุญของพวกอื่นเถิด. พระโพธิสัตว์เมื่อทรงปฏิเสธว่า ท้าวสักกะแก่ไม่อาจแล้ว เพื่อดำรงพระทัยได้ เพราะอาศัยผู้อื่น แต่เป็นเหมือนภัณฑะที่ได้มา เพราะขอเขาได้มาฉะนั้น จึงตรัสว่า พอละท่านผู้นิรทุกข์ ดังนี้ เป็นต้น. แม้ในชาดกท่านก็กล่าวไว้ว่า