บทว่า น จ อนุโมทนสฺส ความว่า ก็ภิกษุใด พอฉันเสร็จแล้ว เมื่อพวกเด็ก ๆ ร้องไห้อยู่ เพื่อจะกินข้าว พอเมื่อพวกคนหิว กินแล้วยังไม่ มาเลย ก็เริ่มอนุโมทนา. ต่อแต่นั้น บางพวกก็ทิ้งงานทิ้งสิ้นมา บางพวกยัง
ไม่ทันมา. ผู้นี้ย่อมยังเวลาให้ล่วงไปเร็วนัก. แม้บางรูปเมื่อพวกคนมาไหว้แล้ว
นั่งลง เพื่อประโยชน์แก่อนุโมทนา ก็ยังไม่กระทำอนุโมทนา ตั้งถ้อยคำเฉพาะ เป็นต้นว่า เป็นอย่างไร ติสสะ ปุสสะเป็นอย่างไร สุมนเป็นอย่างไร พวกท่าน ไม่เจ็บป่วยด้วยไข้หรือ ข้าวปลาดีไหม ดังนี้ ผู้นี้ชื่อว่า ทำเวลาแห่งการอนุ-
โมทนาให้เสียไป. แต่เมื่อกล่าวในเวลาที่พวกคนรู้เวลาอาราธนาแล้ว ชื่อว่า
ไม่ทำเวลาให้เสียเกินไป พระศาสดาทรงทำอย่างนั้น.
บทว่า น ตํ ภตฺตํ ความว่า ไม่กล่าวติเตียนเป็นต้นว่า นี่ข้าวอะไรกัน สวยนัก แฉะนัก. บทว่า น อญฺํ ภตฺตํ ความว่า ก็เมื่อจะกระทำอนุโมทนา ด้วยคิดว่า เราจักยังภัตรให้เกิดขึ้นเพื่อการบริโภคอันจะมีในวันพรุ่งนี้ หรือ เพื่อวันต่อไป ชื่อว่าย่อมหวังภัตรอื่น. หรือภิกษุใดคิดว่าเราจะกระทำอนุโมทนา ต่อเมื่อพวกมาตุคามหุงข้าวสุกแล้ว แต่นั้นเมื่ออนุโมทนาของเรา พวกเขาจะให้ ข้าวหน่อยหนึ่งจากข้าวที่ตนหุง แล้วจึงขยายอนุโมทนา แม้ภิกษุนี้ ก็ชื่อว่า ย่อม
หวัง. พระศาสดาไม่ทรงกระทำอย่างนั้น. บทว่า น จ มุญฺจิตุกาโม ความว่า
ก็บางรูปทิ้งบริษัทไว้ไปเสีย พวกภิกษุทั้งหลายจะต้องติดตามไปโดยเร็ว. แต่
พระศาสดาไม่ทรงดำเนินไปอย่างนั้น. ทรงดำเนินไปอยู่ท่ามกลางบริษัท บทว่า
อจฺจุกกฏฺํ ความว่า ก็รูปใดห่มจีวรยกขึ้นจนติดคาง รูปนั้น ชื่อว่า รุ่มร่าม. รูปใดห่มจนคลุมข้อเท้าเทียว จีวรของรูปนั้น ชื่อว่า รุ่มร่าม. แม้รูปใดห่ม ยกขึ้นจากข้างทั้งสองเปิดท้องไป จีวรของรูปนั้น ก็ชื่อว่า รุ่มร่าม. รูปใดกระทำ เฉวียงบ่าข้างหนึ่งเปิดนมไป รูปนั้นก็ชื่อว่า รุ่มร่าม. พระศาลดาไม่ทรงกระทำ อาการอย่างนั้นทุกอย่าง.