แต่ข้างทั้งสองฝ่าย มีครรภ์ที่ถือปฏิสนธิบริสุทธิ์นั้น ผู้เกิดแต่กำเนิด มีมารดาเป็น แดนเกิดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ด้วยเหตุสักว่าเกิดแต่กำเนิด มีมารดาเป็นแดน
เกิดนี้. เพราะเหตุไร. เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ชื่อว่า โภวาที มีวาทะว่าผู้เจริญ
เพราะเป็นผู้วิเศษกว่าคนเหล่าอื่น ผู้มีความกังวล ด้วยสักแต่กล่าวว่าผู้เจริญ ผู้เจริญ บุคคลนั้นแลเป็นผู้มีความกังวล มีความห่วงใย. ส่วนบุคคลใดแม้จะ เกิดในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ชื่อว่า ผู้ไม่มีความกังวล เพราะไม่มีกิเลสเครื่อง กังวล มีราคะเป็นต้น ชื่อว่า ผู้ไม่ถือมั่น เพราะสละความยึดถือทั้งปวง เรา เรียกบุคคลผู้ไม่มีความกังวล ผู้ไม่ยึดถือนั้น ว่าเป็นพราหมณ์. เพราะเหตุไร.
เพราะเป็นผู้ลอยบาปแล้ว. สูงขึ้นไปหน่อย คาถา ๒๗ เป็นต้น ว่า ตัดสังโยชน์
ทั้งปวง ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สังโยชน์ทั้งปวง ได้แก่ สังโยชน์ ทั้งหมด คือแม้ทั้ง ๑๐. บทว่า ย่อมไม่สะดุ้ง คือ ย่อมไม่สะดุ้งด้วยความสะดุ้ง
คือตัณหา. บทว่า ล่วงกิเลสเครื่องข้อง คือ ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องมีราคะ
เป็นต้น. บทว่า ผู้ไม่ประกอบ คือ ผู้ไม่ประกอบด้วยกำเนิด ๔ หรือด้วย
กิเลสทั้งปวง. บทว่า สายเชือกหนัง ได้แก่ อุปนาหะ ความผูกโกรธ. บทว่า
สายหนัง ได้แก่ ตัณหา. บทว่า. ที่ต่อ แปลว่า เชือกบ่วง. คำว่า เชือกบ่วง นี้เป็นชื่อของกิเลสเครื่องกลุ้มรุม คือทิฐิ. ปมที่สอดเข้าในบ่วงเรียกว่า สายปม ในคำว่า สหนุกฺกมํ นี้. คำนี้เป็นชื่อของ ทิฏฐิอนุสัย. ในคำว่า มีลิ่มสลัก อันถอนขึ้นแล้วนี้ อวิชชา ชื่อว่า ดุจลิ่ม. บทว่า ผู้ตรัสรู้แล้ว ได้แก่ ตรัสรู้สัจจะทั้ง ๔. บทว่า ย่อมอดกลั้น คือ ย่อมอดทน. บทว่า ผู้มี ขันติเป็นหมู่พล คือ มีอธิวาสนขันติเป็นหมู่พล ก็ขันตินั้น เกิดขึ้น คราวเดียว ไม่ชื่อว่าเป็นกำลังดังหมู่พล ต่อเกิดบ่อย ๆ จึงเป็น. ชื่อว่า มีกำลัง ดังหมู่พล เพราะมีอธิวาสนขันตินั้น.