ของพระราชาหรือพราหมณมหาศาลนั้นชนเหล่านั้นถูกอาชญาคุกคาม ถูกภัย คุกคาม ร้องไห้น้ำตานองหน้า ทำการงานตามกำหนดสั่ง ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลนี้เรียกว่า เป็นผู้ทำตนให้เดือนร้อน ประกอบความขวนขวายในการทำ ตนให้เดือดร้อน ทั้งทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ประกอบความขวนขวายในการทำ ผู้อื่นให้เดือดร้อน.
[๖๓๗] ดูก่อนพราหมณ์ ก็บุคคลผู้ไม่ทำคนให้เดือดร้อน ไม่ประกอบ ความขวนขวายในการทำตนให้เดือนร้อน ทั้งไม่ทำผู้อื่นให้เดือนร้อน ไม่ประกอบ ความขวนขวายในการทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เขาไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่น ให้เดือนร้อน เป็นผู้ไม่มีความหิว ดับสนิท เป็นผู้เย็น เสวยแต่ความสุข มีตน เป็นดังพรหมอยู่ในปัจจุบันเทียว เป็นไฉน ดูก่อนพราหมณ์ พระตถาคตเจ้า เสด็จอุบัติขึ้นในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ...เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม พระองค์ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อม ทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรมอันงามในเบื้อง ต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง คฤหบดีก็ดี บุตรคฤหบดีก็ดี หรือ บุคคลผู้เกิดภายหลังในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ได้ฟังธรรมนั้น ครั้นได้ฟังธรรม นั้นแล้ว ย่อมได้ศรัทธาในพระตถาคตเจ้า เขาประกอบด้วยศรัทธานั้น ย่อม เห็นตระหนักชัดว่า ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี (คือกิเลส) บรรพชา เป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้ บริบูรณ์บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ที่ขัดแล้วไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เรา พึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด ออกบวชเป็นบรรพชิตเถิด สมัย