บัดนี้ เมื่อจะแสดงความบริสุทธิ์อันมีวรรณะ ๔ จึงกล่าวคำว่า อิธ ราชา ดังนี้เป็นต้น. บทว่า สาปานโทณิยา ได้แก่ รางน้ำข้าวแม้แห่งสุนัข. บทว่า อคฺคิกรณียํ ได้แก่หน้าที่ของไฟเป็นต้นว่า บรรเทาความหนาว ขจัด ความมืด หุงต้มข้าว. ชื่อว่าผู้ทำกิจด้วยไฟในกิจทุกอย่างนี้ ชื่อว่า อัสสลายนะ ในบทนี้.
บัดนี้ ในข้อที่พราหมณ์กล่าวว่า ความบริสุทธิ์เกี่ยวกับวรรณะ ๔ ความบริสุทธิ์เกี่ยวกับวรรณะ ๔ นี้ไม่มีความชี้ชัดลงไปว่า วรรณะ ๔ เพราะยังมี วรรณะผสมเป็นที่ ๕ ฉะนั้น เพื่อจะแสดงความผิดพลาดในคำของพราหมณ์ เหล่านั้น โดยย่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ขัตติยกุมารในโลกนี้ดังนี้เป็นต้น. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อมุตฺร จ ปน สานํ. ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ก็แลเราไม่เห็นการกระทำอันต่างกันอะไร ๆ ของมาณพเหล่านี้ ในนัย ก่อนโน้น . แต่แม้พราหมณ์เหล่านั้นยังมีการกระทำต่างกันเทียว. ก็ผู้ที่เกิดจาก นางพราหมณีกับขัตติยกุมาร ก็ชื่อว่า ลูกผสมกษัตริย์. นอกนี้ชื่อว่าลูกผสม
พราหมณ์. เหล่านี้เป็นมาณพผู้มีชาติต่ำ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดง
โทษในวาทะของพราหมณ์เหล่านั้นว่า ความบริสุทธิ์เกี่ยวกับวรรณะ ๔ เพราะ ยังมีวรรณะที่ ๕ อยู่อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะหยั่งลงในความบริสุทธิ์ เกี่ยวกับ วรรณะ ๔ อีก จึงตรัสคำว่า ตํ กึ มญฺสิ เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สทฺเธ ได้แก่ภัตรเพื่อผู้ตาย. บทว่า ถาลิปาเก ได้แก่ ภัตรเพื่อบรรณาการ. บทว่า ยญฺเ ได้แก่ภัตร เพื่อบูชายัญ. บทว่า ปาหุเน ได้แก่ภัตรที่เขาทำเพื่อแขก. บทว่า กึ หิ คือย่อมแสดงว่า อันไหนจะมี
ผลมากหรือจะไม่มีผลมาก. บทว่า ภูตปุพฺพํ ความว่า อัสสลายนะในกาลก่อน
เราต่ำกว่าโดยชาติ ท่านแม้ประเสริฐกว่าก็ไม่อาจแก้ปัญหาในวาทะปรารภชาติที่ เราถามแล้วได้ บัดนี้ท่านเป็นผู้ต่ำกว่าเรา ถามปัญหาวาทะปรารภชาติของตนแห่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะแก้ได้หรือ การคิดในปัญหานั้น ก็พึงกระทำไม่ได้